Category: วัฒนธรรม

  • คอลัมน์การเมือง – บุคคลแนวหน้า : 20 ตุลาคม 2568

    คอลัมน์การเมือง – บุคคลแนวหน้า : 20 ตุลาคม 2568

    แนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา…nn เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว บัณฑิตส่วนใหญ่คงจะได้ทำงานที่ต้องใช้วิชาการเป็นหลักตลอดไป ตัวท่านกับวิชาการจึงแยกจากกันไม่ได้ หมายความว่าแต่ละคนจะต้องติดตามศึกษาวิทยาการที่พัฒนาก้าวหน้าอยู่เสมออย่างใกล้ชิด ทางที่ดีที่สุด ในการศึกษาเพิ่มเติม ก็คือตั้งกฎหรือวินัยให้แก่ตนเองว่าจะต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอเป็นกิจวัตรจนเคยชินเป็นนิสัย เพื่อให้รู้สึกว่าการศึกษานั้นมิได้เป็นภาระ หากแต่เป็นสิ่งที่น่าสนใจ กระทำได้สะดวกสบาย ด้วยความสนุกเพลิดเพลินและพึงพอใจ การศึกษาที่ปฏิบัติได้อย่างถูกต้องครบถ้วน จะส่งเสริมให้ภูมิรู้และความสามารถสูงขึ้น ให้ความคิดอ่านกว้างขวาง ลึกซึ้ง ซึ่งจะใช้เป็นเครื่องตัดสินแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ไม่จนปัญญา ทั้งสามารถเข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่นได้ชัดเจน ทำให้ร่วมงานประสานประโยชน์กับทุกคนทุกฝ่ายได้อย่างราบรื่น…(ความตอนหนึ่งจากพระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช
    มหาราช บรมนาถบพิตร ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 26 กรกฎาคม 2533)

    …nn ทำไมรัฐบาลไทยทุกชุดที่ผ่านมา นับตั้งแต่คนไทยมีปัญหาถูกแก๊ง scammers รุกราน แล้วยังถูกแก๊งอาชญากรกลุ่มจีนเทา เมียนมาเทา กัมพูชาเทา ฝรั่งเทา และไทยเทารุมเล่นงานอย่างต่อเนื่อง แต่กลับไม่เห็นรัฐบาลไทยจะเอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหาให้คนไทยที่ถูกกระทำละเมิดเป็นประจำ แต่เมื่อคนไทยเห็นรัฐบาลจีนส่งหวัง จงอื้ มือปราบ scammers เข้ามาจัดการกับอาชญากรในเมียนมา แล้วยิ่งเมื่อได้เห็นรัฐบาลเกาหลีใต้ส่งทีมงานปรามอาชญากรเข้าไปปราบปราม scammers ในกัมพูชา พร้อมทั้งนำคนเกาหลีใต้กลับประเทศโดยฉับพลัน ก็ทำให้เกิดการเปรียบเทียบแล้วถามว่าทำไมรัฐบาลไทยจึงไม่เคร่งครัดกับการปราม scammers ในกัมพูชา และในเมียนมา 

    …nn มีผู้ตอบคำถามข้างต้นว่า เป็นเพราะรัฐบาลไทยน่าจะกลัวว่าการเข้าไปปราบปรามแก๊งอาชญากรในเมียนมา และกัมพูชา แล้วจะส่งผลลบให้กับตนเอง โดยเฉพาะผลลบด้านรายได้ที่ตนเองเคยได้รับมาก่อน หรือไม่ก็อาจจะกลัวว่าการเข้าไปปราบแก๊งวายร้าย แล้วจะทำให้คนใกล้ชิดกับรัฐบาลถูกกระชากหน้ากากให้สังคมเห็นว่า อ้าวเฮ้ย! จริงๆ แล้วคนใกล้ชิดกับรัฐบาลไทยก็เป็นอาชญากรด้วยนี่หว่า

    …nn ย้ำอีกทีว่ากระทรวงการคลัง สหรัฐฯ ระบุชัดว่าคนอเมริกันต้องสูญเสียเงินปีละอย่างน้อยประมาณ 320,000 ล้านบาท เพราะถูกแก๊ง scammers ที่หากินในหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะเดียวกัน สส. พรรครีพับลิกันมลรัฐอินเดียนา คือ ชรีฟ เจฟเฟอร์สัน เสนอร่างกฎหมายต่อรัฐสภา เพื่อให้จัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจที่ทำหน้าที่กวาดล้างอาชญากรข้ามชาติที่เป็นภัยและก่อเหตุฉ้อโกงชาวอเมริกัน โดยระบุว่าในปี 2567 มีพลเมืองอเมริกันถูกหลอกลวงมากขึ้นกว่าปี 2566 จำนวน 33 เปอร์เซ็นต์ และระบุว่าหากคิดจำนวนผู้เสียหายจากการถูกแก๊ง scammers หลอกลวงจากทั่วโลก พบว่ามีความเสียหายอย่างน้อยประมาณ 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อปี หรือประมาณ 1.92 ล้านล้านบาทต่อปีและเจฟเฟอร์สัน ยังระบุว่าพบความเชื่อมโยงของแก๊งอาชญากรรมกับรัฐบาลจีน องค์กรอาชญากรรมจีน นักการเมืองท้องถิ่นที่มีพฤติกรรมคอร์รัปชั่น ดังนั้นจึงทำให้แก๊งอาชญากรรมเติบโตและแพร่ขยายได้รวดเร็วมาก

    …nn ผู้ที่ถูกระบุว่าเป็นอาชญากรตัวสำคัญคือ เฉิน จื้อ ชาวจีนที่มีสัญชาติกัมพูชา อายุ 37 ปีผู้เป็นเจ้าของ Prince Group และเขายังมีความสนิทสนมกับฮุนเซน ผู้นำเผด็จการตลอดกาลของกัมพูชา โดยเฉิน จื้อ ได้รับบรรดาศักดิ์ชั้นสูงของกัมพูชาในระดับเนี้ยก ออกญา และก็มีรายงานระบุด้วยว่านอกจากเฉิน จื้อ สนิทกับฮุนเซนแล้ว เขายังสนิทสนมกับผู้มีอำนาจระดับสูงของกัมพูชาอีกมากมาย อาทิ เฮง สัมรินอดีตประธานรัฐสภา ซอ เค็ง อดีตรัฐมนตรีมหาดไทย และซอ โสกา รองนายกรัฐมนตรี เป็นต้น และยังเป็นที่ปรึกษาของฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรี ด้วย

    …nn แต่เมื่อมองเข้ามาในไทย มีข้อมูลจากสหรัฐฯ ว่า Prince Group อ้างว่านำเงินมาลงทุนในไทยในกิจการอสังหาริมทรัพย์ อาทิ กลุ่มแสนสิริ เอสซี แอสเสท และริชชีเพลส และระบุว่ามีสำนักงานในกรุงเทพฯ ด้วย แล้วยังพบอีกว่าใช้ชื่อบริษัท Prince International โดยมีสำนักงานอยู่ที่อาคารซิโน-ไทย ถนนสุขุมวิท ซอย 21

    …nn เมื่อมีการอ้างข้อมูลโดยปรากฏในข่าวต่างๆ ทั้งไทยและเทศ ก็ทำให้บริษัททั้งหลายที่ถูกอ้างถึงต่างออกมาปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องกับเฉิน จื้อ และไม่เกี่ยวข้องกับ Prince Group ส่วนซิโน-ไทย บอกว่าทำธุรกิจโดยยึดมั่นตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

    …nn แต่ก็ยังมีคำถามว่าแล้ว  Prince Group กับ Prince Internation เป็นบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่ เรื่องนี้ทาง Prince Internatioal ในไทยออกมาปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องกับ Prince Group

