Category: วัฒนธรรม

  • “รมว.นฤมล” ตั้ง กรรมการกลาง สอบด่วน ปมปั่นยอดนักเรียน จ.มหาสารคาม

    “รมว.นฤมล” ตั้ง กรรมการกลาง สอบด่วน ปมปั่นยอดนักเรียน จ.มหาสารคาม

    “รมว.นฤมล” ตั้ง กรรมการกลาง สอบด่วน ปมปั่นยอดนักเรียน จ.มหาสารคาม

    “รมว.นฤมล”สั่งตั้ง กรมมการกลาง สอบด่วน ปมปั่นยอดนักเรียน จ.มหาสารคาม ลั่น เอาผิดไม่ไว้หน้า หากพบบิดเบือนอัตรากำลังครู หวั่น บั่นทอนคุณภาพศึกษา

    จากกรณีที่สื่อสังคมออนไลน์มีการเผยแพร่ข้อมูลกล่าวอ้างว่า โรงเรียนบางแห่งในพื้นที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 อาจมีพฤติกรรมปั่นยอดจำนวนนักเรียน โดยการเคลื่อนย้ายนักเรียนเข้า–ออกชั่วคราว เพื่อให้จำนวนถึงเกณฑ์และนำไปใช้ในการคำนวณอัตรากำลังครูเกินจริง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมในการจัดสรรบุคลากรครูและคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน นั้น 

    เมื่อวันที่ 3 ต.ค.ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตนได้สั่งการให้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว โดยแต่งตั้งคณะกรรมการส่วนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่สืบสวนโดยตรง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่รอบด้าน โปร่งใส และตรวจสอบได้ พร้อมกำชับว่า หากตรวจสอบพบการกระทำผิดจริง จะต้องมีการดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบราชการอย่างเด็ดขาด โดยไม่มีการละเว้นให้ผู้ใด
     

    ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตจากสังคมว่า อาจเกี่ยวโยงกับกรณีร้องเรียนเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการบรรจุครูผู้ช่วยที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้ ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันความเชื่อมโยงระหว่างทั้งสองกรณีได้ และอยู่ระหว่างกระบวนการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม แต่หากผลสอบสวนพบว่ามีการกระทำผิดจริงจะมีมาตรการลงโทษขั้นเด็ดขาด เพราะการทุจริตเช่นนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นในยุคที่ตนกำกับดูแลกระทรวงศึกษาอยู่

    ดิฉันยืนยันว่า กระทรวงศึกษาธิการจะเดินหน้าอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส และยึดหลักนิติธรรม หากพบพฤติกรรมที่บ่อนทำลายระบบการศึกษา จะถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด เพื่อรักษาความเป็นธรรมในการจัดสรรอัตราครู และสร้างความเชื่อมั่นให้สังคมว่าการศึกษาไทยจะไม่ถูกบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ใครทั้งสิ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/731388&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jK_IzfW9xtRV0V0_B2mM0

  • “น้องพิม พิมพ์พิศา” หลานสาว “กรณ์ ณรงค์เดช” สวยเรียนเก่งมาก เข้ามหาวิทยาลัยระดับโลกได้สำเร็จ

    “น้องพิม พิมพ์พิศา” หลานสาว “กรณ์ ณรงค์เดช” สวยเรียนเก่งมาก เข้ามหาวิทยาลัยระดับโลกได้สำเร็จ

    น้องพิม-พิมพ์พิศา ณรงค์เดช สวยและเก่งมาก ล่าสุดเรียนต่อที่ King’s College London  

    หลายคนอาจรู้จักเธอในฐานะหลานสาวของ กรณ์ ณรงค์เดช แต่ตอนนี้ น้องพิม–พิมพ์พิศา ณรงค์เดช กำลังจะก้าวขึ้นเป็นชื่อที่พูดถึงในแวดวงบันเทิงและแฟชั่นในเวลาเดียวกัน

    น้องพิม เพิ่งจบการศึกษาในระดับ High School จากโรงเรียนประจำในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หนึ่งในโรงเรียนประจำที่มีค่าเล่าเรียนแพงที่สุดในโลก เผยให้เห็นทั้งความมุ่งมั่นและพื้นฐานการศึกษาที่เข้มข้น

    เดินทางส่งถึงลอนดอน คุณน้ากรณ์ เดินทางส่งถึงมหาวิทยาลัย

    ไม่เพียงแค่จบการศึกษา น้องพิม ยังเดินหน้าต่อทันที ล่าสุดคุณน้าสุดหล่อ กรณ์ ณรงค์เดช เดินทางไปส่งหลานสาวถึงมหาวิทยาลัย King’s College London สถาบันระดับโลกที่ขึ้นชื่อในด้านวิชาการ วิจัย และเครือข่ายระดับนานาชาติ (King’s College London เป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงและเก่าแก่ ตั้งอยู่ใจกลางกรุงลอนดอน  

    อินฟลูเอนเซอร์สายแฟชั่น: เส้นทางใหม่ของน้องพิม

    นอกจากบทบาทนักศึกษาแล้ว น้องพิม ได้เริ่มเดินเข้าสู่วงการแฟชั่นในฐานะอินฟลูเอนเซอร์สาว ดึงดูดความสนใจในงาน GANNI Exclusive Styling Session” ที่ Central Embassy โดยเธอรับบทเป็นผู้แชร์เคล็ดลับมิกซ์แอนด์แมตช์ลุคแฟชั่นสุดเท่ในคอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2025 

    ในงานนั้น น้องพิม เผยความเป็นตัวเอง ในฐานะแฟชั่นไอคอนรุ่นใหม่ที่ไม่ยึดติดแต่ยังคงสง่างาม เป็นสไตล์ที่ตอบโจทย์ผู้หญิงยุคใหม่ที่กล้าแสดงออก

    ท้าทายตั้งแต่ต้น มุมมองอนาคตและแรงบันดาลใจ

    การเรียนที่โรงเรียนประจำในสวิตเซอร์แลนด์ และก้าวเข้าสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำในอังกฤษ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ น้องพิม ไม่ใช่แค่มีชื่อเสียงแต่มีวิสัยทัศน์ของชีวิตที่ใหญ่กว่านั้น แม้ข้อมูลบางส่วนยังไม่เปิดเผย เช่น คณะหรือแผนการศึกษาเฉพาะ แต่การได้เห็นเธอก้าวเข้าสู่โลกแฟชั่นควบคู่กับบทบาทนักเรียน ทำให้หลายคนจับตามองว่าอนาคตของน้องพิมจะเป็นอย่างไรในเส้นทางสายบันเทิงและไลฟ์สไตล์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9849102/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eqniMI4zPacyJrUFoHQDj

  • ‘เจน กูดดอลล์’ ผู้ปฏิวัติการศึกษาพฤติกรรมสัตว์ สร้างความหวังการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

    ‘เจน กูดดอลล์’ ผู้ปฏิวัติการศึกษาพฤติกรรมสัตว์ สร้างความหวังการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

    sustainability

    ‘เจน กูดดอลล์’ ผู้ปฏิวัติการศึกษาพฤติกรรมสัตว์ สร้างความหวังการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

    “เจน กูดดอลล์” นักวานรวิทยาและนักอนุรักษ์ ผู้สร้างแรงบันดาลใจและความหวังให้คนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจในการปกป้องธรรมชาติและสัตว์ป่า

