Category: วัฒนธรรม

  • “รมว.นฤมล”ประชุมบอร์ด กช. อนุมัติงบอุดหนุนอาหารกลางวันเด็กเอกชน-เอกชนการกุศลฯ กว่า 1.4 ล้านคนทั่ว ประเทศ

    “รมว.นฤมล”ประชุมบอร์ด กช. อนุมัติงบอุดหนุนอาหารกลางวันเด็กเอกชน-เอกชนการกุศลฯ กว่า 1.4 ล้านคนทั่ว ประเทศ

    วันที่ 22 ต.ค. 2568 เวลา 9.30 น. ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ครั้งที่ 3/2568 โดยมีคณะกรรมการและผู้บริหารการศึกษาที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ โดยที่ประชุมได้พิจารณาถึงแนวทางการอุดหนุนเป็นค่าอาหารกลางวันสำหรับนักเรียนโรงเรียนเอกชน ตามมติของบอร์ด กช. เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 เพื่อเสนอขอรับการสนับสนุนงบกลาง ปี 2569 จากคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นจำนวนงบประมาณทั้งสิ้น 6,244 ล้านบาทเศษ (งบประมาณเพิ่มขึ้น 3,991 ล้านบาทเศษ) ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายนักเรียนโรงเรียนเอกชน จำนวน 1,406,329 คน ใน 3,213 โรงเรียน ตามมติของบอร์ด กช.

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือร่วมกันถึงแนวทางการอุดหนุนเป็นค่าอาหารกลางวันของนักเรียนในโรงเรียนเอกชน ซึ่งเป็นความพยายามของ กช. ที่ต้องการสร้างความเท่าเทียมด้านภาวะโภชนาการแก่เด็กไทย โดยขอรับงบประมาณอุดหนุนแก่โรงเรียน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกคือนักเรียนโรงเรียนเอกชนที่รับเงินอุดหนุนรายบุคคลในระดับก่อนประถมศึกษา – ระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ทุกคน ซึ่งจะครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายนักเรียน จำนวน 1,291,107 คน (3,103 โรงเรียน) ใช้งบประมาณทั้งสิ้นจำนวน 5,735,413,400 บาท (เพิ่มขึ้น 3,482,378,400 บาท) และกลุ่มที่ 2 นักเรียนโรงเรียนเอกชนการกุศลระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3 ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายนักเรียน จำนวน 115,222 คน ใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น 509,083,600 บาท ซึ่งสอดคล้องกับที่โรงเรียนเอกชนการกุศลขอให้ ศธ.ช่วยเหลือเงินอุดหนุนค่าอาหารกลางวันให้ถึงระดับมัธยมศึกษา เช่นเดียวกับโรงเรียนขยายโอกาสของ สพฐ. ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสงเคราะห์นักเรียนยากจนหรือด้อยโอกาสทางการศึกษาโดยไม่เก็บค่าธรรมเนียมการศึกษา มีอยู่ 550 โรง เช่น โรงเรียนในพระราชูปถัมภ์ โรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา โรงเรียนการศึกษาสงเคราะห์ และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามควบคู่วิชาสามัญ

    นอกจากนี้ ได้รับทราบรายงานความคืบหน้าการจัดทำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรงเรียนเอกชน พ.ศ. …. ที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นแล้ว เพื่อนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีภายในต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อผลักดันสู่วาระการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาอุปสรรคการศึกษาเอกชน มีความทันสมัย และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/250848&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hYztUGbbxTYW6hczwH_QO

  • เคาน์เตอร์เซอร์วิส รับโล่เชิดชูเกียรติ สนับสนุนการดำเนินงานกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ต่อเนื่องกว่า 13 ปี – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    เคาน์เตอร์เซอร์วิส รับโล่เชิดชูเกียรติ สนับสนุนการดำเนินงานกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ต่อเนื่องกว่า 13 ปี – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานเปิดงาน “Job and Market Fair: มหกรรมสร้างงาน สร้างอาชีพคนพิการ” พร้อมมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่หน่วยงานที่ให้การสนับสนุนการดำเนินงานของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

    ในโอกาสนี้ บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด ได้รับโล่เชิดชูเกียรติจากการให้บริการเป็นช่องทางรับชำระเงินกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการอย่างต่อเนื่องมากว่า 13 ปี โดยมี นางภัททิยา ภาชนะทิพย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด เป็นผู้แทนรับมอบ

    เคาน์เตอร์เซอร์วิสได้อำนวยความสะดวกให้ผู้พิการทั่วประเทศสามารถชำระเงินกองทุนได้ที่ร้าน 7-Eleven กว่า 15,500 สาขาทั่วประเทศ พร้อมสนับสนุนค่าธรรมเนียมแทนผู้พิการ รวมแล้วมากกว่า 6.4 ล้านรายการ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    งานดังกล่าวจัดโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ภายใต้แนวคิด “พม.ใกล้คุณ พก.ใกล้บ้าน ลดรายจ่าย สร้างรายได้ รีสตาร์ทชีวิต” มุ่งสร้างโอกาสที่ยั่งยืนให้แก่คนพิการและครอบครัว ผ่านความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเน้นการส่งเสริมศักยภาพ การพัฒนาทักษะอาชีพและทักษะดิจิทัล รวมถึงการเชื่อมโยงกับสถานประกอบการเพื่อเพิ่มโอกาสในการจ้างงาน

    งานจัดขึ้น ณ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา กรุงเทพมหานคร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cpall.co.th/news/counter-service-receives-honorary-plaque&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gBTVVEep8n4ZhcaKH8XOI

  • ทำความรู้จัก ‘เฟิร์น สุชาดา’ ผู้ประกาศน้องใหม่ไฟแรง หลัง ‘สรยุทธ’ เปิดตัวสุดฮือฮา | เดลินิวส์

    ทำความรู้จัก ‘เฟิร์น สุชาดา’ ผู้ประกาศน้องใหม่ไฟแรง หลัง ‘สรยุทธ’ เปิดตัวสุดฮือฮา | เดลินิวส์

    กลายเป็นกระแสร้อนแรงสะเทือนวงการสื่อ เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 68 รายการ “กรรมการข่าวคุยนอกจอ” ได้สร้างเซอร์ไพร้ส์ครั้งใหญ่ ด้วยการเปิดตัว “เฟิร์น-สุชาดา นิ่มนวล” ผู้ประกาศข่าวสาวมากฝีมือ นั่งเก้าอี้แทนที่ “น้องไบร์ท-พิชญทัฬห์ จันทร์พุฒ” คู่ข่าวคนสนิทของ สรยุทธ สุทัศนะจินดา ที่อยู่คู่กันมานาน

    แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิด แต่ก็ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้ชมและชาวเน็ต โดยหลายคนชื่นชมในรูปลักษณ์อันโดดเด่น ความมั่นใจในการนำเสนอข่าว และรอยยิ้มที่เป็นมิตรของ “เฟิร์น” ที่สามารถสร้างความประทับใจตั้งแต่วันแรกที่ปรากฏตัว

    “เฟิร์น สุชาดา” ไม่ใช่หน้าใหม่ในวงการข่าวแต่อย่างใด เธอเป็นอดีตผู้ประกาศข่าวจาก PPTV ที่คร่ำหวอดในวงการมานาน ด้วยดีกรีความสามารถรอบด้าน ทั้งงานข่าวรายการสด รายการไลฟ์สไตล์ และบทบาทผู้ดำเนินรายการสนทนา โดยเธอจะเริ่มประจำการอย่างเป็นทางการในหน้าจอช่อง 3 ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