    …nn ชื่อ เบนจามินหรือ เบน สมิธ ถูกโรม พรรคประชาชน หรือรังสิมันต์ โรม กล่าวถึงในการแถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน เมื่อช่วงปลายเดือนกันยายน และโรมยังอ้างไปถึงข้อมูลที่ทอม ไรท์ นักข่าวจากวอลล์สตรีท โดยพูดจาชัดเจนว่าเรือยอชต์ที่ทักษิณ ชินวัตร นั่งไปพบอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เมื่อครั้งทักษิณอยู่ระหว่างการพักโทษจำคุก โดยไปพบกันกลางทะเลแห่งหนึ่งที่ไม่ระบุชัดเจนเป็นเรือยอชต์ที่เบนจามินจัดหาให้ และระบุด้วยว่าเครื่องบินส่วนตัวลำที่ทักษิณบินไปดูไบเมื่อเร็วๆ นี้ ก็มาจากการจัดหาให้โดยเบนจามิน และบอกว่าเบนจามินเป็น scammer และเป็นที่ปรึกษาของฮุนเซน เรื่องเหล่านี้โรมบอกว่าอยากให้อนุทินชี้แจงต่อสังคมว่ามีความเป็นมาอย่างไร

    …nn อนุทิน ชาญวีรกูล เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ยังไม่ครบ 1 เดือนพอมาเจอเรื่องทางการเกาหลีใต้ส่งเครื่องบินเช่าเหมาลำเข้าไปรับชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชากลับไปเกาหลีใต้ แล้วยังต้องมาเจอเรื่องรัฐบาลโซลเอาจริงเอาจังกับการช่วยเหลือชาวเกาหลีใต้ที่ถูกล่อลวงเข้าไปในกัมพูชา จึงทำให้อนุทินถูกเปรียบเทียบว่าแล้วทำไมรัฐบาลไทยไม่ช่วยเหลือคนไทยที่ถูกล่อลวงเข้าไปเป็นหยื่อมนุษย์ในกัมพูชาบ้าง เมื่อการเมืองพลิกมาเป็นแบบนี้ ก็ทำให้พรรคเพื่อไทยน่าจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจอนุทิน และรัฐบาลอนุทินอย่างแน่นอน ซึ่งคาดว่าจะยื่นขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงปลายเดือนตุลาคม หรือไม่ก็ต้นเดือนพฤศจิกายน แต่อนุทินจะไม่มีวันปล่อยให้พรรคเพื่อไทยยื่นเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างแน่นอน เพราะหากปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้น ก็หมายความว่าอนุทินจะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนแรกที่เสียตำแหน่งกลางกสภา เพราะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ดังนั้น ต้องจับตาดูให้ดีว่าอนุทินจะประกาศยุบสภาวันไหน โดยคอการเมืองวิเคราะห์ว่าน่าจะไม่เกินปลายเดือนพฤศจิกายน

    …nn ถ้าหากอนุทินประกาศยุบสภาก่อนจะอยู่ในตำแหน่งได้ครบ 4 เดือน ตามที่ทำ MOAกับพรรคประชาชน ก็จะทำให้พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยยินดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้เกิดการเลือกตั้งเร็วกว่าเดิม แต่คำถามคือหากเลือกตั้งเร็วขึ้น พรรคการเมืองใดจะได้คะแนน สส. มากกว่ากัน เพราะเห็นว่าแต่ละพรรคล้วนคุยโวไว้มากมาย เช่น พรรคประชาชนบอกว่าจะได้ 250 เสียง พรรคเพื่อไทย 200 เสียง แค่สองพรรคนี้ก็ต้องจัดเก้าอี้ สส. ไว้450 ตัวแล้ว แล้วพรรคอื่นๆ จะยอมได้ สส. แค่เพียง 2-3 คนหรือ อย่าลืมว่าพรรคภูมิใจไทยก็หวังไว้อย่างน้อย 120 คนพรรคกล้าธรรมก็ฝันไว้ว่าจะได้ 50-60 เสียง แล้วพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคอื่นๆ เล่า จะฝันไว้กี่เสียง หากทุกอย่างเป็นไปตามความเพ้อฝันของนักการเมืองแล้วละก็ รับรองว่าต้องสร้างสภาใหม่ เพื่อให้มีที่นั่ง สส.800-900 คน ซึ่งดีไม่ต้องถมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ติดกับรัฐสภาเพื่อสร้างที่นั่งให้ สส. ตามความฝัน

    …nn ปิดท้ายด้วยคำคมจากอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ล่าสุด ที่บอกว่าแก้วที่แตกมันคม แล้วจะเอาคมไปตัดวงจรอุบาทว์ในการเมืองไทย ก็ขอเป็นกำลังใจให้อภิสิทธิ์นำพาพรรคประชาธิปัตย์กลับมาให้จงได้ ส่วนประชาธิปัตย์จะกลับมาได้จริงหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นสำคัญ หากเขายังศรัทธาประชาธิปัตย์ และยังเชื่อมั่นในอภิสิทธิ์ ก็น่าจะทำให้ประชาธิปัตย์ฟื้นคืนชีพได้…nn  

    ธรรมกร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/64324&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07dyhwINPm-u85t7cyLd8X

  • คมนาคมยันไม่ขึ้นค่าแท็กซี่ ย้ำเป็นแนวคิดใช้เทคโนโลยีใหม่

    คมนาคมยันไม่ขึ้นค่าแท็กซี่ ย้ำเป็นแนวคิดใช้เทคโนโลยีใหม่

    คมนาคมยันไม่ขึ้นค่าแท็กซี่ ย้ำเป็นแนวคิดใช้เทคโนโลยีใหม่

    นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ขอชี้แจงว่า จากกระแสข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีการปรับอัตราค่าโดยสารรถแท็กซี่ในช่วงเร่งด่วนหรือช่วงรถติด นั้น กรมการขนส่งทางบกขอยืนยัน กรณีดังกล่าวไม่ใช่การปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารแท็กซี่ เป็นแค่การเปลี่ยนเครื่องมือที่ใช้จากมาตรมิเตอร์ค่าโดยสาร มาใช้ระบบ GPS มาคิดในเรื่องค่ารถติดภายใต้สูตรคิดคงเดิม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการ เพื่อลดปัญหาในเรื่องของการปฏิเสธรับผู้โดยสาร โดยขณะนี้เป็นแค่การศึกษาถึงการดำเนินการเท่านั้น ยังไม่ได้นำมาใช้และยังไม่ได้มีการปรับขึ้นใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นการรายงานความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาการปฎิเสธผู้โดยสาร เพื่อให้มีความเป็นธรรมทั้งแท็กซี่ และผู้โดยสาร 
     

    โดยยืนยันว่ายังไม่มีการปรับขึ้นราคาใดๆ ทั้งสิ้น เป็นแนวคิดในการพิจารณานำเทคโนโลยีมาใช้ช่วยในการคิดมาตรมิเตอร์ สำหรับรถแท็กซี่ใหม่ในอนาคตเท่านั้น ซึ่งสูตรการคิดอัตราค่าโดยสารแท็กซี่ยังเป็นแบบเดิม เพียงแต่ใช้ระบบเทคโนโลยีมาใช้ในการคำนวณอัตราค่ารถติด ภายใต้สถานการณ์การจราจรจริงๆ ไม่ใช่การใช้มาตรแบบกลไกที่ใช้อยู่เดิมเพื่อคำนวณกรณีรถติด ซึ่งเคยมีปัญหาการโกงค่ามิเตอร์ในอดีต 

    อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ยังเป็นเพียงแนวคิดต้องศึกษาผลกระทบทั้งหมดอย่างรอบด้านทุกมิติ และหากจะบังคับใช้ ก็จะใช้สำหรับรถใหม่ที่จดทะเบียนในอนาคต หรือภาคสมัครใจ และต้องไม่กระทบหรือเป็นภาระกับผู้ขับแท็กซี่ปัจจุบัน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378968277&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kBlcEtiHhdkaJUUvzHZ5I

