Category: วัฒนธรรม

  • การขยายอายุเกษียณ: โจทย์ที่ซับซ้อนกว่าตัวเลข

    การขยายอายุเกษียณ: โจทย์ที่ซับซ้อนกว่าตัวเลข

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-189&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WcjZpeF57pLcdlf9i-JU6

  • ชูวิทย์ฟันธง! พรรคประชาชนระวังซ้ำรอยประชาธิปัตย์ ชี้อนาคตอยู่ที่การตัดสินใจครั้งนี้ | เดลินิวส์

    ชูวิทย์ฟันธง! พรรคประชาชนระวังซ้ำรอยประชาธิปัตย์ ชี้อนาคตอยู่ที่การตัดสินใจครั้งนี้ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 22 ก.ย. นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ขอบคุณ คุณวิโรจน์ ที่ได้สื่อสารกับผม ประชาชนที่เลือกพรรคของคุณมาตลอด ผม และประชาชนจะติดตาม แต่ไม่ใช่จับผิด

    ผมอยู่ในวงการเมืองไทยมานานพอที่จะรู้ดีว่า การตัดสินใจสำคัญให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศมันยาก และอาจเกิดแรงกระทบมหาศาล

    เพราะพรรคการเมืองมีกลุ่มผลประโยชน์ มีโหวตเตอร์สนับสนุนความคิดอ่านที่หลากหลาย ผมนั้นเคยอยู่ในวงการเมือง และใช้วิธีการแบบเดียวกับที่คุณวิโรจน์ทำ คือ ซื่อๆ ตรงไปตรงมา

    แต่ในการเมืองไทยที่แวดล้อมด้วยสิ่งซับซ้อนปัจจัยที่อยู่เหนือความควมคุม ผมว่าจนป่านนี้พรรคประชาชนทุกคนคงตกผลึกรู้ดีแล้วว่า ผมหมายถึงอะไร

    มาถึงวันนี้ บรรดาผู้บริหารพรรคตลอดจน สส. ที่ทำหน้าที่แทนคนไทยต้องใช้การตัดสินใจทางการเมืองที่แหลมคม เด็ดขาด จากประสบการณ์ทางการเมืองที่ได้รับมาพอสมควรแล้ว ผมเป็นผู้สนับสนุนด้วยใจ ไม่มีข้าง ไม่ใช่อนุรักษนิยม และไม่ใช่เสรีนิยม

    ผมเป็นคนที่อยู่ข้างไหนก็ได้ ที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม วันนี้บรรดาผู้บริหารพรรคอาจไม่เห็นสิ่งที่ผมเตือน

    ไม่ใช่ผมไปเก่ง หรือบังอาจใดๆ แต่เพราะผมเข้าใจบริบทการเมืองแบบไทยๆ ในช่วงชีวิตปัจจุบัน ไม่เพ้อฝันไปถึงอนาคตที่ไกลเกินไป

    ผมเคยเป็นอย่างคุณวิโรจน์ และ สส. พรรคประชาชนมาก่อน เรียนรู้จากความผิดพลาด จนเป็นประสบการณ์ จึงเตือนด้วยความหวังดี พรรคประชาธิปัตย์คือตัวอย่างที่ดี ที่แม้จะเต็มไปด้วยประสบการณ์ ยังพลาดเพียงเพราะการก้าวผิดเพียงก้าวเดียว

    แม้แต่ระบบพรรคที่ดีอย่างพรรคประชาธิปัตย์ยังพลาด จึงไม่มีอะไรไปการันตีว่าพรรคประชาชนจะไม่พลาด จนบัดนี้คงเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นกับพรรคที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย

    ผมก็เคยเลือกพรรคประชาธิปัตย์ แต่พรรคการเมืองเป็นทางเลือกที่มีอย่างจำกัด เราต้องการให้พวกท่านได้ใช้อำนาจแทนพวกเราในฐานะประชาชนอย่างดีที่สุด

    เมื่อใช้ไปในทางที่เราไม่เห็นด้วย จึงเป็นสิทธิที่จะวิพากษ์วิจารณ์ เพราะเราคือผู้เลือกพวกท่านเข้ามาทำหน้าที่ เราไม่ใช่คู่แข่งขัน ไม่ได้เสนอตัวมาต่อสู้ทางการเมืองใดๆ

    ให้พรรคประชาชนมองอนาคตอันใกล้นี้ จากการเลือกตั้งครั้งหน้าเป็นเกณฑ์ว่า คะแนนของพรรค หากมากขึ้นกว่าเดิมแสดงว่าท่านทำถูก

    แต่หากคะแนนน้อยลงกว่าเดิม แสดงถึงสัญญาณว่าพรรคของท่านพลาดในการตัดสินใจครั้งนี้ ขอบคุณ คุณวิโรจน์ ที่เปิดใจ นี่เป็นวิธีการที่ดีในการที่พรรค หรือสมาชิก สส. จะสื่อสารกับประชาชน

    ขอให้ประสบความสำเร็จ และคงไว้ด้วยอุดมการณ์ งานการเมืองเป็นงานอาสา เป็นตัวแทนประชาชน จึงต้องเปิดใจรับฟัง แม้ว่าผมจะพูดแรง แต่ไม่เคยหวังร้ายแต่อย่างใด

    ไม่ได้เชียร์ตะพึดตะพือ ไม่ลืมหูลืมตา ทำให้เกิดการหลงตัวเอง แล้วทำให้พรรคพาอุดมการณ์ไปลงเหว คนอย่างผม รักมาก ก็วิจารณ์แรงมาก เป็นธรรมดา อย่าได้ถือสา

    ผมเป็นเพียงประชาชนคนเดินดิน กินข้าวแดงในคุกมาก่อน เห็นโลกและผู้คนที่หลากหลายมากมาย ในโลกการเมือง เราไม่ได้เลือกคนดี คนที่ไม่เคยพลาด แต่เลือกคนเลวน้อยที่สุด เพราะคนดีไม่สามารถยืนอยู่ได้ในการเมือง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5133934/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VOKDJeU8kmAIzrJhatk0X

  • สรรพสามิต มั่นใจปีงบ 68 จัดเก็บรายได้ตามเป้า 5.3 แสนลบ. หนุนภาษีรถโบราณเพิ่มยอด 1-2 พันลบ. : อินโฟเควสท์

    สรรพสามิต มั่นใจปีงบ 68 จัดเก็บรายได้ตามเป้า 5.3 แสนลบ. หนุนภาษีรถโบราณเพิ่มยอด 1-2 พันลบ. : อินโฟเควสท์

    น.ส.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยถึงผลการจัดเก็บรายได้ภาษีสรรพสามิต ในช่วง 11 เดือนแรก (ต.ค.67- ส.ค.68) ของปีงบประมาณ 2568 ว่า จัดเก็บได้ 489,564 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 1.61% ซึ่งถือเป็นระดับที่น่าพอใจ และคาดว่าการจัดเก็บรายได้ภาษีสรรพสามิตของทั้งปีงบประมาณ 2568 จะเป็นไปตามเป้าหมายที่กระทรวงการคลังกำหนดไว้ที่ 535,000 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 2.17% ขณะที่เป้าหมายการจัดเก็บรายได้ภาษีสรรพสามิตในปีงบประมาณ 2569 ตั้งไว้ที่ 609,000 ล้านบาท

    อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ในช่วงปีงบประมาณ 2568 ที่ผ่านมา แม้กรมสรรพสามิต ต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งเป้าหมายการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลที่เพิ่มสูงขึ้น (Revenue Pressure) สถานการณ์ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และนโยบายการค้าระหว่างประเทศแนวโน้มการชะลอตัวของการบริโภคในประเทศที่ลดลง ข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อของผู้บริโภคจากปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาเน้นดูแลสุขภาพ และสนับสนุนสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมของประเทศที่เพื่อให้แข่งขันในตลาดโลกได้ก็ตาม แต่กรมสรรพสามิต ยังสามารถขับเคลื่อนการดำเนินงานตามภารกิจต่าง ๆ ภายใต้ยุทธศาสตร์ SMART Excise ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้

    1. S: Sustainability มุ่งเน้นความยั่งยืน โดยเป็นเรื่องที่กรมสรรพสามิตให้ความสำคัญ และจะยังคงมุ่งเน้นการดำเนินงานต่อเนื่อง ทั้งความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยผลสำเร็จที่สำคัญปีนี้ ได้แก่

    1.1 ด้านสิ่งแวดล้อม คือ การสร้างกลไกราคาคาร์บอนในภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี ค.ศ. 2065 ซึ่งได้มีการออกกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษี เพื่อแสดงกลไกราคาคาร์บอนในสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน และออกประกาศกรมสรรพสามิต เพื่อกำหนดราคาคาร์บอน 200 บาท/ตันคาร์บอน เพื่อสร้างความตระหนักให้กับผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรม ให้เริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภคเชื้อเพลิงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    1.2 ด้านเศรษฐกิจ ดำเนินมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ (มาตรการ EV 3) และมาตรการสนับสนุนการใช้ ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ระยะที่ 2 (มาตรการ EV 3.5) ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต และการใช้ยานยนต์แห่งอนาคต ส่งผลให้ตั้งแต่มีการเริ่มมาตรการเมื่อเดือนมี.ค.65 จนถึง ส.ค.68 มียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า 233,802คัน และรถยนต์จักรยานยนต์ไฟฟ้า 71,667 คัน

    นอกจากนี้ ยังได้ขยายเวลาการลดอัตราภาษีสถานบริการเพื่อกระตุ้นภาคท่องเที่ยว โดยลดจาก 10% เหลือ 5% จากเดิมที่สิ้นสุดเมื่อ 31 ธ.ค.67 ได้ขยายต่อไปถึง 31 ธ.ค.68 ส่งผลทำให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบสรรพสามิตเพิ่มขึ้น และสามารถจัดเก็บรายได้ภาษีสถานบริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด ช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 จัดเก็บได้เกือบ 200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2567 ซึ่งเป็นปีแรกที่เริ่มลดอัตราภาษี ซึ่งสามารถจัดเก็บได้ 182 ล้านบาท เทียบกับปีงบประมาณ 2566 ซึ่งเป็นช่วงก่อนลดภาษี สามารถจัดเก็บได้ 139 ล้านบาท

