Category: วัฒนธรรม

  • รมว.ศธ.ระดมความเห็น นร.-ครู-ทุกภาคส่วนดัน “พ.ร.บ.การศึกษาฯ”

    รมว.ศธ.ระดมความเห็น นร.-ครู-ทุกภาคส่วนดัน “พ.ร.บ.การศึกษาฯ”

    ในที่ประชุมฯ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้นำเสนอแนวทางการเสนอร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ออกเป็น 3 เส้นทางหลัก เพื่อให้ที่ประชุมพิจารณา ได้แก่:

    ยืนยันการเสนอร่างฯ ฉบับเดิม (660/2564)

    : ข้อดีคือรวดเร็ว ไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาร่างใหม่ตั้งแต่ต้น แต่มีข้อสังเกตคือตัวกฎหมายมีเนื้อหาจำนวนหลายมาตรา

    แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ปี 2542

    : นำข้อมูลประเมินผลสัมฤทธิ์มาอุดช่องโหว่และเสริมจุดอ่อนของร่างเดิมให้สอดคล้องกับปัจจุบัน แต่ต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาใหม่ตั้งแต่ต้น

    จัดทำร่างกฎหมายฉบับใหม่ทั้งฉบับ

    : เพื่อให้กระชับและสอดคล้องกับบริบทโลกปัจจุบันมากที่สุด แต่แลกมาด้วยการต้องเริ่มกระบวนการพิจารณาใหม่ทั้งหมด (ใช้เวลาพิจารณาโดยรัฐสภาประมาณ 1 ปี)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/social/378977141&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lXpHx7CkTfEUA3n1a8q8m

  • จีนอัดฉีดงบ 4.58 หมื่นล้านหยวน หนุนการศึกษาปฐมวัยทั่วประเทศ : อินโฟเควสท์

    จีนอัดฉีดงบ 4.58 หมื่นล้านหยวน หนุนการศึกษาปฐมวัยทั่วประเทศ : อินโฟเควสท์

    กระทรวงการคลังจีนได้จัดสรรเม็ดเงิน 4.58 หมื่นล้านหยวน (ประมาณ 6.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ให้กับกองทุนต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาการศึกษาปฐมวัยในปี 2569 ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 1.256 หมื่นล้านหยวน หรือ 38% จากปีก่อนหน้า

    เงินทุนส่วนใหญ่จะถูกใช้เพื่อสนับสนุนรัฐบาลท้องถิ่นในการบังคับใช้แผนงานยกเว้นค่าธรรมเนียมการดูแลและค่าเล่าเรียนสำหรับเด็กก่อนวัยเรียน การขยายโอกาสการเข้าถึงทรัพยากรทางการศึกษาอย่างรอบด้าน การพัฒนาคุณภาพการศึกษา ตลอดจนการเสริมสร้างระบบความช่วยเหลือทางการเงินแก่เด็กจากครอบครัวที่มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางอื่น ๆ

    กระทรวงฯ ระบุว่า รัฐบาลกลางของจีนได้จัดสรรงบประมาณรวมทั้งสิ้น 1.262 แสนล้านหยวน ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 (ปี 2564-2568) เพื่อสนับสนุนการจัดการศึกษาปฐมวัย

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า นับตั้งแต่ช่วงเปิดเทอมฤดูใบไม้ร่วงปี 2568 จีนยกเว้นค่าธรรมเนียมการดูแลและค่าเล่าเรียนสำหรับเด็กชั้นปีสุดท้ายในโรงเรียนอนุบาลของรัฐ พร้อมทั้งมอบเงินอุดหนุนแก่เด็กที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ในสถาบันการศึกษาเอกชน

    กระทรวงฯ ระบุว่า นโยบายดังกล่าวเป็นผลดีแก่เด็กกว่า 14 ล้านคน และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาของภาคครัวเรือนได้กว่า 2 หมื่นล้านหยวน พร้อมให้คำมั่นว่าจะประสานความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อกำกับดูแลหน่วยงานท้องถิ่นในการเพิ่มประสิทธิภาพการประสานงานระดับมณฑล ตรวจสอบการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนจากทั้งส่วนกลางและท้องถิ่นให้เป็นไปอย่างถูกต้อง เพื่อรับรองการดำเนินงานตามปกติของโรงเรียนอนุบาล

    นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังยืนยันว่า ทางการจะยังคงเดินหน้าขยายโอกาสการเข้าถึงการศึกษาปฐมวัยที่มีคุณภาพ แก้ไขข้อบกพร่องที่ยังมีอยู่ และยกระดับมาตรฐานการบริการด้านการศึกษาปฐมวัยโดยรวมอย่างมั่นคงต่อไป

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/591098&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TewRnKEsaOFYD9p2OkwGy

  • “ประเสริฐ” รมว.ศธ. จับมือ ทูตรัสเซีย ยกระดับอาชีวะ-วิทย์ฯ เตรียมฉลอง 130 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต

    “ประเสริฐ” รมว.ศธ. จับมือ ทูตรัสเซีย ยกระดับอาชีวะ-วิทย์ฯ เตรียมฉลอง 130 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต

    “ประเสริฐ” รมว.ศธ. จับมือ ทูตรัสเซีย ยกระดับอาชีวะ-วิทย์ฯ เตรียมฉลอง 130 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต


    8/05/2569 | 63 |

    นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้การต้อนรับ นายเยฟเกนี โตมีฮิน (H.E. Mr. Evgeny Tomikhin) เอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซียประจำประเทศไทย ที่มาเข้าเยี่ยมคารวะและหารือการส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างไทยกับสหพันธรัฐรัสเซีย

    เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้การต้อนรับ นายเยฟเกนี โตมีฮิน (H.E. Mr. Evgeny Tomikhin) เอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซียประจำประเทศไทย ที่มาเข้าเยี่ยมคารวะและหารือการส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างไทยกับสหพันธรัฐรัสเซีย ณ ห้องดำรงราชานุภาพ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

