Category: วัฒนธรรม

  • คณบดีวิศวฯ จุฬาฯ ได้รับเลือกเป็นประธานสภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ฯ สมัยที่ 47

    คณบดีวิศวฯ จุฬาฯ ได้รับเลือกเป็นประธานสภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ฯ สมัยที่ 47

    Skip to content

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งแด่ รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ในโอกาสที่ได้รับเลือกจากสภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย (สควท.) ให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย สมัยที่ 47 สืบต่อจาก รศ.ดร.ธงชัย ฟองสมุทร คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประธานสภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย สมัยที่ 46

    สภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย (สควท.) เป็นองค์กรอิสระประกอบด้วย สมาชิกที่มาจากหน่วยงานที่มีฐานะเป็นคณะวิศวกรรมศาสตร์และหน่วยงานที่มีชื่ออย่างอื่นที่เทียบเท่า ที่จัดการเรียนการสอนด้านวิศวกรรมศาสตร์เป็นหลัก โดยมีคณบดีหรือตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นของหน่วยงานนั้นเป็นผู้แทน ทำหน้าที่ยกระดับคุณภาพคณะวิศวกรรมศาสตร์ วางนโยบายการผลิตบัณฑิตวิศวกรรมศาสตร์ให้สอดคล้องความต้องการของประเทศ ส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการและกิจกรรมนิสิตนักศึกษาระหว่างคณะวิศวกรรมศาสตร์จากสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ กำหนดกฏเกณฑ์และระเบียบต่าง ๆ ส่งเสริมสนับสนุนการประกอบอาชีพวิศวกรรม ปัจจุบันสภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทยมีสมาชิกรวมทั้งสิ้น 65 สถาบัน

    จุฬาฯ สนับสนุนให้อาจารย์ทำงานวิจัย นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากต่อทั้งอาจารย์ นิสิต รวมถึงภาคประชาสังคม

    รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/263707/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw239j73st-_Q4nCM2TG1a2C

  • “นฤมล” สั่งตั้งกรรมการสอบด่วนปมปั่นยอดนักเรียนมหาสารคาม ลั่นเอาผิดเด็ดขาด

    “นฤมล” สั่งตั้งกรรมการสอบด่วนปมปั่นยอดนักเรียนมหาสารคาม ลั่นเอาผิดเด็ดขาด

    “นฤมล” สั่งตั้งกรรมการสอบด่วนปมปั่นยอดนักเรียนมหาสารคาม ลั่นเอาผิดเด็ดขาด หากพบบิดเบือนอัตรากำลังครู หวั่นบั่นทอนคุณภาพศึกษา

    วันที่ 4 ตุลาคม 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์กล่าวอ้างว่า โรงเรียนบางแห่งในพื้นที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 อาจมีพฤติกรรม “ปั่นยอด” จำนวนนักเรียน โดยการเคลื่อนย้ายนักเรียนเข้า-ออกชั่วคราว เพื่อให้จำนวนนักเรียนถึงเกณฑ์และนำไปใช้ในการคำนวณอัตรากำลังครูเกินจริง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมในการจัดสรรบุคลากรและคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ระบุว่า ได้สั่งการให้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าวทันที โดยได้แต่งตั้งคณะกรรมการส่วนกลางของกระทรวงศึกษาธิการลงพื้นที่สืบสวนโดยตรง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่รอบด้าน โปร่งใสและตรวจสอบได้ พร้อมกำชับอย่างหนักแน่นว่าหากตรวจสอบพบการกระทำผิดจริง จะต้องมีการดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบราชการอย่างเด็ดขาด โดยไม่มีการละเว้นให้ผู้ใด

    สำหรับข้อสงสัยที่สังคมตั้งข้อสังเกตว่า กรณีนี้อาจเกี่ยวโยงกับการเรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการบรรจุครูผู้ช่วย ที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้หรือไม่ นางนฤมลกล่าวว่า ยังไม่สามารถยืนยันความเชื่อมโยงระหว่างทั้งสองกรณีได้ และอยู่ระหว่างกระบวนการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม แต่ย้ำว่าหากผลสอบสวนพบว่ามีการทุจริตจริง จะมีมาตรการลงโทษขั้นเด็ดขาด

    “ดิฉันยืนยันว่ากระทรวงศึกษาธิการจะเดินหน้าอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส และยึดหลักนิติธรรม หากพบพฤติกรรมที่บ่อนทำลายระบบการศึกษาจะถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด เพื่อรักษาความเป็นธรรมในการจัดสรรอัตราครู และสร้างความเชื่อมั่นให้สังคมว่า การศึกษาไทยจะไม่ถูกบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ใครทั้งสิ้น นงนฤมลกล่าวพร้อมลั่นว่าการทุจริตเช่นนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นในยุคที่ตนกำกับดูแลกระทรวงศึกษาอยู่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2886985&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EIUazD9lr_S8hZYQqE8hi

  • ‘รมว.นฤมล’ สั่งตั้ง กก.กลาง สอบด่วน ปมปั่นยอดนักเรียน จ.มหาสารคาม ลั่น เอาผิดไม่ไว้หน้า หากพบบิดเบือนอัตรากำลังครู หวั่น บั่นทอนคุณภาพศึกษา

    ‘รมว.นฤมล’ สั่งตั้ง กก.กลาง สอบด่วน ปมปั่นยอดนักเรียน จ.มหาสารคาม ลั่น เอาผิดไม่ไว้หน้า หากพบบิดเบือนอัตรากำลังครู หวั่น บั่นทอนคุณภาพศึกษา

    เมื่อวันที่ 3 ต.ค. ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สื่อสังคมออนไลน์มีการเผยแพร่ข้อมูลกล่าวอ้างว่า โรงเรียนบางแห่งในพื้นที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 อาจมีพฤติกรรมปั่นยอดจำนวนนักเรียน โดยการเคลื่อนย้ายนักเรียนเข้า–ออกชั่วคราว เพื่อให้จำนวนถึงเกณฑ์และนำไปใช้ในการคำนวณอัตรากำลังครูเกินจริง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมในการจัดสรรบุคลากรครูและคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน

    รมว.ศึกษาธิการ ระบุว่า ตนได้สั่งการให้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว โดยแต่งตั้งคณะกรรมการส่วนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่สืบสวนโดยตรง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่รอบด้าน โปร่งใส และตรวจสอบได้ พร้อมกำชับว่า หากตรวจสอบพบการกระทำผิดจริง จะต้องมีการดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบราชการอย่างเด็ดขาด โดยไม่มีการละเว้นให้ผู้ใด

    ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตจากสังคมว่า อาจเกี่ยวโยงกับกรณีร้องเรียนเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการบรรจุครูผู้ช่วยที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้ ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันความเชื่อมโยงระหว่างทั้งสองกรณีได้ และอยู่ระหว่างกระบวนการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม แต่หากผลสอบสวนพบว่ามีการกระทำผิดจริงจะมีมาตรการลงโทษขั้นเด็ดขาด เพราะการทุจริตเช่นนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นในยุคที่ตนกำกับดูแลกระทรวงศึกษาอยู่

    “ดิฉันยืนยันว่า กระทรวงศึกษาธิการจะเดินหน้าอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส และยึดหลักนิติธรรม หากพบพฤติกรรมที่บ่อนทำลายระบบการศึกษา จะถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด เพื่อรักษาความเป็นธรรมในการจัดสรรอัตราครู และสร้างความเชื่อมั่นให้สังคมว่าการศึกษาไทยจะไม่ถูกบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ใครทั้งสิ้น” ศ.ดร.นฤมล กล่าว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/873051/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ljiNvvRdlTsgVmtXQJg7e

  • ชา กาแฟ หรือน้ำเปล่า? อะไรดีที่สุดต่ออายุขัย? ผลวิจัยเผยคำตอบสุดเซอร์ไพรส์

    ชา กาแฟ หรือน้ำเปล่า? อะไรดีที่สุดต่ออายุขัย? ผลวิจัยเผยคำตอบสุดเซอร์ไพรส์

    ชา กาแฟ หรือน้ำเปล่า: เครื่องดื่มใดดีที่สุดสำหรับอายุยืน? งานวิจัยเผยคำตอบสุดเซอร์ไพรส์

    ชา กาแฟ และน้ำเปล่า ล้วนเป็นเครื่องดื่มที่คุ้นเคยและดีต่อสุขภาพ แต่แท้จริงแล้ว เครื่องดื่มใดกันแน่ที่ดีที่สุดสำหรับการมีอายุที่ยืนยาว?