    กระแสในโลกออนไลน์ต่างพูดถึงกันอย่างครึกโครม โดยเฉพาะการจับคู่กันระหว่าง “เฟิร์น” และ “สรยุทธ” ที่แฟนๆ ต่างมองว่าเป็น “เคมีใหม่ที่ลงตัว”

    เส้นทางก่อน “เฟิร์น สุชาดา” จะมานั่งแท่นผู้ประกาศข่าวใหม่คู่กับ “สรยุทธ”

    “เฟิร์น” จบการศึกษาในด้านนิเทศศาสตร์ (สาขาวารสารศาสตร์) จาก มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป็นคนตั้งใจเข้าทำงานด้านข่าวตั้งแต่เริ่มเรียน เพื่อเป็น “นักข่าว/ผู้ประกาศข่าว” ที่มีจรรยาบรรณ และตั้งใจทำงานให้ตรงประเด็นและเป็นประโยชน์ต่อสังคม พร้อมใช้ความขยันเป็นหลัก ทำงานควบคู่กับกิจกรรมทั้งในมหาวิทยาลัยและฝึกงาน จนได้เกียรตินิยมอันดับ  1 จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ก่อนจะเข้าทำงานด้านผู้ประกาศข่าว อาทิ ททบ.5 เนชั่น พีพีทีวี

    การเปิดตัวของ “เฟิร์น สุชาดา” ครั้งนี้ ไม่เพียงแค่เรียกเสียงฮือฮา แต่ยังตอกย้ำให้เห็นถึงพลังของผู้หญิงเก่งรุ่นใหม่ ที่สามารถก้าวข้ามขีดจำกัด สร้างชื่อเสียงด้วยความสามารถ และพร้อมสร้างสีสันให้กับวงการข่าวในยุคใหม่อย่างแท้จริง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5227566/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YtQ0rDsc3_gUBp3PfIBIG

  • จุฬาฯ เปิดตัวแพลตฟอร์มสร้างทางออกจากวิกฤตน้ำท่วมอย่างยั่งยืน

    จุฬาฯ เปิดตัวแพลตฟอร์มสร้างทางออกจากวิกฤตน้ำท่วมอย่างยั่งยืน

    โครงการสร้างเครือข่ายนักวิจัย โดยแพลตฟอร์มสังคมที่ยั่งยืน (Sustainable Society Platform) สำนักบริหารวิจัย จุฬาฯ จัดเสวนาเพื่อสร้างทางออกจากวิกฤตน้ำท่วม สู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน หนึ่งในแพลตฟอร์มที่จัดขึ้นเพื่อรวมตัวนักวิจัยข้ามศาสตร์จากหลายแขนง เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์กลางนวัตกรรมทางสังคมแห่งจุฬาฯ (Social Innovation Hub: SiHub) โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ยุทธศาสตร์การบริหารสภาวะวิกฤตแห่งความยั่งยืน” ศ.ภญ.ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ รองอธิการบดีจุฬาฯ เป็นผู้กล่าวรายงาน

    ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาฯ
    ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ

    ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า “บทบาทของจุฬาฯ ไม่ได้เป็นสถาบันการศึกษาที่มีพันธกิจในด้านการศึกษาและเรียนรู้เท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในการชี้แนะสังคมและการแก้ปัญหาสังคม โดยเฉพาะเรื่องของความยั่งยืนและการแก้ปัญหาในสภาวะวิกฤต แพลตฟอร์มสังคมที่ยั่งยืนนี้เป็นผลงานของสำนักบริหารวิจัยจุฬาฯ และทีมงานที่สร้างนวัตกรรมใหม่สำหรับจุฬาฯ ความยั่งยืนเป็นเรื่องที่ต้องมีการวางแผนระยะยาว แพลตฟอร์มนี้เกิดจากการบูรณาการจากทุกศาสตร์ในมหาวิทยาลัยและสามารถใช้ได้จริงกับประชาชนและปัญหาของประเทศไทย” 

    ศ.ภญ.ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ รองอธิการบดี จุฬาฯ กล่าวเสริมว่า “แพลตฟอร์มนี้เกี่ยวกับความยั่งยืน (Sustainability) ของสังคม โดยเริ่มต้นเปิดตัวแพลตฟอร์มนี้ด้วยเรื่องน้ำท่วมเพราะเป็นปัญหาหลัก และต่อไปจะมีเรื่อง อื่นๆ เช่น PM 2.5 ที่ผ่านมาจุฬาฯ มีการสร้างองค์ความรู้ใหม่จากการรวมตัวของนักวิจัยในศาสตร์สาขาต่าง ๆ เพื่อให้สามารถตอบโจทย์หลักทางสังคมได้” 

    ศ.ภญ.ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ รองอธิการบดี จุฬาฯ
    ศ.ภญ.ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ รองอธิการบดี จุฬาฯ

    “การเปิดตัวแพลตฟอร์มทำให้นักวิจัยรุ่นใหม่ สามารถทำงานวิจัยร่วมกับนักวิจัยอาวุโส หรือผู้มีประสบการณ์ได้ เนื่องจากคนรุ่นใหม่มีแนวคิดดีแต่ขาดประสบการณ์ การร่วมมือนี้จะทำตอบสนองความต้องการของสังคมได้อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นการสร้างความยั่งยืนให้สังคมไทย” 

    หลังจากนั้นเป็นการเสวนาเรื่อง “บทเรียนจากต่างประเทศ จะช่วยให้เรารับมือวิกฤติน้ำท่วมได้อย่างไร” เพื่อให้นักวิชาการจากหลากหลายแขนงร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และร่วมกันออกแบบข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อสร้างสังคมที่พร้อมรับมือกับวิกฤตน้ำท่วมอย่างยั่งยืน ผ่านบทเรียนจากทั้งในและต่างประเทศ เพื่อการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต โดยมีวิทยากรจากฝ่ายนโยบายภาครัฐ ได้แก่ ดร.พิเชษฐ์ หนองช้าง เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ รศ.วงกต วงศ์อภัย สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) คุณไพศาล ก้อนจำปา รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ และ ดร.สัญญา นามี ผู้อำนวยการกองมาตรการป้องกันสาธารณภัย วิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากจุฬาฯ ได้แก่ ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ดร.ปัณฑิตา ตันวัฒนะ สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน รศ.ดร.ขนิษฐา แต้มบุญเลิศชัย คณะเศรษฐศาสตร์ ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.อุ่นเรือน เล็กน้อย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/266659/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw370IugrMrV75RrasYXfn3_

  • ศอ.บต. หารือ ศปป. 5 ผนึกกำลังความร่วมมือ ชูแนวทางป้องกันยาเสพติด นำร่องสถาบันการศึกษา สร้างความเข้าใจ ให้เยาวชน เป็นต้นแบบที่ดี

    ศอ.บต. หารือ ศปป. 5 ผนึกกำลังความร่วมมือ ชูแนวทางป้องกันยาเสพติด นำร่องสถาบันการศึกษา สร้างความเข้าใจ ให้เยาวชน เป็นต้นแบบที่ดี

    ศอ.บต. หารือ ศปป. 5 ผนึกกำลังความร่วมมือ ชูแนวทางป้องกันยาเสพติด นำร่องสถาบันการศึกษา สร้างความเข้าใจ ให้เยาวชน เป็นต้นแบบที่ดี


    22/10/2568 | 62 |

    วันนี้ (22 ตุลาคม 2568) นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร รักษาการเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พร้อมด้วย นายนันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ รองเลขาธิการ ศอ.บต. ร่วมต้อนรับ พลโท ประเสริฐ หมวดเชียงคะ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 5 กอ.รมน. และคณะ ในโอกาสเดินทางลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อหารือข้อราชการและแนวทางความร่วมมือ ณ ห้องรับรอง ชั้น 3 ศอ.บต.

