Category: วัฒนธรรม

  • ธอส. รับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ ผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปี 2568 – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ธอส. รับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ ผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปี 2568 – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) รับมอบ “โล่ประกาศเกียรติคุณผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปี 2568” จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้ให้การสนับสนุนและสร้างคุณประโยชน์ในกิจการของกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนสำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและคุณภาพการศึกษาให้แก่นักเรียน และครูของโรงเรียนในสังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนมาอย่างต่อเนื่อง

    นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) รับมอบ “โล่ประกาศเกียรติคุณผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปี 2568” เนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 โดยมี พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี โดย ธอส.ให้การสนับสนุนและสร้างคุณประโยชน์ในกิจการของกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนสำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ ซึ่งเป็นการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและคุณภาพการศึกษาให้แก่นักเรียน และครูของโรงเรียนในสังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2554 ถึงปัจจุบันรวมกว่า 5,960 ราย ผ่าน 4 โครงการ ได้แก่

    1. โครงการสร้างหรือซ่อมแซมอาคารเรียนในถิ่นทุรกันดารโรงเรียนในสังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน จำนวน 7 โรงเรียน ส่งผลให้นักเรียนและครูมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดย ธอส. ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน คัดเลือกโรงเรียนที่มีอาคารเรียนไม่เพียงพอต่อจำนวนนักเรียน สภาพอาคารเรียนเก่า ทรุดโทรม เพื่อดำเนินการก่อสร้าง ปรับปรุงซ่อมแซม โดยตั้งแต่ปี 2554 ถึงปัจจุบัน ธอส. ได้สนับสนุนโรงเรียนในถิ่นทุรกันดารแล้วจำนวน 39 แห่ง
    2. โครงการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้แก่ครอบครัวของนักเรียน จำนวน 20 ครอบครัว ส่งผลให้นักเรียนในโครงการได้มีที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสมมากขึ้น
    3. โครงการยกระดับคุณภาพการศึกษา (พัฒนาครู) ต่อยอดความรู้ให้กับครูโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน โดยครูที่เข้าร่วมโครงการสามารถนำความรู้ความสามารถที่ได้จากการอบรมไปต่อยอดเพื่อพัฒนาถิ่นฐานบ้านเกิด และทำการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
    4. โครงการสนับสนุนสื่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้โรงเรียนในสังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนทั่วประเทศ ส่งผลให้นักเรียนในถิ่นทุรกันดารได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพ รวมถึงเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษในด้านต่าง ๆ เช่น การอ่าน การเขียน การฟัง และการพูด ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้ การสนับสนุนกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้านการศึกษา ซึ่งเป็น 1 ใน 5 ด้านของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือ CSR ของธนาคาร โดย ธอส.
    เข้ารับมอบ “โล่ประกาศเกียรติคุณผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปี 2568”
    ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/20/587571/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3O6bodLVEIQamD1BxUxoVR

  • วว. เปิดบ้านงานวิจัยต้อนรับหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    วว. เปิดบ้านงานวิจัยต้อนรับหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    วว. เปิดบ้านงานวิจัยต้อนรับหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และบุคลากร ร่วมต้อนรับ ศ. (วิจัย) ดร. ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ประธานกรรมการ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ผศ. ดร.กานดา บุญโสธรสถิต ผู้อำนวยการ บพข. พร้อมคณะ ในโอกาสติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการและประชุมหารือ เนื่องในงาน “เปิดบ้านนักวิจัย วว.” ในวันที่ 20 ตุลาคม 2568 ณ วว. เทคโนธานี คลองห้า จ.ปทุมธานี

    โอกาสนี้ วว. ได้จัดแสดงนิทรรศการผลงานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) พร้อมนำเสนอโครงการวิจัย พัฒนาและบริการ ซึ่ง บพข. สนับสนุนทุนวิจัยให้กับ วว. เพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมในเชิงพาณิชย์ ซึ่งมีทั้งโครงการที่ดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2566 และ 2567 รวมทั้งโครงการต่อเนื่องและโครงการใหม่ในปี 2568 คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 354,448,133 ล้านบาท จำนวน 25 โครงการ ดังนี้

    ปี 2566 – 2567 จำนวน 13 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการพัฒนาสถานที่และกระบวนการผลิต Allogenic umbilical cord-derived mesenchymal stem cell ตามมาตรฐาน GMP สำหรับการรักษาด้วยเซลล์บำบัด 2.โครงการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารมูลค่าสูงด้วยเทคโนโลยีจุลินทรีย์โพรไบโอติกท้องถิ่นสายพันธุ์ไทย 3. โครงการต้นแบบผลิตวัสดุดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากเถ้าโรงไฟฟ้าเพื่อรองรับสังคมคาร์บอนต่ำ 4.โครงการพัฒนาต้นแบบศูนย์นวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อจัดการและแปรรูปวัสดุรีไซเคิลครบวงจร 5. โครงการวิจัยและพัฒนาพอลิเมอร์ดูดซับน้ำมากจากชานอ้อยสำหรับผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัย 6.โครงการยกระดับห้องปฏิบัติการทดสอบข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวไทยให้ปลอดภัยและเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ด้วยการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 (ปีที่ 2) 7. โครงการพัฒนาศักยภาพการสอบเทียบเครื่องวัดความชื้นข้าว (ปีที่ 2) 8.โครงการสร้างเครือข่ายและยกระดับความสามารถห้องปฏิบัติการทดสอบมาตรฐานพลาสติก rPET สำหรับบรรจุภัณฑ์สัมผัสอาหาร 9. โครงการเสริมศักยภาพการทดสอบสมรรถนะความปลอดภัยยานยนต์ไฟฟ้า L3 และ M1 แบบเต็มคัน 10.โครงการทดสอบสมบัติการสลายตัวทางชีวภาพในน้ำทะเลและระดับความเป็นพิษตกค้างตามมาตรฐานสากลสำหรับผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม (ปีที่ 3) 11.โครงการพัฒนานวัตกรรมต้นแบบในการผลิตวัสดุเคมีชีวภาพมูลค่าสูงจากชีวมวลและของเหลือทิ้งภาคการเกษตร 12. โครงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ฐานชีวภาพสำหรับแคปซูลกาแฟ และ 13.โครงการผลิตปุ๋ยเชิงเดี่ยวไนโตรเจนสูงรูปพื้นฐานเกลือแอมโมเนียมคลอไรด์ (สูตร 25-0-0) จากผมและขนสัตว์

    ปี 2568 จำนวน 12 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการพัฒนาสถานที่และกระบวนการผลิต Allogenic umbilical cord-derived mesenchymal stem cell ตามมาตรฐาน GMP สำหรับการรักษาด้วยเซลล์บำบัด (ระยะที่ 2) 2. โครงการจัดตั้งระบบธนาคารชีวภาพแบบอัตโนมัติเพื่อรองรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ขั้นสูง 3.โครงการวิจัยและพัฒนาวัสดุเรซินเชิงประกอบสำหรับการพิมพ์สามมิติในงานทันตกรรมเพื่อทดแทนการนำเข้า 4. โครงการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารมูลค่าสูง ด้วยเทคโนโลยีจุลินทรีย์โพรไบโอติกท้องถิ่นสายพันธุ์ใหม่ (ปีที่ 2) 5.โครงการพัฒนาสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีความบริสุทธิ์สูงจากสมุนไพร 6. โครงการพัฒนาพลาสติกคอมโพสิตจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรสำหรับการใช้งานเป็นเฟอร์นิเจอร์รักษ์โลก 7.โครงการพัฒนานวัตกรรมการผลิตวัตถุดิบรอบสองและสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มจากบรรจุภัณฑ์ประเภทพลาสติกหลายชิ้น (มัลติเลเยอร์) เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ 8.โครงการพัฒนาศูนย์วิจัยและสาธิตเทคโนโลยีการผลิตแผ่นวงจรพิมพ์อัจฉริยะ 9.โครงการยกระดับห้องปฏิบัติการทดสอบข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวไทยให้ปลอดภัยและเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ด้วยการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 (ปีที่ 3) 10.โครงการทดสอบมาตรฐานพลาสติกชนิด rPET สำหรับบรรจุภัณฑ์อาหาร (ปีที่ 3) 11.โครงการพัฒนาศักยภาพการบริการอุตสาหกรรมด้านการผลิตสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ที่มีความบริสุทธิ์สูงจากสมุนไพรไทย และ 12.การพัฒนาห้องปฏิบัติการประเมินความปลอดภัยบรรจุภัณฑ์อาหารจากพลาสติกชนิดพอลิเอทิลีนความหนาแน่นสูงแปรใช้ใหม่