    วิธีการดื่ม ชา กาแฟ และน้ำเปล่า เพื่อเพิ่มอายุขัย

    ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ Express ประเทศอังกฤษ งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร British Journal of Nutrition ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้ใหญ่ 182,770 คน และเปิดเผยวิธีการดื่มชา กาแฟ และน้ำเปล่าที่จะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

    นักวิจัยได้ขอให้ผู้เข้าร่วมรายงานพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน โดยข้อมูลถูกเก็บรวบรวมในช่วงปี 2009 ถึง 2012

    ผลการวิจัยชี้ว่า การดื่มเครื่องดื่มรวมกัน 7-8 แก้วต่อวัน ซึ่งรวมทั้งชา กาแฟ และน้ำเปล่า มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากสาเหตุใด ๆ ลดลงถึง 28% ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่านี่คือวิธีที่ดีที่สุดในการช่วยยืดอายุขัย

    Eli Verenich

    สิ่งที่น่าสนใจคือ งานวิจัยยังพบว่า สัดส่วนการบริโภคเครื่องดื่มก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยพบว่า หลังจากดื่มน้ำเปล่าครบ 4 แก้วต่อวันแล้ว หากเปลี่ยนการดื่มน้ำเปล่าที่เหลืออีก 4 แก้ว เป็น กาแฟและชาในอัตราส่วน 2:3 ความเสี่ยงของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจะลดลงอีก

    การรวมกันของเครื่องดื่มตามสัดส่วนนี้อาจช่วยลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ และลดความเสี่ยงของโรคต่าง ๆ เช่น มะเร็ง, โรคหัวใจและหลอดเลือด, โรคทางเดินหายใจ และโรคระบบทางเดินอาหาร

    เคล็ดลับอายุยืนคือ “การดื่มน้ำให้เพียงพอ”

    นักวิจัย ระบุว่า “งานวิจัยก่อนหน้านี้ได้เน้นย้ำถึงประโยชน์ของน้ำเปล่า ชา และกาแฟต่อสุขภาพ แต่ส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นที่การเปรียบเทียบประโยชน์ระหว่างเครื่องดื่มเหล่านี้ และไม่ค่อยมีการศึกษาเกี่ยวกับสัดส่วนการบริโภคระหว่างประเภทของเครื่องดื่ม”

    คณะผู้เขียนงานวิจัยเปิดเผยว่า “กุญแจสำคัญ” ของการมีอายุยืนยาวคือ การรักษาร่างกายให้มีน้ำเพียงพอ (ประมาณ 7-8 แก้วต่อวัน) แม้จะดูเรียบง่าย แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าผู้ใหญ่จำนวนมากยังดื่มน้ำไม่เพียงพอต่อปริมาณที่แนะนำในแต่ละวัน ผู้เชี่ยวชาญยังเน้นย้ำว่า หากคุณดื่มน้ำเปล่าน้อยกว่า 4 แก้วต่อวัน การบริโภคชาและกาแฟก็จะไม่ให้ประโยชน์มากนัก

    Kaboompics.com

    ข้อจำกัดและข้อสรุปของงานวิจัย

    นักวิทยาศาสตร์ยอมรับว่างานวิจัยนี้มีข้อจำกัดบางประการ ประการแรก พวกเขาไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้ โดยตรง เป็นการลดความเสี่ยงของการเสียชีวิต แต่เป็นเพียงการแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ผ่านการสังเกตเท่านั้น

    นอกจากนี้ ข้อมูลยังไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าผู้เข้าร่วม ชงเครื่องดื่มอย่างไร เช่น มีการเติมน้ำตาลหรือนมในชาหรือกาแฟหรือไม่ ซึ่งสิ่งนี้อาจส่งผลต่อคุณค่าทางโภชนาการและผลกระทบต่อสุขภาพ

    อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังคงยืนยันว่า “ผลการศึกษาของเราเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรวมกาแฟ ชา และน้ำเปล่าเข้าด้วยกันอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ งานวิจัยยังแสดงให้เห็นว่าผู้คนควรให้ความสำคัญกับการบริโภคน้ำให้เพียงพอในแต่ละวันเพื่อปกป้องสุขภาพของตนเอง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9849274/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lCbOs8Aj7QZvuofXDh_fD

  • โปรดหลีกเลี่ยงเส้นทางการจราจรผ่านหน้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

    โปรดหลีกเลี่ยงเส้นทางการจราจรผ่านหน้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

    โปรดหลีกเลี่ยงเส้นทางการจราจรผ่านหน้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ถนนพิบูลสงคราม

    เนื่องจากมีพิธีซ้อมรับพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2567

    • วันซ้อมย่อย: วันที่ 6-8 ตุลาคม 2568
    • วันถ่ายรูปหมู่: วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568

    ขออภัยในความไม่สะดวก แนะนำให้เลี่ยงการจราจรโดยรอบหากไม่มีความจำเป็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/58432&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-nHoX6NH9Zo_DnBOPa00c

  • ‘หมอวรงค์’ฉะ‘เพื่อไทย’ลอกการบ้าน‘ไทยภักดี’ ยกแคมเปญ‘ยกเครื่องประเทศไทย’ 13 ข้อสอนมวย

    ‘หมอวรงค์’ฉะ‘เพื่อไทย’ลอกการบ้าน‘ไทยภักดี’ ยกแคมเปญ‘ยกเครื่องประเทศไทย’ 13 ข้อสอนมวย

    วันเสาร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.48 น.