    พลโท ประเสริฐ หมวดเชียงคะ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 5 กอ.รมน. ได้มีการเสนอ แนวทางการทำงานร่วมกันเพื่อร่วมกำหนดทิศทางและเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ครอบคลุมทุกมิติ รวมถึงการแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ทั้งการกวาดล้าง การป้องกัน ทุกพื้นที่ โดยเฉพาะการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับ ‘เยาวชน’  ยกระดับและพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อเป็นเกราะป้องกันจากยาเสพติดให้ได้มากที่สุด

    ด้าน นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร รักษาการเลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวถึงบทบาทการทำงานของ ศอ.บต. ที่มีเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนให้ได้รับประโยชน์จากการขับเคลื่อนงานของส่วนราชการมากที่สุด โดย ศอ.บต. จะเป็นหน่วยส่งเสริมเติมเต็ม สนับสนุนการทำงานของทุกหน่วยแต่ไม่ใช่หน่วยนำในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

    นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงนโยบายของ นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีระกุล ที่ได้มีข้อสั่งการมอบหมาย ให้มีการป้องกันและปราบปรามเอาชนะปัญหายาเสพติดทุกชนิดให้สิ้นซาก ซึ่งนับเป็นปัญหาที่สำคัญของรัฐบาลที่จะต้องแก้ไขอย่างจริงจังเร่งด่วน โดยบูรณาการร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถาบันการศึกษา ที่จะต้องนำร่องเป็นอันดับต้นๆ เนื่องจากเยาวชนเป็นกลุ่มเป้าหมายที่เปราะบาง ซึ่งส่วนราชการจะต้องสร้างภูมิกันที่ดี ปลูกฝังให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่เข้มแข็ง สามารถใช้ชีวิตได้โดยปราศจากยาเสพติด พร้อมเป็นต้นแบบที่ดีให้กับสังคมและประเทศชาติต่อไป


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/433951&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WZRVth7MXaeABUR0kaAAY

  • สิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาในอนาคตจะรับรู้การมีอยู่ของมนุษย์หรือไม่ ? – BBC News ไทย

    สิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาในอนาคตจะรับรู้การมีอยู่ของมนุษย์หรือไม่ ? – BBC News ไทย

    อีกหลายล้านปีข้างหน้า สิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาในอนาคตจะรับรู้การมีอยู่ของมนุษย์หรือไม่ ?

    ภาพโครงกระดูกของมนุษย์ที่ถูกขุดค้นจากพื้นดินขณะที่คนกำลังใช้แปรงปัด

    ที่มาของภาพ, Microgen Images/Science Photo Library via Getty Images

    ที่ผ่านมา มนุษย์เราต่างมีความสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับเรื่องราวในอดีตมาเป็นเวลาช้านาน

    เราทุ่มเทอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยในการขุดค้นซากฟอสซิลจากพื้นดินนับครั้งไม่ถ้วน รวมทั้งซากพืชซากสัตว์.ใต้พื้นโลกที่มีอายุกว่า 4,500 ล้านปี เพื่อให้เราได้ทราบเบาะแสเกี่ยวกับสัตว์ในยุคโบราณที่อาศัยบนโลกก่อนที่จะมีเราอยู่เหมือนในวันนี้

    แต่จะเป็นอย่างไร หากว่าพวกเราได้สูญพันธุ์ไปแล้วและมีสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาชนิดใหม่เกิดขึ้นในอนาคตอีกหลายร้อยปีข้างหน้า แล้วพวกเขาจะรู้ได้หรือไม่ว่ามีมนุษย์อย่างเรา ๆ เคยมีชีวิตอยู่อย่างไร รวมถึงอารยธรรมของเราด้วย

    มีโอกาสน้อยมากที่มนุษย์จะแปรสภาพเป็นฟอสซิล

    อดัม แฟรงค์ ศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ดาราศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์ในสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า เราไม่สามารถเชื่อมั่นได้ว่านักบรรพชีวินวิทยาในอนาคตจะค้นพบฟอสซิลของเราได้

    เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า “มีเพียงเศษเสี้ยวของสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้เท่านั้นที่จะแปรสภาพเป็นฟอสซิลได้ โดยเฉพาะหากว่าอารยธรรมของพวกเรามีอายุเพียงช่วงสั้น ๆ ในทางธรณีวิทยา”

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนที่ 8 ถ่ายภาพร่วมกับแกนนำและ สส. ของพรรค ในวันที่เธอแจ้งการตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง

    • นายกฯ

    • ภาพโมนาลิซาไม่ได้อยู่ในความสนใจของผู้คนมากนัก จนกระทั่งมันถูกโจรกรรม

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ผู้หญิงสามคนกำลังถ่ายรูปโครงกระดูกไดโนเสาร์ขนาดใหญ่ที่ยืนสูงด้วยขาสองข้าง

    ที่มาของภาพ, Courtney Hale/E+ via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, รายงานการศึกษาของอดัม แฟรงค์และกาวิน ชมิดต์ ที่เผยแพร่เมื่อปี 2018 ระบุว่า มีการค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์ที่เกือบสมบูรณ์เพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้นในทุก ๆ 100,000 ปีของการดำรงอยู่ของพวกมัน

    รายงานศึกษาที่เผยแพร่ในปี 2018 ซึ่งศาสตราจารย์แฟรงค์ร่วมเขียนด้วยชี้ให้เห็นว่า แม้ว่าบรรดาไดโนเสาร์ทั้งหมดจะอาศัยอยู่บนโลกเป็นระยะเวลา 165 ล้านปีก็ตาม แต่จนถึงปัจจุบันเราพบฟอสซิลที่มีสภาพเกือบสมบูรณ์เพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น

    ดังนั้นงานศึกษาฉบับนี้จึงชี้ให้เห็นว่า เนื่องจากมนุษย์เรามีชีวิตอยู่มาเพียงประมาณ 300,000 ปี (จนถึงปัจจุบัน) เราอาจไม่ได้สร้างร่องรอยใด ๆ ไว้บนบันทึกในฟอสซิลเลย

    แต่เราอาจทิ้งร่องรอยที่แตกต่างออกไป

    การเปลี่ยนแปลงทางเคมีของโลก

    การที่ชั้นหินเคลื่อนตัวลงไปพื้นโลกอย่างต่อเนื่องถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบธรณีวิทยาของโลก

    องค์ประกอบทางเคมีของแต่ละชั้นหินก็สัมพันธ์กับสภาพต่าง ๆ ของโลกในช่วงเวลานั้น ๆ

    ศาสตราจารย์แฟรงค์ระบุว่า อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นและระดับน้ำทะเลที่เปลี่ยนไปอันเป็นผลเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศจากน้ำมือของมนุษย์นั้นจะส่งผลต่อส่วนประกอบในชั้นหินดังกล่าวด้วยเช่นกัน ซึ่งอาจสามารถตรวจจับได้เมื่อเวลาผ่านไปหลายร้อยปี

    “คุณจะได้เห็นว่า มีการเปลี่ยนแปลงในไอโซโทปของออกซิเจน และไอโซโทปของคาร์บอน เพราะความจริงที่ว่า ระบบภูมิอากาศของโลกได้เปลี่ยนแปลงไปเพราะกิจกรรมของมนุษย์” ศ.แฟรงค์กล่าว

    รูปแบบวิวัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไป

    แม้ว่าที่ผ่านมา จะไม่พบกระดูกมนุษย์ได้บ่อยครั้งนักในบันทึกทางฟอสซิล แต่พวกเราอาจจะใช้ฟอสซิลจากสัตว์ชนิดอื่นมาศึกษาได้ ไม่ว่าจะผ่านร่องรอยจากพืชพรรณต่าง ๆ หรือสัตว์ต่าง ๆ ที่เราได้ขนถ่ายไปยังสถานที่ต่าง ๆ รอบโลก หรือการเปลี่ยนแปลงด้านความหลากหลายทางชีวภาพของทั้งพืชและสัตว์

    แผนภูมิแสดงสัดส่วนของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบนโลกตามน้ำหนัก (หรือชีวมวล) - ปศุสัตว์ 60% มนุษย์ 36% และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในป่า 4%

    คำบรรยายภาพ, การศึกษาฉบับหนึ่งเมื่อปีใน 2018 เปรียบเทียบชีวมวลของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม พบว่ามีชีวมวลเพียง 4% เท่านั้นที่มาจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในป่า

    ในการศึกษาชิ้นหนึ่งที่เผยแพร่ในปี 2018 ได้พบว่า ผลรวมน้ำหนักตัวหรือชีวมวลของมนุษย์และปศุสัตว์รวมกันคิดเป็น 96% ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหมดในโลก

    ขณะที่สัตว์ปีกที่มนุษย์เลี้ยงมีชีวมวลคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 3 ใน 4 ของสัตว์ปีกทั้งหมดในโลก

    ข้อมูลของ Our World in Data ซึ่งเป็นสื่อไม่แสวงหากำไร ระบุว่า ทุก ๆ ปี เราฆ่าไก่มากกว่า 75,000 ล้านตัว ดังนั้นฟอสซิลของนกที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันเหล่านี้ที่ตายเป็นจำนวนมากอาจสร้างความสงสัยในอนาคตได้

    “เราได้เปลี่ยนแปลงเส้นทางของวิวัฒนาการทางชีววิทยาแล้ว” แจน ซาลาซีวิคช์ นักธรณีวิทยา นักบรรพชีวินวิทยา และศาสตราจารย์กิตติคุณแห่งมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ในสหราชอาณาจักรกล่าว

    “นักสำรวจในอนาคตอันไกลโพ้นของเราจะตั้งคำถามว่า ‘เกิดอะไรขึ้น? ทำไมมันถึงเกิดขึ้น?’” เขาเสนอ “และพวกเขาจะมุ่งความสนใจไปที่ชั้นที่ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มต้นขึ้น และนั่นคือความซับซ้อนของเรา”

    มรดกอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์

    ในหนังสือที่ชื่อว่า “Discarded: How Technofossils Will Be Our Ultimate Legacy” [แปลเป็นไทยว่า ร่องรอยที่ถูกทิ้งไว้: เทคโนฟอสซิลจะกลายเป็นมรดกอันยิ่งใหญ่ของเราได้อย่างไร] ศาสตราจารย์เซลาซีวิคซ์ และศาสตราจารย์ซาราห์ แกบบอตต์ เพื่อนร่วมงานจากมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ โต้แย้งว่า สิ่งต่าง ๆ ที่เราใช้ในชีวิตประจำวันจะกลายเป็นบันทึกทางธรณีวิทยาบนโลกใบนี้ไปเอง

    พวกเขาเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า เทคโนฟอสซิล อาจจะเป็นกระป๋องเครื่องดื่มอะลูมิเนียม เสื้อที่ถักโดยโพลีเอสเตอร์ หรือไม่ก็ที่จอดรถใต้ดิน เป็นต้น

    รอยประทับของสายชาร์จสมัยใหม่ในตะกอนสีเทา

    ที่มาของภาพ, Sarah Gabbott

    คำบรรยายภาพ, วัตถุสิ่งของที่เราใช้ในชีวิตประจำวันจะทิ้งร่อยรอยไว้บนโลกใบนี้ และอาจจะทำให้กลายเป็นเบาะแสทางอารยธรรมในอนาคต เพื่อบ่งบอกเกี่ยวการมีชีวิตของพวกเรา

    การศึกษาอีกฉบับหนึ่งที่เผยแพร่ในปี 2020 คาดการณ์ว่า ในแต่ละปีมนุษยจะสร้างสิ่งของวัตถุต่าง ๆ เป็นน้ำหนักมากถึง 30 กิกะตัน หรือเทียบเท่ากับที่ทุก ๆ คนบนโลกสร้างวัตถุสิ่งของต่าง ๆ มากกว่าน้ำหนักตัวเองในแต่ละสัปดาห์เสียอีก

    ในความเป็นจริง ผู้เขียนรายงานฉบับดังกล่าวพบว่า ในปัจจุบันวัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้นในโลกมีน้ำหนักมากกว่าน้ำหนักโดยรวมของสิ่งมีชีวิต หากพิจารณาจากน้ำหนักแห้ง (dry weight) หรือน้ำหนักร่างกายที่ปราศจากน้ำ

    ผลิตภัณฑ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นซึ่งมีสัดส่วนในแง่น้ำหนักมากที่สุดมาจากคอนกรีต ซึ่งอาจจะดูไม่เป็นธรรมชาติมากนักสำหรับการค้นพบได้ในอนาคต

    “หนึ่งในวิธีการผลิตคอนกรีตในปัจจุบันคือการเติมเถ้าลอย (fly ash) ซึ่งเป็นผลผลิตจากการเผาไหม้ของถ่านหินลิกไนต์จากโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า หากว่าใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดูจะพบว่ามันดูแปลกประหลาดอย่างมาก” ศาสตราจารย์เซลาซีวิคซ์ อธิบาย

    “หากว่าพวกเขาเห็นรูปทรงของฟอสซิล ตรงขอบ ๆ ของอาคารคอนกรีต แผ่นปูพื้นแล้วล่ะก็ พวกเขาจะเห็นว่า มันค่อนข้างแตกต่างจากชั้น[ดิน/หิน]ตามธรรมชาติ”

    แผนภูมิแสดงเปรียบเทียบระหว่าง ชีวมวลของสัตว์ต่าง ๆ 4 กิกะตัน กับน้ำหนักของพลาสติกปริมาณ 8 กิกะตัน เกิดขึ้นบนโลก

    คำบรรยายภาพ, ในปี 2020 พบว่า พลาสติกที่มนุษย์สร้างขึ้นบนโลกนี้มีน้ำหนักมากเป็นสองเท่าของน้ำหนักโดยรวมของสัตว์ต่าง ๆ ตามข้อมูลของรายงานฉบับหนึ่งที่เผยแพร่บนวารสารเนเจอร์

    ศาสตราจารย์แกบบอตต์ระบุว่า วัสดุจำนวนมากที่มนุษย์สร้างขึ้นยังคงอยู่บนโลกของเราไปอีกนาน อย่างเช่น พลาสติกที่สามารถคงทนต่อไปไม่เพียงแค่ระยะเวลาหลายพันปี แต่อาจจะเป็นหลายล้านปีเลยทีเดียว

    องค์การสหประชาชาติประเมินว่า ภายในปี 2050 เราอาจจะสร้างปริมาณพลาสติกในมหาสมุทรมากกว่าปริมาณของปลาก็เป็นได้ แต่นั้นก็ไม่ใช่แค่เพียงพลาสติกเท่านั้น