    • เจน กูดดอลล์ เป็นนักวานรวิทยาผู้บุกเบิกการศึกษาพฤติกรรมลิงชิมแปนซีในถิ่นอาศัยตามธรรมชาติ ค้นพบว่าพวกมันมีอารมณ์ความรู้สึกและสามารถสร้างเครื่องมือได้
    • การค้นพบและวิธีการศึกษาของเธอได้ปฏิวัติความเข้าใจของมนุษย์ที่มีต่ออาณาจักรสัตว์ และเปลี่ยนแนวทางการศึกษาสัตว์ของนักวิทยาศาสตร์
    • เธอผันตัวจากนักวิทยาศาสตร์มาเป็นนักเคลื่อนไหวด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ก่อตั้งสถาบันเจน กูดดอลล์ และเดินทางทั่วโลกเพื่อสร้างความตระหนักรู้
    • มรดกของเธอยังคงสร้างแรงบันดาลใจและความหวังให้คนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจในการปกป้องธรรมชาติและสัตว์ป่า

    “เจน กูดดอลล์” นักวานรวิทยาและนักอนุรักษ์ผู้สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมและอารมณ์ของสัตว์ให้เป็นที่รับรู้ทั่วโลกได้เสียชีวิตอย่างสงบในวัย 91 ปี ตามการแถลงจากสถาบันเจน กูดดอลล์

    กูดดอลล์ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน “ลิงชิมแปนซี” ผลงานของเธอไม่เพียงแต่เป็นการบุกเบิกเส้นทางอาชีพของผู้หญิงในสายงานนี้เท่านั้น แต่ยังช่วยเปลี่ยนแปลงวิธีที่นักวิทยาศาสตร์ศึกษาสัตว์ ด้วยการบันทึกอารมณ์และลักษณะบุคลิกภาพภายในลิงเหล่านี้ ช่วยทำลายกำแพงเส้นแบ่งระหว่างมนุษย์และอาณาจักรสัตว์ลง

    “การค้นพบของกูดดอลล์ในฐานะนักพฤติกรรมวิทยาได้ปฏิวัติวงการวิทยาศาสตร์ และเธอเป็นผู้สนับสนุนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในการปกป้องและฟื้นฟูโลกธรรมชาติของเรา” สถาบันกล่าวในแถลงการณ์บนโซเชียลมีเดีย

    กูดดอลล์ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์แห่งจักรวรรดิอังกฤษ ชั้นทุติยาภรณ์ ในปี 2004 และได้รับเหรียญอิสรภาพแห่งประธานาธิบดีสหรัฐในปี 2025 นอกจากนี้ เธอยังได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ส่งสารสันติภาพจากสหประชาชาติในปี 2002

    “ดร.กูดดอลล์ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อโลกของเราและผู้อยู่อาศัยทุกคน ทิ้งมรดกอันล้ำค่าไว้ให้กับมนุษยชาติและธรรมชาติ” สหประชาชาติกล่าวใน X เพื่อเป็นการทรีบิวต์ให้แก่เธอ

    ‘เจน กูดดอลล์’ ผู้ปฏิวัติการศึกษาพฤติกรรมสัตว์ สร้างความหวังการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

    ค้นพบพฤติกรรมชิมแปนซี

    กูดดอลล์ในวัย 26 ปี เดินทางมาถึงเขตอนุรักษ์ชิมแปนซีกอมเบสตรีม ประเทศแทนซาเนียในปี 1960  ตามคำร้องขอของดร. หลุยส์ ลีคกีย์ นักมานุษยวิทยาและนักบรรพชีวินวิทยา หัวหน้าของเธอ และเป็นที่นี่เองที่เธอได้เริ่มทำการสังเกตและศึกษาเหล่าไพรเมตที่ชาญฉลาดเหล่านี้ในถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติ

    กูดดอลล์เป็นหนึ่งในสามผู้หญิงที่ลีคกีย์เลือกให้ศึกษาไพรเมตในถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการทำความเข้าใจวิวัฒนาการของมนุษย์ให้ดียิ่งขึ้น โดยแต่ละคนศึกษาลิงแต่ละชนิด กูดดอลล์มุ่งเน้นไปที่ชิมแปนซี ในขณะที่ไดแอน ฟอสซีย์ ศึกษากอริลลา ส่วนบิรุเต กัลดิคัส ศึกษาอุรังอุตัง บางครั้งทั้ง 3 คนถูกเรียกว่า “Leakey’s Angels” ซึ่งล้อมาจากซีรีส์โทรทัศน์ยอดฮิตในยุค 1970 เรื่อง “Charlie’s Angels”

    ตอนแรก ชิมแปนซีวิ่งหนีเธอ เพราะพวกมันไม่เคยเจอกับคนขาวมาก่อน แต่แล้วทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อเธอได้พบกับชิมแปนซีตัวโตที่เธอตั้งชื่อว่า “เดวิด เกรย์เบียร์ด” หลังจากเดินตามเดวิดทั่วป่า เธอยื่นเมล็ดปาล์มให้เขา

    “มันรับเมล็ดปาล์มมา และปล่อยลงพื้น แต่มาบีบนิ้วมือฉันเบา ๆ นั่นคือวิธีที่ชิมแปนซีสร้างความมั่นใจให้กันและกัน” กูดดอลล์กล่าว

    กูดดอลล์อาศัยอยู่ท่ามกลางชิมแปนซีในกอมเบ จนค้นพบว่าชิมแปนซีสามารถกินเนื้อสัตว์ได้ และสามารถสร้างเครื่องมือใช้เองได้ โดยเธอกล่าวในสารคดีเรื่อง “Jane” (2017) ว่าชิมแปนซีเด็ดกิ่งไม้เล็ก ๆ จากต้น แล้วเด็ดใบทิ้ง เมื่อได้แต่กิ่งไม้เปล่า ๆ แล้ว มันจึงจิ้มกิ่งไม้ที่เด็ดออกมาลงไปในจอมปลวกและรวบรวมปลวกมากินได้อย่างง่ายดาย

    “นั่นคือการดัดแปลงวัตถุ จุดเริ่มต้นสร้างเครื่องมือง่าย ๆ ที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน” กูดดอลล์กล่าว

    ‘เจน กูดดอลล์’ ผู้ปฏิวัติการศึกษาพฤติกรรมสัตว์ สร้างความหวังการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

    หญิงสาวชาวอังกฤษผู้นี้ ได้ใช้เวลาหลายเดือนสร้างความประทับใจให้กับลิงชิมแปนซีในท้องถิ่น แทนที่จะศึกษาพวกมันแบบใกล้ชิด เธอกลับตั้งชื่อและเรียนรู้ที่จะอ่านอารมณ์ของพวกมัน

    “ตอนที่ฉันเริ่มศึกษาลิงชิมแปนซีครั้งแรก ไม่มีใครบอกฉันว่าต้องทำอย่างไร ในปี 1960 โลกยังไม่รู้จักลิงชิมแปนซีในป่าเลยด้วยซ้ำ” กูดดอลล์เล่า

    การค้นพบของกูดดอลล์และวิธีการของเธอสร้างความฮือฮาอย่างมากในแวดวงวิชาการและวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการคลานผ่านป่าเพื่อศึกษาชิมแปนซีที่เธอตั้งชื่อแทนการนับเลข การบันทึกลักษณะนิสัยและความรู้สึกของพวกมัน ซึ่งทำให้เพื่อนนักพฤติกรรมวิทยาของเธอตกตะลึง ในตอนนั้นผู้คนกล่าวว่าวิธีการของกูดดอลล์นั้นผิด และไม่ให้ความสำคัญกับเธอ เนื่องจากเธอยังเรียนไม่จบปริญญา แต่กูดดอลล์ยังคงยึดมั่นในความเชื่อของเธอ

    “มีบางคนพยายามทำลายความน่าเชื่อถือในวิธีการศึกษาของฉัน เพียงเพราะฉันเป็นเด็กสาวที่ยังไม่ได้รับการฝึกฝน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สนใจฉัน”