    ‘หมอวรงค์’ฉะ‘เพื่อไทย’ลอกการบ้าน‘ไทยภักดี’ ยกแคมเปญ‘ยกเครื่องประเทศไทย’ 13 ข้อสอนมวย 

    4 ตุลาคม 2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์เฟสบุ๊ค ระบุว่า…

    “เพื่อไทยอย่าลอกการบ้านไทยภักดี”

    ผมทราบข่าวพรรคเพื่อไทย เปิดตัวแคมเปญ “ยกเครื่องประเทศไทย” ซึ่งมีการเผยแพร่ผ่านสื่อในวันนี้( 4 ตุลาคม 2568) สิ่งที่ต้องถามไปยังพรรคเพื่อไทย พวกท่านมัวไปทำอะไรที่ไหน หรือมัววุ่นอยู่กับชั้น14 ท่านไม่ทราบจริงๆหรือว่า ไทยภักดี ได้เปิดแคมเปญ แบบ soft campaign “ยกเครื่องประเทศไทย” มาตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2568 ที่ผ่านมาแล้ว

    ผมได้แนบหลักฐานที่เราโพสต์ลงเพจพรรค มีพี่น้องมาแสดงความเห็น ประมาณ 1300 รายการ หลังจากนั้น เราจึงได้ทำแบนเนอร์ กระจายออกไปเป็นระยะ

    ผมอยากให้พรรคเพื่อไทยไปดูลิงค์ รวมทั้งสื่อเอาไปลง ตามลิงค์ที่ผมอยากให้พรรคเพื่อไทยได้ทราบเป็นตัวอย่างว่า ท่านลอกการบ้านเรา “

    ทั้งนี้ นพ.วรงค์ ได้แนบลิงค์ ตัวอย่างจากเวปข่าวสื่อมวลชนที่นำเสนอข่าวแคมเปญของพรรคไทยภักดี อาทิ

    https://www.naewna.com/politic/913124

    https://www.facebook.com/share/p/17goojrVRH/

    https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000085300

    https://www.thaipost.net/x-cite-news/857743/

    https://www.facebook.com/share/p/15tXc2s9W3/

    นพ.วรงค์ ระบุอีกว่า “เพื่อให้เพื่อไทยหูตาสว่างในสิ่งดีๆที่ พวกเราจะยกเครื่องประเทศไทย ผมขอสรุป แนวทางยกเครื่องประเทศไทย ให้อ่านคร่าวๆ ดังนี้

    ประเทศไทยถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแปลงแบบ “ยกเครื่อง”

    การเมืองที่ผ่านมาถูกสร้างวาทกรรมว่าเป็นการต่อสู้กันระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่าย อนุรักษ์นิยม แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏนักการเมืองทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลต่างมุ่งแสวงหา ผลประโยชน์ส่วนตนและกลุ่มพรรคพวก ไม่เกี่ยวอะไรกับวาทกรรมดังกล่าวเลย

    พรรคไทยภักดียืนหยัดต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด จนเป็นที่ประจักษ์ว่าทำงานมากกว่านักการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร อีกทั้งยังได้ระดมนักคิด นักวิชาการ ศึกษาปัญหาและหาทางออกของประเทศอย่างจริงจังตลอดระยะเวลา ๒ ปีที่ผ่านมา โดยทางออกนั้นจะต้องนำพาประเทศไปสู่การ “ยกเครื่อง” ครั้งใหญ่อย่างจริงจังและรอบด้านทั้งทาง เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง ดังนโยบายที่ได้นำเสนอ ต่อไปนี้

    ๑ “ยกเครื่องการเมือง” แก้รธน. ที่มาของวุฒิสมาชิก ตามอุดมการณ์ราชประชาสมาสัยให้องคมนตรีคัดเลือกผู้แทนอาชีพ ๕๐๐ คน แล้วให้ประชาชนเลือกตรง เหลือ ๒๐๐ คน ตามเขตการเลือกตั้งทั้งประเทศ เพื่อให้สว.เป็นกลางทางการเมือง ปราศจากการครอบงำจากพรรคการเมือง

    ๒ “ยกเครื่องการเมือง” เพิ่มพระราชอำนาจในการยับยั้งกฎหมายที่เสียหายต่อชาติและเพื่อไม่ให้นักการเมืองชั่วทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ

    ๓ “ยกเครื่องเศรษฐกิจ” ประกันราคาข้าวเปลือกเจ้า ๑๐,๐๐๐บาท ต่อ ๑ ตัน ,ประกันราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ ๑๕,๐๐๐บาท ต่อ ๑ ตัน โดยไม่ใช้งบประมาณจากภาษีของประชาชน

    ๔ “ยกเครื่องตำรวจ” ให้โอนตำรวจไปสังกัดจังหวัด เลิกระบบชั้นยศ

    ๕ “ยกเครื่องการปราบทุจริต” แก้กฎหมายเพิ่มโทษ

    – คดีทุจริตมูลค่าความเสียหายตั้งแต่ ๑๐๐ ล้านบาทขึ้นไป เป็นประหารชีวิต

    – ในคดีทุจริตไม่สามารถขอพระราชอภัยโทษได้

    – ประชาชนสามารถฟ้องร้องนักการเมืองทุจริตได้ตรง

    ๖ “ยกเครื่องการปราบทุจริต” ตำแหน่งใดที่กฎหมายกำหนดให้แจ้งบัญชีทรัพย์สินจะต้องแจ้งที่มาของรายได้ด้วย

    ๗ “ยกเครื่องการศึกษา” ปรับเปลี่ยนหลักสูตรการศึกษาไปสู่การคิดและวิเคราะห์ และ มุ่งเน้นสายอาชีพในสาขาที่สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง “เรียนเพื่อทำเป็นไม่ใช่เรียนเพื่อสอบ” และสร้างนักวิจัยให้เพียงพอกับการพัฒนา ลดบุคคลากร เพิ่มรายได้ครูให้สูงขึ้นและทุกระดับการศึกษาจะต้องมีหลักสูตรปลูกฝังสำนึกในการรักชาติ ศึกษาประวัติศาสตร์อย่างจริงจัง

    ๘ “ยกเครื่องความมั่นคง” พัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพอาวุธของกองทัพเอง โดยเพิ่มงบประมาณให้เพียงพอ เพิ่มหลักสูตรการรบด้วยเทคโนโลยีให้กับกำลังพล สร้างแนวรั้วชายแดนไทย-กัมพูชาทั้ง ๗๙๘ กม.

    ให้โอกาสพลทหาร ไปสอบเป็นนักเรียนนายสิบ  และให้โอกาสนักเรียนนายสิบ ไปสอบเป็นนักเรียนนายร้อย ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น

    ๙ “ยกเครื่องการต่างประเทศ” สร้างความสมดุลนโยบายต่างประเทศกับมหาอำนาจทุกฝ่าย ยกเลิก MOU43 MOU44

    ๑๐ “ยกเครื่องปราบปรามยาเสพติด” จัดตั้งกองบังคับการอาสาสมัครปราบปรามยาเสพติด กำลังพล ๑๐,๐๐๐ นาย สังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน เฝ้าระวัง ปราบปราม และจับกุมยาเสพติด ตามแนวตะเข็บชายแดน ไม่ให้ทะลักเข้ามาในประเทศ

    ๑๑ “ยกเครื่องการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว”

    ๑๒ “ยกเครื่องค่าไฟฟ้าประชาชน” ไฟฟ้าประชาชนไม่เกินหน่วยละ ๓ บาทภายใน ๔ ปี

    ๑๓ “ยกเครื่องการเมือง“ ตัดสวัสดิการสมาชิกรัฐสภา” (สส.และสว.) เลิกอาหารกลางวัน และยกเลิกบำนาญ

    นพ.วรงค์ ระบุต่อว่า “บัดนี้ถึงเวลาแล้วพี่น้องประชาชนคนไทยผู้รักประเทศชาติและต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง จะได้เข้ามาร่วมการยกเครื่องประเทศกับพรรคไทยภักดี เพื่อเสนอตัวเองเป็นผู้แทนราษฎรเข้าไปนั่งในสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ยกเครื่องประเทศไทย  เพื่อความกินดีอยู่ดีของพี่น้องประชาชน

    จึงขอเชิญชวน มาร่วมอุดมการณ์กับเราพรรคไทยภักดี

    ท้ายนี้ขอเตือนไปยังพรรคเพื่อไทยว่า โปรดอย่าลอกการบ้าน หรือ เลียนแบบในยุทธศาสตร์ที่พรรคไทยภักดีทุ่มเทคิด เพื่อการ “ยกเครื่องประเทศไทย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/918791&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27MK6owomfZgm3tBL5nd0N

  • สำนักงาน กปร. ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือโครงการความร่วมมือเพื่อขยายผลองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริสู่เยาวชน ระยะที่ 2 และพิธีมอบทุนสนับสนุนโครงการสานต่อองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ

    สำนักงาน กปร. ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือโครงการความร่วมมือเพื่อขยายผลองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริสู่เยาวชน ระยะที่ 2 และพิธีมอบทุนสนับสนุนโครงการสานต่อองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ

    วันนี้, 18:15น.