    ศ. (วิจัย) ดร. ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ประธานกรรมการ บพข. กล่าวในตอนหนึ่งว่า นับเป็นมิติใหม่ของ บพข. ที่จะออกไปเยี่ยมชมหน่วยงานที่ได้รับทุนจำนวนมาก มีความต่อเนื่อง และผลงานมีผลกระทบสร้างประโยชน์ต่อประเทศ ขอให้กำลังใจ วว. ซึ่งมีโครงการสำคัญหลายโครงการและมี Impact ต่อสังคม/ เศรษฐกิจของประเทศ เชื่อมั่นว่าหลายๆ สถาบันที่ดำเนินงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม จะสามารถตอบโจทย์และสร้างผลงานสู่สังคมเป็นรูปธรรม ทั้งนี้การผลิตผลงานวิจัยมีความจำเป็นมากและจะเป็นลมหายใจสำคัญในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้เข้มแข็งมากขึ้น

    ผศ. ดร.กานดา บุญโสธรสถิต ผู้อำนวยการ บพข. กล่าวเพิ่มเติมถึงทิศทางการดำเนินงานว่า บพข. มีวิสัยทัศน์ที่มุ่งยกระดับผู้ประกอบการ โดยเร่งให้มีการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปสร้างผลิตภัณฑ์และบริการมูลค่าสูงเชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจสร้างคุณค่า สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน โดยใช้กลไกการบริหารงานวิจัยและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดย บพข. ได้รับมอบหมายในการทำหน้าที่จัดสรรทุนวิจัยและสร้างนวัตกรรม เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและภาคบริการ รวมถึงทุนสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างตลาดนวัตกรรม การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมในเชิงพาณิชย์ และการพัฒนาแพลตฟอร์มทางนวัตกรรมในภาคการผลิตและภาคบริการ ทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานห้องปฏิบัติการเพื่อการให้บริการด้านคุณภาพและการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยการให้ทุนดังกล่าวมุ่งเน้นการสนับสนุนแผนงานที่มีความร่วมมือหรือการร่วมลงทุนกับผู้ใช้ประโยชน์ อาทิ SMEs และภาคอุตสาหกรรม

    ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2563 จวบปัจจุบัน วว. ได้รับการสนับสนุนจาก บพข. ทั้งในด้านงบประมาณ คำแนะนำ และความร่วมมืออย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นพลังสำคัญที่สนับสนุนให้ วว. ดำเนินงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต่อยอดผลงานวิจัยให้เกิดประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และสังคมอย่างเป็นรูปธรรม หลายโครงการที่ บพข. ได้ให้การสนับสนุน เช่น การพัฒนาเซลล์บำบัดตามมาตรฐาน GMP การเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมอาหารด้วยเทคโนโลยีโพรไบโอติก การสร้างนวัตกรรมวัสดุชีวภาพและบรรจุภัณฑ์ฐานชีวภาพ การพัฒนาวัสดุดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ และการยกระดับห้องปฏิบัติการทดสอบมาตรฐานของ วว. ซึ่งล้วนเป็นตัวอย่างการดำเนินงานที่สะท้อนถึงความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างสองหน่วยงาน ที่มีเป้าหมายร่วมกันคือ “การยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม” การติดตามความก้าวหน้าในวันนี้ จึงเป็นโอกาสอันดีที่คณะผู้บริหารและนักวิจัยของ วว. ได้รายงานผลการดำเนินงาน ปัญหาอุปสรรค และนำเสนอความสำเร็จที่เกิดขึ้น ซึ่ง บพข. ได้ให้ข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการดำเนินงานของโครงการให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ตั้งไว้ พร้อมส่งมอบผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรม ชุมชน และประเทศชาติโดยรวมต่อไป ตามเจตนารมณ์ร่วมกันในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/965408&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nxhCmyxxjQTTVAbqW0qzl

  • “รมว.วัฒนธรรม” เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ชวนคนไทย “แต่งชุดไทยพระราชนิยมไปลอยกระทง” สืบสานพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เตรียมผลักดัน “ชุดไทยพระราชนิยม” สู่มรดกวัฒนธรรมโลก | TOPNEWS

    “รมว.วัฒนธรรม” เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ชวนคนไทย “แต่งชุดไทยพระราชนิยมไปลอยกระทง” สืบสานพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เตรียมผลักดัน “ชุดไทยพระราชนิยม” สู่มรดกวัฒนธรรมโลก | TOPNEWS

    วันที่ 20 ตุลาคม 2568 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ ภายในพระบรมมหาราชวัง

    โดยมี นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วยนางศรินดา จามรมาน นักวิชาการอิสระด้านการจัดการความรู้และสื่อสารการศึกษา ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วม

    ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมคณะได้เยี่ยมชมนิทรรศการภายในพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ อาทิ นิทรรศการชุดไทย จากราชสำนักสู่ราชนิยม นิทรรศการสิริราชพัสตรา บรมราชินีนาถ

    นิทรรศการราชภูษิตาภรณ์สยาม ห้องกิจกรรมมองสยามตามสมัย ตลอดจนเยี่ยมชมร้านพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ จำหน่ายสินค้า หนังสือเกี่ยวกับผ้า และเครื่องแต่งกาย ผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับนิทรรศการ

    นางสาวซาบีดา กล่าวถึงการเยี่ยมชมในครั้งนี้ว่าถือเป็นการสืบสานและเผยแพร่ความรู้เรื่องผ้าไทย พร้อมทั้งเป็นการ รณรงค์เชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

    แต่งชุดไทยพระราชนิยม ในโอกาสต่างๆ ตามแบบที่ถูกต้อง ประกอบกับกระทรวงวัฒนธรรมยังได้เตรียมผลักดันให้ “ชุดไทย: ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ”

    เข้าสู่กระบวนการพิจารณาเพื่อขึ้นทะเบียนเป็น รายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ปี 2569 โดยองค์การยูเนสโก ซึ่งจะเป็นอีกก้าวสำคัญในการเผยแพร่เอกลักษณ์ความเป็นไทยสู่สายตาชาวโลก

    รมว.วธ. ยังกล่าวถึงที่มาของ “ชุดไทยพระราชนิยม” ว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชดำริให้ฉลองพระองค์ในแบบที่สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทย

    เมื่อครั้งโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จเยือนประเทศต่าง ๆ ในยุโรปและสหรัฐอเมริกา

    เมื่อปี พ.ศ. 2503 ซึ่งในช่วงแรกทรงออกแบบร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 แบบ และต่อมาได้เพิ่มเป็น 8 แบบ ซึ่งรู้จักกันในนาม “ชุดไทยพระราชนิยม”

    อันเป็นต้นแบบ ชุดประจำชาติของสตรีไทย ในปัจจุบัน ที่สะท้อนความงดงามของผ้าไทยและการผสมผสานระหว่างขนบการแต่งกายไทยโบราณกับความร่วมสมัยอย่างลงตัว

    รมว.วธ. กล่าวเชิญชวนว่า “ในโอกาสเทศกาลอันใกล้นี้ ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยว ร่วมกันแต่งชุดไทยพระราชนิยมไปลอยกระทงในปีนี้

    เพื่อแสดงเอกลักษณ์ความเป็นไทยอย่างภาคภูมิ” โดยชุดไทยพระราชนิยมที่เหมาะสมกับการสวมใส่ในโอกาสวันลอยกระทง สำหรับสุภาพสตรี

