Category: วัฒนธรรม

  • MEDEZE ร่วมงาน ประชุมการศึกษาต่อเนื่องของแพทย์แห่งชาติ ครั้งที่ 3

    MEDEZE ร่วมงาน ประชุมการศึกษาต่อเนื่องของแพทย์แห่งชาติ ครั้งที่ 3

    ประชาสัมพันธ์

    20 ต.ค. 2025 เวลา 9:00 น.

    MEDEZE เข้าร่วมงาน “ประชุมการศึกษาต่อเนื่องของแพทย์แห่งชาติ ครั้งที่ 3″ตอกย้ำผู้นำนวัตกรรมการแพทย์แห่งอนาคต พร้อมแบ่งปันองค์ความรู้ด้านการแพทย์เชิงลึก 

    นายแพทย์วีรพล เขมะรังสรรค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MEDEZE เข้าร่วมงาน ประชุมการศึกษาต่อเนื่องของแพทย์แห่งชาติ ครั้งที่ 3 (The 3rd National Forum on Continuing Medical Education) จัดโดยศูนย์การศึกษาต่อเนื่องของแพทย์ แพทยสภา ภายใต้แนวคิด “Care Revolution 2025: Power • Precision • Prosperity” ณ ห้องประชุมสยามมกุฎราชกุมาร อาคารเฉลิมพระบารมี ๕๐ ปี และได้ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “Stem Cells for Longevity: Scientific Promises and the Road to Regulatory Approval” เพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ด้านการแพทย์เชิงลึก 

    MEDEZE ร่วมงาน ประชุมการศึกษาต่อเนื่องของแพทย์แห่งชาติ ครั้งที่ 3

    นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์หลากหลายสาขาทั้ง ด้านเทคโนโลยีชีวการแพทย์ และนโยบายสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการร่วมกันขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการแพทย์ เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพของประชาชนไทยให้ก้าวสู่ยุคใหม่อย่างยั่งยืน การเข้าร่วมในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของ MEDEZE ที่มุ่งพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพเชิงนวัตกรรมของภูมิภาค HEALTH Economy

    MEDEZE ร่วมงาน ประชุมการศึกษาต่อเนื่องของแพทย์แห่งชาติ ครั้งที่ 3

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/pr-news/news/prnews/1203608&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oNqXFgeLlQetjI5WriA7G

  • “ดีที่สุดเพื่อลูก”นี่มันแค่ไหนกัน? แรงบันดาลใจจากซีรีส์“ลักกันวันตาย”เมื่อการศึกษาดีๆคือ ทุนทรัพย์

    “ดีที่สุดเพื่อลูก”นี่มันแค่ไหนกัน? แรงบันดาลใจจากซีรีส์“ลักกันวันตาย”เมื่อการศึกษาดีๆคือ ทุนทรัพย์

    “หาเงินมาเยอะ ๆ นะพ่อ… 15 ล้านน่ะ มันแค่ค่าเล่าเรียน 

    แล้ว 12 ปีต่อจากนี้ ห้ามป่วย ห้ามเจ็บ ห้ามตายนะ”

    คำพูดจาก “จ๋า” ภรรยาของ “โต” ตัวละครเอกในซีรีส์ดัง “ลักกันวันตาย” ที่กำลังออนแอร์อยู่ใน Netflix ตอนนี้ กลายเป็นประโยคที่สะกิดใจพ่อแม่จำนวนมาก เพราะมันไม่ใช่แค่คำพูดของ “ตัวละคร” แต่มันคือเสียงของพ่อแม่จริง ๆ ที่กำลังดิ้นรนอยู่ในโลกทุนนิยมไทยในยุคปัจจุบัน 

    โลกที่ “การศึกษา” กลายเป็นสินค้าราคาแพง และ “โอกาส” ที่ถูกขายเป็นแพ็กเกจแบบพรีเมียมเท่านั้น จนบางคนซื้อไม่ได้ ถ้ามีเงินไม่มากพอ 

    “เพื่อลูก”  คำสาปความรักที่มีราคาของพ่อแม่

    ซีรีส์ลักกันวันตาย เล่าถึงเรื่องราวของ “โต” พ่อคนหนึ่งที่เป็นพนักงานธนาคาร ตัดสินใจยักยอกเงินจากบัญชีคนตาย เพื่อเอามาใช้จ่ายค่าเทอมลูก ซึ่งแรงบันดาลใจของการก่อเหตุ ไม่ใช่เพราะเขาโลภ แต่เพราะเขา “กลัว” กลัวว่าลูกจะถูกระบบทิ้งไว้ข้างหลัง ,กลัวว่าความไม่มีจะสืบทอดต่อรุ่น และกลัวว่าลูกจะไม่มีที่ยืนในสังคมที่ “ต้นทุนชีวิต” เริ่มจากชื่อโรงเรียน

    ซึ่งนี่ล้วนเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ไม่ใช่แค่บทในซีรีส์ เพราะหากลองมองไปรอบๆตัวเรา จะพบว่า ปัจจุบัน มีพ่อแม่จำนวนไม่น้อยกำลัง “ขโมยอนาคต” ตัวเองอยู่ในทุกๆวัน บางคนกู้เงินเพื่อจ่ายค่าเทอมลูก บางคนถอนเงินเกษียณออกมาก่อนเวลา และบางคนทำงานสองกะ หารายได้หลายทาง หมุนตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อต เพื่อหวังซื้ออนาคตให้ลูก ผ่านการศึกษา หรือ โรงเรียนที่เขาว่าดีที่สุด 

    ขณะที่ในโลกที่ทุกอย่างถูกตีด้วยมูลค่า คำว่า “เพื่อลูก” กลายเป็นใบอนุญาตให้เราทำทุกอย่างได้ แม้กระทั่งทำร้ายตัวเอง และทำร้ายผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว

    เมื่อ “โรงเรียนดี” กลายเป็นสัญลักษณ์ทางชนชั้น

    สิ่งที่ “ลักกันวันตาย” สะท้อนอย่างแสบสันต์อีกอย่างหนึ่ง คือภาพของ “ระบบการศึกษาไทย” ที่ถูกบิดด้วยเศรษฐกิจ โดยที่โรงเรียนไม่ได้แข่งกันเรื่องหลักสูตรอีกต่อไป แต่แข่งกันเรื่อง “สังคม” และ “ภาพลักษณ์”

    ค่าแป๊ะเจี๊ยะกลายเป็นเรื่อง “ธรรมดา” การตลาดของโรงเรียนพูดถึง “คอนเนคชัน” มากกว่า “การเรียนรู้” โดยที่พ่อแม่จำนวนไม่น้อยก็พร้อมเล่นเกมนี้ด้วย เพราะกลัวลูกจะ “ตกขบวน”

    จนหลายคนอยากลองถามตัวเองเงียบ ๆ ว่าที่เรายอมจ่ายค่าเทอมแพงๆ เพราะเชื่อว่าโรงเรียนดีจริงหรือเพราะกลัวว่าลูกเราจะ “ดูด้อยกว่า” ลูกคนอื่น? จนบางครั้ง การศึกษา ไม่ต่างอะไรกับสนามแข่งของพ่อแม่ มากกว่าพื้นที่เรียนรู้ของลูก

    ลาออกเพื่อลูก : เมื่อความรักกลายเป็นภาระทางการเงิน

    อีกด้านของซีรีส์นี้คือ “จ๋า” ภรรยาของโต วิศวกรเครื่องบิน ที่ยอมลาออกจากงาน เพื่อทุ่มเทดูแลลูกเต็มเวลา เพราะเชื่อว่า “ไม่มีใครเลี้ยงลูกได้ดีเท่าแม่”มันคือภาพที่หลายบ้านรู้จักดี

    แม่ลาออกจากงาน เพราะอยากให้ลูกได้ดีที่สุด พ่อทำงานหนักขึ้น เพื่อแบกทั้งบ้านไว้คนเดียว แต่สิ่งที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงคือ ผลข้างเคียงทางการเงิน ของการตัดสินใจนั้น รายได้ครอบครัวลดลงครึ่งหนึ่ง แต่รายจ่ายเพิ่มขึ้นเท่าตัว

    ทั้งค่าเทอม ค่าเสริมทักษะ ค่ากิจกรรมพิเศษ และค่าใช้จ่ายที่ไม่รู้จบ เพื่อทำให้เด็กอาจเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ดี แต่พ่อแม่กลับค่อย ๆ หมดแรงทางใจ หมดไฟในชีวิต และหมดเงินในบัญชี จนวันหนึ่ง ความเครียดแทรกกลางวงข้าวเย็น

    “ทำไมไม่บอกกันว่าเงินไม่พอ?”