    การสังเกตการณ์ส่วนใหญ่ของกูดดอลล์มุ่งเน้นไปที่ลิงชิมแปนซีหลายรุ่นจากฝูงลิง 30-40 ตัว ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีพันธุกรรมใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุด จนเธอสนิทกับลิงแต่ละตัว กูดดอลล์ให้ความสนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับการเกี้ยวพาราสี พิธีกรรมการผสมพันธุ์ การเกิด และการเลี้ยงดูลูกของลิงชิมแปนซี

    โลกได้รู้จักกูดดอลล์และผลงานของเธอในปี 1963 หลังจากบทความแรกของเธอตีพิมพ์ในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟิก ชื่อ “ชีวิตของฉันท่ามกลางชิมแปนซีป่า” (My Life Among Wild Chimpanzees)

    ลีกคีย์ได้รับทุนจากสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟิก ให้กูดดอลล์ทำงานของเธอต่อไป และในปี 1962 เนชั่นแนล จีโอกราฟิกได้ส่งบารอน ฮูโก แวน ลาวิค ผู้สร้างภาพยนตร์ไปยังกอมเบเพื่อบันทึกผลงานของเจนเกี่ยวกับชิมแปนซี ทั้งสองตกหลุมรักกัน แต่งงานกันในปี 1964 และมีลูกชายด้วยกันในอีกสามปีต่อมา

    กูดดอลล์ เป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกที่อธิบายให้โลกรู้ว่าแม่ลิงชิมแปนซีสามารถให้กำเนิดลูกได้เพียงครั้งเดียวในทุกสี่ปีครึ่งถึงหกปี และมีการให้กำเนิดลูกเพียงหนึ่งหรือสองตัวในแต่ละครั้ง โดยแม่ลิงชิมแปนซีมือใหม่มักจะซ่อนลูกของตนจากลิงตัวผู้ที่โตเต็มวัย ซึ่งทำให้ลิงตัวผู้แสดงท่าทางตื่นตระหนก โดยการกระโดดโลดเต้นและร้องโหยหวนนานถึง 5 นาที อย่างไรก็ตาม เธอได้ค้นพบว่าแม่ลิงชิมแปนซีที่มีประสบการณ์ได้อนุญาตให้ลิงตัวผู้และตัวเมียตัวอื่น ๆ มองเห็นลูกของเธออย่างอิสระ เพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นของพวกมัน 

    ด้วยคุณูปการที่กูดดอลล์ได้สร้างให้กับวงการวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์จึงรับเธอเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกสาขาพฤติกรรมวิทยา การศึกษาพฤติกรรมสัตว์ ปี 1961 โดยที่เธอไม่ได้จบปริญญาตรี และสำเร็จการศึกษาในปี 1965

    ในปีเดียวกันนั้น เธอและแวน ลาวิค ได้ก่อตั้งศูนย์วิจัยกอมเบสตรีม ในป่าเล็ก ๆ ของกอมเบริมฝั่งทะเลสาบแทนกันยิกายังคง จนถึงปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ก็ยังคงถูกใช้ทำการศึกษาสัตว์ในถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติที่เปิดมานานและละเอียดถี่ถ้วนที่สุดในโลก

    ‘เจน กูดดอลล์’ ผู้ปฏิวัติการศึกษาพฤติกรรมสัตว์ สร้างความหวังการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

    ไม่ย่อแท้ต่อความฝัน

    กูดดอลล์เกิดที่ลอนดอน เธอเล่าว่าความหลงใหลในพฤติกรรมสัตว์ของเธอเริ่มต้นขึ้นเมื่อแม่พาเธอไปเยี่ยมชมฟาร์มในชนบทเมื่อตอนอายุสี่ขวบครึ่ง

    “มันน่าตื่นเต้นมาก ฉันยังจำได้ว่าได้เจอวัว หมู และแกะแบบตัวต่อตัว” กูดดอลล์เล่าในปี 2019 ในพอดแคสต์ Infinite Potential 

    ที่ฟาร์ม เธอเดินไปยังเล้าไก่ที่ว่างเปล่าแห่งหนึ่ง และเฝ้ารอแม่ไก่ออกไข่อย่างใจจดจ่อ

    “แม่ตามหาฉันอย่างสิ้นหวัง ไม่มีใครรู้ว่าฉันอยู่ที่ไหน พวกเขาโทรแจ้งตำรวจ แต่เมื่อแม่เห็นดวงตาที่เปล่งประกายของฉัน แม่ก็นั่งลงฟังฉันเล่าเรื่องแม่ไก่ออกไข่อันแสนวิเศษของฉัน ถ้าเป็นแม่คนอื่นอาจจะไม่สนับสนุนในความอยากรู้อยากเห็นของฉัน และฉันอาจไม่ได้ทำตามความฝัน” กูดดอลล์กล่าว

    กูดดอลล์ใช้เวลาส่วนใหญ่ในวัยเด็กของเธออยู่นอกบ้าน อ่านหนังสือบนยอดต้นไม้ที่เธอรัก กูดดอลล์เล่าว่านั่นคือ โลกส่วนตัวของเธอ และมักจะเพ้อฝันถึงชีวิตในป่ากับทาร์ซาน และจุดนี้เองคือตอนที่เธอตัดสินใจว่าอยากไปแอฟริกา เพื่อใช้ชีวิตกับสัตว์และเขียนเกี่ยวกับพวกมัน ซึ่งเธอยึดมั่นในความฝันนี้มาตลอด เธอตั้งใจทำงานเก็บเงินทุกบาททุกสตางค์ที่หาได้สำหรับเดินทางไปแอฟริกา

    “ทุกคนหัวเราะเยาะฉันเพราะฉันยังเป็นแค่เด็กผู้หญิง เราไม่มีเงิน และสงครามโลกครั้งที่สองกำลังดุเดือด” เธอเล่า แต่เธอก็ได้รับกำลังใจจากแม่เสมอ พร้อมบอกเธอให้ “ทำงานหนัก คว้าทุกโอกาสที่เข้ามา และเหนือสิ่งอื่นใด อย่ายอมแพ้”

    ในที่สุด กูดดอลล์ก็ทำตามความฝัน และทำภารกิจในกอมเบได้สำเร็จ นั่นก็คือ การเรียนรู้ทุกสิ่งที่เธอสามารถทำได้เกี่ยวกับชิมแปนซี ญาติใกล้ชิดที่สุดของมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยหวังว่าพฤติกรรมของพวกมันอาจช่วยให้มองเห็นอดีตของเราได้

    “ฉันประหลาดใจเสมอที่เรามีความคล้ายคลึงกับชิมแปนซี และรวมถึงสัตว์อื่น ๆ ที่มีอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ เช่น ความกลัว ความเจ็บปวด ความโกรธ และสิ่งต่าง ๆ เช่นนั้น” กูดดอลล์กล่าว

    “ชิมแปนซีเรียนรู้โดยการสังเกต แต่มนุษย์สามารถพูดคุยเกี่ยวกับอดีตและเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับอดีตผ่านคำพูด นอกจากนี้ชิมแปนซียังสามารถวางแผนสำหรับอนาคตอันใกล้ได้ แต่มนุษย์สามารถวางแผนสำหรับสิ่งที่เราจะทำในอีก 10 ปีข้างหน้าได้”

    นี่คือสิ่งที่มนุษย์เหนือกว่าลิงชิมแปนซี และด้วยความสามารถในการสื่อสารด้วยวาจา ทำให้มนุษย์มีความรับผิดชอบพิเศษในการอนุรักษ์โลก