    คือ ชุดไทยจิตรลดา หรือชุดไทยอมรินทร์ ส่วนสุภาพบุรุษสามารถเลือก ชุดไทยแขนสั้น ชุดไทยแขนยาว หรือชุดไทยแขนยาวคาดเอว ตามความเหมาะสม

    รมว.วธ. กล่าวทิ้งท้ายว่า “ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกันส่งเสริมการสวมใส่ชุดไทยพระราชนิยม เพื่อร่วมกันเตรียมความพร้อมสู่การนำเสนอ ‘ชุดไทยพระราชนิยม’ ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติกับยูเนสโกในปี 2569”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1362957&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2stVqS1YsRYEXCGJwrfz7c

  • สำนักงาน ก.ค.ศ.จัดการประชุมสัมมนาเพื่อพัฒนาหลักเกณฑ์และวิธีการให้มีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะ (นวัตกรรมเชิงประจักษ์)

    สำนักงาน ก.ค.ศ.จัดการประชุมสัมมนาเพื่อพัฒนาหลักเกณฑ์และวิธีการให้มีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะ (นวัตกรรมเชิงประจักษ์)

    วันที่ 16 ตุลาคม 2568 ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นประธานเปิดการประชุมเพื่อพัฒนาหลักเกณฑ์และวิธีการให้มีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะ (นวัตกรรมเชิงประจักษ์) ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ บางพลัด กรุงเทพมหานคร

    ด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์) ได้กำหนดภารกิจเร่งด่วนในการพัฒนาเส้นทางความก้าวหน้าในวิชาชีพของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยให้ดำเนินการเพิ่มทางเลือกในการขอมีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้มีผลงานหรือนวัตกรรมในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาเป็นที่ประจักษ์ ให้สามารถนำผลงานหรือนวัตกรรมดังกล่าว มาเสนอขอรับการประเมินเพื่อให้มีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะได้ ประกอบกับการรับฟังความคิดเห็นจากข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในการลงพื้นที่รับฟังปัญหา อุปสรรคการดำเนินงาน ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านมานั้น ได้มีการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะของข้าราชการครูฯ ในหลายมิติ

    ดังนั้น สำนักงาน ก.ค.ศ. จึงได้เร่งดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว รวมทั้งได้นำความคิดเห็นต่าง ๆ มาวิเคราะห์และประชุมหารือกับหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และได้ข้อสรุปเบื้องต้นเกี่ยวกับแนวทางการปรับปรุงและพัฒนาหลักเกณฑ์การให้มีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะเกี่ยวกับผลงานหรือนวัตกรรมเชิงประจักษ์ โดยให้คำนึงถึงรูปแบบการจัดการเรียนการสอนหรือบริบทการปฏิบัติงานที่แตกต่างกัน

    สำหรับการประชุมในวันนี้ สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้เรียนเชิญผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหาร สำนักงาน ก.ค.ศ. ผู้แทนส่วนราชการ จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.) กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ มาร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ รวมทั้งวิเคราะห์แนวทางในการกำหนดรายละเอียดของ “นวัตกรรมเชิงประจักษ์” ให้มีความชัดเจน เพื่อนำไปใช้ในการแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้มีความทันสมัย เหมาะสม สอดคล้องกับระบบการศึกษาในปัจจุบันและรูปแบบการจัดการเรียนการสอนหรือบริบทการปฏิบัติงานที่มีความแตกต่างกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาของเด็กและเยาวชน นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มทางเลือกสำหรับผู้มีผลงานนวัตกรรมเชิงประจักษ์ในการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะอย่างเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นการยกระดับวิชาชีพของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีความก้าวหน้า และเป็นการเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาไปพร้อมกับการยกระดับคุณภาพการศึกษาในภาพรวมต่อไป

    ที่มา สำนักงาน ก.ค.ศ. 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93011&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IXecc1ik5OTBVcDJeOG1L

  • รมว.อว.ลั่นคืนความเป็นธรรม “ดร.สืบพงษ์” เหยื่อถูกถอด “อธิการ ม.ราม”

    รมว.อว.ลั่นคืนความเป็นธรรม “ดร.สืบพงษ์” เหยื่อถูกถอด “อธิการ ม.ราม”

    วันจันทร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.08 น.

    กระทุ้งกลางสภา ! “สว.เปรมศักดิ์” ถามตรงนายกฯปม “ดร.สืบพงษ์” เป็นเหยื่อถูกถอดพ้น “อดีตอธิการบดีรามคำแหง” ยืนยันหลักสูตรต่างประเทศได้รับการรับรองตามมาตรฐานแล้ว แฉถูกมือมืดชักใยกลายเป็นตลกร้ายวงการอุดมศึกษา ขณะที่ “รมว.อว.” รับปากไม่ปล่อยให้มี “เหยื่อรายต่อไป” พร้อมเร่งยกระดับมาตรฐานตรวจวุฒิให้โปร่งใส

    เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายมงคล สุรสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม โดน  นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้ตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรี เรื่องปัญหาการรับรองคุณวุฒิจากต่างประเทศเพื่อใช้ในการบรรจุและแต่งตั้งบุคลากรเข้ารับราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาว่า ปัจจุบันเกิดความไม่ชัดเจนในอำนาจหน้าที่ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา (อว) โดยเฉพาะกรณีผู้ที่สำเร็จการศึกษาปริญญาเอกจากต่างประเทศ ซึ่ง ก.พ.อ้างว่าไม่ใช่อำนาจของตน ส่งผลให้ผู้สำเร็จการศึกษาหลายรายไม่ได้รับสิทธิ ทั้งที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างเท่าเทียมตามมาตรฐานสากล

    ทั้งนี้มีตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรณีของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงผู้สำเร็จการศึกษาจาก Pacific States University สหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการรับรองโดย ACICS และเคยบรรจุเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยในตำแหน่งอาจารย์ตั้งแต่ปี พ.ศ.2554 ได้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ของ ก.พ.ทุกขั้นตอน ต่อมาในปี พ.ศ.2564 หลังได้รับเลือกเป็นอธิการบดี มร. หลักเกณฑ์เดิมถูกนำมาตรวจสอบใหม่ ทั้ง ก.พ. และ สป.อว. ถูกสอบถามซ้ำเกี่ยวกับคุณสมบัติและการรับรองวุฒิ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้ทำหนังสือผ่านสถานกงศุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส ตรวจสอบ Pacific States University และหลักสูตร DBA (Doctor of Business Administration) เป็นหลักสูตรปริญญาเอกด้านบริหารธุรกิจ และได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการว่ามหาวิทยาลัยว่าได้รับการรับรองจาก ACICS ตั้งแต่ปี ค.ศ.1996 – 2021 และหลักสูตร DBA ได้รับการรับรองในปี ค.ศ.2011 ตรงกับช่วงเวลาที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ศึกษาอยู่จริง

    นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศพบว่าสถาบันได้รับการรับรอง แต่หลักสูตรไมได้รับการรับรองโดยตรง แต่ตามมาตรฐานสากลของสหรัฐอเมริกา การรับรองสถาบันจะครอบคลุมการรับรองหลักสูตรด้วย ข้อมูลนี้กลับไม่ถูกนำมาใช้ในการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้เกิดการถอดถอนตําแหน่งอธิการบดี มร. เลิกจ้างจากตำแหน่งอาจารย์ เพิกถอนตำแหน่งวิชาการ และเรียกคืนเงินประจำตำแหน่ง ในขณะเดียวกันนักศึกษาไทยที่สำเร็จการศึกษาจากหลักสูตรเดียวกัน มหาวิทยาลัยเดียวกันและเวลาใกล้เคียงกันกลับได้รับการบรรจุ และผ่านการรับรองคุณวุฒิจาก ก.พ.เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความไม่เท่าเทียม และไม่เป็นมาตรฐานของการตรวจวุฒิการศึกษา จึงเกิดข้อกังขาว่าการตรวจสอบกรณีอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคําแหง อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมากกว่าการรักษามาตรฐาน

    นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่าปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ จึงขอถามว่าข้าพเจ้าขอตั้งกระทู้นายกรัฐมนตรีว่า 1.รัฐบาลจะกำหนดอำนาจของ ก.พ. และ สป.อว.ให้ชัดเจนหรือไม่ อย่างไร และจะดำเนินการเมื่อใดเพื่อรับรองคุณวุฒิต่างประเทศตามมาตรฐานสากล และป้องกันการเลือกปฏิบัติ หรือการใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง 2.รัฐบาลมีแนวทางสร้างฐานข้อมูลกลางของสถาบันการศึกษาต่างประเทศและองค์กรรับรอง เพื่อให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรมได้หรือไม่อย่างไร  พร้อมกำหนดกลไกป้องกันไม่ให้ปัญหานี้เกิดช้าได้หรือไม่อย่างไร จึงขอทราบรายละเอียด

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ชี้แจงแทนนายกรัฐมนตรีว่า กพ.หน้าที่รับรองคุณวุฒิเฉพาะข้าราชการที่จะเข้ารับราชการในสังกัดข้าราชการพลเรือนทั่วไป แต่ถ้าหน่วยงานอื่นจะมีหน่วยงานเฉพาะของตนเองในการรับรอง เช่น ทหาร ตำรวจ หรือครู แต่ถ้าเป็นกระทรวง อว. จะมีคณะกรรมการอีกชุดหนึ่งคือ ก.พ.อ.เป็นผู้พิจารณาเปรียบเทียบรับรองคุณวุฒิเพื่อใช้ประโยชน์ในการเข้ารับราชการ โดยหลักสูตรของสถาบันในต่างประเทศต้องได้รับการรับรองตามกฎหมายของประเทศนั้น และต้องได้รับการรับรองจากองค์กรวิชาชีพหรือองค์กรในประเทศนั้น ถ้าเทียบแล้วเป็นหลักสูตรที่ได้มาตรฐานอุดมศึกษา ก.พ.อ.จึงได้ออกประกาศรับ โดยการรับรองต้องรับรองสถาบัน รับรองหลักสูตร และรับรองในแต่ละช่วงเวลาที่ไม่เหมือนกันไม่ใช่รับรองครั้งเดียวแล้วใช้ได้ตลอดไป

    นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า นายกฯได้สั่งการให้ กระทรวง อว. ต้องมีความโปร่งใส ซึ่งในปี 2569 กระทรวง อว.จะทำแฟลตฟอร์มกลางเพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศเช็คได้ว่าหลักสูตรไหน ในช่วงเวลาไหนได้รับการรับรอง ต่อไปนี้ผู้จบต่างประเทศสามารถยื่นหลักฐานเพื่อขอเทียบวุฒิจากแพลตฟอร์มกลางได้อีกด้วย

    นพ.เปรมศักดิ์ ถามต่อว่าที่รัฐมนตรีตอบเป็นปัญหาพื้นฐาน แต่สิ่งที่ตนยกกรณีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ ไม่ได้อยู่ในมาตรฐาน เพราะเป็นกรณี 2 มาตรฐานที่ได้รับการสรรหาได้รับโปรดเกล้าฯให้ปฏิบัติหน้าที่แล้ว แต่มือมืดมายื่นตรวจสอบภายหลัง เพื่อหวังผลให้เกิดการถอดถอน จนเกิดการถอดถอนจริง เลิกจ้างจากตำแหน่งอาจารย์และเรียกคืนเงินด้วย ตรงนี้เป็นกรณีที่สะเทือนวงการอุดมการศึกษามาก

    “ผมขอฝาก รมว.กระทรวง อว. ปัจจุบันปัญหาในวงการศึกษามาจากผู้จบการศึกษาเป็นจำนวนมากสรรหาแล้วยังไม่สามารถทำงานได้ มีเบื้องลึกเบื้องหลัง เพราะระบบการสรรหาของสภามหาวิทยาลัย เมื่อสภามหาวิทยาลัยสรรหาอธิการแล้ว อธิการก็สรรหานายกสภาใหม่ ผลัดกันเกาหลัง จะได้คนในแวดวงเดิมๆคนเก่าๆจนหน้าซ้ำ ทั้งที่เราบอกว่าเป็นวงการอุดมศึกษาเป็นบุคคลที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญจำนวนมาก แต่ทำไมผลัดการเกาหลัง ทำให้วงการศึกษาไทยต่ำเตี้ยเรี่ยดินไปเรื่อยๆ กรณีอาจารย์สืบพงษ์เป็นตลกร้าย เป็นอธิการ 1 ปีแล้วแต่กลับถูกถอดถอนว่าคุณวุฒิที่ได้รับการรับรองแล้ว กลับถูกถอดถอน เรื่องมาตรฐานที่รัฐมนตรีชี้แจงเป็นเรื่องดีคนทั่วไปไม่มีปัญหา แต่เป็นกรณีของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ต้องออกจากตำแหน่งอธิการอย่างเหลือเชื่อ กรณีนี้จะทำอย่างไรถึงจะลบล้างระบบผลัดกันเกาหลังได้ เพื่อไม่ให้เกิดมาเฟียในวงการอุดมศึกษา จึงอยากให้รัฐมนตรีมาแก้ไขเพื่อให้ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์เป็นเหยื่อรายสุดท้าย” สว.เปรมศักดิ์กล่าว

    อย่างไรก็ตามกรณีของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์จะมีการเยียวยาอย่างไร เพราะถูกกระทำจนแทบไม่เหลือที่ยืน กรณีนี้คนที่ฟังรู้ว่าไม่เป็นธรรมแน่นอน เมื่อไม่เป็นธรรมแล้วจะแก้ไขอย่างไร เพื่อให้เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อมหาวิทยาลัยอื่นๆทั่วประเทศ หรืออาจจะมีแล้วก็ได้ แต่เรื่องไม่ใหญ่เท่ากับมหาวิทยาลัยรามคำแหง กรณีนี้จะเยียวยาอย่างไรเพราะเขาถูกกระทำขอให้นายสุรศักดิ์ทำเรื่องนี้ให้เป็นผลงานที่เข้ามาสะสางวงการศึกษาด้วย

    รมว.กระทรวง อว. ชี้แจงอีกครั้งว่าจะต้องไม่มีเหยื่อรายไหนเป็นรายสุดท้ายแบบกรณีของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงษ์ได้ยื่นอุทธรณ์มาหลายครั้ง และขณะนี้เรื่องอยู่ที่ศาลปกครอง คณะกรรมการอุทธรณ์ของกระทรวง อว.จึงรอผลจากศาลปกครองก่อน กรณีนี้ความเป็นธรรมต้องเกิด และผู้ที่ไม่ให้ความเป็นธรรม ใช้สิ่งที่ไม่ถูกต้องเกินอำนาจหน้าที่ตัวเองจะต้องได้รับผิดอย่างแน่นอน ตนจะไม่ยอมให้เรื่องนี้ผ่านเลยไป ขอยืนยันว่าเรื่องนี้กระทรวง อว.จะดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อให้เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ให้เกิดความถูกต้องทำให้กระทรวง อว.มีมาตรฐานในการตรวจสอบ การพัฒนาประเทศโดยไม่มีการเมืองและผลประโยชน์ใดเข้ามาแทรกแซงได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/451129&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yi4lWDTD1ZQUZ5gK9coU2

  • “ดร.แดน” ชี้ แก้การเมืองโกงประชานิยม-การศึกษา ทางออกคนไทยพ้นจน

    “ดร.แดน” ชี้ แก้การเมืองโกงประชานิยม-การศึกษา ทางออกคนไทยพ้นจน

    “ดร.แดน” ชี้ แก้การเมืองโกงประชานิยม-การศึกษา ทางออกคนไทยพ้นจน

    20 ตุลาคม 2568  ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์  (ดร.แดน) นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และประธานสถาบันการสร้างชาติ (NBI) กล่าวถึงประเด็น “ประเทศไทยจะพ้นจนได้อย่างไร” โดยมองว่า ประเทศไทยตอนนี้ กำลังประสบปัญหาในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจเติบโตต่ำต่อเนื่อง นับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งคนยากจนมาก คนเสี่ยงยากจน 24.3 ล้านคน และความเหลื่อมล้ำด้านรายได้สูง อันดับ 1 ของ East Asia & Pacific (2021)