          สำนักงาน กปร. ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือโครงการความร่วมมือเพื่อขยายผลองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริสู่เยาวชน ระยะที่ 2 และพิธีมอบทุนสนับสนุนโครงการสานต่อองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ ภายใต้โครงการความร่วมมือเพื่อขยายผลองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริสู่เยาวชน ประจำปี 2568

          วันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม 2568 เวลา 15.00 น. ในงาน Sustainability Expo 2025 (SX 2025) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา พร้อมด้วย นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และนายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือโครงการความร่วมมือเพื่อขยายผลองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริสู่เยาวชน ระยะที่ 2 ซึ่งเป็นความร่วมมือของ 4 หน่วยงานในการดำเนินงานโครงการความร่วมมือเพื่อนำองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริมาจัดทำสื่อการเรียนการสอน เผยแพร่และขยายผลไปยังเยาวชนที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนบริเวณพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และพื้นที่ห่างไกล ให้ได้รับความรู้อันก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพและการดำเนินชีวิตให้กับเยาวชนและประชาชนได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งได้ดำเนินโครงการฯ มาตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา และในงานนี้ยังมีพิธีมอบทุนสนับสนุนโครงการสานต่อองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ ภายใต้โครงการความร่วมมือเพื่อขยายผลองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริสู่เยาวชน ประจำปี 2568 จำนวน 20 ทุน ให้แก่โรงเรียนที่น้อมนำองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริไปจัดทำเป็นโครงการที่แสดงให้เห็นถึงแนวความคิด และการสร้างสรรค์ไปสู่การปฏิบัติจริงอันก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งนักเรียน ต่อโรงเรียน ชุมชน และสังคมต่อไป

          โอกาสนี้ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวถึงการดำเนินงานโครงการความร่วมมือเพื่อขยายผลองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริสู่เยาวชน การขับเคลื่อนเพื่อเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน และกล่าวปิดพิธีมอบทุนสนับสนุนโครงการฯ

          ผลการคัดเลือกโรงเรียนที่ได้รับมอบทุนสนับสนุนโครงการสานต่อองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ ภายใต้โครงการความร่วมมือเพื่อขยายผลองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริสู่เยาวชน ประจำปี 2568 จำนวน 20 ทุนประกอบด้วย

    ระดับประถมศึกษาตอนต้น จำนวน 5 โรงเรียน

    1. โรงเรียนบ้านวังปลา

    2. โรงเรียนวัดข้างข้าม (ประชาช้างข้าม)

    3. โรงเรียนวัดท่าศาลา

    4. โรงเรียนวัดเขาวงกตรุจิรวงศารามฯ

    5. โรงเรียวัดน้ำรักษ์ (ประชาน้ำรักษ์)

    ระดับประถมศึกษาตอนปลาย จำนวน 5 โรงเรียน

    1. โรงเรียนบ้านเขามะปริ่ง

    2. โรงเรียนบ้านโป่งวัว

    3. โรงเรียนบ้านเขาแก้ววิทยา

    4. โรงเรียนบ้านมาบโอน

    5. โรงเรียนบ้านซับตารี

    ระดับมัธยมตอนต้นศึกษาตอนต้น จำนวน 5 โรงเรียน

    1. โรงเรียนบ้านบ่อเวฟุ

    2. โรงเรียนบางกะจะ

    3. โรงเรียนบ้านหนองสลุด

    4. โรงเรียนบ้านโป่งน้ำร้อน

    5. โรงเรียนบ้านแก้ว

    ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 5 โรงเรียน

    1. โรงเรียนศรียานุสรณ์

    2. โรงเรียนมัธยมท่าแคลง

    3. โรงเรียนเนินทรายวิทยาคม

    4. โรงเรียนสตรีประเสริฐศิลป์

    5. โรงเรียนเบญจมานุสรณ์

          “โครงการสานต่อองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ” จัดทำขึ้นครั้งแรกในพื้นที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินช้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดฉะเชิงเทรา ครั้งที่ 2 ในเขตพื้นที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี เพื่อสนับสนุนทุนในการดำเนินงานโครงการฯ ให้แก่โรงเรียนที่มีการน้อมนำองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริมาจัดทำเป็นโครงการที่แสดงให้เห็นถึงแนวทางในการดำเนินงานที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม สำหรับแนวทางในการขับเคลื่อนขยายผลองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริไปสู่เยาวชนระยะต่อไปจะดำเนินงานในพื้นที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ตามแนวพระราชดำริไปสู่เยาวชนได้อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

    #มูลนิธชัยพัฒนา #สำนักงานกปร #สพฐ #ไทยเบพเวอเรจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/155226&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_cKWabPgwAqvrnZ0bdOpp

  • ภาคประชาชนเชียงราย-เชียงใหม่ ยื่น 10 ข้อ เสนอ “อนุทิน” แก้ปัญหาแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง | TOPNEWS

    ภาคประชาชนเชียงราย-เชียงใหม่ ยื่น 10 ข้อ เสนอ “อนุทิน” แก้ปัญหาแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 นางรักษ์ดาว พริทชาร์ด ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง เปิดเผยว่า เครือข่ายฯ ได้ทำหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย / ร.อ.ธรรมนัส พรมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ / นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อขอให้แก้ปัญหาเร่งด่วนกรณีมลพิษข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองนอกกฎหมายในลุ่มน้ำโขงตอนบน โดยเฉพาะการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ทและเหมืองทองบริเวณต้นแม่น้ำกกและต้นแม่น้ำสาย

    นางรักษ์ดาว กล่าวว่า ประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย รวมทั้งพื้นที่ท้ายน้ำได้รับผลกระทบด้านมลพิษจากการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำเนื่องจากการทำเหมืองแร่ในรัฐฉาน และในลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขงตอนบน เช่น แม่น้ำกก สาย รวก โดยรัฐบาลต้องเร่งหาช่องทางในการปิดเหมืองแร่ในเมียนมา ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เพื่อยุติแหล่งกำเนิดมลพิษในแม่น้ำ และเร่งฟื้นฟูระบบนิเวศลุ่มน้ำคืองานที่ต้องทำต่อเนื่อง โดยในระยะเวลา 4 เดือนที่รัฐบาลทำหน้าที่บริหารประเทศ เครือข่ายมีข้อเรียกร้องเร่งด่วน ดังนี้

    1.จัดหาแหล่งน้ำดิบใหม่ทดแทนแม่น้ำกก สาย รวก โขง เพื่อการผลิตน้ำประปาภูมิภาค ในเขต อ.เมืองเชียงราย อ.เวียงชัย อ.แม่สาย อ.เชียงแสน และ อ.เชียงของ เนื่องจากผลการตรวจน้ำประปาจากห้องแล็บพบว่ามีสารหนูและแบเรียมในน้ำประปา ถึงแม้จะยังไม่เกินค่ามาตรฐาน แต่ประชาชนต้องรับความเสี่ยงมีสารโลหะหนักสะสมในร่างกายทีละเล็กทีละน้อยอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งการประปาส่วนภูมิภาคกำลังแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และใช้สารเคมีจำนวนมากขึ้นในกระบวนการผลิตน้ำประปา การจัดหาแหล่งน้ำใหม่จึงเป็นทางออกที่ยั่งยืนกว่า