    การปรับโครงสร้างภาษีน้ำมันเพื่อเสถียรภาพทางการคลัง โดยปรับขึ้นภาษีกลุ่มน้ำมันเบนซิน และกลุ่มน้ำมันดีเซล 1 บาท/ลิตร โดยไม่กระทบต่อราคาขายปลีก เนื่องจากมีการปรับลดเงินนำส่งกองทุนน้ำมัน ส่งผลให้กรมจัดเก็บรายได้ภาษีน้ำมัน และผลิตภัณฑ์น้ำมัน เพิ่มขึ้น ประมาณ 2,800 ล้านบาท/เดือน

    การกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์โบราณ (Classic Car) ขึ้นใหม่ โดยจัดเก็บภาษีในอัตรา 45% เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการจัดแสดงรถยนต์โบราณในภูมิภาค รวมทั้งส่งเสริมอุตสาหกรรมบูรณะรถยนต์โบราณ (Restoration) ในประเทศ และเป็นการขยายฐานรายได้ใหม่ในการจัดเก็บภาษีสินค้ารถยนต์ ซึ่งเบื้องต้น ประเมินว่าจะสามารถจัดเก็บรายได้จากภาษีรถยนต์โบราณได้ประมาณ 1,000-2,000 ล้านบาท

    “ในส่วนนี้ จะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับรถยนต์โบราณ เช่น อุตสาหกรรมท่องเที่ยว จากการนำนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม ที่สนใจเรื่องรถโบราณ ให้เข้ามาท่องเที่ยวในไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลมากขึ้นด้วย” น.ส.กุลยา ระบุ

    1.3 ด้านสังคม กรมสรรพสามิต ได้ดำเนินนโยบายส่งเสริมสุราชุมชน เพื่อต่อยอดนโยบายการส่งเสริม Soft Power ของประเทศ โดยปรับปรุงกฎหมายและระเบียบต่างๆ เพื่อส่งเสริมผู้ผลิตสุราชุมชน ลดอุปสรรคต่อผู้ประกอบการรายใหม่ ส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับฐานราก ทำให้มีผู้ประกอบการในระบบ 1,824 ราย เพิ่มขึ้น 5% และจัดเก็บภาษีสุราชุมชนได้ 1,246 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8%

    พร้อมทั้ง การปรับขึ้นอัตราภาษีเครื่องดื่มตามความหวาน ระยะที่ 4 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.68 เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคอุตสาหกรรมปรับสูตรการผลิต ส่งผลให้ปัจจุบันมีเครื่องดื่มที่ได้รับเครื่องหมายทางเลือกเพื่อสุขภาพ (Healthier Choice) จำนวน 3,411 ผลิตภัณฑ์

    ส่วนภาษีความเค็มนั้น น.ส.กุลยา กล่าวว่า ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างดำเนินการ โดยต้องมีกระบวนการหารือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องอีกพอสมควร จึงคาดว่าจะยังไม่ได้เห็นการจัดเก็บภาษีดังกล่าวภายในปีนี้

    2. M: Modernization พัฒนาการจัดเก็บภาษีให้ทันสมัย โดยเน้นการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย พร้อมกับการทำ Digital Transformation โดยได้รับผลสำเร็จที่สำคัญได้แก่ อาทิ

    2.1 การปรับกฎหมายและพัฒนาระบบอนุมัติฉลากดิจิทัลเต็มรูปแบบ (D-Label) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมผลิตสุรา

    2.2 การปรับกฎหมายและพัฒนาระบบใบอนุญาตอิเล็กทรอนิกส์ (D-License) แบบ End to End Service โดยสามารถยื่นเอกสาร ชำระค่าธรรมเนียม และได้รับใบอนุญาตอิเล็กทรอนิกส์เบ็ดเสร็จผ่าน Mobile Application เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ขอใบอนุญาตสุรา ยาสูบและไพ่ ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 1 ล้านใบอนุญาต

    2.3 การเพิ่มประสิทธิภาพการสำรวจราคา โดยใช้ระบบสำรวจราคาขายสินค้าประเภทสุรา เบียร์ ยาสูบ และ เครื่องดื่ม (Excise Price Survey) โดยกำหนดให้ผู้ประกอบขายสินค้าสุราและยาสูบที่ได้รับใบอนุญาตประเภทที่ 2 แจ้งราคาขายปลีกผ่านระบบสำรวจราคาขายปลีกสินค้าสรรพสามิต เพื่อให้ได้ข้อมูลการวิเคราะห์ความคลาดเคลื่อนของราคาขายปลีกจริงกับราคาขายปลีกแนะนำ โดยระบบนี้ได้นำมาทดแทนการสำรวจราคา โดยเจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิต

    3. A: Accountability เสริมสร้างความรับผิดชอบ ความโปร่งใส และการกำกับดูแลที่ดี โดยกรมสรรพสามิต ได้พัฒนากลไกการปฏิบัติงานให้มีความทันสมัย และตอบสนองต่อสถานการณ์การกระทำผิดที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ผ่านการใช้ระบบเทคโนโลยีดิจิทัล และ Dashboard ในการติดตาม ตรวจสอบ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่แบบเรียลไทม์ ส่งผลให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น

    โดยมีผลสำเร็จที่สำคัญปีนี้ ได้แก่ การลงนาม MOU กับบริษัทขนส่งพัสดุเอกชน เช่น J&T และ KEX เพื่อยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามการลักลอบขนส่งสินค้าหนีภาษี ผ่านช่องทางของบริษัทขนส่งพัสดุเอกชน ทั้งสินค้าสุรา ยาสูบ น้ำมัน และสินค้าอื่น ๆ โดยในช่วง 11 เดือนของปีงบประมาณ 2568 สามารถจับกุมและดำเนินคดีได้ทั้งสิ้น 33,766 คดี สามารถนำเงินส่งคลังได้เกือบ 500 ล้านบาท

    4. R: Revenue Collection กรมสรรพสามิต สามารถจัดเก็บรายได้ภาษีสรรพสามิตในรอบ 11 เดือนของปีงบประมาณ 2568 ได้จำนวน 489,564 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 1.61% โดยคาดว่าในปีงบประมาณ 2568 จะสามารถเก็บภาษีได้ตามเป้าหมายที่กระทรวงการคลังกำหนด ที่จำนวน 535,000 ล้านบาท หรือสูงกว่าปีก่อน 2.17%

    5. T: Technology and Innovation-Driven ยกระดับการทำงานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม มีผลสำเร็จที่สำคัญปีนี้ได้แก่

    5.1 จัดทำระบบควบคุมและติดตามการขนส่งสินค้าน้ำมันที่ส่งออกนอกราชอาณาจักรทางบก ด้วยอุปกรณ์ซีลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Seal)

    5.2 จัดทำระบบตรวจสอบติดตามและแกะรอย (Track & Trace) สำหรับสินค้ายาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตที่ผลิตและนำเข้า

    น.ส.กุลยา กล่าวด้วยว่า ในส่วนของการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่นั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียด ซึ่งต้องใช้ความรอบคอบเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยยอมรับว่าในหลายประเทศมีการจัดเก็บภาษีบุหรี่แบบอัตราเดียว (Single rate) ขณะที่ไทยจัดเก็บแบบ 2 อัตรา ซึ่งการศึกษาหรือพิจารณาเรื่องนี้จะต้องมองให้รอบด้าน โดยต้องคำนึงถึงในหลายมิติ ทั้งรายได้ การลักลอบนำเข้าบุหรี่ผิดกฎหมาย ผู้ประกอบการ และสุขภาพของประชาชนด้วย

    “เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ในเวทีต่างประเทศ อัตราภาษีบุหรี่จะเป็นแบบ Single rate แต่ของเราเป็น 2 อัตรา ดังนั้นคงต้องดูว่าจะดำเนินการในทางไหน ซึ่งไทยมี stake holder หลายด้าน ต้องดูให้รอบคอบ ตอนนี้ยังอยู่ระหว่างศึกษา แต่ก็จะต้องคำนึงถึงรายได้ที่อาจจะลดลงด้วย ตลอดจนการกำกับดูแล เช่น การลักลอบนำเข้าบุหรี่ ซึ่งเราต้องดูทุกมิติ รวมถึงผู้ประกอบการในประเทศด้วย” น.ส.กุลยา ระบุ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (22 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/531160&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_SZSnob1RipTicKFFIrLL

  • “ชัยชนะ” ดอดพบ “อภิสิทธิ์” หนุนขึ้นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แลกนั่งเลขาฯ พรรค

    “ชัยชนะ” ดอดพบ “อภิสิทธิ์” หนุนขึ้นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แลกนั่งเลขาฯ พรรค

    “ชัยชนะ” ดอดพบ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ยื่นเทเสียงขึ้นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แลกนั่งเลขาฯ พรรค “เดชอิศม์” ลดเป้าจากคั่วหัวหน้าเหลือเก้าอี้เดิม ภูมิใจไทยแห่ขันหมากขอ “อวยพรศรี” เข้ามุ้งอีกราย

    วันที่ 21 กันยายน 2568 ความเคลื่อนไหวของคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาธิปัตย์ ภายหลังจาก นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งตามระเบียบข้อบังคับพรรคใหม่ ยังคงสัดส่วนกลุ่มโหวตเตอร์ออกเป็น 3 กลุ่มสำคัญที่จะสามารถเลือกบุคคลที่ลงชิงสมัครเป็นหัวหน้าพรรคในวันที่ 18 ตุลาคมนี้ คือ โหวตเตอร์กลุ่ม สส., โหวตเตอร์กลุ่มกก.บห. และโหวตเตอร์กลุ่มตัวแทนสาขาพรรค รวมถึงอดีต สส. อดีตรัฐมนตรี และกลุ่มผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ลงในนามพรรค

