ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “น้องฟิล์ม” ลูกหลายชาวบ้านหนองหญ้าแก้ว เป็นตัวแทนของป้าวราภรณ์ฯและตัวแทนร่วมกับชาวบ้านหนองหญ้าแก้วจำนวนหนึ่ง ได้เดินทางเข้ามาที่จุดตรวจ จต.ส.33 เพื่อพบกับ “ …
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1337592&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01TbKPCxdVTwY9yveGcU1P
Category: วัฒนธรรม
-

กอดกันชื่นมื่น รักกันเหมือนเดิม!! ตัวแทนชาวบ้านฯนำพวงมาลัยดอกดาวเรืองเข้าคลองคอ ขอโทษทหารปรับ …
-

S
- โครงการ International Year One จาก Study Group พร้อมมอบความมั่นใจและความคุ้มค่าให้กับครอบครัวไทย ท่ามกลางต้นทุนด้านการศึกษาที่เพิ่มมากขึ้นและความไม่แน่นอนของโลก
Study Group เปิดตัวโครงการใหม่ภายในงาน Study Group’s Global Agent Conference 2025 ซึ่งจัดขึ้นที่เขาหลัก จังหวัดพังงา เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาไทยและนักเรียนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถเข้าถึงมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกได้อย่างมั่นใจและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

งาน Study Group’s Global Agent Conference 2025 เป็นเวทีที่คณะผู้บริหารระดับสูงของบริษัทมาร่วมกันนำเสนอแผนงานใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมแนวทางการตัดสินใจของครอบครัวไทยในการศึกษาต่อต่างประเทศ ผ่านการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกมหาวิทยาลัย ซึ่งกำลังเปลี่ยนไปจากที่ให้ความสำคัญกับ “ชื่อเสียง” ไปสู่การมองหา “ความคุ้มค่า” ท่ามกลางต้นทุนทางการศึกษาที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนของนโยบายในหลายประเทศทั่วโลก โดยข้อมูลล่าสุดจาก YouTrip ผู้ให้บริการทางการเงิน ระบุว่า ครอบครัวไทยมีการใช้จ่ายด้านการศึกษาต่อต่างประเทศเพิ่มขึ้นถึง 70% ในปีนี้ สะท้อนถึงความยืดหยุ่นและความมุ่งมั่นของครอบครัวไทยที่มีต่อการลงทุนด้านการศึกษาในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง
“แม้จะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน ครอบครัวไทยยังคงมุ่งมั่นลงทุนในการศึกษาต่อต่างประเทศให้กับบุตรหลานของตนอย่างต่อเนื่อง และเรานับถือในความมุ่งมั่นนี้เป็นอย่างยิ่ง” เอียน ไครช์ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Study Group กล่าว “พันธกิจของเราคือการมอบการศึกษาในต่างประเทศที่มีคุณภาพ ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน ซึ่งเราเชื่อว่าจะเป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของนักศึกษาได้อย่างแท้จริง และเราดำเนินภารกิจนี้ผ่านโปรแกรม Pathway ที่ถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์ความต้องการของนักศึกษา และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในภูมิภาค เพื่อให้การศึกษาต่อในสถาบันชั้นนำในต่างประเทศมีคุณภาพ เข้าถึงได้ง่าย และสอดคล้องกับบริบทในโลกยุคปัจุบัน เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนไทยก้าวสู่สถาบันชั้นนำระดับโลก และต่อยอดสู่เส้นทางอาชีพที่มีคุณค่าทั้งต่อตัวเองและต่อสังคม”
หลักสูตร International Year One ที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักศึกษา
