Category: วัฒนธรรม

  • P

    P

    404 Page Not Found

    Something’s missing

    We are sorry but the page you were
    looking for was not found…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2590%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2589%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25A1%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B5-%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25AF-%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25A1%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B7%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%2594%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A7%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2-%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2599-%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%259C%25E0%25B8%25A2-%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%2594%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%258C-%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B3%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3y1LCY_5Vvi3wENY_9bM5f

  • รับสมัครพนักงานสถาบัน ตำแหน่งบุคลากร ระดับปฏิบัติการ

    รับสมัครพนักงานสถาบัน ตำแหน่งบุคลากร ระดับปฏิบัติการ

    รับสมัครพนักงานสถาบัน เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป  สังกัดศูนย์นวัตกรรมการเปลี่ยนแปลง สำนักงานยุทธศาสตร์

    รับสมัครพนักงานสถาบัน เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป สังกัดศูนย์นวัตกรรมการเปลี่ยนแปลง สำนักงานยุทธศาสตร์

    กองบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล

    รับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นพนักงานสถาบันสายสนับสนุนวิชาการ

    • ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ระดับปฏิบัติการ สังกัดศูนย์นวัตกรรมการเปลี่ยนแปลง สำนักงานยุทธศาสตร์

    อัตราเงินเดือน

    • วุฒิปริญญาตรี 19,500 บาท

    เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน – 15 ตุลาคม 2568

    คุณสมบัติของผู้สมัคร

    1. สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือปริญญาโท ทางสาขาบริหารธุรกิจ สาขาเศรษฐศาสตร์ สาขาการจัดการ สาขารัฐประศาสนศาสตร์/บริหารรัฐกิจ สาขาวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์ หรือสาขาอื่นที่เกี่ยวข้องจากสถาบันการศึกษาที่ ก.พ.รับรอง
    2. มีความรู้ความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์ขั้นพื้นฐาน ความสามารถในการใช้โปรแกรม Microsoft office โปรแกรมนำเสนอต่าง ๆ เช่น Canva หรือการนำเสนอที่เกี่ยวกับ Infographic การรับ-ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) การสืบค้นข้อมูลในเว็บไซต์ และสามารถใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) เช่น ChatGPT Gemini อย่างเหมาะสมแก่การปฏิบัติงานในหน้าที่
    3. มีประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจ นวัตกรรม บริหารโครงการ วิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) หรือวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ
    4. มีความรู้ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารโดยเฉพาะการพูดและการเขียนได้ในเบื้องต้น ทั้งนี้ หากมีผลการทดสอบ TOEIC, TOEFL Paper, TOEFL iBT, TOEFL ITP, CU-TEP, TU-GET, NIDA TEAP, IELTS, Duolingo English Test และ English Score จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ
    5. หากได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นตัวแทนสิทธิบัตร (Patent Agent) จากกรมทรัพย์สินทางปัญญาจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ
    6. ผู้ที่จะได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นพนักงานสถาบัน ต้องมีคุณสมบัติตามความใน ข้อ 18 ของข้อบังคับสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของพนักงานสถาบัน พ.ศ. 2563 ลงวันที่ 23 กันยายน 2563 (แนบท้ายประกาศ)

    ลักษณะงานที่จะปฏิบัติ

    1. บริหารโครงการนวัตกรรมและโครงการธุรกิจของศูนย์ ประสานงานหน่วยงานภายในและภายนอกที่เกี่ยวข้องกับโครงการของศูนย์ บริหารเงินทุนโครงการ ร่วมวางแผน วิเคราะห์ แก้ไขปัญหา ติดตามและสนับสนุนการดำเนินงานของโครงการ
    2. ดูแลและปรับปรุงช่องทางการสื่อสารและสารสนเทศของศูนย์ เช่น เว็บไซต์ (Website) สื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงระบบสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน
    3. บริหารงานด้านสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ และงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของสถาบัน
    4. ปฏิบัติงานบริหารงานทั่วไปของศูนย์ เช่น งานสารบรรณ/งานธุรการ การรับ – ส่งหนังสือ งานบริหารงบประมาณ งานการเงินและบัญชี การจัดซื้อจัดจ้างวัสดุ – ครุภัณฑ์ ปฏิบัติงานบุคคลของศูนย์ ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับแผนของสถาบัน ปฏิบัติงานผู้ช่วยเลขานุการการประชุม และปฏิบัติงานสนับสนุนกิจกรรมของศูนย์
    5. งานอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย

    เอกสารประกาศรับสมัคร

    ระเบียบการรับสมัคร

    ผู้ประสงค์จะสมัครสอบ สามารถสมัครผ่านระบบสมัครงานออนไลน์เท่านั้น

    ติดต่อสอบถามได้ที่

    โทรศัพท์ 02 – 727 3405 ในวันเวลาราชการ
    Email : job@nida.ac.th
    Line : @jobnida

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/job1272-2568/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14ZqZpDPUfWqLrtcMi2IKd

  • ถอดรหัส ‘ความเหลื่อมล้ำไทย’ แซงเพื่อนบ้าน ระเบิดเวลาที่รอแก้ไข

    ถอดรหัส ‘ความเหลื่อมล้ำไทย’ แซงเพื่อนบ้าน ระเบิดเวลาที่รอแก้ไข

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยรายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ปี 2567 โดยจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับปัญหา ความเหลื่อมล้ำ ของประเทศไทยเมื่อเทียบกับหลายประเทศ ทั้งประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศพัฒนาแล้ว พบข้อมูลที่น่าสนใจด้งนี้ 

    สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำด้านรายจ่ายของไทยในปี 2567 ยังคงอยู่ในระดับทรงตัว โดยมีค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาค ด้านรายจ่ายลดลงเล็กน้อยจาก 0.335 ในปี 2566 มาอยู่ที่ 0.333 ในปี 2567 และประชากรกลุ่มที่มีรายจ่ายต่ำ มีส่วนแบ่งการใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น แต่การใช้จ่ายของกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เน้นไปที่สินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเป็นหลัก 

    โดยกลุ่มที่มีรายจ่ายต่ำสุดร้อยละ 20 (Decile 1 และ 2) ใช้จ่ายเงินประมาณครึ่งหนึ่งของรายจ่ายทั้งหมดไปกับ อาหารและเครื่องดื่ม ในขณะที่กลุ่มที่มีรายจ่ายสูงสุดร้อยละ 10 (Decile 10) มีแนวโน้มใช้จ่ายเงินไปกับสินค้า และบริการอื่นที่ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐาน เช่น การครอบครองและบำรุงรักษายานพาหนะ เทคโนโลยีการสื่อสาร การท่องเที่ยว บริการสุขภาพเอกชนที่สะดวกรวดเร็ว และการศึกษาขั้นสูง

    ความเหลื่อมล้ำไทยอยู่ตรงไหนบนแผนที่โลก

    ข้อมูลจาก World Inequality Database ในช่วงปี 2554 – 2566 สะท้อนให้เห็นความเหลื่อมล้ำ ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในสองมิติหลัก ได้แก่ อัตราส่วนรายได้ของประชากรกลุ่มที่มีรายได้ สูงสุดร้อยละ 10 (Top 10) ต่อกลุ่มที่มีรายได้ต่ำสุดร้อยละ 50 (Bottom 50)

    ขณะที่ค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาค (Gini Coefficient) ด้านรายได้ ที่คำนวณจากข้อมูลรายได้ประชาชาติ10 โดยประเทศไทย มีอัตราส่วนรายได้เฉลี่ยในช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ที่ 4.41 เท่า และมีค่า Gini เฉลี่ย 0.626 ซึ่งใกล้เคียงกับค่า Gini จากการประยุกต์ใช้ฐานข้อมูลภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในการวิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำของไทย ในปี 2564 ที่ 0.61211 

    ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ประเทศไทยมีระดับความเหลื่อมล้ำอยู่ในเกณฑ์สูง เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีบริบททางเศรษฐกิจและสังคม ใกล้เคียงกัน และยิ่งแตกต่างอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว

    เทียบความเหลื่อมล้ำอาเซียน

    เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีอัตราส่วนรายได้ของ Top 10 ต่อ Bottom 50 อยู่ที่ 4.19 เท่า และมีค่า Gini เฉลี่ย 0.617 จะพบว่า ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค รวมถึงสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่มีบริบทใกล้เคียง เช่น ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ซึ่งแม้มีรายได้ต่อหัวต่ำกว่าไทย แต่กลับมีความเหลื่อมล้ำต่ำกว่า โดยมีอัตราส่วนรายได้เพียง 3.04 และ 2.95 เท่า และมีค่า Gini เฉลี่ย 0.560 และ 0.553 ตามลำดับ 

