Category: วัฒนธรรม

  • ‘กระดูกพรุน’ ต้องตรวจเมื่อไร! ยาขนานไหนถึงได้ผล

    ‘กระดูกพรุน’ ต้องตรวจเมื่อไร! ยาขนานไหนถึงได้ผล

    27 ต.ค. 2568 – ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ประธานศูนย์ความเป็นเลิศ ด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุขและที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า กระดูกพรุน สาระสำคัญ เกี่ยวกับการตรวจ ต้องตรวจหรือไม่ ตรวจเมื่อไร เมื่อไหร่ ต้องใช้ยา ยาอะไรที่ได้ผล และผลข้างเคียง

    สาระสำคัญจากบทความ “Osteoporosis” (The Lancet, Sept 2025) รวบรวมหลักฐานจากรายงาน รัดกุม ระบุประเด็นที่จำเป็นหรือไม่จำเป็นที่ต้องทำ ความหนาแน่นของกระดูก และระดับวิตามินดี ไม่จำเป็นต้องตรวจเสมอไป มีข้อบ่งชี้ชัดเจน วิตามินดี มีที่ใช้ในบางกรณีเท่านั้น แคลเซียมควรใช้จากธรรมชาติ ถ้าจำเป็นต้องใช้ เสริมได้วันละไม่เกิน 500 มิลลิกรัม

    1.ภาพรวมโรคกระดูกพรุน โรคกระดูกพรุน (osteoporosis) เป็นโรคเรื้อรังที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ เกิดจากมวลกระดูกลดลงและโครงสร้างภายในกระดูกเสื่อม ทำให้กระดูกเปราะหักง่าย พบได้ทั้งในชายและหญิง โดยเฉพาะหลังวัยหมดประจำเดือน ซึ่งการหักของกระดูก (เช่น ข้อมือ สะโพก กระดูกสันหลัง) มักเป็นอาการแรกที่นำไปสู่การวินิจฉัยโรค ส่วนปัจจัยเสี่ยงสำคัญ: อายุ, พันธุกรรม, ภาวะขาดฮอร์โมน, น้ำหนักตัวต่ำ, ขาดการออกกำลังกาย, การสูบบุหรี่, การดื่มแอลกอฮอล์, โรคเรื้อรัง (เช่น เบาหวาน, รูมาตอยด์), และยาบางชนิด (เช่น สเตียรอยด์)

    2.การตรวจคัดกรองและประเมินความเสี่ยง เครื่องมือหลัก: Dual-energy X-ray absorptiometry (DXA) วัดค่าความหนาแน่นของมวลกระดูก (Bone Mineral Density; BMD) เครื่องมือคำนวณความเสี่ยง: FRAX score, QFracture, Garvan Risk Calculator

    ถึงแม้ว่าคำแนะนำ หลายสถาบันจะสนับสนุนให้ ตรวจความหนาแน่นของกระดูกเป็นประจำ ในระดับประชาชนทั่วไป แต่ยังไม่สามารถชี้ระบุได้ชัดเจนให้ทำในระดับประชาชนทั่วไปว่า “จำเป็นหรือได้ประโยชน์หรือไม่”

    แนวทางสากลแนะนำให้ตรวจ DXA: หญิง ≥65 ปี และชาย ≥70 ปี (แต่ไม่ชัดเจนทั้งนี้ สาธารณสุขของแคนาดาแนะนำที่อายุ 70 ปีขึ้นไปทั้งผู้ชายและผู้หญิง) และเช่นเดียวกันสมาคมต่อมไร้ท่อ และราชวิทยาลัยต่อมไร้ท่อของอเมริกา 2024 แนะนำการตรวจความหนาแน่นของกระดูก “ต่อเมื่อมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดมีกระดูกหักง่าย” ขึ้นเท่านั้น

    ในการศึกษาขนาดใหญ่หลายรายงาน พบว่าจำนวนที่ต้องตรวจคัดกรองความหนาแน่นของกระดูกเพื่อป้องกันกระดูกหักจากภาวะพรุน (osteoporotic fracture) 1 ราย จะต้องตรวจ 247 ราย และต้องตรวจ 272 ราย เพื่อป้องกันกระดูกสะโพกหัก(hip fracture)หนึ่งราย หรือต้องทำการตรวจความหนาแน่นของกระดูก 113 ราย ที่จะนำไปสู่การรักษา 25 ราย และ 124 ราย สำหรับกระดูกสะโพกที่นำไปสู่การรักษา 28 ราย ในยุค COVID-19 มีการพัฒนาแนวทางใหม่ เช่น ใช้ CT Scan ที่มีอยู่แล้ววิเคราะห์ค่า BMD (opportunistic CT-DXA) และ AI วิเคราะห์ภาพ เพื่อตรวจคัดกรองโดยไม่ต้องเพิ่มรังสี

    3.การตีความผลการตรวจความหนาแน่นของกระดูก ที่ยึดถือค่าต่ำกว่าค่ามาตรฐาน หรือ – 2 SD standard deviation แต่การประเมินความเสี่ยงกระดูกหัก ใช้เพียง ค่าความหนาแน่นของกระดูกเท่านั่นหรือ? แม้ว่าเกณฑ์การวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนสำหรับทั้งชายและหญิงโดยทั่วไปจะอิงตามเกณฑ์ค่า T-score ของ BMD ที่ -2.5 SD หรือต่ำกว่า แต่กระดูกหักส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในบุคคลที่มีค่า T-score สูงกว่าเกณฑ์นี้ด้วยซ้ำ