    คำถามง่าย ๆ ที่หลายบ้านพูดไม่ได้ เพราะเรื่องเงินกลายเป็นเรื่อง “ห้ามพูด”ในบ้านที่พยายามทำให้ทุกอย่างดู “สมบูรณ์แบบ”

    อยากให้ลูกสบาย แต่ใครกันแน่ที่กำลังลำบาก

    ในสังคมที่ “ความดี” ของพ่อแม่ ถูกวัดด้วยความสามารถในการให้ คำถามที่ควรถามกลับคือ แล้วเรากำลังให้สิ่งที่ลูกต้องการจริง ๆ หรือเปล่า เพราะบางที ลูกไม่ได้ต้องการโรงเรียนที่ค่าเทอมแพงที่สุด แต่อยากได้พ่อแม่ที่ไม่ทะเลาะกันเรื่องเงินทุกเดือน บางทีเขาไม่ได้ต้องการทักษะพิเศษสิบอย่าง แต่อยากได้แค่เวลานั่งกินข้าวเย็นพร้อมหน้าโดยไม่มีใครเปิดโน้ตบุ๊กเรามักพูดว่า “อยากให้ลูกสบาย” แต่คนที่เหนื่อยที่สุดในบ้าน กลับกลายเป็นพ่อแม่

    ชวนคิด เรื่องลูกดีแค่ไหนถึงจะพอ

    ในเรื่องนี้ เพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพเด็ก การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และการเลี้ยงลูกเชิงบวกอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์ ซึ่งมีผู้ติดตาม 8.3 แสนคน ได้มีการเปิดประเด็นชวนคิดจากซีรีส์เช่นกัน ว่า ความทะเยอทะยานการสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ แบบเกินตัว 

    ไม่ว่าจะเป็น ค่าเทอม ไลฟ์สไตล์ ภาษีสังคมที่ต้องจ่าย กับความท้าทายของการทำงานและเศรษฐกิจ ณ ปัจจุบัน ควรตั้งอยู่ในเชิงเศรษฐศาสตร์ ที่ว่า การลงทุนทุกอย่างมี “จุดคุ้มทุน”แต่ในการเลี้ยงลูก พ่อแม่มักไม่ยอมให้มีคำนี้อยู่ในสมการเลย

    เพราะความรักมันไม่เคยพอและความกลัวว่าลูกจะไม่มี “ต้นทุนชีวิต” เหมือนคนอื่นทำให้เรายอมทุ่ม แม้รู้ว่า “เกินตัว”แต่ถ้าเรามองการศึกษาของลูกในฐานะ “การลงทุน” จริง ๆสิ่งที่ควรถามไม่ใช่ “โรงเรียนนี้ดีไหม” แต่คือ “ลูกเราเหมาะกับแบบไหน” เพราะสุดท้ายแล้ว โรงเรียนที่ดี ไม่ได้สร้างคนที่เก่งที่สุด แต่คือโรงเรียนที่ช่วยให้ “ลูกได้ค้นพบว่าตัวเองเก่งอะไร”

    พอดีที่สุด อาจจะดีที่สุด

    คำว่า “พอดี” อาจฟังดูธรรมดา แต่ในยุคที่ทุกอย่างแข่งขันกันจนเกินพอดี ความธรรมดานี่แหละที่ยากที่สุดจะรักษาไว้ พอดีสำหรับลูก อาจหมายถึงโรงเรียนที่สอนให้รักการเรียนรู้ ไม่ใช่กลัวสอบตก พอดีสำหรับพ่อแม่ อาจหมายถึงการไม่ต้องกู้เงินเพื่อจ่ายค่าเทอม พอดีสำหรับครอบครัว อาจหมายถึงการอยู่ด้วยกันโดยไม่ต้องแบกความสมบูรณ์แบบเกินไป

    สุดท้ายแล้ว “อนาคตที่ดีของลูก” ไม่ได้ซื้อได้ด้วยค่าเทอม หรือคอนเนคชัน แต่มันสร้างขึ้นจาก “บ้าน” ที่เต็มไปด้วยความรัก ความเข้าใจ และความร่วมมือ ลูกอาจไม่ได้ต้องการพ่อแม่ที่เพอร์เฟกต์แค่พ่อแม่ที่อยู่ด้วยกัน แล้วไม่หายไปไหนก็พอ

    ทั้งนี้ แม้ซีรีส์ “ลักกันวันตาย” อาจเป็นเรื่องแต่งแต่ความจริงที่มันสะท้อน คือชีวิตของพ่อแม่ไทยจำนวนมากที่กำลังวิ่งให้เร็วขึ้นทุกวัน เพื่อจะอยู่ให้รอดในโลกที่แพงขึ้นทุกปีและบางที… คำตอบของคำว่า “เพื่อลูก”อาจไม่ใช่ “ดีที่สุด” แต่อาจเป็นแค่ “พอดีที่สุด” ก็พอแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/personal_finance/financial_planning/2890109&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3t3vx9vL-o4Jskq2mkIe3Q

  • สปสช. เตรียมพร้อม ฮอร์โมนเพื่อยืนยันเพศสภาพ

    สปสช. เตรียมพร้อม ฮอร์โมนเพื่อยืนยันเพศสภาพ

    20 ต.ค. 256810:51 น.

    คนข้ามเพศจำนวนมากยังคงประสบปัญหาในการเข้าถึงบริการยาฮอร์โมนที่ปลอดภัย ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพ และนำไปสู่ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้

    จากการสำรวจของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ในปี 2567 ประเทศไทยมีประชากรผู้มีความหลากหลายทางเพศราว 1.6 ล้านคน และมีการคาดการณ์ว่าในอีก 15 ปีข้างหน้า หรือในปี 2582 ประเทศไทยจะมีประชากรผู้มีความหลากหลายทางเพศเพิ่มขึ้นถึง 2.2 ล้านคน

    ก่อนหน้านั้น ในปี 2563 มีสถิติจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าประเทศไทยมีประชากรหญิงข้ามเพศ (ผู้ที่มีเพศกำเนิดชายข้ามเป็นหญิง) ประมาณ 313,747 คน สำหรับจำนวนประชากรชายข้ามเพศ (ผู้ที่มีเพศกำเนิดหญิงข้ามเป็นชาย) ยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัด

    โดยกลุ่มประชากรชายและหญิงข้ามเพศรวมถึงกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศหลาย ๆ คนจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการในการยืนยันเพศสภาพหรือการข้ามเพศ ซึ่งรวมถึงการเข้ารับคำปรึกษา การใช้ฮอร์โมน การผ่าตัด ซึ่งแม้ว่าประชากรส่วนหนึ่งอาจไม่จำเป็นหรือไม่ประสงค์จะรับฮอร์โมนหรือเข้ารับการผ่าตัด แต่ไม่ว่าจะเข้าสู่กระบวนแบบไหน ตลอดทั้งกระบวนการจำเป็นต้องได้รับคำปรึกษาและการดูแลเพื่อความปลอดภัย โดยบุคลากรทางการแพทย์

    ทว่าด้วยปัญหาข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการ รวมถึงค่าใช้จ่าย ที่ผ่านมา คนข้ามเพศและผู้มีความหลากหลายทางเพศจำนวนมากมักเรียนรู้และทดลองกระบวนการข้ามเพศกันเอง ผ่านเพื่อนฝูงและรุ่นพี่แบบปากต่อปากหรือผ่านการศึกษาจากช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ มีการซื้อฮอร์โมนจากแหล่งต่าง ๆ ที่อาจไม่ได้รับคำแนะนำด้านการใช้อย่างปลอดภัย นำไปสู่การวิถีปฏิบัติในการใช้ยาหรือฮอร์โมนที่มีความเสี่ยงและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เนื่องจากขาดการให้คำปรึกษาและการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่ถูกต้อง

    จากการสำรวจโดยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า มีชายข้ามเพศ 70% และหญิงข้ามเพศถึง 82% ที่ใช้ฮอร์โมนโดยไม่อยู่ในการดูแลของแพทย์ บางรายใช้เกินขนาด และเสี่ยงเป็นโรคนิ่ว ตับ ไต หัวใจ หลอดเลือด มะเร็ง และโรคกระดูกพรุน

    ชายข้ามเพศที่ได้รับฮอร์โมนเพศชายในปริมาณมากเกินไปอาจเผชิญปัญหาภาวะเลือดข้นและความดันโลหิตสูง ขณะที่หญิงข้ามเพศจำนวนไม่น้อยใช้ยาคุมกำเนิดเพื่อเร่งผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงทางสรีระ ซึ่งไม่เป็นไปตามคำแนะนำในการใช้ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพตามแนวทางการแพทย์ในปัจจุบันและยังเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะลิ่มเลือดอุดตันมากกว่าคนที่ไม่ใช้ฮอร์โมนถึง 20 เท่า

    สปสช. เห็นชอบบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ

    ที่ผ่านมา มีการขับเคลื่อนทางสังคมเพื่อให้รัฐมองเห็นปัญหาและความสำคัญในประเด็นนี้มาอย่างยาวนานกว่าสิบปี จนมีการศึกษาทางวิชาการถึงความจำเป็นในการสร้างการเข้าถึงบริการนี้ผ่านกระบวนการพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์โดยโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ บวกกับมีนโยบายจากรัฐบาลในสมัยนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน จึงเกิดการพัฒนามาเป็นนโยบายชุดสิทธิประโยชน์บริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์ด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เพื่อให้ผู้ที่จำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการยืนยันเพศสภาพสามารถเข้าถึงบริการที่ปลอดภัย ถูกต้องตามองค์ความรู้ปัจจุบันและอยู่ภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์อย่างใกล้ชิด

    โดยขณะนี้ สปสช. ได้เปิดให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นและคำแนะนำเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2568  ปัจจุบันอยู่ระหว่างการประมวลผลความคิดเห็น ซึ่งมีหลักการดังนี้

    1. หน่วยบริการที่มีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายเป็นหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่มีผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม และสามารถให้บริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ
    2. เป็นการให้บริการแก่ผู้รับบริการ ที่มีความจำเป็นต้องได้รับบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ
    3. สำนักงานจะจ่ายค่าใช้จ่ายตามรายการและอัตรา ดังต่อไปนี้
      • การให้บริการให้คำปรึกษาและการดูแลสุขภาพองค์รวมทั้งก่อนและหลังเริ่มฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ รวมในค่าบริการเหมาจ่ายรายหัว กรณีหน่วยบริการที่ไม่ได้รับงบเหมาจ่ายรายหัวบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคสำหรับบริการพื้นฐาน (PP-Capitation) การจ่ายให้เป็นไปตามประกาศสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเกี่ยวกับการจ่ายค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุข กรณีการจ่ายตามรายการบริการ
      • สำหรับยาและฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ สำนักงานจะจัดหาผ่านเครือข่ายหน่วยบริการด้านยาและเวชภัณฑ์ โดยการจ่ายยาและฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพเป็นไปตามคู่มือการเบิกจ่ายการให้บริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพในบุคคลข้ามเพศและเพศหลากหลาย

    การบริการฮอร์โมนเพื่อยืนยันเพศสภาพโดยภาครัฐ

    การใช้ชีวิตและแสดงออกตามเพศสภาพที่ต้องการ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ดังนั้นไม่ควรมีใครต้องเจ็บป่วยจากยืนยันเพศสภาพของตนเอง สปสช.จึงมีมติบริการยาฮอร์โมน ให้ประชาชนมีเพศสภาพตามความต้องการได้

    เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2565 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้บรรจุ “ภาวะการมีเพศสภาพไม่สอดคล้องกับเพศกำเนิด” ใน ICD-11 หรือ “บัญชีจําแนกทางสถิติระหว่างประเทศของโรคและปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้อง ฉบับที่ 11” ในหมวดที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะทางเพศ เพื่อส่งเสริมการเคารพสิทธิคนที่มีความหลากหลายทางเพศ รวมถึงคนข้ามเพศ ซึ่งช่วยให้คนข้ามเพศเข้าถึงกระบวนการทางการแพทย์เพื่อยืนยันเพศสภาพ และการดูแลสุขภาพองค์รวม รวมถึงลดอคติ การเหยียดเพศ และเกิดการยอมรับของคนในสังคมเพิ่มขึ้น โดยสมาชิกองค์การอนามัยโลก 194 ประเทศ ลงนามรับรอง ICD-11 พร้อมนำมาเป็นแนวทางในการปรับใช้ เพื่อดำเนินนโยบายด้านสาธารณสุข

    ดังนั้น การจัดบริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศสภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นทางด้านสาธารณสุข โดยในปี 2559 ฝรั่งเศส ได้ออกกฎหมาย อนุญาตให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศสภาพได้ในโรงพยาบาลรัฐ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ โดยรัฐเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณผ่านระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยืนยันเพศสภาพที่ปลอดภัย รวมทั้งมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องได้มีการจัดหลักสูตรการฝึกอบรมด้านการให้บริการสุขภาพในการยืนยันเพศสภาพแก่สหสาขาวิชาชีพเพื่อผลิตบุคลากรสาธารณสุขในการให้บริการที่ปลอดภัย

    สำหรับประเทศไทย การให้บริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศสภาพยังไม่ถูกจัดอยู่ในระบบการให้บริการสาธารณสุขของภาครัฐ และมีสถานบริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศสภาพ (ไม่รวมสถานบริการเอกชน) เพียง ประมาณ 40 แห่งทั่วประเทศ ที่ให้บริการให้คำปรึกษา ตรวจสุขภาพและระดับฮอร์โมน บางแห่งสามารถบริการผ่าตัดเพื่อการยืนยันเพศสภาพ โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มได้แก่

    • กลุ่มที่ 1 คลินิกในโรงเรียนแพทย์ 8 แห่ง เช่น GenV Clinic รพ. รามาธิบดี, คลินิกสุขภาพเพศ รพ.จุฬาฯ, และ Si-PRIDE Clinic รพ. ศิริราช
    • กลุ่มที่ 2 คลินิกในสังกัด กทม. 21 แห่ง ภายใต้โครงการ BKK Pride Clinic เช่น ที่โรงพยาบาลกลาง, Love Care Clinic, โรงพยาบาลตากสิน และศูนย์บริการสารารณสุขอีกหลายแห่ง
    • กลุ่มที่ 3 คลินิกสุขภาพชุมชน 11 แห่ง เช่นคลินิกสุขภาพ SWING, สมาคมฟ้าสีรุ้ง, มูลนิธิเอ็มพลัส, มูลนิธิแคร์แมท, มูลนิธิซิสเตอร์ และคลินิกแทนเจอรีน โดยสถาบันเพื่อการวิจัยและนัตกรรมด้านเอชไอวี

    อย่างไรก็ตาม สถานบริการส่วนใหญ่มีอยู่เพียงในเมืองใหญ่ เท่ากับว่าบริการเพื่อการยืนยันเพศสภาพยังไม่ครอบคลุมพื้นที่ของทุกจังหวัดในประเทศไทย นโยบายฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพของ สปสช. จึงเป็นการขยายการบริการให้ครอบคลุมไปทั่วประเทศมากขึ้น

    การเบิกจ่ายค่าบริการสำหรับผู้ให้บริการภาคประชาชน

    ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 กำหนดให้ สปสช. สามารถขึ้นทะเบียน “หน่วยบริการอื่น” เช่น องค์กรภาคประชาชน องค์กรเอกชน หรือหน่วยงานต่างๆ ที่ไม่ใช่สถานบริการสาธารณสุขหลัก ให้เข้าร่วมให้บริการเฉพาะด้านได้

    ทั้งนี้เพื่อเป็นการขยายการเข้าถึงบริการให้ครอบคลุมและเข้าถึงได้มากขึ้น ทำให้คลินิกชุมชน หรือ กลุ่มผู้ให้บริการชุมชน (Community-based Organization) สามารถเข้ามามีบทบาทสำคัญในการจัดบริการสุขภาพ ที่สอดคล้องกับชุดสิทธิประโยชน์และสามารถเบิกจ่ายค่าบริการจากทาง สปสช. ได้

    กฤติมา สมิทธิ์พล จากหน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวกับ Policy Watch ว่า

    นโยบายฮอร์โมนเพื่อยืนยันเพศสภาพของ สปสช. ถือเป็นนโยบายแรกที่ภาครัฐรับรองสิทธิการเข้าถึงบริการสุขภาพของคนข้ามเพศ มองเห็นคนข้ามเพศอย่างเป็นทางการ ถือเป็นก้าวสำคัญของภาครัฐในการจัดบริการสุขภาพที่ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม

    สปสช. พยายามจะให้มีการเริ่มใช้นโยบายนี้เร็วที่สุด น่าจะเป็นภายในปี 2568 นี้ ซึ่งขณะนี้กำลังเตรียมความพร้อมเรื่องรายการบริการ และการจัดซื้อยาต่าง ๆ รวมถึงการเตรียมขั้นตอนในการเปิดการขึ้นทะเบียน มาตรา 3 สำหรับองค์กรชุมชนที่ให้บริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศสภาพอยู่แล้ว โดยถ้าหากคลินิกชุมชนเหล่านี้ขึ้นทะเบียนตามมาตรา 3 เรียบร้อยก็จะสามารถเบิกจ่ายค่าบริการจากทาง สปสช. ได้ ซึ่งปัจจุบันคลินิกชุมชนเป็นหนึ่งในสถานบริการที่ได้รับความนิยมในการเข้าใช้บริการจากชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศ

    ในช่วงปีแรกของการเริ่มใช้นโยบาย เข้าใจว่าทาง สปสช. จะให้ความสำคัญกับผู้ให้บริการที่เป็นองค์กรคลินิกชุมชนและคลินิกในโรงเรียนแพทย์ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะถือเป็นจุดที่มีการเปิดให้บริการอยู่แล้ว ระหว่างนี้คงมีการเตรียมความพร้อมในการพัฒนาศักยภาพสถานบริการอื่น ๆ โดยเฉพาะหน่วยบริการสุขภาพของรัฐที่ทำงานอยู่ภายใต้ สปสช. เช่น โรงพยาบาลประจำจังหวัด หรือโรงพยาบาลประจำอำเภอ เพื่อให้สามารถเปิดให้บริการได้ เพื่อขยายการเข้าถึงบริการให้ครอบคลุมและประชาชนเข้าถึงได้ ซึ่งหากขาดการสร้างเสริมศักยภาพของหน่วยบริการต่าง ๆ เพื่อขยายบริการ แม้จะมีการนำนโยบายออกประกาศใช้แล้ว ปัญหาก็จะกลับไปที่จุดเดิมคือ ประชาชนเข้าไม่ถึงบริการ

    เตรียมความพร้อมก่อนบริการฮอร์โมน

    รีน่า จันทร์อำนวยสุข  ผู้จัดการโครงการคลินิกแทนเจอรีน ซึ่งเป็นคลินิกสุขภาพชุมชนคนข้ามเพศที่เปิดให้บริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศสภาพแห่งแรกในประเทศไทยและในภูมิภาค โดยสถาบันเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมด้านเอชไอวี (IHRI)และผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวถึงการดำเนินการสวัสดิการฮอร์โมนเพื่อยืนยันเพศสภาพกับทาง Policy Watch ว่า เป็นอีกการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนโดย สปสช. ที่น่าชื่นชม ตั้งแต่ขั้นตอนแรกที่ สปสช. ได้เปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วม ในการให้ข้อมูลการพัฒนาระบบบริการต่าง ๆ

    อย่างไรก็ตาม ชุดบริการสุขภาพคนข้ามเพศควรจะต้องเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว แต่ยังไม่แล้วเสร็จ เพราะ สปสช. ยังติดที่ระบบการเบิกจ่าย การบันทึกเบิกในระบบ e-Claim เกณฑ์วิธีการจัดซื้อยาฮอร์โมน

    อันที่จริงแล้ว ยาฮอร์โมนมีอยู่แล้วในสปสช. ในชุดบริการสำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องเรื่องฮอร์โมน เช่น ภาวะวัยทอง ผู้ที่ประสบอุบัติเหตุหรือป่วยทำให้ต้องพึ่งฮอร์โมนทดแทน  หรือเด็กที่เกิดมามีปัญหาด้านพัฒนาการ จำเป็นต้องรับฮอร์โมนทดแทน

    แต่ฮอร์โมนเหล่านี้ไม่ได้เพื่อกรณีข้ามเพศ ซึ่งมีหลายฮอร์โมนใช้สำหรับข้ามเพศได้ ในการบริการข้ามเพศจึงสามารถแก้ไขข้อกำหนดที่ข้อบ่งชี้ในการบริการ จากฮอร์โมนทดแทน โดยเพิ่มเพื่อกรณีข้ามเพศด้วย แต่ก็มีบางฮอร์โมนที่ทาง สปสช. ต้องเพิ่มเพื่อคนข้ามเพศ

    สำหรับการตรวจวัดติดตามผลการรับฮอร์โมนข้ามเพศ อาจมีข้อแตกต่างจากผู้รับฮอร์โมนทดแทนในวัยทอง ที่แพทย์ด้านสูตินรีแพทย์หรือแพทย์ต่อมไร้ท่อเป็นผู้ติดตามดูแล หากแต่สำหรับคนข้ามเพทย์จะเกี่ยวข้องทั้งสูตินรีแพทย์ แพทย์ต่อมไร้ท่อ อายุรศาสตร์ จิตเวชศาสตร์ เวชศาสตร์ครอบครัว และแพทย์ด้านอื่น ๆ ที่มีประสบการณ์ ซึ่งกล่าวได้ว่าการข้ามเพศจะสลายองค์ความรู้ทางการแพทย์ เพื่อให้เกิดการบูรณาการมากขึ้น

