Category: วัฒนธรรม

  • ภาคประชาชน ยื่นหยุดจ่ายชดเชย กองทุนน้ำมัน พลังงานรับลูกเร่งพิจารณา – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ภาคประชาชน ยื่นหยุดจ่ายชดเชย กองทุนน้ำมัน พลังงานรับลูกเร่งพิจารณา – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    สภาผู้บริโภค เครือข่ายภาคประชาชน ยื่นข้อเสนอเร่งด่วนแก้ปัญหาน้ำมันแพง “หยุดจ่ายเงินชดเชย กองทุนน้ำมัน” ด้านกระทรวงพลังงานรับลูก เตรียมพิจารณา 22 พฤษภาคมนี้

    สภาผู้บริโภค มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน พร้อมเครือข่ายภาคประชาชน ยื่นข้อเสนอเร่งด่วนต่อกระทรวงพลังงาน เพื่อแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพงและลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเสนอ “หยุดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน” และ “ระงับการจ่ายหนี้ชดเชยให้ผู้ค้าน้ำมัน” ชั่วคราว พร้อมเรียกร้องให้ตรวจสอบกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นและการกักตุนน้ำมัน เสนอเจรจาลดค่าแอดเดอร์ ค่าพร้อมจ่ายกับโรงไฟฟ้าก่อนประกาศอัตราค่าไฟใหม่ ขณะที่กระทรวงพลังงานรับข้อเสนอ เตรียมนำเข้าหารือในคณะทำงานร่วม และยืนยันเดินหน้าปรับโครงสร้างพลังงานให้เป็นธรรมกับทุกฝ่าย

    เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ที่กระทรวงพลังงาน มีการประชุมนัดแรกของ “คณะทำงานร่วมเพื่อพิจารณาข้อเสนอการปรับโครงสร้างราคาพลังงานของเครือข่ายภาคประชาชน” ภายหลังเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงนามแต่งตั้งผู้แทนจากสภาผู้บริโภค มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย และกลุ่มผีเสื้อกระพือปีก รวม 12 คน เข้าร่วมเป็นคณะทำงานฯ เพื่อผลักดันแนวทางปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานที่เป็นธรรมต่อประชาชน

    ภาคประชาชน ยื่นหยุดจ่ายชดเชย กองทุนน้ำมัน พลังงานรับลูกเร่งพิจารณา

    ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ เพราะภาคประชาชนมีความหวังว่ากระทรวงพลังงานจะเร่งแก้ปัญหาที่กระทบค่าครองชีพของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีต้นตอจาก “กำไรส่วนเกิน” ของค่าการกลั่นและการกักตุนน้ำมัน

    “สิ่งที่เราขอวันนี้ คือให้หยุดเก็บเงินส่วนลดราคาน้ำมันเข้า กองทุนน้ำมัน เชื้อเพลิงชั่วคราว เพราะในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกผันผวน ประชาชนไม่ควรเป็นฝ่ายแบกรับภาระ ขณะที่บางกลุ่มยังได้ประโยชน์จากกำไรส่วนเกิน” ปานเทพกล่าว

    ทั้งนี้ ภาคประชาชนยังเสนอให้กระทรวงพลังงานชะลอการจ่ายเงินกู้ 20,000 ล้านบาท เพื่อชดเชยสภาพคล่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จนกว่าจะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นอย่างชัดเจน รวมถึงเสนอให้ยุติการชดเชยน้ำมันชีวภาพประเภท B20 และ E20 ในช่วงวิกฤตราคาน้ำมัน เนื่องจากเป็นภาระต่อกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวนมาก

    ในส่วนของค่าไฟฟ้า ภาคประชาชนเสนอให้กระทรวงพลังงานเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างก่อนการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันไดสำหรับครัวเรือน โดยเสนอให้ยกเลิกการต่ออายุอัตโนมัติของค่ากินเปล่า หรือค่าแอดเดอร์ (Adder) และเจรจาปรับลดค่าแอดเดอร์ของโรงไฟฟ้าเดิม ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดค่าไฟได้สูงสุดถึง 17 สตางค์ต่อหน่วย นอกจากนี้ยังเสนอให้เจรจาปรับลด “ค่าความพร้อมจ่าย” (Available Payment : AP) หรือยืดระยะเวลาการจ่าย เพื่อนำส่วนลดดังกล่าวมาหักลบค่าไฟฟ้าก่อนคำนวณอัตราใหม่

    พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้ส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน โดยเปิดทางให้ครัวเรือนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าบนหลังคาขนาดไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ ภายใต้ระบบหักลบกลบหน่วยไฟฟ้า หรือเน็ตมิเตอริง (Net Metering) ระยะเวลาอย่างน้อย 5 ปี เพื่อให้ประชาชนสามารถหักลบหน่วยไฟฟ้ากับระบบได้โดยตรง และเสนอให้ภาคธุรกิจหรือครัวเรือนที่ติดตั้งขนาด 5 – 10 กิโลวัตต์ ใช้ระบบการคำนวณแบบ “คิดแยก” ระหว่างไฟฟ้าที่ผลิตได้และไฟฟ้าที่ซื้อจากการไฟฟ้า หรือเน็ตบิลลิง (Net Billing) ภายใต้สัญญา 25 ปี เพื่อเร่งคืนทุนและลดภาระค่าไฟในระยะยาว

    นอกจากนี้ ภาคประชาชนยังยื่นหนังสือขอข้อมูลต่อคณะทำงานฯ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาปรับโครงสร้างราคาพลังงาน อาทิ ข้อมูลใบนำเข้าน้ำมันดิบ ใบขนส่งน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ข้อมูลค่าการกลั่น กำไรสุทธิของโรงกลั่นย้อนหลัง 3 ปี รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงโดยละเอียด เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส

    ภาคประชาชน ยื่นหยุดจ่ายชดเชย กองทุนน้ำมัน พลังงานรับลูกเร่งพิจารณา

    ด้านรสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระจากการชดเชยน้ำมันชีวภาพจำนวนมาก โดยเฉพาะ B20 ที่ชดเชยลิตรละ 5.38 บาท และ E20 ที่ชดเชยลิตรละ 2.61 บาท รวมมูลค่ากว่า 454 ล้านบาทต่อวัน หรือกว่า 13,647 ล้านบาทต่อเดือน

    “ถ้ายังเดินหน้าชดเชยต่อไป กองทุนน้ำมันจะยิ่งติดลบ ขณะที่ประชาชนยังต้องจ่ายค่าน้ำมันแพง ทั้งที่ในช่วงนี้ราคาน้ำมันตลาดโลกมีส่วนลด จึงควรนำส่วนลดดังกล่าวมาช่วยลดราคาขายปลีกให้ประชาชนทันที” รสนามองว่า หากรัฐสามารถเรียกคืนกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นและการกักตุนน้ำมันกลับเข้าสู่กองทุนได้ ก็จะช่วยลดภาระหนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้โดยไม่ต้องผลักภาระมายังประชาชน

    ภาคประชาชน ยื่นหยุดจ่ายชดเชย กองทุนน้ำมัน พลังงานรับลูกเร่งพิจารณา

    ขณะที่ พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเห็นด้วยในหลักการของข้อเสนอหลายประเด็น และพร้อมรับข้อมูลทั้งหมดไปพิจารณา โดยยืนยันว่ากระทรวงพลังงานต้องการทำให้โครงสร้างราคาพลังงาน “เป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้”

    “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นตัวแทนของประชาชน ทุกข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและเกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย กระทรวงพร้อมรับไว้พิจารณา รวมถึงข้อเสนอเรื่องการตรวจสอบค่าการกลั่น ค่าการตลาด และกำไรส่วนเกินจากการกักตุนน้ำมัน” โฆษกกระทรวงพลังงานกล่าว

    นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานได้มอบหมายให้ “ทีมสุดซอย” ตรวจสอบตัวเลขน้ำมันที่ออกจากโรงกลั่นย้อนหลัง ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 เปรียบเทียบกับเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ เพื่อพิจารณาว่ามีส่วนใดเข้าข่ายเป็น “ลาภลอย” จากวิกฤตราคาน้ำมันหรือไม่

    สำหรับแนวทางการทำงาน คณะทำงานร่วมฯ จะประชุมทั้งหมด 4 ครั้ง ภายในกรอบเวลา 60 วัน โดยการประชุมครั้งถัดไปจะมีขึ้นในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เพื่อพิจารณาประเด็นน้ำมันเชื้อเพลิง กองทุนน้ำมัน และพืชพลังงาน ก่อนจะหารือเรื่องก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และโซลาร์รูฟท็อปในลำดับต่อไป และจะสรุปผลการดำเนินงานภายในวันที่ 19 มิถุนายน 2569


    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ยื่น 8 ข้อเสนอ รมว.พลังงาน แก้ น้ำมันแพง

    “รสนา” ซัดรัฐแก้ ค่าไฟ ผิดจุด โยกภาระประชาชน แต่อุ้มกำไรโรงไฟฟ้าเอกชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/080569_oil-fund_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S2uQvShZhXyz8QGgb67rZ

  • ซินโครตรอนเสริมศักยภาพการแพทย์ภาคเหนือ – สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)

    ซินโครตรอนเสริมศักยภาพการแพทย์ภาคเหนือ – สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)

    ซินโครตรอนเสริมศักยภาพการแพทย์ภาคเหนือ – สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)

    กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) โดย รศ.ดร. สาโรช รุจิรวรรธน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน มอบสายรัดห้ามเลือดและอุปกรณ์เฝือกอ่อนที่พัฒนาและผลิตขึ้นโดยทีมวิศวกรของสถาบันฯ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 และเสริมสร้างศักยภาพการบริการสาธารณสุขในเขตภาคเหนือ โดยมี พลตรี สมินท์ บุญลิขิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นผู้รับมอบ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ณ โรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จ.พิษณุโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1017835&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vGBMjjhKi6Jiqc2jzNlCU