    ดังนั้น คณะทำงาน National Bone Health Alliance จึงได้เสนอให้ขยายเกณฑ์การวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนอย่างเป็นทางการให้ครอบคลุม โดยเฉพาะคำนึงถึง ภาวะของการที่มีกระดูกหักเฉพาะที่จากการบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หรือแทบจะไม่มีเลย การประเมินปัจจัยที่ทำให้มีความเสี่ยงสูงของกระดูกหัก โดยไม่มี T-score ที่ -2.5 หรือต่ำกว่าด้วยซ้ำ ดังนั้น การพิจารณาปัจจัยเสี่ยงทางคลินิกจึงเป็นสิ่งสำคัญ “ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีข้อมูล BMD”

    เมื่อประเมินความเสี่ยงกระดูกหักของแต่ละบุคคล มีเครื่องคำนวณความเสี่ยงกระดูกหักหลายกระบวนวิธี โดยเครื่องคำนวณ FRAX ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายและแนะนำในแนวทางปฏิบัติตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2551 โดยคำนวณความน่าจะเป็น 10 ปีของภาวะกระดูกหักแบบ MOF (major osteoporotic fracture) ของ แขน forearm ตันขา สะโพก และกระดูกสันหลัง โดยที่มีแรงกระทบน้อยมากหรือไม่มีเลย

    โดยพิจารณา ปัจจัยเสี่ยงทางคลินิก เช่น อายุ เพศ น้ำหนัก ส่วนสูง กระดูกหักแบบบาดเจ็บเล็กน้อยหรือไม่มีการบาดเจ็บ ประวัติกระดูกสะโพกหักของบิดามารดา และการใช้ยากลูโคคอร์ติคอยด์ (สเตียรอยด์ )โดยมีหรือไม่มี ค่า BMD ของคอกระดูกต้นขา

    มีเครื่องมือประเมินความเสี่ยงอื่นๆ อีกด้วย ได้แก่ เครื่องคำนวณความเสี่ยงกระดูกหัก Garvan Bone Fracture Risk Calculator ซึ่งคำนวณความเสี่ยง 5 ปีและ 10 ปีของกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุน และรวมการหกล้มเป็นปัจจัยหนึ่ง

    การคำนวณความเสี่ยงกระดูกหัก American Bone Health Fracture Risk Calculator ของมูลนิธิสุขภาพกระดูกและกระดูกพรุน ซึ่งรวมถึงปัจจัยเสี่ยงทางคลินิกอื่นๆ นอกเหนือจาก FRAX และ QFracture ซึ่งไม่รวม BMD แต่สามารถคำนวณความเสี่ยงกระดูกหักสำหรับช่วงเวลาระหว่าง 1 ถึง 10 ปี

    ข้อดีของ FRAX คือได้รับการตรวจสอบความถูกต้องอย่างกว้างขวางในประชากรจำนวนมาก และมีแบบจำลอง“เฉพาะประเทศ”ที่สะท้อนถึงระบาดวิทยาของอัตราการเกิดกระดูกหักและอัตราการเสียชีวิตเฉพาะประเทศ

    นอกจากนี้ คะแนนกระดูกเนื้อละเอียด (trabecular bone score) ซึ่งเป็นเครื่องหมายแทนของโครงสร้างจุลภาคของกระดูกที่สามารถหาได้จากภาพ DXA สามารถนำมารวมไว้ใน FRAX เพื่อปรับปรุงความแม่นยำให้ดียิ่งขึ้น

    การวิเคราะห์อภิมานในปี 2019 เกี่ยวกับประสิทธิภาพการจำแนกประเภทของวิธีคำนวณความเสี่ยงกระดูกหักพบว่า FRAX ได้รับการตรวจสอบความถูกต้องจากการศึกษาส่วนใหญ่ และ QFracture, FRAX ที่มี BMD และ Garvan ที่มี BMD มีประสิทธิภาพ การจำแนกประเภทสูงสุดสำหรับการทำนายกระดูกหักที่มีพื้นที่เฉพาะตำแหน่งใต้เส้นโค้งตั้งแต่ 0.65 ถึง 0.88 ซึ่งบ่งชี้ว่าเครื่องคำนวณเหล่านี้มีความสามารถในการทำนายได้ตั้งแต่ปานกลางถึงดี

    แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วคำแนะนำในการรักษาจะอิงตามการประเมินความเสี่ยงการแตกหักใน 10 ปี แต่ก็มีหลักฐานว่าความเสี่ยงการแตกหักอาจสูงที่สุดในช่วงสั้นๆ หลังจากเกิดการแตกหักจากแรงกระทบไม่มาก โดยประมาณครึ่งหนึ่งของการแตกหักทั้งหมดที่เกิดขึ้นตามมานั้นเกิดขึ้นในช่วง 2 ปีแรกหลังจากการแตกหักครั้งแรก

    แนวคิดนี้ ซึ่งเรียกว่าความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักที่ใกล้จะเกิดขึ้น (imminent fracture risk) ยังไม่ได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนโดยเครื่องคำนวณความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักส่วนใหญ่ ซึ่งให้การประมาณความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักในระยะยาวเชิงเส้น

    เครื่องมือแบบจำลองการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหัก ซึ่งพัฒนาขึ้นในเดนมาร์กและได้รับการตรวจสอบจากภายนอกในแคนาดา สามารถใช้ประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักที่ใกล้จะเกิดขึ้นได้ เนื่องจากเครื่องมือดังกล่าวได้แสดงให้เห็นถึงการแบ่งกลุ่มความเสี่ยงของ MOF 1 ปี และ 5 ปี

    ในทางกลับกัน ยังไม่มีความเห็นพ้องต้องกันว่าควรพิจารณาถึงภาวะกระดูกหักที่เกิดขึ้นหลายปีหรือหลายทศวรรษก่อนการประเมินในปัจจุบันอย่างไรให้ดีที่สุด

    การศึกษาในปี พ.ศ. 2567 แสดงให้เห็นว่าภาวะกระดูกหักในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น (เช่น อายุ 20-30 ปี) มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักในอนาคตที่เพิ่มขึ้นในวัยผู้ใหญ่ตอนปลาย โดยมีค่า HR ที่ปรับแล้วอยู่ที่ 1.51 (ช่วงความเชื่อมั่น 95% 1.42-1.60) ถึง 2.12 (1.67-2.71)49

    ดังนั้น ภาวะกระดูกหักที่เกิดขึ้นในอดีตระยะยาวจึงยังคงมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักในอนาคต แม้ว่าจะน้อยกว่าภาวะกระดูกหักครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ก็ตาม

    มีการถกเถียงกันอย่างมากเกี่ยวกับการพัฒนาและการใช้เครื่องคำนวณความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักโดยพิจารณาจากเชื้อชาติ

    คณะทำงานเฉพาะกิจของสมาคมวิจัยกระดูกและแร่ธาตุแห่งสหรัฐอเมริกา (American Society for Bone and Mineral Research) เกี่ยวกับอัลกอริทึมทางคลินิกสำหรับความเสี่ยงกระดูกหัก

    สรุปว่ามีเหตุผลสนับสนุนน้อยมากสำหรับการปรับค่าตามเชื้อชาติ และแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้ เอกสารแสดงจุดยืนฉบับต่อมาจากมูลนิธิโรคกระดูกพรุนนานาชาติ (International Osteoporosis Foundation) ไม่เห็นด้วย โดยยืนยันว่า การละเว้นเชื้อชาติจะลดประสิทธิภาพของ FRAX และทำให้ผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาที่ไม่จำเป็น เนื่องจากความแตกต่างทางเชื้อชาติของประชากรในความเสี่ยงกระดูกหักสำหรับ BMD เดียวกัน

    อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าข้อมูลที่สนับสนุนเครื่องคำนวณความเสี่ยงกระดูกหักใดๆ ควรเป็นตัวแทนของประชากรเป้าหมาย มีความพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงความแม่นยำของ FRAX FRAXplus ซึ่งเป็นเครื่องมือออนไลน์ที่ต้องชำระเงิน ช่วยให้สามารถปรับค่าผลลัพธ์ของ FRAX สำหรับความใหม่ของกระดูกหัก การได้รับกลูโคคอร์ติคอยด์ขนาดสูง โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ความหนาแน่นมวลกระดูกของกระดูกสันหลังส่วนเอว คะแนนกระดูกพรุน การหกล้ม และความยาวแกนสะโพก

    ปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาใดที่แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพเชิงเปรียบเทียบระหว่าง FRAX กับ FRAXplus และความแม่นยำของการปรับค่าเพิ่มเติมหลายๆ ครั้งรวมกันยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด

    ยังมีงานอีกมากที่อยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อปรับปรุงเครื่องมือ FRAX ดั้งเดิม ซึ่งรวมถึงกลุ่มประชากรเพิ่มเติมที่ก่อนหน้านี้ไม่มีให้บริการ ซึ่งน่าจะช่วยปรับปรุงความสามารถในการนำไปใช้ทั่วไปและความแม่นยำของเครื่องมือ และกำลังมีการประเมินความแตกต่างระหว่างเพศและเชื้อชาติในน้ำหนักของปัจจัยเสี่ยง

    งานวิจัยที่มีแนวโน้มดีแสดงให้เห็นว่าการเรียนรู้ของเครื่องและปัญญาประดิษฐ์สามารถปรับปรุงการทำนายความเสี่ยงกระดูกหักในปัจจุบันได้ โดยใช้ข้อมูลมิติสูงที่ได้จากเวชระเบียน การถ่ายภาพ และอุปกรณ์สวมใส่

    ในท้ายที่สุด ไม่น่าจะมีเครื่องมือทำนายที่ใช้ประชากรใดๆ จะดำเนินการด้วยความแม่นยำอย่างสมบูรณ์แบบในระดับบุคคล ดังนั้น แพทย์จึงต้องเสริมการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักด้วยการตัดสินใจทางคลินิก โดยพิจารณาปัจจัยเสี่ยงเฉพาะตัวในผู้ป่วยแต่ละราย