  • ปิดตำนานครูใหญ่แห่งโลกภาพยนตร์ไทย “ครูแดง กิติศักดิ์” จากไปในวัย 79 ปี | คมชัดลึก

    ปิดตำนานครูใหญ่แห่งโลกภาพยนตร์ไทย “ครูแดง กิติศักดิ์” จากไปในวัย 79 ปี | คมชัดลึก

    กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน สนใจภาพยนตร์ตั้งแต่เด็ก จากการไปชมภาพยนตร์กับครอบครัวและการที่อยู่ในโรงเรียนประจำที่วิทยาลัยบางแสน ชลบุรี ซึ่งทางโรงเรียนจะเช่าภาพยนตร์ต่างประเทศเป็นฟิล์ม 16 มม.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/entertainment/608753&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27agSpznNzWUiByYkHL_Dk

  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568 ณ วัดศรีโคมคำ พระอารามหลวง จังหวัดพะเยา

    กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568 ณ วัดศรีโคมคำ พระอารามหลวง จังหวัดพะเยา

    กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568 ณ วัดศรีโคมคำ พระอารามหลวง จังหวัดพะเยา


    19/10/2568 | 72 |

    กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568 ณ วัดศรีโคมคำ พระอารามหลวง จังหวัดพะเยา 

          ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประจำปี 2568 โดยมีนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผู้บริหารกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หน่วยงานส่วนท้องถิ่น และประชาชน เข้าร่วม ณ วัดศรีโคมคำ พระอารามหลวง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา โดยมียอดถวายจตุปัจจัยถวายพระราชกุศล ในครั้งนี้รวมทั้งสิ้น 5,009,000 บาท
         สำหรับบรรยากาศวันนี้ ตั้งแต่เวลา 08.30 น. ได้เริ่มเคลื่อนขบวนอัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทาน จากบริเวณลานอนุสาวรีย์พ่อขุนง่าเมือง (ริมกว๊านพะเยา) โดยมี นายวุฒิพงศ์ เนียมหอม หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทาน พร้อมด้วย ข้าราชการและประชาชน เข้าร่วมขบวนจำนวนมาก ไปยังวัดศรีโคมคำ ระยะทางประมาณ 1.4 กิโลเมตร จากนั้นผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อัญเชิญผ้าพระกฐินพระระราชทานไปตั้งไว้บนพานแว่นฟ้าเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งประดิษฐานอยู่หน้าพระวิหารหลวง วัดศรีโคมคำ 
         เวลา 10.00 น. ประธานในพิธีประกอบพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับผ้าพระกฐินพระราชทานจากพานแว่นฟ้า วางผ้าพระกฐินพระราชทานที่พานแว่นฟ้า จุดธูปเทียนชาพระรัตนตรัย กล่าวคำถวายผ้าพระกฐิน ยกพานประเคนผ้าพระกฐินพระราชทานและเทียนพระปาติโมกข์ พระสงฆ์ประกอบพิธีอปโลกนกรรม ถวายเครื่องบริวารพระกฐินพระราชทานแด่พระสงฆ์องค์ครอง ผู้ร่วมพิธีถวายจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระสงฆ์ อ่านคำปวารณาถวายปัจจัยโดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงพระอาราม ถวายใบปวารณาแต่เจ้าอาวาส พระสงฆ์อนุโมทนา และถวายอดิเรก กรวดน้ำ รับพร และกราบลาพระรัตนตรัยและพระสงฆ์
         จากนั้น ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นผู้แทนในการมอบทุนการศึกษา จำนวน 4 ทุนให้สถาบันการศึกษา ได้แก่โรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดศรีโคมคำ โรงเรียนพะเยาพิทยาคม โรงเรียนพินิตประสาธน์ และโรงเรียนเทศบาล 5 (แก้วปัญญาอุปถัมภ์) และเยี่ยมชมการจัดเลี้ยงโรงทานจากหน่วยงานต่าง ๆ พร้อมกล่าวขอบคุณที่มาร่วมงานในโอกาสนี้ด้วย

     


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/1971/iid/432861&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09AvHiEIZo4xsTDsLufEZs

  • ‘อิ๊งค์’ ขอบคุณทุกคะแนนเสียงเลือกตั้งซ่อมกาญจนบุรี มอบให้ ‘เพื่อไทย’ | เดลินิวส์

    ‘อิ๊งค์’ ขอบคุณทุกคะแนนเสียงเลือกตั้งซ่อมกาญจนบุรี มอบให้ ‘เพื่อไทย’ | เดลินิวส์

    ‘อิ๊งค์’ ขอบคุณทุกคะแนนเสียงเลือกตั้งซ่อมกาญจนบุรี มอบให้ ‘เพื่อไทย’

    ‘อิ๊งค์’ ขอบคุณทุกคะแนนเสียงเลือกตั้งซ่อมกาญจนบุรี มอบให้ ‘เพื่อไทย’ บอก แม้ไม่เป็นอย่างที่หวัง พร้อมนำทุกบทเรียนมาเป็นพลังพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นเพื่อประชาชน-อนาคตประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5219775/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VWSzO5XilyAkecpZ9HtXr

  • เลี้ยงลูกแบบคนป่า! ปล่อยเด็กแก้ผ้ากินอาหารบนพื้น อึ้งพ่อแม่เรียนจบสูง อ้างเป็นวิถีธรรมชาติ

    เลี้ยงลูกแบบคนป่า! ปล่อยเด็กแก้ผ้ากินอาหารบนพื้น อึ้งพ่อแม่เรียนจบสูง อ้างเป็นวิถีธรรมชาติ

    เลี้ยงลูกแบบ “เด็กป่า” แก้ผ้าหาอาหารเอง อึ้งพ่อแม่การศึกษาสูง อ้างเป็นวิถีชีวิต คนอื่นไม่มีสิทธิ์ยุ่ง

    เกิดกระแสวิพากษ์ในโลกออนไลน์จีน หลังมีคลิปวิดีโอจากเมืองย่าอัน มณฑลเสฉวน เผยภาพเด็กชายเปลือยกายหมอบอยู่บนขั้นบันได กินอาหารด้วยท่าทางคล้ายสัตว์ จนชาวเน็ตพากันเรียกว่า “เด็กป่า” พร้อมตั้งคำถามถึงสภาพความเป็นอยู่และการเลี้ยงดูของครอบครัวรายนี้

    ตรวจสอบไม่พบการลักพาหรือทำร้าย แต่ชีวิตครอบครัวสุดแปลก

    หลังคลิปดังกล่าวถูกแชร์ต่ออย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เร่งตรวจสอบทันที พบว่าเด็กชายอยู่กับพ่อแม่ตลอดเวลา ไม่มีหลักฐานว่าถูกลักพาหรือทำร้ายร่างกาย โดยครอบครัวกำลังเดินทางจากภาคใต้ไปภาคเหนือของจีนตามแนวทางหลวง ทั้งนี้ ผู้ปกครองระบุว่า เด็กเติบโตในพื้นที่ภูเขามาตั้งแต่เล็ก และการไม่สวมเสื้อผ้าเป็น “วิถีชีวิตของครอบครัว”

     

    ทางการยูนนานเข้าตรวจสอบ พ่อยัน “นี่คือวิถีชีวิตของเรา”