    “พวกเรายังมีหินที่มีแกรไฟต์ที่นำมาใช้เป็นส่วนประกอบหนึ่งของดินสอ ซึ่งมีความคงทนยาวนาถึง 4,000 ล้านปีอีกด้วย” ศาสตราจารย์แกบบอตต์กล่าว

    นักบรรพชีวินวิทยารายนี้กล่าวเสริมว่า ใบไม้ที่กลายเป็นฟอสซิลจากอดีตเมื่อหลายร้อยปีก่อนก็สามารถค้นพบได้ในปัจจุบัน

    “กระดาษทำขึ้นมาจากเซลลูโลส มันเป็นสารประกอบเดียวกันกับที่พบในใบไม้ ดังนั้น กระดาษที่ถูกจัดเก็บในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมก็อาจจะมีความคงทนยาวนานหลายร้อยปี” เธอคาดการณ์

    การเปลี่ยนแปลงในระดับดาวเคราะห์

    มนุษย์อาจทิ้งร่องรอยอันใหญ่หลวงในแง่ธรณีวิทยาของโลกใบนี้ไว้แล้ว ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาชนิดอื่น ๆ จะเห็นสิ่งนั้นหรือไม่ในสักวันหลังจากที่พวกเราได้สูญหายไปจากโลกใบนี้แล้ว ซึ่งเรื่องนี้ก็ยังคงไม่มีใครรู้

    ทว่าก็เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ในการจินตนาการว่า มรดกของพวกเราจะเป็นเช่นไรในอนาคตอีกหลายล้านปีข้างหน้า ซึ่งศาสตรจารย์แฟรงค์ก็เชื่อเช่นนั้นเหมือนกัน

    “ผมคิดว่า นี่คือสิ่งสำคัญสำหรับพวกเราที่จะต้องผ่านช่วงที่เทคโนโลยียังพัฒนาไม่สมบูรณ์ช่วงนี้ไปให้ได้ เพื่อให้สามารถขบคิดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ระยะยาวของโลกใบนี้” เขากล่าว

    “สิ่งเหล่านี้คือการเปลี่ยนแปลงในระดับดาวเคราะห์ ที่จะสร้างผลกระทบต่อไปอีกเป็นเวลาหลายร้อยปี หลายพันปี หรือเป็นเวลาหลายหมื่นปี” เขาระบุ

    บทความนี้อ้างอิงจากตอนหนึ่งของรายการ คราวด์ไซเอนซ์ (CrowdScience) ที่เผยแพร่ทางบีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส และรายงานเพิ่มเติมโดย เอลเลน ซาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cwypjgk19myo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IhQP3OnXhWLpuBFJsHpAT

  • แก้ พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า ปิด “สุญญากาศอำนาจ” คุ้มครองผู้บริโภค – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    แก้ พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า ปิด “สุญญากาศอำนาจ” คุ้มครองผู้บริโภค – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    แก้ พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า ปิด “สุญญากาศอำนาจ” คุ้มครองผู้บริโภค

    เสนอแก้ พ.ร.บ. แข่งขันทางการค้า ดึงธุรกิจโทรคมนาคมเข้ามาอยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ ปิดช่องว่างการผูกขาด ไม่ให้ผู้บริโภคกระทบระยะยาว

    เมื่อบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ควบรวมกิจการจนเหลือผู้ให้บริการหลักเพียงสองราย คนไทยกว่า 133 ล้านเลขหมาย กำลังอยู่ภายใต้ตลาดที่ไม่ค่อยมีทางเลือกมากนัก และแม้คำตัดสิ นของศาลปกครองจะยืนยันมติของ กสทช. ว่าถูกต้องตามขั้นตอน แต่สิ่งที่ยังไม่มีคำตอบคือ กลไกการคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศไทยอาจยังไม่เข้มข้นมากเพียงพอหรือกลไกทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้บริโภค แม้การมี พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า กฎหมายที่ดูแลในเรื่องการควบรวมธุรกิจ แต่ยังไม่ได้ครอบคลุมธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโทรคมนาคมทั้งที่มีความสำคัญต่อคนทั้งประเทศ

    จากคำตัดสินศาลปกครอง สู่คำถามใหญ่เรื่อง “อำนาจกำกับดูแล”

    จากคำสั่งของศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 ที่ยกฟ้องคดีที่สภาผู้บริโภคยื่นฟ้องเพิกถอนมติคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กรณีการควบรวมกิจการโทรคมนาคมระหว่างทรูและดีแทค ได้กลายเป็นจุดตั้งคำถามสำคัญในสังคมไทยอีกครั้งว่า เมื่อการควบรวมกิจการขนาดใหญ่ที่ส่งผลต่อคนทั้งประเทศเกิดขึ้น ใครกันแน่คือผู้มีอำนาจตัดสินใจจริง

    คดีดังกล่าวไม่ใช่เพียงเรื่องทางธุรกิจ แต่เป็นกรณีศึกษาของช่องว่างเชิงอำนาจระหว่างหน่วยงานรัฐสองระบบ หน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับเฉพาะอย่าง กสทช. และหน่วยงานที่มีอำนาจบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าอย่างคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.)

    ผศ.ดร.พรเทพ เบญญาอภิกุล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่าคำถามนี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากอยู่ในกฎหมายมานาน เพราะกฎหมายแข่งขันทางการค้าฉบับปัจจุบันยังคงยกเว้นไม่ให้ใช้กับกิจการที่มีหน่วยงานกำกับเฉพาะ เช่น โทรคมนาคม

    “กลายเป็นว่าไม่มีหน่วยงานไหนที่อนุญาตได้ชัดเจน ทั้งที่ควรมีใครสักคนตัดสินใจให้ได้ว่าให้ หรือ ไม่ให้” ผศ.ดร.พรเทพ กล่าวและให้ความคิดเห็นต่อเนื่องว่า การไม่มีเจ้าภาพที่ชัดเจนในการตัดสินใจ ก่อให้เกิดภาวะสุญญากาศทางอำนาจที่ทำให้ทั้งกระบวนการกำกับดูแลและการคุ้มครองผู้บริโภคตกอยู่ในสภาพคลุมเครือ

    ช่องว่างของกฎหมายแข่งขันฯ และข้อจำกัดของ กสทช.

    ผศ.ดร.พรเทพ อธิบายว่า ช่องว่างของกฎหมายแข่งขันทางการค้าของไทยในปัจจุบันได้ยกเว้นไม่ให้บังคับใช้กับอุตสาหกรรมที่มีกฎหมายเฉพาะ เช่น โทรคมนาคม ทำให้กรณีการควบรวมกิจการมือถือ ตกอยู่ภายใต้การพิจารณาของ กสทช. เพียงหน่วยเดียว ซึ่งปัญหาที่ตามมาคือ กสทช. ที่แม้จะมีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิค เช่น การจัดสรรคลื่นความถี่ การออกใบอนุญาตบริการ หรือการดูแลมาตรฐานโครงข่าย แต่ในความเป็นจริงไม่ได้มีภารกิจหลักด้านเศรษฐศาสตร์การแข่งขัน ซึ่งต้องใช้การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างตลาดและพฤติกรรมผู้ประกอบการในการตัดสินใจร่วมด้วย