    4.แนวทางการให้ยาป้องกันการหักกระดูก

    ยากลุ่ม Antiresorptive (ยับยั้งการสลายกระดูก) Bisphosphonates เช่น alendronate, risedronate, zoledronic acid, Denosumab ยาฉีดทุก 6 เดือน มีประสิทธิภาพสูง แต่“ต้องหยุดยาอย่าง ระมัดระวังเพื่อความ ปลอดภัย”เพราะมี rebound bone loss และเสี่ยงหักกระดูกหลายจุดหลังหยุดยา

    ยากลุ่ม Anabolic (กระตุ้นสร้างกระดูก) Teriparatide, Abaloparatide (กระตุ้น PTH receptor, Romosozumab (ต้าน sclerostin) มีประสิทธิภาพสูงกว่ากลุ่ม antiresorptive ในการเพิ่ม BMD และลดการหักกระดูกทุกชนิด

    ห้ามใช้ในผู้ที่มีโรคหัวใจหรือหลอดเลือดสมองในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา

    การสลับยา (Sequential therapy) เริ่มจาก anabolic ก่อน แล้วต่อด้วย antiresorptive ได้ผลดีที่สุด หากเริ่มจาก antiresorptive ก่อน อาจตอบสนองต่อ anabolic ได้ลดลง

    5.โภชนาการและอาหารเสริม

    แคลเซียม: แนะนำ 700–1200 mg/วัน จาก“อาหารเป็นหลัก” หากจำเป็นต้องเสริม ไม่เกินครั้งละ 500 mg, Calcium citrate เหมาะสำหรับผู้ใช้ยาลดกรดหรือ proton pump inhibitor, วิตามิน D: ไม่มีหลักฐานว่าช่วยลดการหักกระดูกในคนทั่วไปที่ได้รับแสงแดดพอเพียง ควรตรวจเฉพาะผู้มีความเสี่ยงขาดวิตามิน D ระดับที่เหมาะสม ≥50 nmol/L วิตามิน K2: มีข้อมูลว่าช่วยเพิ่ม BMD ที่กระดูกสันหลัง แต่ผลต่อการหักกระดูกยังไม่แน่ชัด

    6.การรักษาในผู้สูงอายุและผู้มีโรคร่วม

    แม้อายุเกิน 85 ปี ยังอาจได้ประโยชน์จากการรักษา โดยเฉพาะถ้ามีอายุคาดหวัง >6–12 เดือน ต้องระวัง polypharmacy และภาวะไตเสื่อม ส่วน Bisphosphonates ห้ามใช้ถ้า eGFR <30–35 mL/min ขณะที่ Denosumab ใช้ได้ในไตเสื่อมแต่ต้องเฝ้าระวังภาวะ hypocalcemia และRomosozumab ห้ามในผู้มีโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

    7.การจัดการเมื่อเกิดกระดูกหัก “ระหว่างการรักษาด้วยซ้ำ” แสดงว่าอาจจะมีภาวะอื่นร่วมด้วย ต้องตรวจหาสาเหตุอื่น เช่น พาราไทรอยด์เกิน, มะเร็งกระดูก, ไทรอยด์เกิน, ขาดวิตามิน D ตรวจ adherence ของยาและระดับการตอบสนอง (BMD, C-telopeptide) หากยังหัก ควรเปลี่ยนจาก oral bisphosphonate → IV zoledronic acid หรือ denosumab หรือเปลี่ยนไปใช้ anabolic therapy

    8.ช่องว่างการดูแล (Care gap) น้อยกว่า 20% ของผู้ป่วยที่มีกระดูกหักได้รับยารักษาอย่างเหมาะสม Fracture Liaison Services (FLS) ช่วยลดการหักซ้ำและคุ้มค่ามาก (คืนทุน ~10 ดอลลาร์ต่อการลงทุน 1 ดอลลาร์) การสร้างระบบติดตามต่อเนื่องหลังหักกระดูกเป็นหัวใจของการป้องกันโรคระยะยาว

    9.ประเด็นสำคัญเชิงนโยบาย ควรส่งเสริมระบบคัดกรอง (DXA / CT-DXA) ในระดับปฐมภูมิ สนับสนุน Fracture Liaison Service และ telehealth follow-up ให้ความรู้ผู้ป่วยเรื่องการหยุดยา denosumab อย่างปลอดภัย ส่งเสริมโภชนาการ แคลเซียมจากอาหาร และกิจกรรมทางกาย

    สรุป: โรคกระดูกพรุนเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของผู้สูงอายุทั่วโลก มีแนวทางใหม่ในการประเมินความเสี่ยง (FRAX+, AI CT-DXA) เนื่องจากการใช้ความหนาแน่นของกระดูกและตัวเลขที่เบี่ยงเบนไป จากค่าปกติ “ไม่อาจระบุความเสี่ยงของการแตกหักได้อย่างแม่นยำ” ยากลุ่มใหม่ (romosozumab, abaloparatide) ที่ให้ผลดีขึ้น การหยุด denosumab ต้องระวังภาวะ rebound การรักษาที่เหมาะสมและต่อเนื่อง รวมทั้งระบบติดตามหลังหักกระดูก จะลดภาระโรคและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีนัยสำคัญ.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/human-life-news/885291/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ENXW3BkNmnVU8bBwfEipw

  • กระทรวงศึกษาธิการ – MOE

    กระทรวงศึกษาธิการ – MOE

    MOE E-Services

    บริการออนไลน์

    สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์
    น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

    ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานและเจ้าหน้าที่ กระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสถานศึกษา

    ข้อมูลนักเรียน

    ข้อมูลครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสถานศึกษา

    ข้อมูลนักเรียน

    ข้อมูลครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

    ข่าวประกาศ

    announce

    ข่าวอื่นๆ

    NEWS & UPDATE

    • ทุนพระราชทาน มทศ.
    • ข่าวจัดซื้อจัดจ้าง
    • กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)
    • ดูทั้งหมด

    26 ส.ค. 65

    22 ก.ย. 64

    เบื้องหลังความสำเร็จของครูดีเด่น “มนูญ ทิตย์วัลลี” ครูผู้ดูแลนักเรียนทุนพระราชทาน รุ่นที่ 9 ในโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. ปี 2563

    21 ก.ย. 64

    “ครูเกม” ทุนการศึกษาเฉลิมราชกุมารี (ตชด.)

    18 ก.ย. 64

    กระทรวงศึกษาธิการ พาไปพูดคุยกับ น.ส.เบญจวรรณ แสงเลื่อน นักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 9

    10 มี.ค. 65

    ประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาซื้อเครื่องปรับอากาศ แบบแยกส่วน ชนิดตั้งพื้นหรือชนิดแขวนขนาด 36,000 บีทียู จำนวน 20 เครื่อง

    10 มี.ค. 65

    ประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาจ้างจัดทำหนังสือที่ระลึกวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 130 ปี 1 เมษายน 2565

    25 ก.พ. 65

    ประกาศเผยแพร่แผนการจัดซื้อจัดจ้าง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เรื่องทำเข็มที่ระลึก เสมาคุณูปการ ประจำปี 2565

    23 ก.พ. 65

    ประกาศเชิญชวนเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายประสิทธิภาพสูงเพื่อจัดทำ Web server

    30 ก.ค. 67

    16 ก.พ. 66

    30 ต.ค. 62

    โครงการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) เพื่อรองรับ 10 อุตสาหกรรม เป้าหมาย และ 3 โครงสร้างพื้นฐาน ผ่านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

    30 ต.ค. 62

    โครงการสร้างวินัยทางการเงินให้แก่ผูกู้ยืมเงิน กยศ. ด้วย e-Learning หลักสูตรเงินทองต้องวางแผน

    ข่าวประชาสัมพันธ์

    NEWS & UPDATE

    บทความที่น่าสนใจ

    ARTICLES

    Infographic

    หน่วยงาน ในสังกัด

    องค์กรหลัก

    องค์กรในกำกับ/องค์กรมหาชน

    สำนักงานรัฐมนตรี

    หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2598%25E0%25B9%258C%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25A3-e-learning/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35eRInLNcqQMELJmkwOtPd

  • ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ขออภัย
    ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.set.or.th/th/market/news-and-alert/newsdetails%3Fid%3D99249101%26symbol%3DSET&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vtkV-urGtoLDGtSXta_73

  • รมว.ศธ. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ครั้งที่ 3/2568 – กระทรวงศึกษาธิการ

    รมว.ศธ. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ครั้งที่ 3/2568 – กระทรวงศึกษาธิการ

    ความตอนหนึ่งของศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในการเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ครั้งที่ 3/2568 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบ Zoom Meeting เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568

    “โลกและระบบการศึกษาเปลี่ยนแปลงไปมาก โรงเรียนเอกชนก็ต้องปรับตัวเช่นกัน กฎหมายเดิมหลายมาตราไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง จึงจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงให้ทันต่อยุคสมัย ทั้งในเรื่องสวัสดิการครูเอกชน คุณสมบัติของผู้ได้รับอนุญาต เรื่องการแก้ไขปัญหาการออกใบอนุญาตครูต่างชาติ รวมถึงการจ่ายค่าชดเชยในหลากหลายมาตรา ซึ่งประเด็นดังกล่าวจะต้องไปพิจารณากันต่อในสภา โดยคณะกรรมาธิการจะได้ดำเนินการพิจารณา ปรับปรุง หรือแก้ไขมาตราต่าง ๆ ให้เหมาะสมต่อไป ทั้งนี้ หวังว่าจะสามารถบรรจุเรื่องดังกล่าวเข้าสู่วาระการประชุมสภาได้โดยเร็ว เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่นักเรียน”

    อานนท์ วิชานนท์ / เรียบเรียง
    ศศิวัฒน์ แป้นคุ้มญาติ / กราฟิก
    สุกัญญา จันทรสมโภชน์ / บรรณาธิการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/moe-opec/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3T-ONjd48pCoqWemtI5Zzb

  • น้อมรำลึก ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ 49 ปีแห่งพระเมตตา สู่พระจอมเกล้าลาดกระบัง

    น้อมรำลึก ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ 49 ปีแห่งพระเมตตา สู่พระจอมเกล้าลาดกระบัง

    ศาสตราจารย์ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์  หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม อดีตอธิการบดีของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ก ส่วนตัว ระบุว่า “ศิษย์พระจอมเกล้าลาดกระบัง” ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่ง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    พร้อมระบุ อีกว่า ในปี พ.ศ. 2519 หรือเมื่อ 49 ปีที่แล้ว การเดินทางมายัง “พระจอมเกล้าลาดกระบัง” นั้น เป็นไปด้วยความยากลำบาก ยังไม่มีทางพิเศษมอเตอร์เวย์ ถนนอ่อนนุชเป็นเส้นทางหลักเพียงสายเดียวในการเข้าถึง “ลาดกระบัง”

    ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นพื้นที่กันดาร ถนนหนทางขรุขระ เต็มไปด้วยสะพานข้ามคลอง คอสะพานสูงชัน ต้องใช้เวลาเดินทางหลายชั่วโมง จากใจกลางกรุงเทพมหานคร มายังสถาบันการศึกษา ที่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้จัก

    แต่ด้วยพระบารมีเบื้องบน “ฟ้าได้โปรด” สถาบันแห่งนี้ โดยมิได้ย่อท้อต่ออุปสรรคนานัปการ

    น้อมรำลึก 'สมเด็จพระพันปีหลวง' 49 ปีแห่งพระเมตตา สู่พระจอมเกล้าลาดกระบัง

    กระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ (พระพันปีหลวง) ได้เสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด “วิทยาเขตลาดกระบัง” เมื่อวันพุธที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2519 ซึ่งนับเป็น “วันประวัติศาสตร์” อันสำคัญยิ่ง

    น้อมรำลึก 'สมเด็จพระพันปีหลวง' 49 ปีแห่งพระเมตตา สู่พระจอมเกล้าลาดกระบัง

    ทั้งสองพระองค์ได้ทอดพระเนตรงานนิทรรศการ “พระจอมเกล้าลาดกระบังนิทรรศน์” สร้างความปลื้มปีติต่อเหล่านักศึกษา คณาจารย์ และคณะผู้แทนรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งได้ให้การสนับสนุนด้านการก่อสร้างอาคารและอุปกรณ์วิจัยล้ำสมัย พระองค์ได้ทอดพระเนตร “นวัตกรรมล้ำยุค” ที่นักศึกษาและคณาจารย์ร่วมกันสร้างขึ้น

    อาทิ ระบบสื่อสารสมัยใหม่ จักรยานไฟฟ้าต้นแบบ และที่สำคัญคือ “ระบบรถไฟแม่เหล็กไฟฟ้าต้นแบบ” ซึ่งสามารถยกรถให้นักศึกษาลอยขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์

    “ผมเมื่อครั้งเป็นอธิการบดี เคยมีโอกาสสนทนากับพี่ๆ ศิษย์เก่าในยุคนั้น หลายท่านได้กลับมาเป็นอาจารย์ แม้วันนี้จะเกษียณอายุราชการไปแล้ว หากแต่ความทรงจำในวันนั้น ยังคงเป็นความประทับใจสูงสุดตลอดชีวิต” ศ.สุชัชวีร์ กล่าว 

    น้อมรำลึก 'สมเด็จพระพันปีหลวง' 49 ปีแห่งพระเมตตา สู่พระจอมเกล้าลาดกระบัง

    นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ สุชัชวีร์  ยังระบุอีกว่า การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนั้น เป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ที่ทำให้ประชาชนชาวไทยรู้จัก “พระจอมเกล้าลาดกระบัง” จากสถาบันเล็กๆ ที่ไม่เป็นที่รู้จัก สู่ “สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง” อันเป็นที่ยอมรับของประเทศและนานาชาติ

    น้อมรำลึก 'สมเด็จพระพันปีหลวง' 49 ปีแห่งพระเมตตา สู่พระจอมเกล้าลาดกระบัง

    “ภาพเหตุการณ์แห่งพระราชกรณียกิจ และ เรื่องเล่าแห่งความซาบซึ้งได้ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น แสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม ที่พระราชทาน พรอันประเสริฐให้กำเนิดพวกเราลูกพระจอมผู้ภาคภูมิใจในมหาวิทยาลัยอันเป็นที่รักแห่งนี้มาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นศิษย์พระจอมเกล้าลาดกระบัง” จะขอจารึกไว้ในหัวใจ มิมีวันเลือนหาย สถิตในดวงใจตราบนิรันดร์

    น้อมศิระกราน กราบแทบเบื้องพระยุคลบาทด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น อันหาที่สุดมิได้

    ข้าพระพุทธเจ้า ศาสตราจารย์ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/642429&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dY2TY8s4vyfc7AFM5cvLm

  • ‘สส.เพื่อไทย’ คุย 4 รายชื่อชิงหัวหน้าพรรค ‘จาตุรนต์’ ตัวเต็ง | เดลินิวส์

    ‘สส.เพื่อไทย’ คุย 4 รายชื่อชิงหัวหน้าพรรค ‘จาตุรนต์’ ตัวเต็ง | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5240024/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cW6TjXDA9s2wWEuKIbW9D

  • หลักสูตรไทยล้าสมัย-เรียนฟรีไม่มีจริง ประชาชนอยากเห็นรัฐบาลชุดใหม่ปรับหลักสูตร

    หลักสูตรไทยล้าสมัย-เรียนฟรีไม่มีจริง ประชาชนอยากเห็นรัฐบาลชุดใหม่ปรับหลักสูตร

    วันนี้ (26 ต.ค.68) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ร่วมกับ ภาคีเครือข่าย เพื่อการศึกษาไทย Thailand Education Partnership (TEP) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ต้อนรับรัฐบาลใหม่ แก้ปัญหาการศึกษาไทย” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 17-21 ตุลาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการแก้ปัญหาการศึกษาไทย