ท่ามกลางช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอน งานวิจัยของ Study Group ชี้ให้เห็นถึง 4 ปัจจัยสำคัญ ที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนการตัดสินใจของครอบครัว ได้แก่ ความคุ้มค่าในการลงทุนทางการศึกษา เส้นทางการศึกษาที่ชัดเจน ระบบสนับสนุนที่แข็งแกร่ง และรูปแบบการเรียนรู้ที่มีความยืดหยุ่น ซึ่งล้วนมีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงในการศึกษาต่อต่างประเทศ
หัวใจสำคัญของความมุ่งมั่นของ Study Group คือหลักสูตร International Year One (IY1) ซึ่งออกแบบมาสำหรับนักศึกษาที่ต้องการโครงสร้างการเรียนที่ชัดเจนและการสนับสนุนอย่างเป็นระบบในปีแรกของมหาวิทยาลัย หลักสูตรนี้เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ใช้สิ่งอำนวยความสะดวกภายในวิทยาเขตและทรัพยากรต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย เช่นเดียวกับนักศึกษาที่เข้าเรียนโดยตรง ขณะเดียวกันยังมีระบบสนับสนุนที่ครอบคลุม ทั้งด้านวัฒนธรรม วิชาการ และภาษา เพื่อเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้านและเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จทางการเรียน นอกจากนี้ โปรแกรม Pathway ยังมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะมนุษย์ควบคู่ไปกับเทคโนโลยีที่กำลังก้าวหน้าในอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยเน้นทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ การทำงานร่วมกันข้ามวัฒนธรรม ภาวะผู้นำ ความมั่นใจ ความสามารถในการปรับตัว และความฉลาดทางอารมณ์ (EQ)
“ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI ความได้เปรียบในการแข่งขันนั้นขึ้นอยู่กับทักษะความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นทักษะที่เรามุ่งปลูกฝังให้นักศึกษาผ่านการมอบประสบการณ์การเรียนรู้ระดับนานาชาติที่มีโครงสร้างชัดเจนในโปรแกรม Pathway ของเรา” Elena Rodriguez-Falc?n อธิการบดีและหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการของ Study Group กล่าว “เรามุ่งเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาไม่เพียงแค่สำหรับการเรียนในมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการก้าวสู่โลกของการทำงานในระดับโลกอีกด้วย”
งานวิจัยจากศูนย์การศึกษาระดับอุดมศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ระบุว่า นักศึกษาที่เข้าศึกษาผ่านหลักสูตรเตรียมความพร้อม มักจะมีผลการเรียนที่ดีกว่านักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกโดยตรงจากมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้รับการเตรียมตัวอย่างตรงจุด ซึ่งช่วยลดช่องว่างในด้านหลักสูตร ภาษา และทักษะที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ในระดับอุดมศึกษา
ในขณะที่การศึกษาระดับนานาชาติยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นักศึกษาไทยและนักเรียนจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถใช้ประโยชน์จากโปรแกรม Pathway ของ Study Group ในการเตรียมความพร้อมทั้งด้านวิชาการและทักษะมนุษย์ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในการประสบความสำเร็จทั้งในมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก และในสายอาชีพในอนาคต
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/if0d9qre4hkabp4wa7ok7fmfwo9vz2ft&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0P3eUOcHxgBCn1j9DYX_AB -