    ขณะที่มาเลเซีย ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงกว่าไทย กลับมีอัตราส่วนและค่า Gini เพียง 2.14 เท่า และ 0.495 ซึ่งแสดงถึงโครงสร้างการกระจายรายได้ที่สมดุลกว่าของมาเลเซีย

    เทียบความเหลื่อมล้ำประเทศพัฒนา

    หากเปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว ความแตกต่างยิ่งชัดเจน โดยกลุ่มประเทศนอร์ดิก เช่น นอร์เวย์ และสวีเดน มีความเหลื่อมล้ำต่ำที่สุด โดยมีอัตราส่วนรายได้ของ Top 10 ต่อ Bottom 50 เฉลี่ยเพียง 1.22 เท่า และมีค่า Gini เพียง 0.387 และ 0.389 ตามลำดับ ซึ่งเป็นผลจากระบบรัฐสวัสดิการที่ครอบคลุมและโครงสร้างภาษีก้าวหน้าที่ช่วยกระจายรายได้อย่างทั่วถึง

    สำหรับกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก เช่น ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร พบว่า มีความเหลื่อมล้ำ สูงกว่ากลุ่มประเทศนอร์ดิก โดยมีอัตราส่วนรายได้ของ Top 10 ต่อ Bottom 50 เฉลี่ย 1.61 และ 1.83 เท่า และมีค่า Gini อยู่ที่ 0.451 และ 0.473 ตามลำดับ 

    ความเหลื่อมล้ำดังกล่าวสะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพากลไกตลาดเสรีเป็นหลัก ถึงแม้จะมีระบบสวัสดิการสังคมและโครงสร้างภาษีก้าวหน้า แต่ก็ยังไม่เข้มข้นเท่ากลุ่มนอร์ดิก ทำให้ช่องว่างทางรายได้ยังคงอยู่ในระดับสูง แม้จะมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ใกล้เคียงกัน

    เทียบความเหลื่อมล้ำเอเชีย

    ขณะที่กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก เช่น เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น แม้มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูง แต่ก็ ยังคงเผชิญความเหลื่อมล้ำมากกว่ากลุ่มประเทศนอร์ดิกและยุโรปตะวันตก โดยมีอัตราส่วนรายได้ของ กลุ่ม Top 10 ต่อ Bottom 50 อยู่ที่ 1.82 และ 2.33 เท่า และมีค่า Gini เฉลี่ย 0.471 และ 0.508 ตามลำดับ 

    ปัจจัยสำคัญมาจากการพึ่งพาเศรษฐกิจภาคเอกชนมากกว่าระบบสวัสดิการสังคม ทำให้ ความเหลื่อมล้ำยังคงอยู่ในระดับสูง แม้ทั้งสองประเทศจะมีเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าแล้วก็ตาม

    แนะเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้าง

    ความแตกต่างเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้ประเทศไทยจะอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับบน แต่ยังเผชิญกับความเหลื่อมล้ำในระดับที่สูงกว่าทั้งประเทศเพื่อนบ้านและประเทศพัฒนาแล้วหลายเท่า 

    การแก้ไขปัญหาจึงต้องดำเนินควบคู่ไปกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการพัฒนาระบบภาษีให้ครอบคลุมฐานความมั่งคั่งและทรัพย์สิน การทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจนอกระบบกลายเป็นทางการ และการลงทุนเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจผ่านการศึกษาและการจ้างงานที่มีคุณภาพ ซึ่งตอบสนองทั้งมิติของรายได้ ความมั่นคงในอาชีพ และคุณภาพชีวิตของแรงงาน 

    การศึกษาแนวทางจากประเทศในกลุ่มนอร์ดิก ซึ่งสามารถรักษาความเหลื่อมล้ำให้อยู่ในระดับต่ำโดย ไม่กระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ อาจเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยให้ไทยพัฒนานโยบายที่ตอบโจทย์มากขึ้น เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืนและครอบคลุมทุกกลุ่มประชากร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/639432&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZQAW5e99wxg7hge8Giksm

  • วว. รับรางวัลดีเด่นองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2568

    วว. รับรางวัลดีเด่นองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2568

    พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2568 (Human Rights Awards 2025) ในการนี้ ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เข้ารับรางวัลฯ ประเภทองค์กรรัฐวิสาหกิจ ระดับดีเด่น โดยมี ดร.อาภากร สุปัญญา รองผู้ว่าการบริหาร คณะผู้บริหารและบุคลากร วว. ร่วมแสดงความยินดีและจัดแสดงนิทรรศการผลงานด้วย ในวันที่ 22 กันยายน 2568 ณ โรงแรมอัศวินฯ หลักสี่ กรุงเทพฯ

    ทั้งนี้ วว. ได้รับรางวัลดีเด่นองค์กรต้นแบบสิทธิมนุษยชน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 และเป็น 1 ใน 13 รัฐวิสาหกิจที่ได้รับรางวัลดังกล่าว ซึ่ง กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม มอบให้องค์กรภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคธุรกิจ วิสาหกิจเพื่อสังคม ภาคประชาสังคม และศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน ที่ดำเนินการตามภารกิจ โดยเคารพในหลักการสิทธิมนุษยชน บูรณาการหลักสิทธิมนุษยชนเข้ากับการทำงาน รวมถึงเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับองค์กรอื่นๆ ในการเสริมสร้างสังคมแห่งการเคารพในหลักการสิทธิมนุษยชนอย่างยั่งยืน โดยในปี 2568 มีหน่วยงานได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 157 องค์กร ได้แก่ องค์กรภาครัฐ จำนวน 78 องค์กร องค์กรรัฐวิสาหกิจ จำนวน 13 องค์กร องค์กรภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม จำนวน 55 องค์กร ประเภทศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน จำนวน 11 ศูนย์

    วว. มีความมุ่งมั่นในการดำเนินงานภายใต้การเคารพสิทธิมนุษยชน โดยประกาศนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ปี 2562 ต่อเนื่องถึงปัจจุบัน ซึ่งในปี 2568 คณะทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ได้ทบทวนนโยบายด้านสิทธิมนุษยชน ให้มีความทันสมัยและสอดคล้องรองรับการดำเนินธุรกิจ ที่เกี่ยวเนื่องกับการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นภารกิจองค์กรที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นเพื่อรองรับการดำเนินงานดังกล่าว จึงเพิ่มแนวทางปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อความชัดเจนในการดำเนินงาน และสร้างความตระหนักรู้ รวมถึงความรับผิดชอบ อันเป็นการบูรณาการสิทธิมนุษยชนในการดำเนินธุรกิจ อีกทั้งเป็นการสนับสนุนด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในประบวนการทำงานตลอดห่วงโซ่

    โดย วว. มีการกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน ดังนี้
    1) หลักเกณฑ์และมาตรการการจัดการข้อร้องเรียนกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานด้านการจัดการข้อร้องเรียนด้านสิทธิมนุษยชน
    2) คู่มือมาตรฐานทางคุณธรรมและจรรยาบรรณ ของคณะกรรมการ ผู้บริหารและพนักงาน วว. เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ที่รับผิดชอบได้อย่างมีคุณธรรม และรักษาจรรยาบรรณ อีกทั้งยังสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นใจแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย
    3.) คู่มือผู้มีส่วนได้เสียภายใน (Internal Integrity and Transparency Assessment : IIT) เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานของพนักงาน ในส่วนของการปฏิบัติหน้าที่ การใช้งบประมาณ การใช้อำนาจ การใช้ทรัพย์สินของราชการ การแก้ไขปัญหาการทุจริต นอกจากนี้ วว. ยังมีการประกาศนโยบายการป้องกันและต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติงานของผู้บริหารและพนักงาน
    4) คู่มือนโยบายและแนวปฏิบัติธรรมาภิบาลและการจัดการข้อมูล เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลต่างๆที่ วว. รับผิดชอบ
    5) คู่มือการรับฟังเสียงของลูกค้า เพื่อเป็นแนวทางรับฟังข้อเสนอแนะ ข้อร้องเรียน เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการปรับปรุงการดำเนินงานของ วว.
    6) แนวปฏิบัติอย่างยั่งยืนสำหรับคู่ค้า เพื่อให้มั่นใจว่าคู่ค้าของ วว. ดำเนินงานด้านแรงงาน สุขภาพ อาชีวอนามัยและความปลอดภัย เป็นไปตามหลักของกฎหมายและสิทธิมนุษยชน
    7) คู่มือการยื่นข้อเสนอราคาการเสนอราคาและการส่งมอบงานถูกต้องครบถ้วนสำหรับผู้ประกอบการ (supplier) ประจำปี 2567