    โดยปรากฏว่า นายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช และรักษาการรองหัวหน้าพรรคที่รับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ ได้เริ่มเดินสายขอเสียงจาก สส.ของพรรค โดยระบุเหตุผลกับ สส.พรรคประชาธิปัตย์ปัจจุบันว่า จะรวบรวมเสียง สส. และ กก.บห. เพื่อให้การสนับสนุน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้กลับมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อผลักดันให้เป็นหัวหน้าพรรคในการเลือกตั้งในที่ประชุมใหญ่วิสามัญพรรค พร้อมกับการเสนอตัวขอทำหน้าที่เป็นเลขาธิการพรรคคนใหม่ ซึ่งตามระเบียบข้อบังคับพรรคผู้ที่ได้รับเลือกตั้งให้เป็นหัวหน้าพรรค จะเป็นผู้เสนอชื่อผู้ที่จะมาทำหน้าที่เป็นเลขาธิการพรรค โดยนายชัยชนะขอเข้าพบนายอภิสิทธิ์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมรายงานสถานการณ์ในพรรคและการรวมเสียงสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ ซึ่งเจ้าตัวรับฟังและขอบใจ แต่ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ

    “เดชอิศม์” ลดเป้าจากคั่วหัวหน้า เหลือเก้าอี้เลขาฯ พรรค

    ขณะที่ นายเดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการเลขาธิการพรรค แม้จะหลบสื่อไม่เดินทางเข้าพรรค ไม่รับสายโทรศัพท์สื่อมวลชน แต่ได้ให้นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สส.สงขลา และรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นบุตรชายก็เริ่มเดินขอเสียงภายในจากบรรดา สส. และ กก.บห. เพื่อให้การสนับสนุนนายเดชอิศม์ให้เป็นหัวหน้าพรรค แต่เมื่อวัดกระแสการตอบรับภายในพรรคแล้ว พบว่าไม่ได้รับความนิยม เพราะการดูแล สส. และคนในพรรคที่ผ่านมาล้วนเป็น นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ที่ดูแลทั้งเงินรายเดือนของ สส. เงินจัดกิจกรรมงานต่างๆ ของพรรค รวมถึงค่าใช้จ่าย เงินเดือนของเจ้าหน้าที่พรรคเพียงคนเดียว เพียง 2 สัปดาห์ทำให้ต้องลดเป้าจากการเป็นหัวหน้าพรรค ลงมาเหลือเป็นเลขาธิการพรรค

    ทั้งนี้ เป็นเรื่องที่ สส.พรรคประชาธิปัตย์ที่มีท่าทีจะย้ายพรรคไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย หรือพรรคอื่นในการเลือกตั้งครั้งหน้า ส่วนใหญ่ต่างแสดงออกท่าทีไม่สนับสนุนให้นายอภิสิทธิ์ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค เพราะเห็นว่าหากนายอภิสิทธิ์กลับมาบริหารพรรคประชาธิปัตย์ทันการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า พรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่ภาคใต้จะพลิกกลับมาแข็งแรงและกลายเป็นคู่ต่อสู้ของพรรคการเมืองอื่นๆ ที่ส่งคนลงแข่งขันในภาคใต้ในอนาคตอันใกล้

    ภูมิใจไทยแห่ขันหมากขอ “อวยพรศรี” รับปากย้ายพรรคเลือกตั้งหน้า

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันเดียวกันนี้ นางนาที รัชกิจประการ ภรรยาของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และแกนนำพรรคภูมิใจไทยดูแลพื้นที่ภาคใต้ พร้อม น.ส.วาริณ ชิณวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช หรือ นายกน้ำ เดินทางไปที่บ้านของ นางอวยพรศรี เชาวลิต สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในอำเภอท่าศาลา เพื่อเจรจาทาบทามขอให้นางอวยพรศรี ย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยท่าทีของนางอวยพรศรี และสามีคือนายอภินันท์ เชาวลิต นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าศาลา หรือ นายกเอ ตกปากรับคำที่จะย้ายพรรคตามคำเชิญไปร่วมงานทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้าเป็นที่แน่นอนแล้ว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2884213&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27VJVASG8_qHRUnl5259_f

  • “กมธ.สว.” เปิด รายงาน ผลการศึกษา “ร่างกม.เอ็นเตอร์เทนเมนฯ” ได้ไม้คุ้มเสีย

    “กมธ.สว.” เปิด รายงาน ผลการศึกษา “ร่างกม.เอ็นเตอร์เทนเมนฯ” ได้ไม้คุ้มเสีย

    บทบาทของคณะกรรมาธิการผู้สอบสวน

    วุฒิสภาเล็งเห็นถึงความอ่อนไหวและความขัดแย้งในสังคม จึงมีมติเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 ให้ตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร (Entertainment Complex) จำนวน 35 คน โดยมี นายแพทย์วีระพันธ์ สุวรรณนามัย เป็นประธาน ภารกิจของคณะกรรมาธิการฯ คือ การวิเคราะห์ผลกระทบอย่างรอบด้านในมิติเศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย และนำเสนอข้อมูลเชิงวิเคราะห์เพื่อประกอบการตัดสินใจของวุฒิสภา

    คณะกรรมาธิการวิสามัญได้ปฏิบัติงานภายในกรอบเวลา 180 วัน โดยใช้วิธีการศึกษาที่เข้มข้น มีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญ 2 ชุด เพื่อเจาะลึกผลกระทบด้านสังคม กฎหมาย และผลกระทบและความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ ยังได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายภาคส่วนมาให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้แทนจากสำนักนายกรัฐมนตรี, กระทรวงการคลัง, กระทรวงสาธารณสุข (กรมสุขภาพจิต), นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน) และมหาวิทยาลัยมหิดล, ผู้แทนองค์กรศาสนาหลักทุกศาสนา รวมถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และตัวแทนจากบริษัทเกมมิ่งในต่างประเทศ

    โดยรายงานการศึกษาฉบับนี้ถูกส่งมอบต่อประธานวุฒิสภาแล้วเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568

    ผลการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ สรุปอย่างหนักแน่นว่า การผลักดันร่างพระราชบัญญัติฯ ที่เน้น “กาสิโนเป็นองค์ประกอบหลัก” นั้น เป็นนโยบายที่ตั้งอยู่บน “สมมติฐานที่ขาดหลักฐานเชิงประจักษ์” ถึงความเหมาะสมในบริบทของประเทศไทย โดยเป็นการ เบี่ยงเบนจากเป้าประสงค์ ของการพัฒนาสถานบันเทิงครบวงจรในภาพรวม

    ความล้มเหลวใน 4 มิติหลัก

    1. มิติทางเศรษฐกิจ: แค่ “เงินโอน” และธุรกิจขาลง (Sunset Industry)

    ไม่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ: กิจกรรมการพนันเป็นการ “โอนถ่ายเงิน” จากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่ง โดยไม่ก่อให้เกิดการผลิตสินค้าและบริการที่แท้จริง ในระบบเศรษฐกิจ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ท้วงติงแล้วว่า เงินจากการพนันมีลักษณะเป็น “เงินโอน (Transfer)” ซึ่งจะไม่ถูกนำมาคำนวณเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มในผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

    อุตสาหกรรมเสื่อมถอย: อุตสาหกรรมบ่อนพนันขนาดใหญ่ทั่วโลกมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะ “ขาลง” หรือ Sunset Industry อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากถูกแทนที่ด้วยการพนันออนไลน์ (Online Gambling) ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว การลงทุนในโครงการนี้จึงเป็นการส่งเสริมการลงทุนที่กำลังเผชิญความท้าทายอย่างยิ่ง

    สมมติฐานรายได้ลวงตา: รัฐบาลคาดการณ์รายได้จากภาษีกาสิโนสูงกว่า 50,000 ล้านบาทต่อปี โดยตั้งอยู่บนข้อสมมติว่า คนไทยจะเข้าเล่นถึง 21 ล้านครั้งต่อปี แต่ข้อเท็จจริงคือ ร่างกฎหมายที่ ครม. เสนอกำหนดให้คนไทยที่จะเข้าเล่นต้องมี เงินฝากในบัญชีธนาคารเกิน 50 ล้านบาท ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 6 เดือน ผู้มีคุณสมบัติจริงตามเงื่อนไขนี้มี น้อยกว่า 10,000 คนทั่วประเทศ ซึ่งทำให้สมมติฐาน 21 ล้านครั้งต่อปีนั้น “เกินจริง” และ “ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงในเชิงตัวเลข” คณะกรรมาธิการฯ ตั้งข้อสังเกตว่านี่อาจเป็นเจตนาของรัฐบาลที่จะใส่เงื่อนไขเข้มงวดเพื่อ “บรรเทาความกังวลทางสังคม” แต่มีแผนที่จะแก้ไขเงื่อนไขนี้ในชั้นกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเปิดให้คนไทยเข้าเล่นได้จำนวนมากตามที่คาดการณ์รายได้ไว้

    ความเสี่ยงจากจีนและบัญชีดำ (Blacklist): หากไทยเปิดกาสิโน อาจต้องเผชิญกับมาตรการควบคุมเชิงรุกของรัฐบาลจีน ซึ่งมีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาเพื่อลงโทษผู้ชักชวนพลเมืองจีนไปเล่นพนันในต่างประเทศ และอาจมีการประกาศ “บัญชีดำ” จุดหมายปลายทางที่ถูกมองว่าเป็นแหล่งจูงใจให้ชาวจีนมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการพนัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อจำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนในมิติอื่น