รมช.กลาโหม มั่นใจปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ตัดท่อน้ำเลี้ยงธุรกิจสีดำที่เลี้ยงดูกองทัพกัมพูชาได้
รมช.กลาโหม มั่นใจปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ตัดท่อน้ำเลี้ยงธุรกิจสีดำที่เลี้ยงดูกองทัพกัมพูชาได้
รมช.กลาโหม มั่นใจปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ตัดท่อน้ำเลี้ยงธุรกิจสีดำที่เลี้ยงดูกองทัพกัมพูชาได้แน่ สวน ความภาคภูมิใจของทหารไม่ได้อยู่ที่การกินอาหารดี ๆ
วันที่ 30 ก.ย. 2568 ที่รัฐสภา พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม ลุกขึ้นชี้แจงปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาว่า ได้รับมอบหมายจากรมว.กลาโหมให้มาชี้แจงปัญหานี้ ตนจบการศึกษาและรับราชการอยู่ในพื้นที่จ.บุรีรัมย์ และปฏิบัติงานเป็นผู้บังคับหน่วยตามแนวชายแดนตลอดจนถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ได้เคยนำกำลังเข้าปะทะกับกำลังทหารของกัมพูชาเมื่อปี 2514 ด้วยตัวเอง “ผมทราบดีว่าปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา มีบริบทอย่างไร ขอยืนยันอีกครั้งว่ามีความเปลี่ยนแปลงไปจากสมัยที่เป็นผู้บังคับหน่วยมากมาย” พล.ท.อดุลย์ กล่าวและว่า
ต้องแก้ไขทุกมิติพร้อมกัน
ยอมรับว่าปัญหาความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา เกินกว่ากำลังทหาร และความมั่นคงเพียงหน่วยเดียวที่จะแก้ปัญหา เพราะยังมีมิติอื่นที่ต้องแก้ไปพร้อมกัน มิติแรกคือด้านการทูตการต่างประเทศ ซึ่งไทยจำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้ว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศทำหน้าที่ได้ดีมาก มิติที่สองคือด้านการสื่อสาร ยุคโซเชียลมีเดีย ประเทศคู่ขัดแย้งใช้เครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อ บ่อนทำลาย บิดเบือนข้อมูล สร้างสถานการณ์ยั่วยุ และพยายามเก็บหลักฐานต่างๆไปใช้ในเวทีโลก
โต้ทหารไม่เรียกร้องอาหารดีดี
“ผมยืนยันว่า หากท่านเชื่อเขา ยืนเคียงข้างเขาโดยที่ไม่รู้ตัว นั่นหมายถึงท่านกำลังทำลายชาติของเรา เพราะเป็นสิ่งที่เขาต้องการให้เป็น” พร้อมยกตัวอย่างข้อความของสื่อรายหนึ่งโพสต์เฟซบุ๊กว่า “ฝากดูแล ทหารไทย ฐานรอบภูมะเขือ ยังกินแต่มาม่า ปลากระป๋อง ฝนตกหนัก เกือบทุกวัน รถเสบียงไม่ส่ง น้ำดื่มได้วันละ 3 ขวดเล็ก” ซึ่งพล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า มาม่า ปลากระป๋องในบริเวณชายแดนที่มีการสู้รบกัน ตนถือว่าดีที่สุดแล้ว ตนผ่านมาแล้ว ไม่มีใครที่จะเอารถไปส่งเสบียง น้ำเพียงแค่ขวดเดียวก็เยอะแล้ว ความภาคภูมิใจไม่ได้อยู่ที่การกินอาหารดี ๆ แต่ความภาคภูมิใจมันอยู่ที่การปกป้องอธิปไตยของชาติ ไม่มีใครไปเรียกร้องหาอาหารดี ๆ หรอกครับ ในสถานการณ์แบบนี้ “ผมยืนยัน ผมปฏิบัติเองมาตั้งแต่ร้อยตรี จนถึงพลโท”
มั่นใจปิดด่านตัดเสบียงทหารกัมพูชา
พล.ท.อดุลย์ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันเรากดดันกัมพูชาด้วยการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชานั้น พล.ท.อดุลย์ระบุว่า ด่านชายแดนคือบ่อนการพนัน ทุกบ่อนในพื้นที่สุรินทร์ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ มีบ่อนการพนันทุกที่ จ.สระแก้วก็มีบ่อนเป็นจำนวนมาก บ่อนเหล่านี้คือที่ตั้งของคอลเซ็นเตอร์ สแกรมเมอร์ เป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับทหารในพื้นที่ของกัมพูชา ปัจจุบันนี้ทหารกัมพูชาได้รับการเลี้ยงดูจากบ่อนเหล่านี้ ดังนั้นถ้าไม่มีบ่อน เชื่อว่าอีกไม่นานอาหารการกินจะหมด เงินไม่มี อาหารไม่มี อยู่ลำบาก ท่านเชื่อเถอะว่าสถานการณ์จะเป็นตัวกดดันได้สำเร็จ
ขอร้องอย่าบั่นทอนจิตใจกองทัพ
ส่วนเรื่องการค้า ก็ขอให้คนไทยช่วยอุดหนุนสินค้าไทยด้วยกันเอง ในภาวะที่ชาวบ้านในพื้นที่เดือดร้อน คนไทยด้วยกันเองต้องช่วยกัน ปัจจุบันสงครามรูปแบบใหม่ทำสงครามโดยไม่ต้องรบ จะเห็นได้ว่ากัมพูชาพยายามบิดเบือน ข้อเท็จจริง ยั่วยุ ไม่มีความจริงใจ ที่สำคัญไปเล่นบทเหยื่อบนเวทีโลก ตนเข้าใจในความอึดอัดของประชาชนคนไทยดี แต่ขอให้เข้าใจว่ากองทัพเองก็มีความอดทนที่มีขีดจำกัดเหมือนกัน การรบกันไม่ใช่เรื่องยาก แต่แพ้คืออธิปไตยของชาติ ตายบาดเจ็บ ลูกเมียลำบาก จึงอยากขอร้องให้กำลังใจกันและกัน อย่ามาบั่นทอนกำลังใจกัน ขอย้ำอีกครั้งว่า ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2886077&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cdKT51Gf5i_ddOqzJPIjc -