    2.จัดหาแหล่งน้ำใหม่สำหรับการผลิตน้ำประปาหมู่บ้านให้กับชาวบ้านใน ต.แม่นาวาง และต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เนื่องจากประชาชนไม่สามารถใช้น้ำกกในการผลิตน้ำประปาหมู่บ้านได้ และปรับปรุงระบบประปาหมู่บ้านตลอดลำน้ำกก สาย รวก และโขง อย่างน้อย 30 หมู่บ้าน ในเขต อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ อ.เมืองเชียงราย อ.เวียงชัย อ.เวียงเชียงรุ้ง อ.แม่จัน อ.ดอยหลวง อ.แม่สาย อ.เชียงแสน อ.เชียงของ และ อ.เวียงแก่น เพื่อให้ระบบผลิตน้ำประปาหมู่บ้านมีขีดความสามารถกำจัดสารโลหะหนักในกระบวนการผลิตน้ำประปาที่ใช้น้ำใต้ดินใกล้กับแหล่งน้ำกก สาย รวก โขง ที่ปนเปื้อนสารโลหะหนัก

    3.ตรวจสอบคุณภาพดินเพื่อหาสารโลหะหนักในที่ราบลุ่มน้ำกกเนื้อที่ 12,000 ไร่ ใน ต.ท่าตอน  อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ดินตะกอนแม่น้ำกกที่รับมาโดยตรงจากเหมืองในเมียนมา จากเหตุน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2567 โดยพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งเกษตรกรรมที่สำคัญ และรัฐบาลควรวางแผนตรวจสารโลหะหนักในผลผลิตข้าวนาปี จากพื้นที่กว่า 100,000 ไร่ ในเขตชลประทานแม่น้ำกก แม่น้ำสาย-รวก ก่อนการเก็บเกี่ยวในช่วงปลายเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน

    “การตรวจข้าวก่อนเก็บเกี่ยวเป็นประโยชน์ต่อทั้งอุตสาหกรรมข้าวและผู้บริโภค หากตรวจพบสารโลหะหนักในผลผลิตข้าว รัฐจำเป็นต้องมีมาตรการการจัดการทำลายผลผลิต พร้อมทั้งชดเชยรายได้ให้กับเกษตรกรที่ได้ลงทุนไปและรายได้ที่สูญเสีย ในขณะเดียวกันหากผลการตรวจไม่พบสารโลหะหนัก รัฐต้องออกเอกสารรับรองผลผลิตข้าวให้กับเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้และเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค” นางรักษ์ดาว กล่าว

    4.จัดตั้งศูนย์ตรวจสารโลหะหนักประจำจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ เพื่อทำหน้าที่เฝ้าระวังตรวจสารโลหะหนักในน้ำ ตะกอนดิน ดินเพาะปลูก ผลผลิตการเกษตร ปลา สัตว์น้ำ และมนุษย์ ในลุ่มน้ำกก สาย รวก โขง เนื่องจากปัจจุบันการเข้าถึงการตรวจเป็นไปอย่างยากลำบาก มีค่าใช้จ่ายสูง และใช้ระยะเวลาในการตรวจยาวนาน เนื่องจากตัวอย่างทั้งหมดต้องส่งตรวจที่กรุงเทพ แม้จะมีศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 ที่ จ.เชียงราย ของกระทรวงสาธารณสุข แต่ก็มีทรัพยากรไม่เพียงพอ ส่งผลให้ประชาชนในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ขาดข้อมูล ที่เป็นปัจจุบัน

    5.ยุติการนำเข้าแร่ทุกชนิดจากเมียนมา จนกว่าผู้นำเข้าจะพิสูจน์ได้ว่าแร่ที่นำเข้าจากเมียมา มิได้มาจากเหมืองแร่ที่ก่อให้เกิดมลพิษในแม่น้ำ กก สาย รวก โขง

    6.ยกเลิกโครงการฝายดักตะกอนหรือม่านดักตะกอนเนื่องจากมิได้มีการศึกษาว่าสามารถแก้ไขปัญหาสารโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำได้จริง และยังจะสร้างปัญหาผลกระทบต่อที่ดินทำกินของชาวบ้าน ผลกระทบด้านนิเวศและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้กรมทรัพยากรน้ำก็ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่แก้ไขปัญหามลพิษแต่อย่างใด

    7.จัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างรัฐ นักวิชาการ และภาคประชาชน เพื่อทำหน้าที่ [1] แสวงหาแนวทางปิดเหมืองในเมียนมา [2] สร้างมาตรการเฝ้าระวังสารโลหะหนักปนเปื้อนในน้ำอุปโภค บริโภค ดิน สินค้าเกษตร สัตว์น้ำ และร่างกายมนุษย์ [3] เยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเหมืองแร่ในเมียนมา [4] กำหนดแนวทางการฟื้นฟูแม่น้ำกก สาย รวก โขง

    8.เปิดเวทีเจรจาอย่างเป็นทางการกับประเทศเมียนมาและจีน เพื่อเรียกร้องให้ทั้ง 2 ประเทศตระหนักว่าต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อการทำเหมืองแร่จนก่อให้เกิดมลพิษที่ส่งกระทบต่อประชาชนในประเทศไทย

    9.ปรับปรุงระบบการสื่อสารในภาวะวิกฤตที่ให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวก ทุกที่ ทุกเวลา มีช่องทางการสื่อสารทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ ตลอดจนมีสื่อที่ครอบคลุมกลุ่มชาติพันธุ์

    10.พิจารณาชะลอสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากแบงบนแม่น้ำโขงในสปป.ลาว จนกว่าจะมีการศึกษาผลกระทบจากการปนเปื้อนสารพิษจากเหมืองแร่ในลุ่มน้ำโขงตอนบน โดยเฉพาะหากแม่น้ำโขงต้องกลายเป็นอ่างเก็บน้ำ ซึ่งการตกตะกอนของสารโลหะหนักในอ่างดังกล่าวจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อนิเวศและสุขภาพของประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1342526&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JlSaLxBYPhcWapVtfWZHP

  • STRONG ต้านทุจริตฯ เปิดข้อมูลเชิงลึก การปั่นยอดนักเรียนเพื่อล็อกสเปกครู

    STRONG ต้านทุจริตฯ เปิดข้อมูลเชิงลึก การปั่นยอดนักเรียนเพื่อล็อกสเปกครู

    ปั่นยอด–ขายตำแหน่ง” เขย่าระบบครูไทย เปิดข้อมูลเชิงลึกจากเครือข่าย STRONG ต้านทุจริตฯ พร้อมตรวจสภาพจริงโรงเรียนเล็กภาระตกสู่ชุมชน

    เชียงราย, 4 ตุลาคม 2568 – กลางเสียงเรียกร้องให้ “ปฏิรูปการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ” ปัญหาอีกด้านที่เงียบและฝังลึก “การทุจริตอัตรากำลังครู” ถูกผลักขึ้นสู่หน้าสังคมอีกครั้ง เมื่อชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย เครือข่ายภาคประชาชนที่ทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยสัญญาณเตือนเรื่อง การปั่นยอดนักเรียนเพื่อดันอัตราครู จนนำไปสู่ การล็อกสเปกและซื้อขายตำแหน่ง ในบางพื้นที่ของประเทศ ขณะที่โรงเรียนขนาดเล็กจำนวนมากกลับต้องดิ้นรนหาเงินชุมชนมาจ้างครูอัตราจ้าง เพื่อให้ “ชั่วโมงเรียนยังเดินต่อ” อย่างไม่สะดุด