  • โต้ข่าวลือ ยันร่าง พ.ร.บ. SEC ภูมิใจไทย ไร้ “กาสิโน” ชี้ถูกบิดเบือน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    โต้ข่าวลือ ยันร่าง พ.ร.บ. SEC ภูมิใจไทย ไร้ “กาสิโน” ชี้ถูกบิดเบือน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/115151&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QZsY1zCRtfCB1oZqUAe1q

  • ขอเชิญร่วมงานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยแห่งชาติ ครั้งที่ 38

    ขอเชิญร่วมงานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยแห่งชาติ ครั้งที่ 38

    สัมมนาวิชาการ

    งานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยแห่งชาติ ครั้งที่ 38

    รูปแบบการสัมมนา

    • สัมมนาในรูปแบบชั้นเรียน (Onsite)

    วัน เวลา และสถานที่จัดสัมมนา

    • วันที่ 24 มิถุนายน 2569
    • วันที่ 25 มิถุนายน 2569
    • วันที่ 26 มิถุนายน 2569

    สถานที่จัด ณ ห้องฟีนิกซ์ 2-6 และห้องแอมเบอร์ 2-3
      ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ฮอลล์ 11-12 อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

    ค่าลงทะเบียน

    จองภายในวันที่ 27 เมษายน – 12 พฤษภาคม 2569

    • 3,150 บาท (รวมภาษีแล้ว) สัมมนาในรูปแบบชั้นเรียน (รวมค่ากระเป๋าเอกสาร /อาหารว่างและอาหารกลางวัน)

    จองตั้งแต่ 13 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

    • 3,500 บาท (รวมภาษีแล้ว) สัมมนาในรูปแบบชั้นเรียน (รวมค่ากระเป๋าเอกสาร /อาหารว่างและอาหารกลางวัน)

    ผู้เข้าร่วมสัมมนาจากส่วนราชการของกระทรวง และกรมต่างๆ สามารถเบิกค่าลงทะเบียนจากต้นสังกัด ตามหนังสือที่ กค 0409.6/ว.95 ลงวันที่ 2 ตุลาคม 2549 ระเบียบ

    สำหรับพนักงานรัฐวิสาหกิจ และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นสามารถเบิกค่าลงทะเบียน จากต้นสังกัดได้ตามระเบียบของหน่วยงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tosh.or.th/index.php/tosh-news/tosh-promote/1384-080569-1&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ndbiWv5eHDmKib_BMemKG

  • อาจารย์หมอเฉลย! กินตอนไหน แบบใด ถึงดีต่อสุขภาพ

    อาจารย์หมอเฉลย! กินตอนไหน แบบใด ถึงดีต่อสุขภาพ

    8 พ.ค. 2569 – ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์เชี่ยวชาญทางอายุรกรรมและสมอง และเครือข่ายพันธมิตรวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพเพื่อคนไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง “กินตอนไหน ..กลายเป็นเรื่อง เมื่อมาพ่วงกับสุขภาพ” ตามข้อมูลสรุปได้ว่า

    1.กินแต่เช้าไป 6 ชั่วโมง (ชม.) แล้วอดต่อ 18 ชม (early eater) ดีกว่าไปกินสาย หรือบ่าย ถึงเย็น หรือถึงค่ำ (late eater) แม้จะเป็น 6 ชม. เท่ากัน

    2.ถ้าทำงานเป็นกะ กะละ 24 ชม. จะปล่อยให้กินได้ยาวนานเท่าใด? กิน 10 ชม. ดีกว่ากิน 16 ชม. แม้ปริมาณรวมเท่ากัน

    3.อาหารที่กินยังคงเป็นประเภทผัก ผลไม้ กากไยมาก เนื้อสัตว์บกสัดส่วนน้อย แป้งน้อย ปลาเยอะ และถั่ว

    จากผลรายงานการศึกษาทั้งสองชิ้นในวารสาร Cell Metabolism (clinical and translational report) 4 ตุลาคม 2022 ตอกย้ำการให้ความสำคัญกับเรื่องของอาหาร

    ซึ่งขณะนี้เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า

    1.อาหารเมดิเตอร์เรเนียนที่มากผัก ผลไม้ กากใย น้ำมันมะกอก ไวน์แดง แป้งไม่มาก จัดเป็นอาหารช่วยชีวิต
    ซึ่งในคนไทยเราก็มีผักผลไม้มากมายมหาศาลตามฤดูกาลอยู่แล้ว ปรับแต่งให้เข้ากับรสชาติไทยๆ เป็นส้มตำ เคียงผักนานาชนิด แต่อย่าให้เค็มมาก ลดข้าวเหนียวลงบ้าง เนื้อสัตว์บกทั้งหลายพยายามหลีกเลี่ยง ทั้งนี้ ยังทานได้ ถ้าผัก ผลไม้ กากไย พอเพียงและยังได้โปรตีนจากถั่ว จากพืช และปลา ปู กุ้ง หอย

    2.แต่คำถามหลักใหญ่อีกข้อคือ ถ้ากินเท่าเดิม เป็นชนิดของอาหารที่ดีตามข้างต้น จะกินตอนไหนดีตั้งแต่หลังตื่นนอน หรือชะลอไปเที่ยงหรือหลังเที่ยงไปจนกระทั่งถึงสองสามทุ่ม แบบไหนจะดีกว่ากัน หรือจะเรียกกันง่ายๆ ว่า early eater กับ late eater (เหมือนที่มีการศึกษาก่อนหน้าและหมอได้เคยเรียนให้ทราบในบทความ งดข้าวเช้า ตายเร็ว ในคอลัมน์สุขภาพหรรษา ไทยรัฐ)

    3.และไม่นานมานี้ เราก็ทราบว่าการกินเป็นช่วงสั้นและกินแต่น้ำในช่วงเวลาที่เหลือในแต่ละวัน หรือจะเป็นเพียงผลไม้ที่เรียกว่า ไอ-เอฟ หรือ intermittent fasting โดยกิน 6 อด 18 ชั่วโมง หรือกิน 8 อด 16 ชั่วโมง หรือในหนึ่งสัปดาห์ กินปกติหกวัน ที่เหลืออีกหนึ่งวัน กินแต่น้ำ

    โดยที่ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ พิสูจน์แล้วว่าทำให้สุขภาพแข็งแรง ปลอดจากโรคคาร์ดิโอเมตาบอลิก (cardio metabolic) รวมทั้งมีรายงานพิสูจน์แล้วว่าช่วยลดความรุนแรงต้องเข้าโรงพยาบาลหรือเสียชีวิตจากการติดโควิด
    แต่ช่วงเวลาที่กินไอ-เอฟ จะกินตั้งแต่ครึ่งเช้าหรือจะกินบ่ายหรือค่ำ โดยระยะเวลาที่กินนั้นเท่ากันมีเหตุผลกำกับอยู่ ดังข้างล่าง

    รวมทั้ง จะปล่อยให้กินได้ยาวนานเท่าใดถ้าเข้างานเข้าเวร 24 ชม

    -รายงานแรกจากคณะทำงาน Salk Institute for biological studies, La Jolla กับ University of California, San Diego ทำการศึกษาในอาสาสมัครที่เป็นนักผจญเพลิงที่ทำงานเป็นกะ กะละ 24 ชั่วโมง และให้กินอาหารได้เป็นระยะ (time restricted eating) ในช่วงเวลา 10 ชั่วโมง เทียบกับให้มีอิสระมากขึ้นในการกินอาหารให้ได้ระยะเวลาถึง 14 ชั่วโมง โดยอาหารการกินนั้นเป็นอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนเหมือนกัน และแบ่งกลุ่มละ 75 คน ศึกษาการกินอาหารดังกล่าวเป็นเวลา 12 สัปดาห์

    ทั้งนี้ มีข้อมูลสุขภาพพื้นฐานก่อนทำการศึกษาอย่างครบถ้วน และมีการประเมินข้อมูลสุขภาพอย่างถี่ยิบ ซึ่งรวมถึงระดับไขมัน ชนิดของไขมัน ความดันโลหิต ความอ้วน ระดับน้ำตาลสะสม และอื่นๆ อีกมาก

    ผลปรากฏว่ากลุ่มที่กำหนดช่วงเวลาที่ให้กิน (time window) 10 ชั่วโมงนั้น มีสุขภาพดีแข็งแรงขึ้นกว่าอีกกลุ่มและภาวะสุขภาพทางคาร์ดิโอเมตาบอลิกดีขึ้น และควรจะได้เป็นหลักปฏิบัติสำหรับผู้ที่ต้องปฏิบัติงานเป็นกะ กะละถึง 24 ชั่วโมง

    โดยคนในกลุ่มนี้มีการศึกษาก่อนหน้าว่า สุขภาพเสื่อมโทรมไปทั้งสิ้น

    -สำหรับในรายงานที่สองนั้น มาจากภาควิชาอายุรศาสตร์และประสาทวิทยา ฮาร์วาร์ด บอสตัน ร่วมกับสถาบันในประเทศเยอรมนีและสเปน

    โดยตั้งสมมติฐานจากการที่มนุษย์จะมีนาฬิกาชีวิต หรือสมอง กำหนดระยะเวลาของการกิน การออกกำลัง การทำงาน และการนอนหลับ ซึ่งมีส่วนที่แปรเปลี่ยนและสัมพันธ์กับเวลากลางวันและกลางคืน

    ดังนั้น ถ้าตื่นขึ้นมาปุ๊บแล้วกินเลย โดยให้ระยะเวลาการกินอยู่ที่ 5 ชั่วโมง และเทียบกับเมื่อตื่นขึ้นมาแล้ว ไม่ได้กินอาหาร กินข้าวเช้า แต่ไปเริ่มกินเอาเที่ยงหรือบ่ายไปแล้ว จนกระทั่งถึงหัวค่ำ โดยที่ทั้งสองกลุ่มนี้ กลุ่มใดจะให้
    ผลกระทบในทางเลว ในแง่ของการปรับอุณหภูมิในร่างกาย การปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานของร่างกายและศึกษาลึกลงไปจนถึงเนื้อเยื่อไขมันในการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับเมแทบอลิซึมของไขมัน

    การศึกษานี้คัดสรรซอยย่อยตั้งแต่อาสาสมัคร 2,150 ราย และมีคุณสมบัติที่จะสามารถเข้าร่วมในการวิจัยอย่างเข้มข้นได้หรือไม่ จนกระทั่งท้ายสุดเหลืออยู่เพียงจำนวน 16 คน และแบ่งออกเป็นกลุ่มกินแต่เช้าเจ็ดคน และกลุ่มที่กินล่าช้าไปจนกระทั่งถึงเย็นค่ำเก้าคน และให้มีรูปแบบแผนในการกินเร็วและกินช้าแบบนี้สลับสับเปลี่ยนกัน โดยมีช่วงเวลาพัก (wash out period) ระหว่างสามถึง 12 สัปดาห์

    ผลของการศึกษาพบว่า กลุ่มที่กินช้าจะมีความรู้สึกหิวมากกว่า คล้องจองไปกับการที่มีฮอร์โมนที่เพิ่มการหิวข้าว และมีระยะตื่น (wake time) มากกว่า

    อัตราสัดส่วนของฮอร์โมน ghrelin ต่อ leptin ที่ 24 ชั่วโมงนั้นสูงขึ้น มีระบบการเผาผลาญใช้พลังงานลดลง และอุณหภูมิในร่างกายตลอด 24 ชั่วโมงลดลง

    นอกจากนั้นการวิเคราะห์ยีน พบว่า ยีนที่ควบคุมความเสถียรของเซลล์ และการคุมการคงมีชีวิตและการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของเซลล์ ในระบบ autophagy เป็นในทิศทางที่แย่ลง รวมทั้งมีการเผาผลาญไขมันลดลงและมีการเพิ่มการสร้างเนื้อเยื่อไขมันมากขึ้น

    ซึ่งทั้ง หลายทั้งปวงนี้บ่งบอกถึงการมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วน และโรคที่ตามติดมาจากผลพวงดังกล่าว
    ทั้งนี้ คณะผู้วิจัยทั้งสองกลุ่มต่างก็ให้ข้อสรุปในทิศทางคล้ายกัน คือ

    -เริ่มกินตั้งแต่เช้า หรืออย่างดมื้อเช้า และจำกัดระยะเวลาของการกินอยู่ในช่วง 5 ถึง 10 ชั่วโมงแรก และประเพณี ประพฤติ ปฏิบัติของการกินมื้อเย็น ดินเนอร์ตอน 5 โมงเย็น หรือล่าช้าไปถึงทุ่มหรือสามทุ่ม จะเป็นสิ่งที่อาจไม่ให้ผลดีต่อสุขภาพ และการกินตอนสายจนไปถึงบ่าย เย็น กลับจะเพิ่มความตะกละ อยากกิน จนอาจจะต้องลุกขึ้นมาหาอะไรกินตอนกลางคืน หรือตอนดึกไปอีก

    อาหารมื้อเช้านั้น น่าจะเป็นมื้อที่ใหญ่ที่สุดหรือไม่ ?

    จึงมีการศึกษาอีกชิ้นหนึ่งจากสกอตแลนด์และอังกฤษ พบว่า มื้อเช้าอาจจะไม่จำเป็นที่ต้องเป็นมื้อใหญ่เสมอไป แต่อยู่ในระยะเวลาของการกินและปริมาณของอาหารและชนิดของอาหารเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

    ที่เรียนให้ทราบถึงตรงนี้ เพื่อที่จะให้รู้สึกสบายใจและมั่นใจที่จะเริ่มประพฤติปฏิบัติในการกินอาหารสุขภาพ ทราบถึงเวลาและระยะเวลาของการกิน ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องไปจนถึงสุขภาพของร่างกายโดยรวม คุณภาพของการนอน และแน่นอน ส่งผลไปถึงสมองทำให้เสื่อมช้าลง (resistance) หรือแม้แต่เสื่อมแล้วก็ยังไม่แสดงอาการออกมาได้ (resilience)

    ชีวิตของเราเองเลือกได้ ที่จะไม่เป็นภาระต่อครอบครัว สังคม และทำให้ประเทศไทยของเรามั่งคั่งครับ.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/human-life-news/992742/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37ZSdHaQiZ9zE7oSmL_VyA

  • กสม.มีหนังสือด่วนถึงนายกฯ เร่งแก้ปัญหา รร.สังกัด สพฐ.ทำเด็กหลุดระบบการศึกษา

    กสม.มีหนังสือด่วนถึงนายกฯ เร่งแก้ปัญหา รร.สังกัด สพฐ.ทำเด็กหลุดระบบการศึกษา

    กสม.มีหนังสือด่วนถึงนายกฯ เร่งแก้ปัญหา รร.สังกัด สพฐ.ทำเด็กหลุดระบบการศึกษา

    วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.58 น.

    กสม.มีหนังสือด่วนถึงนายกฯ เร่งแก้ปัญหาโรงเรียนสังกัด สพฐ.ทำเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ย้ำสิทธิทางการศึกษาต้องอยู่เหนือภาระหนี้สิน

    8 พฤษภาคม 2569 นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงว่า ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้หารือกับสภาองค์กรของผู้บริโภค และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กรณีสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทาง การศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา ทำให้เด็กไม่สามารถเข้าศึกษาต่อในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ได้นั้น

    กสม.พิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 54 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 12 บัญญัติให้รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี อย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 28/2559 ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2559 ได้ขยายเวลาการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็น 15 ปี ตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.3) หรือเทียบเท่าโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

    ขณะที่ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษาสังกัด สพฐ.ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2554 กำหนดว่าสถานศึกษาไม่สามารถเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่าย 22 รายการ เช่น ค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือ ค่าเครื่องแบบ เนื่องจากรัฐบาลได้อุดหนุนแล้ว แต่สามารถขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายได้ตามความสมัครใจของผู้ปกครองและนักเรียน  สำหรับการจัดการเรียนการสอนนอกหลักสูตรพื้นฐาน เช่น ห้องเรียนพิเศษ โครงการพัฒนาทักษะ และค่าสวัสดิการนักเรียน

    จากประกาศกระทรวงศึกษาธิการข้างต้น ส่งผลให้ในทางปฏิบัติ สถานศึกษาสังกัด สพฐ.หลายแห่งเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษาเพิ่มเติม และปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษา เช่น ใบแสดงผลการเรียน (ปพ.1) แก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา การขาดเอกสารดังกล่าวทำให้เด็กขาดหลักฐานที่จำเป็นในการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น โดยที่ขณะนี้ใกล้ถึงกำหนดวันเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 แล้ว หากปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขอาจทำให้มีเด็กหลุดจากระบบการศึกษาเป็นจำนวนมาก

    กสม.เห็นว่าสิทธิทางการศึกษาของเด็กต้องอยู่เหนือภาระหนี้สิน การปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา ส่งผลให้เด็กไม่สามารถนำเอกสารดังกล่าวไปประกอบการเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น และอาจหลุดออกจากระบบการศึกษา เป็นการกระทำที่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ กระทบต่อสิทธิในการศึกษาที่รัฐธรรมนูญและสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ไทยเป็นภาคีให้การรับรองไว้  รวมทั้งยังไม่สอดคล้องกับนโยบาย Thailand Zero Dropout ที่รัฐบาลประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2567 ที่มีเป้าหมายแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษาให้เป็นศูนย์

    ในขณะที่ข้อมูลจากผลการสำรวจเชิงลึกของ กสศ.พบว่า จากกลุ่มตัวอย่าง 8,470 คน ในปีการศึกษา 2568 มีเด็กที่ไม่สามารถเข้าระบบการศึกษา เนื่องจากไม่มีเงินค่าเทอม คิดเป็นร้อยละ 22.2 ดังนั้น จึงเห็นควรเร่งรัดกำหนดมาตรการเพื่อคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กกลุ่มดังกล่าวที่จะเข้าศึกษาต่อในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ซึ่งจะเริ่มต้นในเดือนพฤษภาคม 2569 โดยด่วน

    กสม.โดย น.ส.พรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จึงมีหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 แจ้งข้อเสนอแนะกรณีสถานศึกษาสังกัด สพฐ.ปฏิเสธการออกเอกสารสำคัญทางการศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา ไปยังนายกรัฐนตรีเพื่อให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายกระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้สถานศึกษาออกหนังสือสำคัญทางการศึกษาแก่เด็กที่ค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา และกำหนดมาตรการรับรองสถานะชั่วคราว โดยให้สถานศึกษาต้นทางออกใบรับรองผลการเรียนอย่างไม่เป็นทางการ สำหรับนำไปยื่นต่อสถานศึกษาปลายทาง เพื่อให้เด็กสามารถรายงานตัวและเข้าเรียนได้ตามกำหนดในเดือนพฤษภาคม 2569

    พร้อมกันนี้ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ส่งสำเนาหนังสือด่วนที่สุดถึงนายกรัฐมนตรี ไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเพื่อทราบอีกทางหนึ่งด้วยแล้ว

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/963280&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27QLSE6oCB8OCTCKvgVSOD

  • เทศบาลเมืองนราธิวาส เปิดโครงการนิเทศการศึกษา เตรียมครูยุคใหม่สร้างนักเรียนคุณภาพ

    เทศบาลเมืองนราธิวาส เปิดโครงการนิเทศการศึกษา เตรียมครูยุคใหม่สร้างนักเรียนคุณภาพ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/146343&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PLBAxxqNDdetE7EUmOu8A

  • สจด. เปิดเวทีผู้บริหารพบบุคลากรสายสนับสนุน ส่งต่อนโยบายใหม่พัฒนาสถาบันใน 4 ปี — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. เปิดเวทีผู้บริหารพบบุคลากรสายสนับสนุน ส่งต่อนโยบายใหม่พัฒนาสถาบันใน 4 ปี — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ อธิการบดี พร้อมด้วยรองอธิการบดี ผศ.นพ.
    ไชยวิทย์ ธนไพศาล ผศ.ดร.สันทนีย์ ผาสุข ผศ.ดร.ชนะวัฒน์ บุนนาค คณะผู้บริหาร และที่ปรึกษา ร่วมส่งต่อนโยบายการดำเนินงานและแนวทางการพัฒนาสถาบัน ระยะ 4 ปี แก่บุคลากรสายสนับสนุน เพื่อสร้างความเข้าใจและกำหนดทิศทางการดำเนินงานร่วมกัน โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนสถาบันตามแผนยุทธศาสตร์ฉบับที่ 3 (ปีงบประมาณ 2570-2574) ยกระดับการจัดการศึกษา การบริหารองค์กร และการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ภายใต้วิสัยทัศน์ “สถาบันต้นแบบแห่งการจัดการศึกษาตามแนวพระราชดำริ ‘เรียนคู่งาน งานคู่เรียน’ มุ่งสร้างผู้สำเร็จการศึกษาที่มีความสามารถเชิงนวัตกรรมและสร้างคุณค่าแก่สังคม”