    รมว.ศธ. กล่าวต้อนรับเอกอัครราชทูตฯ พร้อมแสดงความขอบคุณต่อรัฐบาลสหพันธรัฐรัสเซีย ที่ให้การสนับสนุนความร่วมมือด้านการศึกษากับประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง ศธ.ไทยเอง ก็ยกให้การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นหัวใจสำคัญของอนาคต และการศึกษาไม่เพียงเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมสู่อนาคตของเยาวชนและสังคม โดย ศธ.ไทย มีนโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ “คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาคตให้เด็ก” และ “ยกระดับการเรียนรู้ สู่โลกแห่งความจริง” โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม นวัตกรรม และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเตรียมความพร้อมให้เยาวชนสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ทั้งนี้ ไทยยินดีที่จะขยายความร่วมมือกับรัสเซียในหลาย ๆ ด้าน เช่น ภาษารัสเซีย การประชุมโต๊ะกลมด้านการศึกษาไทย – รัสเซีย ทุนการศึกษา การแลกเปลี่ยนนักเรียนและนักศึกษา สะเต็มศึกษา ความร่วมมือของกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์ฯ ตลอดจนความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาและการพัฒนาทักษะวิชาชีพ

    เอกอัครราชทูตฯ ได้กล่าวถึงรากฐานความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างทั้งสองประเทศ พร้อมชื่นชมบทบาทไทยในการส่งเสริมความร่วมมือกับรัสเซียในหลายมิติ รวมทั้งได้กล่าวถึงกิจกรรมความร่วมมือที่สองประเทศดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดนิทรรศการและกิจกรรมด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนไทย การพัฒนาครู การส่งเสริมการเรียนการสอนภาษารัสเซียในประเทศไทย ตลอดจนการมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนและนักศึกษาไทย ซึ่งในปีที่ผ่านมา สหพันธรัฐรัสเซียได้มอบทุนการศึกษา จำนวน 50 ทุน ให้แก่เยาวชนไทย

    ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเชื่อมั่นว่า ในโอกาสครบรอบ 130 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตในปี พ.ศ. 2570 จะเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดกิจกรรมความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างกัน เพื่อประโยชน์ของเยาวชนทั้งสองประเทศต่อไป

    กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานรัฐมนตรี ศธ. : รายงาน
    8/5/69

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/163836


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/501299&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KpbVULjeK11e8ciTbQh24

  • ร.29 มอบ 97 ทุนการศึกษา ดูแลลูกหลานกำลังพล สร้างขวัญกำลังใจดุจครอบครัวเดียวกัน

    ร.29 มอบ 97 ทุนการศึกษา ดูแลลูกหลานกำลังพล สร้างขวัญกำลังใจดุจครอบครัวเดียวกัน

    ภูมิภาค

    ร.29 มอบ 97 ทุนการศึกษา ดูแลลูกหลานกำลังพล สร้างขวัญกำลังใจดุจครอบครัวเดียวกัน

    วันศุกร์ ที่ 08 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.03 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ที่อาคารเกรียงไกร กรมทหารราบที่ 29 กองพลทหารราบที่ 9 ตำบลลาดหญ้า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี พันเอก พรรณศักย์ เพรียวพานิช ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 29 เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรของกำลังพล กรมทหารราบที่ 29 ประจำปี 2569 จำนวน 97 ทุนการศึกษา เพื่อเป็นการดูแลเอาใจใส่สวัสดิการ และขวัญกำลังใจของกำลังพลในการปฏิบัติหน้าที่ ตลอดจนเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับครอบครัวกำลังพลทุกนาย ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ ผู้บัญชาการทหารบก, แม่ทัพภาคที่ 1 และ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 ให้ความสำคัญต่อการดูแลเอาใจใส่สวัสดิการของกำลังพลและครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง

    สำหรับ กรมทหารราบที่ 29 ได้รับมอบหมายให้จัดกำลังเข้าปฏิบัติภารกิจสำคัญ เช่น ภารกิจป้องกันชายแดน ในนาม หน่วยเฉพาะกิจทัพพระยาเสือ กองกำลังสุรสีห์ ซึ่งรับผิดชอบแนวชายแดนจังหวัดราชบุรี และจังหวัดเพชรบุรี ภายใต้การปฏิบัติตามพันธกิจ 5 ประการ ของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชน.
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/475398&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rgKNrA3GAxVPr5aW-rS0B

  • ประเสริฐ นั่งหัวโต๊ะ ประชุมทุกภาคส่วน ระดมความคิดเห็นเร่งคลอด พรบ.การศึกษาแห่งชาติ

    ประเสริฐ นั่งหัวโต๊ะ ประชุมทุกภาคส่วน ระดมความคิดเห็นเร่งคลอด พรบ.การศึกษาแห่งชาติ

    ประเสริฐ นั่งหัวโต๊ะ ประชุมทุกภาคส่วน ระดมความคิดเห็นเร่งคลอด พรบ.การศึกษาแห่งชาติ

    วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.56 น.