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/958820&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZVmQh0qOGOxwyXnWk0CKG

  • จุดประกายอนาคตผู้หญิงไทยสาย STEM สู่เวทีโลก ด้วยพลังความร่วมมือระดับนานาชาติกับทุน Women in

    จุดประกายอนาคตผู้หญิงไทยสาย STEM สู่เวทีโลก ด้วยพลังความร่วมมือระดับนานาชาติกับทุน Women in

    จุดประกายอนาคตผู้หญิงไทยสาย STEM สู่เวทีโลก ด้วยพลังความร่วมมือระดับนานาชาติกับทุน Women in STEM

    ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี การศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM) คือหัวใจสำคัญของการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม อย่างไรก็ตาม ช่องว่างทางเพศในสายอาชีพ STEM ยังคงเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ จากรายงานจาก UNESCO ระบุว่า มีผู้หญิงน้อยกว่า 30% ที่ทำงานวิจัยทั่วโลก และพวกเธอยังมีแนวโน้มได้รับโอกาสน้อยกว่าผู้ชายในหลายมิติ ทั้งในด้านการตีพิมพ์ผลงาน ค่าตอบแทน และการก้าวสู่ตำแหน่งผู้นำ

    จุดประกายอนาคตผู้หญิงไทยสาย STEM สู่เวทีโลก ด้วยพลังความร่วมมือระดับนานาชาติกับทุน Women in STEM

    บริติช เคานซิล ในฐานะองค์กรชั้นนำด้านความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและการศึกษาของสหราชอาณาจักร ตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหานี้ จึงได้ริเริ่มโครงการทุนการศึกษา “Women in STEM” โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหราชอาณาจักร เพื่อมอบโอกาสให้ผู้หญิงได้ศึกษาต่อในระดับปริญญาโทเป็นระยะเวลาหนึ่งปีในสหราชอาณาจักร โครงการนี้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 และได้มอบทุนการศึกษาไปแล้วกว่า 500 ทุน ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเท่าเทียมและเสริมสร้างศักยภาพของผู้หญิงในสาขา STEM ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

    โครงการทุนการศึกษา Women in STEM จึงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริติช เคานซิล ในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น:

    • ส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ: ลดช่องว่างและอุปสรรคที่ผู้หญิงต้องเผชิญในการเข้าถึงการศึกษาและอาชีพในสาขา STEM
    • พัฒนาศักยภาพผู้นำ: สร้างผู้นำหญิงรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถในสาขา STEM เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมและแก้ไขปัญหาสำคัญของโลก
    • สร้างเครือข่ายระดับโลก: เชื่อมโยงนักศึกษาหญิงกับสถาบันการศึกษาชั้นนำ ผู้เชี่ยวชาญ และเพื่อนร่วมงานจากทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์
    • สนับสนุนการพัฒนาประเทศ: ส่งเสริมให้ผู้ได้รับทุนนำความรู้และทักษะที่ได้กลับมาพัฒนาประเทศบ้านเกิดของตน

    การสนับสนุนของโครงการทุนการศึกษา Women in STEM ครอบคลุมตั้งแต่โอกาสในการศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นศูนย์กลางความเป็นเลิศทางวิชาการและนวัตกรรมระดับโลก ตลอดจนการสนับสนุนในด้านค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งค่าเล่าเรียนตลอดหลักสูตรปริญญาโท หนึ่งปี ค่าครองชีพสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวตลอดระยะเวลาการศึกษา ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับระหว่างประเทศ ค่าธรรมเนียมวีซ่า ค่าประกันสุขภาพ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการสอบ IELTS (จะได้รับการคืนเงินสำหรับผู้ที่ได้รับทุนเท่านั้น)

    นอกจากทุนการศึกษา Women in STEM จากบริติช เคานซิล ยังมีโครงการทุนการศึกษา ASEAN-UK SAGE Women in STEM ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสหราชอาณาจักรและอาเซียนภายใต้โครงการ ASEAN-UK SAGE โดยมีเป้าหมายและรายละเอียดการสนับสนุนที่สอดคล้องกัน แต่ทุนการศึกษา ASEAN-UK SAGE Women in STEM จะมุ่งเน้นที่การขจัดอุปสรรคด้านเพศในการเข้าถึงการศึกษาของประเทศในกลุ่มอาเซียนและติมอร์ เลสเต

    ในปีการศึกษา 2025/26 นี้ ผู้ที่ได้รับทุน Women in STEM จากบริติช เคานซิล คือ ปภาดา ประสงค์สุข และผู้ที่ได้รับทุน ASEAN-UK SAGE Women in STEM คือ ทยิดา พานิช ซึ่งพร้อมที่จะเดินทางไปศึกษาต่อในสหราชอาณาจักร และนำความรู้กลับมาพัฒนาประเทศต่อไป

    จากความหลงใหลในหุ่นยนต์ สู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการแพทย์

    ปภาดา ประสงค์สุข ผู้ได้รับทุน Women in STEM จากบริติช เคานซิล จะเดินทางไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโทสาขา MSc FT Biomedical Engineering ที่ Queen Mary University of London เธอเล่าถึงแรงบันดาลใจแรกเริ่มในสาขา STEM ว่า “สนใจในสาขา STEM เพราะรู้สึกว่ามันเท่ เช่น การเขียนโปรแกรมให้หุ่นยนต์ขยับได้ หรือแค่เขียนโปรแกรมสั่งเปิดปิดไฟ ในสายตาเราตอนเด็กๆ แค่นี้ก็เท่มากแล้วค่ะ”

    แต่เมื่อได้ศึกษาในระดับปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมหุ่นยนต์ โลกของเธอก็เปิดกว้างขึ้น “สิ่งที่ทำให้รู้สึกว้าวมากคือการใช้หุ่นยนต์ในทางการแพทย์ค่ะ ซึ่งมีหลายอย่าง ตั้งแต่ทำกายภาพบำบัดไปจนถึงการผ่าตัด ซึ่งศาสตร์ทางนี้สามารถช่วยเหลือผู้คนได้เยอะ จึงสนใจที่ศึกษาต่อด้าน Biomedical Engineering ค่ะ”

    ความท้าทายที่ปภาดาเผชิญในฐานะผู้หญิงในสาขา STEM นั่นคือการต่อสู้กับความคิดที่ว่าตนเองอาจไม่เหมาะกับสาขานี้ “สิ่งที่ช่วยให้ก้าวผ่านมาได้คือ การปรับมุมมอง เลือกที่จะไม่มองว่าความผิดพลาดหมายถึงเราไม่เก่ง แต่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ที่ทำให้เราเข้าใจในเนื้อหาที่ทำอยู่ได้มากขึ้นและสามารถพัฒนางานวิจัยให้ดียิ่งขึ้นได้ค่ะ”

    ปภาดาหวังว่าการศึกษาในสหราชอาณาจักรจะช่วยเติมเต็มทักษะในการออกแบบอุปกรณ์ทางการแพทย์ และเป็นนักวิจัยที่สามารถพัฒนาอุปกรณ์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้อย่างจริงจัง พร้อมทั้งพัฒนาทักษะการสื่อสารและประสบการณ์การทำงานร่วมกับผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรม

    จากความอยากรู้อยากเห็น สู่ผู้บุกเบิกชีวเคมีคลินิกเพื่อสาธารณสุขไทย

    ทยิดา พานิช ผู้ได้รับทุน ASEAN-UK SAGE Women in STEM จะเดินทางไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโทสาขา MSc Clinical Biochemistry ที่ University of Manchester เธอเล่าถึงจุดเริ่มต้นความสนใจในวิทยาศาสตร์ว่า “มีความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับโลกอย่างมาก และนั่นคือสิ่งที่ดึงดูดให้หันมาสนใจในวิทยาศาสตร์ เนื่องจากเป็นศาสตร์ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด” และจากความสนใจอันกว้างขวาง ทยิดาจึงเริ่มหลงใหลในสาขาชีวเคมีคลินิก ซึ่งเป็นสาขาที่เธอจะศึกษาต่อ