    เมื่อคลิปถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวาง รัฐบาลท้องถิ่นมณฑลยูนนาน ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของบิดา ได้เร่งเข้ามาดำเนินการตรวจสอบ พยายามติดต่อผู้ปกครองแต่ไม่สามารถติดต่อได้ จนกระทั่งในคืนวันที่ 16 ตุลาคม เจ้าหน้าที่สามารถพูดคุยกับบิดาของเด็ก และแจ้งว่าคลิปอาจกระทบต่อจิตใจของลูกชาย แต่พ่อกลับตอบเพียงว่า “นี่คือวิถีชีวิตของเรา คนอื่นไม่มีสิทธิ์มายุ่ง” ก่อนจะวางสายทันที

    พ่อจบมหาวิทยาลัย แม่มีวุฒิปริญญาโท แต่เลี้ยงลูกแบบ “ธรรมชาติสุดขั้ว”

    ข้อมูลเพิ่มเติมระบุว่า พ่อของเด็กเป็นชาวยูนนาน อายุราว 30 ปี จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ส่วนแม่เป็นชาวปักกิ่ง อายุประมาณ 40 ปี และจบปริญญาโท ทั้งคู่พาลูกชายกลับมาอยู่บ้านเกิดกับปู่ย่าเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งตั้งแต่นั้นชาวบ้านก็เริ่มสังเกตเห็นพฤติกรรมแปลก ครอบครัวไม่ให้ลูกสวมเสื้อผ้า โดยให้เหตุผลว่าเด็กมีผื่นแพ้และต้องการใช้ชีวิตแบบ “เติบโตตามธรรมชาติ”

    รัฐตั้งคณะทำงานร่วมตรวจสอบ คุ้มครองสิทธิเด็ก

    รายงานระบุว่า หน่วยงานด้านสังคมสงเคราะห์ ตำรวจ และองค์กรสตรีท้องถิ่นเคยพยายามเข้าไปพูดคุยหลายครั้งแต่ถูกปฏิเสธ ครอบครัวไม่รับอาหารจากคนนอกและปฏิเสธแนวคิดการเลี้ยงดูทั่วไป ขณะนี้รัฐบาลมณฑลยูนนานได้ตั้งคณะทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ในเสฉวนเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง เบื้องต้นตัดประเด็นการลักพาออกไปแล้ว โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตรวจสอบสุขภาพและสิทธิของเด็กตามกฎหมาย เพื่อให้มั่นใจว่าได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news.sanook.com/9851910/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36Zmz72c6BeXE9C_MwcZDO

  • เปิดผลสำรวจ! คนไทย ยังอดทนอยู่หรือเปล่า? ปมขัดแย้ง “ไทย-กัมพูชา”

    เปิดผลสำรวจ! คนไทย ยังอดทนอยู่หรือเปล่า? ปมขัดแย้ง “ไทย-กัมพูชา”

    กองทัพ 

    -ร้อยละ 53.67 ระบุว่า พอใจมาก 
    -ร้อยละ 34.20 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ 
    -ร้อยละ 9.54 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ 
    -ร้อยละ 2.44 ระบุว่า ไม่พอใจเลย 
    -ร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    กระทรวงการต่างประเทศ

    -ร้อยละ 34.66 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ 
    -ร้อยละ 31.83 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ 
    -ร้อยละ 16.95 ระบุว่า ไม่พอใจเลย 
    -ร้อยละ 14.43 ระบุว่า พอใจมาก –
    ร้อยละ 2.13 ระบุว่า ไม่ตอบ/
    ไม่สนใจ

    รัฐบาลไทย 

    -ร้อยละ 38.32 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ 
    -ร้อยละ 26.03 ระบุว่า ไม่พอใจเลย 
    -ร้อยละ 25.80 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ 
    -ร้อยละ 9.62 ระบุว่า พอใจมาก 
    -ร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

                
    เมื่อถามถึงความอดทนของประชาชนต่อสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ในขณะนี้ โดยภาพรวมของประชาชนทั้งประเทศ 

    -ร้อยละ 40.53 ระบุว่า ยังมีความอดทนอยู่พอประมาณ 
    -ร้อยละ 24.43 ระบุว่า หมดความอดทนแล้ว 
    -ร้อยละ 19.69 ระบุว่า เริ่มไม่ค่อยมีความอดทนแล้ว 
    -ร้อยละ 14.74 ระบุว่ายังมีความอดทนสูงอยู่ 
    -ร้อยละ 0.61 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ 

    สำหรับภาพรวมของประชาชนในจังหวัดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา (210 หน่วยตัวอย่าง) 

    -ร้อยละ 38.57 ระบุว่า ยังมีความอดทนอยู่พอประมาณ 
    -ร้อยละ 24.29 ระบุว่า หมดความอดทนแล้ว 
    -ร้อยละ 22.38 ระบุว่า เริ่มไม่ค่อยมีความอดทนแล้ว 
    -ร้อยละ 14.28 ระบุว่า ยังมีความอดทนสูงอยู่ 
    -ร้อยละ 0.48 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    เมื่อถามถึงเรื่องที่ประชาชนมีความกังวลจากสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ในขณะนี้ โดยภาพรวมของประชาชนทั้งประเทศ 

    -ร้อยละ 44.05 ระบุว่า สถานการณ์ความขัดแย้งจะยืดเยื้อยาวนานไม่จบ
    -ร้อยละ 41.76 ระบุว่า สภาพความเป็นอยู่ของประชาชนตามแนวชายแดน 
    -ร้อยละ 31.15 ระบุว่า สถาพความเป็นอยู่เจ้าหน้าที่รัฐ อาสาสมัคร ทหาร ตำรวจ ตามแนวชายแดน 
    -ร้อยละ 21.15 ระบุว่า การรบกันอีกระหว่างไทย-กัมพูชา 
    -ร้อยละ 18.32 ระบุว่า ไม่กังวลอะไรเลย 
    -ร้อยละ 18.24 ระบุว่า ไทยจะเสียดินแดน 
    -ร้อยละ 14.50 ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจชายแดน จากการปิดด่านระยะยาว 
    -ร้อยละ 12.06 ระบุว่า ประเทศมหาอำนาจจะแทรกแซง 
    -ร้อยละ 8.55 ระบุว่า การพลาดท่าให้กัมพูชาในเวทีระหว่างประเทศ 
    -ร้อยละ 7.79 ระบุว่า รัฐบาลจะไม่เปิดไฟเขียวอย่างเต็มที่ให้กองทัพแก้ไขปัญหา 
    -ร้อยละ 6.79 ระบุว่า รัฐบาลจะตัดสินใจเปิดด่าน ทั้ง ๆ ที่สถานการณ์ยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติ 
    -ร้อยละ 5.80 ระบุว่า ความเคลื่อนไหวของนักสิทธิมนุษยชน นักวิชาการ บางคนจะสร้างความได้เปรียบให้กัมพูชา 
    -ร้อยละ 0.91 ระบุว่า มวลชนกลุ่มต่าง ๆ จะขวางการแก้ไขปัญหาของภาครัฐ 

    สำหรับภาพรวมของประชาชนในจังหวัดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา (210 หน่วยตัวอย่าง) 