    ข้อมูลที่เครือข่าย STRONG นำเสนอ ระบุ กระบวนการเป็นระบบ ตั้งแต่การย้ายรายชื่อนักเรียนเข้า–ออกทะเบียนในช่วงเวลาสั้น ๆ เพื่อให้ ตัวเลขถึงเกณฑ์” ที่ใช้ประกอบการจัดสรรอัตรากำลัง ไปจนถึง การกำหนดวิชาเอกตรงกับผู้ต้องการย้ายเข้า ซึ่ง “พร้อมจ่าย” เพื่อได้ทำงานในโรงเรียนทำเลดี ภาระสุดท้ายคือ ทรัพยากรถูกดูดไปกองรวม ขณะที่โรงเรียนเล็กที่มีนักเรียนจริง “ไม่ถึงเกณฑ์” กลับ ขาดครูในชั้นเรียน และต้อง ทอดผ้าป่าจ้างครู ด้วยเงินของชุมชนเอง

    ภาพแรกของเรื่อง โรงเรียนเล็กที่เงียบเกินไป

    “หากไม่จ้างครูอัตราจ้างเพิ่มสองคนเด็กชั้น ป.2 และ ป.5 จะไม่มีครูประจำชั้น” นี่คือเสียงสะท้อนจากครูโรงเรียนขนาดเล็กแห่งหนึ่งในภาคเหนือที่ทีมข่าวลงพื้นที่สำรวจ ต่อให้โรงเรียนนี้มีนักเรียนอยู่ราว ร้อยกว่าคน จริง แต่ก็ “ไม่ถึงเกณฑ์” ที่ระบบใช้นับเพื่อจัดสรรอัตราครูเพิ่ม ทว่าห่างออกไปไม่กี่อำเภอ โรงเรียนบางแห่งกลับมี จำนวนครูมากพอ โดยมีข้อสงสัยว่าตัวเลขนักเรียนที่ใช้ประกอบการขออัตรากำลัง “สูงผิดปกติในบางช่วงเวลา”

    ปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจุด หากนำไปเทียบกับโครงสร้างการศึกษาของไทยที่มี โรงเรียนขนาดเล็ก” อยู่เป็นจำนวนมากมานานนับทศวรรษ งานวิจัยและรายงานสาธารณะหลายชิ้นชี้ตรงกันว่า โรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยกว่า ~120 คน (เกณฑ์ที่มักถูกใช้เป็นหมุดหมายการบริหาร) ยังคงเป็นโจทย์เชิงโครงสร้างของระบบ เพราะ ต้นทุนต่อหัวสูง คุณภาพเสี่ยง และครูไม่ครบชั้น หากการจัดสรรครู “เบี่ยงเบน” ไปอยู่ที่โรงเรียนตัวเลขสวยความเหลื่อมล้ำจึงยิ่งถ่างกว้าง

     จาก “ตัวเลขบนกระดาษ” สู่อัตรากำลังในชั้นเรียน

    การจัดสรรอัตรากำลังครูของการศึกษาขั้นพื้นฐานไทยอาศัย เกณฑ์ด้านจำนวนนักเรียนและกรอบอัตรากำลัง เป็นหลัก โดยมีระเบียบและหลักเกณฑ์ของหน่วยงานกำกับ เช่น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เป็นกรอบกำกับ เช่น การโอนย้าย/บรรจุแต่งตั้งตามตำแหน่งว่าง วิชาเอก และโครงสร้างอัตรากำลังของโรงเรียน

    จุดเสี่ยง คือ หากมีผู้ไม่สุจริต ปั่นยอดนักเรียนให้ถึงเกณฑ์”  เช่น ดึงนักเรียนย้ายเข้า–ย้ายออกในช่วงสั้น ๆ เพื่อให้ทะลุเส้นจำนวนที่กำหนดโรงเรียนก็อาจ ยื่นขออัตราครูเพิ่มได้ ทั้งที่จำนวนผู้เรียนจริงไม่มั่นคง เมื่ออัตราเปิดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การล็อกคุณสมบัติ (เช่น วิชาเอก) ให้ “ตรงผู้สมัคร” ที่ต้องการย้ายเข้า และท้ายที่สุดเกิด แรงจูงใจเชิงคอร์รัปชัน ในรูปแบบ “เรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกตำแหน่ง”

    ชมรม STRONG ซึ่งเป็นเครือข่ายภาคประชาชนในโครงการ “STRONG–จิตพอเพียงต้านทุจริต” ภายใต้การสนับสนุนของ ป.ป.ช. ระบุว่า ชุดพฤติกรรมดังกล่าว บ่อนทำลายธรรมาภิบาลการศึกษา และควรถูกตรวจสอบอย่างเป็นระบบ ทั้งเชิงข้อมูลและเชิงกระบวนการ

    รอยแตกร้าวเชิงโครงสร้าง เมื่อ “โรงเรียนเล็ก” คือด่านแรกของความเหลื่อมล้ำ

    แม้สังคมไทยจะรับรู้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กมาอย่างยาวนาน แต่โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่จำนวนโรงเรียน หากคือ ความเป็นธรรมเชิงทรัพยากร ครูหนึ่งคนหมายถึงวิชาหลักหนึ่งวิชาที่จะ “เกิดขึ้นจริง” หรือ “หายไป” จากตารางเรียนของเด็กทั้งชั้นเรียน การเบี่ยงเบนของอัตรากำลังจึงส่งผลทันทีต่อ คุณภาพการเรียนรู้ การมีครูครบชั้น ครบวิชา และความต่อเนื่องของการนิเทศ

    รายงานเชิงนโยบายหลายฉบับ รวมถึงงานศึกษาของภาควิชาการและหน่วยงานสาธารณะ สะท้อนปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง ว่าโรงเรียนขนาดเล็กจำนวนมากมี ชั้นเรียนผสม ครูสอนไม่ตรงเอก และภาระครูสูง จนกระทบคุณภาพผู้เรียน นี่คือบริบทเชิงโครงสร้างที่ทำให้การ “โยกครูตามตัวเลข” ยิ่งซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ

    เชิงปฏิบัติการของขบวนการ (ตามข้อกล่าวอ้างของเครือข่ายภาคประชาชน)

    1) ปั่นยอด–ล็อกเกณฑ์
    นำชื่อนักเรียน ย้ายเข้า–ย้ายออกชั่วคราว เพื่อให้จำนวนถึงเส้นเกณฑ์ที่ระบบใช้อิงจัดสรรอัตรากำลัง (เช่น ให้เกิน 120–121 คน) เมื่อ ตัวเลขผ่าน” โรงเรียนก็มีเหตุผลทางเอกสารในการของบ/ของอัตราเพิ่ม

    2) สร้างอัตราล็อกคุณสมบัติ
    เมื่อมีอัตราใหม่ เปิดช่องให้กำหนดคุณสมบัติหรือ “วิชาเอกเฉพาะ” ให้ตรงกับบุคลากรที่ต้องการย้ายเข้า (และพร้อม “แลกเปลี่ยนผลประโยชน์”) เกิด ห่วงโซ่แรงจูงใจ ตั้งแต่โรงเรียน–เขตพื้นที่–ผู้สมัคร