    ปัญหาทั้งสาม จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยที่จำเป็นเร่งด่วนที่สุด คือ ความยากจน ซึ่งถือเป็นรากฐานของปัญหาอื่นทั้งหมด จากข้อมูลสถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำปี 2567 โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) พบว่า ประชากรที่ยากจนส่วนใหญ่เป็นแรงงานในภาคเกษตร ถึง45.49% มีระดับการศึกษาต่ำ กระจุกตัวอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ โดยเฉพาะใน 10 จังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนสูงสุด เช่น แม่ฮ่องสอน ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้คนกลุ่มนี้ยังคงอยู่ในภาวะยากจนคือการขาดเงินออม ปัญหาหนี้สิน การขาดที่ดินทำกิน และการขาดทักษะอาชีพที่สร้างรายได้สูง  

    โดยสาเหตุหลักที่ทำให้จำนวนคนจนในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้น ในปี 2567 ร้อยละ 84 ของผู้มีรายได้น้อยประสบปัญหาจากการขาดเงินออม อันเป็นผลจากรายได้ที่ไม่เพียงพอกับรายจ่ายประจำ ขณะที่ร้อยละ 71 เผชิญภาระหนี้สินซึ่งกัดกร่อนความสามารถในการดำรงชีพและลงทุนเพื่ออนาคต ปัจจัยเหล่านี้รวมกันกลายเป็นวงจรความเปราะบางทางเศรษฐกิจที่ยากต่อการหลุดพ้นจากความยากจน หากไม่มีการปฏิรูปเชิงนโยบายเพื่อเสริมศักยภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประชาชนอย่างเป็นระบบ ที่ผ่านมาภาครัฐพยายามแก้ไขปัญหาความยากจนมาโดยตลอด

    แต่นโยบายที่นำมาใช้มีข้อจำกัดคือ  1) มาตรการที่ขาดประสิทธิภาพ เช่น นโยบายเรือธงอย่าง ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ ของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งถือเป็นเป็นนวัตกรรมสวัสดิการของไทยและมีเจตนาที่ดีในการสร้างฐานข้อมูลและโอนเงินช่วยเหลือโดยตรง แต่ในทางปฏิบัติกลับเกิดปัญหาการตกหล่น คนจนจริงกว่าครึ่งไม่ได้รับสิทธิ์ ขณะที่งบประมาณส่วนหนึ่งถูกจัดสรรให้แก่ผู้ที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย

    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์  (ดร.แดน) นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และประธานสถาบันการสร้างชาติ (NBI) 2) เน้นการสงเคราะห์เฉพาะหน้า นโยบายส่วนใหญ่ของรัฐบาลต่างๆ มักเป็นนโยบายประชานิยมที่เน้นการให้ความช่วยเหลือระยะสั้น เช่น การแจกเงิน หรือการพักชำระหนี้ ซึ่งใช้งบประมาณจำนวนมาก (ร้อยละ 78.45 ของงบแก้จนในปี 2567 เป็นต้น) แต่ไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในระยะยาวได้

    และ 3) ไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น งบประมาณปี 2567 ในส่วนที่ควรใช้ยกระดับศักยภาพทุนมนุษย์ การปรับโครงสร้างการผลิต หรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น กลับมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 21.28 ซึ่งไม่เพียงพอต่อการสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองของประชาชน ซึ่งไม่เพียงเกิดขึ้นกับงบประมาณในปี 2567 แต่เป็นเช่นนี้ต่อเนื่องมาเป็นเวลายาวนาน

    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน เพื่อนำพาประเทศไทยหลุดพ้นจากความยากจนได้อย่างแท้จริง ว่า ภาครัฐต้องเปลี่ยนแปลงแนวทางในการดำเนินนโยบาย  โดยจะต้องมีชุดนโยบายที่ผสมผสานกันในหลายระดับทั้งระดับมหภาค ซึ่งเป็นนโยบาย “กวาด” คนจนส่วนใหญ่ และมีระดับจุลภาค และ ระดับบุคคล เป็นนโยบาย “เก็บตก” เพื่อช่วยคนจนที่เหลือ ที่เป็นกลุ่มคนเจาะจง โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการทำให้ประชากรสามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน แทนที่การพึ่งพิงเงินช่วยเหลือจากภาครัฐแต่เพียงอย่างเดียว   ซึ่งนโยบายระดับมหภาค ควรมุ่งเน้นในการแก้ไขคนจนจำนวนมาก เป็นการ “กวาด” คนส่วนใหญ่ให้พ้นจนโดยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในภาพรวม เพื่อสร้างโอกาสและลดต้นทุนการใช้ชีวิตให้กับประชาชน โดยมีข้อเสนอที่สำคัญ คือ “การขยายความเป็นเมืองอย่างชาญฉลาดและทั่วถึง” เนื่องจาก มีงานศึกษาจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาความเป็นเมือง (Urbanization) มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการลดความยากจน ซึ่งอาจทำได้ ดังนี้

    1) การพัฒนาที่อยู่อาศัยราคาประหยัดและบ้านเช่าในเมืองใหญ่และเมืองรอง (Urban Housing for All) ควบคู่ไปกับการรับรองสิทธิที่อยู่อาศัยในชุมชนแออัดผ่านแนวคิด “โฉนดชุมชนในเมือง” เพื่อลดค่าใช้จ่าย สร้างความมั่นคงและป้องกันการถูกไล่รื้อ 

    2) การลงทุนขยายระบบขนส่งสาธารณะราคาถูกให้เชื่อมโยงพื้นที่ชานเมืองและปริมณฑล (Connected Cities) พร้อมทั้งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Fiber/5G) ให้ครอบคลุม เพื่อลดต้นทุนการเดินทางและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลและตลาด

    3) การจัดตั้งกองทุนพิเศษและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อสนับสนุน SMEs และสตาร์ทอัพในเมืองรอง (Inclusive Urban Economy) เพื่อสร้างงานและกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจไม่ให้กระจุกตัวอยู่เพียงในกรุงเทพมหานคร  4) การจัดตั้งศูนย์ยกระดับทักษะอาชีพในเขตเมืองที่ประชากรมีรายได้น้อย (Human Capital in Cities) โดยเน้นทักษะที่เป็นที่ต้องการของตลาด เช่น ทักษะดิจิทัล โลจิสติกส์ และการดูแลสุขภาพ พร้อมทั้งประกันการเข้าถึงการศึกษาและบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพ

    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์  (ดร.แดน) นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และประธานสถาบันการสร้างชาติ (NBI)

    นอกจากนี้ ดร.แดน ยังกล่าวถึง นโยบายระดับจุลภาค ที่มุ่งแก้ไขปัญหาความยากจนต้องเจาะจงไปยังกลุ่มเป้าหมายและพื้นที่ที่มีปัญหาความยากจนรุนแรงเป็นพิเศษ ซึ่งควรมีนโยบายดังนี้    1) การปรับเปลี่ยนโครงสร้างแรงงานภาคเกษตร แรงงานภาคเกษตรคิดเป็นร้อยละ 30 ของกำลังแรงงานทั้งหมด แต่สร้าง GDP ได้เพียงร้อยละ 8 ซึ่งสะท้อนถึงผลิตภาพที่ต่ำมาก ภาครัฐต้องมีนโยบายเชิงรุกในการ “ย้ายแรงงานภาคเกษตรสู่ภาคบริการและการผลิตที่มีผลิตภาพสูงกว่า” ผ่านโครงการ Reskilling และ Upskilling พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรกลการเกษตร (Farm Mechanization) และการทำฟาร์มขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรที่ยังคงอยู่ในภาคเกษตร   2) การส่งเสริมบทบาททางเศรษฐกิจของผู้หญิงการลงทุนกับผู้หญิง คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในการแก้ไขปัญหา ความยากจน งานวิจัย พบว่า ผู้หญิงมีแนวโน้มนำรายได้ไปใช้จ่ายเพื่อการศึกษาและสุขภาพของบุตรหลาน ดังนั้นภาครัฐควรดำเนินนโยบาย เช่น ขยายบริการศูนย์ดูแลเด็กให้ครอบคลุมนอกเวลาทำการ เพื่อให้ผู้หญิงมีเวลาในการทำงานมากขึ้น การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้ประกอบการหญิง การแก้ไขช่องว่างของรายได้และบำนาญระหว่างเพศชาย-หญิง รวมทั้งการสนับสนุนการรวมกลุ่ม ในรูปแบบสหภาพหรือสมาคม  เช่น โมเดล Self-Employed Women’s Association (SEWA) ในอินเดีย เพื่อสร้างเครือข่ายและอำนาจต่อรอง เป็นต้น และ 3) การส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เป้าหมาย (Targeted Poverty Alleviation): ประยุกต์ใช้แนวทางที่ประสบความสำเร็จในประเทศจีน โดยการ “จับคู่หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ยากจน” เจ้าหน้าที่ทำหน้าที่วิเคราะห์ปัญหาเชิงลึกของแต่ละครัวเรือนและชุมชน และเชื่อมโยงกับมาตรการของรัฐที่เหมาะสม เพื่อให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างตรงจุดและวัดผลได้