    -ร้อยละ 46.19 ระบุว่า สถานการณ์ความขัดแย้งจะยืดเยื้อยาวนานไม่จบ รองลงมา 
    -ร้อยละ 44.76 ระบุว่า สภาพความเป็นอยู่ของประชาชนตามแนวชายแดน 
    -ร้อยละ 33.33 ระบุว่า สภาพความเป็นอยู่เจ้าหน้าที่รัฐ อาสาสมัคร ทหาร ตำรวจ ตามแนวชายแดน 
    -ร้อยละ 25.71 ระบุว่า การรบกันอีกระหว่างไทย-กัมพูชา 
    -ร้อยละ 16.67 ระบุว่า ไทยจะเสียดินแดน 
    -ร้อยละ 14.76 ระบุว่า ไม่กังวลอะไรเลย 
    -ร้อยละ 13.33 ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจชายแดน จากการปิดด่านระยะยาว 
    -ร้อยละ 9.52 ระบุว่า การพลาดท่าให้กัมพูชาในเวทีระหว่างประเทศ 
    -ร้อยละ 8.10 ระบุว่า ประเทศมหาอำนาจจะแทรกแซง 
    -ร้อยละ 4.29 ระบุว่า รัฐบาลจะไม่เปิดไฟเขียวอย่างเต็มที่ให้กองทัพแก้ไขปัญหา และรัฐบาลจะตัดสินใจเปิดด่าน ทั้ง ๆ ที่สถานการณ์ยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติ ในสัดส่วนที่เท่ากัน 
    -ร้อยละ 3.33 ระบุว่า ความเคลื่อนไหวของนักสิทธิมนุษยชน นักวิชาการ บางคนจะสร้างความได้เปรียบให้กัมพูชา 
    -ร้อยละ 1.43 ระบุว่า มวลชนกลุ่มต่าง ๆ จะขวางการแก้ไขปัญหาของภาครัฐ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อแนวทางในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ความขัดแย้ง ไทย-กัมพูชา โดยภาพรวมของประชาชนทั้งประเทศ 

    -ร้อยละ 35.19 ระบุว่า กดดันทางเศรษฐกิจ เช่น การปิดด่านต่อไปอย่างจริงจัง งดการนำเข้าส่งออกในทุกกรณี 
    -ร้อยละ 33.97 ระบุว่า ทำอย่างไรก็ได้ แต่ต้องไม่เสียดินแดนและไม่เสียเปรียบให้กัมพูชา 
    -ร้อยละ 24.81 ระบุว่า เปิดเจรจาทางการทูตสองฝ่ายอย่างจริงจัง 
    -ร้อยละ 22.06 ระบุว่า รัฐบาลต้องเปิดไฟเขียวอย่างเต็มที่ให้กองทัพแก้ไขปัญหา 
    -ร้อยละ 21.68 ระบุว่า รัฐบาลต้องเยียวยา ดูแล ประชาชน ภาคธุรกิจ ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ 
    -ร้อยละ 20.99 ระบุว่า รบจนกว่าจะได้ชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จหรือได้เปรียบกัมพูชา 
    -ร้อยละ 11.22 ระบุว่า ป้องกันอย่าให้ประเทศมหาอำนาจเข้าแทรกแซง 
    -ร้อยละ 9.92 ระบุว่า กดดัน ฟ้องร้องและประณามกัมพูชาผ่านกลไกระหว่างประเทศ และทำอย่างไรก็ได้ แต่ขออย่าให้มีการสู้รบกัน ในสัดส่วนที่เท่ากัน 
    -ร้อยละ 6.41 ระบุว่า ให้มีประเทศที่สามเป็นตัวกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาท 
    -ร้อยละ 2.37 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ 
    -ร้อยละ 2.21 ระบุว่า แทรกแซงการเมืองภายในประเทศกัมพูชาเพื่อล้มอำนาจ ฮุน เซน และรัฐบาล ฮุน มาเนต 
    -ร้อยละ 1.37 ระบุว่า ใช้กลไกศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ตามข้อเรียกร้องของกัมพูชา 
    -ร้อยละ 1.07 ระบุว่า เปิดด่านทั้งหมดเพื่อให้เศรษฐกิจชายแดนเข้าสู่ภาวะปกติ

    สำหรับภาพรวมของประชาชนในจังหวัดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา (210 หน่วยตัวอย่าง) 

    -ร้อยละ 39.05 ระบุว่า ทำอย่างไรก็ได้ แต่ต้องไม่เสียดินแดนและไม่เสียเปรียบให้กัมพูชา 
    -รัฐบาลต้องเยียวยา ดูแล ประชาชน ภาคธุรกิจ ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ 
    -ร้อยละ 20.48 ระบุว่า เปิดเจรจาทางการทูตสองฝ่ายอย่างจริงจัง 
    -ร้อยละ 19.52 ระบุว่า รัฐบาลต้องเปิดไฟเขียวอย่างเต็มที่ให้กองทัพแก้ไขปัญหา 
    -ร้อยละ 18.10 ระบุว่า รบจนกว่าจะได้ชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จหรือได้เปรียบกัมพูชา 
    -ร้อยละ 10.00 ระบุว่า ทำอย่างไรก็ได้ แต่ขออย่าให้มีการสู้รบกัน 
    -ร้อยละ 7.14 ระบุว่า ป้องกันอย่าให้ประเทศมหาอำนาจเข้าแทรกแซง 
    -ร้อยละ 6.67 ระบุว่า กดดัน ฟ้องร้องและประณามกัมพูชาผ่านกลไกระหว่างประเทศ 
    -ร้อยละ 4.76 ระบุว่า ให้มีประเทศที่สามเป็นตัวกลาง ในการเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาท 
    -ร้อยละ 3.81 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ 
    -ร้อยละ 2.86 ระบุว่า แทรกแซงการเมืองภายในประเทศกัมพูชาเพื่อล้มอำนาจ ฮุน เซน และรัฐบาล ฮุน มาเนต 
    -ร้อยละ 0.95 ระบุว่า เปิดด่านทั้งหมดเพื่อให้เศรษฐกิจชายแดนเข้าสู่ภาวะปกติ 
    -ร้อยละ 0.48 ระบุว่า ใช้กลไกศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ตามข้อเรียกร้องของกัมพูชา

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง 

    -ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ 
    -ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง 
    -ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ 
    -ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 
    -ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ 
    -ร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก 

    โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

     
    ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.34 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 96.64 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 2.37 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.99 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

    ตัวอย่าง ร้อยละ 36.33 สถานภาพโสด ร้อยละ 61.76 สมรส และร้อยละ 1.91 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.23 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 16.64 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 36.10 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 9.24 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 32.29 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 5.50 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    ตัวอย่าง ร้อยละ 9.69 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 15.50 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 24.97 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 10.23 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 14.35 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 18.70 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 6.56 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

    ตัวอย่าง ร้อยละ 19.62 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 3.44 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 14.96 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 32.06 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 12.90 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 4.81 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 2.60 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 0.99 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.15 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.07 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 0.61 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 7.79 ไม่ระบุรายได้

    เปิดผลสำรวจ! คนไทย ยังอดทนอยู่หรือเปล่า? ปมขัดแย้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/current-issue/378968256&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2C6dt18lmnWu-F0uhLVVZE

  • “กมธ.เทคโนโลยีสารสนเทศฯ วุฒิสภา” เปิดเวทีระดมสมอง หาทางออกทีวีดิจิทัลไทย ท่ามกลางความเหลื่อมล้ำโครงข่าย

    “กมธ.เทคโนโลยีสารสนเทศฯ วุฒิสภา” เปิดเวทีระดมสมอง หาทางออกทีวีดิจิทัลไทย ท่ามกลางความเหลื่อมล้ำโครงข่าย

    วันอาทิตย์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.09 น.