    ในระหว่างที่ สปสช. กำลังดำเนินการอยู่นั้น รีน่า จันทร์อำนวยสุข เสนอว่า แต่ละโรงพยาบาลสามารถเตรียมความพร้อมในการบริการ ด้วยการฝึกอบรม เสริมสร้างความใจเกี่ยวกับการบริการคนข้ามเพศ เพราะเจ้าหน้าที่บุคลากรเองอาจจะยังไม่เข้าใจมิติคนข้ามเพศ โดยร่วมมือกับโรงพยาบาลต่าง ๆ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย หรือคลินิกชุมชน ทำความเข้าใจ สร้างระบบและสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรกับความหลากหลายทางเพศ ปราศจากการตีตราเพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จำนวนผู้ไปบริการที่คลินิกชุมชนมากกว่าโรงพยาบาล เพราะรู้สึกอุ่นใจกว่า เป็นมิตรกว่า

    ในเรื่องชุดความรู้ในการให้บริการ ทางศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านสุขภาพคนข้ามเพศ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ออก “คู่มือการให้บริการสุขภาพคนข้ามเพศ” เพื่อใช้เป็นหลักและอ้างอิงในการให้บริการแล้ว

    นอกจากนี้ การขาดองค์ความรู้ในการให้บริการสุขภาพแก่คนข้ามเพศ ถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนข้ามเพศไม่ได้รับฮอร์โมนอย่างถูกต้อง จากผลการวิจัยเรื่อง “การเคารพต่อสาวประเภทสองโดยเปรียบเทียบกับการเกลียดกลัวคนข้ามเพศในทั่วโลก” โดยมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน และองค์กร Transgender Europe (TGEU) ในปี 2558 พบว่าคนข้ามเพศในประเทศไทยเกือบ 50% ไม่เคยพบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษาเรื่องสุขภาพ รวมไปถึงการข้ามเพศอย่างถูกต้องภายใต้การดูแลโดยบุคลากรทางการแพทย์  ซึ่งเหตุผลไม่เกี่ยวกับรายได้หรือเกิดกับผู้มีรายได้น้อยเสมอไป แต่เนื่องจากที่ผ่านมา คนข้ามเพศเคยมีประสบการณ์เชิงลบ ในการทางถูกตีตราและเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ เมื่อไปเข้ารับบริการในสถานพยาบาล

    ข้อโต้แย้งและข้อหักล้างสวัสดิการฮอร์โมนข้ามเพศ

    อย่างไรก็ตาม สวัสดิการบริการสุขภาพนี้ ยังคงถูกวิจารณ์ว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มบุคคลเฉพาะกลุ่มมากกว่าประชาชนทั้งประเทศ หากแท้ที่จริงแล้ว การบริการนี้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ที่รัฐพึงดูแลให้มีการเข้าถึงอย่างปลอดภัย ในลักษณะเดียวกับการคุมกำเนิด การคลอดบุตร และการยุติการตั้งครรภ์ ซึ่งรัฐมีพันธกิจในการดูแลไม่ให้ประชาชนตกอยู่ในภาวะเสี่ยงและไม่ปลอดภัย

    เมื่อพิจารณาถึงที่มาของนโยบายนี้ กฤติมา สมิทธิ์พล  กล่าวว่า

    “นโยบายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ หรือเกิดจากการตัดสินใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว แต่มันผ่านกระบวนการการขับเคลื่อนทางสังคมมาอย่างยาวนาน มีการจัดบริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศสภาพโดยองค์กรชุมชนที่ขยายจากหนึ่งแห่งไปเป็นสิบกว่าแห่งทั่วประเทศ มีการเปิดบริการนี้ในคลินิกของโรงเรียนแพทย์ ซึ่งปัจจุบันมีเกือบทุกแห่งในประเทศ ทั้งหมดนี้ถือเป็นการสาธิตความเป็นไปได้ในการจัดบริการว่ามีความต้องการเข้าถึงสุขภาพในประเด็นนี้และสามารถเปิดให้บริการได้จริง”

    นอกจากนี้ยังมีการศึกษาความจำเป็นและจัดลำดับความสำคัญของบริการนี้ผ่านกระบวนการพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์โดยโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ มีการศึกษางานบริการสุขภาพในประเด็นนี้จากต่างประเทศ ประกอบกับมีการวิจัยเพื่อศึกษาการเข้าถึงบริการนี้อย่างครอบคลุมโดยความร่วมมือระหว่างหน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งผลการศึกษาวิจัยทั้งหมดต้องผ่านการเห็นชอบจากบอร์ด สปสช

    หลัก ๆ คือบริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศสภาพเป็นบริการที่มีความสำคัญและในทางการแพทย์มีความจำเป็นต่อประชาชนที่ต้องการเข้าถึง การจัดบริการในการดูแลสุขภาพนี้ประเด็นนี้เป็นการป้องกันความเสี่ยงในการเกิดการอันตรายจากการใช้ยาที่ไม่ปลอดภัย ที่อาจส่งผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคล สังคมและเศรษฐกิจมากกว่าการป้องกัน การไม่ลงทุนในการให้การบริการเชิงป้องกัน จึงอาจส่งผลต่อการสูญเสียงบประมาณที่มากกว่าในการดูแลรักษา

    มากไปกว่านั้น บริการนี้ไม่ใช่การลงทุนใหม่ทั้งหมด เพราะเป็นการขยายกลุ่มเป้าหมายในการเข้าถึงบริการฮอร์โมนจากเดิมที่เคยครอบคลุมเฉพาะในกลุ่มชายหญิงที่ต้องการฮอร์โมนทดแทนให้ครอบคลุมกลุ่มบริการสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศสภาพ งบประมาณที่ต้องจัดสรรเพิ่มมีเพียง ค่าบริการตรวจสุขภาพ การตรวจแล็บ ยาฮอร์โมนบางชนิด การฝึกหัดอบรม สร้างความรู้ความเข้าใจ ซึ่งปัจจุบันก็มีองค์ความรู้ต่าง ๆ อยู่ค่อนข้างพร้อมแล้ว ตัวสถานที่ก็สามารถใช้สถานที่ที่มีอยู่แล้วได้เลย

    อย่างไรก็ตาม หลายคนเข้าใจว่า การเป็นคนข้ามเพศเป็นเรื่องของการ “เลือก” หรือเป็น “ความต้องการส่วนตัว” ทำไมรัฐต้องไปดูแล ซึ่ง กฤติมา ย้ำว่ากระบวนการนี้เป็นความจำเป็นทางการแพทย์ที่เลี่ยงไม่ได้ ผู้ที่จำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการต้องมีการดูแลและคำนึงถึงความปลอดภัย ดังนั้นการที่รัฐจัดให้มีบริการนี้ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพ ไม่ใช่การให้สิทธิพิเศษ แต่เป็นความจำเป็นในการดูแลสุขภาพของประชาชนในระยะยาว

    หลังจากเริ่มใช้นโยบายนี้ เราจะได้ข้อมูลทางสุขภาพที่เป็นประโยชน์ในการออกแบบและพัฒนานโยบายสุขภาพต่อไป เช่นตัวเลขสถิติของคนข้ามเพศที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะชายข้ามเพศที่ขาดหายไปในระบบการจัดเก็บข้อมูล

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-203&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DrBYhjahFZJQeTtelJqez

  • คมนาคม ลั่นไม่มีแนวคิดย้ายหมอชิต 2 บขส.เตรียมทุ่ม 3 พันลบ.พลิกโฉมใหม่ : อินโฟเควสท์

    คมนาคม ลั่นไม่มีแนวคิดย้ายหมอชิต 2 บขส.เตรียมทุ่ม 3 พันลบ.พลิกโฉมใหม่ : อินโฟเควสท์

    นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า ปัจจุบันไม่มีแนวคิดในการย้ายสถานีขนส่งผู้โดยสาร (จตุจักร) หรือสถานีหมอชิต 2 โดยเห็นว่า อยู่ที่เดิมมีความเหมาะสมแล้ว โดยได้มอบหมายให้ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) พัฒนาสถานีหมอชิต 2 เพื่อให้บริการผู้โดยสารมีความสะดวก สบาย และจัดการระบบฟีดเดอร์ เชื่อมต่อเข้าสู่สถานีด้วยความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย

    ทั้งนี้ บขส.รายงานว่า ได้มีการศึกษา แผนการพัฒนาการพัฒนาสถานีหมอชิต 2 โดยจะมีการปรับปรุงครั้งใหญ่ ซึ่งเรื่องนี้ กระทรวงคมนาคมยังไม่เห็นข้อมูล คงต้องรอให้นำเสนอมาตามขั้นตอนก่อน หลักการ คือ ข้อมูลการศึกษา เอกสารประกอบต้องครบถ้วน และต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากหน่วยงานเช่น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงบประมาณ ด้วย ซึ่งคาดว่า คงต้องรอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ เพราะรัฐบาลนี้คงพิจารณาอนุมัติไม่ทัน

    ด้านนายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. กล่าวว่า บขส.ได้ศึกษาแผนการพัฒนาสถานีหมอชิต 2 เสร็จแล้ว และผ่านความเห็นชอบของบอร์ดบขส. แล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนรวบรวมข้อมูล เพื่อนำเสนอกระทรวงคมนาคม

    โดยโครงการพัฒนาสถานีหมอชิต 2 นี้ บขส.จะขอรับจัดสรรงบประมาณปี 2570 ในการดำเนินการปรับปรุงทั้งหมด เป็นสถานีหมอชิต 2 โฉมใหม่ โดยมีวงเงินลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี (3 เฟส) ซึ่งจะแบ่งการพัฒนาเป็นเฟส ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง

    สำหรับการพัฒนาครั้งนี้ จะเป็นการปรับปรุงครั้งใหญ่ โดยจะรวมพื้นที่ สถานีขนส่ง สถานีของรถตู้โดยสารสาธารณะด้านตรงข้ามสถานีเข้ามาทั้งหมด มีพื้นที่พักคอยสำหรับผู้โดยสาร มีสิ่งอำนวยความสะดวกบริการครบครัน มีพื้นที่จอดรถ บขส. รถตู้โดยสาร และจะรวมพื้นที่อู่จอดรถ ขสมก. ที่อยู่ด้านข้างอีกประมาณ 20 ไร่ เข้ามาด้วย โดยทำทางเชื่อมต่อกันแบบไร้รอยต่อ จะทำให้เป็นสถานีขนส่ง มีพื้นที่กว่า 100 กว่าไร่

    ส่วนเอกมัย เป็นสถานีเดินรถเหมือนเดิม เพราะยังไม่เปลี่ยนผังสี ส่วนจะมีการจะย้ายหรือไม่ ขึ้นกับนโยบาย

    รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้ กระทรวงคมนาคม ได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.) ดำเนินการพิจารณาและศึกษาแนวทางการย้ายสถานีขนส่งหมอชิต 2, สถานีขนส่งเอกมัยและสถานีขนส่งสายใต้ภายใต้การรับผิดชอบของบริษัท ขนส่ง จำกัดไปอยู่ใกล้กับสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ โดยมีเป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางให้ผู้ใช้บริการและนักท่องเที่ยวสามารถเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะด้วยรถไฟไทย รวมถึงรถไฟฟ้าสายสีแดงและสายสีน้ำเงินที่สามารถเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสายอื่นๆสะดวก

    ส่วนการพัฒนาสถานีขนส่งผู้โดยสาร(จตุจักร)หรือสถานีหมอชิต 2นั้นบขส.ได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาในกรอบ วงเงิน 39 ล้านบาท (งบประมาณปี2568) โดยการพัฒนาจะครอบคลุม พื้นที่ 90 ไร่ของบขส. (พื้นที่เช่าของการรถไฟแห่งประเทศไทย) และมีพื้นที่ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) ด้านทิศใต้ประมาณ 16 ไร่ พัฒนาเป็นศูนย์รวมการขนส่งสาธารณะโดยมีการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยปลอดภัยให้บริการสำหรับคนทุกกลุ่มตามหลักการออกแบบเพื่อคนทุกวัย (Universal Design หรือ UD)จัดระบบบริการขาเข้าขาออกจัดระบบการจราจรภายในสถานีให้มีความคล่องตัว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/538589&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JgU12QQWYpJOGc4c8ef9N

  • เช็กดวงประจำวันที่ 20 ต.ค. 68 ราศีที่ดาวศรีสถิต “กุมภ์” ราศีที่ดาวกาลีสถิต “ตุล” | เดลินิวส์

    เช็กดวงประจำวันที่ 20 ต.ค. 68 ราศีที่ดาวศรีสถิต “กุมภ์” ราศีที่ดาวกาลีสถิต “ตุล” | เดลินิวส์

    สุริยคติกาล วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ค.ศ. 2025 จันทรคติกาล ตรงกับวันจันทร์ แรม 13 ค่ำ เดือน 11 ปีมะเส็ง สัปตศก จุลศักราช 1387 อาทิตย์อุทัย เวลา 06.10 น. เที่ยงจริง เวลา 12.03 น. อาทิตย์ตก เวลา 17.56 น. จันทร์ขึ้น เวลา 05.40 น.

    วันนี้ เวลา 00.00-19.06 น. ดาวจันทร์เสวยหัตถนักษัตรฤกษ์ที่ 13 ประกอบด้วยภูมิปาโลแห่งฤกษ์ ภูมิปาโล แปลว่า ผู้รักษาแผ่นดิน เวลา 19.07-24.00 น. ดาวจันทร์เสวยจิตรานักษัตรฤกษ์ที่ 14 ประกอบด้วยเทศาตรีแห่งฤกษ์หรือเวสิโยแห่งฤกษ์ เทศาตรี แปลว่า ข้ามถิ่น หมายถึงฤกษ์พ่อค้าข้ามถิ่น เวลา 00.00-24.00 น.-ห้ามทำการมงคล ทิศที่เป็นมงคล-หรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) ทิศอัปมงคล-อีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) สีประจำวัน-ขาว สีสิริมงคล-ดำ ม่วงแก่ เทา สีอัปมงคล-แดง แดงส้ม ราศีที่ดาวศรีสถิต-กุมภ์ ราศีที่ดาวกาลีสถิต-ตุล

    เกิดวันนี้ เด็กชาย อารมณ์สุนทรีย์ ใจดี มีปฏิภาณในความรู้ต่าง ๆ รอบตัว มีเสน่ห์ ชอบแต่งตัว ปราดเปรียวแคล่วคล่องว่องไว มีชื่อเสียง มีญาติพึ่งพาอาศัยไม่ได้ แต่เป็นที่พึ่งของญาติ คบคนใกล้ชิดเสมือนญาติ ชอบคบเพื่อนที่มีฐานะดี เด็กหญิง ชอบการสมาคม พูดเก่ง มีคารมคมคาย จิตใจสูง หยิ่งในตนเอง มีความเฉลียวฉลาด ไหวพริบปฏิภาณดี ชอบการศึกษาหาความรู้ เป็นที่รักของคนที่ได้พบเห็น มีผู้ให้ความเมตตาเกื้อหนุน มีความเจริญรุ่งเรือง หลักฐานมั่นคง ครอบครัวมีความสุข

    เกิดวันอาทิตย์ มีโอกาสสะสางงานเก่าที่คั่งค้าง ควรจัดการกับเอกสารให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ควรยับยั้งชั่งใจ ระวังจะประพฤติผิดครรลองครองธรรมกับคนใกล้ตัว การบริหารจัดการทางการเงินที่ดีทำให้มีเงินทองไหลมาเทมา มีเรื่องต้องใช้เงินอยู่เสมอ บริวารทำให้มีรายจ่ายมากขึ้น เอกสารทางการเงินควรตรวจดูให้เรียบร้อย ควรนำคนรักไปเปิดเผยในสังคม คนมีครอบครัวแล้วก็สามารถครองรักกันได้ด้วยดี

    เกิดวันจันทร์ จะได้เข้าร่วมพิธีการสำคัญ มีงานใหม่ ๆ เข้ามาให้ทำ พี่น้องเพื่อนฝูงยังให้การสนับสนุน จะได้ลาภโดยมีผู้นำมาให้ทางทิศตะวันออก จะได้รับความนิยมชมชอบจากผู้ใหญ่และเพื่อนร่วมงาน สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี การมีแผนงานที่ดีและได้รับการสนับสนุนและร่วมมือจากเพื่อนร่วมงานทำให้การงานดีขึ้น ควรมอบหมายงานให้กับบริวารอย่างชัดเจน มีโอกาสควรศึกษาอบรมหาความรู้เพิ่มเติมอีกด้วย

    เกิดวันอังคาร ความรักควรเอาใจเขามาใส่ใจเราและยับยั้งชั่งใจให้ดี จะได้คบหาสมาคมกับช่างนักประดิษฐ์และคนในเครื่องแบบ ควรรอบคอบในการคบหาสมาคมกับคนใกล้ชิด จะโชคดีจากผลงานเก่า ๆ สิ่งของเก่า ๆ จะได้รับเงินส่วนแบ่งผลประโยชน์ที่อยู่ในมือของคนอื่นและค้างชำระมานาน จะได้รับของฝากของขวัญจากคนรัก เห็นคุณค่าและเอาใจใส่คนที่ใกล้ชิดมากขึ้น มีโอกาสได้พบญาติมิตรที่ดี จะโชคดีเกี่ยวกับเพศตรงข้าม

    เกิดวันพุธ จะมีคนมีความรู้ความสามารถคอยให้คำปรึกษาที่ดี ความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น รู้เขารู้เราไว้เป็นดีที่สุด ผู้ใหญ่เพื่อนร่วมงานจะให้การสนับสนุนด้วยดี ปัญหาทางการเงินที่เป็นอยู่สามารถแก้ไขได้ จะได้ประโยชน์จากผลงานเก่า ๆ ของเก่า ๆ พอมีเงินให้เหลือเก็บบ้าง ทรัพย์สินที่คิดว่าสูญเสียไปแล้วก็จะได้คืน มีโอกาสได้พบญาติ

    เกิดวันพฤหัสบดี มีโอกาสได้ใช้ความรู้ความสามารถ สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี จะทำอะไรสำเร็จลุล่วงได้อย่างรวดเร็ว จะได้พบกับคนเก่าคนแก่ที่จากไปนานแล้ว จะมีลาภและมีรายได้เข้ามาหลายทาง ทำให้มีกำลังทางการเงินสามารถจับจ่ายใช้สอยได้มากขึ้น ควรระวังเรื่องการเงินให้ดี จะได้บริวารใหม่ ๆ มีการปรับปรุงซ่อมแซมเปลี่ยนแปลงบ้านเรือนที่อยู่อาศัย พูดจาอะไรคนมักเข้าใจผิด

    เกิดวันศุกร์ จะมีคนต่างถิ่นเข้ามาคบหาสมาคมด้วย คนโสดจะได้พบรัก คนไม่โสดก็มีโชคเรื่องความรักจะมีผู้ให้การสนับสนุนช่วยเหลือ เงินทองหมุนเวียนดีขึ้น มีเงินเหลือก็ควรเก็บออมไว้ใช้ในยามจำเป็นบ้าง การใจอ่อนและไม่รอบคอบจะเป็นเหตุทำให้ต้องเสียเงินโดยไม่เกิดประโยชน์ ผู้ใหญ่และมิตรสหายให้คุณ ปัญหาที่มีอยู่จะคลี่คลายไปเอง สิ่งของมีค่าที่ตกหล่นสูญหายหากติดตามค้นหาจะได้คืน