    ค่าเสียโอกาสการใช้พื้นที่รัฐมูลค่าสูง: การนำพื้นที่ยุทธศาสตร์มูลค่าสูงของรัฐ (เช่น พื้นที่การท่าเรือคลองเตย มูลค่าตลาดไม่ต่ำกว่า 250,000 ล้านบาท) ไปใช้สำหรับกิจการที่มีความเสี่ยงสูงอย่างกาสิโน อาจ ไม่สอดคล้องกับหลัก Highest and Best Use และมี ค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) สูงมาก

    2. มิติทางสังคมและสุขภาพ: การพนันคือ “โรคเสพติด” ที่สร้างภาระ

    การพนันคือโรคทางจิตเวช: องค์การอนามัยโลก (WHO) และสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน (APA) ได้กำหนดให้ “การติดการพนัน” (Gambling Disorder) จัดอยู่ในกลุ่ม “พฤติกรรมเสพติด” (Behavioral Addiction) ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อสมองส่วนควบคุมเหตุผล และมักนำไปสู่พฤติกรรมร่วมกันคือ การโกหก การลักขโมย และใช้ความรุนแรง

    ต้นทุนการรักษาที่สูง: การรักษาภาวะพฤติกรรมเสพติดไม่มียารักษาโดยตรง ต้องใช้กระบวนการฟื้นฟูสมองส่วนเหตุผล และมีอัตราการรักษาหายขาดที่ดีที่สุดในระดับโลกอยู่ที่ประมาณ ร้อยละ 50 เท่านั้น การพนันยังเพิ่มภาระต่อระบบสาธารณสุขและสวัสดิการสังคมในการบำบัดรักษา

    อาชญากรรมซับซ้อนและฟอกเงิน: กาสิโนเป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวต่อการก่ออาชญากรรมและกิจกรรมผิดกฎหมาย มีความเสี่ยงที่จะเป็นแหล่ง ฟอกเงิน (Money Laundering) และเป็นช่องทางขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งตอกย้ำถึงความกังวลต่อศักยภาพและความโปร่งใสของการประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐไทยในการควบคุมอาชญากรรม

    3. มิติด้านศีลธรรมและวัฒนธรรม: การขัดแย้งกับทุกศาสนา

    การเปิดกาสิโนขัดแย้งกับหลักศีลธรรมอันดีของสังคมไทย

    ศาสนาพุทธ: มองว่าการพนันเป็นหนึ่งใน “อบายมุข 6” หรือหนทางแห่งความเสื่อม

    ศาสนาอิสลาม: ถือว่าการพนัน (มะยิสิร) เป็นสิ่งต้องห้าม (ฮะรอม) โดยโทษมีน้ำหนักมากกว่าประโยชน์ที่อาจได้รับ

    ศาสนาคริสต์ และพราหมณ์–ฮินดู: เน้นการหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยความโลภและนำไปสู่ความพินาศ

    คณะกรรมาธิการฯ ระบุว่า การรับรองให้บ่อนกาสิโนถูกกฎหมายเท่ากับเป็นการ ลดทอนความศรัทธา และเปลี่ยนทัศนคติของเยาวชนต่อศีลธรรม

    4. มิติด้านกฎหมายและธรรมาภิบาล: ขัดรัฐธรรมนูญและรวมศูนย์อำนาจ

    ขัดต่อหลักนิติธรรม: กฎหมายที่อนุญาตให้มีกาสิโนถือเป็นการย้อนแย้งต่อ “สำนึกในศีลธรรมอันดีของประชาชน” (Good conscience of the People) ซึ่งขัดต่อหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 และมาตรา 26

    การรวมศูนย์อำนาจ: องค์ประกอบของ “คณะกรรมการนโยบายสถานบันเทิงครบวงจร” ตามร่างกฎหมาย ซึ่งมีกลุ่มบุคคลเดียวกับคณะรัฐมนตรีเกือบทั้งหมด และมีอำนาจกว้างขวาง รวมถึงการเสนอให้ ครม. สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปรับปรุง แก้ไข หรือยกเลิกกฎหมายหรือกฎที่เห็นว่าก่อให้เกิดความล่าช้า ซึ่งอาจนำไปสู่การใช้อำนาจในเชิงอัตวิสัย (arbitrary power) และมีลักษณะเป็นการ รวมศูนย์อำนาจ โดยปราศจากการถ่วงดุลและการตรวจสอบที่เพียงพอ ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3

    ขัดต่อแนวนโยบายแห่งรัฐ: โครงการนี้มีลักษณะเป็น Mega Project ที่ดำเนินการโดยทุนข้ามชาติ และไม่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง ที่เน้นความสมดุลระหว่างการพัฒนาวัตถุและการพัฒนาจิตใจ

    ทางออกที่ยั่งยืน: Wellness Complex คืออนาคต

    คณะกรรมาธิการวิสามัญเสนอทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ที่ดีกว่า คือ การพัฒนา “Wellness Complex” (ศูนย์สุขภาพแบบองค์รวม) ซึ่งถือเป็น Sunrise Sector (อุตสาหกรรมขาขึ้น) ที่สอดคล้องกับจุดแข็งของประเทศไทยด้านการแพทย์และระบบสาธารณสุข

    Wellness Complex สามารถสร้างรายได้จาก “เงินสีขาว” (clean money) ที่โปร่งใส ลดความเสี่ยงด้านอาชญากรรม และส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ โดยไม่ขัดต่อหลักศีลธรรม และสอดคล้องกับการตอบสนองต่อสังคมสูงวัย

    คำแนะนำและทางออกถึงรัฐบาลและวุฒิสภา

    คณะกรรมาธิการวิสามัญได้สรุปข้อเสนอแนะต่อวุฒิสภา โดยมีมติในฉากทัศน์เชิงอุดมคติ (Best-case Scenario) ว่า ไม่สนับสนุนให้มีการประกอบธุรกิจกาสิโนในประเทศไทย

    สำหรับแนวทางการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว คณะกรรมาธิการฯ มีข้อเสนอแนะที่ชัดเจน

    1. เสนอให้รัฐบาลทบทวน: วุฒิสภาควรเสนอให้รัฐบาลพิจารณา ทบทวนและแก้ไขเนื้อหา ของร่างพระราชบัญญัติฯ ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในมิติการคุ้มครองสิทธิของชุมชน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการยึดมั่นในหลักนิติธรรมและศีลธรรมอันดีของประชาชน

    2. มติไม่เห็นชอบคือทางเลือกที่ดีที่สุด: หากรัฐบาลยังคงยืนยันเดินหน้าโดยที่ข้อกังวลพื้นฐานทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น ยังมิได้รับการแก้ไขอย่างชัดเจนและเพียงพอ วุฒิสภาควรแสดงท่าทีไม่เห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นทั้งในด้านกฎหมาย เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศในอนาคตต่อไป

    3. ทำประชามติ: หากรัฐบาลยังยืนยันที่จะออกกฎหมาย ควรสื่อสารข้อมูลให้สาธารณชนรับทราบอย่างรอบด้าน และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้วยกระบวนการ ทำประชามติ ว่าเห็นควรอนุญาตให้มีธุรกิจกาสิโนในประเทศไทยหรือไม่ เนื่องจากผลสำรวจของนิด้าโพลชี้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 61.60 เห็นด้วยกับการทำประชามติ ในเรื่องนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378967113&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Va9QboD7rFTTNFjbVpy5n

  • โรงเรียนมาโย คอลเลจ อินเดีย จากสถานศึกษาเจ้านายสู่แหล่งผลิตยอดคนรุ่นใหม่

    โรงเรียนมาโย คอลเลจ อินเดีย จากสถานศึกษาเจ้านายสู่แหล่งผลิตยอดคนรุ่นใหม่

    โรงเรียนมาโย คอลเลจ (Mayo College) ในเมืองอัชเมร์ รัฐราชสถาน ประเทศอินเดีย เปลี่ยนบทบาทจากสถานศึกษาเฉพาะเจ้าชายในอดีตสู่แหล่งผลิตชนชั้นนำรุ่นใหม่ของประเทศ ด้วยค่าเทอมปีละ 11,500 เหรียญสหรัฐ อันเป็นจำนวนเงินก้อนใหญ่เมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ยต่อคนของอินเดียที่อยู่ที่ 2,300 เหรียญสหรัฐ

    มรดกทางประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 150 ปี

    โรงเรียนแห่งนี้ก่อตั้งเมื่อปี 1875 โดยเอิร์ล ออฟ มาโย ผู้ดำรงตำแหน่งอุปราชของอังกฤษ เพื่อกระชับสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์อินเดียกับลอนดอน นักเรียนคนแรกเป็นพระราชบุตรขององค์มหาราชาห์ของอัลวาร์ เสด็จมากับขบวนบริวารถึง 300 คน

    เศารัฟ ซินฮา อธิการบดีของโรงเรียน กล่าวว่า เราพยายามรักษาประเพณีบางอย่างจากอดีต แต่เฉพาะส่วนที่เสริมสร้างวัฒนธรรม และช่วยให้นักเรียนระลึกได้ว่าเป็นใครและมาจากไหน

    ความเป็นเลิศที่ปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย

    ปัจจุบันในจำนวนนักเรียน 850 คน อายุ 9-18 ปี มีเพียงไม่กี่คนที่เป็นทายาทขุนนาง ส่วนใหญ่เป็นบุตรหลานของรัฐมนตรี นักธุรกิจ นักการทูต และนายทหารระดับสูง

    อภิเษก ซิงห์ ตัก ศิษย์เก่าผู้ดำเนินธุรกิจจัดงานในเมืองโชธปุร เล่าว่า จะส่งลูกชายสองคนมาเรียน เพราะที่นี่เตรียมความพร้อมให้รับมือกับทุกสิ่ง