    การเลือกเรียนต่อในสหราชอาณาจักรของทยิดาไม่ได้เป็นเพียงเพราะหลักสูตรปริญญาโทที่เข้มข้นและใช้เวลาเพียงหนึ่งปีเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะ “สหราชอาณาจักรเป็นศูนย์กลางของนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ มีบริษัทด้านเทคโนโลยีชีวภาพและเภสัชกรรมจำนวนมากที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย และที่สำคัญ ยังมีหลักสูตรเฉพาะทางด้านชีวเคมีคลินิก ซึ่งเป็นสาขาที่สนใจและเชื่อว่ามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาระบบสาธารณสุข แต่กลับยังมีการเรียนการสอนที่จำกัดในประเทศไทย” โดยเธอหวังที่จะนำความรู้และเครือข่ายที่ได้กลับมาสนับสนุนการพัฒนาระบบสาธารณสุขและโครงสร้างพื้นฐานด้านการวินิจฉัยในประเทศไทย

    ทยิดาเชื่อมั่นว่าโครงการทุนการศึกษา Women in STEM มีความสำคัญอย่างยิ่งในการลดความเหลื่อมล้ำทางเพศ “โครงการนี้ไม่เพียงแต่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้เข้าถึงการศึกษาระดับสูงมากขึ้นและมีโอกาสด้านอาชีพที่ดียิ่งขึ้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างเครือข่ายที่สนับสนุนและเสริมพลังให้กับผู้หญิงอีกด้วย” เธอมองว่าทุนเหล่านี้สร้างเวทีและมอบการยอมรับให้กับผู้หญิงในสาย STEM ทำให้เด็กผู้หญิงได้มีโอกาสรู้จักและเชื่อมโยงกับต้นแบบที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับตนเองได้

    แม้จะยังไม่มีเป้าหมายอาชีพที่ชัดเจน แต่ทยิดามุ่งมั่นที่จะ ประยุกต์ใช้เทคนิคทางชีวเคมีที่ได้ฝึกฝนและสั่งสมมาตลอดการศึกษา เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเครื่องมือหรือวิธีการวินิจฉัยรูปแบบใหม่ที่สามารถเพิ่มความรวดเร็ว ประสิทธิภาพ และความแม่นยำในการตรวจวินิจฉัย

    สร้างผู้นำและแรงบันดาลใจเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

    เรื่องราวของปภาดาและทยิดาเป็นเพียงสองตัวอย่างจากผู้หญิงกว่า 500 คนที่ได้รับโอกาสจากโครงการทุนการศึกษา Women in STEM ของบริติช เคานซิล ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ผู้หญิงเหล่านี้ไม่เพียงแต่ได้รับความรู้และทักษะทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังได้รับการหล่อหลอมให้เป็นผู้นำและผู้สร้างแรงบันดาลใจในสาขา STEM

    การสนับสนุนการศึกษาของผู้หญิงในสาขา STEM เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของสังคมโดยรวม ผู้ได้รับทุนเหล่านี้จะกลับมาพร้อมความรู้ ความเชี่ยวชาญ และเครือข่ายระดับโลก เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรม แก้ไขปัญหาสำคัญ และเป็นต้นแบบที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กผู้หญิงรุ่นต่อไป ให้กล้าที่จะฝันและก้าวเข้าสู่โลกของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี บริติช เคานซิล และพันธมิตรยังคงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนผู้หญิงในสาขา STEM อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียมและก้าวหน้าอย่างยั่งยืน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12749739&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3snlcDuJMcBJTKdzIyfkf7

  • นายกฯหนู ลั่นแก้ปัญหาชายแดน ไม่ใช่การไล่ตี แต่ทำงานเชิงรุกกำหนดเงื่อนไขให้กัมพูชายอมรับ

    นายกฯหนู ลั่นแก้ปัญหาชายแดน ไม่ใช่การไล่ตี แต่ทำงานเชิงรุกกำหนดเงื่อนไขให้กัมพูชายอมรับ

    นายกฯหนู มองต่าง เห็นความสำคัญหลักสูตร วปอ. ไม่เหมือนผู้นำคนอื่น บอกคอนเนกชั่นเป็นสิ่งดีถ้าทำให้ถูกต้อง ประเทศเจริญก้าวหน้า ย้ำแยกกันเดินร่วมกันตี ทหารให้รบ รบ.กำหนดเงื่อนไขไม่ยอมเขมรเหตุไทยพร้อมกว่าทุกประตู

    22 กันยายน 2568 – เมื่อเวลา 13.50 น. ที่สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะประธานนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 61 เข้าร่วมงานการแถลงผลการศึกษาเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของนักศึกษาวปอ. รุ่นที่ 67 โดยมีพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม ในฐานะประธานการแถลงผลการศึกษาฯ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) พล.อ.พงศ์เทพ แก้วไชโย ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (วปอ.)พล.ท.ทักษิณ สิริสิงห ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.)และพล.ต.เสด็จ อาคะจักร ประธานนักศึกษาวปอ. รุ่นที่ 67 เข้าร่วมด้วย

    โดยนายอนุทิน กล่าวตอนหนึ่งว่า สวัสดีพี่ๆทุกคน พี่หนู วปอ.61 นกหัวขวาน รายงานตัว ตนเรียนวปอ.61 แต่มางานแถลงผลการศึกษาแทบทุกปีเพราะเข้ามาเป็นรองนายกฯในปี 62 ตนเห็นคุณค่าของการเป็นนักศึกษาวปอ.อย่างมาก อาจมีมุมมองต่างจากผู้นำรัฐบาลท่านอื่นๆ ตนคิดว่าการเรียนวปอ.สำคัญอย่างยิ่ง เมื่อได้มาฟัง วปอ.67 ยอมรับเหมือนเพลงพรหมลิขิตชักพาให้มาพบกันทันใด ทำไมเหมือนกับนโยบายรัฐบาลของตนที่เตรียมแถลงต่อรัฐสภาฯต้นเดือนต.ค. อาจจะมีถ้อยคำที่ต่างกัน แต่กรอบความคิด ยุทธศาสตร์ตรงกัน ที่จะใช้หลักวิทยาศาสตร์คือจับต้องได้

    เทคโนโลยีต้องทันโลกทันสมัย ทันท่วงที นักศึกษาวปอ.67 ยึดหลัก STEM ซึ่งตนจะขับเคลื่อนด้วยหลักที่คล้ายๆกัน แต่ขอใช้คำว่า STECS ประกอบด้วย Systematic คือขับเคลื่อนต้องมีระบบ Thainess ความเป็นเอกลักษณ์ของไทย เชื่อถือได้ ราคายุติธรรม Exponentail ขยายศักยภาพแบบเขย่งก้าวกระโดด และ C ที่ขอเติม S เพราะมีหลายคำไม่ว่าจะเป็น Connection คือสายสัมพันธ์ ที่เงินก็ซื้อไม่ได้ แต่ต้องใช้ให้ถูกต้องมีจริยธรรม ทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้า Continuevity คือต่อเนื่องไม่สิ้นสุด และ Costructive คือคิดเป็นบวก คิดก้าวหน้า

    วันนี้ปัญหาคอร์รัปชั่นถึงเวลาแล้วเราต้องแก้ และคนไทยรังเกียจเดียดฉันท์ ความไม่โปร่งใสไม่สะอาด ทั้งทางการทำงาน จิตใจ รักชาติรักแผ่นดินคนไทย ซึ่งตอนนี้เริ่มมีการแบ่งแยกแล้ว

    นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้แยกกันเดินร่วมกันตี มีความหมายกับตนมาก ทหารก็คิดยุทธศาสตร์ไป รัฐบาลก็ต้องหาวิธีที่ต้องกดดัน วันนี้ยอมไม่ได้แล้ว มาถึงขนาดนี้แต่ไม่ใช่การไล่ตีแต่เป็นการทำงานเชิงรุก กำหนดเงื่อนไขให้คนที่มีปัญหากับเราต้องยอมรับ เพราะประเทศไทยได้เปรียบทุกประตู ไม่ว่าจะทางเศรษฐกิจแสนยานุภาพ เมื่อได้เปรียบแบบนี้จะให้เรายอมก่อนไม่ได้ ตนคิดว่าตนและคนที่นั่งในห้องนี้ สะกดคำนี้ไม่เป็น