“คงกระพัน”นำ ปตท.มุ่งสู่พลังงานสะอาด เร่งขับเคลื่อนเทคโนโลยีไฮโดรเจนในไทย
ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลกกำลังมองหาทางออกที่ยั่งยืนและพลังงานไฮโดรเจนได้รับความสนใจในฐานะตัวแปรสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ครั้งใหญ่ ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ไฮโดรเจนถูกมองว่าเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยลดคาร์บอนในอนาคตอันใกล้ ซึ่งประเทศไทยโดยกลุ่ม ปตท.ได้ให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง
ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้วางยุทธศาสตร์ให้ ปตท.มุ่งสู่พลังงานสะอาดซึ่งเป็นเทรนด์ของโลกในปัจจุบัน เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศ ซึ่งนอกจากจะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นNG Hub ในภูมิภาคแล้วในฐานะที่ก๊าซ LNG เป็น Destination Fuel แล้ว ไฮโดรเจนก็เป็นอีกหนึ่งพลังงานสะอาดที่ ปตท.ให้ความสำคัญ
ไฮโดรเจนในฐานะพลังงานแห่งอนาคตมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ โดยกลุ่มปตท.ได้มีการขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่องผ่านการลงทุนและการร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ โดยในปี 2562 จัดตั้ง Hydrogen Thailand Club ร่วมกับภาครัฐและเอกชนเพื่อเตรียมความพร้อมและผลักดันเทคโนโลยีไฮโดรเจนในประเทศไทยปัจจุบันมีสมาชิก 54 บริษัท
ในปี 2565ได้มีการติดตั้งสถานีนำร่อง Hydrogen Station แห่งแรกสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิงที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง PTT, OR, TOYOTA และ BIG เพื่อศึกษาการใช้ไฮโดรเจนในภาคการขนส่ง ปี 2566:ปตท.สผ. ชนะการประมูลโครงการพัฒนาไฮโดรเจนสีเขียวในประเทศโอมาน แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของกลุ่มในการพัฒนาพลังงานสะอาดในระดับโลก
ต่อมาในปี 2567 กลุ่ม ปตท. โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย และบีไอจี ได้ยกระดับ Hydrogen Thailand Club ให้เป็น สมาคมไฮโดรเจนแห่งประเทศไทย (Hydrogen Thailand Association) เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีในประเทศจากนั้นในปี 2568: กลุ่ม ปตท. ลงนามบันทึกข้อตกลงการพัฒนาธุรกิจและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำของกลุ่ม ปตท.เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net-Zero
แนวทางการดำเนินงานในอนาคต (Way Forward) กลุ่ม ปตท.มีแผนการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนการใช้ไฮโดรเจนอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพในอนาคต โดยมุ่งเน้นใน 4 ด้านหลัก ดังนี้ 1.การสนับสนุนด้านกฎหมายและนโยบาย:ให้ข้อมูลแก่ภาครัฐเพื่อพิจารณาการกำหนดให้ไฮโดรเจนและแอมโมเนียเป็นส่วนหนึ่งของ พระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง และให้ข้อเสนอแนะสำหรับการปรับปรุงกฎระเบียบด้าน ความปลอดภัยในการผลิตและใช้งานไฮโดรเจน
2.การศึกษาผลกระทบเชิงเทคนิค: ศึกษาและประเมินผลกระทบของการผสมไฮโดรเจนในระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจวางแผนนโยบายด้านพลังงานของภาครัฐ 3.การประยุกต์ใช้ภายในกลุ่ม ปตท.: ศึกษาความเป็นไปได้ในการนำไฮโดรเจนมาใช้ภายในกลุ่ม เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างความมั่นคงทางพลังงาน 4.การถ่ายทอดองค์ความรู้:ถ่ายทอดข้อมูลเชิง
เทคนิคและข้อเสนอแนะให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การนำเทคโนโลยีไฮโดรเจนมาใช้ในประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยปัจจุบันไฮโดรเจน(H₂)ที่มีมากที่สุดอยู่ในรูปของน้ำ (H₂O) บนโลกนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ยังคงมีอุปสรรค โดยไฮโดรเจนมีคุณสมบัติที่น่าสนใจ คือ การเผาไหม้ที่สะอาด โดยมีเพียงไอน้ำเป็นผลลัพธ์ ทำให้ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ และยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรม, การผลิตไฟฟ้า หรือการขนส่ง
อย่างไรก็ตาม ไฮโดรเจนก็มีความท้าทายไม่น้อย โดยเฉพาะเรื่อง ราคา ที่ไฮโดรเจนสีเขียวและสีฟ้าซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมีราคาสูงกว่าเชื้อเพลิงอื่น ความยากในการจัดเก็บและขนส่ง เนื่องจากเป็นก๊าซที่มีโมเลกุลเล็กและเบา และที่สำคัญคือ ความปลอดภัยในการใช้งาน ซึ่งต้องอาศัยกฎระเบียบและมาตรฐานที่รัดกุม