    “กมธ.เทคโนโลยีสารสนเทศฯ วุฒิสภา” เปิดเวทีระดมสมองถกอนาคตทีวีไทย  ชี้ต้นทุนโครงข่ายสูง–โครงสร้างไม่เท่าเทียม เร่งหาทางออกเชิงนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลไทยให้ยั่งยืน

    เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2568   คณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา ร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม จัดสัมมนาเรื่อง “อนาคตทีวีไทย : ทางเลือกใหม่ ท่ามกลางความท้าทาย” ณ อาคารรัฐสภา โดยมี นายนิเวศ พันธ์เจริญวรกุล ประธานคณะกรรมาธิการฯ เป็นประธานเปิดการสัมมนา และ นายสุทนต์ กล้าการขาย รองประธานคณะกรรมาธิการฯ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ กล่าวรายงาน พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการฯ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรวิชาชีพสื่อ และผู้ประกอบการในกิจการโทรทัศน์ดิจิทัลเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

    นายนิเวศ กล่าวว่า นับตั้งแต่ประเทศไทยเข้าสู่ยุคโทรทัศน์ระบบดิจิทัล แม้จะเกิดพัฒนาการด้านเทคโนโลยีและเพิ่มทางเลือกให้ผู้ชม แต่ผู้ประกอบการก็ต้องเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะต้นทุนโครงข่าย (MUX) ที่สูง ความซ้ำซ้อนของภารกิจระหว่างผู้ให้บริการ และความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงทรัพยากรของผู้ประกอบการรายเล็กและรายใหญ่ รวมถึงเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    “การสัมมนาครั้งนี้เป็นการเปิดเวทีให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เสนอแนวทางเชิงนโยบาย และร่วมกำหนดทิศทางอนาคตของกิจการโทรทัศน์ไทย เพื่อให้สามารถปรับตัวได้ภายใต้ยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และส่งเสริมความยั่งยืนของกิจการโทรทัศน์ไทยในระยะยาว” นายนิเวศกล่าว

    ด้าน นายสุทนต์ กล้าการขาย รองประธานคณะกรรมาธิการฯ และประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ กล่าวว่า กว่าทศวรรษที่ผ่านมา การเปลี่ยนผ่านจากระบบแอนะล็อกสู่ระบบดิจิทัลได้เปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันและความหลากหลายของช่องรายการอย่างเป็นรูปธรรม แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีอุปสรรคสำคัญหลายด้าน โดยเฉพาะ ต้นทุนการใช้โครงข่าย (MUX) ที่สูง และการกระจายตัวของผู้ให้บริการหลายรายที่ขาดการเชื่อมโยงและความร่วมมือที่เป็นระบบ ส่งผลให้เกิดความซ้ำซ้อนและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่กับรายย่อย

    โดยนายสุทนต์เสนอแนวทางเชิงนโยบายเพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความเป็นธรรมในระบบทีวีดิจิทัล ว่า ควรให้มีการปรับโครงสร้างการกำกับดูแลหรือรวมโครงข่ายบางส่วน เพื่อลดความซ้ำซ้อนของภารกิจและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า พร้อมทั้งแยกโครงข่ายของช่องบริการสาธารณะออกจากช่องเชิงพาณิชย์ เพื่อให้การกำกับดูแลเป็นไปอย่างชัดเจนและเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของแต่ละประเภท 

    นายสุทนต์ยังเสนอให้จัดตั้งโครงสร้างร่วมทุนกลาง (Shared Infrastructure) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการช่องรายการที่ไม่มีโครงข่ายของตนเองสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างเท่าเทียม แนวทางทั้งหมดนี้มุ่งสร้างระบบทีวีที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

    “ผมเห็นว่าควรมีการทบทวนบทบาทของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในการควบคุมราคาโครงข่าย กำหนดมาตรฐานการให้บริการ และออกมาตรการสนับสนุนการปรับตัวของผู้ให้บริการเดิม เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพอุตสาหกรรมโทรทัศน์ยุคใหม่ด้วย” นายสุทนต์กล่าว

    ในงานสัมมนาวันนี้ยังมีการบรรยายเรื่อง “สรุปผลการพิจารณาศึกษาแนวทางส่งเสริมและกำกับดูแลกิจการโทรทัศน์ของประเทศไทย” โดย นางสาวพิมพ์ประไพ จิตหาญ อนุกรรมาธิการฯ ซึ่งนำเสนอผลการศึกษาด้านความเป็นไปได้ในการปรับปรุงรูปแบบการให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล และแนวทางการปรับปรุงการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    นอกจากนี้ยังมีการอภิปรายในหัวข้อ “อนาคตทีวีไทย : ทางเลือกใหม่ ท่ามกลางความท้าทาย” โดยมี นายสุทนต์ กล้าการขาย เป็นผู้ดำเนินรายการ ร่วมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา ได้แก่ ศาสตราจารย์กิตติคุณ พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์ นายฉัตรชัย ตะวันธรงค์ ที่ปรึกษาสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ประเทศไทย) นายอุดมศักดิ์ ชูฤทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สำนักวิศวกรรมโครงข่าย บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) และนาง ชาลินี ฮิราโน รองนายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย โดยผู้ร่วมอภิปรายได้แลกเปลี่ยนมุมมองอย่างเข้มข้น ทั้งในด้านการพัฒนาโครงสร้างโครงข่าย การปรับตัวของสถานีโทรทัศน์ต่อการแข่งขันจากแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงแนวทางสร้างระบบนิเวศสื่อใหม่ที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายอยู่รอดได้อย่างเป็นธรรม

    ในตอนท้ายของการสัมมนา นายสุทนต์ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯ จะรวบรวมข้อมูล องค์ความรู้ และข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนที่เข้าร่วม นำไปจัดทำข้อเสนอในการพิจารณาศึกษาเรื่อง “แนวทางการส่งเสริมและกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรทัศน์ดิจิทัลของประเทศไทย” เพื่อให้กิจการโทรทัศน์ไทยมีความเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อประโยชน์สาธารณะ
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/451030&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pUQv4NCDgkuWJeBaHka2a

  • นิด้าโพลชี้คนไทยแทบทนไม่ไหวเรื่องกัมพูชาชี้ยังไม่พอใจผลงานรัฐบาล

    นิด้าโพลชี้คนไทยแทบทนไม่ไหวเรื่องกัมพูชาชี้ยังไม่พอใจผลงานรัฐบาล

    19 ต.ค. 2568 – ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “คนไทย ยังอดทนอยู่หรือเปล่า?” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 14-16 ตุลาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความพอใจและความกังวลของประชาชนจากสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงความพอใจต่อบทบาทของภาคส่วนต่าง ๆ จากสถานการณ์ความขัดแย้ง
    ไทย-กัมพูชา พบว่า

    1. กองทัพ ตัวอย่าง ร้อยละ 53.67 ระบุว่า พอใจมาก รองลงมา ร้อยละ 34.20 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ
    ร้อยละ 9.54 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ ร้อยละ 2.44 ระบุว่า ไม่พอใจเลย และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    2. กระทรวงการต่างประเทศ ตัวอย่าง ร้อยละ 34.66 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ รองลงมา ร้อยละ 31.83 ระบุว่า
    ไม่ค่อยพอใจ ร้อยละ 16.95 ระบุว่า ไม่พอใจเลย ร้อยละ 14.43 ระบุว่า พอใจมาก และร้อยละ 2.13 ระบุว่า ไม่ตอบ/
    ไม่สนใจ