    ส่วนนโยบายระดับปัจเจกบุคคล สำหรับประชากรที่อาจตกหล่นจากนโยบายในระดับมหภาคและจุลภาค ภาครัฐจำเป็นต้องมีนโยบาย ”เก็บตก” ที่สร้างหลักประกันขั้นพื้นฐานให้กับทุกคน ได้แก่
    1) การพัฒนาสมรรถนะพื้นฐานสากล (Universal Basic Competency) และการรับประกันการมีงานทำ (Job Guarantee): รัฐต้องเปลี่ยนจากการสงเคราะห์เป็นการสร้างศักยภาพ โดยส่งเสริม “สมรรถนะพื้นฐานสากล” (Universal Basic Competency) ให้กับประชาชนทุกคน ควบคู่ไปกับการพิจารณาโครงการ “รับประกันการจ้างงาน” (Job Guarantee) ที่รัฐเป็นนายจ้างทางเลือกสุดท้าย (Employer of Last Resort) จัดหางานในโครงการสาธารณะประโยชน์ให้แก่ผู้ที่หางานไม่ได้ เพื่อสร้างหลักประกันด้านรายได้และความมั่นคง  2) การแจกหุ้นแบบถ้วนหน้า (Universal Share Holding) และกระแสทุนแบบต่อเนื่อง (Passive Capital) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการถือครองทุน ภาครัฐควรพิจารณานโยบาย “การแจกหุ้นแบบถ้วนหน้า” โดยกระจายหุ้นของรัฐวิสาหกิจที่มีศักยภาพให้แก่ประชาชนผ่านระบบการออมภาคบังคับ เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีโอกาสเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตและมีรายได้จากเงินปันผล นอกเหนือจากรายได้ค่าจ้างเพียงอย่างเดียว เรียกว่า กระแสทุนแบบต่อเนื่อง (Passive Capital)

    “การแก้ไขปัญหาความยากจนในประเทศไทย ต้องการการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการตั้งรับ และให้ความช่วยเหลือเฉพาะหน้าไปสู่การดำเนินนโยบายเชิงรุกที่มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างและสร้างศักยภาพให้ประชาชน ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ ข้อเสนอเชิงนโยบายทั้ง 3 ระดับตั้งแต่การปรับโครงสร้างประเทศ ในระดับมหภาค การพุ่งเป้าไปยังกลุ่มประชากรและพื้นที่เฉพาะในระดับจุลภาค ไปจนถึงการสร้างหลักประกันให้รายบุคคล ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ต้องดำเนินไปพร้อมกันอย่างจริงจังและบูรณาการ พร้อมกับการออกแบบนโยบายของรัฐที่ตรงจุด ที่ต้องไม่มุ่งเน้นใช้งบประมาณไปกับนโยบายประชานิยม แต่มุ่งมั่นที่จะสร้างการเมืองให้สุจริต ไม่โกง ไม่มีการใช้เงินซื้อเสียงในกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำ ประเทศไทยจะสามารถสร้างอนาคตที่ประชาชนทุกคน มีโอกาสหลุดพ้นจากความยากจนและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่างยั่งยืน” ศ.ดร.เกรียงศักดิ์  ย้ำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378968319&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SiphKm2Zvr1S7d8DTFwzz

  • SUN ส่งต่อพลังศรัทธา กฐินสามัคคีปี 2568 ร่วมหล่อหลอมความดี สร้างสุขให้ชุมชน สนับสนุนการศึกษา ผู้สูงอายุ และสาธารณสุขท้องถิ่น – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SUN ส่งต่อพลังศรัทธา กฐินสามัคคีปี 2568 ร่วมหล่อหลอมความดี สร้างสุขให้ชุมชน สนับสนุนการศึกษา ผู้สูงอายุ และสาธารณสุขท้องถิ่น – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ สำนักสงฆ์พระธาตุดอยอุดรพันธ์ (สังกัดวัดเจ็ดยอด พระอารามหลวง) องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งปี๊ และ คณะศรัทธาในพื้นที่ จัดพิธี ทอดกฐินสามัคคีประจำปี 2568 เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2568 ณ สำนักสงฆ์พระธาตุดอยอุดรพันธ์ อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสืบสานประเพณีอันงดงามทางพระพุทธศาสนา และส่งต่อพลังแห่งศรัทธาสู่การสร้างสรรค์ประโยชน์ให้แก่ชุมชนโดยรอบ

    การทอดกฐินในครั้งนี้ได้รับแรงศรัทธาจากผู้บริหาร พนักงาน ชาวบ้าน และเครือข่ายพันธมิตรของบริษัทฯ ที่ร่วมหลอมรวมจิตใจแห่งการให้ โดยนำยอดเงินทำบุญไปจัดสรรตามวัตถุประสงค์ 4 ด้านหลัก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    ด้านการศึกษา : มอบทุนการศึกษาจำนวน 200 ทุน ให้แก่นักเรียนระดับประถมศึกษาในอำเภอสันป่าตองและแม่วาง พร้อมมอบอุปกรณ์กีฬาให้แก่โรงเรียนในพื้นที่รวม 31 แห่ง เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาทักษะการเรียนรู้ กีฬา และศิลปวัฒนธรรมอย่างรอบด้าน

    ด้านชุมชนและผู้สูงอายุ : จัดสรรงบประมาณเพื่อมอบ ชุดของยังชีพแก่ผู้สูงอายุใน 24 หมู่บ้าน รวมทั้งสนับสนุนอุปกรณ์เครื่องครัวให้แก่กลุ่มแม่บ้านในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งปี๊ และเทศบาลตำบลทุ่งสะโตก เพื่อส่งเสริมอาชีพ เสริมสร้างความอบอุ่น และขับเคลื่อนกิจกรรมชุมชนให้เข้มแข็ง

    ด้านสาธารณสุข : มอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ ให้แก่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 3 แห่ง ได้แก่ บ้านหัวริน บ้านนาทราย และบ้านห้วยน้ำขาว รวมถึงสนับสนุนการทำงานของ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างทั่วถึง

    ด้านศาสนาและสาธารณประโยชน์ : เงินส่วนที่เหลือได้ถูกจัดสรรเพื่อ บำรุงสำนักสงฆ์พระธาตุดอยอุดรพันธ์ สำหรับค่าน้ำ ค่าไฟ และการพัฒนาสาธารณูปโภคภายในวัด เพื่อให้วัดยังคงเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน

    กิจกรรม “กฐินสามัคคีปี 2568” ครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการสืบสานประเพณีทางศาสนา แต่ยังสะท้อนถึง หัวใจแห่งความรับผิดชอบต่อสังคมของซันสวีท ภายใต้แนวทาง ESG (Environment, Social, Governance) ที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตควบคู่กับสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน “เชื่อมั่นว่า พลังแห่งศรัทธาและการให้ คือจุดเริ่มต้นของการสร้างสังคมที่อบอุ่นและงดงาม”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/20/587557/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IF-EHVOlQD6V5YAEK8oef