    เกิดวันเสาร์ ควรรับฟังความคิดเห็นของคนรอบข้างบ้าง มีเรื่องที่ต้องขบคิดและหาทางแก้ไข จะมีการเดินทาง ควรระวังการคบเพื่อนเพราะอาจถูกหลอกลวงได้ง่าย จะได้รับมอบหมายให้วิ่งเต้นติดต่อเจรจาประสานงานสำคัญ มีผู้ใหญ่คอยให้การช่วยเหลือ มีเพื่อนใหม่เพิ่มขึ้นหลายคน จะได้อยู่ท่ามกลางคนมีความรู้ ได้คบหาสมาคมกับผู้ใหญ่ ควรรอบคอบและควบคุมอารมณ์.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5218111/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21uqtAMV4PkBk6EUsSIaJO

  • มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ส่งมอบโรงเรียนยั่งยืนวิทยา

    มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ส่งมอบโรงเรียนยั่งยืนวิทยา

    ประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย พร้อมด้วย ทรงกลด สว่างวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ดร. ชุลีกร ทองด้วง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 1 ววิศรา หุ่นธานี ผู้อำนวยการฝ่ายมลพิษ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย คณะกรรมการมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย คณะผู้บริหารบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด คณะผู้บริหารชมรมผู้แทนจำหน่าย Toyota (โตโยตา) ร่วมเป็นเกียรติ ในพิธีส่งมอบโรงเรียนยั่งยืนวิทยา แห่งที่ 2 พร้อมมอบอุปกรณ์การเรียน และอุปกรณ์กีฬา ให้แก่นักเรียนในเครือข่าย กลุ่มโรงเรียนปะเหลียน เมื่อวันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม 2568 ณ โรงเรียนบ้านลำแคลง จังหวัดตรัง

    มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ร่วมกับ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด สานต่อโครงการพัฒนาโรงเรียน ต้นแบบยั่งยืนวิทยาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งส่งเสริมโอกาสทางการศึกษา และยกระดับคุณภาพชีวิตของเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลให้เติบโตเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ โดยในปีนี้ ได้ขยายโครงการสู่โรงเรียนในพื้นที่ภาคใต้ ผ่านการสนับสนุนองค์ความรู้ และสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น ครอบคลุม 4 ด้านหลัก ได้แก่

    1. ด้านความมั่นคงทางอาหาร

    แปลงเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farm) ปลูกผักสวนครัวหลากหลาย พร้อมระบบรดน้ำอัตโนมัติ 

    โรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดี เลี้ยงในพื้นที่เปิด มีอิสระ มีความสุข ทำให้ไข่มีคุณภาพ และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง

    2. ด้านสาธารณูปโภค

    ระบบปั๊มน้ำอัตโนมัติ เพิ่มแรงดันน้ำเพื่อให้ใช้น้ำได้สะดวกมากยิ่งขึ้น 

    อ่างล้างมือสุขาภิบาล ส่งเสริมสุขอนามัยในสถานศึกษา

    3. ด้านสิ่งแวดล้อม

    ติดตั้งโซลาร์เซลล์ ขนาด 5 กิโลวัตต์ ลดค่าไฟ และลดการปล่อยแกสคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 4,429 กก./ปี
    เครื่องบีบอัดขยะคาราคูริ โดยใช้กลไกธรรมชาติ ไม่พึ่งพาพลังงาน
    ถังหมักรักษ์โลก แปรรูปขยะอาหารเป็นปุ๋ยอินทรีย์ พร้อมให้ความรู้ด้านการจัดการขยะ

    4. ด้านภูมิทัศน์เพื่อการเรียนรู้

    สนามเด็กเล่นมาตรฐาน ส่งเสริมพัฒนาการรอบด้าน
    จุดพักผ่อน และชุดโต๊ะเก้าอี้ เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยอเนกประสงค์

    พร้อมกันนี้ มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ได้มอบอุปกรณ์การเรียน และอุปกรณ์กีฬาให้แก่นักเรียนในเครือข่าย “กลุ่มโรงเรียนปะเหลียน” จำนวน 13 แห่ง เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษา และการพัฒนาทักษะกีฬาให้แก่เยาวชนอย่างทั่วถึง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.autoinfo.co.th/online/569393&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12zE4k19bd-iKWX_962txw

  • ‘คมนาคม’ เบรกย้าย 3 สถานีขนส่ง ‘บขส.’ เข้าสถานีกลางกรุงเทพฯ

    ‘คมนาคม’ เบรกย้าย 3 สถานีขนส่ง ‘บขส.’ เข้าสถานีกลางกรุงเทพฯ

    นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กรณีที่ยุคนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีแนวคิดศึกษาแนวทางการย้ายสถานีขนส่งหมอชิต 2 สถานีขนส่งเอกมัย และสถานีขนส่งสายใต้ ภายใต้การรับผิดชอบของบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ไปยังสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์นั้น 

    “ปัจจุบันยังไม่มีแนวคิด หรือนโยบายย้ายสถานีขนส่งทั้ง 3 แห่งดังกล่าวไปพื้นที่อื่น โดยยังให้อยู่ที่เดิม แต่ต้องมีการพัฒนาให้ดีมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งจัดระบบขนส่งมวลชนรอง (Feeder) เชื่อมต่อกับระบบขนส่งอื่นๆ อย่างครอบคลุม” นางสาวมัลลิกา กล่าว 

    นายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. กล่าวว่า ขณะนี้ บขส. อยู่ระหว่างดำเนินโครงการพัฒนาสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) หรือหมอชิต 2 ขนาดพื้นที่ 80 ไร่ โดยในปี 2568 บขส. ได้รับจัดสรรงบประมาณแผ่นดินจำนวน 39 ล้านบาท เพื่อจ้างที่ปรึกษาพัฒนาพื้นที่สถานีขนส่งฯ หมอชิต 2 

    ‘คมนาคม’ เบรกย้าย 3 สถานีขนส่ง ‘บขส.’ เข้าสถานีกลางกรุงเทพฯ

    ทั้งนี้ในปัจจุบันผลการศึกษาดำเนินการแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างเตรียมเสนอของบประมาณแผ่นดินในปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3,600 ล้านบาท เพื่อดำเนินการพัฒนาสถานีขนส่งฯ หมอชิต 2 ในพื้นที่เดิมที่ให้บริการอยู่ปัจจุบัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการให้บริการประชาชน 
     

    นายอรรถวิท กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาโครงการฯ ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการ (บอร์ด) บขส. แล้ว อยู่ระหว่างเตรียมเสนอกระทรวงคมนาคมอนุมัติภายในเดือนพฤศจิกายน 2568 ก่อนเสนอไปยังสำนักงบประมาณ

    จากนั้นจะเสนอต่อสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์เห็นชอบตามกระบวนการภายในปี 2569 หากได้รับจัดสรรงบประมาณ คาดว่าจะเริ่มพัฒนาในปี 2570 ใช้ระยะเวลา 3 ปี คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2572 ตามแผน

    สำหรับแผนพัฒนาดังกล่าว แบ่งการดำเนินการออกเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย อาคารสถานีขนส่งผู้โดยสาร ชานชาลา อาคารรับ – ส่ง พัสดุภัณฑ์ สถานีเดินรถโดยสารขนาดเล็ก (มินิบัส) 

    ‘คมนาคม’ เบรกย้าย 3 สถานีขนส่ง ‘บขส.’ เข้าสถานีกลางกรุงเทพฯ

    นอกจากนี้ยังมีจุดบริการชาร์จรถโดยสารไฟฟ้าในอนาคต จุดจอดแท็กซี่ จุดเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ อาทิ รถเมล์ และรถแท็กซี่ รวมถึงที่พักพนักงาน พร้อมทั้งพัฒนาพื้นที่ด้านข้างบริเวณอู่หมอชิต ขนาดพื้นที่ 20 ไร่ สร้างเป็นจุดพักคอยผู้โดยสาร

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ผ่านมานายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ไปดำเนินการพิจารณาและศึกษาแนวทางการย้ายสถานีขนส่งทั้ง 3 แห่งดังกล่าว 
     

    ทั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางให้กับประชาชนผู้ใช้บริการ และนักท่องเที่ยว สามารถเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะด้วยรถไฟไทย รวมถึงรถไฟฟ้าสายสีแดง และสายสีน้ำเงิน ที่สามารถเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีม่วง และสายสีอื่นๆ 

    ‘คมนาคม’ เบรกย้าย 3 สถานีขนส่ง ‘บขส.’ เข้าสถานีกลางกรุงเทพฯ

    ขณะที่รูปแบบแนวคิดที่จะดำเนินการจะศึกษาโดยใช้โมเดลจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำมาพัฒนาและประยุกต์ใช้ในประเทศไทย อาทิ สถานีฮากาตะ ซึ่งเป็นสถานีโดยสารอาคารสูง ภายในอาคารมีศูนย์อาหาร และแหล่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ใช้บริการอย่างครบถ้วน ซึ่งในแต่ละชั้นจะแบ่งรถโดยสารแต่ละสายเส้นทาง ตามภูมิภาค และจังหวัดอย่างชัดเจน

    สำหรับการออกแบบเป็นสถานีขนส่งในรูปแบบอาคารสูง และกำหนดตำแหน่งที่ตั้งใกล้กับสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ และใกล้กับทางขึ้นลงทางด่วน โดยการพัฒนาอาคารสูงจะแบ่งชั้นการให้บริการอย่างชัดเจน เช่น ชั้นสำหรับผู้โดยสารเดินไปทางภาคใต้ และภาคตะวันตก 

    ‘คมนาคม’ เบรกย้าย 3 สถานีขนส่ง ‘บขส.’ เข้าสถานีกลางกรุงเทพฯ

    ชั้นสำหรับผู้โดยสารเดินทางไปภาคเหนือ ชั้นสำหรับผู้โดยสารเดินทางไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) และชั้นสำหรับผู้โดยสารเดินทางไปภาคตะวันออก และพื้นที่โดยรอบกรุงเทพมหานคร (กทม.)