    “มันแปลกไหมที่สิ่งมีชีวิตที่ฉลาดที่สุดเท่าที่เคยมีมาบนโลกกำลังทำลายบ้านที่มีอยู่เพียงหลังเดียว? สำหรับฉันแล้ว ดูเหมือนว่าระหว่างสติปัญญาอันล้ำเลิศกับจิตใจของมนุษย์จะมีช่องว่างที่ขาดหายไปอยู่  ซึ่งก็คือความรักและความเมตตา”

    ‘เจน กูดดอลล์’ ผู้ปฏิวัติการศึกษาพฤติกรรมสัตว์ สร้างความหวังการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

    กูดดอลล์เริ่มอุทิศตนให้แก่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หลังจากเข้าร่วมการประชุมเกี่ยวกับการอนุรักษ์ในแอฟริกาในปี 1986 ซึ่งพบว่าป่าไม้ก็กำลังหายไปทั่วทั้งทวีปแอฟริกา

    “นั่นเป็นตอนที่ฉันตระหนักว่า บทบาทของฉันคือ ต้องทำให้แน่ใจว่าคนรุ่นต่อไปจะเป็นผู้ดูแลที่ดีกว่าพวกเรา และฉันจำเป็นต้องถ่ายทอดข้อความนั้นไปทั่วโลก” 

    “ในตอนแรก ฉันเข้าไปประชุมในฐานะนักวิทยาศาสตร์ และกลับออกมาในฐานะนักเคลื่อนไหว”

    สถาบันเจน กูดดอลล์ (Jane Goodall Institute) ก่อตั้งขึ้นในปี 1977 มีเป้าหมายหลักในการอนุรักษ์สัตว์ป่า โดยทำงานอย่างใกล้ชิดกับชุมชนโดยรอบอุทยานแห่งชาติกอมเบ เพื่อพัฒนาศักยภาพของมนุษย์และปกป้องสมบัติทางธรรมชาติ ปัจจุบันได้พัฒนาจนกลายเป็นหนึ่งในองค์กรวิจัยและอนุรักษ์ระดับโลกที่ไม่แสวงหาผลกำไรที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีสำนักงานในสหรัฐและอีก 34 ประเทศ

    นอกจากนี้ กูดดอลล์ยังต่อต้านการจับลิงชิมแปนซีป่าเพื่อจัดแสดงในสวนสัตว์หรือเพื่อการวิจัยทางการแพทย์ และเธอยังได้เดินทางไปทั่วโลก ดึงดูดผู้คนจำนวนมากด้วยข้อความแห่งความหวังและความเชื่อมั่นว่าโลกจะตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

    ในปี 2017 สถาบันได้ร่วมมือกับ Google Earth โดยใช้เทคโนโลยีดาวเทียมที่ทันสมัย เพื่อติดตามดูแลอุทยานและลิงชิมแปนซีอย่างใกล้ชิด

    กูดดอลล์ในวัย 80 ปี ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดทำงาน เธอเดินทางประมาณ 300 วันต่อปีพบปะกับผู้นำโลกเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เยี่ยมชมโครงการอนุรักษ์ และสนับสนุนโครงการสิ่งแวดล้อมสำหรับเยาวชน Roots & Shoots ที่สอนเยาวชนเกี่ยวกับการอนุรักษ์ใน 120 ประเทศ

    อย่างไรก็ตาม การระบาดของโควิด-19 ทำให้การเดินทางของเธอต้องหยุดเดินทางในปี 2020 แต่กูดดอลล์ยังคงเผยแพร่ข้อความของเธอผ่านช่องทางออนไลน์อยู่เสมอ โดยเน้นย้ำถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 

    กูดดอลล์ทำงานจนกระทั่งเสียชีวิต โดยได้ขึ้นสัมภาษณ์บนเวทีที่นิวยอร์กเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และเธอมีกำหนดขึ้นกล่าวสุนทรพจน์อีกครั้งในวันที่ 3 ตุลาคม ณ รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งขายบัตรหมดแล้วเรียบร้อย

    ตลอดช่วงชีวิต กูดดอลล์เขียนหนังสือ 32 เล่ม โดย 15 เล่มเป็นหนังสือสำหรับเด็ก ในหนังสือเล่มล่าสุดของเธอ “The Book of Hope: A Survival Guide for Trying Times” (2021) ซึ่งเป็นผลงานการเขียนร่วมกับดักลาส เอบรามส์ และเกล ฮัดสัน ซึ่งเขียนถึงความหวังของเธอเกี่ยวกับอนาคตของมนุษยชาติ

    ในเดือนกรกฎาคม 2022 Mattel ได้เปิดตัวตุ๊กตาเจน กูดดอลล์ เป็นหนึ่งในคอลเล็กชันผู้หญิงสร้างแรงบันดาลใจของตุ๊กตาบาร์บี้ โดยผลิตมาจากพลาสติกรีไซเคิล สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่วาระครบรอบ 62 ปีของการเยือนเขตอนุรักษ์กอมเบเป็นครั้งแรกของกูดดอลล์

    ‘เจน กูดดอลล์’ ผู้ปฏิวัติการศึกษาพฤติกรรมสัตว์ สร้างความหวังการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

    “มีเด็กสาวหลายคนที่อ่านเรื่องราวในชีวิตของฉัน ตั้งแต่เด็กและอาชีพการงานของฉันกับชิมแปนซี มาบอกฉันว่าพวกเธอหันมาสนใจงานอนุรักษ์หรือพฤติกรรมสัตว์ก็เพราะฉัน ฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งนี้จะช่วยสร้างความสนใจและความหลงใหลในโลกธรรมชาติให้มากขึ้น”

    แม้ในตอนนี้กูดดอลล์จะจากไปแล้ว แต่ผลงาน คณูปการต่าง ๆ ที่เธอได้สร้างไว้ให้แก่วงการวิทยาศาสตร์ รวมถึงแรงบันดาลใจ ความหวัง การเสริมสร้างพลังอำนาจ การอนุรักษ์ธรรมชาติและสัตว์ป่ายังคงถูกส่งต่อไปให้คนรุ่นใหม่ตลอดไป

    ที่มา: BBCCNNThe New York Times

    ‘เจน กูดดอลล์’ ผู้ปฏิวัติการศึกษาพฤติกรรมสัตว์ สร้างความหวังการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/environment/1201642&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JsN24DSg-MwK88A20ne3K

  • เชียร์รัฐ คุมค่ายา กำหนดเพดานค่ารักษา – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เชียร์รัฐ คุมค่ายา กำหนดเพดานค่ารักษา – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เชียร์รัฐ คุมค่ายา กำหนดเพดานค่ารักษา

    สภาผู้บริโภคหนุนนโยบายรัฐบาล คุมค่ายา และเวชภัณฑ์โรงพยาบาลเอกชน ชี้ เร่งกำหนดเพดานราคาค่ารักษา ปลดล็อคต้นทุนการรักษาราคาไม่เป็นธรรม

    ท่ามกลางกระแสความกังวลของประชาชนเรื่องค่ารักษาพยาบาลที่สูงเกินจริง โดยเฉพาะจากโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าถึงการรักษาของประชาชน ล่าสุดนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาในการควบคุมราคายาและเวชภัณฑ์ของโรงพยาบาลเอกชน เพิ่มทางเลือกให้ประชาชนยอมรับค่าใช้จ่ายก่อนชำระเงิน และสามารถไปซื้อยาที่ร้านค้านอกโรงพยาบาลได้ สภาผู้บริโภคพร้อมสนับสนุนและเสนอแนวทางกำหนดเพดานราคาเพิ่มเติมเพื่อสร้างความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค

    นพ.ขวัญประชา เชียงไชยสกุลไทย อนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า สภาผู้บริโภคพร้อมสนับสนุนนโยบายการลดค่ารักษา ยาและเวชภัณฑ์โรงพยาบาลเอกชน ที่ผ่านมาก็ได้ผลักดันเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้บริโภคได้รับผลกระทบจากการเผชิญค่ารักษาพยาบาล ยาและเวชภัณฑ์ที่สูงเกินจริง โดยที่สภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนมาโดยตลอด

    เผยเรื่องร้องเรียน ราคาเวชภัณฑ์สูงเกินจริง

    ทั้งนี้ ข้อมูลการร้องเรียน ในช่วงปี 2565-2568 สภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลแพงจากโรงพยาบาลเอกชนจำนวน 40 เรื่อง มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 25 ล้านบาท

    เปรียบเทียบราคาเวชภัณฑ์ โรงพยาบาลเอกชนและท้องตลาด

    มีกรณีตัวอย่าง ที่ผู้บริโภคได้นำใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลเอกชน มาร้องเรียนต่อสภาผู้บริโภค โดยพบว่า มีการคิดราคาเวชภัณฑ์สูงเกินจริงหลายรายการ แม้จะเป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่ควรเข้าถึงได้ในราคายุติธรรม

    • น้ำเกลือ 1,000 มิลลิลิตร จากราคาท้องตลาดเพียง 45 บาท ถูกคิดในราคา 919 บาท เพิ่มขึ้นกว่า 1,900%
    • พลาสเตอร์ปิดแผลขนาด 6 เซนติเมตร ซึ่งราคาทั่วไปแผ่นละ 25 บาท กลับถูกเรียกเก็บถึง 224 บาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 700%
    • ถุงมือยางทางการแพทย์จากราคาท้องตลาด 2.5 บาทต่อชิ้น เพิ่มเป็น 17 บาท (580%)
    • สำลีก้อนขนาดเล็กจาก 0.10 บาท เพิ่มเป็น 7 บาทต่อก้อน (6,900%)

    กรณีเหล่านี้สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างด้านราคาค่ารักษาและเวชภัณฑ์ที่ ไม่มีเพดานควบคุม และขาดความโปร่งใสอย่างรุนแรง สภาผู้บริโภคจึงย้ำข้อเสนอให้รัฐกำหนด ราคามาตรฐาน สำหรับเวชภัณฑ์และบริการทางการแพทย์ เพื่อไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของระบบที่เน้นผลกำไรเกินสมควร

    ชงข้อเสนอกำหนดเพดานราคา

    ตั้งแต่ ปี 2562 สภาผู้บริโภคมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ และค่าบริการทางการแพทย์ ถูกประกาศให้เป็น “สินค้าควบคุม” โดยคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กระทรวงพาณิชย์ ถึงแม้มาตรการที่ออกมายังเป็นเพียงแค่การแสดงราคาในรูปแบบ QR Code ให้ผู้ป่วยทราบก่อนตัดสินใจเท่านั้น ซึ่งยังไม่ใช่การ “ควบคุมราคาอย่างแท้จริง” เพราะปัญหาการเรียกเก็บค่ารักษาในอัตราที่สูงเกินจริงยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    ดังนั้น สภาผู้บริโภคจึงได้ยื่นข้อเสนอสำคัญต่อ คณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม, อนุกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค และ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อหามาตรการควบคุมที่เป็นรูปธรรม และให้เกิดการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ ในราคาที่เป็นธรรม โดยมีรายละเอียดดังนี้

    1. ขอให้ คณะกรรมการว่าด้วยสินค้าและบริการ (กกร.) ออกประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการตามมาตรา 25 (1)(2) และ (5) เพื่อให้ครอบคลุมถึงการกำหนดราคาซื้อหรือราคาจำหน่ายยารักษาโรค เวชภัณฑ์ หรือค่าบริการ ค่ารักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์และบริการอื่นของสถานพยาบาล หรือ กำหนดอัตรากำไรสูงสุดต่อหน่วยของยารักษาโรค เวชภัณฑ์ หรือค่าบริการ รักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์ และบริการอื่นของสถานพยาบาลแทนการแจ้งราคาซื้อ และ ราคาจำหน่าย เพียงอย่างเดียว

    2. ขอให้มีผู้แทนจากผู้บริโภคเข้าเป็นคณะกรรมการว่าด้วยสินค้าและบริการ (กกร.)

    “สาเหตุหลักของปัญหานี้ เป็นเพราะไม่มีการควบคุมราคาค่ารักษา โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐที่ต้องกำกับดูแลปล่อยปละละเลย ทำให้โรงพยาบาลเอกชนคิดราคาค่ารักษาได้โดยไม่มีเพดานกำหนด ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือว่า ละเมิดสิทธิผู้บริโภค” นพ.ขวัญประชาเผยถึงสาเหตุหลักของปัญหา

    นพ.ขวัญประชา กล่าวเสริมว่า การที่รัฐบาลเริ่มขับเคลื่อนนโยบายลดค่ารักษาพยาบาล ยา และเวชภัณฑ์ ในโรงพยาบาลเอกชน ถือเป็นสัญญาณที่ดี และสภาผู้บริโภคเองคาดหวังว่า รัฐบาลจะหยิบยกนำเอาข้อเสนอจากสภาผู้บริโภคไปร่วมพิจารณา รวมถึงผลักดันให้เรื่องนี้เกิดเป็นรูปธรรม เพื่อปลดล็อคต้นทุนการรักษาที่ไม่เป็นธรรม และ คืนสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงบริการสุขภาพที่เท่าเทียมให้กับประชาชนทุกคน

    นอกจากนี้ อนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ กำลังศึกษาเพื่อพิจารณาเสนอแก้ไขกฎหมาย ร่าง พ.ร.บ. สถานพยาบาล ภาคประชาชน ให้มีการกำหนดเพดานค่ารักษา ค่ายาและเวชภัณฑ์ คุมกำไรค่ารักษา ค่ายา และเวชภัณฑ์ต่อหน่วย เพื่อสร้างความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค

    อย่างไรก็ตาม หากผู้บริโภคพบปัญหาถูกเรียกเก็บค่ารักษาแพงเกินจริง ร้องเรียนได้ที่สายด่วนสภาผู้บริโภค 1502 หรือร้องเรียนออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ tcc.or.th และสามารถร้องเรียนกับหน่วยงานประจำจังหวัดของสภาผู้บริโภค ทั้ง 20 จังหวัด โดยดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์  https://www.tcc.or.th/tcc-agency/

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/control-treatment-costs/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VBcr2NgjR5ys8EGc7sNxV

  • “ดร.เอ้” ขอพุ่งเป้า กทม. ปักธงพรรคไทยก้าวใหม่ เผยนั่งปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 เอง

    “ดร.เอ้” ขอพุ่งเป้า กทม. ปักธงพรรคไทยก้าวใหม่ เผยนั่งปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 เอง

    “สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” เผยเป็นปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 ของพรรคไทยก้าวใหม่ ลั่นพร้อมร่วมงานทุกขั้วการเมือง ไม่สร้างปมขัดแย้ง มุ่งเป้าพื้นที่ กทม. ขอปักธงพรรค