  • ไทยผนึกอินโดฯ คุ้มครองผู้บริโภค ข้ามพรมแดน

    ไทยผนึกอินโดฯ คุ้มครองผู้บริโภค ข้ามพรมแดน

    ไทยผนึกอินโดฯ คุ้มครองผู้บริโภค ข้ามพรมแดน

    สภาผู้บริโภคจับมือมูลนิธิผู้บริโภคแห่งอินโดนีเซีย (YLKI) ลงนามความร่วมมือเพื่อยกระดับการ คุ้มครองผู้บริโภค ข้ามพรมแดน

    วันที่ 20 ตุลาคม 2568 สภาผู้บริโภค และมูลนิธิผู้บริโภคแห่งอินโดนีเซีย (Yayasan Lembaga Konsumen Indonesia: YLKI) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อร่วมกันพัฒนาและยกระดับการ คุ้มครองผู้บริโภค ระหว่างสองประเทศ โดยมี บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค และนิธิ เอมิเลียนา (Ms. Niti Emiliana) ประธานมูลนิธิผู้บริโภคแห่งอินโดนีเซียเป็นผู้ลงนาม และได้รับเกียรติจาก ณิชากร พลวัชริน นิติกรจากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และนายเขมรัช อมรวัตพงศ์ ตัวแทนจากองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) ร่วมเป็นสักขีพยาน

    สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งด้านการ คุ้มครองผู้บริโภค ในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะในยุคที่การค้าข้ามพรมแดนและการท่องเที่ยวระหว่างไทย – อินโดนีเซียเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวที่เดินทางระหว่างไทยและอินโดนีเซียจำนวนมากกว่า 1 ล้านคน

    “ความร่วมมือที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ใช่เพียงการลงนามในเอกสารเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของทั้งสององค์กรที่จะผลักดันการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคให้ก้าวไปอีกระดับ โดยเฉพาะในประเด็นการซื้อขายออนไลน์และการบริโภคที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นความท้าทายร่วมกันของภูมิภาคอาเซียน” สารีกล่าว

    สำหรับการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ ได้กำหนดกรอบความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสภาผู้บริโภคและ YLKI ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการให้คำปรึกษา รับเรื่องร้องเรียน และจัดการปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมระหว่างผู้บริโภคไทยและอินโดนีเซีย นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้เกิดการวิจัยร่วมกันในประเด็นสำคัญ เช่น ความปลอดภัยของตลาดออนไลน์ (E-Commerce) และการบริโภคอย่างยั่งยืน ทั้งยังเป็นการเสริมพลังการขับเคลื่อนเชิงนโยบายในระดับภูมิภาค เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

    สารี กล่าวอีกว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้การซื้อขายสินค้าและบริการระหว่างไทยและอินโดนีเซีย เป็นไปได้อย่างปลอดภัยและเป็นธรรมสำหรับผู้บริโภคจำนวนหลายล้านคนใน 2 ประเทศ ทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่า “สิทธิและความปลอดภัยของผู้บริโภค” เป็นสิ่งที่ทั้งสององค์กรให้ความสำคัญ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือครั้งนี้จะสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในการแลกเปลี่ยนความรู้ สนับสนุนการทำงานร่วมกัน และสร้างระบบนิเวศด้านการคุ้มครองผู้บริโภคที่เข้มแข็งและยั่งยืนในอนาคต

    ทางด้าน นิธิ เอมิเลียนา ประธานมูลนิธิผู้บริโภคแห่งอินโดนีเซีย ระบุว่า การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศ ที่ช่วยขยายเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีผู้บริโภคอินโดนีเซียจำนวนมากที่ซื้อสินค้าจากประเทศไทย ในขณะเดียวกันก็มีผู้บริโภคไทยจำนวนไม่น้อยที่ซื้อสินค้าจากอินโดนีเซีย ทั้งนี้การซื้อขายระหว่าง 2 ประเทศ แม้จะเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจแต่ก็เป็นความท้าทายใหม่ ๆ เช่นกัน เนื่องจากเมื่อเกิดปัญหาต่าง ๆ ขึ้น เช่น ได้รับของไม่ตรงปก หรือสินค้าชำรุดเสียหาย ผู้บริโภคไม่รู้ว่าต้องไปร้องเรียนที่ไหน

    “เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่จะเซ็น MOU ครั้งนี้ เพราะสภาผู้บริโภค และ YLKI มีความร่วมมือที่ดีต่อกันมาอย่างยาวนาน ไม่ใช่เฉพาะเรื่องการร้องเรียนเท่านั้น แต่รวมถึงการศึกษาค้นคว้าและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภค หวังว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภคไทยและอินโดนีเซีย” นิธิ ระบุ

    หลังจากการลงนามความร่วมมือ สภาผู้บริโภคและ YLKI ได้ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลและปัญหาในเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค โดยภาพรวมของปัญหาที่ทั้ง 2 ประเทศเผชิญนั้นใกล้เคียงกัน โดยปัญหาอันดับ 1 ที่ผู้บริโภคต้องเจอเป็นหนึ่ง คือ ปัญหาเรื่องมิจฉาชีพ นอกจากนี้ยังมีเรื่องการกู้เงินนอกระบบ การซื้อขายออนไลน์ (อีคอมเมิร์ซ) และปัญหาการสื่อสาร เช่น เรื่องสัญญาณอินเทอร์เน็ต ทั้งนี้ การแลกเปลี่ยนข้อมูลและรายละเอียดของปัญหา จะนำไปสู่การพัฒนาและยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคของทั้ง 2 ประเทศต่อไป


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    7 ปท.อาเซียนเซ็นเอ็มโอยู ร่วมต้านภัยกลลวงยุคดิจิทัล-เอไอ

    ผนึกกำลังแก้ปัญหาผู้บริโภคข้ามแดน สภาผู้บริโภคไทย – ฮ่องกง ร่วมเซ็น MOU

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/20102568_tccxylki_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lTUQUNKV5zR1-hGO4nCaf

  • รับสมัครพนักงานสถาบัน ตำแหน่งนักวิชาการศึกษา คณะรัฐประศาสนศาสตร์

    รับสมัครพนักงานสถาบัน ตำแหน่งนักวิชาการศึกษา คณะรัฐประศาสนศาสตร์

    นักวิชาการศึกษา ระดับปฏิบัติการ สังกัดส่วนการศึกษา คณะรัฐประศาสนศาสตร์

    รับสมัครพนักงานสถาบัน ตำแหน่งนักวิชาการศึกษา สังกัดส่วนการศึกษา คณะรัฐประศาสนศาสตร์

    กองบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล

    รับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นพนักงานสถาบันสายสนับสนุนวิชาการ ตำแหน่งนักวิชาการศึกษา ระดับปฏิบัติการ สังกัดส่วนการศึกษา คณะรัฐประศาสนศาสตร์

    จำนวน 1 อัตรา

    อัตราเงินเดือน

    วุฒิปริญญาตรี เงินเดือน 19,500 บาท

    เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ 11 พฤศจิกายน 2568

    คุณสมบัติของผู้สมัคร

    1. ได้รับวุฒิปริญญาตรีหรือเทียบเท่าเป็นอย่างน้อยในทุกสาขา จากสถาบันการศึกษาที่ ก.พ. รับรอง
    2. มีความรู้ความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์ขั้นพื้นฐาน และสามารถใช้โปรแกรมพื้นฐาน เช่น Microsoft Excel, Microsoft Word รวมถึงซอฟต์แวร์ (Software) ที่ใช้ในการเรียนการสอนและการประชุม เช่น Microsoft Teams, Zoom, โปรแกรมการออกแบบ และโปรแกรมสำหรับการเรียนการสอนออนไลน์ รวมถึงการสืบค้นข้อมูลทางเว็บไซต์ได้อย่างเหมาะสมแก่การปฏิบัติงานในหน้าที่
    3. มีความรู้ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารโดยเฉพาะการพูดและการเขียนได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ หากมีผลการทดสอบ TOEIC, TOEFL Paper, TOEFL iBT, TOEFL ITP, CU-TEP, TU-GET, NIDA TEAP, IELTS, Duolingo English Test และ English Score จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ
    4. ผู้ที่จะได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นพนักงานสถาบัน ต้องมีคุณสมบัติตามความในข้อ 18 ของข้อบังคับสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของพนักงานสถาบัน พ.ศ. 2563 ลงวันที่ 23 กันยายน 2563 (แนบท้ายประกาศ)