    “ผมกับ รมว.กลาโหม และทุกเหล่าทัพ จะใช้แนวทางนี้ดำเนินยุทธศาสตร์ต่อกรกับคนที่เรามีปัญหาอยู่ ชายแดนกัมพูชาต้องมีคำตอบมีผลลัพธ์ให้ประเทศไทย ที่สำคัญต้องไม่สูญเสียอะไรไปมากกว่า ผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ตนขอว่าต้องไม่มี เราต้องทำให้ได้ภายใน 4 เดือน เราจะไม่ยอมให้เกิดขึ้น

    สำหรับโครงการคนละครึ่งมีประโยชน์เพราะมีส่วนร่วมกับประชาชนโดยมีการแชร์กันโดยรัฐบาลจะทำรัฐบาลทำโครงกลางพลัส เป็นแรงจูงใจให้คนที่เสียภาษี 60:40 และมั่นใจกระตุ้นเศรษฐกิจให้เร็ว รัฐบาลมีเวลาไม่มากแต่อาจทำทุกอย่างที่ค้างท่อ โดยเร่งปัจจัยทั้งหลายให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่เวลาที่เรามี รัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่มีปัญหา พรรคร่วมไม่มีการไม่สนับสนุนกัน ทุกอย่างเป็นประโยชน์กับประเทศถือว่าเป็นบิ๊กวินของประเทศ”นายอนุทิน กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/866012/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HGqhOcygRPOSDbJzTTBV6

  • “ฉันแยกกันอยู่กับสามีมา 15 ปีแล้ว เรายังเป็นคู่แต่งงานที่มีความสุขดี”  – BBC News ไทย

    “ฉันแยกกันอยู่กับสามีมา 15 ปีแล้ว เรายังเป็นคู่แต่งงานที่มีความสุขดี” – BBC News ไทย

    A woman with sunglasses on sitting on a chair

    ที่มาของภาพ, Margaret Murphy

    คำบรรยายภาพ, มาร์กาเร็ตมี “ความรู้สึกว่าเธอประสบความสำเร็จอันน่าอัศจรรย์” หลังจากได้เริ่มเข้าสู่ชีวิตการทำงานในวัยใกล้เกษียณ
      • Author, เอมิลี โฮลต์
      • Role, บีบีซีนิวส์

    มาร์กาเร็ต ใช้ชีวิตอยู่คนละประเทศกับสามีมาเป็นเวลา 15 ปีแล้ว

    เธออาศัยอยู่ในกรุงลอนดอน ของอังกฤษ ในขณะที่ปีเตอร์ สามีของเธอ อาศัยอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย ทั้งคู่จะเดินทางข้ามทวีปมาพบกันทุก ๆ หนึ่งปีหรืออาจจะนานถึง 18 เดือนกว่าที่จะได้เจอกันสักครั้ง

    แม้ระยะทางจะห่างไกลและช่วงเวลากว่าจะได้พบเจอกันก็ยาวนาน แต่ทั้งสองคนยังคงเป็นคู่รักที่ซื่อสัตย์ต่อกันและกันและยังมีความสุขดี

    “ฉันได้เพื่อนใหม่กลุ่มหนึ่งเลย และฉันใช้ชีวิตในอะพาร์ตเมนต์แสนสบายในกรุงลอนดอนเพียงลำพัง ซึ่งฉันทำทั้งหมดนั่นได้ในขณะที่ยังคงสถานะแต่งงานแล้ว มันเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมเลยล่ะ” เธอเปิดเผยกับรายการ “Woman’s Hour” ทางวิทยุ BBC Radio 4

    การใช้ชีวิตอยู่คนละบ้านกับคู่ของคุณไม่ใช่เรื่องแปลกขนาดนั้น มีคำศัพท์ที่อธิบายถึงสิ่งนี้โดยเฉพาะคือ LAT ซึ่งย่อมาจาก “living apart together” หมายถึงคู่รักที่ “ต่างแยกกันไปใช้ชีวิต”

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • မြန်မာလူငယ် ၃ ယောက်ရဲ့ ရုပ်အလောင်းတွေကို သယ်ဆောင်ပေးနေတဲ့ ထိုင်းလူမှုအဖွဲ့အစည်းတွေ

    • 100 years old beauty consultant Tomoko Horino doing make up at her house before heading to the office in Fukushima city.

    • .

    • BBC Thai/Wasawat Lukharang

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    แต่สัดส่วนของคู่แต่งงานหรือคู่ชีวิตที่แยกกันอยู่นี้มีต่ำมาก คือ 3% ตามรายงานตัวเลขทางการ

    มาร์กาเร็ตเชื่อว่าคุณยังสามารถมีชีวิตแต่งงานที่อิ่มเอมได้ แม้ว่าจะไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน

    คู่รักคนดังหลายคนก็เคยออกมาพูดอย่างเปิดเผยว่าพวกเขาเลือกที่จะแยกกันอยู่

    Ashley Graham and husband Justin Ervin

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, หลายปีมาแล้วที่แอชลีย์ เกรแฮม พักอาศัยในนครนิวยอร์ก ขณะที่สามีของเธอซึ่งเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ อาศัยอยู่ในนครลอสแอนเจลิส

    กวินเน็ธ พัลโทรว์ นักแสดงหญิง และแบรด ฟัลชัค สามีซึ่งเป็นผู้เขียนบทและกำกับภาพยนตร์ ใช้ชีวิตช่วงแรกของการแต่งงานอยู่ในบ้านคนละหลัง ซึ่งพัลโทรว์บอกว่าช่วยทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่สดใหม่อยู่เสมอ

    ขณะที่แอชลีย์ เกรแฮม นางแบบ และจัสติน เออร์วิน สามีของเธอ ก็ใช้ชีวิตอยู่ห่างกันมาหลายปีในความสัมพันธ์ทางไกล (long-distance relationship) เช่นเดียวกับที่ เฮเลนา บอนแฮม คาร์เตอร์ นักแสดงหญิง และ ทิม เบอร์ตัน ผู้กำกับภาพยนตร์ เคยทำตลอดความสัมพันธ์ 13 ปี ของพวกเขา

    เมื่อไม่นานมานี้ เชอริล ลี ราล์ฟ นักแสดงซีรีส์ “แอบบอตต์ เอเลเมนทารี” (Abbott Elementary) เปิดเผยว่าเธอและสามีอาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งคนละด้านของสหรัฐฯ มาเกือบ 20 ปีแล้ว เนื่องจากงานของเธอทำให้เธอต้องพักอาศัยอยู่ที่ย่านฮอลลีวูด ในขณะที่สามีของเธอซึ่งเป็นวุฒิสมาชิกของรัฐเพนซิลเวเนีย ต้องอาศัยในเมืองฟิลาเดลเฟีย

    สำหรับมาร์กาเร็ต ชีวิตของเธอเมื่อ 15 ปีก่อนแตกต่างจากนี้มาก ขณะนั้นเธอพักอาศัยในออสเตรเลียและไม่ได้ทำงานนอกบ้านเลย เธอต้องเลี้ยงดูลูกสี่คน ในขณะที่ปีเตอร์ สามีของเธอ ทำงานเป็นแพทย์เต็มเวลา โดยเขาเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในครอบครัวแต่เพียงผู้เดียว

    เมื่อเธออายุ 57 ปี มาร์กาเร็ตกลับเข้าไปศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยและจบการศึกษาในระดับปริญญาเอกด้านภาษาศาสตร์ประยุกต์

    หลังจากเธอเรียนจบและลูก ๆ ก็ออกจากบ้านไปหมดแล้ว เธอเชื่อว่าถึงเวลาแล้วที่เธอจะทำในสิ่งที่แตกต่าง เธอตัดสินใจย้ายไปกรุงลอนดอน

    “มันชัดแล้วว่าปีเตอร์กับฉันมีเป้าหมายที่ไม่เหมือนกันในช่วงขณะนั้นของชีวิต เขาอยากจะอยู่ในบ้านของครอบครัวเรา ทำงานต่อ ในขณะที่ฉันมองว่ามันเป็นโอกาส”

    ปัจจุบัน เธอเป็นเจ้าหน้าที่ทางการศึกษาที่ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์ (Royal College of Surgeons)

    “ฉันเพิ่งเริ่มเส้นทางสายอาชีพนี้ในขณะที่คนส่วนใหญ่กำลังคิดจะเกษียณอายุแล้ว”

    “ใช่แล้ว คุณสามารถจะทำงานเต็มเวลาในวัย 60 ได้ถ้าคุณอยากทำ ใช่แล้ว คุณสามารถอาศัยอยู่ต่างประเทศและทำสิ่งที่น่าตื่นเต้นทั้งหมดนี้ หรือแม้แต่ย้ายไปอยู่ต่างทวีป”

    A man with a plaid top and grey hair and a woman with brown hair wearing a cream jumper and a green gilet.