    วิถีการศึกษาแบบนักรบผสานสมัยใหม่

    แม้ว่าระเบียบวินัยแบบทหารที่สร้างชื่อเสียงให้โรงเรียนยังคงอยู่ แต่ในปีที่ผ่านมาได้เน้นความเป็นอยู่ที่ดีและความมั่นใจในตัวเองของนักเรียนมากขึ้น ราเจช โซนี หัวหน้าแผนกประถม เผยว่าได้รับความร่วมมือกับสถาบันด้านจิตวิทยา และเพิ่มจำนวนครูหญิงและเจ้าหน้าที่

    นักเรียนเรียนภาษาอังกฤษ ครอบคลุมวิทยาศาสตร์ ภาษาต่างประเทศ วรรณคดี ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ศิลปะ และดนตรี ช่วงบ่ายสำหรับกีฬา 20 ประเภท ตั้งแต่โปโล กอล์ฟ ไปจนถึงว่ายน้ำ ยิงปืน และเทนนิส

    สิ่งอำนวยความสะดวกระดับพิเศษ ได้แก่ สระว่ายน้ำมาตรฐานโอลิมปิก สนามกอล์ฟ 9 หลุม และคอกม้า 60 ตัว นักเรียนหนึ่งในสามวางแผนศึกษาต่อต่างประเทศ ในอังกฤษ ออสเตรเลีย หรือสหรัฐอเมริกา

    อัดวายา สิทธาร์ถ ภาเทีย นักเรียนอายุ 17 ปี หวังเปิดธุรกิจในบ้านเกิดและช่วยเหลือประเทศ ซินฮา ย้ำว่าเคารพมรดกทางการศึกษานี้อย่างสูง แต่มาโยต้องมองไปข้างหน้าเสมอ

    ค่าเล่าเรียนที่มาโย อยู่ที่ประมาณ 11,500 ดอลลาร์ต่อปี ซึ่งถือเป็นเงินมหาศาลเมื่อเทียบกับรายได้ต่อหัวต่อปีของประเทศที่อยู่ที่ประมาณ 2,300 ดอลลาร์

    ค่าเล่าเรียนที่มาโย อยู่ที่ประมาณ 11,500 ดอลลาร์ต่อปี ซึ่งถือเป็นเงินมหาศาลเมื่อเทียบกับรายได้ต่อหัวต่อปีของประเทศที่อยู่ที่ประมาณ 2,300 ดอลลาร์

    ได้รับฉายาว่า ‘อีตันแห่งตะวันออก’ ต้นแบบมาจากโรงเรียนประจำชั้นนำของอังกฤษ โรงเรียนแห่งนี้ก่อตั้งโดยอุปราชอังกฤษ เอิร์ลแห่งมาโย

    ได้รับฉายาว่า ‘อีตันแห่งตะวันออก’ ต้นแบบมาจากโรงเรียนประจำชั้นนำของอังกฤษ โรงเรียนแห่งนี้ก่อตั้งโดยอุปราชอังกฤษ เอิร์ลแห่งมาโย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/mayo-college-india-elite-school-from-maharajas-to-new-elite&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-CjzZWcFWbVLAkfcV95uj

  • เกาะประเด็นการเมืองวันนี้ จับตา ‘เสี่ยหนู’ งง ‘ยังไม่ทำงานจะอภิปรายอะไร’ | เดลินิวส์

    เกาะประเด็นการเมืองวันนี้ จับตา ‘เสี่ยหนู’ งง ‘ยังไม่ทำงานจะอภิปรายอะไร’ | เดลินิวส์

    การเมืองช่วงนี้ก็จะเป็นเรื่องการตีฝีปากกันไปมาก่อนรัฐบาลอนุทินจะทำงาน หลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภาราวปลายเดือน เมื่อวันที่ 21 ก.ย.ที่ จ.ศรีสะเกษ “นายกฯ หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่ช่วย น.ส.จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล ผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย หาเสียงเลือกตั้งซ่อม สส.ศรีสะเกษ เขต 5

    นายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคเพื่อไทยเตรียม 4 ขุนพล อภิปรายชำแหละนโยบายของรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา ว่า หากสงสัยในเรื่องใดก็จะชี้แจง แต่ยืนยันว่าจะไม่มีการชำแหละคืน “ที่ว่ามีรัฐมนตรีกลุ่มปราสาทสายฟ้าคอนเนกชั่น แล้วคอนเนกชั่นที่เกิดมาก่อนหน้านี้ ไม่กลับไปถามตัวเองก่อนล่ะ ไม่ต้องถามผมหรอก เพราะผมไม่ทำในแบบที่พวกเขาทำ และอีกอย่าง ยังไม่ได้บริหารราชการแผ่นดินเลย จะอภิปรายอะไร หากผมบ้าจี้ขึ้นมา อภิปรายในสิ่งที่เขาทำบ้าง โดยเฉพาะเรื่องที่ทำให้ประเทศของเราเสียหายไปขนาดไหน ทำให้ประชาชน ทหาร บาดเจ็บ ต้องสูญเสียชีวิต หากพวกผมอภิปรายกลับบ้าง ประเทศก็ไม่ต้องก้าวหน้าไปไหน

    เพราะฉะนั้นขอเถอะครับ จะทำไรก็แล้วแต่ ผมอยู่ไม่เกิน 4 เดือนหรอกครับ และมาแข่งกันตอนเลือกตั้ง ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน อย่าตัดสินเอง” นายอนุทิน กล่าว นายกฯ ยังเปิดเผยระหว่างการหาเสียงด้วยว่า น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล อดีตรองโฆษกรัฐบาล ว่า จะเป็นเลขาธิการนายกฯ และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ หรือเสี่ยโต้ง ผู้สร้างหนังชุดไทบ้าน ว่า จะมาเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

    นอกจากเก้าอี้ฝ่ายบริหาร ภูมิใจไทยเดินเกมทวงเก้าอี้ประมุขนิติบัญญัติคืน นายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “วันนี้พรรคเพื่อไทยและประชาชาติเป็นฝ่ายค้านสมบูรณ์แบบแล้ว แล้วจะลาออกจากประมุขสภากี่โมง” นายพลพีร์ อธิบายเพิ่มเติมว่า เรื่องดังกล่าวเป็นมารยาททางการเมือง โดยตามธรรมเนียม ประมุขสภาควรเป็นบุคคลจากฝ่ายรัฐบาล

    ที่พรรคเพื่อไทย “สส.หนุ่ม” ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ก็ยังคงพูดว่า ไฮไลต์การอภิปรายคือ การตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า การที่พรรคภูมิใจไทยพยายามทุกวิถีทาง ยอมทุกอย่างเพื่อเข้ามาเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ในระยะเวลาเพียง 4 เดือนนั้น มีความเกี่ยวข้องอะไรกับคดีฮั้ว สว. และกรณีที่ดินเขากระโดงหรือไม่ หากกระบวนการยุติธรรมได้เดินไปตามกลไกระบบปกติ 2 เรื่องนี้อาจไปถึงทำให้ถึงจุดจบของพรรคการเมืองบางพรรค

    และยังเหน็บแนมไปถึง “สส.เอิร์ธ” ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประธานวิปฝ่ายค้าน ว่า พรรค ปชน. เอง โหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ แบบยกพรรค ต้องร่วมรับผิดชอบต่อการดำเนินการของรัฐบาลนี้เอง เพราะคนเริ่มครหาแล้วว่า รัฐบาลนี้ไม่ได้ตั้งมาเพื่อยุบสภา แต่ตั้งมาเพื่อยุบคดีสีน้ำเงินมากกว่า เรามีผู้นำฝ่ายค้านที่หามแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคภูมิใจไทยขึ้นเสลี่ยง มีประธานวิปฝ่ายค้านที่ทำหน้าที่เสมือนโฆษกของพรรคภูมิใจไทย และเรายังมี สส.ฝ่ายค้านอีกกว่า 140 คนที่ร่วมแบกองค์ประชุมแทนรัฐบาลแทบทุกวัน ขัดกันกับที่เคยป่าวประกาศว่าการรักษาองค์ประชุมเป็นหน้าที่ของฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น นั่นเรียกว่าวิปฝ่ายค้านหรือฝ่ายค้ำให้รัฐบาลสีน้ำเงิน

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ประชาธิปัตย์ ผลัดใบอีกแล้ว” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 15-16 ก.ย. จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ทั่วประเทศ 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการเลือกผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ เมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนต้องการให้เป็นผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พบว่า ตัวอย่าง 32.90% ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 18.09% ระบุว่าเป็น นายชวน หลีกภัย 16.72% ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ เมื่อถามถึงแนวโน้มที่ประชาชนจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งหน้า หากพรรคประชาธิปัตย์เลือกผู้นำตามที่ประชาชนแนะนำ พบว่า 37.58% ระบุว่า ไม่แน่ใจ 35.75% ระบุว่า เลือกแน่นอน และ 26.67% ระบุว่า ไม่เลือกแน่นอน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ได้นัดประชุมวุฒิสภา เพื่อพิจารณารายงานการศึกษาของ กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร (เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์) ที่มี นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สว. เป็นประธานกมธ. ในวันที่ 23 ก.ย. เนื้อหาเป็นการศึกษารายละเอียดของร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. … ของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ สว. เห็นว่า โครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่มีกาสิโนเป็นองค์ประกอบหลัก เป็นนโยบายที่ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ขาดหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงความเหมาะสมในบริบทของประเทศไทย อีกทั้งแฝงไว้ด้วยความเสียหายหลายมิติ ไม่มีความชัดเจนด้านความคุ้มค่าของการลงทุน

    “เป็นกิจการที่ไม่เกิดรายได้ที่แท้จริง คือ ก่อให้เกิดการผลิตสินค้า และบริการ แต่เป็นกิจการที่โอนเงินจากผู้เล่นที่เสียไปให้ผู้เล่นที่ได้ และยิ่งไม่คุ้มค่าเมื่อพิจารณาจากต้นทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและภาระของรัฐที่แบกรับมิติทางสังคมและสุขภาพ และอาจขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง ที่กำหนดให้รัฐสภา ครม. ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายและหลักนิติธรรม

    และมาตรา 26 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้การตรากฎหมายต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม กรณีรัฐบาลเสนอร่าง พ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เข้าสู่การพิจารณาของสภา แม้ชื่อร่างไม่ได้ชี้ชัดว่ามุ่งเน้นให้มีกาสิโนเป็นหลัก แต่บัญชีแนบท้ายจะมีกาสิโนอยู่ด้วยเสมอ ร่างกฎหมายจึงเปิดให้มีธุรกิจบ่อนการพนันโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งย้อนแย้งต่อสำนึกในศีลธรรม และมาตรฐานศีลธรรมของประชาชน

    ประเทศไทยยังมีทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ในการส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวโดยไม่ต้องพึ่งอุตสาหกรรมการพนัน โดยเฉพาะรูปแบบโครงการ wellness complex (การดูแลสุขภาพครบวงจร) สามารถพัฒนาเป็นรูปแบบสถานบริการที่ไม่ขัดต่อหลักศีลธรรม ไม่ส่งเสริมพฤติกรรมเสี่ยง และสร้างรายได้จากเงินสีขาวที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดเสี่ยงด้านอาชญากรรม และส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศในระยะยาว วุฒิสภาควรแสดงท่าทีไม่เห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.