    “ประเสริฐ” นั่งหัวโต๊ะ ประชุมทุกภาคส่วน -วุฒิสภา-สส.ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน -ภาคเอกชน ระดมความคิดเห็นเร่งคลอด พรบ.การศึกษาแห่งชาติ 

    วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นเพื่อขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. โดยมี นายสุเทพ  แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ., นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา , นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน , นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, และมีผู้วแทนจากทุกภาคส่วนเข้าร่วม อาทิ สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จาก พรรคการเมืองฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลผู้ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

     นายประเสริฐกล่าวว่า วันนี้ได้เชิญผู้แทนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มาร่วมเวิร์กช็อปและหารือร่วมกัน มีทั้งผู้บริหาร ศธ. ผู้แทนจาก วุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  ตัวแทนพรรคการเมืองทุกพรรค ทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน และองค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น การศึกษาเอกชน  การศึกษาพิเศษ และนักวิชาการ และได้มีการประชุมผ่านระบบออนไลน์ด้วย ทั้งนี้เพื่อรับฟังความคิดเห็น และเปิดโอกาสให้คนที่มาประชุมไม่ทันวันนี้ สามารถนำเสนอข้อความที่เป็นเอกสารเข้ามาได้ในช่วงเวลาที่กำหนด

    นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า  เดิมได้กำหนดกรอบไว้ 3 ทาง   ทางเลือกที่ 1 เป็นการยืนยันร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…… ซึ่งเคยเข้าครม. ไปแล้ว แต่มีเหตุ ต้องหยุดการพิจารณา เนื่องจากยุบสภา  ทางเลือกที่ 2 คือเอาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ  2542 เข้ามาแก้ไขปรับปรุงใหม่   ทางเลือกที่ 3 ยกร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ขึ้นมาใหม่  ซึ่งแต่ละทางมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้เปิดโอกาสให้มีการเสนอทางเลือกอื่นๆได้อีก ถ้าเห็นว่าดีกว่า

    “วันนี้เป็นการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน โดยทุกภาคส่วนได้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ หลายท่านในที่ประชุมได้เสนอให้มีการตั้งกรรมการชุดพิเศษขึ้นมา เพื่อเร่งขับเคลื่อน พรบ.การศึกษาแห่งชาติ เนื่องจากเป็นความตั้งใจของหลายภาคส่วน ที่มองว่าร่าง พรบ. การศึกษาแห่งชาติ ได้มีการดำเนินการมานานหลายปีแล้ว ดังนั้น ทุกคนจึงอยากเห็น พรบ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่  ที่เป็น พรบ. การศึกษาแห่งชาติที่มีความพร้อม ภายใต้เวลาที่หวังไว้ว่ารัฐบาลนี้ จะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จ  และทุกฝ่ายได้เห็นพ้องต้องกันว่าจะต้องเร่งดำเนินการ แต่ต้องได้สาระสำคัญที่ออกมาตรงกับความต้องการของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด”

    รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ข้อคิดเห็นในวันนี้คณะทำงานจะเร่งสรุป และรอข้อคิดเห็นบางส่วนที่ยังมาไม่ถึงด้วย ก็รอดูว่าจะมีข้อเสนอทางเลือกที่ 4 เพิ่มหรือไม่ 

    อย่างไรก็ตาม ภายในเดือน พ.ค.นี้ จะได้ข้อสรุปว่า พรบ.การศึกษาแห่งชาติจะหน้าตาเป็นอย่างไร  ซึ่งวันนี้ที่ประชุมก็เห็นพ้องตรงกันว่าอยากเห็น พรบ.การศึกษานี้คลอดออกมาเร็วที่สุด และภายใต้คุณภาพที่ดีที่สุดด้วย โดยวันนี้ที่ประชุมไม่ได้มีข้อเสนอที่แตกต่างกันมาก แต่มองว่าควรมีหลักการที่ชัดเจนไม่ต้องลงรายละเอียดลึกในตัวร่าง พรบ. ฉบับใหม่นี้ เพราะจะทำให้ปฏิบัติยาก  ตัวรายละเอียดลึกๆขอให้ไปอยู่ในกฎหมายประกอบ ซึ่งตรงนี้ส่วนใหญ่ก็เห็นไปในทิศทางเดียวกัน 

    รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า วันนี้ตนได้เสนอในที่ประชุมว่า กฏหมายฉบับนี้ ถ้าเข้าสภา ขอให้มีการทำงานคู่ขนานกันในการที่จะพิจารณาทั้งในรูปแบบของกรรมาธิการฯ และกรรมการพิเศษ จะต้องมีการหารือกันในประเด็นที่มีความสำคัญในวงเล็กก่อน  เพื่อให้การทำงานในวงใหญ่ง่ายขึ้น และที่ประชุมก็ยังไม่ได้กำหนดว่าจะใช้ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ของใคร 
     

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/963205&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1elbR5NGz36lHxO3i4Iznd

  • ‘ประเสริฐ’ ตั้งทีมพิเศษ ดัน ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ลั่นต้องคลอดทันรัฐบาลนี้ | เดลินิวส์

    ‘ประเสริฐ’ ตั้งทีมพิเศษ ดัน ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ลั่นต้องคลอดทันรัฐบาลนี้ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 8 พ.ค.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมจัดทำร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.. ว่า  การประชุมดังกล่าวเป็นการจัดทำเวิร์กช็อปร่วมกัน โดยกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องทุกจากภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นผู้แทนจากสภาผู้แทนราษฎรจาก วุฒิสภา ตัวแทนพรรคการเมือง และองค์กรที่เกี่ยวข้องต่างๆ เช่น การศึกษาเอกชน การศึกษาพิเศษ และนักวิชาการ  รวมถึงได้เปิดแสดงความคิดเห็นเรื่องนี้ผ่านช่องทางออนไลน์ด้วย โดยที่ประชุมได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นหนึ่งชุด เพื่อทำหน้าที่เร่งการขับเคลื่อนการจัดทำร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.. เนื่องจากที่ประชุมมองว่า ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นความตั้งใจของทุกภาคส่วนที่อยากให้กฎหมายการศึกษาเกิดขึ้นเป็นฉบับสมบูรณ์และพร้อมภายใต้รัฐบาลชุดนี้

    รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า  สำหรับการหารือถึงการจัดทำร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ..นั้นที่ประชุมไม่ได้มีการลงเนื้อหารายละเอียดในตัวกฎหมายฉบับนี้ แต่เป็นการยืนยันทางเลือกของการจัดทำร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวที่เปิดให้มี 3 ทางเลือก คือ 1. การใช้ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ ฉบับเดิมที่เคยผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้ว แต่กลับมีเหตุให้หยุดชะงัก เนื่องจากมีเหตุการณ์ยุบสภา 2.การนำร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาปรับปรุงแก้ไขใหม่ และ3.ยกร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ หรือเปิดให้มีการนำเสนอทางเลือกอื่นเพิ่มเติมได้อีก  ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าแต่ละทางเลือกมีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน

    “วันนี้เป็นการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างเต็มที่ โดยผู้เข้าร่วมประชุมต่างได้แสดงความคิดเห็นและเสนอข้อเสนอแนะอย่างหลากหลาย   ทุกฝ่ายต้องการเห็น พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เป็นกฎหมายที่มีความพร้อมและสามารถประกาศใช้ได้ภายในอายุของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการจะต้องรวบรวมสาระสำคัญและข้อเสนอที่ตรงกับความต้องการของทุกฝ่ายมากที่สุด โดยหลังจากนี้คณะทำงานจะนำข้อคิดเห็นทั้งหมดไปสรุป เพราะมีข้อเสนอทางเลือกหลายรูปแบบ โดยบางฝ่ายเห็นว่าร่างกฎหมายควรวางเฉพาะหลักการสำคัญ ไม่จำเป็นต้องลงรายละเอียดเชิงลึกมากนัก และให้รายละเอียดในเชิงปฏิบัติไปกำหนดไว้ในกฎหมายลำดับรองหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องแทน เพื่อให้กฎหมายหลักมีความคล่องตัวมากขึ้นรวมถึงข้อเสนอเพิ่มเติมที่ยังทยอยส่งเข้ามา เพื่อให้ได้ข้อยุติภายในเดือนพ.ค.“ รมว.ศธ.กล่าว

    ต่อข้อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าการจัดทำร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ..จะหยุดชะงักอีกเหมือนที่ผ่านมา นายประเสริฐ กล่าวว่า  ตนคิดว่าไม่น่ากังวล เพราะการจัดทำร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ได้วางแนวทางการทำงานคู่ขนานระหว่างคณะกรรมาธิการและคณะกรรมการพิเศษ เพื่อร่วมกันพิจารณาประเด็นสำคัญที่ยังมีความเห็นแตกต่างกันอยู่บ้าง โดยมองว่าหากสามารถพูดคุยทำความเข้าใจกันในวงย่อยก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในสภา จะช่วยให้การทำงานในภาพรวมเป็นไปได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5844530/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XFLSxyPIIEjBVV0ym5mjA

  • กสม. ส่งหนังสือด่วนถึงนายกฯ ขอเร่งแก้ปัญหาผู้เรียนโรงเรียนสังกัด สพฐ. ค้างจ่ายเงินจนหลุดจากระบบการศึกษา

    กสม. ส่งหนังสือด่วนถึงนายกฯ ขอเร่งแก้ปัญหาผู้เรียนโรงเรียนสังกัด สพฐ. ค้างจ่ายเงินจนหลุดจากระบบการศึกษา

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/146244&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EXKa-_63qs-NdwDgnEaEj

  • SCBX จับมือจุฬาฯ ลงนาม MOU เทคโนโลยีควอนตัม ปูรากฐานโครงสร้างเทคฯ ไทย เร่งขับเคลื่อนระบบการเงินสู่ยุคควอนตัม

    SCBX จับมือจุฬาฯ ลงนาม MOU เทคโนโลยีควอนตัม ปูรากฐานโครงสร้างเทคฯ ไทย เร่งขับเคลื่อนระบบการเงินสู่ยุคควอนตัม

    บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยคณะวิทยาศาสตร์ และศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ (Siam Quantum Square: SQ²) ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) เพื่อขับเคลื่อนการวิจัย พัฒนา และต่อยอดการใช้งานเทคโนโลยีควอนตัมในภาคการเงิน พร้อมยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของประเทศไทยในระยะยาว 

    ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของ SCBX ในการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีทางการเงิน ที่ไม่เพียงเร่งสร้างนวัตกรรมภายในองค์กร แต่ยังมุ่งวางรากฐานเชิงโครงสร้างเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับประเทศในการรับมือกับคลื่นเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยเฉพาะ Quantum Technology ซึ่งกำลังเป็น Next Frontier ที่จะเข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรมการเงินอย่างมีนัยสำคัญ

    ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “เทคโนโลยีควอนตัมเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีพลิกโลก (Disruptive Technology) ที่จะเปลี่ยนภูมิทัศน์ของวิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจ และสังคมในทศวรรษหน้า และเป็นคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่ายุคปัญญาประดิษฐ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงยกให้เป็นวาระเชิงยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย โดยมุ่งเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ (Diving Force) ผ่านการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการสู่โลกอุตสาหกรรม เพื่อให้วิทยาศาสตร์สร้างคุณค่าได้จริง ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและเชิงสังคม การที่ SCBX ซึ่งเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมการเงินของประเทศ ได้เลือกจุฬาฯ เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในด้านเทคโนโลยีควอนตัม ถือเป็นความไว้วางใจอันมีค่า และเป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพของบุคลากรและงานวิจัยของมหาวิทยาลัย ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่ยั่งยืน เกิดผลงานวิจัยที่สร้างผลกระทบสูง บ่มเพาะบุคลากรควอนตัมรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ และยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีควอนตัมแห่งหนึ่งในภูมิภาคอาเซียน”