    ที่มาของภาพ, Margaret Murphy

    คำบรรยายภาพ, ปีเตอร์และมาร์กาเร็ตถ่ายภาพด้วยกันที่สนามบินในออสเตรเลีย ก่อนที่มาร์กาเร็ตจะย้ายไปอยู่กรุงลอนดอน

    แต่มาร์กาเร็ตเน้นย้ำว่า ความสัมพันธ์เช่นนี้ไม่ได้ราบรื่นตลอดเส้นทางสำหรับคนทั้งคู่

    “ส่วนตัวของพวกเรานะ ข้อเสียของมันก็คือ สำหรับปีเตอร์ เขายังอยู่ในบ้านเดิมของครอบครัวเราที่เมืองบริสเบน และตัวเขาเองเป็นคนเข้าสังคมไม่เก่งอยู่แล้ว เขาอาจจะรู้สึกโดดเดี่ยวอยู่บ้างที่นั่น และสำหรับฉัน ข้อเสียคือการที่ฉันขาดคู่หูใกล้ชิด ฉันไม่มีสิ่งนั้นเลย”

    เธอเปิดเผยว่าสิ่งสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ไปต่อได้คือการพูดคุยกันเป็นประจำ

    “ฉันเล่าให้ปีเตอร์ฟังทุกอย่างเกี่ยวกับชีวิตของฉันในกรุงลอนดอน งานของฉัน เพื่อนใหม่ของฉัน การท่องเที่ยวของฉัน”

    “มันทำให้เขามีอีกมิติหนึ่งในชีวิต เช่นเดียวกับฉันที่มีอีกมิติหนึ่งเมื่อเขามาหาที่กรุงลอนดอน เขารักที่นี่”

    ด้านเคอร์รี ผู้ฟังรายการ Woman’s Hour บอกว่า เธอคบกับแฟนมาสามปีแล้ว และทั้งคู่ตกลงที่จะไม่อยู่ด้วยกัน เพื่อรักษา “เสรีภาพและความเป็นอิสระ” ของทั้งคู่เอาไว้

    “เราซื้อบ้านอยู่ใกล้ ๆ กันและมีเพื่อนร่วมบ้านด้วยเพื่อช่วยกันจ่ายเงินกู้”

    ท้ายที่สุดพวกเขาก็วางแผนที่จะแต่งงานกัน แม้กระนั้นเคอร์รีก็บอกว่าเธอจะไม่เปลี่ยนการรูปแบบการอยู่อาศัยของทั้งคู่

    “มันได้ผลดีอย่างไม่น่าเชื่อสำหรับเราทั้งสองคน และรู้สึกเหมือนเป็นความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดที่เราทั้งสองคนเคยมีมา”

    อัมมานดา เมเจอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายคุณภาพทางคลินิก แห่ง “รีเลท” (Relate) หน่วยงานให้คำปรึกษาด้านความสัมพันธ์ ภายใต้องค์กร “แฟมิลี แอคชัน” (Family Action) ในสหราชอาณาจักร บอกว่าการจัดการความสัมพันธ์ในลักษณะนี้ไม่ใช่สำหรับทุกคน แต่มันอาจเป็นประโยชน์สำหรับคู่แต่งงานที่ตั้งใจจะอยู่ห่างกัน

    “วิธีนี้คือการให้พื้นที่ ให้คุณกลับไปทำในสิ่งที่คุณสนใจส่วนตัวได้ และรักษาความเป็นตัวเองเอาไว้”

    “มันอาจเป็นวิธีการที่เห็นผลสำหรับคนที่รู้สึกว่าในขณะที่ฉันแต่งงานกับคุณ ฉันยังมีพื้นที่ของฉันนะ ฉันมีความสนใจของฉัน และฉันจะอยู่ร่วมกันกับคู่สมรสในช่วงเวลาที่ฉันรู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาเหมาะสมสำหรับเรา”

    เราจะแยกกันอยู่โดยที่ยังคบกันได้อย่างไร

    • ต้องมั่นใจว่านี่คือการตัดสินใจที่ทั้งคู่ต้องการจริง ๆ ต้องไม่รู้สึกกดดันจากการที่มันอาจจะเหมาะกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในความสัมพันธ์ แต่ไม่ได้เหมาะกับอีกฝ่าย
    • กำหนดกฎพื้นฐานซึ่งผ่านการหารืออย่างละเอียดร่วมกันแล้ว
    • ตรวจสอบให้แน่ใจอยู่เสมอว่าทั้งสองฝ่ายยังรู้สึกว่าไปกันได้
    • อาจรวมถึงการหารือว่าจะใช้เวลาร่วมกันในวันไหน บริหารจัดการความสัมพันธ์ทางเพศ หรือบริหารจัดการกับลูก ๆ หากมีพวกเขาอยู่ในความสัมพันธ์นี้ด้วย
    • สื่อสารกับคู่ของคุณให้ชัดเจนอยู่ตลอดเวลา

    คำแนะนำจากผู้อำนวยการฝ่ายคุณภาพทางคลินิก แห่ง “รีเลท” หน่วยงานบริการให้คำปรึกษาด้านความสัมพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c80ggdn0l1lo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hRgxLC4oDUJ3keh6xC8lU

  • “อนุทิน” ร่วมฟัง วปอ.67 แถลงผลศึกษา ชู STECS ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

    “อนุทิน” ร่วมฟัง วปอ.67 แถลงผลศึกษา ชู STECS ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี


    “นายกฯอนุทิน” ร่วมฟังผลการศึกษาวปอ.67  ย้ำไทยมีความพร้อมและจะไม่ยอมให้สถานการณ์ชายแดนลุกลาม  จะใช้มาตรการเชิงรุกร่วมกับกองทัพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้ผลภายใน 4 เดือน  

    เวลา 13.50 น.ที่สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะประธานนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.)รุ่นที่ 61 เข้าร่วมงานการแถลงผลการศึกษาเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของนักศึกษาวปอ. รุ่นที่ 67 โดยมีพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม ในฐานะประธานการแถลงผลการศึกษาฯ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) พล.อ.พงศ์เทพ แก้วไชโย ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (วปอ.)พล.ท.ทักษิณ สิริสิงห ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.)และพล.ต.เสด็จ อาคะจักร  ประธานนักศึกษาวปอ. รุ่นที่ 67  เข้าร่วมด้วย

    บอกเห็นค่าวปอ.ไม่เหมือนผู้นำคนอื่น 

    นายอนุทิน กล่าวตอนหนึ่งว่า สวัสดีพี่พี่ทุกคน พี่หนู วปอ.61 นกหัวขวาน รายงานตัว ตนเรียนวปอ.61 แต่มางานแถลงผลการศึกษาแทบทุกปีเพราะเข้ามาเป็นรองนายกฯในปี 62 ตน เห็นคุณค่าของการเป็นนักศึกษาวปอ.อย่างมาก อาจมีมุมมองต่างจากผู้นำรัฐบาลท่านอื่นๆ ตนคิดว่าการเรียนวปอ.สำคัญอย่างยิ่ง 