การผลิตไฮโดรเจนมีหลากหลายวิธี ซึ่งปลดปล่อยคาร์บอนไม่เท่ากัน ทำให้มีการกำหนด “สี” เพื่อบ่งบอกถึงความสะอาด โดยไฮโดรเจนสีเทา(Grey Hydrogen) ที่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติและปล่อย CO₂ เป็นวิธีที่ใช้กันมากที่สุดในปัจจุบัน ในขณะที่ไฮโดรเจนสีเขียว(Green Hydrogen)ถือเป็นสุดยอดพลังงานสะอาด เพราะผลิตจากกระบวนการแยกน้ำโดยใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์และลม ซึ่งไม่ปล่อยคาร์บอนเลยนอกจากนี้ยังมีไฮโดรเจนสีน้ำตาล (Brown), สีฟ้า (Blue), และสีชมพู (Pink) ที่มีกระบวนการผลิตแตกต่างกันไป
ปัจจุบันกว่า 30 ประเทศทั่วโลกได้เริ่มใช้งานเทคโนโลยีไฮโดรเจนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในยุโรป, สหรัฐอเมริกา และตะวันออกกลาง เนื่องจากมีความได้เปรียบในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตไฮโดรเจนสีเขียว โดยเยอรมนีเปิดตัวรถไฟพลังงานไฮโดรเจนเป็น
ครั้งแรกของโลกเพื่อทดแทนรถไฟดีเซล ฝรั่งเศสมีการใช้เรือขนส่งสินค้าเชิงพาณิชย์และจักรยานที่ใช้พลังงานไฮโดรเจน ญี่ปุ่นบริษัท Honda ได้ทดสอบ Data Center พลังงานไฮโดรเจน และ ISUZU ได้นำรถบรรทุกไฮโดรเจนมาทดลองใช้งานจริง ก่อนเตรียมเปิดขายในปี 2027สำหรับประเทศไทยเองก็มีการศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการนำไฮโดรเจนมาใช้ใน 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรม เพื่อเป็นเชื้อเพลิงสะอาดในกระบวนการที่ใช้ความร้อนสูง เช่น การผลิตปิโตรเคมีและซีเมนต์ ภาคการผลิตไฟฟ้า โดยใช้เป็นเชื้อเพลิงโดยตรงหรือผสมกับก๊าซธรรมชาติและ ภาคการขนส่ง สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง (FCEV) และรถบรรทุกขนาดใหญ่
รัฐบาลไทยเล็งเห็นถึงความสำคัญของไฮโดรเจนและได้กำหนด ยุทธศาสตร์ 4 ด้าน เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ ได้แก่ การพัฒนาตลาด,ส่งเสริมการวิจัย,พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และปรับปรุงกฎระเบียบ โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะสั้น (2025-2030): เน้นการเตรียมความพร้อมเช่น พัฒนาโครงการนำร่อง, จัดทำมาตรฐานความปลอดภัย และศึกษาธุรกิจใหม่ๆ
ระยะกลาง (2031-2040): พัฒนาไฮโดรเจนในเชิงพาณิชย์ โดยจะเริ่มผสมไฮโดรเจน 5-10% ในท่อก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้า และส่งเสริมการลงทุนด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษี ระยะยาว (2041-2050): มุ่งสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero Emissionsโดยจะเพิ่มสัดส่วนไฮโดรเจนเป็น 10-20% และพิจารณาภาษีคาร์บอนในโครงสร้างราคา
การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยศักยภาพของไฮโดรเจนและแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนของประเทศไทย อนาคตที่ใช้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืนอาจไม่ใช่แค่ความฝันอีกต่อไป
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/36002&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WNYSLgUx1J0IT2B4dyMGP -