    วันที่ 3 ต.ค. 2568 ที่อาคารทรูดิจิทัลพาร์ค กรุงเทพมหานคร นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ให้สัมภาษณ์หลังการแถลงข่าวเปิดตัวพรรคไทยก้าวใหม่อย่างเป็นทางการ ในฐานะที่เป็นพรรคการเมืองใหม่จะสู้ในสนามเลือกตั้งครั้งหน้าว่า ยอมรับว่า เป็นพรรคการเมืองน้องใหม่ ขอเชิญชวนประชาชนที่สนใจ ที่ต้องการเห็นประเทศไทยเปลี่ยนแปลง มาร่วมงานการเมืองกับพรรคไทยก้าวใหม่ที่ชูนโยบายด้านการศึกษาเพื่อสร้างเศรษฐกิจใหม่ และสร้างคุณภาพชีวิต พรรคไทยก้าวใหม่ตั้งใจสร้างสังคมนิยมใหม่ ในการส่งเสริมคนดีในการปราบคอร์รัปชั่น ส่วนการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งครั้งหน้า ถือเป็นช่วงเวลาที่เร็วมาก เพราะอีกไม่กี่เดือนจะเข้าสู่การเลือกตั้งแล้ว เรากำลังดูว่าเราจะส่งลงเขตไหนบ้าง ส่วนรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แน่นอนว่า หัวหน้าพรรคการเมืองต้องพร้อมทำหน้าที่เป็นผู้นำประเทศ และตนจะเป็น สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่หนึ่งของพรรค

    ลั่นพร้อมร่วมงานทุกขั้วการเมือง ไม่สร้างปมขัดแย้ง

    เมื่อถามถึงการเมืองที่แบ่งขั้วแบ่งฝ่ายชัดเจน พรรคไทยก้าวใหม่จะวางตัวเองอยู่ในตรงไหน นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า เราตั้งใจเป็นพรรคที่ตั้งใจจะสร้างคนไปเปลี่ยนประเทศไทยจริงๆ ไม่ใช่แค่ระยะสั้น จึงมุ่งมั่นเพื่อทำงานร่วมกับทุกฝ่าย รับฟังเสียงของประชาชน เมื่อถามย้ำว่า แปลว่า ไม่มีข้อจำกัดในการร่วมกับพรรคไหนใช่หรือไม่ นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า อะไรก็ตามที่ให้พรรคเรามีโอกาสทำงานสร้างคน เราไม่ทำการเมืองที่ส่งต่อความขัดแย้ง เราขอทำงานดูแลลูกหลานพี่น้องประชาชนขอให้พวกเราได้ไปทำเรื่องรากฐานประเทศไทยจริงๆ

    มุ่งเป้าพื้นที่ กทม. ขอปักธงพรรค

    เมื่อถามถึงนโยบายธนูดอกแรกเรื่องการศึกษา เรียนฟรีจนถึงจบปริญญาตรี จะใช้งบฯที่มีเพียงพอหรือไม่ นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า สมัยนี้เด็กน้อยลงมากกว่า 3 เท่า หากเทียบกับสมัยของตน เราจึงมีงบประมาณเพิ่มขึ้นต่อหัวอยู่แล้ว ในฐานะที่ตนเป็นอดีตอธิการบดี เราเห็นอยู่แล้ว แต่การทำให้เขาได้งาน หลังจบการศึกษานั้น คือความท้าทายมากกว่า

    ส่วนจะมีบิ๊กเนมเข้ามาเปิดตัวเพิ่มเติมหรือไม่ นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า การเปิดตัวครั้งนี้ ก็เพื่อเชิญชวนคนมาทำงาน ทุกคนที่มาร่วมกัน มาด้วยอุดมการณ์ ความกล้าหาญ และความรู้ ซึ่งแต่ละคนก็มีความเป็นมืออาชีพ ทั้งนี้ ตนยังไม่ขอประเมินว่าจะได้กี่ที่นั่ง ขอมุ่งมั่นเรื่องจุดยืน และวิสัยทัศน์ของเรา จึงขอคะแนนให้เราได้ สส.จำนวนมากพอ ในการเลือกตั้งปีหน้าที่สำคัญกับเรา โดยมุ่งเป้าพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่เป้าหมายและต้องส่งลงสมัครในทุกภาคอยู่แล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2886840&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2q5ThB7QLbW2AHhOCgPiYs

  • &

    &

    ในฐานะนักแสดงไม่ว่าจะรับบทดีหรือร้าย “เดี่ยว – สุริยนต์ อรุณวัฒนกูล” ก็พาผู้ชมอินกับทุกบทบาทที่แสดง ในฐานะพิธีกรงานอีเว้นท์ ก็ต้องมีชื่อของเขาติดท็อปลิสต์ เพราะเก่ง ฉลาด ไหวพริบดีเยี่ยม สนุกสนาน พาทุกคนจอยๆ กับทุกงาน และในอนาคตเราอาจได้เห็นผู้ชายคนนี้ ในบทบาทนักกีฬาก็เป็นได้ เพราะ เดี่ยว – สุริยนต์ ยอมรับว่า การออกกำลังกาย คือ ความสุขในทุกๆ วัน

    ล่าสุดหนุ่มเดี่ยว มาร่วมงานวิ่งระดมทุนประจำปี “2025 UOB Heartbeat Run” ในฐานะกองเชียร์เป็นฝ่ายให้กำลังใจนักวิ่ง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวระหว่างทาง เพื่อก้าวสู่เส้นทางนักวิ่งเต็มตัว

    “ครั้งนี้มาในฐานะกองเชียร์ มาเป็นกำลังใจให้นักวิ่งทุกคน มาเติมพลัง มาเติมเต็มประสบการณ์งานวิ่งให้กับตัวผมด้วย ส่วนครั้งหน้าถ้ามีโอกาสจะมาร่วมวิ่งไปกับทุกๆ คน นักวิ่งทุกคนเต็มที่มากๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร พนักงานของธนาคารที่พาครอบครัวมาร่วมด้วย มากันจากทั่วประเทศ ลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจมาร่วมวิ่งเพื่อสุขภาวะที่ดีและการให้คืนสู่สังคมกันกว่า 2,500 คน รายได้จากการระดมทุนจะนำไปสนับสนุนห้องเรียนดิจิทัลในโครงการ UOB My Digital Space (MDS) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้น้องๆ ในพื้นที่ห่างไกล ขอเป็นอีกหนึ่งเสียงสนับสนุนให้ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย สานต่อกิจกรรม UOB Heartbeat Run ทุกๆ ปีอย่างต่อเนื่องต่อไปนะครับ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/if0muywkxbdq6legufjfu1tlwzu9pzi6&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TJ-OLWZ85rOnRu5TbgznT

  • เมื่อ “แพ็กเกจเสริม” ต้องจ่ายเพิ่ม ทั้งที่ไม่ได้ขอ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เมื่อ “แพ็กเกจเสริม” ต้องจ่ายเพิ่ม ทั้งที่ไม่ได้ขอ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เมื่อ “แพ็กเกจเสริม” ต้องจ่ายเพิ่ม ทั้งที่ไม่ได้ขอ

    แค่รับสายไม่ตอบรับ แต่ระวัง! ถูกเรียกเก็บค่า “แพ็กเกจเสริม” อินเตอร์เน็ตบ้านไม่รู้ตัว สภาผู้บริโภค แนะ แม้จะปฏิเสธไปแล้ว แต่ควรตรวจสอบใบแจ้งค่าบริการทุกครั้ง ป้องกันการถูกละเมิดสิทธิ

    ในยุคที่บริการอินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน แต่ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ เช่น การถูกเรียกเก็บค่าบริการที่ตนไม่เคยสมัครหนึ่งในกรณีล่าสุดที่สะท้อนปัญหานี้ได้อย่างชัดเจน คือกรณีของคุณเอ ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตบ้านรายหนึ่ง ที่พบว่าตนเองถูกเรียกเก็บเงินค่า “แพ็กเกจเสริม” โดยไม่รู้ตัวเป็นเวลา 12 เดือน