    อย่างไรก็ดีภายในตัวอาคารผู้โดยสารจะมีการพิจารณาออกแบบเป็นชั้นใต้ดินสำหรับให้รถเมล์ ขสมก. รวมถึงสำหรับรถแท็กซี่ เพื่อให้เข้ามารับส่งผู้โดยสาร ขณะที่ในส่วนของชั้นที่สูงขึ้นไป จะออกแบบเพื่อทำเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ อาทิ

    ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขายของฝาก เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถมีที่พักคอยก่อนจะถึงเวลารถออก และรายได้จากการเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ สามารถนำมาใช้ในการบริหารจัดการ และซ่อมบำรุงรักษาตัวอาคารผู้โดยสารได้อีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/641753&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LjQr_7U_9qSOjB43L-Lec

  • เปิดแผนปั้นบุคลากร เมื่อ พ.ร.บ.โลกร้อน ปรับใช้ งานสายสิ่งแวดล้อม โต

    เปิดแผนปั้นบุคลากร เมื่อ พ.ร.บ.โลกร้อน ปรับใช้ งานสายสิ่งแวดล้อม โต

    การบังคับใช้ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ.โลกร้อน) ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในประเทศไทยในปี 2569 ที่จะถึงนี้ กำลังจะเปลี่ยนแปลงการทำงานในแวดวงสายสิ่งแวดล้อม สร้างอาชีพใหม่ ทำให้เกิดความต้องการบุคลากรด้านสิ่งแวดล้อมและ งานสายสิ่งแวดล้อม ทั้งในระดับผู้ปฏิบัติการและระดับผู้เชี่ยวชาญอย่างมหาศาล

    โดย งานสายสิ่งแวดล้อม ในอนาคต จะตอบโจทย์ทั้งการจัดการและซื้อขายคาร์บอนเครดิต-การตรวจสอบและทวนสอบรายงานก๊าซเรือนกระจก ที่ปรึกษาและนักวิเคราะห์ หวั่นแรงงานสายสิ่งแวดล้อมขาดแคลนตามรอยต่างประเทศรวมกว่า 50,000 ตำแหน่งใน 3 ปี หลังกฎหมายบังคับใช้เป็นทางการ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ตรวจสอบและทวนสอบ

    ทั้งนี้ เว็บไซต์ jobtopgun มีการอัปเดต 6 อาชีพสายรักษ์โลกมาแรงในปี 2025 พร้อมอธิบายว่าแต่ละงานต้องทำอะไร ใช้ทักษะแบบไหน และเริ่มต้นได้จากจุดใด ดังนี้

    1. Sustainability Officer เจ้าหน้าที่ฝ่ายความยั่งยืน

    ทำหน้าที่วางแผนและผลักดันนโยบายที่ช่วยให้องค์กรดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการอย่างยั่งยืน (ESG) มีความรับผิดชอบในการพัฒนาและดำเนินการตามกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้แนวทางความยั่งยืนถูกนำไปปฏิบัติ ตลอดจนจัดทำรายงาน ESG (Environmental, Social, and Governance)
    ดังนั้น คุณสมบัติสำหรับผู้ที่สนใจตำแหน่งนี้ ควรต้องเป็นผู้ที่เรียนจบปริญญาตรีหรือสูงกว่าในสาขาสิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์ หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง มีความเข้าใจในหลักการ ESG ความยั่งยืน และทักษะการวิเคราะห์และการสื่อสารที่ดี

    2. Renewable Energy Engineer วิศวกรพลังงานหมุนเวียน

    วิศวกรที่ออกแบบ พัฒนา และดูแลระบบผลิตพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์, กังหันลม, พลังงานชีวมวล ฯลฯ เพื่อทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล มีความรับผิดชอบในการวิเคราะห์และออกแบบระบบพลังงานหมุนเวียน ติดตั้งและบำรุงรักษาระบบพลังงาน และประเมินประสิทธิภาพและความคุ้มค่าของโครงการ
    คุณสมบัติที่ควรมี ต้องเป็นผู้เรียนจบปริญญาตรีหรือสูงกว่าในสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า พลังงาน หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง มีความรู้ด้านเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน มีทักษะการวิเคราะห์และการแก้ไขปัญหา

    3. Carbon Credit Analyst นักวิเคราะห์เครดิตคาร์บอน

    ผู้เชี่ยวชาญด้านการวัด คำนวณ และวิเคราะห์ปริมาณก๊าซเรือนกระจกขององค์กร เพื่อบริหารจัดการสิทธิ์การซื้อขาย “คาร์บอนเครดิต” และช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมาย Net Zero มีความรับผิดชอบในการคำนวณและติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
    วิเคราะห์ตลาดเครดิตคาร์บอนและโอกาสในการซื้อขาย และจัดทำรายงานและคำแนะนำสำหรับการลดการปล่อยคาร์บอน
    ส่วนคุณสมบัติที่ควรมี คือ ศึกษาจบปริญญาตรีหรือสูงกว่าในสาขาเศรษฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง ความเข้าใจในระบบการซื้อขายเครดิตคาร์บอน ตลอดจนมีทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลและการสื่อสาร

    4. Packaging Designer นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    นักออกแบบที่เน้นการเลือกใช้วัสดุที่ย่อยสลายได้ รีไซเคิลได้ หรือใช้ซ้ำได้ โดยไม่กระทบต่อฟังก์ชันการใช้งานและภาพลักษณ์ของสินค้า มีความรับผิดชอบในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สามารถย่อยสลายหรือรีไซเคิลได้ เลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และประสานงานกับทีมผลิตและการตลาดเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางความยั่งยืน
    สำหรับคุณสมบัติที่ควรมี คือ เป็นผู้ที่เรียนจบปริญญาตรีหรือสูงกว่าในสาขาการออกแบบ กราฟิก หรือสาขาที่เกี่ยวข้องความรู้ด้านวัสดุและกระบวนการผลิตบรรจุภัณฑ์ทักษะการออกแบบและการสื่อสาร

    5. Smart Farm Developer นักพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ

    ผู้พัฒนาเทคโนโลยีและระบบการเกษตรที่ช่วยให้การผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ระบบรดน้ำอัตโนมัติ, เซนเซอร์ตรวจวัดดิน, การใช้ AI วิเคราะห์ผลผลิต ลดทรัพยากร และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มีความรับผิดชอบในการออกแบบและพัฒนาระบบการเกษตรอัจฉริยะวิเคราะห์ข้อมูลการเกษตรเพื่อปรับปรุงผลผลิต และฝึกอบรมเกษตรกรในการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ
    และคุณสมบัติที่ควรมี คือ เป็นผู้เรียนจบปริญญาตรีหรือสูงกว่าในสาขาวิศวกรรมเกษตร เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง มีความรู้ด้านเทคโนโลยีการเกษตรและการวิเคราะห์ข้อมูล และทักษะการสื่อสารและการฝึกอบรม

    AGTech Startup

    6. Green Marketing Strategist นักกลยุทธ์การตลาดสายรักษ์โลก

    นักการตลาดที่วางแผนสื่อสารแบรนด์ในมุมที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เช่น การรณรงค์ลดคาร์บอนฟุตพรินต์ การนำเสนอสินค้าที่ยั่งยืน และสร้างภาพลักษณ์ที่จริงใจในเรื่องความรับผิดชอบต่อโลก มีความรับผิดชอบในการพัฒนาแคมเปญการตลาดที่เน้นความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และประสานงานกับทีมผลิตภัณฑ์และการตลาดเพื่อสื่อสารคุณค่าของแบรนด์
    ส่วนคุณสมบัติที่ควรมี คือ เป็นผู้ที่เรียนจบปริญญาตรีหรือสูงกว่าในสาขาการตลาด การสื่อสาร หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง มีความเข้าใจในแนวโน้มการตลาดที่เน้นความยั่งยืน และมีทักษะการวิเคราะห์และการสื่อสารที่ดี
    โดยล่าสุด มีข่าวดีที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือของภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาในการออกแบบหลักสูตรป.ตรี ด้านสิ่งแวดล้อม ปั้นบุคลากรตอบโจทย์ตลาด พร้อมจัดหลักสูตรระยะสั้น เพิ่มพูนความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้องค์กรต่างๆ ต่อเนื่อง

    ตรีเทพ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา
    ตรีเทพ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GCC อัปเดตเพิ่มเติมถึง 4 กลุ่ม งานสายสิ่งแวดล้อม ที่มีความต้องการสูงในยุคนี้ ได้แก่ กลุ่มงานพัฒนาความยั่งยืนองค์กร กลุ่มที่ปรึกษาและนักวิเคราะห์ด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก กลุ่มงานตรวจสอบและทวนสอบรายงานการประเมินก๊าซเรือนกระจก Validator หรือ Verifier ซึ่งทำหน้าที่คล้ายคลึงกับ Audit ของฝั่งบัญชี และ กลุ่มงานการจัดการและซื้อขายคาร์บอนเครดิต
    “โดยจะมีหลายตำแหน่งงานที่จะประสบปัญหาบุคลากรขาดแคลน เช่น ผู้ตรวจสอบ หรือ Validator ผู้ทวนสอบ หรือ Verifier เพราะนิติบุคคลในไทยกว่า 800,000 รายทั่วประเทศ จะต้องทำการประเมิน บันทึกการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์และจัดทำรายงาน โดยมีทั้งที่ปรึกษา ผู้ตรวจสอบและผู้ทวนสอบเข้ามาดูแลทุกปี”
    “ขณะที่จำนวนบุคลากรที่ได้รับใบอนุญาตในไทยปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษาซึ่งมีเพียง 530 กว่าคน (ทั้งบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล) ผู้ตรวจสอบ ผู้ทวนสอบมีเพียงระดับ 100 กว่าคน บริษัทผู้ตรวจสอบและผู้ทวนสอบ หรือ VB (Verification Body) VVB (Validation & Verification Body) ในไทยที่ได้รับการรับรองมีประมาณ 20 กว่าบริษัทเท่านั้น”
    “บางบริษัทมีบุคลากรเพียงพอทั้งทำหน้าที่ตรวจสอบและทวนสอบได้เพื่อรองรับกรณีโครงการ T-VER บางบริษัททำหน้าที่ได้เพียงการทวนสอบเพื่อประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกองค์กร (CFO) และก๊าซเรือนกระจกผลิตภัณฑ์ (CFP) เท่านั้น” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GCC กล่าว