              การนี้ อธิการบดีได้เน้นย้ำให้บุคลากรน้อมนำแนวพระราชดำริและพระราชจริยวัตรด้านการทรงงานของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี มาเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติงาน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนและยกระดับสถาบันสู่ความเป็นเลิศ ด้วยพลังความร่วมมือของบุคลากร รวมถึงการมีน้ำใจแก่เพื่อร่วมงาน การมีจริยธรรมและคุณธรรมในการปฏิบัติงาน ตลอดจนการสั่งสมความดีงามเพื่อถ่ายทอดและบ่มเพาะแก่นักเรียน นักศึกษา

                    จากนั้นนางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ที่ปรึกษาอธิการบดี นำเสนอแผนยุทธศาสตร์ฉบับที่ 3 (ปีงบประมาณ 2570-2574) โดยมียุทธศาสตร์ที่สำคัญ 5 ด้าน ได้แก่

    1. การพัฒนาผู้สำเร็จการศึกษาให้มีความสามารถเชิงนวัตกรรมและสร้างคุณค่าแก่สังคม
    2. การสร้างงานวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์สถานประกอบการและชุมชน
    3. การยกระดับบริการวิชาการและการเรียนรู้ตลอดชีวิต
    4. การพัฒนาทรัพยากรบุคคลและระบบบริหารเพื่อความยั่งยืน
    5. การบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพตามหลักธรรมาภิบาลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    การนี้รองอธิการบดี ร่วมให้นโยบายและทิศทางการทำงานที่สำคัญ ดังนี้

                    ผศ.ดร.ชนะวัฒน์ บุนนาค ได้น้อมนำพระราชปณิธานของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก มาเป็นหลักในการทำงาน “ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง ลาภทรัพย์และเกียรติยศจะตกมาแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งอาชีพไว้ให้บริสุทธิ์” รวมถึงการประยุกต์ใช้ความรู้เพื่อสร้างประโยชน์แก่สังคม อันเป็นแนวทางสำคัญในการเสริมสร้างความผูกพันและพัฒนาการทำงานของบุคลากรในองค์กร

                    ผศ.นพ.ไชยวิทย์ ธนไพศาล มุ่งเน้นความสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลตามยุทธศาสตร์ที่ 4 และการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลในยุทธศาสตร์ที่ 5 เพื่อสร้างระบบบริหารที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และคำนึงถึงความยั่งยืนควบคู่กับการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

             ผศ.ดร.สันทนีย์ ผาสุข ร่วมส่งต่อแรงบันดาลใจผ่านแนวคิด “10 คุณค่าในชีวิต” ที่สะท้อนแนวคิดในการพัฒนาตนเองและการทำงาน อาทิ การแสวงหาการเติบโตมากกว่าความสมบูรณ์แบบ ความอดทน ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ การกล้าเริ่มต้นโดยไม่ต้องรอให้พร้อม รวมถึงการกล้าเผชิญความกลัว และการมีความอยากรู้อยากเห็น เพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างต่อเนื่อง

    การเปิดเวทีผู้บริหารพบบุคลากรครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของสถาบันในการร่วมกันพัฒนาสถาบันให้ก้าวสู่ความเป็นเลิศ ทั้งด้านวิชาการ คุณธรรม นวัตกรรม และการสร้างคุณค่าแก่สังคมอย่างยั่งยืน

    ปภาภรณ์/ข่าว

    สจด. เปิดเวทีผู้บริหารพบบุคลากรสายสนับสนุน ส่งต่อนโยบายใหม่พัฒนาสถาบันใน 4 ปี — 8 พฤษภาคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. เปิดเวทีผู้บริหารพบบุคลากรสายสนับสนุน ส่งต่อนโยบายใหม่พัฒนาสถาบันใน 4 ปี — 8 พฤษภาคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. เปิดเวทีผู้บริหารพบบุคลากรสายสนับสนุน ส่งต่อนโยบายใหม่พัฒนาสถาบันใน 4 ปี — 8 พฤษภาคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. เปิดเวทีผู้บริหารพบบุคลากรสายสนับสนุน ส่งต่อนโยบายใหม่พัฒนาสถาบันใน 4 ปี — 8 พฤษภาคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. เปิดเวทีผู้บริหารพบบุคลากรสายสนับสนุน ส่งต่อนโยบายใหม่พัฒนาสถาบันใน 4 ปี — 8 พฤษภาคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. เปิดเวทีผู้บริหารพบบุคลากรสายสนับสนุน ส่งต่อนโยบายใหม่พัฒนาสถาบันใน 4 ปี — 8 พฤษภาคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. เปิดเวทีผู้บริหารพบบุคลากรสายสนับสนุน ส่งต่อนโยบายใหม่พัฒนาสถาบันใน 4 ปี — 8 พฤษภาคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. เปิดเวทีผู้บริหารพบบุคลากรสายสนับสนุน ส่งต่อนโยบายใหม่พัฒนาสถาบันใน 4 ปี — 8 พฤษภาคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. เปิดเวทีผู้บริหารพบบุคลากรสายสนับสนุน ส่งต่อนโยบายใหม่พัฒนาสถาบันใน 4 ปี — 8 พฤษภาคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. เปิดเวทีผู้บริหารพบบุคลากรสายสนับสนุน ส่งต่อนโยบายใหม่พัฒนาสถาบันใน 4 ปี — 8 พฤษภาคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. เปิดเวทีผู้บริหารพบบุคลากรสายสนับสนุน ส่งต่อนโยบายใหม่พัฒนาสถาบันใน 4 ปี — 8 พฤษภาคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. เปิดเวทีผู้บริหารพบบุคลากรสายสนับสนุน ส่งต่อนโยบายใหม่พัฒนาสถาบันใน 4 ปี — 8 พฤษภาคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. เปิดเวทีผู้บริหารพบบุคลากรสายสนับสนุน ส่งต่อนโยบายใหม่พัฒนาสถาบันใน 4 ปี — 8 พฤษภาคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. เปิดเวทีผู้บริหารพบบุคลากรสายสนับสนุน ส่งต่อนโยบายใหม่พัฒนาสถาบันใน 4 ปี — 8 พฤษภาคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. เปิดเวทีผู้บริหารพบบุคลากรสายสนับสนุน ส่งต่อนโยบายใหม่พัฒนาสถาบันใน 4 ปี — 8 พฤษภาคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. เปิดเวทีผู้บริหารพบบุคลากรสายสนับสนุน ส่งต่อนโยบายใหม่พัฒนาสถาบันใน 4 ปี — 8 พฤษภาคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. เปิดเวทีผู้บริหารพบบุคลากรสายสนับสนุน ส่งต่อนโยบายใหม่พัฒนาสถาบันใน 4 ปี — 8 พฤษภาคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. เปิดเวทีผู้บริหารพบบุคลากรสายสนับสนุน ส่งต่อนโยบายใหม่พัฒนาสถาบันใน 4 ปี — 8 พฤษภาคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. เปิดเวทีผู้บริหารพบบุคลากรสายสนับสนุน ส่งต่อนโยบายใหม่พัฒนาสถาบันใน 4 ปี — 8 พฤษภาคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. เปิดเวทีผู้บริหารพบบุคลากรสายสนับสนุน ส่งต่อนโยบายใหม่พัฒนาสถาบันใน 4 ปี — 8 พฤษภาคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. เปิดเวทีผู้บริหารพบบุคลากรสายสนับสนุน ส่งต่อนโยบายใหม่พัฒนาสถาบันใน 4 ปี — 8 พฤษภาคม 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/123232/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lSTOynHLm1ox_D7ze6sOj

  • แลนด์บริดจ์: มองรอบด้าน จีน หรือ ไทย ใครได้ประโยชน์กว่ากัน ? – BBC News ไทย

    แลนด์บริดจ์: มองรอบด้าน จีน หรือ ไทย ใครได้ประโยชน์กว่ากัน ? – BBC News ไทย

    “จีนมีอะไรได้ จีนก็เอา” มองโครงการแลนด์บริดจ์ จีน-ไทย ใครได้ประโยชน์กว่ากัน

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, “ทุกประเทศให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่สำหรับจีน พรรคคอมมิวนิสต์เขาอยู่ได้ [เพราะเศรษฐกิจ] เป็นแหล่งที่มาของความชอบธรรมของเขามาก ๆ” ฐิตา แสงหลี นักวิจัยประจำโครงการประเทศไทยศึกษา แห่งสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค ประเทศสิงคโปร์ กล่าว
      • Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม และ ปณิศา เอมโอชา
      • Role, บีบีซีไทย
    • เวลาอ่าน: 13 นาที

    แนวคิดการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมฝั่งอ่าวไทย-ทะเลอันดามันให้เป็นเส้นทางการขนส่งแห่งใหม่ หรือที่เรียกว่า “แลนด์บริดจ์” ที่มีความพยายามผลักดันมาหลายสมัยรัฐบาลถูกกลับมาพูดถึงอีกครั้งในยุคของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย (ภท.)