“ภคมน” ซัดรัฐบาลเข็นแลนด์บริดจ์ ไม่คุ้มทุน ซ่อนเกมการเมืองภาคใต้
v.prd:0.0.141
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1005.mcot.net/news1005/th/news/list/125784&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qK_9cMCCXxVLHqH8Z5GmH -

‘ลามิน่าฟิล์ม’ รับรางวัลแบรนด์อันดับ 1 ต่อเนื่อง 10 ปีซ้อน – แนวหน้า
“ลามิน่าฟิล์ม” คว้ารางวัลแบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ประจำปี 2568 Marketeer No.1 Brand Thailand 2025 ต่อเนื่อง 10 ปีซ้อน พิสูจน์ความสำเร็จของแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั่วประเทศ …
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/917918&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17pfXqmxsuwAplb6f32IiL -

สพฐ.แจ้งขอให้ชะลอ การดำเนินการรับสมัครสถานศึกษาพอเพียงเพื่อประเมินเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา ปีการศึกษา 2568
ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีนโยบายขับเคลื่อนหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษาเพื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา พัฒนาสถานศึกษาพอเพียงให้มีศักยภาพพร้อมรับการประเมินเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา (ศรร.) เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการ รายละเอียดและปฏิทินการประเมิน ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดในคู่มือการประเมินศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๕) นั้น
เพื่อให้การขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ภาคการศึกษา บรรลุวัตถุประสงค์สูงสุด มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับการดำเนินงานในปัจจุบัน สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการขอให้ชะลอการดำเนินการรับสมัครสถานศึกษาพอเพียงเพื่อประเมินเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา ปีการศึกษา ๒๕๖๘ และหากมีการกำหนดแนวทางการดำเนินงานแล้ว จะแจ้งให้ทราบ อีกครั้งหนึ่ง

ดาวน์โหลดไฟล์เอกสาร
ที่มา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/92989&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-BUlBwpjiwKdYq6hGYdsM -