    3. รัฐบาลไทย ตัวอย่าง ร้อยละ 38.32 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ รองลงมา ร้อยละ 26.03 ระบุว่า ไม่พอใจเลย
    ร้อยละ 25.80 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ ร้อยละ 9.62 ระบุว่า พอใจมาก และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    เมื่อถามถึงความอดทนของประชาชนต่อสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ในขณะนี้ โดยภาพรวม
    ของประชาชนทั้งประเทศ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 40.53 ระบุว่า ยังมีความอดทนอยู่พอประมาณ รองลงมา ร้อยละ 24.43 ระบุว่า หมดความอดทนแล้ว ร้อยละ 19.69 ระบุว่า เริ่มไม่ค่อยมีความอดทนแล้ว ร้อยละ 14.74 ระบุว่า ยังมีความอดทนสูงอยู่ และร้อยละ 0.61 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ สำหรับภาพรวมของประชาชนในจังหวัดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา (210 หน่วยตัวอย่าง) พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 38.57 ระบุว่า ยังมีความอดทนอยู่พอประมาณ รองลงมา ร้อยละ 24.29 ระบุว่า หมดความอดทนแล้ว ร้อยละ 22.38 ระบุว่า เริ่มไม่ค่อยมีความอดทนแล้ว ร้อยละ 14.28 ระบุว่า ยังมีความอดทนสูงอยู่ และร้อยละ 0.48 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    เมื่อถามถึงเรื่องที่ประชาชนมีความกังวลจากสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ในขณะนี้ โดยภาพรวม
    ของประชาชนทั้งประเทศ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 44.05 ระบุว่า สถานการณ์ความขัดแย้งจะยืดเยื้อยาวนานไม่จบรองลงมา ร้อยละ 41.76 ระบุว่า สภาพความเป็นอยู่ของประชาชนตามแนวชายแดน ร้อยละ 31.15 ระบุว่า สถาพความเป็นอยู่เจ้าหน้าที่รัฐ อาสาสมัคร ทหาร ตำรวจ ตามแนวชายแดน ร้อยละ 21.15 ระบุว่า การรบกันอีกระหว่างไทย-กัมพูชา ร้อยละ 18.32 ระบุว่า ไม่กังวลอะไรเลย ร้อยละ 18.24 ระบุว่า ไทยจะเสียดินแดน ร้อยละ 14.50 ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจชายแดน จากการปิดด่านระยะยาว ร้อยละ 12.06 ระบุว่า ประเทศมหาอำนาจจะแทรกแซง ร้อยละ 8.55 ระบุว่า การพลาดท่าให้กัมพูชาในเวทีระหว่างประเทศ ร้อยละ 7.79 ระบุว่า รัฐบาลจะไม่เปิดไฟเขียวอย่างเต็มที่ให้กองทัพแก้ไขปัญหา ร้อยละ 6.79 ระบุว่า รัฐบาลจะตัดสินใจเปิดด่าน ทั้ง ๆ ที่สถานการณ์ยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติ ร้อยละ 5.80 ระบุว่า ความเคลื่อนไหวของนักสิทธิมนุษยชน นักวิชาการ บางคนจะสร้างความได้เปรียบให้กัมพูชา และร้อยละ 0.91 ระบุว่า มวลชนกลุ่มต่าง ๆ จะขวางการแก้ไขปัญหาของภาครัฐ

    สำหรับภาพรวมของประชาชนในจังหวัดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา (210 หน่วยตัวอย่าง) พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 46.19 ระบุว่า สถานการณ์ความขัดแย้งจะยืดเยื้อยาวนานไม่จบ รองลงมา ร้อยละ 44.76 ระบุว่า สภาพความเป็นอยู่ของประชาชนตามแนวชายแดน ร้อยละ 33.33 ระบุว่า สภาพความเป็นอยู่เจ้าหน้าที่รัฐ อาสาสมัคร ทหาร ตำรวจ ตามแนวชายแดน ร้อยละ 25.71 ระบุว่า การรบกันอีกระหว่างไทย-กัมพูชา ร้อยละ 16.67 ระบุว่า ไทยจะเสียดินแดน ร้อยละ 14.76 ระบุว่า ไม่กังวลอะไรเลย ร้อยละ 13.33 ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจชายแดน จากการปิดด่านระยะยาว ร้อยละ 9.52 ระบุว่า การพลาดท่าให้กัมพูชาในเวทีระหว่างประเทศ ร้อยละ 8.10 ระบุว่า ประเทศมหาอำนาจจะแทรกแซง ร้อยละ 4.29 ระบุว่า รัฐบาลจะไม่เปิดไฟเขียวอย่างเต็มที่ให้กองทัพแก้ไขปัญหา และรัฐบาลจะตัดสินใจเปิดด่าน ทั้ง ๆ ที่สถานการณ์ยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติ ในสัดส่วนที่เท่ากัน ร้อยละ 3.33 ระบุว่า ความเคลื่อนไหวของนักสิทธิมนุษยชน นักวิชาการ บางคนจะสร้างความได้เปรียบให้กัมพูชา และร้อยละ 1.43 ระบุว่า มวลชนกลุ่มต่าง ๆ จะขวางการแก้ไขปัญหา
    ของภาครัฐ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อแนวทางในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ความขัดแย้ง
    ไทย-กัมพูชา โดยภาพรวมของประชาชนทั้งประเทศ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 35.19 ระบุว่ากดดันทางเศรษฐกิจ
    เช่น การปิดด่านต่อไปอย่างจริงจัง งดการนำเข้าส่งออกในทุกกรณี รองลงมา ร้อยละ 33.97 ระบุว่า ทำอย่างไรก็ได้ แต่ต้องไม่เสียดินแดนและไม่เสียเปรียบให้กัมพูชา ร้อยละ 24.81 ระบุว่า เปิดเจรจาทางการทูตสองฝ่ายอย่างจริงจัง ร้อยละ 22.06 ระบุว่า รัฐบาลต้องเปิดไฟเขียวอย่างเต็มที่ให้กองทัพแก้ไขปัญหา ร้อยละ 21.68 ระบุว่า รัฐบาลต้องเยียวยา ดูแล ประชาชน ภาคธุรกิจ ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ ร้อยละ 20.99 ระบุว่า รบจนกว่าจะได้ชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จหรือได้เปรียบกัมพูชา ร้อยละ 11.22 ระบุว่า ป้องกันอย่าให้ประเทศมหาอำนาจเข้าแทรกแซง ร้อยละ 9.92 ระบุว่า กดดัน ฟ้องร้องและประณามกัมพูชาผ่านกลไกระหว่างประเทศ และทำอย่างไรก็ได้ แต่ขออย่าให้มีการสู้รบกัน ในสัดส่วนที่เท่ากัน ร้อยละ 6.41 ระบุว่า ให้มีประเทศที่สามเป็นตัวกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ร้อยละ 2.37 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ ร้อยละ 2.21 ระบุว่า แทรกแซงการเมืองภายในประเทศกัมพูชาเพื่อล้มอำนาจ ฮุน เซน และรัฐบาล ฮุน มาเนต ร้อยละ 1.37 ระบุว่า ใช้กลไกศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ตามข้อเรียกร้องของกัมพูชา และร้อยละ 1.07 ระบุว่า เปิดด่านทั้งหมดเพื่อให้เศรษฐกิจชายแดนเข้าสู่ภาวะปกติ

    สำหรับภาพรวมของประชาชนในจังหวัดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา (210 หน่วยตัวอย่าง) พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 39.05 ระบุว่า ทำอย่างไรก็ได้ แต่ต้องไม่เสียดินแดนและไม่เสียเปรียบให้กัมพูชา รองลงมา ร้อยละ 32.86 ระบุว่า กดดันทางเศรษฐกิจ เช่น การปิดด่านต่อไปอย่างจริงจัง งดการนำเข้าส่งออกในทุกกรณี ร้อยละ 22.38 ระบุว่า รัฐบาลต้องเยียวยา ดูแล ประชาชน ภาคธุรกิจ ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ ร้อยละ 20.48 ระบุว่า เปิดเจรจาทางการทูตสองฝ่ายอย่างจริงจัง ร้อยละ 19.52 ระบุว่า รัฐบาลต้องเปิดไฟเขียวอย่างเต็มที่ให้กองทัพแก้ไขปัญหา ร้อยละ 18.10 ระบุว่า รบจนกว่าจะได้ชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จหรือได้เปรียบกัมพูชา ร้อยละ 10.00 ระบุว่า ทำอย่างไรก็ได้ แต่ขออย่าให้มีการสู้รบกัน ร้อยละ 7.14 ระบุว่า ป้องกันอย่าให้ประเทศมหาอำนาจเข้าแทรกแซง ร้อยละ 6.67 ระบุว่า กดดัน ฟ้องร้องและประณามกัมพูชาผ่านกลไกระหว่างประเทศ ร้อยละ 4.76 ระบุว่า ให้มีประเทศที่สามเป็นตัวกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ร้อยละ 3.81 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ ร้อยละ 2.86 ระบุว่า แทรกแซงการเมืองภายในประเทศกัมพูชาเพื่อล้มอำนาจ ฮุน เซน และรัฐบาล ฮุน มาเนต ร้อยละ 0.95 ระบุว่า เปิดด่านทั้งหมดเพื่อให้เศรษฐกิจชายแดนเข้าสู่ภาวะปกติ และร้อยละ 0.48 ระบุว่า ใช้กลไกศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ตามข้อเรียกร้องของกัมพูชา

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/881231/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Zq-ltVg5qcwzDwBAbC6hQ

  • ปิดฉาก “งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่​ 30” คนทะลัก 1.5 ล้าน ยอดขายพุ่ง 474 ล้าน!