    โดยความเคลื่อนไหวสำคัญคือคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการนี้ ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง​ เป็นประธานกรรมการ ซึ่งสื่อไทยหลายสำนักรายงานว่ามีการตั้งกรอบระยะเวลาการศึกษาไว้ที่ 90 วัน ​

    นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาแนวทางจัดทำโครงการนี้ ที่ผ่านมาเคยมีผลการศึกษาเกี่ยวกับโครงการนี้อย่างน้อยสามฉบับ และบางฉบับก็มีเนื้อหาที่ขัดแย้งกัน

    ท่ามกลางความพยายามจะเดินหน้าผลักดันโครงการนี้ต่อภายใต้รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล บีบีซีไทยสรุปผลการศึกษาที่เคยมีผู้ศึกษาไว้เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ รวมถึงตอบคำถามที่สำคัญขึ้นเรื่อย ๆ ว่า มหาอำนาจอย่างจีน จะได้ประโยชน์อะไรจากเมกะโปรเจกต์นี้หรือไม่

    การศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ 3 ฉบับ

    แนวคิดการจะเชื่อมต่อทะเลระหว่างอ่าวไทยและอันดามันมีมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ แต่รูปแบบของ “แลนด์บริดจ์” ที่กำหนดพื้นที่เป้าหมายคือ จ.ชุมพร และ จ.ระนอง นั้น เริ่มต้นในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายใต้การผลักดันของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ในขณะนั้น จากนั้นก็ถูกสานต่อในสมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็น รมว.คมนาคม และสานต่อมาเรื่อย ๆ จนมาถึงรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็น รมว.คมนาคม

    ก่อนที่ต่อมาจะมีรายงานอีกฉบับที่มักถูกนำมาอ้างอิงร่วมด้วย คือรายงานการศึกษาโดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ภายใต้กระทรวงคมนาคม ที่บีบีซีไทยไม่พบผลการศึกษาฉบับสมบูรณ์ มีเพียง “รายงานความก้าวหน้า ฉบับที่ 2” ที่ตีพิมพ์ในเดือน มี.ค. 2566 และรายงานศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) ที่ตีพิมพ์ในเดือน พ.ค. 2567 โดยเนื้อหาในรายงานของ สนข. นี้ ส่วนใหญ่เน้นที่โครงการแลนบริดจ์เป็นหลัก โดยมีการเปรียบเทียบกับการขุดคลองเชื่อมทะเลทั้งสองฟาก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่มีการศึกษาในรายงานของ สศช.-จุฬาฯ

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • گروهبان اندرو گرت در حال تماشای «کی-داگ»، دلفین بینی‌بطری عضو واحد عملیاتی ۵۵.۴.۳، که در جریان تمرین‌های نظامی در نزدیکی ناو «گانستون هال» در خلیج فارس از آب به بیرون می‌پرد. این واحد چندملیتی متشکل از نیروهای آمریکا، بریتانیا و استرالیا، مسئولیت پاکسازی مین‌های دریایی را برای بازگشایی مسیرهای کشتی‌رانی و ارسال کمک‌های بشردوستانه در جنگ عراق بر عهده داشت. (۲۷ اسفند ۱۳۸۱)

    • A designed image showing a generic hotel room, black wheelie suitcase, a standard lamp, a double bed with a white bedspread and blue, gold and black and white checked pillow, and the words REC with a red recording dot emblazoned over the top.

    • A man in  black suit jacket speaks while looking into the camera

    • An icy expanse of sea runs through a narrow passage between mountains. Much of the steep sides of the mountains are stripped of green vegetation revealing grey scarred rock. The tops of the mountains are scattered with snow and ice glitters in the fjord below.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    รายละเอียดในรายงานทั้งสามฉบับอาจสรุปความเหมือนและความต่างที่พอจะแยกเป็นประเด็นที่สำคัญต่าง ๆ ได้ อาทิ

    • รายละเอียดโครงการแลนด์บริดจ์

    รายงานของ สศช.-จุฬาฯ ระบุรายละเอียดแนวทางการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์เป็น “การพัฒนาสะพานเศรษฐกิจทางบกเส้นทางใหม่ด้วยการพัฒนาระบบขนส่งทางรางเชื่อมโยงระหว่างฝั่งอ่าวไทยกับฝั่งอันดามัน (Rail Land Bridge)” โดยมีการระบุไว้ตั้งแต่ในรายงานฉบับนี้ถึงแผนการสร้างท่าเรือน้ำลึกที่ จ.ระนอง และ จ.ชุมพร โดยจะสร้างทางพิเศษ หรือ มอเตอร์เวย์ และระบบรถไฟรางคู่เชื่อมโยงท่าเรือทั้งสองแห่งเข้าด้วยกัน โดยมีจุดต้นทางอยู่ที่แหลมริ่ว ต.บางน้ำจืด อ.หลังสวน จ. ชุมพร และปลายทางอยู่ที่บริเวณแหลมอ่าวอ่าง ต.ราชกรูด อ.เมือง จ.ระนอง

    ที่มาของการคัดเลือกแหลมริ่วและแหลมอ่าวอ่างเป็นจุดต้นทางและปลายทางของโครงการแลนด์บริดจ์ ถูกระบุเอาไว้อย่างชัดเจนในรายงานของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ว่ามีการคัดเลือกจากทางเลือกท่าเรือที่เป็นไปได้หลายแห่งใน จ.ชุมพร และ จ.ระนอง โดยพิจารณาผลกระทบในหลายมิติ รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อมแล้วพบว่าเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมที่สุดในการก่อสร้างโครงการ

    รายงานของ สนข. ระบุถึงแผนการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ไว้อย่างชัดเจนในหลายประเด็น ทั้งรูปแบบการพัฒนาโครงการที่จะเป็นการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ใช้เวลาก่อสร้างท่าเรือ 5 ปี โดยเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2569 และจะเริ่มเปิดใช้งานได้ในปลายปี 2573 แต่ยังมีแผนก่อสร้างขยายพื้นที่เพื่อเพิ่มปริมาณการรองรับตู้คอนเทนเนอร์เป็นระยะ ๆ

    โดย สนข. ตั้งเป้าหมายเบื้องต้นให้ท่าเรือแต่ละแห่งสามารถรองรับปริมาณสินค้าได้ 20 ล้าน TEUs (หน่วยนับสินค้าที่บรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งมีขนาดความยาว 20 ฟุต) ภายในปี พ.ศ. 2607 แต่หากมีปริมาณสินค้าเพิ่มเกินจากนี้ก็ยังสามารถขยายได้อีกในอนาคตจนถึง 40 ล้าน TEUs

    .

    ที่มาของภาพ, สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคม

    คำบรรยายภาพ, แบบจำลองการพัฒนาท่าเรือระยะที่ P1/3 ของท่าเรือฝั่งระนอง (ดำเนินการปี พ.ศ. 2584 – 2623) เพื่อรองรับปริมาณสินค้า 20 ล้าน TEUs

    .

    ที่มาของภาพ, สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคม

    คำบรรยายภาพ, แบบจำลองการพัฒนาท่าเรือระยะที่ P1/4 ของท่าเรือฝั่งชุมพร (ดำเนินการปี พ.ศ. 2595 – 2623) เพื่อรองรับปริมาณสินค้า 20 ล้าน TEUs

    รายงานของ สศช.-จุฬาฯ ซึ่งวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างการที่ไม่มีโครงการใด ๆ เลย กับการมีโครงการแลนด์บริดจ์, โครงการคลองไทย (ขุดคลองเชื่อมระหว่างทะเลอันดามัน-อ่าวไทย) และโครงการทวาย (ก่อสร้างทางหลวงพิเศษเชื่อมต่อกับท่าเรือของเมียนมา) พบว่าทางเลือกที่มีความเหมาะสมที่สุดคือการที่ไม่มีโครงการใหม่ใด ๆ เลย แต่ดำเนินการจากสิ่งที่มีอยู่เดิมหรือใช้ของเดิมเป็นฐาน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่การผลิตและการค้าตามแนวชายฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ภายใต้แผนปฏิบัติการการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หรือ SEC (Southern Economic Corridor)

    ส่วนโครงการแลนด์บริดจ์ รายงานฉบับนี้สรุปว่า “ไม่มีความเป็นไปได้ทางด้านเศรษฐศาสตร์” โดยให้คะแนนความเหมาะสมอยู่ในอันดับสามจากสี่ทางเลือก นำเพียงโครงการคลองไทยที่ผลการศึกษาประเมินว่าใช้งบประมาณเยอะกว่า ส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมมากกว่า และอาจให้ประโยชน์กับต่างชาติมากกว่าจะเป็นการยกระดับศักยภาพในการแข่งขันของสินค้าไทย

    รายงานของ สศช.-จุฬาฯ ยังประเมินด้วยว่าเรือกลุ่มเป้าหมายที่อาจจะหันมาใช้ช่องทางแลนด์บริดจ์ของไทยแทนที่ช่องแคบมะละกา มีเพียงประเภทเดียวคือ “เรือบรรทุกสินค้าตู้” ที่โดยปกติจะมีการถ่ายลำระหว่างเส้นทางเดินเรืออยู่แล้ว ส่วนเรือที่แล่นผ่านช่องแคบมะละกาโดยไม่มีการแวะเทียบท่าใด ๆ อยู่แล้วจะไม่เข้ามาใช้บริการแลนด์บริดจ์ เพราะจะทำให้เกิดการขนถ่ายซ้ำซ้อน (double handling) จากการที่ต้องนำสินค้าทั้งหมดบนเรือถ่ายลงจากเรือที่ท่าเรือฝั่งหนึ่ง แล้วขนส่งทางบกข้ามไปถ่ายขึ้นเรือที่ท่าเรืออีกฝั่งหนึ่ง

    ขณะที่รายงานของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ระบุว่าโครงการแลนด์บริดจ์จะช่วยย่นระยะเวลาและลดค่าใช้จ่ายสำหรับเรือขนส่งสินค้าที่มีการถ่ายลำ (transshipment) ในหลายเส้นทาง อาทิ เส้นทางระหว่างกลุ่มประเทศตะวันออกไกลและกลุ่มประเทศ BIMSTEC ไปจนถึงเส้นทางระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียนและกลุ่มประเทศยุโรป หรือ BIMSTEC แต่สำหรับเรือขนส่งสินค้าที่ไม่มีการถ่ายลำ เส้นทางนี้ก็ไม่ได้ช่วยลดทั้งระยะเวลาและค่าใช้จ่าย