“อนุทิน” จ่อยกเลิก MOU 43-44 หากไร้ประโยชน์ ทูตรัศม์เตือนเสียมากกว่าได้
“ทูตรัศม์” ชี้ ยกเลิก MOU 43 จะเสียมากกว่าได้ เตือนสติคอย่าหลงกลกลุ่มการเมือง
รัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงถึงผลได้ผลเสียและตอบทุกข้อสงสัยอย่างตรงไปตรงมา โดยยืนยันว่าการยกเลิก MOU ในขณะนี้ จะทำให้ไทยเสียเปรียบและเข้าทางกัมพูชา
MOU 43/44 เป็นเพียง “กรอบเจรจา” ไม่ใช่ “สัญญาเสียดินแดน”
เริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจพื้นฐานว่า MOU ทั้งสองฉบับ ไม่ใช่ผลลัพธ์สุดท้ายของการเจรจา แต่เป็นเพียง “กรอบการเจรจา” (Framework for Negotiation) ที่สองประเทศตกลงร่วมกันเพื่อกำหนดกติกาในการพูดคุย โดยท้ายที่สุด ผลลัพธ์ของการเจรจาจะต้องนำเข้าสู่การเห็นชอบของรัฐสภาก่อนจึงจะมีผลทางกฏหมายแท้จริง
รัฐบาลหรือใครจะไปตกลงเองตามลำพังไม่ได้
“MOU 43 เป็นการกำหนดกติกาว่าเราจะคุยกันเรื่องอะไรบ้าง มีวาระอะไรบ้าง โดยมีสาระสำคัญคือ 1) การแก้ปัญหาต้องเป็นการเจรจาทวิภาคีโดยสันติ 2) มีคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) เป็นกลไกหลักในการคุย และ 3) ระบุเอกสารอ้างอิงที่จะใช้ร่วมกัน” นายรัศม์กล่าว
ในอดีตเคยมีการประชุม JBC กันมาก่อนที่จะมี MOU แต่การเจรจาเป็นไปอย่างไม่มีทิศทาง จึงได้สร้าง MOU 43 ขึ้นมาเพื่อให้การพูดคุยมีแบบแผนที่ชัดเจนขึ้น
ยกเลิก MOU ทำไม? ท้ายสุดก็ต้องตั้งกรอบใหม่
สำหรับข้อเสนอให้ยกเลิก MOU นายรัศม์ชี้ว่า การยกเลิกนั้นสามารถทำได้ แต่ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศจะต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งประกาศยกเลิกแล้วจะมีผลทันที
“สมมติว่าเรายกเลิกไป วันหนึ่งเมื่อจะกลับมาเจรจากันใหม่ สุดท้ายก็ต้องมานั่งตกลงกันเพื่อสร้างกรอบการเจรจาขึ้นมาอีกอยู่ดี ซึ่งมันก็ไม่ต่างอะไรกับการทำ MOU ฉบับใหม่”
ประเด็นสำคัญที่สุดที่นายรัศม์เน้นย้ำคือ “ปัจจุบันกัมพูชาเป็นฝ่ายที่กำลังละเมิดข้อตกลงใน MOU 43 อยู่แล้ว” ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่ที่ตกลงกันว่าห้ามเปลี่ยนแปลง หรือความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการเจรจาทวิภาคีตามกรอบ JBC เพื่อนำเรื่องไปสู่เวทีอื่น เช่น ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ยิ่งยกเลิกก็ยิ่งเข้าทางเขา
“พูดให้เข้าใจง่ายๆ MOU43 คือเงื่อนไขสำคัญที่ยังดึงให้กัมพูชากลับสู่โต๊ะเจรจากับไทย”
รัศม์ กล่าวว่า แม้จะชื่อว่า MOU แต่ในทางกฎหมายระหว่างประเทศมีสถานะเทียบเท่าสนธิสัญญาที่มีพันธกรณีผูกมัด ทุกวันนี้กัมพูชาพยายามจะหนีจากพันธกรณีนี้ ดังนั้น หากเราเป็นฝ่ายยกเลิก MOU ตอนนี้ ก็จะเข้าทางเขาเลย เพราะเท่ากับเราปลดปล่อยเขาออกจากพันธกรณีที่ต้องคุยกับเราในโต๊ะเจรจา การที่เรายังยืนยันใน MOU นี้ ก็เพื่อจะชี้ให้โลกเห็นว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายที่ไม่ทำตามข้อตกลง
พรรคการเมืองไทยที่ชงให้ยกเลิก MOU43 รับงานใครหรือเปล่า?
เมื่อข้อเท็จจริงเป็นแบบนี้ แปลว่าพรรคการเมืองที่เสนอให้ยกเลิกข้อตกลงนี้ รับงานใครมาหรือไม่?”
รัศม์ กล่าวว่า แปลกใจที่เห็นบางพรรคออกมาเรียกร้องให้ยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับ ทั้งที่พรรคดังกล่าวที่เคยอยู่ร่วมในรัฐบาลก่อนหน้าร่วมสิบปีที่แล้ว ก็ไม่เคยคัดค้านอะไรแสดงว่าย่อมเห็นด้วย แต่วันนี้มาเปลี่ยนท่าทีแบบไร้หลักการ ก็ทำให้น่าสงสัยในเจตนาและความบริสุทธิ์ใจ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/859996&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19p02XmEnkzgcmfbQk5mom -