    ปิดฉาก “งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่​ 30” คนทะลัก 1.5 ล้าน ยอดขายพุ่ง 474 ล้าน!

    ปิดฉาก “งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 (Book Expo Thailand 2025)” ทุบสถิติทะลุ 1.5 ล้านคน! ยอดขายกว่า 474 ล้านบาท “Gen Z” พลังขับเคลื่อนหลัก “นิยาย” ครองแชมป์

    ณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) เ

    เมื่อวันที่ 19 ต.ค.68 สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ประกาศความสำเร็จยิ่งใหญ่ “งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 (Book Expo Thailand 2025)” ปิดฉากอย่างสมบูรณ์แบบ ทุบสถิติยอดผู้เข้าชมทะลุ 1.5 ล้านคน สร้างเม็ดเงินสะพัดรวมกว่า 474 ล้านบาท โดยมีพลังของ “Gen Z” เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญแห่งยุค ขณะที่ “นิยาย” ผงาดขึ้นแท่นหนังสือยอดนิยม แซง “การ์ตูน” ครองตำแหน่งแชมป์หนังสือขายดีแห่งปี

    นายณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) เปิดเผยว่า การจัดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 (Book Expo Thailand 2025) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-19 ตุลาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ รวมระยะเวลาการจัดงาน 11 วัน ประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย สะท้อนให้เห็นถึงกระแสผู้อ่านที่หลั่งไหลเข้าร่วมงานอย่างล้นหลามทุกวัน ยอดรวมผู้เข้าชมงานในครั้งนี้จะสร้างสถิติสูงสุดใหม่ (New High) อีกครั้ง มีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 1.5 ล้านคน สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1.4 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 7% ส่งผลให้มีเงินสะพัดภายในงานกว่า 474 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 8.2% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

    ความสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนพลังของนักอ่านทุกเพศทุกวัยเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำว่า “พลังอ่าน” ของคนไทยกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง โดยเฉพาะกลุ่ม “นิวเจน” ที่กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของวงการหนังสือยุคใหม่ ทำให้ “การอ่าน” กลับมา “เท่” ที่สุด! ในรอบปี และกลายเป็นเทรนด์ที่แพร่กระจายไปทั่วโลกออนไลน์

    จากข้อมูลสถิติพบว่า กลุ่ม “Gen Z” อายุระหว่าง 12–28 ปี มีสัดส่วนผู้เข้าร่วมงานสูงถึง 70% เพิ่มขึ้นจากการจัดงานครั้งก่อนถึง 20% สะท้อนอย่างชัดเจนว่าคนรุ่นใหม่หันมาให้ความสำคัญกับ “หนังสือเล่ม” และมอง “การอ่าน” เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ขณะเดียวกันพบว่านักอ่านใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนราว 1,000 บาท แสดงให้เห็นว่าหนังสือยังคงมีคุณค่าในใจของคนไทย

    ซาบิดา​ ไทยเศรษฐ์​ รมว.วัฒนธรรม

    ประเภทหนังสือยอดนิยม 5 อันดับแรก ได้แก่

    1. นิยาย
    2. การ์ตูน/มังงะ
    3. How-to / ให้กำลังใจ
    4. ตำราเรียน
    5. เด็กและเยาวชน

    นายณัฐกร กล่าวว่า “สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในปีนี้คือกระแส ‘นิยาย’ ที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง มียอดขายแซงหน้าการ์ตูน/มังงะ ที่เคยครองแชมป์ในอดีต โดยเฉพาะนิยายแนวสยองขวัญ–สืบสวนสอบสวน, นิยายแฟนตาซี, นิยายรัก, นิยายวาย (Boys’ Love) และนิยายยูริ (Yuri) ซึ่งทั้งหมดสะท้อนรสนิยมการอ่านที่เปิดกว้างและมีสีสันของคนรุ่นใหม่”

    สำหรับปัจจัยความสำเร็จของงานครั้งนี้ มาจากการที่สำนักพิมพ์ต่างๆ ปรับกลยุทธ์อย่างสร้างสรรค์ ทั้งการนำเสนอคอนเทนต์ที่ตรงใจผู้อ่าน การสร้างกระแสผ่านโซเชียลมีเดียด้วยการเปิดตัวหนังสือใหม่ การรีวิวไวรัล ไปจนถึงการผลิตหนังสือในรูปแบบพิเศษ เช่น ปกสกรีนสีสันโดดเด่นบริเวณสันปกและขอบกระดาษ หรือปกวาดมือแบบ Limited Edition ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในต่างประเทศและเริ่มเติบโตในไทย โดยเฉพาะในกลุ่มนักสะสมที่มองว่าหนังสือคือ “งานศิลปะที่คู่ควรแก่การสะสม”

    ณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) เ

    นายณัฐกร กล่าวย้ำว่า “จำนวนผู้คนที่มาร่วมงานอย่างล้นหลามเกินคาด สะท้อนว่าคนไทยยังคงรักการอ่าน และพร้อมเติมเต็มความสุขในชีวิตผ่านหนังสือเล่มที่ชื่นชอบ การอ่านไม่ใช่เรื่องเชยอีกต่อไป แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความคิดและรสนิยมของคนยุคใหม่”

    สำหรับอุตสาหกรรมหนังสือไทยในปีนี้ คาดว่ามีมูลค่ารวมราว 20,000 ล้านบาท โดยความสำเร็จของงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 (Book Expo Thailand 2025) ถือเป็นแรงผลักดันสำคัญที่จุดประกายวงการหนังสือให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ทั้งด้านยอดขายและพลังผู้อ่าน โดย PUBAT คาดการณ์ว่าปีหน้าตลาดหนังสือจะยังคงเติบโตต่อเนื่องราว 5–10%

    ปัจจัยหนุนหลักมาจาก “สื่อผสม” (Cross Media) ที่ส่งเสริมการอ่าน เช่น ภาพยนตร์ ซีรีส์ พอดแคสต์ รวมถึงการเติบโตของ E-Book และ Audio Book ที่ทำให้การเข้าถึงหนังสือสะดวกยิ่งขึ้น ส่วนปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังคือ ราคาหนังสือที่สูงขึ้น ส่วนแบ่งรายได้ของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ยังค่อนข้างมาก และพื้นที่จัดเก็บหนังสือของคนรุ่นใหม่ที่จำกัด

    อย่างไรก็ตาม PUBAT เชื่อมั่นว่า ด้วยพลังของผู้อ่านรุ่นใหม่และการสร้างสรรค์ไม่หยุดยั้งของผู้ผลิตเนื้อหา อุตสาหกรรมหนังสือไทยจะยังคงก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง และ “การอ่าน” จะยังคงเป็นเครื่องหมายของ “คนเท่” ในยุคใหม่ที่ใช้ความรู้และจินตนาการเป็นพลังขับเคลื่อนชีวิต
    ……………..
    Footage: ปิดฉาก มหกรรมหนังสือฯ (19 ต.ค 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/249993&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38Dqx3SkG6ZDC4UEl8AOK-