    “และเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว GCC จึงร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น ในการพัฒนาหลักสูตรระดับปริญญาตรี การศึกษาสาขาวิทยาการจัดการนวัตกรรมทางธุรกิจ / การจัดการธุรกิจแบบบูรณาการ ระดับชั้นปี ที่ 3-4 คณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ เกี่ยวกับ Carbon Footprint – Net Zero เพื่อปลูกฝังและสร้างองค์ความรู้ให้มีความรับผิดชอบต่อสังคม รู้และเข้าใจในกระบวนการเพื่อประเมินและลดก๊าซเรือนกระจกภาพรวม”
    “นอกจากนั้น หลักสูตรนี้ยังสร้างบุคลากรที่มีทั้งทักษะวิชาการและความเข้าใจเชิงปฏิบัติจริง เพื่อพัฒนาบุคลากรในสายงานนี้ ทั้งในอาชีพ ที่ปรึกษาการจัดการก๊าซเรือนกระจก (GHG Consult) ผู้ตรวจสอบ ผู้ทวนสอบก๊าซเรือนกระจก (Validator & Verifier) และอื่นๆ เพื่อบรรเทาปัญหาความขาดแคลนบุคลากร สร้างระบบนิเวศด้านการศึกษาและการทำงานด้านสิ่งแวดล้อม โดยคาดว่าจะผลิตบุคลากรได้กว่า 300 คนต่อปี และช่วยยกระดับศักยภาพแรงงานไทยให้พร้อมแข่งขันกับระดับสากล”
    “และบริษัทยังได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยทั้ง 2 แห่ง เดินหน้าบรรเทาปัญหาระยะสั้น ด้วยการจัดหลักสูตรเร่งรัดระยะสั้น ภายใต้ “GCC – RMUTT – RMUTI Academy” เป็นหลักสูตรทั้งแบบเร่งรัด 1 วัน และหลักสูตรแบบเจาะลึก 2 วัน เพื่ออบรมยกระดับองค์ความรู้ ด้านการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดการก๊าซเรือนกระจก การบันทึกและรายงานก๊าซเรือนกระจกที่ถูกต้อง ให้แก่องค์กร นักศึกษา และประชาชนผู้สนใจทั่วไป พร้อมรองรับความเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในเร็วๆนี้”

    ที่มา :


    อัปเดตเทรนด์การผลิตบุคลากรของไทย

    กางผลสำรวจ ตลาดแรงงาน STEM บุคลากรสาขาวิศวกรรมยังขาดแคลน แต่สาขาวิทยาศาสตร์ บัณฑิตล้นตลาดเสี่ยงตกงานสูง

    ส่องเทคโนโลยีใหม่ & ความพร้อมด้านบุคลากร 2 ปัจจัยสำคัญ รันวงการ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ทั่วโลก

    เปิดความร่วมมือ อว. & Oxford Brookes University พัฒนาบุคลากรวิศวกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เตรียมความพร้อมให้ไทยก้าวสู่ อุตสาหกรรมฟอร์มูล่าวัน

    Post Views: 209

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/10/19/human-development-trends-new-environment-green-jobs/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dfy4H2infBEBJwII6tXnJ

  • กมธ.วุฒิสภา เปิดเวทีถก ‘อนาคตทีวีไทย’ ชี้ต้นทุนโครงข่ายสูง โครงสร้างไม่เท่าเทียม

    กมธ.วุฒิสภา เปิดเวทีถก ‘อนาคตทีวีไทย’ ชี้ต้นทุนโครงข่ายสูง โครงสร้างไม่เท่าเทียม

    20 ต.ค.2568-ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา ร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม จัดสัมมนาเรื่อง “อนาคตทีวีไทย : ทางเลือกใหม่ ท่ามกลางความท้าทาย” ณ อาคารรัฐสภา โดยมี นายนิเวศ พันธ์เจริญวรกุล ประธานคณะกรรมาธิการฯ เป็นประธานเปิดการสัมมนา และ นายสุทนต์ กล้าการขาย รองประธานคณะกรรมาธิการฯ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ กล่าวรายงาน พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการฯ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรวิชาชีพสื่อ และผู้ประกอบการในกิจการโทรทัศน์ดิจิทัลเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

    นายนิเวศ กล่าวว่า นับตั้งแต่ประเทศไทยเข้าสู่ยุคโทรทัศน์ระบบดิจิทัล แม้จะเกิดพัฒนาการด้านเทคโนโลยีและเพิ่มทางเลือกให้ผู้ชม แต่ผู้ประกอบการก็ต้องเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะต้นทุนโครงข่าย (MUX) ที่สูง ความซ้ำซ้อนของภารกิจระหว่างผู้ให้บริการ และความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงทรัพยากรของผู้ประกอบการรายเล็กและรายใหญ่ รวมถึงเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    “การสัมมนาครั้งนี้เป็นการเปิดเวทีให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เสนอแนวทางเชิงนโยบาย และร่วมกำหนดทิศทางอนาคตของกิจการโทรทัศน์ไทย เพื่อให้สามารถปรับตัวได้ภายใต้ยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และส่งเสริมความยั่งยืนของกิจการโทรทัศน์ไทยในระยะยาว”

    ด้าน นายสุทนต์ กล้าการขาย รองประธานคณะกรรมาธิการฯ และประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ กล่าวว่า กว่าทศวรรษที่ผ่านมา การเปลี่ยนผ่านจากระบบแอนะล็อกสู่ระบบดิจิทัลได้เปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันและความหลากหลายของช่องรายการอย่างเป็นรูปธรรม แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีอุปสรรคสำคัญหลายด้าน โดยเฉพาะ ต้นทุนการใช้โครงข่าย (MUX) ที่สูง และการกระจายตัวของผู้ให้บริการหลายรายที่ขาดการเชื่อมโยงและความร่วมมือที่เป็นระบบ ส่งผลให้เกิดความซ้ำซ้อนและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่กับรายย่อย

    นายสุทนต์เสนอแนวทางเชิงนโยบายเพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความเป็นธรรมในระบบทีวีดิจิทัล ว่า ควรให้มีการปรับโครงสร้างการกำกับดูแลหรือรวมโครงข่ายบางส่วน เพื่อลดความซ้ำซ้อนของภารกิจและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า พร้อมทั้งแยกโครงข่ายของช่องบริการสาธารณะออกจากช่องเชิงพาณิชย์ เพื่อให้การกำกับดูแลเป็นไปอย่างชัดเจนและเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของแต่ละประเภท

    นายสุทนต์ยังเสนอให้จัดตั้งโครงสร้างร่วมทุนกลาง (Shared Infrastructure) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการช่องรายการที่ไม่มีโครงข่ายของตนเองสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างเท่าเทียม แนวทางทั้งหมดนี้มุ่งสร้างระบบทีวีที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

    “ผมเห็นว่าควรมีการทบทวนบทบาทของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในการควบคุมราคาโครงข่าย กำหนดมาตรฐานการให้บริการ และออกมาตรการสนับสนุนการปรับตัวของผู้ให้บริการเดิม เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพอุตสาหกรรมโทรทัศน์ยุคใหม่ด้วย”

    ในงานสัมมนาวันนี้ยังมีการบรรยายเรื่อง “สรุปผลการพิจารณาศึกษาแนวทางส่งเสริมและกำกับดูแลกิจการโทรทัศน์ของประเทศไทย” โดย นางสาวพิมพ์ประไพ จิตหาญ อนุกรรมาธิการฯ ซึ่งนำเสนอผลการศึกษาด้านความเป็นไปได้ในการปรับปรุงรูปแบบการให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล และแนวทางการปรับปรุงการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    นอกจากนี้ยังมีการอภิปรายในหัวข้อ “อนาคตทีวีไทย : ทางเลือกใหม่ ท่ามกลางความท้าทาย” โดยมี นายสุทนต์ กล้าการขาย เป็นผู้ดำเนินรายการ ร่วมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา ได้แก่ ศาสตราจารย์กิตติคุณ พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์ นายฉัตรชัย ตะวันธรงค์ ที่ปรึกษาสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ประเทศไทย) นายอุดมศักดิ์ ชูฤทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สำนักวิศวกรรมโครงข่าย บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) และนาง ชาลินี ฮิราโน รองนายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย โดยผู้ร่วมอภิปรายได้แลกเปลี่ยนมุมมองอย่างเข้มข้น ทั้งในด้านการพัฒนาโครงสร้างโครงข่าย การปรับตัวของสถานีโทรทัศน์ต่อการแข่งขันจากแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงแนวทางสร้างระบบนิเวศสื่อใหม่ที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายอยู่รอดได้อย่างเป็นธรรม

    ในตอนท้ายของการสัมมนา นายสุทนต์ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯ จะรวบรวมข้อมูล องค์ความรู้ และข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนที่เข้าร่วม นำไปจัดทำข้อเสนอในการพิจารณาศึกษาเรื่อง “แนวทางการส่งเสริมและกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรทัศน์ดิจิทัลของประเทศไทย” เพื่อให้กิจการโทรทัศน์ไทยมีความเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อประโยชน์สาธารณะ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/881614/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07dZ4DLIwMUSc9vIh3xUH7

  • รวบพยาบาล 18 มงกุฎ ตุ๋นเพื่อนลงทุนสูญ 6 ล้าน อ้างหาเงินใช้หนี้บัตร | เดลินิวส์

    รวบพยาบาล 18 มงกุฎ ตุ๋นเพื่อนลงทุนสูญ 6 ล้าน อ้างหาเงินใช้หนี้บัตร | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5218142/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DNZqOStitlFd1WicV5RtM