    คุณเอสมัครใช้แพ็กเกจอินเทอร์เน็ตบ้านรายเดือนในราคา 599 บาท กับบริษัทผู้ให้บริการแห่งหนึ่งมาเป็นเวลานาน โดยไม่มีปัญหาใด ๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง เธอตรวจสอบใบเสร็จค่าบริการรายเดือน และพบยอดเรียกเก็บเป็น 768.26 บาท เธอจึงสอบถามไปยังคอลเซ็นเตอร์ และพบว่าตัวเองถูกเรียกเก็บ แพ็กเกจเสริมเพิ่มสปีด แรงสูงสุด 1Gbps/1Gbps เพิ่มอีกเดือนละ 119 บาท โดยที่เธอไม่เคยสมัคร และเมื่อรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จึงเป็นค่าบริการทั้งหมด 768.26 บาท

    ค่าบริการนี้ถูกเรียกเก็บอย่างต่อเนื่องมานานถึง 12 เดือน โดยที่คุณเอไม่เคยตอบรับแพ็กเกจดังกล่าวเลย เธอเพียงแค่เคยได้รับโทรศัพท์จากคอลเซ็นเตอร์ที่โทรมาเสนอแพ็กเกจ แม้ตัวเธอเองจะยอมรับในข้อผิดพลาดที่ไม่ได้ตรวจสอบรอบบิลทุกครั้ง แต่การเรียกเก็บค่าบริการเพิ่มเติมโดยไม่มีความยินยอมชัดเจนจากผู้บริโภค ถือเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม

    เมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรม เธอจึงร้องเรียนไปยังบริษัทเพื่อขอให้คืนเงินในส่วนที่ไม่ได้สมัคร แต่ทางบริษัทปฏิเสธ โดยเสนอแนวทางเยียวยาด้วยการลดค่าบริการ 20% / เดือน เป็นระยะเวลา 12 เดือน เธอมองว่าการลดค่าบริการ 20 % ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่เธอต้องจ่ายเพิ่มโดยไม่ได้รับความยินยอม จึงต่อรองกับบริษัทและสุดท้ายบริษัทเสนอลดค่าบริการให้ 30% / เดือน เป็นระยะเวลา 12 เดือน แต่มีเงื่อนไขว่า ผู้บริโภคต้องใช้บริการกับบริษัทต่อเนื่องอีก 12 เดือน

    แม้ว่าเธอจะตกลงกับข้อเสนอ แต่เธอมองว่าเป็นข้อเสนอที่ไม่เป็นธรรมและเข้าข่ายผูกมัดผู้บริโภคโดยไม่สมัครใจ เธอจึงยืนยันต่อบริษัทไปว่า “ผู้บริโภคมีสิทธิที่จะยกเลิกบริการได้ทุกเมื่อ หากไม่พึงพอใจในการให้บริการ เพราะเป็นสิทธิของผู้บริโภคที่จะเลือกใช้บริการได้อย่างอิสระ” และสุดท้ายบริษัทได้ยอมรับข้อเสนอของเธอ

    อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันการถูกละเมิดสิทธิ สภาผู้บริโภคขอแนะนำให้ผู้บริโภคตรวจสอบใบแจ้งค่าบริการเป็นประจำ หากพบว่าถูกเรียกเก็บค่าแพ็กเกจเสริมโดยไม่สมัครใจ เบื้องต้นให้เจรจากับบริษัทก่อนเพื่อขอให้ชดเชยเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น หากไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถร้องเรียนได้ที่ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โทรสายด่วน 1200 หรือร้องเรียนมาที่สภาผู้บริโภค โทร 1502 หรือช่องทางออนไลน์ tcc.or.th

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/documents/package-internet/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37SBQzHuruwgFTzCmeHXz3

  • ชูความยั่งยืนเป็นเสาหลักใหม่เศรษฐกิจไทย – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ชูความยั่งยืนเป็นเสาหลักใหม่เศรษฐกิจไทย – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/109659&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28n8mZuTpMqy48uXr42bP5

  • ‘ฟาร์มเฮ้าส์’ ผนึกกำลัง 5 สถาบันเทคโนโลยี ลงนามความร่วมมือพัฒนาการศึกษา ตอบโจทย์อุตสาหกรรม พาชมเครื่องผลิตขนมปังล้ำสุดในภูมิภาค

    ‘ฟาร์มเฮ้าส์’ ผนึกกำลัง 5 สถาบันเทคโนโลยี ลงนามความร่วมมือพัฒนาการศึกษา ตอบโจทย์อุตสาหกรรม พาชมเครื่องผลิตขนมปังล้ำสุดในภูมิภาค

    วันศุกร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.24 น.

    บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี จํากัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายขนมปังและเบเกอรี่ ภายใต้แบรนด์ “ฟาร์มเฮ้าส์” ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ร่วมกับ 5 สถาบันการศึกษาชั้นนำด้านเทคโนโลยี ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ,สถาบันเทค โนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง , มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ,มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล กรุง เทพ และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เพื่อขยายความร่วมมือในการพัฒนานักศึกษา การเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร การวิจัยและพัฒนา การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม ณ ห้องประชุมเสรีไทย 2 อาคารบางชัน โรงงานบางชัน

    อภิเศรษฐ ธรรมมโนมัย กรรมการผู้อํานวยการ บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี จํากัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี จํากัด (มหา ชน) ตระหนักถึงความสําคัญของการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะด้านการพัฒนากําลังคน งานวิจัยและพัฒนา รวมถึงการบริหารจัดการองค์ความรู้ อันจะช่วยยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน

    “ด้วยความตั้งใจที่จะเป็นบริษัทผลิตอาหารชั้นนำของเมืองไทย มีการพัฒนานักศึกษา ตลอดจนทีมทำงานของบริษัทฯ นอกจากเรื่องวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ ยังมีเรื่องของคหกรรมด้วย จึงมีการให้นักศึกษาเข้ามาฝึกงาน มีความร่วมมือกับคณาจารย์มหาวิทยาลัย อัปเดตเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งเป็นความตั้งใจของเราที่ทำมาตลอด 43 ปีที่ผ่านมา”

    อภิเศรษฐ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้มีความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนโครงการสหกิจศึกษา การฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร การวิจัยและพัฒนากระบวนการผลิต ตลอดจนการนําเทคโนโลยีทางวิศวกรรมมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัด การ ล้วนเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ กับ 5 มหาวิทยาลัยชั้นนําด้านเทคโนโลยี จึงเป็นอีกก้าวสําคัญในการพัฒนากําลังคนและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับทั้งภาคการศึกษาและอุตสาหกรรมต่อไป

    รศ.ดร.สุวิทย์  แซ่เตีย อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า รู้สึกยินดีอย่างมากที่มีการลงนามความร่วมมือทางวิชาการครั้งนี้ ในอดีตที่ผ่านมาก็มีการทำงานร่วมกันมานานพอสมควร โดยเฉพาะที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง วันนี้เป็นการลงคำมั่นสัญญาอย่างเป็นทางการที่บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี ได้ทำร่วมกับสถาบันอุดมศึกษา 5 แห่ง เป็นความร่วมมือทั้งในแง่นักศึกษา การใช้โจทย์ของบริษัทฯ เป็นโจทย์ในการทำวิจัยร่วมกัน ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือแบบวิน-วิน เพราะอาจารย์ได้รับประสบการณ์มากขึ้น นักศึกษาก็ได้เรียนรู้กับของจริง