    ผศ.ดร.พรเทพ อธิบายอีกว่า ในทางปฏิบัติการควบรวมกิจการโทรคมนาคมจึงถูกรับทราบ มากกว่าการต้องอนุญาตหรือปฏิเสธ โดยมีการออกมาตรการเฉพาะเพื่อบรรเทาผลกระทบ เช่น มาตรการลดราคาลง 12% ภายใน 90 วัน แต่จากการควบรวมที่ผ่านมาทั้งมือถือและอินเทอร์เน็ตบ้านจะเห็นว่าการกำกับดูแลที่ไม่เข้มงวดของ กสทช. ทำให้มาตรการอาจไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรและผู้ให้บริการบางรายยังมีความต้องการในการขอปรับลดมาตรการหลังการควบรวมดังกล่าวอีกด้วย

    อีกทั้งเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ผศ.ดร.พรเทพ ยกตัวอย่างว่า สหราชอาณาจักรมีระบบพิจารณาร่วม ระหว่าง Ofcom (หน่วยงานกำกับโทรคมนาคม) และ Competition and Markets Authority (CMA) ซึ่งทำให้ทุกกรณีที่กระทบการแข่งขันต้องผ่านการประเมินจากทั้งสองฝ่าย ในขณะที่สหภาพยุโรปให้ European Commission มีอำนาจพิจารณาเรื่องการแข่งขันโดยตรง แม้จะอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการกำกับเฉพาะ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการรวมอำนาจตลาดโดยไม่มีการตรวจสอบ ซึ่งแนวทางเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าการพิจารณาร่วมกันอาจเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันปัญหาซ้ำซ้อนของอำนาจ และทำให้ผู้ประกอบการรู้ชัดว่าต้องไปขออนุญาตจากที่ใด

    “ในต่างประเทศ หน่วยงานกำกับเฉพาะกับหน่วยงานแข่งขันทำงานคนละบทบาท แต่เชื่อมกันได้อย่างเป็นระบบ ต่างจากไทยที่ยังไม่มีกลไกเชื่อมต่อชัดเจน” ผศ.ดร.พรเทพ กล่าว

    “ไม่ผูกขาด” แต่ “เหนือกว่าในตลาด” อำนาจที่ยังไม่มีใครประกาศ

    อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการที่ กสทช. ยังไม่ประกาศผู้มีอำนาจเหนือตลาดในตลาดโทรคมนาคม ทั้งที่เป็นขั้นตอนสำคัญตามระเบียบของหน่วยงานเอง เพราะการประกาศนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการใช้มาตรการคุมราคา การเปิดโครงข่าย หรือการออกคำสั่งเฉพาะต่อผู้ให้บริการรายใหญ่

    “เราไม่จำเป็นต้องรอให้เหลือรายเดียวถึงจะเรียกว่าผูกขาด เพราะแค่สองรายที่มีอำนาจเหนือตลาดร่วมกัน ก็เพียงพอจะทำให้ผู้บริโภคเสียประโยชน์แล้ว” ผศ.ดร.พรเทพ เผย อย่างไรก็ตาม หลังการควบรวมกิจการโทรคมนาคมจากสามเหลือสองราย ผู้บริโภคจำนวนมากสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในตลาด ทั้งในด้านราคา โปรโมชัน และความหลากหลายของแพ็กเกจบริการที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกันงานศึกษาหลายชิ้นก็ชี้ให้เห็นแนวโน้มเดียวกันว่า ราคาค่าบริการเฉลี่ยเพิ่มขึ้นหลังการควบรวม

    ขณะที่กรณีของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบโครงข่ายเสมือน MVNO (Mobile Virtual Network Operator) ที่ควรเป็นกลไกเพิ่มการแข่งขันในตลาด ก็สะท้อนให้เห็นปัญหาการบังคับใช้จริง มติของ กสทช. ระบุว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ต้องเปิดโครงข่าย MVNO เช่าใช้งานในราคาที่ลดลง 30% และแยกบัญชีต้นทุนอย่างชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติยังไม่มีการดำเนินการจริงจัง

    “มาตรการหลายข้อถูกเขียนไว้ดี แต่ไม่เกิด เพราะระบบกำกับไม่มีแรงจูงใจที่จะบังคับใช้กับผู้เล่นรายใหญ่” ผศ.ดร.พรเทพ ระบุ ทั้งนี้การที่มาตรการเยียวยาที่เดินไม่สุดทำให้ตลาดกลับเข้าสู่ภาวะที่ผู้บริโภคมีทางเลือกน้อยลง จ่ายแพงขึ้น และไม่ได้รับประโยชน์จากการแข่งขันอย่างแท้จริง

    แก้ พ.ร.บ.แข่งขันฯ ยกเลิกข้อยกเว้น เพิ่มอำนาจคุมตลาด

    ด้าน วรภพ วิริยะโรจน์ สส.พรรคประชาชน ผู้เสนอแก้ไข พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า ระบุว่า ร่างกฎหมายฉบับใหม่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อปิดช่องว่างทางอำนาจที่เห็นได้ชัดจากกรณีควบรวมมือถือ โดยหัวใจของการแก้ไขอยู่ที่การยกเลิกข้อยกเว้น สำหรับอุตสาหกรรมที่มีกำกับเฉพาะ เช่น โทรคมนาคม หรือพลังงาน ทำให้ทุกภาคส่วนอยู่ภายใต้กติกาการแข่งขันเดียวกัน

    นอกจากนี้ ยังเพิ่มกลไกสำคัญ เช่น หากหน่วยงานเฉพาะไม่มีอำนาจอนุญาตหรือปฏิเสธการควบรวม อำนาจจะตกอยู่ที่คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) โดยอัตโนมัติ การขยายขอบเขตคุ้มครองให้ครอบคลุมถึงรัฐวิสาหกิจและธุรกิจต่างประเทศที่ส่งผลต่อการแข่งขันในไทย การเพิ่มมาตรการผ่อนผันโทษผู้เปิดโปงการฮั้ว เพื่อสร้างแรงจูงใจให้แจ้งเบาะแสพฤติกรรมจำกัดการแข่งขัน

    “สิ่งที่ทำได้ในการแก้ครั้งนี้คือขยายและทำให้อำนาจชัด ไม่ยกเว้นอุตสาหกรรมเฉพาะ รวมถึงรัฐวิสาหกิจและธุรกิจต่างประเทศที่กระทบตลาดไทย” วรภพ กล่าว

    ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยเป็นอีกพรรคการเมืองที่เสนอการแก้ไข พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า โดยมุ่งยกระดับให้กฎหมายฉบับนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในด้านโครงสร้างการกำกับดูแล และกลไกการคุ้มครองการแข่งขันที่เป็นธรรมในตลาดไทย โดยเสนอให้ปรับปรุงกระบวนการสรรหาและคุณสมบัติของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าให้โปร่งใสและมีความหลากหลายทางวิชาชีพ ให้มีการกำหนดโควตาความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ กฎหมายการค้า และการตรวจสอบบัญชี เพื่อให้การตัดสินใจครอบคลุมทั้งมิติเทคนิคและเศรษฐกิจจริง พร้อมทั้งขยายอำนาจของคณะกรรมการให้ดูแลทุกตลาดภายใต้กฎหมายฉบับนี้

    นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังเสนอให้เพิ่มกลไกความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อสาธารณะ โดยกำหนดให้สำนักงานการแข่งขันทางการค้าต้องเปิดเผยรายงานวิจัยเชิงลึกอย่างสม่ำเสมอ เพิ่มมาตรการลดหย่อนโทษ (Leniency Program) เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องในการฮั้วราคาหรือจำกัดการแข่งขันออกมาเปิดเผยข้อมูล และกำหนดหน้าที่เพิ่มเติมของคณะกรรมการให้ติดตามการดำเนินงานต่อรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านการพิจารณาในวาระ 1 แล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณารายมาตราใน วาระ 2 โดยคาดว่าจะเข้าสู่วาระ 3 ภายในเดือนธันวาคม 2568 ก่อนส่งต่อให้วุฒิสภาพิจารณา ซึ่งการแก้ไขครั้งนี้ไม่ได้เป็นการเพิ่มอำนาจรัฐ แต่เป็นการทำให้การคุ้มครองการแข่งขันที่เป็นธรรม เป็นระบบและโปร่งใสมากขึ้น เพื่อประโยชน์ของทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการรายย่อย