    3) ความสูญเสียปลายน้ำ
    อัตรากำลัง กองรวม ในโรงเรียน “ตัวเลขงาม” แต่โรงเรียนเล็กที่ “ตัวเลขจริง” ไม่ถึงเกณฑ์กลับ ขาดครู ต้อง พึ่งเงินชุมชน เช่น การทอดผ้าป่าเพื่อจ้างครูอัตราจ้าง 1–2 ตำแหน่ง เพื่อประคองชั่วโมงเรียนให้ครบถ้วน

    ทั้งหมดนี้คือข้อกล่าวอ้างที่ต้องการ “กลไกตรวจสอบ”  ไม่ใช่คำพิพากษา ทีมข่าวจึงตรวจสอบกรอบนโยบายและระบบคุ้มกันความเสี่ยงที่รัฐมีอยู่ในปัจจุบัน

    รัฐมีเครื่องมืออะไรและช่องโหว่อยู่ตรงไหน

    1. กรอบอัตรากำลังและการบริหารตำแหน่ง
      สพฐ. และ ก.ค.ศ. มีกติกาการโอน–ย้าย–บรรจุแต่งตั้งที่อิงตำแหน่งว่าง วิชาเอก และกรอบอัตรากำลังของสถานศึกษา เพื่อสมดุลระหว่าง “จำนวนครู” กับ “จำนวนนักเรียน” ในพื้นที่จริง
    2. ข้อมูลดิจิทัลและทะเบียนนักเรียน
      ภาคการศึกษามีระบบฐานข้อมูลโรงเรียนและนักเรียนแบบอิเล็กทรอนิกส์ (เช่น EMIS/ระบบทะเบียน) เพื่อบันทึกการย้ายเข้า–ย้ายออก หาก “ข้อมูลไม่สะท้อนความจริง” ก็จะบิดการจัดสรรทั้งห้องเรียน–ครู–งบประมาณลงได้ทั้งแผง (หน่วยงานจึงถูกคาดหวังให้ตรวจจับ “พฤติกรรมผิดปกติของข้อมูล” แบบเรียลไทม์)
    3. เครือข่ายเฝ้าระวังภาคประชาชน
      เครือข่าย STRONG–จิตพอเพียงต้านทุจริต ภายใต้การสนับสนุนของ ป.ป.ช. ถูกออกแบบให้เป็น “ตาข่ายพลเมือง” ในการเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแส ยกระดับการมีส่วนร่วม และขยายพื้นที่ปลอดทุจริตในระดับจังหวัด/ชุมชน

    ช่องโหว่สำคัญ คือ เมื่อกระบวนการพึ่งพา “ตัวเลข” เป็นหลัก หากไม่มีการ ตรวจยืนยันภาคสนามแบบสุ่ม (spot check) หรือการ เชื่อมโยงข้อมูลจากหลายฐาน เพื่อจับความผิดปกติ เช่น จำนวนที่เพิ่ม–ลดผิดฤดูกาล สัดส่วนย้ายเข้า–ย้ายออกพุ่งเฉพาะช่วงยื่นอัตรา ระบบก็ยังเสี่ยงถูก “เล่นกับตัวเลข” ได้

    เหยื่อที่มองไม่เห็น เด็ก ครู และชุมชน

    • เด็ก – เมื่อครูไม่ครบชั้น/ไม่ตรงเอก เด็กชั้นเล็กต้องเรียนรวมชั้น คุณภาพการเรียนรู้อ่าน–เขียน–คำนวณพื้นฐานอาจถดถอย ความฝันในวิชาที่สนใจ “เกิดไม่เต็มที่”
    • ครู – ครูโรงเรียนเล็กต้องสอนหลายชั้น หลายวิชา แบกภาระธุรการมากขึ้น ขณะที่การย้าย/การพัฒนาอาชีพกลับไม่ชัดเจน
    • ชุมชน – เมื่อรัฐจัดสรรครูไม่พอ โรงเรียนเล็กจำต้อง เปิดระดมทุน เช่น ผ้าป่าการศึกษา ภาระจึงตกแก่ผู้ปกครองฐานรายได้ต่ำ ผู้ที่ “ควรได้รับการช่วยเหลือ” กลับต้องช่วย “อุดช่องว่างรัฐ”

    งานศึกษาด้านนโยบายสาธารณะเกี่ยวกับโรงเรียนขนาดเล็กสะท้อนซ้ำ ๆ ว่าการจัดสรรทรัพยากรที่ ยุติธรรมและโปร่งใส คือกุญแจสำคัญ หากระบบปล่อยให้ ตัวเลขสวย” ชนะ “ตัวเลขจริง” โรงเรียนเล็กทั้งประเทศจะถูกบีบให้ “อยู่ด้วยแรงศรัทธาของชุมชน” มากกว่ากลไกงบประมาณที่ควรเป็นหน้าที่ของรัฐ

    กรอบข้อเสนอเชิงระบบ ปิดประตู “ตัวเลขลวง” เปิดทาง “ครูถึงชั้นเรียน”

    1) ทำ Data Integrity ให้เป็นวาระแห่งชาติด้านการศึกษา

    • เชื่อมโยงฐานข้อมูลนักเรียน (EMIS/ทะเบียน) กับ ฐานสิทธิ์สวัสดิการเด็ก/ดิจิทัลไอดี เพื่อยืนยันตัวตน ลดโอกาส “ชื่อซ้ำ/ย้ายหลอก”
    • กำหนด ตัวชี้วัดความผิดปกติของข้อมูล (red flags) เช่น การย้ายเข้า–ย้ายออกพุ่งผิดฤดูกาลใกล้รอบพิจารณาอัตรา, สัดส่วน “เด็กผี” เทียบกับค่าเฉลี่ยจังหวัด
    • มอบหมายทีมสุ่มตรวจภาคสนาม แบบไม่แจ้งล่วงหน้า ในโรงเรียนที่ “สัญญาณผิดปกติ” พร้อมรายงานสาธารณะรายไตรมาส

    2) ปรับเกณฑ์จัดสรรอัตรากำลังให้ยืดหยุ่น–สะท้อนบริบทโรงเรียนเล็ก

    • ใช้ สูตรน้ำหนัก (weighting) เฉพาะพื้นที่กันดาร/ห่างไกล เพื่อไม่ให้ “ตกหลุมตัวเลขแข็ง”
    • เพิ่มเครื่องมือ อัตรากำลังหมุนเวียน (ครูสหวิชา/ครูเดินสอนร่วมกลุ่มโรงเรียนเล็ก) เพื่อค้ำประกันชั่วโมงวิชาหลัก
    • ปรับ “โควตาครูผู้ช่วย” ให้ตอบโจทย์ วิชาขาดแคลน ในโรงเรียนเล็กก่อนเมืองใหญ่ (ตามกรอบอัตรากำลังของ สพฐ. และก.ค.ศ.)