    ด้าน นายกวีวุฒิ เต็มภูวภัทร Chief Innovation Officer บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด (SCB 10X) กล่าวว่า “เทคโนโลยีควอนตัมกำลังจะเป็นคลื่นการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่มีศักยภาพในการพลิกโฉมอุตสาหกรรมการเงิน บทบาทของ SCBX จึงไม่ใช่เพียงการเตรียมความพร้อมให้กับองค์กร แต่คือการร่วมสร้าง ‘ภูมิคุ้มกันทางเทคโนโลยี’ ให้กับประเทศ ความร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและศูนย์ SQ² จะช่วยต่อยอดองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การใช้งานจริงอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งการวิจัย การทดลอง และการพัฒนาบุคลากร เรามุ่งผนึกกำลังกับทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับองค์ความรู้สู่สาธารณะ และวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เพื่อให้ประเทศไทยพร้อมก้าวสู่ยุคควอนตัมอย่างมั่นคงและยั่งยืน” 

    ขับเคลื่อนความร่วมมือผ่าน 5 เสาหลักเชิงยุทธศาสตร์

    ภายใต้กรอบความร่วมมือ SCBX และจุฬาฯ จะร่วมกันดำเนินงานใน 5 มิติสำคัญ ครอบคลุมตั้งแต่งานวิจัยเชิงลึกไปจนถึงการสร้าง ecosystem ระดับประเทศ ได้แก่:

    1. การวิจัยควอนตัมและการต่อยอดทางวิชาการ

    ร่วมพัฒนาองค์ความรู้ด้านควอนตัมในระดับแนวหน้า โดยมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้ในภาคการเงิน (Banking with Quantum) พร้อมต่อยอดสู่การใช้งานจริงในโจทย์ธุรกิจที่มีศักยภาพสูง อาทิ การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรพอร์ตการลงทุน (Portfolio Optimization with Quantum Algorithms) และ การยกระดับการตรวจจับการทุจริต (Fraud Detection with Quantum Machine Learning) ควบคู่กับการเผยแพร่ผลงานในเวทีวิชาการระดับนานาชาติ เพื่อสร้างองค์ความรู้ที่เชื่อมโยงงานวิจัยกับการใช้งานจริงในอุตสาหกรรม 

    2. การค้นคว้า ทดลอง และตรวจสอบการประยุกต์ใช้ 

    ร่วมกันค้นหาและประเมินศักยภาพของ Quantum Use Cases ผ่านกระบวนการ Discovery อย่างเป็นระบบ ก่อนต่อยอดสู่โครงการนำร่องขนาดเล็ก (Pilot Programs) เพื่อทดสอบความเป็นไปได้ทั้งเชิงเทคนิคและผลกระทบทางธุรกิจในสภาพแวดล้อมจริง 

    3. การแลกเปลี่ยนและพัฒนาบุคลากร

    พัฒนาบุคลากรและสร้าง talent pipeline ด้านควอนตัม ผ่านโครงการฝึกงานนิสิตจุฬาฯ (Internship) ที่ SCBX และโครงการแลกเปลี่ยนบุคลากร (Residency/Exchange) ของ SCBX ที่ศูนย์ SQ2 และโครงการพี่เลี้ยง (Mentorship) ระหว่างนักวิชาการและบุคลากรเทคโนโลยี เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้เชิงวิชาการเข้ากับการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม 

    4. การสร้างระบบนิเวศและการศึกษาด้านเทคโนโลยี

    ร่วมสร้าง ecosystem ด้านควอนตัมของประเทศไทย ผ่านการจัด Workshops การจัดงาน Quantum Industry Day และ Innovation Challenges เพื่อกระตุ้นการพัฒนาเทคโนโลยีและเปิดโอกาสให้เกิดนวัตกรรมที่สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ 

    5. การมองอนาคตเชิงกลยุทธ์และการสร้างความตระหนักรู้แก่สังคม

    ร่วมจัดทำรายงาน “SCBX Quantum Outlook” เพื่อเผยแพร่ข้อมูล Insights เชิงกลยุทธ์ และขับเคลื่อนการสื่อสารองค์ความรู้สู่สาธารณะ เพื่อยกระดับความตระหนักรู้และเตรียมความพร้อมของประเทศในระยะยาว 

    ความร่วมมือระหว่าง SCBX และจุฬาฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการผสานพลังระหว่างภาคการศึกษาและภาคเอกชน เพื่อร่วมกันวางรากฐาน ecosystem เทคโนโลยีขั้นสูงของประเทศ และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของไทยในเวทีโลกในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/scbx-chula-quantum-tech-mou-thailand-finance&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25jY7JvyO8gLrP2wV8sNFa

  • เปิดรายงานศึกษา สศช.-จุฬาฯ ค่าฟื้นฟูระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อมสูงกว่ารายรับจาก ‘แลนด์บริดจ์’

    เปิดรายงานศึกษา สศช.-จุฬาฯ ค่าฟื้นฟูระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อมสูงกว่ารายรับจาก ‘แลนด์บริดจ์’

    8พ.ค. 2568 – นายกมล กมลตระกูล นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความ เรื่อง ค่าฟื้นฟูระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อมสูงกว่ารายรับจากแลนด์บริดจ์ มีเนื้อหาดังนี้

    มีการศึกษามากมายจากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านระบบนิเวศวิทยา แต่เนื่องจากความละโมภและการคิดสั้น ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศและประชาชน
    รัฐบาลกลุ่มทุนก่อสร้างจึงดึงดันจะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ให้ได้ ทั้งๆที่มีเสียงคัดค้านรอบทิศ มีผู้ลงชื่อคัดค้านแล้วเป็นแสนรายชื่อ
    จากรายงานการศึกษา (เช่น จาก สศช.-จุฬาฯ Green News และนักวิชาการ) สามารถสรุปประมาณการได้ทั้งระยะสั้นและยาว ดังนี้ (ตัวเลขเป็นการประมาณจากข้อมูลที่มี อาจเปลี่ยนแปลงตามรายละเอียดโครงการจริง):