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ เสด็จฯ แทนพระองค์พระราชทานปริญญาบัตรบัณฑิตจุฬาฯ
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯ แทนพระองค์พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากจุฬาฯ ปีการศึกษา 2567 เป็นวันที่สอง

วันอังคารที่ 30 กันยายน 2568 เวลา 09.00 น. และเวลา 13.00 น. ณ หอประชุมจุฬาฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯ แทนพระองค์ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปีการศึกษา 2567 เป็นวันที่สอง โดยมี ศ.(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี เฝ้าฯ รับเสด็จ
ในการนี้ มีผู้สำเร็จการศึกษาเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรทั้งรอบเช้าและรอบบ่าย จำนวนทั้งสิ้น 2,615 คน รอบเช้า จำนวน 1,237 คน ประกอบด้วย คณะนิติศาสตร์ 473 คน คณะเภสัชศาสตร์ 204 คน วิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข 52 คน วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี 26 คน วิทยาลัยประชากรศาสตร์ 13 คน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี 469 คน




ในรอบบ่าย พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจำนวนทั้งสิ้น 1,368 คน ประกอบด้วย คณะวิศวกรรมศาสตร์ 846 คน คณะสหเวชศาสตร์ 236 คน สถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาฯ 75 คน คณะวิทยาศาสตร์ 211 คน
ภายหลังพิธีพระราชทานปริญญาบัตร สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีพระราชทานพระราโชวาทแก่บัณฑิตจุฬาฯ จากนั้นเสด็จฯ ไปยังห้องรับรอง หอประชุมจุฬาฯ ทรงฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมกับคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย


ทั้งนี้ ภายหลังพิธีพระราชทานปริญญาบัตร บัณฑิตจุฬาฯ ร่วมพิธีถวายสักการะสมเด็จพระปิยมหาราชและสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ณ หอประชุมจุฬาฯ

จุฬาฯ มีลักษณะของความเป็นพี่น้อง ความอบอุ่น เป็นสังคมที่อยากอนุรักษ์ไว้
ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/263113/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WE_JcKVbHHOVmsK8dXXi- -

“นฤมล”ย้ำ Home School ต้องขออนุญาตก่อนได้รับเงินอุดหนุน
“นฤมล”ถก กศจ.กทม.ย้ำ จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว หรือ Home School ต้องขออนุญาตก่อน รับเงินอุดหนุนตามรอบเรียน
ศ. ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประชุมคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดกรุงเทพมหานคร (กศจ.กทม.) ครั้งที่ 6/2568 โดยมีนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ศึกษาธิการจังหวัดกรุงเทพมหานคร เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบการประชุมทางไกลอิเล็กทรอนิกส์
ที่ประชุมฯ เห็นชอบการขออนุญาตจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร (สพป.กรุงเทพมหานคร) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 (สพม.กรุงเทพมหานคร เขต 2) ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ซึ่งเป็นไปตามกฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว พ.ศ. 2547
ศ. ดร. นฤมล เปิดเผยว่า ตนสนับสนุนข้อสังเกตของคณะกรรมการเกี่ยวกับการยื่นขออนุญาตจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัวใน 2 ประเด็น ได้แก่
1.ผู้จัดการศึกษาที่จะดำเนินการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัวได้ ต้องได้รับการอนุญาตก่อน จึงจะดำเนินการจัดการศึกษาได้ตามที่ขออนุญาต แม้ว่าจะดำเนินการยื่นขออนุญาตได้ตลอดเวลา
2.ผู้ที่ได้รับการอนุญาตให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัวแล้ว จะได้รับเงินอุดหนุนการจัดการศึกษา ตามรอบที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจัดสนับสนุนให้ เช่น ในภาคเรียนที่ 1 (พฤษภาคม) หรือ ภาคเรียนที่ 2 (พฤศจิกายน) หากขออนุญาตระหว่างภาคเรียน จะได้รับเงินอุดหนุนในภาคเรียนต่อไป ไม่สามารถให้ย้อนหลังได้
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/731200&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MbzMAi_OjA1z8PgRGIO2X