    3) ทำให้การโอน–ย้าย–บรรจุ “ตรวจสอบได้แบบเปิดเผย”

    • เปิดระบบติดตามตำแหน่งว่าง วิชาเอก ผู้สมัคร และผลการคัดเลือก แบบเรียลไทม์ (Open Recruitment Dashboard)
    • บังคับใช้ มาตรการผลประโยชน์ทับซ้อน และการเปิดเผยทรัพย์สิน/รายได้จากงานนอกของผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการสรรหา
    • วาง บทลงโทษทางวินัย–อาญา ที่ชัดเจนสำหรับการเรียกรับผลประโยชน์ รวมทั้งช่องทางร้องเรียนที่ปกป้องผู้เปิดโปง

    4) เสริมบทบาทเครือข่าย STRONG–พลเมืองต้านทุจริต

    • สนับสนุนงบประมาณและสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลที่ไม่เป็นความลับ เพื่อการ ติดตามเชิงระบบ
    • จัด ศูนย์รับแจ้งเบาะแสระดับจังหวัด และเวิร์กช็อปความรู้เรื่อง “การอ่านข้อมูลผิดปกติ” ให้กับคณะกรรมการสถานศึกษา–ผู้นำชุมชน

    คำถามใหญ่สู่ผู้กำหนดนโยบาย จะปล่อยให้ “ตัวเลขกำหนดชะตาเด็ก” ไปอีกนานเท่าใด

    นโยบายด้านครูคือ หัวใจของคุณภาพการเรียนรู้ โรงเรียนเล็กจำนวนมากในภาคเหนือรวมถึงเชียงราย คือโรงเรียน “เส้นเลือดฝอย” ที่ดูแลเด็กในชนบท กระจายอยู่ลึกเข้าไปในภูเขาและแนวชายแดน ดังนั้น ทุกหนึ่งอัตราที่ เบี่ยงจากข้อเท็จจริง คือหนึ่งชั้นเรียนที่ หายไป และหนึ่งชุมชนที่ ต้องระดมเงิน มาทดแทน

    ประเทศไทยมีกรอบระเบียบและสถาบันที่พร้อมตั้งแต่ สพฐ./ก.ค.ศ. ที่กำหนดเกณฑ์อัตรากำลังและการสรรหา ไปจนถึงเครือข่าย STRONG–ป.ป.ช. ที่ทำงานเชิงเฝ้าระวัง หาก “ข้อมูลจริง” ถูกยกให้เป็นศูนย์กลาง และ “การเปิดเผย–ตรวจสอบได้” กลายเป็นวัฒนธรรมประจำ การปั่นยอด–ซื้อขายตำแหน่งจะ ยากขึ้นทุกวัน และ “ครูถึงชั้นเรียน” จะ ง่ายขึ้นทุกปี

    มุมมองจากภาคสนาม สิ่งที่ผู้บริหารสถานศึกษาขอ (และไม่อยากขอ)

    ผู้บริหารโรงเรียนเล็กหลายแห่งสะท้อนตรงกันว่า สิ่งที่ต้องการไม่ใช่ “เงินบริจาค” หากคือ ครูที่เพียงพอและตรงวิชา” พร้อมระบบสนับสนุนที่ทำให้ครูอยู่ได้มีโอกาสพัฒนาและมี ศักดิ์ศรีวิชาชีพ ไม่แพ้เมืองใหญ่ โรงเรียนเล็กไม่ต้องการ “อภิสิทธิ์” เพียงขอให้ระบบ เห็นเด็กจริง ครูจริง ตารางเรียนจริง มากกว่า “ตัวเลขบนกระดาษ”

    สัญญาณจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง

    • ป.ป.ช. และเครือข่าย STRONG – ย้ำบทบาท “ภาคีพลเมือง” ในการเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสการทุจริตเชิงระบบ ตั้งแต่ต้นทางนโยบายถึงปลายทางการจัดสรรทรัพยากรในโรงเรียน
    • สพฐ./ก.ค.ศ. – มีกรอบกติกาเรื่องอัตรากำลัง–วิชาเอก–การย้าย–การบรรจุที่ชัดเจน และถูกคาดหวังให้ ยกระดับการเปิดเผยข้อมูล พร้อม เพิ่มกลไกสุ่มตรวจภาคสนาม และ audit ข้อมูลดิจิทัล ร่วมกับพื้นที่
    • งานนโยบายด้านโรงเรียนขนาดเล็ก – สะท้อนความจำเป็นของการจัดสรรทรัพยากรแบบยืดหยุ่น ช่วย “ค้ำประกัน” ชั่วโมงเรียนในวิชาหลักสำหรับเด็กชนบท

    ทวงคืนความเป็นธรรมจาก “ตัวเลขลวง” สู่ “ครูในชั้นเรียน”

    เรื่องเล่านี้เริ่มจากโรงเรียนเล็กที่ต้องทอดผ้าป่าจ้างครู และจบลงที่คำถามใหญ่ของระบบ เราจะปล่อยให้ ข้อมูลที่บิด” ชี้นำการจัดสรรอนาคตของเด็กไทยอีกนานเท่าใด

    หากประเทศไทยต้องการ “การศึกษาที่เท่าเทียม” การปิดช่องทุจริตในกระบวนการ จัดสรรอัตรากำลังครู คือ เงื่อนไขจำเป็น ความจริงเรื่อง “ปั่นยอด–ขายตำแหน่ง” ที่เครือข่าย STRONG นำขึ้นสาธารณะ ไม่ได้มีไว้เพื่อกล่าวหาใครรายบุคคล หากเพื่อ ยกธงแดง ให้สังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงมือแก้เชิงระบบ ตั้งแต่การทำความสะอาดข้อมูล ไปจนถึงการเปิดเผย–ตรวจสอบได้ และการลงโทษผู้กระทำผิด

    เด็กในโรงเรียนเล็ก คือผู้รับผลลัพธ์โดยตรงของนโยบาย ถ้ารัฐ วางครูให้ถูกที่ถูกชั้น บนฐานข้อมูลจริง–โปร่งใส ความเหลื่อมล้ำก็ลดลงทันที หากปล่อยให้ “ตัวเลขสวย” นำทางต่อไป เราอาจกำลัง “ซื้อ” ความเงียบชั่วคราว ด้วย “อนาคตของทั้งรุ่น”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/strong-reveals-teacher-recruitment-corruption-thailand/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2c6b5aqtBrOecs7JvS8gZD

  • นิสิตเก่าคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด

    นิสิตเก่าคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    นายอิทธิพร แก้วทิพย์ นิสิตเก่าคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งแด่นายอิทธิพร แก้วทิพย์ นิติศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในโอกาสที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568

    จุฬาฯ มีลักษณะของความเป็นพี่น้อง ความอบอุ่น เป็นสังคมที่อยากอนุรักษ์ไว้

    ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ไอคอน PDPA

    เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีให้กับท่าน และเพื่อพัฒนาคุณภาพการให้บริการเว็บไซต์ที่ตรงต่อความต้องการของท่านมากยิ่งขึ้น ท่านสามารถทราบรายละเอียดเกี่ยวกับคุกกี้ได้ที่ นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และท่านสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

    ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

    ท่านสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

    อนุญาตทั้งหมด

    จัดการความเป็นส่วนตัว

    • คุกกี้ที่จำเป็น

      เปิดใช้งานตลอด

      ประเภทของคุกกี้ที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้ท่านสามารถใช้เว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ ท่านไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

    • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

      คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

      คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน โดยมีจุดประสงค์คือนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ให้มีคุณภาพ และสร้างประสบการณ์ที่ดีกับผู้ใช้งาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด หากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราอาจไม่สามารถวัดผลเพื่อการปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ให้ดีขึ้นได้
      รายละเอียดคุกกี้

    บันทึกการตั้งค่า

    ประเภท

    คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    รายละเอียด

    ใช้สำหรับเก็บสถิติผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ โดยเชื่อมต่อกับบริการของ Google Analytics โดยมีจุดประสงค์เพื่อการปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ให้มีคุณภาพ และสร้างประสบการณ์ที่ดีกับผู้ใช้งาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/263743/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TXBguP37-fbgwuhA0yHPU