    รายงานของ สนข. มีการเปรียบเทียบโครงการนี้กับโครงการคลองไทย ระบุว่าโครงการแลนด์บริดจ์จะสร้างประโยชน์ได้มากกว่า เพราะจะมีปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับผู้คนในท้องถิ่นมากกว่าและเกิดขึ้นในหลายระดับ สามารถตอบสนองการพัฒนาพื้นที่ได้มากกว่าการขุดคลองไทยที่จำกัดเฉพาะพื้นที่ตามแนวเส้นทางขนส่งทางน้ำตามแนวคลอง

    ส่วนรายงานของ กมธ.แลนด์บริดจ์ มีข้อสรุปถึงประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการนี้หลายประการ โดยคาดว่าโครงการจะทำให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ 280,000 ตำแหน่ง, เป็นส่วนช่วยให้ GDP ของประเทศเติบโต 5.5% ต่อปี โดยโครงการมีระยะเวลาคืนทุนในปีที่ 24

    รายงานทั้งสามฉบับระบุตรงกันว่าการก่อสร้างโครงสร้างต่าง ๆ ตามโครงการแลนด์บริดจ์ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมได้

    โดยรายงานของ สศช.-จุฬาฯ วิเคราะห์ว่า “ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นบางส่วนอาจไม่สามารถประเมินค่าได้” โดยจำเป็นต้องมีการตรวจสอบพื้นที่ที่จะทำการพัฒนา ว่าเป็นพื้นที่มรดกโลก พื้นที่อุทยาน หรือพื้นที่ป่าสงวนมากน้อยเพียงใด

    ขณะที่รายงานของ สนข. มีการวิเคราะห์ลงรายละเอียดพื้นที่แหลมอ่าวอ่าง จ.ระนอง พบว่าพื้นที่ศึกษาโครงการรัศมีไม่เกิน 1 กม. อยู่ในเขตพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง คือพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบุรี-ปากคลองกะเปอร์ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ (Ramsar site) อยู่ในพื้นที่แหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามัน ซึ่งอยู่ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้นที่เสนอขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก นอกจากนี้ยังอยู่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง และอุทยานแห่งชาติแหลมสน และยังพบพื้นที่ป่าชายเลนในระยะห่างประมาณ 540 เมตร

    ส่วนพื้นที่ศึกษาโครงการบริเวณแหลมริ่ว จ.ชุมพร นั้น รายงานของ สนข. ระบุว่าไม่ได้อยู่ในพื้นที่คุ้มครองและพื้นที่อนุรักษ์ตามกฎหมายหรือเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญด้านนิเวศวิทยา แต่พบว่ามีชุมชนอาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่งเบาบาง โดยโครงการมีระยะห่างจากชุมชน/พื้นที่อ่อนไหวที่ใกล้ที่สุด ประมาณ 2.23 กม. และในรัศมี 5 กม. จากโครงการมีสถานที่ท่องเที่ยว 5 แห่ง อาทิ สุสานหอยล้านปี ศาลเสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เป็นต้น

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, รายงานของ สนข. ระบุว่าพื้นที่ศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์บริเวณแหลมอ่าวอ่างในรัศมีไม่เกิน 1 กม. อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแหลมสน

    รายงานของ กมธ.แลนด์บริดจ์ เน้นย้ำในประเด็นผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเช่นกัน โดยรายงานที่ออกมาฉบับหลังสุดนี้มีการระบุรายละเอียดเพิ่มเติมว่าพื้นที่โครงการท่าเรือน้ำลึกด้านอ่าวไทย บริเวณ จ.ชุมพร นั้น อยู่ห่างจากพื้นที่ชุ่มน้ำอ่าวทุ่งคา-อ่าวสวี (อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร) ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ ในระยะ 2 กม.

    ในขณะที่ท่าเรือน้ำลึกด้านทะเลอันดามัน จ.ระนอง “อยู่ติด” พื้นที่ชุ่มน้ำอุทยานแห่งชาติแหลมสน-ปากแม่น้ำกระบุรี-ปากคลองกะเปอร์ นอกจากนี้ แนวเส้นทางขนส่งระหว่างชุมพร-ระนอง ก็มีบางส่วนที่อยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำด้วย

    รายงานของ กมธ.แลนด์บริดจ์ สรุปประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมว่าเป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องพิจารณาให้รอบคอบเพื่อให้กระทบกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด รวมถึงจะต้องวางแผนป้องกันและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้กลับมาเหมือนเดิม ให้สามารถเป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งอนุรักษ์ได้ในอนาคต

    จีนจะได้อะไรจากแลนด์บริดจ์ของไทย

    “จีนมีอะไรได้จีนก็เอา… จีนเสียอะไร จีนไม่เสีย จีนเสียตังค์ ซึ่งจีนมีตังค์” ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย หลังงานเสวนาวิชาการ เรื่อง แลนด์บริดจ์: มุมมองรอบด้าน เพื่ออนาคตการขนส่งและโลจิสติกส์ไทย ซึ่งจัดโดย สถาบันการขนส่ง จุฬาฯ

    ความคิดเห็นดังกล่าวยังสอดคล้องกับมุมมองของผู้เชี่ยวชาญอีกสองคนที่บีบีซีไทยได้สนทนาด้วย ได้แก่ รศ.ดร.สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันการขนส่ง จุฬาฯ และ ฐิตา แสงหลี นักวิจัยประจำโครงการประเทศไทยศึกษา แห่งสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านพลวัตเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างจีน–สหรัฐอเมริกา–ไทย

    จากบทสัมภาษณ์กับผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 คน บีบีซีไทยพบว่า ผลประโยชน์ที่จีนอาจจะได้จากการมาลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์ของประเทศไทย แบ่งได้เป็น 3 หัวข้อ ดังนี้:

    ฐิตาเริ่มอธิบายว่าปัญหาช่องแคบมะละกาเริ่มต้นขึ้นและกลายเป็นที่สนใจในสมัยที่อดีตประธานาธิบดีหู จิ่นเทา ของจีน ยังดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่

    ในเดือน พ.ย. 2003 เขาได้อธิบายสถานการณ์ของจีนว่าเป็น “ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในช่องแคบมะละกา” (Malacca Dilemma) หรือหมายถึงการขาดทางเลือกและความเปราะบางต่อการถูกสกัดกั้นทางทะเล โดยชี้ว่า “มหาอำนาจบางประเทศได้รุกล้ำและพยายามควบคุมการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกามาโดยตลอด”

    ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ระหว่างจีน สหรัฐฯ และไทย รายนี้ชี้ต่อว่า เป็นที่รู้กันดีว่ามหาอำนาจในน่านน้ำนี้หมายถึงสหรัฐอเมริกา และที่ผ่านมาจีนเองก็นำเข้าน้ำมันดิบผ่านเส้นทางนี้มากถึง 80% ของปริมาณน้ำมันที่นำเข้าทั้งหมด “แต่จีนเหมือนไม่มีอิทธิพลตรงพื้นที่นี้… เขารู้มาตั้งนานแล้วว่าตรงนี้ ถ้าเกิดอะไรขึ้นตายอย่างเดียว”

    เธอเสริมว่าจีนกังวลเรื่องการปิดล้อม (blockade) จากสหรัฐฯ เนื่องจากเมื่อมองไปมี่สิงคโปร์ ก็มีการรองรับกองทัพเรือสหรัฐฯ หากเกิดสงครามแล้วมีการตัดเส้นทางการขนส่งพลังงานไปยังจีน จะเกิดปัญหาใหญ่ตามมา หรือแม้ในกรณีที่สถานการณ์ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น แต่เป็นปัญหาเรื่องโจรสลัดหรือการก่อการร้ายทางทะเล ก็จะส่งผลกระทบต่อจีนอย่างมหาศาลแล้ว ด้วยเหตุนี้ เธอจึงมองว่าโครงการอย่างแลนด์บริดจ์สามารถมอบ “ทางเลือก” ให้กับจีนได้จริง

    อย่างไรก็ดี นักวิจัยประจำสถาบันวิจัยในสิงคโปร์ย้ำว่า แลนด์บริดจ์ไม่ใช่ตัวเลือกที่ “จีนตื่นเต้นขนาดนั้น”

    OPSHOT - China's President Hu Jintao and US President George W. Bush(R) shake hands during a bi-lateral meeting 19 October 2003 prior to the start of the Asian Pacific Economic Cooperation(APEC) in Bangkok, Thailand. AFP Photo/Paul J. RICHARDS (Photo by PAUL J. RICHARDS / AFP) (Photo by PAUL J. RICHARDS/AFP via Getty Images)

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีหู จิ่นเทา แสดงความกังวลต่อความเปราะบางของเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา ในเดือน พ.ย. 2003 โดยชี้ว่าสหรัฐฯ มีความพยายามจะรุกล้ำและควบคุมน่านน้ำนี้

    มิตินี้สอดคล้องกับการวิเคราะห์ของ ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ ที่ชี้ว่าโครการระดับเกือบ 1 ล้านล้านบาทนี้ ไม่อาจถูกมองว่าจะขึ้นมาเป็นตัวแทนของช่องแคบมะละกาได้ เนื่องจาก “ช่องแคบคือช่องแคบ ไม่มีอะไรทดแทนช่องแคบได้” พร้อมยกตัวอย่างในกรณีช่องแคบฮอร์มุซว่า แม้หลายประเทศผู้ส่งออกน้ำมันจะพยายามหันไปหาทางเลือกผ่านท่อส่งน้ำมันต่าง ๆ แต่ช่องแคบฮอร์มุซเองก็ยังมีความสำคัญในหลักที่ไม่อาจถูกแทนที่ได้อยู่ดี

    นอกจากนี้ หากเกิดการปิดช่องแคบขึ้นมาจริง ๆ ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์ผู้นี้ชี้ว่า จีนยังมีตัวเลือกอย่างช่องแคบซุนดา (Sunda Strait) ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเกาะชวากับเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย

    “จีนคิดเยอะกว่าเรา วันนี้จีนเนี่ยทำท่อส่งน้ำมันจากปากีสถานเข้าจีน จีนทำท่อส่งน้ำมันจากท่าเรือเจ้าผิว (ในเมียนมา) เข้าไปในมณฑลยูนนาน ผมคิดว่าตัวท่อน้ำมันพวกนี้มันตอบคำถามในระดับหนึ่ง แต่แน่นอนสินค้าจีนที่ต้องผ่านมะละกา สมมติถ้ามะละกามันปิดหมด มันก็มีซุนดา… แล้วจริง ๆ สมมติถ้าเขาอ้อม มันก็ไม่ได้อยู่ในวิสัยที่เกินเลย… เพราะฉะนั้นในมุมอย่างนี้ แลนด์บริดจ์ยังไงก็ไม่ทดแทน” ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ ย้ำ

    • การเป็นมุกอีกเม็ดบน “เส้นสายไข่มุก”

    ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ อธิบายว่า ประวัติศาสตร์การขยายอำนาจและอิทธิพลของจีนตั้งแต่สมัยโบราณนั้นยืนอยู่บนกลยุทธ์ทางบกเป็นหลัก อย่างไรก็ดี ในยุคหลังมานี้จีนเริ่มหันมาพัฒนากลยุทธ์ทางทะเลของตัวเอง ซึ่งต่อมารู้จักกันในชื่อ “String of Pearls” หรือที่ อาจารย์ด้านภูมิรัฐศาสตร์รายนี้แปลเป็นไทยไว้ว่าคือ “เส้นสายไข่มุก”

    หากย้อนกลับไปดูในประวัติศาสตร์ คำว่า ‘String of Pearls’ ถูกใช้ครั้งแรกเพื่ออธิบายยุทธศาสตร์ทางทะเลรูปแบบใหม่ที่จีนกำลังพัฒนาอยู่ ในรายงานที่ชื่อว่า Energy Futures in Asia (อาจแปลว่า “อนาคตพลังงานในเอเชีย”) ซึ่งจัดทำโดยบริษัทที่ปรึกษาด้านกลาโหม บูซ อัลเลน แฮมิลตัน (Booz Allen Hamilton) ตามการว่าจ้างของสำนักงานประเมินยุทธศาสตร์สุทธิ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เมื่อปี 2005

    โดยใจความสำคัญแล้ว กลยุทธ์นี้หมายถึงโครงข่ายฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารและการค้าของจีน รวมถึงเส้นทางคมนาคมทางทะเลที่พาดยาวจากจีนแผ่นดินใหญ่ไปจนถึงตอนใต้ของเมืองพอร์ตซูดาน (Port Sudan) ประเทศซูดาน โดยแต่ละ “ปม” ตามเส้นทางนั้นเปรียบเสมือน “ไข่มุก” หนึ่งเม็ดที่ช่วยเพิ่มอำนาจโดยรวมให้แก่รัฐแม่

    บทความวิชาการชิ้นนี้ที่เผยแพร่เมื่อเดือน ก.ย. 2020 ระบุว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความพยายามของจีนในการสร้าง “จุดยุทธศาสตร์” ที่ทรงอำนาจในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดียเริ่มชัดเจนมากขึ้น โดยจีนพยายามอย่างหนักในการปกป้องเส้นทางลำเลียงทรัพยากรสำคัญของตนในมหาสมุทรอินเดีย เช่น ผ่านการสร้างท่อส่งพลังงานทางบก ดังนั้น การเข้าไปมีบทบาททางทะเลของจีนในมหาสมุทรอินเดียจึงถูกมองว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการธำรงและขยายผลประโยชน์ของจีนเอง ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าจีนจะผลักดันสิ่งนี้ผ่านยุทธศาสตร์เส้นสายไข่มุก

    This photo taken on August 1, 2017 shows Chinese People's Liberation Army personnel attending the opening ceremony of China's new military base in Djibouti. China has deployed troops to its first overseas naval base in Djibouti, a major step forward for the country's expansion of its military presence abroad. / AFP PHOTO / STR / China OUT (Photo credit should read STR/AFP via Getty Images)

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ‘String of Pearls’ ถูกใช้ครั้งแรกเพื่ออธิบายยุทธศาสตร์ทางทะเลรูปแบบใหม่ที่จีนกำลังพัฒนาอยู่ ในรายงานที่สำนักงานประเมินยุทธศาสตร์สุทธิ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เป็นผู้ว่าจ้าง เมื่อปี 2005

    อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่า “ไข่มุก” แต่ละเม็ดเพียงลำพังสามารถชี้ให้เห็นอย่างตรงไปตรงมาว่าจีนตั้งใจใช้เป็นฐานกำลังทางทหารเต็มรูปแบบหรือไม่ ทว่า “ไข่มุก” แต่ละจุดก็ยังมีศักยภาพเฉพาะตัวที่จะถูกใช้ในเชิงทหารของจีน

    “วันนี้จีนลงในกัมพูชาที่เรียม จีนลงที่เจ้าผิว จีนลงที่ปากีสถาน จีนลงที่ศรีลังกา จีนลงที่ซีเรีย และจีนมีฐานทัพเรือใหญ่อยู่ที่จิบูตี ในทัศนะของนักความมั่นคงตะวันตก… นักวิชาการอเมริกันใช้คำว่าจีนกำลังร้อยสร้อยแห่งไข่มุก” ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ กล่าว

    สำหรับ ฐิตา เธอมองว่าจีนสนใจโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้มานานแล้วตั้งแต่ก่อนจะกลายมาเป็นแลนด์บริดจ์ เพราะช่วยให้สามารถตัดผ่านไทยไปยังมหาสมุทรอินเดียได้ง่ายขึ้น แต่เพราะสุดท้ายแลนด์บริดจ์เองไม่ได้สามารถผ่านไปได้ตรง ๆ จนทำให้จีนอาจยังสงวนท่าทีประมาณนึง

    เธอสริมว่า “ถ้าเป็นคลอง จีนน่าจะตื่นเต้นกว่านี้เพราะเรือมันผ่านได้เลย”

    • ประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จีนจะได้จากแลนด์บริดจ์

    หากว่ากันตามจุดประสงค์และรูปแบบของโครงการแลนด์บริดจ์ตามงานศึกษาของ สนข. นั้น รศ.ดร.สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันการขนส่ง จุฬาฯ อธิบายว่า 78% ของปริมาณสินค้าทั้งหมดที่จะเข้ามาใช้บริการนั้นจะมาจากต่างประเทศประเภทการถ่ายลำ/ผ่านแดน ขณะที่อีก 18% จะเป็นสินค้านำเข้า-ส่งออกจากไทย และอีกเพียง 4% ที่จะเป็นสินค้าจากประเทศจีนตอนใต้กลุ่มประเทศ GMS ซึ่งเป็นความร่วมมือของ 6 ประเทศ คือ ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีน (ยูนนาน) ซึ่งเมื่อมองโดยผิวเผินอย่างนี้อาจดูว่าจีนได้ประโยชน์น้อยจากแลนด์บริดจ์

    อย่างไรก็ดี รศ.ดร.สมพงษ์ ชี้ว่า กลยุทธ์ของจีนคือ “เขาอยากได้ทางออกทุกอย่างให้เขาเลือก มีทางเลือกให้เขามากที่สุด”

    รองศาสตราจารย์ผู้นี้เสริมว่า หากมองในภาพใหญ่ให้เกินไปจากระบบขนส่งและโลจิสติกส์ หากจีนมาลงทุนในแลนด์บริดจ์จริง “แต่ผมคิดว่าเขาไม่มา” อย่างน้อยที่สุดก็จะเป็นการลดต้นทุนการส่งสินค้าของจีนไปทวีปยุโรป และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าจีนให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่มาจากทางตอนใต้ของจีน ซึ่งเป็นสินค้าที่แข่งขันกับประเทศไทยโดยตรง

    หากลงมาดูกันในรายละเอียด ภูมิภาคทางตอนใต้ของจีนส่วนหนึ่งประกอบไปด้วย กวางตุ้ง และไห่หนาน ซึ่งเมืองฝอซาน (Foshan) ในกวางตุ้งนั้น ขึ้นชื่อว่าเป็น “เมืองหลวงเครื่องใช้ไฟฟ้าของจีน” โดยในครึ่งแรกของปี 2025 เฉพาะเขตซุ่นเต๋อของเมืองฝอซาน มีตู้คอนเทนเนอร์บรรทุกสินค้าเหล่านี้ราว 600 ตู้ ออกเดินทางจากเขตนี้ในแต่ละวัน

    ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ศุลกากรกว่างโจว ซึ่งเป็นเมืองหลวงของมลฑลกวางตุ้ง ได้กำกับดูแลขบวนรถไฟขนส่งจีน–ยุโรปจำนวน 175 ขบวน รวมถึงขบวนพิเศษสำหรับสินค้ารถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยมีการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์รวม 16,000 TEUs น้ำหนักรวม 88,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 4.13 พันล้านหยวน (ราว 1.9 หมื่นล้านบาท)

    หากเปรียบเทียบสินค้าที่ใกล้เคียงกัน ตามสถิติพบว่า ในปี 2025 อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าไทยมีมูลค่าการส่งออก 3.05 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.85 แสนล้านบาท)

    “สินค้าของจีนมีพลังสูงมาก ไม่มีใครแข่งได้ อำนาจคือสินค้าเขาขายได้ ของไทยเรามีเส้นทางแต่เราไม่มีสินค้าไปขาย… คุณมีเส้นทางแต่ถ้าคุณไม่มีของ คุณเข้าไปขายในตลาดก็ไม่ได้ เส้นทางไม่มีประโยชน์” รศ.ดร.สมพงษ์ ชี้

    CHUMPHON, THAILAND - 31 MARCH 2020: The Kra Isthmus in Thailand is the narrowest part of the Malay Peninsula and also the proposed location of the Chumphon-Ranong land bridge project in Southern Thailand. (Photo by Gallo Images/Orbital Horizon/Copernicus Sentinel Data 2021)

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    ขณะที่ฐิตา เสริมว่า สุดท้ายแล้วตั้งแต่ปัญหาช่องแคบมะละกามาจนถึงกลยุทธ์เส้นสายไข่มุก เธอมองว่าจีนทำทั้งหมดเพื่อความมั่งคงของเศรษฐกิจประเทศ