    พลังจากผู้บริโภคเพื่อกติกาที่เป็นธรรม

    ทั้งนี้แม้ว่ากระบวนการแก้กฎหมายกำลังเดินหน้า แต่วรภพ ย้ำว่า ในระหว่างนี้ภาคประชาชนยังคงมีบทบาทสำคัญที่สุด นั่นคือการส่งเสียงต่อสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในตลาด ทั้งคุณภาพบริการที่ลดลง ราคาที่ปรับขึ้น หรือสิทธิที่หายไป

    วรภพ ระบุว่า เสียงสะท้อนจากผู้บริโภคคือแรงขับให้ฝ่ายการเมืองต้องตอบสนอง เพราะท้ายที่สุด การคุ้มครองผู้บริโภคไม่ใช่ภาระของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของระบบกติกาที่เป็นธรรมที่ต้องมีทั้งกฎหมายที่ทันสมัย หน่วยงานที่มีอำนาจชัดเจน และเสียงของสังคมที่เข้มแข็งพอจะรักษาความสมดุลระหว่างอำนาจทางตลาดกับสิทธิของผู้บริโภค          

    คดีควบรวมมือถือชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบกำกับดูแลไทยที่ยังไม่ตอบโจทย์ในยุคที่อำนาจตลาดกระจุกตัวสูง การแก้ไข พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า จึงเป็นการปิดช่องว่างระหว่างอำนาจกับความเป็นธรรม ซึ่งหากระบบหรือกติกาใหม่สามารถทำให้การตัดสินใจเรื่องใหญ่ของประเทศมีเจ้าภาพที่ชัดเจน ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางได้จริง นั่นจึงจะเป็นก้าวสำคัญที่สุดของการคุ้มครองผู้บริโภคในรอบหลายทศวรรษของประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/competition-law-reform/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gDe94yQMWBO-O63yfBZxY

  • วว. ต้อนรับ IPEP ในโอกาสเยี่ยมชมภารกิจศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์

    วว. ต้อนรับ IPEP ในโอกาสเยี่ยมชมภารกิจศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์

    กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย นางชลธิชา นิวาสประกฤติ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ (ศนก.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) พร้อมด้วย ดร.สาวิตรี ปราโมทย์ ณ อยุธยา นักวิจัย ศนก. คณะนักวิจัยและบุคลากร กองบริการธุรกิจและนวัตกรรม (กบน.) สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม ร่วมต้อนรับคณะดูงานจาก Institute of Plant Protection (IPEP) Beijing Academy of Agriculture and Forestry Sciences สาธารณรัฐประชาชนจีน นำโดย Dr. Yan Dong, Deputy Director and Associate Researcher from IPEP ในโอกาสเยี่ยมชมและศึกษาดูงานด้านเทคโนโลยีการเกษตร ได้แก่ ห้องปฏิบัติการทางด้านโรคพืช การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และห้องปฏิบัติการผลิตและเก็บรักษาหัวเชื้อเห็ด เพื่อนำไปสู่ความร่วมมือและเป็นภาคีเครือข่ายด้านงานวิจัยต่อไป ในวันที่ 22 ตุลาคม 2568 ณ อาคาร RD 1 วว. เทคโนธานี คลองห้า จ.ปทุมธานี

    ทั้งนี้ IPEP มีวัตถุประสงค์และพันธกิจหลัก ดังนี้ 1) เพื่อศึกษากลไกการก่อโรคของโรคติดเชื้อและแมลงศัตรูพืชใน 2) เพื่อพัฒนากลยุทธ์การป้องกันและควบคุมโรคพืชและแมลงศัตรูพืชที่ดีขึ้น 3) เพื่อรวบรวม ทำความเข้าใจ และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรจุลินทรีย์ธรรมชาติ รวมถึงการนำเห็ดป่าที่กินได้มาใช้ การพัฒนาพันธุ์เห็ดและวิธีการเพาะปลูกที่ดีขึ้น 4) เพื่อวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อส่งเสริมการปกป้องพืชและสิ่งแวดล้อม 5) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากเห็ด โดยสถาบันได้รับการรับรองจากกระทรวงเกษตรจีนให้ดำเนินการและติดตามตรวจสอบสารกำจัดศัตรูพืชตกค้างในพื้นที่เกษตรกรรมและป่าไม้

    นอกจากนี้ IPEP ยังเป็นที่ตั้งของศูนย์และองค์กรต่าง ๆ ได้แก่ 1) ศูนย์วิจัยวิศวกรรมศาสตร์ปักกิ่งสำหรับเห็ดกินได้ 2) สถานีทดลองปักกิ่งของแพลตฟอร์มแห่งชาติสำหรับระบบอุตสาหกรรมเห็ดกินได้ 3) ศูนย์วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมจีน-แคนาดาว่าด้วยการผลิตทางการเกษตรที่ปลอดภัย (4) ห้องปฏิบัติการร่วม BAAFS-มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ว่าด้วยโรคองุ่น และ 5) ฐานความร่วมมือนานาชาติปักกิ่งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย IPEP เป็นสมาชิกสถาบันถาวรของสมาคมโรคพืชปักกิ่ง สมาคมกีฏวิทยาปักกิ่ง และสมาคมวิทยาศาสตร์เห็ดปักกิ่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/966111&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pWQZ56WXTmvQzPCkjyJhV

  • สตรีเหล็กและสตรีงาม: การเปลี่ยนแปลงบทบาทและสถานะของผู้หญิงในสังคมไทยสมัยใหม่

    สตรีเหล็กและสตรีงาม: การเปลี่ยนแปลงบทบาทและสถานะของผู้หญิงในสังคมไทยสมัยใหม่

    สตรีเหล็กและสตรีงาม: การเปลี่ยนแปลงบทบาทและสถานะของผู้หญิงในสังคมไทยสมัยใหม่


    26/10/2568 | 33 |

    สถานะและบทบาทของผู้หญิงไทยได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และต่อเนื่องตลอดประวัติศาสตร์ จากภาพจำของ “สตรีงาม” ที่ถูกจำกัดอยู่ในกรอบของความเป็นแม่บ้านแม่เรือน สู่ยุคสมัยใหม่ที่ผู้หญิงก้าวขึ้นเป็น “สตรีเหล็ก” ที่มีความสามารถ มีภาวะผู้นำ และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจในทุกภาคส่วน บทความนี้จะสำรวจการเปลี่ยนแปลงบทบาทและสถานะของผู้หญิงไทยในอดีตและปัจจุบัน รวมถึงความท้าทายและโอกาสในการก้าวข้ามกรอบวัฒนธรรมเดิม