    อีกเรื่องหนึ่ง นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึง ร่าง พ.ร.บ.ยกเว้นความผิดให้แก่บุคคลที่ได้รับความเสียหาย หรือผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายรัฐด้านป่าไม้และที่ดิน พ.ศ. … เสนอโดยนายซูการ์โน มะทา สส.ยะลา พรรคประชาชาติ กับคณะ และร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ราษฎรผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐด้านที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ พ.ศ. … (กฎหมายทวงคืนผืนป่า) ซึ่งผ่านการพิจารณาของสภาในวาระแรก และถูกวิจารณ์ว่าจะทำให้นายทุน เอกชนที่รุกป่าได้รับการนิรโทษกรรมไปด้วย

    นายเลาฟั้งโพสต์ตอนหนึ่งว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้คือ ล้างความผิดเดิมแล้วปลดล็อกให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถนำที่ดินพิพาทเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สิทธิตามกฎหมายได้ กฎหมายไม่ทำให้ผืนป่าของประเทศไทยลดลงแม้แต่ตารางนิ้วเดียว เพราะพื้นที่เป้าหมายที่จะได้รับการนิรโทษกรรม ไม่มีสภาพเป็นป่าตั้งแต่ต้น หากแต่เป็นที่ไร่ ที่นา สวนยางพารา บ้านอยู่อาศัย ในทางตรงกันข้ามการนิรโทษกรรมคืนความเป็นธรรม กลไกที่จะถูกตั้งขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่กลั่นกรอง คือ คณะกรรมการนิรโทษกรรมจังหวัด ที่มีหลายฝ่ายเป็นกรรมการ เพื่อพิสูจน์รับรองสิทธิ ไม่เอื้อให้นายทุน

    “ตอนที่สนธิกำลังไปรื้อโฮมสเตย์ที่ภูทับเบิก ม่อนแจ่ม และที่อื่นๆ ฝ่ายทหารและป่าไม้อ้างว่าเป็นนายทุน แต่เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว พบว่าส่วนใหญ่เป็นบ้านชาวบ้าน มีนายทุนไม่กี่ราย แต่เมื่อมีธงที่จะรื้อเพื่อทำผลงานอยู่แล้ว จึงยกข้ออ้างขึ้นมาใหม่ว่าใช้ผิดวัตถุประสงค์จากเดิมที่อนุญาตให้ทำการเกษตรเท่านั้น เจ้าหน้าที่ไม่สามารถให้คำตอบได้ว่าการปรับเปลี่ยนจากที่ทำไร่ สวน มาเป็นทำห้องพักรองรับนักเที่ยวเที่ยวก่อให้ผลเสียอย่างไร”

    ปิดท้ายด้วยบรรยากาศที่เรือนจำกลางคลองเปรม นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย ผศ.พรรณวดี ตันติศิรินทร์ ที่ปรึกษาเครือข่ายสตรี 20 จังหวัดภาคอีสาน และพวก ร่วมจัดกิจกรรมร้อยกำลังใจมอบให้ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่บริเวณด้านหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม นพ.เชิดชัย กล่าวว่า นายทักษิณได้ตัดสินใจด้วยตัวเองอย่างกล้าหาญ ไม่ได้กระทำผิด แต่ถูกแกล้งเมื่อกลับมาบ้าน ได้รับอภัยโทษจาก 8 ปีเหลือ 1 ปี แล้วถูกกลั่นแกล้งว่ายังไม่ถูกจำคุก ขอแย้งว่าต้องไปถามหมอผู้เชี่ยวชาญอย่างโรคหัวใจ นางกนกวรรณ จิ๋วเชื้อพันธุ์ รองโฆษกกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า นายทักษิณยังคงมีอาการอ่อนเพลีย และปวดตามร่างกายอยู่บ้าง ตามปกติของผู้สูงอายุ โดยอาการคงที่ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

    “ทีมข่าวการเมือง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5132874/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_8ltjCexApAReZTdJ8ixS

  • “นฤมล” สั่ง รีเซ็ตระบบย้าย TRS เพิ่มช่องทางพิจารณา เสริมเกณฑ์ความเป็นธรรม ลดการเสียสิทธิ์ เพิ่มโอกาส คืนความหวังให้ครูได้กลับบ้าน

    “นฤมล” สั่ง รีเซ็ตระบบย้าย TRS เพิ่มช่องทางพิจารณา เสริมเกณฑ์ความเป็นธรรม ลดการเสียสิทธิ์ เพิ่มโอกาส คืนความหวังให้ครูได้กลับบ้าน

    เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีระบบการย้ายครูผ่าน Teacher Rotation System (TRS) ของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ว่า ระบบนี้สำหรับให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษายื่นคำร้องขอย้ายพื้นที่ ให้การดำเนินการมีความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ โดยครูผู้ขอสามารถยื่นคำร้องและเอกสารประกอบผ่านระบบ TRS ได้ปีละ 2 ครั้ง และระบบจะประมวลผลการย้ายตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งตนได้รับทราบข้อร้องเรียนและเสียงสะท้อนจากครูทั่วประเทศที่ยื่นขอย้ายผ่านระบบดังกล่าว พบว่า ครูจำนวนไม่น้อยต้องผิดหวัง โดยเฉพาะการยื่นขอย้ายต่อเนื่อง ซึ่งไม่ใช่กรณีพิเศษ รวมถึงโครงการครูคืนถิ่น ที่มีวัตถุประสงค์ให้ครูได้กลับไปปฏิบัติหน้าที่ใกล้ครอบครัว แต่กลับทำให้ครูหลายรายเสียสิทธิ์ ไม่สามารถย้ายได้ตามความตั้งใจ

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ระบบ TRS ที่ ก.ค.ศ.นำมาใช้ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความโปร่งใสและป้องกันปัญหาการทุจริตในการย้ายครู หลังจากในอดีตมีกรณีเรียกรับผลประโยชน์กิโลละแสน ในการย้ายสถานที่ปฏิบัติราชการ อย่างไรก็ตาม แม้ระบบนี้จะช่วยลดปัญหาดังกล่าว แต่ก็ต้องยอมรับว่า ยังมีข้อจำกัด เนื่องจากมีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดและตึงตัวเกินไป จนทำให้ครูผู้ปฏิบัติงานจริงไม่ได้รับโอกาสตามที่สมควร

    “เราต้องการให้ระบบนี้โปร่งใส และต้องมีความยืดหยุ่นและเป็นธรรมต่อครูผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วย เช่น การพิจารณาขอย้ายควรใช้มิติอื่นมาประกอบ ไม่ได้ยึดเกณฑ์แข็งทื่อเพียงอย่างเดียว ต้องมีดุลยพินิจจากหลายด้านเข้ามาร่วม เพื่อให้ครูมีโอกาสสมหวังมากขึ้น“

    ทั้งนี้ ขณะนี้ ก.ค.ศ. อยู่ระหว่างดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาระบบ TRS ใหม่ โดยคาดว่าจะสามารถนำมาใช้ได้ในการยื่นขอย้ายรอบถัดไป ระบบที่ผ่านการรีเซ็ตใหม่นี้ จะคำนึงถึงมิติด้านอื่น ๆ ของครูมากขึ้น เพื่อให้การย้ายครูไม่ใช่เพียงการจัดการเชิงระบบ แต่ยังตอบสนองความต้องการด้านชีวิต ครอบครัว และความสมดุลในการทำงานด้วย

    “ขอให้ครูทุกคนเชื่อมั่นว่าระบบการย้ายที่จะเปิดให้ใช้ในรอบต่อไปจะมีความเป็นธรรมมากขึ้น และโอกาสในการสมหวังก็จะมากขึ้นกว่าเดิมแน่นอน” ศ.ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/243635&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27WTc7GhTKKJemGJPAJOJz

  • กทม.-นนท์ ไม่ปล่อยผ่าน! เดินหน้าอาหารปลอดภัย ทั้งเฝ้าระวัง-แก้ปัญหาเต็มสูบ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    กทม.-นนท์ ไม่ปล่อยผ่าน! เดินหน้าอาหารปลอดภัย ทั้งเฝ้าระวัง-แก้ปัญหาเต็มสูบ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เรื่องเล่าจากพื้นที่ครั้งนี้พาไปติดตามภารกิจอาหารปลอดภัยในกรุงเทพมหานครและนนทบุรี ตั้งแต่เวทีประชุมที่รวมหน่วยงานรัฐ ภาคประชาชน และเครือข่ายผู้บริโภค จนถึงการลงพื้นที่ตรวจสอบร้านค้า ตลาดสด และผู้ประกอบการ เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม ภารกิจนี้ไม่ได้จำกัดเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังสร้างระบบป้องกันเชิงรุกให้ประชาชนมั่นใจในสิทธิของตนเอง รวมถึงติดตามเคสร้องเรียนในกรุงเทพฯ ที่ผู้บริโภคได้รับผลกระทบจากผู้ประกอบการร้านอาหารจนส่งผลต่อสุขภาพ

    ย้ำความสำคัญของอาหารปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

    นางสาวปาณิสรา กาญจนะจิตรา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี

    เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ณ ห้องประชุมมหาเจษฎาบดินทร์ ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี คึกคักด้วยผู้เข้าร่วมจากหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ นักการเมือง ผู้แทนองค์กรผู้บริโภค ผู้เชี่ยวชาญ และภาคประชาชนที่ตั้งใจมาร่วมแลกเปลี่ยน “เฝ้าระวังอาหารปลอดภัย” นางสาวปาณิสรา กาญจนะจิตรา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เปิดงานด้วยการย้ำว่าการบริโภคอาหารที่ปลอดภัยคือจุดเริ่มต้นของสุขภาพที่ดี และเป็นหน้าที่ของทั้งภาครัฐและประชาชนในการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ การส่งเสริมมาตรฐานอาหาร ตั้งแต่การผลิต แปรรูป ขนส่ง ไปจนถึงการจำหน่ายในตลาดและร้านอาหาร นอกจากมาตรการ “น้ำแข็งโอเค” ที่จังหวัดนำมาใช้ตรวจคุณภาพน้ำแข็งและมอบตรารับรองแก่ผู้ประกอบการแล้ว

    รองผู้ว่าฯ ยังกล่าวถึงการตรวจสอบโรงงานอาหารขนาดใหญ่ในจังหวัด เช่น โรงงานหมูปิ้ง ที่ถือเป็นแหล่งผลิตสำคัญซึ่งกระจายสินค้าไปยังจังหวัดใกล้เคียง เน้นย้ำว่าการกำกับดูแลแหล่งอาหารเชิงอุตสาหกรรมเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยแก่ผู้บริโภค

    และยังกล่าวถึงความจำเป็นในการให้ความรู้แก่ภาคประชาชน เพื่อให้สามารถเฝ้าระวังความปลอดภัยของอาหารที่บริโภคได้ด้วยตนเอง พร้อมทิ้งท้ายว่า “การดูแลป้องกันควรเริ่มจากอาหารเป็นเรื่องแรก” โดยเฉพาะในจังหวัดนนทบุรีซึ่งมีประชากรหนาแน่น และกว่า 20% ของประชากรเป็นผู้สูงอายุ กลุ่มนี้จึงต้องได้รับการคุ้มครองและเฝ้าระวังด้านอาหารที่เข้มงวดยิ่งขึ้น

    เสียงจากสภาองค์กรผู้บริโภค ขับเคลื่อนกฎหมายและสิทธิ

    นางสาวสุภาพร ถิ่นวัฒนากูล รองเลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค

    นางสาวสุภาพร ถิ่นวัฒนากูล รองเลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวถึงบทบาทของสภาผู้บริโภคที่ทำงานแตกต่างจาก สคบ. โดยสภาสามารถฟ้องคดีแทนผู้บริโภคได้ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการคุ้มครองสิทธิ พร้อมเล่าถึงผลงานที่ผ่านมา เช่น การช่วยเหลือผู้บริโภคกว่า 280 คดี มูลค่าเยียวยากว่า 66 ล้านบาท รองเลขาธิการฯ ชี้ว่า ปัญหาผู้บริโภคอันดับต้น ๆ ในปีที่ผ่านมา ได้แก่ การซื้อสินค้าออนไลน์ แอปเงินกู้ และ SMS หลอกลวง พร้อมเผยโครงการใหม่ “เปิดกล่องก่อนจ่าย COD” ที่เริ่มต้นในเดือนตุลาคม 2567 สะท้อนพลังการทำงานร่วมกันของหลายฝ่าย และแนวคิดที่จะผลักดันกฎหมายใหม่ เช่น กฎหมายอาหาร กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค และกฎหมายเลมอนลอว์ เพื่อยกระดับการคุ้มครองให้ทันต่อสถานการณ์

    ต่อจากนั้นเข้าสู่ช่วง เสวนาเข้มข้น จากเคมีในอาหารถึงตลาดเขียว กล่าวถึงบทบาทของสภาผู้บริโภคที่ทำงานแตกต่างจาก สคบ. โดยสภาสามารถฟ้องคดีแทนผู้บริโภคได้ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการคุ้มครองสิทธิ พร้อมเล่าถึงผลงานที่ผ่านมา เช่น การช่วยเหลือผู้บริโภคกว่า 280 คดี มูลค่าเยียวยากว่า 66 ล้านบาท คุณพงศ์ธร จันทรัศมี หัวหน้าฝ่ายสนับสนุนสมาชิกและองค์กรของผู้บริโภค ผู้ดำเนินการเสวนา และได้ผู้เชี่ยวชาญหลายด้านสะท้อนประเด็นที่หลากหลายร่วมกัน

    • ด้านความปลอดภัยอาหาร นางสาวปรกชล อู๋ทรัพย์ อนุกรรมการด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ เล่าถึงสถิติร้องเรียนอาหารที่พบบ่อย เช่น อาหารหมดอายุ อาหารไม่ตรงปก หรือปนเปื้อนสิ่งแปลกปลอม พร้อมแนะระบบเฝ้าระวังเชิงรุกและการใช้ Thai-RASFS (ระบบแจ้งเตือนภัยอาหารแบบเปิด) เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็วและเป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อคนทำงานอีกด้วย และล่าสุดเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ได้ร่วมพูดคุยในงานเสวนา “ระบบอาหารปลอดภัย จากรัฐสภาไทยสู่ประชาชน” สามารถรับชมย้อนหลังได้ ที่นี่
    • ด้านการขับเคลื่อนท้องถิ่น นางสาววิภาวัลย์ วรวรรณปรีชา เลขานุการ อบจ.นนทบุรี เสนอแนวคิดสร้างช่องทางออนไลน์ระดับจังหวัด เช่น ไลน์หรือเพจเฉพาะ เพื่อให้ผู้บริโภคแจ้งปัญหาได้ง่ายขึ้น พร้อมเล่าถึงบทบาทอบจ.ที่สนับสนุนเกษตรกรให้ผลิตอาหารปลอดภัย เช่น การช่วยเรื่องปุ๋ยอินทรีย์และตลาดจำหน่าย
    • เสียงจากสภานโยบายอาหาร คุณวัลลภา แวน วิลเลียนส์วาร์ด สภานโยบายอาหาร จังหวัดนนทบุรี เสนอแนวทางยกระดับ “ตลาดเขียว” และเครือข่ายโรงเรียนอาหารสุขภาวะ โดยอ้างอิงโมเดลต่างประเทศ เช่น เมืองมิลานและอัมสเตอร์ดัม ที่เชื่อมโยงนโยบายอาหารกับการสร้างอาชีพและสุขภาพของประชาชน
    • นักวิชาการสาธารณสุข นางสุภัชญา ยศประกอบ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ กองสุขศึกษา กระทรวงสาธารณสุข ชี้ว่าการสื่อสารความเสี่ยงและปรับพฤติกรรมการกิน คือหัวใจของการป้องกัน เธอเตือนถึงการบริโภคหวาน มัน เค็ม เนื้อสัตว์ดิบ และการกินหมูกระทะในวัยรุ่น ซึ่งล้วนต้องอาศัยการรณรงค์และเครื่องมือสื่อสารใหม่ ๆ เช่น อินโฟกราฟิกที่เข้าถึงได้ง่าย
    • เสียงจากองค์กรผู้บริโภคในพื้นที่ นางจินตนา กวาวปัญญา ประธานศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคประชาชนจังหวัดนนทบุรี (องค์กรสมาชิกสภาผู้บริโภค ลำดับที่ 17) เล่าประสบการณ์รับร้องเรียนด้านอาหารที่สะท้อนปัญหาจริง เช่น อาหารปนเปื้อนสิ่งแปลกปลอม อาหารหมดอายุใกล้วันหมดอายุ หรือการขายสินค้าลดราคาที่ไม่โปร่งใส ซึ่งชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคยังขาดความรู้เรื่องการเก็บหลักฐานร้องเรียน

    แลกเปลี่ยนอย่างมีพลัง เครือข่ายร่วมออกแบบกลไก

    ช่วงบ่าย เวทีแบ่งกลุ่มระดมความคิดเห็นเต็มไปด้วยบรรยากาศสนุกสนานและตั้งใจ เครือข่ายองค์กรของผู้บริโภคร่วมกันออกแบบ “กลไกคุ้มครองผู้บริโภคจังหวัดนนทบุรี” ข้อเสนอที่เด่นชัด โดยมีหัวข้อประเด็นหลัก ๆ ดังนี้

    • สร้างเครือข่ายตลาดอาหารปลอดภัย
    • กำหนดมาตรฐานร้านอาหารรายย่อย
    • เพิ่มช่องทางร้องเรียนและการสื่อสารที่เข้าถึงง่าย
    • ส่งเสริมการปลูกและบริโภคผักปลอดสารในครัวเรือน

    งานคุ้มครองผู้บริโภคด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ ไม่ได้หยุดอยู่ที่การรับแจ้งเรื่องร้องเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ขยายไปถึงการทำงานเชิงรุกในหลายด้าน เพื่อป้องกันความเสี่ยงและสร้างเกราะคุ้มกันให้ผู้บริโภคอย่างรอบด้าน