    1. ผลกระทบและต้นทุนระยะสั้น (ช่วงก่อสร้าง 5-10 ปีแรก)
    • การถมทะเลและทำลายระบบนิเวศ: ถมทะเลฝั่งชุมพร ~5,800-6,000 ไร่ ฝั่งระนอง ~7,000 ไร่ (รวม >12,000 ไร่) กระทบป่าชายเลน แนวปะการัง สัตว์หน้าดิน (benthic animals) และแหล่งวางไข่สัตว์น้ำ (ปลาทู ฯลฯ) การสูญเสียสัตว์หน้าดินอาจสูงถึงหลายหมื่นล้านตัวตามการศึกษาบางฉบับ (แตกต่างจาก EHIA อย่างมาก)
    • มลพิษระหว่างก่อสร้าง: ฝุ่น เสียง การฟุ้งกระจายตะกอน/โลหะหนักจากขุดลอก (150 ล้าน ลบ.ม.+) น้ำมันรั่วไหลเบื้องต้น
    • ผลกระทบสุขภาพ: ฝุ่น PM2.5 เสียงรบกวน ชุมชนใกล้เคียง (ประมง ชาวสวนทุเรียน) อาจมีโรคทางเดินหายใจหรือเครียด
    • สูญเสียรายได้ประมงพื้นบ้าน: ประมาณ 1,000 ล้านบาท/ปี หรือมากกว่า (จากรายได้ครัวเรือนประมงระนอง ~560 ล้านบาท/ปี ชุมพรอีกส่วนหนึ่ง)
    งบฟื้นฟู/บรรเทาโดยประมาณ (ระยะสั้น):
    • ฟื้นฟูป่าชายเลน (ตามกฎ DMCR มัก 20 เท่าของพื้นที่เสียหาย) + นำสัตว์น้ำคืน + ติดตามมลพิษ: หลายพันล้านถึง 1-2 หมื่นล้านบาท (รวมค่าชดเชยที่ดิน/อาชีพ ชุมชน)
    • มาตรการก่อสร้างสีเขียว (green port) การเฝ้าระวัง EHIA การชดเชยชุมชน: เพิ่ม 5-10% ของมูลค่าโครงการหลัก (50,000-100,000 ล้านบาท)

    2. ผลกระทบและต้นทุนระยะยาว (10-30+ ปี หลังเปิดใช้งาน)
    • มลพิษต่อเนื่อง: มลพิษทางอากาศ/น้ำจากท่าเรือ เรือบรรทุกสินค้า (น้ำมัน สารเคมี) เสียง แสงไฟ นิคมอุตสาหกรรม (หากพัฒนาต่อ) อาจทำให้คุณภาพน้ำเสื่อม การสะสมตะกอน/ของเสีย เปลี่ยนกระแสน้ำชายฝั่ง (กัดเซาะหรือตะกอนทับถม)
    • ระบบนิเวศถาวร: ป่าชายเลน/ปะการังฟื้นยาก (อาจใช้หลายสิบปีและไม่เหมือนเดิม) กระทบความหลากหลายชีวภาพ (รวมพื้นที่ใกล้มรดกโลกอันดามัน) การประมงลดลงต่อเนื่อง การท่องเที่ยวเชิงนิเวศเสื่อม (สูญเสียรายได้หลายพันล้าน/ปี)
    • สุขภาพประชาชน: มลพิษเรื้อรัง (ฝุ่น โลหะหนักในสัตว์น้ำ) เพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง โรคทางเดินหายใจ โรคเรื้อรังในชุมชนและแรงงานท่าเรือ
    • ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์อื่น: สูญเสียบริการระบบนิเวศ (carbon sink การป้องกันภัยพิบัติ) อาจหลายหมื่นล้านบาท/ปี
    งบฟื้นฟู/จัดการระยะยาวโดยประมาณ:
    • โครงการฟื้นฟูนิเวศต่อเนื่อง (mangrove restoration, marine habitat, fisheries rehab) + กองทุนชดเชยชุมชน: หลายพันล้านบาท/ปี (รวมกองทุนพัฒนาพื้นที่ตามร่าง พ.ร.บ. SEC)
    • ระบบจัดการมลพิษ (บำบัดน้ำเสีย อากาศ monitoring น้ำมันรั่ว) + สุขภาพประชาชน (โรงพยาบาล ตรวจสุขภาพ): พันถึงหลายพันล้านบาท/ปี ขึ้นกับขนาดอุตสาหกรรม
    • รวมระยะยาว 20-30 ปี: อาจสูงถึงหลายหมื่นล้านถึงแสนล้านบาท (ขึ้นกับความรุนแรงของมลพิษและประสิทธิภาพมาตรการ) เพราะนิเวศบางส่วน “ไม่สามารถฟื้นฟูได้เต็มที่” และต้นทุน opportunity cost (สูญเสียการประมง/ท่องเที่ยว) สะสมสูง