    “ทุกประเทศให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่สำหรับจีน พรรคคอมมิวนิสต์เขาอยู่ได้ [เพราะเศรษฐกิจ] เป็นแหล่งที่มาของความชอบธรรมของเขามาก ๆ” ฐิตา กล่าว

    ต่อประเด็นเรื่องการทหารและความมั่นคง เธอมองว่ามิตินี้มีไว้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เพราะเมื่อจีนสามารถขนส่งทุกอย่างได้ไม่มีปัญหา น้ำมันมาตรงเวลา รัฐบาลก็สามารถเอาสิ่งเหล่านี้ไปพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศได้

    ด้าน รศ.ดร.สมพงษ์ ทิ้งท้ายว่า เมื่อวันที่จีนเข้ามา ประโยชน์อีกอย่างที่จีนจะได้คืออำนาจในการต่อรอง โดยเขาตั้งคำถามว่า “คุณจะเอาเขาเข้ามา คุณกำกับเขาได้ไหม สมมติเขาทำอะไรเกินเลย คุณมีอำนาจไปกำกับเขาไหม จะกล้าไปบอกเขาว่าคุณไม่ควรทำ… ผมถามง่าย ๆ เลย สมมติทำท่าเรือ เขาเอาเรือรบเข้ามา รัฐบาลไทยมีอำนาจไปห้ามเขาไหม คุณต้องถามตัวเองก่อน คุณจะดึงเขาเข้ามาเพราะเขามีอำนาจเยอะกว่าเรา”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c2324ldm2reo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw066f2wqM-QpxQC8QQ1Kf6D

  • พ่อแม่ต้องสร้างนิเวศการเรียนรู้ รัฐต้องลบความเหลื่อมล้ำ: ถอดรหัสการศึกษาที่ ‘ใช่’ ในวันที่โลกเปลี่ยน

    พ่อแม่ต้องสร้างนิเวศการเรียนรู้ รัฐต้องลบความเหลื่อมล้ำ: ถอดรหัสการศึกษาที่ ‘ใช่’ ในวันที่โลกเปลี่ยน

    วันนี้ (8 พฤษภาคม) ในงาน Alpha Skills Summit & Expo 2026 วงเสวนาหัวข้อ Future-Ready Education Navigating the Unknown การศึกษาที่ ‘ใช่’ ในวันที่โลกเปลี่ยน โดยมี ดร. สันติธาร เสถียรไทย ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจแห่งอนาคต สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI), ดร. การดี เลียวไพโรจน์ ผู้เชี่ยวชาญอนาคตศาสตร์ และ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมสนทนา ดำเนินการเสวนาโดย นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

    วางแผนการศึกษาแบบไหน ‘ใช่’ กับลูกที่สุด

    ผู้ร่วมเสวนาทั้ง 3 ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ของตนเองในแง่มุมการศึกษา และมุมมองด้านการวางแผนการเรียนให้กับบุตร โดย ดร. การดีมองว่า การเรียนโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทย มีข้อดีสำคัญคือเรื่องภาษาต่างประเทศที่จะเรียนรู้ได้เร็ว และจะได้รับมุมมองของการเป็น Global Citizen ซึ่งไม่ใช่เพียงคาดหวังจากโรงเรียน แต่ต้องเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ผู้ปกครองถ่ายทอดให้ด้วย

    ขณะที่ ดร. สันติธารมองในมุมกลับว่า โจทย์ของตนเองคือทำให้ลูกมีรากของความเป็นไทย เนื่องจากเกิดและเติบโตที่ต่างประเทศมาตลอด จึงได้ย้ายกลับมาประเทศไทยเพื่อให้โอกาสลูกสัมผัสสภาพแวดล้อม พร้อมย้ำว่า การเรียนรู้คือระบบนิเวศที่มี 3 ส่วนประกอบกัน คือ โรงเรียน บ้าน และเพื่อน ซึ่งต้องรักษาสมดุลให้ดี

    ด้านพริษฐ์มองว่า ตราบใดที่คำถามว่า ‘ยังต้องส่งลูกไปเรียนโรงเรียนนานาชาติหรือไม่’ ถือเป็นความปวดใจ เพราะเป้าหมายของตนเองในทางการเมืองคือ ทำอย่างไรให้ทุกคนสะดวกใจส่งลูกไปเรียนโรงเรียนรัฐ เพราะจะสะท้อนว่าคุณภาพการศึกษาที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายมีคุณภาพดีกว่าที่เป็นอยู่ พร้อมเสนอแนวทางเฉพาะหน้า อย่างการส่งเสริมเทคโนโลยีการเรียนรู้ในโรงเรียนรัฐ และรัฐต้องช่วยผู้ปกครองให้มีสภาพที่เอื้อในการดูแลลูกอย่างเต็มที่

    Future Ready Skill ที่ต้องมีวันนี้คืออะไร

    ดร. สันติธารเปรียบเทียบความรู้ในยุคใหม่เสมือน 3 เครื่องดื่ม ประกอบด้วย ‘นม’ คือความรู้ ซึ่งหาง่ายและมีทั่วไป แต่หากอยู่นอกตู้เย็นจะบูดเร็ว เหมือนความรู้ที่ต้องอัพเดตให้ใหม่อยู่เสมอ ต่อมาคือ ‘วิสกี้’ สุราที่ต้องบ่มนาน เหมือน Human-Centered Skills เช่น Critical Thinking, Empathy ที่ต้องฝึกซ้อม ทำแล้วทำอีกเป็นเวลานาน และ ‘น้ำเปล่า’ คือการสะท้อนตนเองว่าเป็นคนแบบไหน ชอบหรือไม่ชอบอะไร

    ในปัจจุบันสิ่งที่มีประโยชน์คือวิสกี้และน้ำเปล่า เช่น หากลูกจะทำกิจกรรมเสริมอะไร มักจะตั้งคำถามก่อนว่า กิจกรรมนี้ได้วิสกี้หรือน้ำเปล่าอะไร ยกตัวอย่างหากเล่นบาสเก็ตบอล เล่นเก่งหรือไม่อาจไม่สำคัญเท่า เขารู้จักแพ้ชนะหรือเปล่า เขาล้มแล้วลุกขึ้นยืนเป็นหรือไม่ เขารู้จักทีมเวิร์คหรือไม่

    จากนั้น ดร. การดียอมรับว่า แม้จะมีความลำบากใจในฐานะของคุณแม่ที่ยังคงต้องทำงานในภาคเอกชน แต่ในอีกมุมหนึ่ง นักจิตวิทยาเด็กยกข้อดีว่า การพึ่งพาตนเองได้ในทุกเรื่องของคุณแม่จะส่งผลที่ดีต่อลูก โดยสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับลูกคือ ต้องทำให้ลูกรักการเรียน หน้าที่ของผู้ใหญ่ต้องเปิดประตูให้กับลูกให้เยอะที่สุด

    การเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองให้เยอะที่สุด เพื่อให้รู้ว่าสิ่งไหนชอบหรือไม่ชอบ ดีกว่าที่เขาไม่มีโอกาสได้ลองมากพอ และจะเกี่ยวข้องกับเมื่อโตขึ้น เพื่อให้ไม่ประสบปัญหาว่า เลือกวิชาเรียนโดยไม่รู้ว่าเรียนไปเพราะอะไร หรือเลือกผิด พ่อแม่ผู้ปกครองควรทำความเข้าใจว่าลูกชอบอะไร นั่นคือต้องให้ได้ลองมากที่สุด และต้องเคารพในความชอบที่แตกต่างของลูก

    ตามด้วยพริษฐ์ที่ให้แง่คิดเรื่องการเรียนเสริมหรือกวดวิชา โดยชี้ว่ามีเหตุผลหลักจากความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และอีกสาเหตุคือข้อสอบที่ออกไม่ตรงกับเนื้อหาที่เรียน จึงกลับไปที่การแก้ไขคุณภาพการศึกษาทั้งประเทศ อีกทั้งรัฐควรสนับสนุนให้เด็กได้มีเวลาและโอกาสเรียนรู้ตัวเองว่า ชอบหรืออยากทำอาชีพอะไร

    หากมีโอกาสเช่นนั้น ก็จะช่วยให้เด็กมีไฟหรือความอยากที่จะเรียนรู้มากขึ้น แต่ทุกวันนี้หากไปถามเด็กจะเห็นว่า ตารางชีวิตแทบไม่มีอะไรที่เลือกเองได้เลย เพราะในโรงเรียนก็ต้องเรียนตามวิชาที่กำหนดไว้ และยังต้องไปเรียนกวดวิชาเพิ่มอีก เพื่อให้สามารถเข้ามหาวิทยาลัยได้


    💜 ยังซื้อบัตรเข้างานทัน!
    ยกครอบครัวมา “เล่น เรียนรู้ และเติบโต” 🌱
    ไปด้วยกันที่ Alpha Skills Summit & Expo 2026

    🎟 Regular Ticket ราคา 2,500.- (1 ใบ)
    📌 ดู Highlight Agenda และซื้อบัตรได้ที่
    👉 https://bit.ly/4wj3OzA

    ✨ เข้าร่วมพื้นที่หลักฟรี ตลอด 3 วันเต็ม (ไม่จำกัดอายุ)
    Talent Stage | Exhibition | Play Space

    🎤 Main Stage
    สำหรับผู้เข้าร่วมอายุ 18 ปีขึ้นไป
    รวม Speaker และผู้เชี่ยวชาญกว่า 30 ท่าน

    🧠 Workshop
    เปิดให้ลงทะเบียนล่วงหน้า
    👉 1 บัตร เข้าร่วม Workshop ได้สูงสุด 4 ครั้ง
    👶 เด็กสามารถใช้สิทธิ์จากบัตรผู้ปกครองได้

    หมายเหตุ: การลงทะเบียนล่วงหน้า Workshop เต็มทุกคลาสแล้ว! แต่ท่านยังสามารถลง
    Waiting List ที่จุดหน้าห้อง Workshop ได้ โดยหากมีที่ว่าง ทีมงานจะโทรติดต่อ เรียกตาม
    ลำดับการลงทะเบียน (First come, First served)

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/education-future-learning-parents-government/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00lTTqol0NHQFZ5mCi_ORQ