    1. การลงพื้นที่สำรวจ เจ้าหน้าที่หน่วยงานประจำจังหวัดและเครือข่ายทำหน้าที่เสมือน “ด่านหน้า” ในการเฝ้าระวัง โดยมีการออกตรวจตลาด ร้านขายของชำ และสถานที่จำหน่ายอาหารในชุมชนเป็นประจำ จุดมุ่งหมายคือการตรวจสอบว่าสินค้าที่จำหน่ายยังคงคุณภาพ ไม่หมดอายุ ไม่เสื่อมสภาพ และแวดล้อมสถานที่สะอาดถูกสุขลักษณะ หากพบปัญหา เช่น น้ำดื่มที่ไม่มีเลข อย. ทั้งบนฉลากและในระบบการผลิต หน่วยงานจะไม่เพียงแต่บันทึกข้อเท็จจริง แต่ยังรวบรวมหลักฐานส่งต่อไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เพื่อประสานผู้ผลิตให้ดำเนินการแก้ไขโดยทันที กระบวนการนี้ไม่เพียงคุ้มครองผู้บริโภค แต่ยังเป็นแรงกดดันเชิงบวกให้ผู้ประกอบการรักษามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง

    2. การให้ความรู้และการประชาสัมพันธ์ ภารกิจอีกด้านที่สำคัญไม่แพ้การตรวจสอบคือการสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางความรู้” ให้กับประชาชน หน่วยงานได้จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์และสื่อแจ้งเตือนภัยในหลายรูปแบบ ตั้งแต่แผ่นพับ อินโฟกราฟิก ไปจนถึงการสื่อสารผ่านออนไลน์ เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเอง นอกจากนี้ยังมีการจัดเวทีประชุมและอบรมในพื้นที่ เพื่อสอนเทคนิคพื้นฐานที่ช่วยป้องกันความเสี่ยง เช่น การอ่านฉลากสินค้า การตรวจสอบวันผลิตและวันหมดอายุ ตลอดจนการคิดให้รอบคอบก่อนเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งเป็นหนึ่งในช่องทางที่ผู้บริโภคจำนวนมากมักถูกเอาเปรียบ การให้ความรู้ในเชิงรุกเช่นนี้ ทำให้ผู้บริโภคสามารถปกป้องตัวเองได้ในระดับครัวเรือนและชุมชน

    3. การรับเรื่องร้องเรียนและการไกล่เกลี่ย หัวใจสำคัญของการคุ้มครองผู้บริโภคคือการเป็นที่พึ่งในยามเดือดร้อน หน่วยงานไม่เพียงเปิดช่องทางให้ผู้บริโภคส่งเรื่องร้องเรียน แต่ยังดำเนินบทบาท “คนกลาง” ในการไกล่เกลี่ยระหว่างผู้ร้องกับผู้ประกอบการ โดยมีเป้าหมายเพื่อหาทางออกที่เป็นธรรมและการเยียวยาที่เหมาะสมแก่ผู้เสียหาย การทำงานในลักษณะนี้ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังช่วยสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการตระหนักและเพิ่มความระมัดระวังในการผลิตและจำหน่ายสินค้า เพราะทุกเคสการร้องเรียนคือบทเรียนที่สะท้อนความรับผิดชอบต่อสังคม

    ภารกิจดังกล่าวนี้ไม่ได้มีอยู่เพียงในเอกสารหรือเวทีประชุม แต่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค และบางครั้งก็สะท้อนออกมาเป็นกรณีศึกษาที่สะเทือนใจ

    เมื่อเดือนมีนาคม 2568 มีผู้ร้องเรียนรายหนึ่งต้องเผชิญปัญหาสุขภาพจาก ละอองน้ำมัน ที่กระเด็นออกมาจากร้านอาหารฝั่งตรงข้ามบ้านทุกวันจนเกิดการสะสมในระยะยาว สภาพบ้านเต็มไปด้วยคราบเหนียวเกาะตามผนังและเฟอร์นิเจอร์ ทำให้ผู้ร้องมีอาการเจ็บคอ หายใจไม่สะดวก และผื่นแพ้ผิวหนังรบกวนการใช้ชีวิต ความน่าเห็นใจคือ ผู้ร้องไม่กล้าแจ้งความด้วยตนเองเพราะกังวลเรื่องความปลอดภัยของครอบครัวที่มีเพียงผู้สูงอายุอยู่ร่วมด้วย

    เพื่อยืนยันความเดือดร้อน ผู้ร้องจึงไปพบแพทย์ ตรวจสุขภาพ และได้รับ ใบรับรองแพทย์ ซึ่งกลายเป็นหลักฐานสำคัญที่ใช้ประกอบการร้องเรียนต่อมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและหน่วยงานประจำจังหวัดกรุงเทพมหานคร สภาผู้บริโภค จากนั้นหน่วยงานจึงเข้ามาเป็นตัวกลาง ประสานทั้งร้านอาหารและสำนักงานเขต แม้จะพบอุปสรรคในขั้นตอนการติดต่อและการตอบสนอง แต่สุดท้ายสามารถผลักดันให้เกิดการนัดเจรจาไกล่เกลี่ย จนนำไปสู่การแก้ไขปัญหา ร้านค้าดำเนินการปรับปล่องควันให้สูงขึ้น ลดการกระเด็นของละอองน้ำมันลงได้

    แม้กรณีนี้ยังคงต้องมีการติดตามผลอย่างใกล้ชิด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นได้ตอกย้ำให้เห็นว่า ภารกิจทั้งสามด้านของงานคุ้มครองผู้บริโภคไม่ได้เป็นเพียงแนวคิด หากแต่เป็นการทำงานจริงที่ช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของประชาชน ผู้ร้องได้รับทั้งความยุติธรรมและโอกาสในการกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

    ทุกคนต้องกิน ต้องใช้ และหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเป็น “ผู้บริโภค” ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม ผู้บริโภคทั่วไป ผู้ขายรายย่อย ผู้ประกอบการรายใหญ่ หรือแม้แต่ผู้ผลิต ล้วนต้องคำนึงถึงความปลอดภัย คุณภาพ และสิทธิของผู้บริโภค เพราะสิ่งที่เรากินเข้าไปวันนี้มีผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตในวันข้างหน้า

    บทเรียนจากการตรวจสอบเชิงพื้นที่ ไปจนถึงการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของผู้ร้องเรียน สะท้อนว่า “การคุ้มครองผู้บริโภค” ไม่ได้เป็นเพียงนโยบาย แต่คือภารกิจที่ทำให้ประชาชนมีที่พึ่ง มีเสียง และมีความมั่นใจในสิทธิของตนเอง การที่หน่วยงานต่าง ๆ ลงมาร่วมมือ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ องค์กรภาคประชาชน หรือเครือข่ายท้องถิ่น จึงเปรียบเสมือนเกราะคุ้มกันที่ช่วยสร้างสังคมแห่งความปลอดภัยและความเป็นธรรม

    ท้ายที่สุด ผู้บริโภคทุกคนคือพลังสำคัญ ที่จะทำให้ระบบนี้ยั่งยืนได้ การรู้เท่าทันสิทธิของตนเอง การเลือกบริโภคอย่างรอบคอบ และการกล้าแจ้งเบาะแสเมื่อพบสิ่งผิดปกติ ล้วนเป็นการร่วมสร้าง สังคมที่ยั่งยื่นสำหรับทุกคน

    หากผู้บริโภคพบปัญหาติดต่อร้องเรียนได้ที่
    สภาองค์กรของผู้บริโภค โทร. 1502
    หรือร้องเรียนออนไลน์ได้ที่ complaint.tcc.or.th

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/bkk-nonthaburi-foodsafe/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aZ7j1hDEPN4LWK48CkHca

  • คณะกรรมการนิเทศก์ ติดตาม ประเมิน การปฏิบัติงานปริยัตินิเทศแม่ฮ่องสอน

    คณะกรรมการนิเทศก์ ติดตาม ประเมิน การปฏิบัติงานปริยัตินิเทศแม่ฮ่องสอน

    คณะกรรมการนิเทศก์ ติดตาม ประเมิน การปฏิบัติงานปริยัตินิเทศแม่ฮ่องสอน

    วันจันทร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ วัดพระธาตุดอยกองมู ต.จองคำ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน พระสุมณฑ์ศาสนกิตติ์ ดร.เจ้าคณะจังหวัดแม่ฮ่องสอน เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยกองมู นำคณะกรรมการพระปริยัตินิเทศก์ ศูนย์พระปริยัตินิเทศก์จังหวัดแม่ฮ่องสอน นายณัฐรุจิ์ คำคุณเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดแม่ฮ่องสอน  ร่วมให้การต้อนรับ พระโสภณวชิรวาที ดร. ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ ศูนย์พระปริยัตินิเทศก์แห่งคณะสงฆ์, ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ประธานคณะกรรมการนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติงานของปริยัตินิเทศก์ และประเมินผลการปฏิบัติงานของสำนักปฏิบัติธรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ลงพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อตรวจเยี่ยม และติดตามการดำเนินงานของศูนย์พระปริยัตินิเทศจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อตรวจเยี่ยม ให้กำลังใจ การจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม เพื่อรับฟังข้อขัดข้องการดำเนินงาน การจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม และเพื่อให้ข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์ ในการปรับปรุงจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม ตามกลไกการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างมีมาตรฐาน สอดคล้องกับโบราณราชประเพณี และมาตรฐานการศึกษาของชาติ เพื่อให้มีการรักษาพระธรรมวินัยให้เป็นไปอย่างถูกต้อง ดีงามโดยเคร่งครัด เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชน รวมทั้งสามารถนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตได้อย่างถูกต้อง ในการนี้ พระครูอนุชิตกิจจานุกุล รองเจ้าคณะอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้นำคณะกรรมการลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของ สำนักศาสนศึกษาวัดพระธาตุดอยกองมู สำนักศาสนศึกษาวัดจองคำ สำนักศาสนศึกษาวัดม่วยต่อ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน และ สำนักศาสนศึกษาวัดกิตติวงศ์ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ตามลำดับ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/915774&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SUpI7UmoxpaGQiMrnZqL4