    “การศึกษาจะต้องเปลี่ยนไป เราต้องดูเรื่องคนที่อยู่ในวัยทำงานด้วย ทำอย่างไรระบบจะยืดหยุ่นพอให้ได้เพิ่มเติมทักษะ ถ้าพนักงานบริษัทสา มารถมีโอกาสเข้าไปศึกษาหาความรู้ได้จะช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมในภาพรวมดีขึ้น ขณะเดียวกันกับนักศึกษาเอง เราจะเพิ่มคุณค่าอะไรให้กับนักศึกษาในภาพรวมของมหาวิทยาลัย เช่น การเรียนรู้จากประสบการณ์ ฉะนั้น ประสบการณ์จริงน่าจะเป็นแนวโน้มที่มหาวิทยาลัยควรจะสนับ สนุน ไม่ว่าจะประสบการณ์ในชุมชน ในโรงงาน หรือแม้กระทั่งในต่างประเทศ ผมมองว่าการศึกษาไทยจะเดินไปในทิศทางแบบนี้ รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีกับการเป็นส่วนหนึ่งในการลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการนี้”

    รศ.ดร.อนุวัฒน์ จางวนิชเลิศ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)กล่าวว่า เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่เป็นส่วนหนึ่งในการลงนามความร่วมมือครั้งนี้ จะเห็นว่าทั้ง 5 สถาบันเน้นในเรื่องการปฏิบัติ ในหน่วยงานของเราทั้ง 5 คงได้มาช่วยเหลือไม่ว่าในเรื่องของงานวิจัย ความร่วมมือในการต่อยอดต่างๆ ในส่วนของสถาบันฯ เองมีนักศึกษาจำนวนมากมาฝึกงาน รวมทั้งบุคลากรพอสมควรที่เข้ามาที่นี่ ถ้าทางสถาบันฯ สามารถต่อยอดในเรื่องของเครือข่าย ในเรื่องของความสัมพันธ์ ความร่วมมือไม่ว่าในเรื่องงานวิจัยหรือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่จะเกิดขึ้นกับหน่วยงาน เรายินดียิ่งและสามารถพัฒนาต่อไปในอนาคตได้ก็ยิ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไป

    ศ.ดร.เสาวณิต สุขภารังษี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) กล่าวว่า การได้เป็นส่วนหนึ่งพร้อมกับเพื่อนร่วมสถาบันอีก 4 แห่ง ลงนามความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยกันเป็นสะพานที่จะเชื่อมโลกของวิชาการในมหาวิท ยาลัยสู่โลกของการปฏิบัติการจริงในสถานประกอบการ มหาวิทยาลัยเองอาจจะเป็นสถานบ่มเพาะความรู้ แต่ในทักษะการทำงานจริงเราต้องหาพาร์ทเนอร์ โดยเฉพาะในเรื่องการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับบริษัทชั้นนำ อย่างบริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี ซึ่งมีความร่วมมือในหลายๆ ด้าน รวมทั้งเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกประสบการณ์วิชาชีพสหกิจศึกษา ขณะเดียวกันอาจารย์นิเทศก็ได้เข้ามาเรียนรู้เทคโนโลยีที่ทางบริษัทฯ ใช้ในปัจจุบันซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน

    “ในมุมมองของมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยไม่ใช่แค่ผลิตนักศึกษาเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานบ่มเพาะความรู้ที่สามารถยกระดับไม่ว่าจะเป็นอัปสกิล รีสกิล หรือนิวสกิล ให้กับบุคลากรในบริษัทได้ เราอยากตอบสนองอุตสาหกรรม การที่เราได้มาทำงานร่วมกันทำให้รู้ว่าผู้ประกอบการต้องการให้เด็กมีทักษะ มีความรู้ด้านไหนบ้าง เพื่อเราจะนำมาปรับปรุงหลักสูตร วิธีการสอนของเรา และในเรื่องของซอฟท์สกิลซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกวันนี้หลายๆ บริษัทให้ความสำคัญ ไม่เพียงทำให้น้องๆ ได้งานทำ แต่ยังได้ตำแหน่งงานที่ดีขึ้น” 

    ผศ.นพรัตน์ ภัยวิมุติ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ (มทร.กรุงเทพ) กล่าวว่า โดยปกติทางมหาวิทยาลัยมีการจัดให้นักศึกษาเข้าฝึกประสบการณ์ในสถานประกอบการที่หลากหลาย และรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการลงนามความร่วมมือทางวิชาการครั้งนี้

    “ทางมหาวิทยาลัยมีความเชี่ยวชาญทางด้านคหกรรมศาสตร์อยู่แล้ว มีการฝึกนักศึกษาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางด้านอาหารตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาอาหาร อาหารและโภชนาการ เทคโนโลยีอาหาร วิทยาศาสตร์อาหาร และในเรื่องธุรกิจอาหาร มองว่าความพร้อมตรงนี้เรามีกำลังพลที่จะพัฒนาไปร่วมกันกับบริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี ไม่ว่าจะในเรื่องการออกแบบหลักสูตรร่วมกัน ตลอดจนการทำงานวิจัยร่วมกัน เราพร้อมและยินดีที่จะส่งเสริมและสนับสนุนเพื่อที่จะให้เกิดความร่วมมือกัน”

    ศ.ดร.กฤษณ์ชนม์ ภูมิกิตติพิชญ์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) กล่าวถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยฯ ในการสร้างคนเสริมอาชีพว่า ที่ผ่านมาทางมหาวิทยาลัยได้ส่งนักศึกษาออกไปฝึกงานเป็นจำนวนมาก ทั้งหลักสูตรปริญญาตรีและปริญญาโท โดยเฉพาะหลักสูตรปริญญาตรีส่งนักศึกษาออกไปฝึกงาน 100% จึงมองว่าความร่วมมือในวันนี้จะเป็นจุดสำคัญที่ไม่เพียงเปิดโอกาสให้นักศึก ษาได้ฝึกประสบการณ์การทำงานจริงกับสถานประกอบการ ยังเป็นช่องทางหนึ่งให้กับนักศึกษา ไม่ว่าจะในเชิงอาชีพด้านช่างเทคนิค วิศวกรรม โลจิสติกส์ ฯลฯ ไปจนถึงด้านการบัญชี ได้สร้างความร่วมมือในเชิงลึกในอนาคตร่วมกัน

    ทั้งนี้ หลังการลงนามความร่วมมือทางวิชาการร่วมกันระหว่างบริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี และ 5 สถาบันการศึกษาชั้นนำด้านเทคโนโลยี แล้วเสร็จลง มีการพาชมเครื่องทำขนมปังเครื่องใหม่ที่ทันสมัยที่สุดและมีกำลังการผลิตมากที่สุดในภูมิภาคถึง 6,000 แถวต่อชั่วโมง หนึ่งในหัวใจของกระบวนการผลิตเพื่อให้ได้ “ขนมปังฟาร์มเฮ้าส์” ที่สดใหม่ส่งถึงมือผู้บริโภคทุกเช้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/918651&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hPIwhexfRyd5Cj9Q0MBfr

  • ‘ผีเบล’ภาพยนตร์สยองขวัญฆาตกรรมร่วมทุนสร้างไทย-ฮ่องกง – แนวหน้า

    ‘ผีเบล’ภาพยนตร์สยองขวัญฆาตกรรมร่วมทุนสร้างไทย-ฮ่องกง – แนวหน้า

    ฟิล์มเฟรม โปรดักชั่นส์ ร่วมกับ นิวสไมล์แลนด์ โปรดักชั่นส์ ผู้ผลิตภาพยนตร์ชั้นนำของฮ่องกง เตรียมกระตุกความสยองขวัญคอหนัง ร่วมทุนสร้างภาพยนตร์ไทย-ฮ่องกง เรื่อง “ผีเบล (Bryan Bell)” …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/918709&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HAnP-U1Sc0sFRMC_FsALz