    เมื่อได้มาฟัง วปอ.67 ยอมรับเหมือนเพลงพรหมลิขิตชักพาให้มาพบกันทันใด ทำไมเหมือนกับนโยบายรัฐบาลของตนที่เตรียมแถลงต่อรัฐสภาฯต้นเดือนต.ค. อาจจะมีถ่อยคำที่ต่างกัน แต่กรอบความคิด ยุทธศาสตร์ตรงกัน ที่จะใช้หลักวิทยาศาสตร์คือจับต้องได้ เทคโนโลยีต้องทันโลกทันสมัย ทันท่วงที นักศึกษาวปอ.67 ยึดหลัก STEM ซึ่งตนจะขับเคลื่อนด้วยหลักที่คลายๆกันแต่โดยขอใช้คำว่า STECS ประกอบด้วย Systematic คือขับเคลื่อนต้องมีระบบ  Thainess ความเป็นเอกลักษณ์ของไทย เชื่อถือได้ ราคายุติธรรม Exponentail ขยายศักยภาพแบบเขย่งก้าวกระโดด และ C ที่ขอเติมS เพราะมีหลายคำไม่ว่าจะเป็น Connection คือสายสัมพันธ์ ที่เงินก็ซื้อไม่ได้ แต่ต้องใช้ให้ถูกต้องมีจริยธรรม ทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้า Continuevity คือต่อเนื่องไม่สิ้นสุด และCostructive คือคิดเป็นบวก คิดก้าวหน้า และวันนี้ปัญหาคอร์รัปชั่นถึงเวลาแล้วเราต้องแก้ และคนไทยรังเกียจเดียดฉันท์ ความไม่โปร่งใสไม่สะอาด ทั้งทางการทำงาน จิตใจ รักชาติรักแผ่นดินคนไทย ซึ่งตอนนี้เริ่มมีการแบ่งแยกแล้ว

    ลั่นไทยมีความพร้อมไม่ยอมกัมพูชา 

    นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้แยกกันเดินร่วมกันตี มีความหมายกับตนมาก ทหารก็คิดยุทศาสตร์ไป รัฐบาลก็ต้องหาวิธีที่ต้องกดดัน วันนี้ยอมไม่ได้แล้ว มาถึงขนาดนี้แต่ไม่ใช่การไล่ตีแต่เป็นการทำงานเชิงรุก กำหนดเงื่อนไขให้คนที่มีปัญหากับเราต้องยอมรับ เพราะประเทศไทยได้เปรียบทุกประตู ไม่ว่าจะทางเศรษฐกิจแสงยานุภาพ เมื่อได้เปรียบแบบนี้จะให้เรายอมก่อนไม่ได้ ตนคิดว่าตนและที่นั่งในห้องนี้ สะกดคำนี้ไม่เป็น  ตนกับ รมว.กลาโหม และทุกเหล่าทัพ  จะใช้แนวทางนี้ดำเนินยุทธศาสตร์ต่อกรกับคนที่เรามีปัญหาอยู่  ชายแดนกัมพูชาต้องมีคำตอบมีผลลัพธ์มีผลลัพธ์ให้ประเทศไทยไม่สูญเสียอะไรไปมากกว่าผู้ที่เสียชีวิตตนขอต้องไม่มีเราต้องทำให้ได้ภายในสี่เดือนเพราะฉันไม่ยอม สำหรับโครงการคนละครึ่งมีประโยชน์เพราะมีส่วนร่วมกับประชาชนโดยมีการแชร์กันโดยรัฐบาลจะทำรัฐบาลทำโครงกลางพลัส เป็นแรงจูงใจให้คนที่เสียภาษี60:40 และมั่นใจกระตุ้นเศรษฐกิจให้เร็วรัฐบาลมีเวลาไม่มากแต่อาจทำทุกอย่างที่ค้างท่อ โดยเร่งปัจจัยทั้งหลายให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่เวลาที่เรามี รัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่มีปัญหา พรรคร่วมไม่มีการไม่สนับสนุนกัน ทุกอย่างเป็นประโยชน์กับประเทศถือว่าเป็นบิ๊กวิน ของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/35692&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ozx1QoPUo1Itl7Fyeo_PV

  • นายกฯ เห็นค่า วปอ. ลั่นไทยไม่ยอมกัมพูชา มั่นใจคนละครึ่งพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็ว

    นายกฯ เห็นค่า วปอ. ลั่นไทยไม่ยอมกัมพูชา มั่นใจคนละครึ่งพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็ว

    “นายกฯ อนุทิน” ฟังแถลงผลการศึกษาจาก นศ.วปอ.รุ่น 67 บอกเห็นค่า วปอ. ไม่เหมือนผู้นำคนอื่น ลั่น ไทยมีความพร้อมไม่ยอมกัมพูชา มั่นใจ “คนละครึ่งพลัส” 60:40 จูงใจคนเสียภาษี-กระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็ว

    เมื่อเวลา 13.50 น. วันที่ 22 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 61 เข้าร่วมงานการแถลงผลการศึกษาเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของนักศึกษา วปอ. รุ่นที่ 67 ที่สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ โดยมี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานการแถลงผลการศึกษาฯ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.อ.พงศ์เทพ แก้วไชโย ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ พล.ท.ทักษิณ สิริสิงห ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร และพล.ต.เสด็จ อาคะจักร ประธานนักศึกษา วปอ.รุ่นที่ 67 เข้าร่วม

    นายอนุทิน กล่าวตอนหนึ่งว่า สวัสดีพี่ๆ ทุกคน พี่หนู วปอ.61 นกหัวขวาน รายงานตัว ตนเรียน วปอ.61 แต่มางานแถลงผลการศึกษาแทบทุกปี เพราะเข้ามาเป็นรองนายกรัฐมนตรีในปี 2562 ตนเห็นคุณค่าของการเป็นนักศึกษา วปอ. อย่างมาก อาจมีมุมมองต่างจากผู้นำรัฐบาลท่านอื่นๆ ตนคิดว่าการเรียน วปอ. สำคัญอย่างยิ่ง เมื่อได้มาฟัง วปอ.67 ยอมรับว่าเหมือนเพลงพรหมลิขิตชักพาให้มาพบกันทันใด ทำไมเหมือนกับนโยบายรัฐบาลของตนที่เตรียมแถลงต่อรัฐสภาต้นเดือนตุลาคม อาจจะมีถ้อยคำที่ต่างกัน แต่กรอบความคิด ยุทธศาสตร์ตรงกัน ที่จะใช้หลักวิทยาศาสตร์คือจับต้องได้ เทคโนโลยีต้องทันโลกทันสมัย ทันท่วงที

    ทั้งนี้ นักศึกษา วปอ.67 ยึดหลัก STEM แต่ตนจะขับเคลื่อนด้วยหลักที่คล้ายๆ กัน แต่โดยขอใช้คำว่า STECS ประกอบด้วย Systematic คือขับเคลื่อนต้องมีระบบ, Thainess ความเป็นเอกลักษณ์ของไทย เชื่อถือได้ ราคายุติธรรม, Exponential ขยายศักยภาพแบบเขย่งก้าวกระโดด และ C ที่ขอเติม S เพราะมีหลายคำ ไม่ว่าจะเป็น Connection คือสายสัมพันธ์ ที่เงินก็ซื้อไม่ได้ แต่ต้องใช้ให้ถูกต้องมีจริยธรรม ทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้า, Continuity คือต่อเนื่องไม่สิ้นสุด และ Constructive คือคิดเป็นบวก คิดก้าวหน้า และวันนี้ปัญหาคอร์รัปชันถึงเวลาแล้วเราต้องแก้ และคนไทยรังเกียจเดียดฉันท์ความไม่โปร่งใส ไม่สะอาด ทั้งทางการทำงาน จิตใจ รักชาติรักแผ่นดินคนไทย ซึ่งตอนนี้เริ่มมีการแบ่งแยกแล้ว

    นายอนุทิน กล่าวต่อไปว่า วันนี้แยกกันเดินร่วมกันตี มีความหมายกับตนมาก ทหารก็คิดยุทธศาสตร์ไป รัฐบาลก็ต้องหาวิธีที่ต้องกดดัน วันนี้ยอมไม่ได้แล้ว มาถึงขนาดนี้ไม่ใช่การไล่ตี แต่เป็นการทำงานเชิงรุก กำหนดเงื่อนไขให้คนที่มีปัญหากับเราต้องยอมรับ เพราะประเทศไทยได้เปรียบทุกประตู ไม่ว่าจะทางเศรษฐกิจ แสนยานุภาพ เมื่อได้เปรียบแบบนี้จะให้เรายอมก่อนไม่ได้ ตนคิดว่าตนและผู้ที่นั่งในห้องนี้สะกดคำนี้ไม่เป็น ตนกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและทุกเหล่าทัพ จะใช้แนวทางนี้ดำเนินยุทธศาสตร์ต่อกรกับคนที่เรามีปัญหาอยู่ ชายแดนกัมพูชาต้องมีคำตอบมีผลลัพธ์ให้ประเทศไทยไม่สูญเสียอะไรไปมากกว่าผู้ที่เสียชีวิต ตนขอต้องไม่มีเราต้องทำให้ได้ภายใน 4 เดือน