    สรุปภาพรวมและข้อควรพิจารณา
    • ต้นทุนรวมฟื้นฟู + ชดเชย อาจเพิ่มภาระอีก 10-20%+ ของมูลค่าโครงการหลัก (หรือมากกว่านั้นหากมีปัญหาใหญ่ เช่น น้ำมันรั่วใหญ่หรือมรดกโลกเสียหาย) รัฐบาลวางแผนใช้ PPP (รัฐ-เอกชน) และกองทุนจากผู้รับสัมปทานเพื่อลดภาระ แต่สุดท้ายอาจตกเป็นภาระภาษีประชาชนและงบรัฐระยะยาว
    • โครงการอาจสร้างรายได้ (ค่าธรรมเนียมท่าเรือ ~58 พันล้านบาท/ปี ในบางประมาณการ) แต่หลายศึกษาชี้ไม่คุ้มค่าเศรษฐศาสตร์ เมื่อเทียบต้นทุนสิ่งแวดล้อม/สังคม (เช่น รายงาน สศช.-จุฬาฯ)
    • ความไม่แน่นอนสูง: ตัวเลขข้างต้นเป็นการประมาณจากข้อมูลสาธารณะ ควรรอ EHIA ฉบับสมบูรณ์ + Strategic Environmental Assessment (SEA) ที่ครอบคลุมวงกว้าง (ไม่ใช่แค่รัศมี 5 กม.) และการมีส่วนร่วมชุมชนจริง
    ควรต้องทำ cost-benefit analysis แบบครบวงจร (รวมมูลค่า ecosystem services และ health costs) และเปรียบเทียบกับทางเลือกอื่น เช่น พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศหรือโลจิสติกส์โดยไม่ทำลายนิเวศหลัก หากเดินหน้า ต้องมีกลไกกองทุนฟื้นฟูที่ชัดเจน โปร่งใส และบังคับใช้มาตรการสีเขียวเข้มงวด
    ข้อมูลนี้รวบรยมมาจากรายงานการศึกษาและข่าวล่าสุด (2024-2026) สถานการณ์อาจเปลี่ยนตามการตัดสินใจรัฐบาลและผล EHIA ใหม่
    ด้านระบบนิเวศทางทะเลและสัตว์น้ำ (Marine Ecosystem & Fisheries) ถือเป็นความเสียหายที่ร้ายแรงที่สุดและต้องใช้งบฟื้นฟู/ชดเชยมากที่สุด โดยเฉพาะในระยะยาว
    เหตุผลหลักที่ร้ายแรงที่สุด
    • การถมทะเลและขุดลอกขนาดใหญ่ (รวมกว่า 12,000 ไร่) ทำลายพื้นที่อนุบาลสัตว์น้ำ ป่าชายเลน แนวปะการัง และสัตว์หน้าดิน (benthic animals) ซึ่งเป็นฐานของห่วงโซ่อาหารทางทะเล
    • มีข้อถกเถียงรุนแรงเรื่องจำนวนสัตว์หน้าดินที่สูญเสีย: EHIA อย่างเป็นทางการประมาณ 1.5 พันล้านตัว แต่ข้อมูลนักวิชาการ (เช่น ศ.สักดิ์อนันต์ ปลาทอง) ประมาณสูงถึง 53.9 พันล้านตัว (ต่างกันเกือบ 35 เท่า) การสูญเสียระดับนี้กระทบความหลากหลายชีวภาพและการประมงอย่างถาวร
    • ฝั่งระนอง (อันดามัน) กระทบหนักที่สุด เพราะเป็นพื้นที่ป่าชายเลนอุดมสมบูรณ์ แหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำสำคัญ (เช่น ปลาทู) และใกล้พื้นที่เสนอเป็น มรดกโลก UNESCO (Andaman World Heritage) รวมถึงพื้นที่สงวนชีวมณฑล
    • ผลกระทบสะสม: เปลี่ยนกระแสน้ำชายฝั่ง การฟุ้งกระจายตะกอน การกัดเซาะชายฝั่ง มลพิษจากเรือ (น้ำมัน สารเคมี) และอาจดึงดูดนิคมอุตสาหกรรม/ปิโตรเคมีเพิ่ม ซึ่งระบบนิเวศภาคใต้รับไม่ได้
    ความถาวรสูง: ป่าชายเลนและระบบนิเวศบางส่วนฟื้นฟูได้ยากหรือไม่ได้เต็มที่ (ใช้เวลาหลายสิบปีและไม่เหมือนเดิม) ทำให้สูญเสียบริการระบบนิเวศ (carbon sink, ป้องกันภัยพิบัติ, ความหลากหลายชีวภาพ) อย่างถาวร

    งบฟื้นฟู/แก้ไขที่ต้องใช้มากที่สุด
    • ระยะสั้น (ก่อสร้าง): ชดเชยและฟื้นฟูป่าชายเลน (กฎ DMCR มัก 20 เท่าของพื้นที่เสีย) + นำสัตว์น้ำคืน + ติดตามมลพิษ → หลายพันล้านถึงหมื่นล้านบาท (รวมค่าชดเชยชาวประมง)
    • ระยะยาว (10-30+ ปี): โครงการฟื้นฟูนิเวศต่อเนื่อง + กองทุนชดเชยรายได้ประมง (สูญเสียรายได้ประมาณ 500-1,000 ล้านบาท/ปี หรือมากกว่า) + ระบบจัดการมลพิษ + ตรวจสุขภาพประชาชน → หลายพันล้านบาทต่อปี สะสมเป็นหมื่นถึงแสนล้านบาท
    • ต้นทุน opportunity cost: สูญเสียการประมงพื้นบ้าน + ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (ฝั่งอันดามันสร้างรายได้หลายพันล้านบาท/ปี) ซึ่งบางส่วนประเมินค่าไม่ได้เต็มที่และฟื้นคืนยาก
    ด้านอื่น ๆ ที่ร้ายแรงตามมา (แต่ใช้งบน้อยกว่า หรือจัดการได้ดีกว่า):
    • สุขภาพประชาชน: มลพิษฝุ่น/น้ำ/โลหะหนัก เรื้อรัง → ใช้งบโรงพยาบาลและตรวจสุขภาพ ประเมินเป็นตัวเลขอีกมหาศาล
    • มลพิษทางอากาศ/น้ำจากท่าเรือ: ถ้าจัดการด้วยเทคโนโลยีแต่ต้นทุนต่อเนื่อง
    • การกัดเซาะชายฝั่งและชุมชน: กระทบการเกษตร/ที่อยู่อาศัย