    1. บทบาทดั้งเดิม: “ช้างเท้าหลัง” ผู้รักษาครอบครัว

    ในอดีต สังคมไทยมีโครงสร้างที่ยึดโยงกับระบบอุปถัมภ์และความเชื่อทางศาสนาที่กำหนดให้ผู้หญิงมีบทบาทหลักอยู่ในอาณาเขตของ “บ้าน” สถานะของผู้หญิงถูกมองว่าเป็น “ช้างเท้าหลัง” ซึ่งมีหน้าที่ดูแลครอบครัว อบรมสั่งสอนบุตรหลาน และเป็นผู้บริหารจัดการเรื่องภายในบ้านอย่างเรียบร้อย แม้ว่าบทบาทนี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของครอบครัว แต่ก็จำกัดโอกาสของผู้หญิงในการเข้าถึงการศึกษา การทำงานในพื้นที่สาธารณะ และอำนาจทางการเมือง

    “สตรีงาม” ในความหมายนี้จึงไม่ได้หมายถึงความงามทางกายเท่านั้น แต่รวมถึงความงามทางจริยธรรม ความอ่อนน้อมถ่อมตน และความสามารถในการทำหน้าที่แม่บ้านแม่เรือน

    2. ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง: การศึกษาและพลังทางเศรษฐกิจ

    การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองและจากการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ:

    • การศึกษา: ผู้หญิงมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาระดับสูงเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพและการก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน

    • แรงงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจ: ผู้หญิงจำนวนมากได้เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และภาคการค้า ซึ่งได้กลายเป็นแรงงานหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

    • บทบาททางสังคม: ผู้หญิงเริ่มมีบทบาทในองค์กรทางสังคมและการเมืองมากขึ้น กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นและเรียกร้องสิทธิของตนเอง

    “สตรีเหล็ก” ในความหมายนี้จึงเกิดขึ้นจากความสามารถในการทำหน้าที่ที่เคยถูกจำกัดให้เป็นของผู้ชาย ด้วยความเข้มแข็ง ความมุ่งมั่น และภาวะผู้นำที่โดดเด่น

    3. สถานะในสังคมสมัยใหม่: ความสำเร็จและความท้าทาย

    ปัจจุบัน ผู้หญิงไทยประสบความสำเร็จในหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้งในฐานะผู้บริหารระดับสูง แพทย์ วิศวกร ศิลปิน นักการเมือง และผู้ประกอบการ ตัวเลขทางสถิติหลายด้านแสดงให้เห็นว่า ผู้หญิงไทยมีอัตราการเข้าเรียนสูงและมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในเอเชีย

    อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการ:

    • ช่องว่างค่าจ้างและความก้าวหน้า: แม้จะมีวุฒิการศึกษาเท่ากัน แต่ผู้หญิงยังคงได้รับค่าจ้างเฉลี่ยต่ำกว่าผู้ชายในตำแหน่งงานเดียวกัน และโอกาสในการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งบริหารสูงสุดยังคงมีจำกัด (Glass Ceiling)

    • ความรับผิดชอบซ้อน: ผู้หญิงยังคงแบกรับภาระงานดูแลบ้านและครอบครัวมากกว่าผู้ชายอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะทำงานเต็มเวลาในตลาดแรงงานแล้วก็ตาม

    • ความรุนแรงและการล่วงละเมิด: ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและการล่วงละเมิดทางเพศยังคงเป็นปัญหาสังคมที่สำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

    สรุป: ก้าวข้ามสู่ความเท่าเทียมที่สมบูรณ์

    การเปลี่ยนแปลงบทบาทของผู้หญิงไทยจาก “สตรีงาม” สู่ “สตรีเหล็ก” เป็นการสะท้อนความก้าวหน้าของสังคม แต่การบรรลุความเท่าเทียมทางเพศที่สมบูรณ์ยังคงเป็นเส้นทางที่ต้องดำเนินต่อไป การสนับสนุนให้ผู้หญิงมีสิทธิ์ในการตัดสินใจในทุกระดับ การส่งเสริมความเสมอภาคในการทำงาน และการปรับเปลี่ยนทัศนคติทางสังคมที่ไม่เป็นธรรม เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ผู้หญิงไทยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบความคิดหรือบทบาททางเพศใดๆ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/433795&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VXXS648XvBG5DtCA3RoqM

  • “รมว.นฤมล” อนุมัติงบอุดหนุนอาหารกลางวันเด็กเอกชน 1.4 ล้านคน

    “รมว.นฤมล” อนุมัติงบอุดหนุนอาหารกลางวันเด็กเอกชน 1.4 ล้านคน

    “รมว.นฤมล”ประชุมบอร์ด กช. อนุมัติงบอุดหนุนอาหารกลางวันเด็กเอกชน-เอกชนการกุศลฯ กว่า 1.4 ล้านคนทั่วประเทศ เผย เตรียมชง ครม.ขอรับงบกลางปี 69 พร้อมเร่งดันร่าง พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชนฉบับใหม่เข้าสภา

    เมื่อวันที่ 22 ต.ค.2568 เวลา 9.30 น. ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ครั้งที่ 3/2568 โดยมีคณะกรรมการและผู้บริหารการศึกษาที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ โดยที่ประชุมได้พิจารณาถึงแนวทางการอุดหนุนเป็นค่าอาหารกลางวันสำหรับนักเรียนโรงเรียนเอกชน ตามมติของบอร์ด กช. เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 เพื่อเสนอขอรับการสนับสนุนงบกลาง ปี 2569 จากคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นจำนวนงบประมาณทั้งสิ้น 6,244 ล้านบาทเศษ (งบประมาณเพิ่มขึ้น 3,991 ล้านบาทเศษ) ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายนักเรียนโรงเรียนเอกชน จำนวน 1,406,329 คน ใน 3,213 โรงเรียน ตามมติของบอร์ด กช. 

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือร่วมกันถึงแนวทางการอุดหนุนเป็นค่าอาหารกลางวันของนักเรียนในโรงเรียนเอกชน ซึ่งเป็นความพยายามของ กช. ที่ต้องการสร้างความเท่าเทียมด้านภาวะโภชนาการแก่เด็กไทย โดยขอรับงบประมาณอุดหนุนแก่โรงเรียน 2 กลุ่ม คือ

    กลุ่มแรกคือนักเรียนโรงเรียนเอกชนที่รับเงินอุดหนุนรายบุคคลในระดับก่อนประถมศึกษา – ระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ทุกคน ซึ่งจะครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายนักเรียน จำนวน 1,291,107 คน (3,103 โรงเรียน) ใช้งบประมาณทั้งสิ้นจำนวน 5,735,413,400 บาท (เพิ่มขึ้น 3,482,378,400 บาท)

    กลุ่มที่ 2 นักเรียนโรงเรียนเอกชนการกุศลระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3 ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายนักเรียน จำนวน 115,222 คน ใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น 509,083,600 บาท ซึ่งสอดคล้องกับที่โรงเรียนเอกชนการกุศลขอให้ ศธ.ช่วยเหลือเงินอุดหนุนค่าอาหารกลางวันให้ถึงระดับมัธยมศึกษา เช่นเดียวกับโรงเรียนขยายโอกาสของ สพฐ. ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสงเคราะห์นักเรียนยากจนหรือด้อยโอกาสทางการศึกษาโดยไม่เก็บค่าธรรมเนียมการศึกษา มีอยู่ 550 โรง เช่น โรงเรียนในพระราชูปถัมภ์ โรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา โรงเรียนการศึกษาสงเคราะห์ และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามควบคู่วิชาสามัญ

    นอกจากนี้ ได้รับทราบรายงานความคืบหน้าการจัดทำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรงเรียนเอกชน พ.ศ. …. ที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นแล้ว เพื่อนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีภายในต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อผลักดันสู่วาระการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาอุปสรรคการศึกษาเอกชน มีความทันสมัย และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/732237&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WILUAiCiJVzLwa2ltf6_J