    “ประเทศไทยที่เราเบื่อหน่ายจะก้าวหน้าสักที ใครที่เคยดูถูกว่าพลังมวลชนไม่มีความหมาย พูดเลยว่าเปิดด่าน พูดเลยว่าเกี๊ยเซี๊ยะ พูดเลยว่ายอมเขา แล้วท่านจะรู้ว่านรกมีจริง”

    สำหรับโครงการคนละครึ่ง นายอนุทิน ระบุว่ามีประโยชน์ เพราะมีส่วนร่วมกับประชาชนโดยมีการแชร์กัน รัฐบาลจะทำโครงการคนละครึ่งพลัส เป็นแรงจูงใจให้คนที่เสียภาษี 60:40 และมั่นใจว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้เร็ว รัฐบาลมีเวลาไม่มาก แต่อาจทำทุกอย่างที่ค้างท่อโดยเร่งปัจจัยทั้งหลายให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่เวลาที่เรามี รัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่มีปัญหา พรรคร่วมไม่มีการไม่สนับสนุนกัน ทุกอย่างเป็นประโยชน์กับประเทศถือว่าเป็นบิ๊กวิน (Big Win) ของประเทศ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2884389&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2boowQ3gWTOcpYySHphu74

  • ‘บิ๊กเล็ก’ เป็นประธานนำแถลงผลศึกษา วปอ. รุ่น 67 ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี | เดลินิวส์

    ‘บิ๊กเล็ก’ เป็นประธานนำแถลงผลศึกษา วปอ. รุ่น 67 ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ที่อาคารอเนกประสงค์สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (สปท.) วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม เป็นประธานการแถลงผลการศึกษาเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของนักศึกษา วปอ. รุ่นที่ 67 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะแขกรับเชิญกิตติมศักดิ์ และ ศิษย์เก่าวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 61 เข้าร่วมฟังการแถลง พร้อมด้วย พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ว่าที่ปลัดกระทรวงกลาโหม, พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.), พล.อ.ณัฐวุฒิ นาคะนคร รองผู้บัญชาการทหารบก (รองผบ.ทบ.), พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.), พล.ร.อ.วรวุธ พฤกษารุ่งเรือง ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพเรือ, พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม เข้าร่วมรับฟังด้วย

    โดย พล.ท.ทักษิณ สิริสิงห ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กล่าวรายงานว่า ในนามของข้าราชการและนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร ขอขอบคุณทุกคนที่กรุณาให้เกียรติมาร่วมงานการแถลงผลการศึกษาเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ของนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่น 67 ในวันนี้ ด้วยหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร เป็นหลักสูตรด้านความมั่นคง สำหรับผู้บริหารระดับสูงในปีการศึกษา 2567 มีผู้เข้ารับการศึกษาจำนวน 294 คน ประกอบด้วย ข้าราชการทหาร ตำรวจ 100 นาย, ข้าราชการพลเรือน 107 คน, นักธุรกิจและภาคเอกชน 80 คน, นักศึกษามิตรประเทศ จำนวน 7 นาย จาก 7 ประเทศ 

    พล.ท.ทักษิณ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้การศึกษาในวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร เป็นการศึกษาแบบบูรณาการมีการบรรยาย การถกแถลง การสัมมนาเชิงวิชาการ ที่ครอบคลุมทุกมิติทางด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม การเมือง การทหาร วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อมและพลังงาน ภายใต้ระยะเวลาการศึกษาที่ต่อเนื่อง 11 เดือน ซึ่งนักศึกษาได้ร่วมกันคิดวิเคราะห์และแลกเปลี่ยนเรียนรู้จนได้ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ด้านความมั่นคงและกำหนดการพัฒนาประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป 

    พล.ท.ทักษิณ กล่าวอีกว่า ส่วนข้อสรุปสำคัญที่ได้จากการศึกษาในปีนี้อยู่ภายใต้แนวคิด สปีดอัพไทยแลนด์ เร่งเครื่องประเทศไทยด้วย 3 พลังสำคัญ ได้แก่ Talent–Technology–Total Security  เพื่อช่วยเสริมยุทธศาสตร์ชาติให้นำพาประเทศไทยประสบความมั่นคงมั่งคั่งและยั่งยืนต่อไป 

    ด้าน พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม กล่าวว่า ในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและสลับซับซ้อนทั้งจากมิติทางเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ ความมั่นคงและเทคโนโลยีใหม่ ๆ การบริหารจัดการประเทศจึงต้องเผชิญกับความท้าทายนานัปการ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ ปัญหาเศรษฐกิจโลกและหนี้สาธารณะ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิศาสตร์ ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศ นอกจากนั้นการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่หรือบิ๊กดาต้า ไปจนถึงเทคโนโลยีชีวภาพได้ก่อให้เกิดทั้งโอกาสและความท้าทายใหม่ที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น 

    พล.อ.ณัฐพล กล่าวอีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยคุกคามรูปแบบใหม่ทั้งทางไซเบอร์ข่าวปลอมและสงครามข้อมูลข่าวสารที่ปรากฏการณ์เหล่านี้ยืนยันอย่างชัดเจนว่า ความมั่นคงในยุคปัจจุบันที่ในเอกสารยุทธศาสตร์ 20 ปี ใช้ชื่อเรียกว่าความมั่นคงแบบองค์รวม ไม่ได้ถูกจำกัดเพียงแค่มิติทางการทหารแต่ยังขยายขอบเขตไปสู่มิติทางเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผลการศึกษาสปีดอัพไทยแลนด์ของนักศึกษาหลักสูตร วปอ. รุ่นที่ 67 ซึ่งได้นำเสนอกรอบความคิดเชิงยุทธศาสตร์ที่ตอบสนองต่อความท้าทายดังกล่าวอย่างรอบด้าน

    พล.อ.ณัฐพล กล่าวต่อว่า จึงมีความน่าสนใจอย่างยิ่งโดยหลักการ 3 T ที่เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนได้ถูกวางให้ครอบคลุมทั้งมิติทางทุนมนุษย์ที่เป็นรากฐานสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวต่อไปอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน มิติของเทคโนโลยี ซึ่งถือว่าเป็นเชื้อเพลิงหรือกลไกผลักดันหลักที่ทำให้การพัฒนาเปลี่ยนแปลงประเทศเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และมิติของความมั่นคงแบบองค์รวมหรือ Total Security ซึ่งจัดเป็นเป้าหมายสำคัญสูงสุดของทุกประเทศที่ไม่แตกต่างกันในการเรียก 

    พล.อ.ณัฐพล กล่าวอีกว่า ในการที่จะทำให้ประเทศชาติและประชาชนของตนเกิดความมั่นคงปลอดภัยอย่างรอบด้านมากที่สุด ข้อเสนอที่กล่าวถึงทั้งหมดในวันนี้ นับว่ามีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของไทยและประเด็นสำคัญเร่งด่วนของประเทศที่รัฐบาลต้องนำไปดำเนินการเพื่อยกระดับประเทศไทยของเราให้เป็นประเทศพัฒนาแล้วภายในหนึ่งเจนเนอเรชั่นตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี 

    พล.อ.ณัฐพล กล่าวย้ำว่า ตนมีความคาดหวังอย่างยิ่งว่า ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเหล่านี้จะไม่หยุดอยู่บนเพียงหน้าบนหน้ากระดาษ แต่จะได้ถูกนำไปถ่ายทอดสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับความท้าทายในโลกยุคใหม่ได้อย่างมั่นคง และสามารถแข่งขันบนเวทีโลกได้อย่างยั่งยืนอันจะทำให้เราทุกคนบรรลุเป้าหมายสูงสุดของสปีดอัพไทยแลนด์ในการก้าวสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วด้วยคนที่มีศักยภาพสามารถใช้เทคโนโลยีสร้างคุณค่าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมพร้อมเสริมสร้างความมั่นคงของชาติในทุกมิติ ตามที่ได้ตั้งปณิธานร่วมกันไว้ 

    พล.อ.ณัฐพล กล่าวเพิ่มเติมว่า ท้ายที่สุดนี้ตนขอชื่นชมผลงานของนักศึกษาหลักสูตร วปอ. รุ่นที่ 67 ได้สร้างสรรค์ผลงานอันทรงคุณค่าชิ้นนี้ อันจะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันเดินหน้านำพาประเทศไทยสู่ความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5135656/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OzBCkYjjyfBAwSKuXZ7_U