    สรุป: ความเสียหายทางทะเลและนิเวศฐาน (foundation ecosystem) เป็น “จุดตาย” ที่สุด เพราะไม่สามารถแทนที่ด้วยเงินได้เต็มที่ และอาจทำให้สูญเสีย “ทุนธรรมชาติ” ความเป็นไข่มุกอันดามัน และการประมงที่สร้างรายได้ยั่งยืนจากประมง+ท่องเที่ยวมานานหลายหมื่นล้านบาท สูงกว่าผลประโยชน์ที่คาดหวังจากโครงการในบางการศึกษา (เช่น รายงาน สศช.-จุฬาฯ)
    นักวิชาการและชุมชนหลายกลุ่มเรียกร้องให้ทำ Strategic Environmental Assessment (SEA) แบบครบวงจร และเปรียบเทียบกับทางเลือกอื่น (เช่น พัฒนาโลจิสติกส์โดยไม่ทำลายนิเวศหลัก) ก่อนเดินหน้า โดย“ใช้ฐานเดิมต่อยอด” เพราะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเมื่อคิดรวมต้นทุนสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และ opportunity cost (สูญเสียประมง-ท่องเที่ยว) การพัฒนาแบบนี้ยังช่วยรักษาความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์และลดความขัดแย้งกับชุมชน

    รัฐบาลที่เป็นตัวแทนของประชาชนจริง จะต้องยกเลิกโครงการแลนด์บริดจ์ที่จะสร้างหนี้และภาระให้ลูกหลานไปอีกหลายสิบปี แต่มองหาทางเลือกในการพัฒนาด้านอื่นๆ เช้นทุ่มเทพัฒนาระบบโลจิสติกส์รองรับการท่องเที่ยวอย่างครบวงจร ส่งเสริมผู้ประกอบการ ส่งเสริมการประมงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ฯลฯ
    พัฒนา Southern Economic Corridor (SEC) แบบไม่โฟกัส Land Bridge
    • เน้น นิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (green & smart industry), การแปรรูปสินค้าเกษตร, ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (อันดามันมีศักยภาพสูง), และโลจิสติกส์รองรับการผลิตในประเทศ
    • เชื่อม EEC (ตะวันออก) กับ SEC ผ่านทางรถไฟและมอเตอร์เวย์ที่มีแผนอยู่แล้ว
    เน้น Digital Logistics & Green Hub: พัฒนาเป็นศูนย์กลางบริการ (bunkering, ship repair, fintech logistics) โดยไม่ต้องสร้างท่าเรือใหม่ขนาดใหญ่
    • ประโยชน์เศรษฐกิจ: สร้างรายได้ยั่งยืนจาก “ทุนธรรมชาติ” (ประมง ท่องเที่ยว การเกษตร) + อุตสาหกรรมใหม่ โดยไม่สูญเสีย ecosystem services ที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท/ปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/992744/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QvOaR1vswrPAeaLg5rf35

  • ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ ประธานกรรมการ บมจ. อสมท คนใหม่

    ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ ประธานกรรมการ บมจ. อสมท คนใหม่

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ ได้รับเลือกตั้งจาก อสมท ให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ บมจ. อสมท คนใหม่

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งแด่ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ และประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ได้รับเลือกตั้งด้วยมติเป็นเอกฉันท์จากที่ประชุมคณะกรรมการ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ครั้งที่ 10/2569 เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ บมจ. อสมท คนใหม่ ด้วยความเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์และความเชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์การสื่อสารสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการนำพา อสมท ฝ่าวิกฤตพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง และยกระดับการแข่งขันกับแพลตฟอร์มต่างชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่ผสานความเชี่ยวชาญทั้งในเชิงวิชาการและการบริหารธุรกิจระดับสากล โดยสำเร็จการศึกษาจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระดับปริญญาโทจาก Yale University และ ปริญญาเอก Oxford University พร้อมประสบการณ์ทำงานกับองค์กรชั้นนำระดับโลกอย่าง IBM P&G และ Hakuhodo ปัจจุบันดำรงตำแหน่งสำคัญในระดับนานาชาติ อาทิ ประธานสมาคมสถาบันอุดมศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASAIHL) และประธานศูนย์เครือข่ายความร่วมมือการเรียนรู้ตลอดชีวิตเอเชีย–ยุโรป (ASEM LLL Hub) ซึ่งเป็นองค์กรที่รับการยอมรับในระดับนานาชาติ รวมถึงเป็นผู้ริเริ่มในการจัดตั้ง “วิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชน” (Chula XL) วิทยาลัยใหม่ของจุฬาฯ ที่บูรณาการองค์ความรู้จากทุกศาสตร์ เชื่อมโยงสู่ประชาชนทุกช่วงวัยอย่างเป็นระบบ รองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและตลาดแรงงาน

    ด้วยประสบการณ์ที่ครอบคลุมทั้งมิติวิชาการและธุรกิจสื่อสารจริง การเข้ารับตำแหน่งในครั้งนี้จึงมองว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ อสมท ในการปรับตัวสู่ยุคใหม่ที่ยกระดับบทบาทของสื่อแห่งชาติให้เป็น“กลไกการสร้างโอกาสของการเรียนรู้” และ “พลังขับเคลื่อนสังคมอย่างแท้จริง”

    ภายหลังรับตำแหน่ง ศ.ดร.วิเลิศ ได้มอบนโยบายเร่งด่วนด้วยการเร่งฟื้นธุรกิจ เสริมรายได้ เตรียมพลิกโฉม ช่อง 9 MCOT HD และสื่อในเครือสู่การเป็น “ช่องแห่งการเรียนรู้” (Learning Station) ที่บูรณาการทุกแพลตฟอร์มเข้าด้วยกันเพื่อเสริมสร้างทักษะอาชีพและองค์ความรู้ให้แก่คนไทยทุกช่วงวัย และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืน

    จุฬาฯ สนับสนุนให้อาจารย์ทำงานวิจัย นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากต่อทั้งอาจารย์ นิสิต รวมถึงภาคประชาสังคม

    รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/302938/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VOOrTqS91jvn4WNr0hgMi