    ลักษณะงานที่ต้องปฏิบัติ

    ปฏิบัติงานด้านการศึกษาของหลักสูตรปริญญาโท ภาคปกติ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ ดังนี้

    1. ด้านการบริหารการศึกษา ทำหน้าที่เกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตร การปรับหลักสูตร การทำประกันคุณภาพ การประชุมหลักสูตร งานประชุมวิชาการ ภาระงานวิชาการ และงานทะเบียนนักศึกษา
    2. ด้านการบริการการศึกษา ทำหน้าที่รับผิดชอบในการออกหนังสือสำคัญต่าง ๆ งานคำร้อง หนังสือรับรอง และหนังสือแนะนำตัวสำหรับการเก็บข้อมูลวิจัย ใบรับรองการศึกษา การขอรับทุน การจัดปฐมนิเทศ การสัมมนาทางวิชาการ การสัมมนาเกี่ยวกับการเรียนการสอนของนักศึกษา การจัดการศึกษาดูงานนอกสถานที่ การให้บริการแนะแนวการศึกษา การประชาสัมพันธ์หลักสูตร โครงการส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนานักศึกษาของหลักสูตร
    3. งานอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย

    รายละเอียดการรับสมัครได้ที่

    >>> ประกาศรับสมัครคัดเลือกเพื่อบรรจุบุคคลเป็นพนักงานสถาบันสายสนับสนุนวิชาการ ตำแหน่งนักวิชาการศึกษา ระดับปฏิบัติการ สังกัดส่วนการศึกษา คณะรัฐประศาสนศาสตร์ <<<

    ระเบียบการรับสมัคร

    ผู้ประสงค์จะสมัครสอบ สามารถสมัครผ่านระบบสมัครงานออนไลน์เท่านั้น
    ระหว่างตั้งแต่บัดนี้ 11 พฤศจิกายน 2568

    ติดต่อสอบถามได้ที่

    โทรศัพท์ 02 – 727 3405 ในวันเวลาราชการ
    Email : job@nida.ac.th
    Line : @810zqvao

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/job1410-2568/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kzgtvBSHzGCbuqlRScdWo

  • เปิดคัดนักฟุตบอลเยาวชนชาย-หญิง รับทุนการศึกษาและกีฬาที่สหรัฐอเมริกา | เดลินิวส์

    เปิดคัดนักฟุตบอลเยาวชนชาย-หญิง รับทุนการศึกษาและกีฬาที่สหรัฐอเมริกา | เดลินิวส์

    บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ บริษัท แอทเลติโก้ จำกัด จัดโครงการ Thai Life Insurance Sports Showcase ปีที่ 7 ซึ่งเป็นเวทีที่เปิดโอกาสสำหรับนักเรียนนักกีฬาเยาวชนไทย ในการคว้าทุนการศึกษาและทุนด้านกีฬาในต่างประเทศ โดยในปี 2568 จะเป็นการเปิดคัดตัวนักฟุตบอลเยาวชนชาย รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี และนักฟุตบอลเยาวชนทั้งชายและหญิง รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี จำนวนทั้งสิ้น 50 คน เพื่อชิงทุนการศึกษาและกีฬามูลค่ารวมกว่า 8.6 แสนบาท ภายใต้กิจกรรม “Thai Life Insurance Soccer World Cup Series” โดยจะจัดขึ้นที่ที่สนามฟุตบอลในร่ม Park Arena กรุงเทพฯ ในวันที่ 8 พ.ย.นี้ เวลา 06.15-15.30 น.

    โครงการ Thai Life Insurance Sports Showcase เป็นโครงการที่ส่งเสริมและก้าวข้ามขีดจำกัดเส้นขนานของการเรียนและกีฬา ให้มาบรรจบกันอย่างแท้จริง โดยได้มอบโอกาสให้แก่นักเรียนนักกีฬาเยาวชนไทย ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา ด้วยการจัดหาทุนการศึกษาและกีฬาต่อในต่างประเทศให้แก่นักเรียนนักกีฬาที่เข้าร่วมโครงการฯ จำนวนรวม 371 คน คิดเป็นมูลค่าทุนสูงถึง 1.84 พันล้านบาท ซึ่งการจัดกิจกรรมครั้งนี้ เป็นการจัดคัดเลือกนักเรียนนักกีฬาฟุตบอล เนื่องจากกีฬาฟุตบอลเป็นกีฬาหลักและกีฬาแรกของโครงการฯ และมีนักเรียนนักกีฬาฟุตบอลหลายคนที่ประสบความสำเร็จทั้งด้านฟุตบอล การเรียน และการทำงาน สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเยาวชนไทย ที่เทียบเคียงระดับสากล

    นางสาวฐิติมา เลี้ยงพาณิชย์ ผู้อำนวยการฝ่าย กลุ่มสื่อสารองค์กร บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ TLI กล่าวว่า โครงการ Thai Life Insurance Sports Showcase เกิดจากแนวคิดของไทยประกันชีวิต ที่ต้องการจะสร้างโอกาสให้เยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพด้านกีฬา เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับทุนการศึกษาหรือทุนกีฬาต่อในต่างประเทศ ซึ่งไทยประกันชีวิตเชื่อว่าการศึกษาคือรากฐานสำคัญที่เปรียบเสมือน “หลักประกันอนาคต” สู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว โดยปีนี้ บริษัทฯ มอบเงินสมทบเพิ่มเติมนอกเหนือจากทุนที่ได้รับ รวมมูลค่า 2.4 ล้านบาท สำหรับนักเรียนนักกีฬาที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 10 คน

    ขณะที่ นายอัตนันท์ อัศวธเรศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอทเลติโก้ จำกัด กล่าวว่า ที่มาของการเลือกจัดกิจกรรม “Thai Life Insurance Soccer World Cup Series” นั้น มาจากความเชี่ยวชาญของแอทเลติโก้ในการจัดหาความเหมาะสมของสิ่งแวดล้อมที่ดีสำหรับการพัฒนานักฟุตบอลเยาวชนไทย ในตลาดเยาวชนสหรัฐฯ ประจวบเหมาะกับมหกรรมกีฬาฟุตบอลโลก 2569 ที่จะมีขึ้นที่ทวีปอเมริกาเหนือ ทำให้ความสนใจในกีฬาฟุตบอลของอเมริกา มีความเข้มข้นยกระดับขึ้นไปอีกขั้น โดยเชื่อว่าในอีก 5 ปีข้างหน้ากีฬาฟุตบอลระดับมัธยมปลาย และลีกกึ่งอาชีพที่สหรัฐฯ จะทัดเทียมกับฟุตบอลเยาวชนในยุโรป ซึ่งเป็นผลดีต่อนักเรียนนักกีฬาในโครงการฯ จะได้รับโอกาสทั้งการศึกษาและกีฬาเพิ่มมากขึ้น

    สำหรับหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกนักเรียนนักกีฬา จะพิจารณาจากความพร้อมในการรับทุนเพื่อศึกษาและเล่นกีฬาต่อต่างประเทศ อาทิ ความสามารถด้านกีฬาระหว่างเข้าร่วมกิจกรรม, ประวัติและผลการเรียนที่ยื่นผ่านระบบออนไลน์, ผลงานด้านกีฬาฟุตบอล ผลการสอบวัดระดับภาษา และการสัมภาษณ์เป็นรายบุคคล นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับประกาศนียบัตรและผลประเมินเบื้องต้นอีกด้วย

    สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารโครงการ Thai Life Insurance Sports Showcase เพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก Sportsync Thailand หรือสอบถามรายละเอียดที่อีเมล [email protected]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5221426/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vM6mxrkjgh_woPGbMWwjg