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงปัญหาในระบบการศึกษาไทยที่ประชาชนต้องการให้กระทรวงศึกษาธิการรีบแก้ไข พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 49.31 ระบุว่า หลักสูตรล้าสมัย ไม่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน รองลงมา ร้อยละ 48.09 ระบุว่า หลักสูตรการเรียนขาดการฝึกทักษะและประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการทำงานจริงในอนาคต ร้อยละ 38.78 ระบุว่า ปัญหาความปลอดภัยในโรงเรียน เช่น การบูลลี่ การล่วงละเมิด ยาเสพติด แก๊งเด็กเกเร

    ร้อยละ 37.33 ระบุว่า คุณภาพโรงเรียน/ ครู ไม่เท่ากันในแต่ละโรงเรียน ร้อยละ 31.30 ระบุว่า เรียนฟรีไม่มีจริง เพราะมีค่าใช้จ่ายแอบแฝง ร้อยละ 26.49 ระบุว่า ครูมีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักของครูมากเกินไป ร้อยละ 17.33 ระบุว่า ผู้บริหารโรงเรียนขาดความโปร่งใสในการบริหาร ร้อยละ 16.49 ระบุว่า การเรียนเพื่อสอบมากกว่าการได้ความรู้ไปใช้จริงร้อยละ 16.41 ระบุว่า ระบบการวัดผล เน้นที่คะแนนสอบมากเกินไป ไม่ให้ความสำคัญกับความสามารถอื่น ๆ

    ร้อยละ 14.35 ระบุว่า การแข่งขันกันทำให้ยิ่งเรียน ยิ่งเครียด และส่งผลต่อสุขภาพจิตนักเรียน ร้อยละ 14.27 ระบุว่า ผู้บริหารโรงเรียนที่ไม่มีสมรรถนะในการบริหารและพัฒนาโรงเรียน ร้อยละ 8.78 ระบุว่า หลักสูตรจากส่วนกลางไม่สอดคล้องกับลักษณะนักเรียนและพื้นที่ตั้งของโรงเรียน ร้อยละ 5.95 ระบุว่า คนเก่งไม่อยากมาเป็นครู และร้อยละ 2.29 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

    ด้านประเด็นการศึกษาที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่ทำทันที พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 44.27 ระบุว่า ปรับหลักสูตรและการเรียนรู้ให้ทันสมัย สามารถนำไปใช้ได้จริง รองลงมา ร้อยละ 44.05 ระบุว่า ลดค่าใช้จ่าย ทางการศึกษา เรียนฟรีจริงถึง ม.6 ร้อยละ 37.86 ระบุว่า ปรับหลักสูตรให้นักเรียนได้ฝึกทักษะและมีประสบการณ์ ที่จำเป็นต่อการทำงานจริงในอนาคต ร้อยละ 35.95 ระบุว่า เพิ่มโอกาสและความเท่าเทียมทางการศึกษาให้เด็กทุกกลุ่ม ร้อยละ 24.05 ระบุว่า ทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก รวมถึงการดูแลสุขภาพจิตของนักเรียน

    และยกระดับคุณภาพครูและผู้อำนวยการโรงเรียน รวมถึงสมรรถนะและความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ในสัดส่วนที่เท่ากัน ร้อยละ 21.60 ระบุว่า ลดภาระที่ไม่จำเป็นของครู รวมถึงเพิ่มแรงจูงใจให้คนเก่งอยากเป็นครูมากขึ้น ร้อยละ 14.66 ระบุว่า ปรับระบบการวัดผล ไม่เน้นคะแนนจากการสอบ ร้อยละ 9.92 ระบุว่า สนับสนุนให้โรงเรียนในแต่ละพื้นที่มีอิสระในการออกแบบการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ร้อยละ 5.88 ระบุว่า ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต Re-skill Up-skill และ New skill สำหรับคนทุกวัย และร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

    ด้านความต้องการของประชาชนต่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 30.76 ระบุว่า ให้ความร่วมมือในการฝึกทักษะและเสริมสร้างประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการทำงานจริงในอนาคตรองลงมา ร้อยละ 26.95 ระบุว่า ร่วมในการตัดสินใจพัฒนารูปแบบและกลไกการจัดการเรียนการสอน รวมถึง การประเมินและติดตามผลลัพธ์การเรียนรู้ ร้อยละ 23.82 ระบุว่า บริจาคเพื่อสนับสนุนกิจกรรมและการพัฒนาโรงเรียนในด้านต่าง ๆ ร้อยละ 22.75 ระบุว่า ร่วมผลักดันนโยบาย กฏหมาย และระเบียบที่จำเป็นต่อการพัฒนาการศึกษา ร้อยละ 19.47 ระบุว่า ร่วมในการดูแลสวัสดิภาพและสุขภาวะของนักเรียน ร้อยละ 17.63 ระบุว่า ไม่อยากมีส่วนร่วมใด ๆ และร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

    ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักของครูในปัจจุบัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 57.40 ระบุว่า ครูมีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักมากเกินไป รองลงมา ร้อยละ 29.62 ระบุว่า ครูมีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักบ้าง แต่ก็ไม่มากเกินไป ร้อยละ 10.31 ระบุว่า ครูไม่มีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักเลย และร้อยละ 2.67 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ

    สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อการลดภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักของครู จะช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้น พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 55.19 ระบุว่า ช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้นแน่นอน รองลงมา
    ร้อยละ 25.50 ระบุว่า ค่อนข้างช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้น ร้อยละ 10.99 ระบุว่า ไม่ค่อยช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนาขึ้นเท่าไร ร้อยละ 7.10 ระบุว่า ไม่ช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้นเลย และร้อยละ 1.22ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความกังวลและความหวังของประชาชนต่อรัฐบาลชุดใหม่ในการแก้ไขปัญหา
    การศึกษาไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 30.84 ระบุว่า กังวล แต่ก็มีความหวัง รองลงมา ร้อยละ 25.11 ระบุว่า ไม่กังวล แต่ไม่มีความหวัง ร้อยละ 21.99 ระบุว่า ไม่กังวล และมีความหวัง ร้อยละ 20.38 ระบุว่า กังวล และไม่มีความหวัง และร้อยละ 1.68 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ

    อ่านข่าว:

    ประชานิยมได้เปรียบการเลือกตั้ง ดุสิตโพล เผย ปชช.เข้าคนละครึ่ง มากกว่า “คนละครึ่งพลัส”

    “ผ้าไทย” จากรุ่นเก่าสู่รุ่นใหม่ สานภูมิปัญญาไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ระดับโลก

    “ไทย” หารือมาเลเซีย ชูความพร้อมสินค้าเกษตรไทยหนุนมั่นคงอาหาร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357936&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RCXOhT6wmpMjyigmmSks2

  • สังคมโลก : เศษซากปฏิวัติ | เดลินิวส์

    สังคมโลก : เศษซากปฏิวัติ | เดลินิวส์

    โถงทางเดินของหอพักมหาวิทยาลัยอันตานานาริโว ในมาดากัสการ์ มีแอ่งน้ำขัง ทั้งที่อาคารเปิดใช้งานได้เพียง 2 ปี และประเทศยังไม่เข้าสู่ฤดูฝน

    “มาดูหอพักของพวกเราสิ” นายอุลริก ซัมบิซาฟี นักศึกษาปริญญาโท สาขาพลังงานหมุนเวียน วัย 24 ปี กล่าวในการประท้วงครั้งหนึ่ง ซึ่งสั่นคลอนมาดากัสการ์ นับตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย. ที่ผ่านมา

    ซัมบิซาฟีกล่าวว่า ขยะลอยอยู่ในท่อระบายน้ำเสียกลางแจ้ง ห่างจากประตูหลังหอพักของเขาแค่ 2 เมตร ซึ่งในช่วงฤดูฝน น้ำเสียจะสูงขึ้นถึงกลางน่องขา นั่นจึงเป็นสาเหตุที่พวกเขาออกมาประท้วงเรียกร้องการปฏิวัติ

    ซัมบิซาฟี ซึ่งมาจากมาดากัสการ์ตะวันออก เป็นหนึ่งในเยาวชนชาวมาลากาซีที่มีการศึกษา ซึ่งขยายอิทธิพลของขบวนการเจนซี ที่อยู่เบื้องหลังการประท้วง จนนำไปสู่การลงมติถอดถอนประธานาธิบดีอันดรี ราโจเอลินา ออกจากตำแหน่งผู้นำมาดากัสการ์ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา และหน่วยรบพิเศษของประเทศเข้ายึดอำนาจบริหารในสัปดาห์นี้

    อาคารหอพักในย่านอังคัตโซ ในกรุงอันตานานาริโว เพิ่งเปิดเมื่อปี 2566 แต่รอยร้าวและรอยรั่ว เผยให้เห็นถึงความบกพร่องในการก่อสร้างที่สำคัญ อีกทั้งหอพักมีห้องอาบน้ำที่ใช้งานได้เพียงห้องเดียว สำหรับผู้อยู่อาศัย 8 คน และห้องน้ำรวมไม่สามารถกดชักโครกได้ ส่งผลให้นักศึกษาต้องใช้วิธีการเติมน้ำให้เต็มถังในลานหอพัก

    อนึ่ง การประท้วงปะทุขึ้นจากการความไม่พอใจต่อการตัดไฟฟ้าและน้ำ ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้งและยาวนานในมาดากัสการ์ หนึ่งในประเทศยากจนที่สุดในโลก และมันได้พัฒนาเป็นความโกรธแค้นต่อรัฐบาล

    แม้ราโจเอลินาให้สัญญาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า รัฐบาลจะ “ตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน” ถึงสภาพความเป็นอยู่ของเยาวชนในมาดากัสการ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษาและที่อยู่อาศัยของพวกเขา รวมถึงจะสร้างมหาวิทยาลัยที่ตอบสนองความต้องการของนักศึกษาทุกคน แต่ซัมบิซาฟีกลับมองว่า รัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะทำงานใหม่ ทั้งที่งานเก่ายังสะสางไม่เสร็จด้วยซ้ำ

    กระนั้น หอพักเหล่านี้ไม่ใช่หอพักนักศึกษาที่แย่ที่สุดในย่านมหาวิทยาลัยอังคัตโซ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการประท้วง และจุดเริ่มต้นของการประท้วงในปี 2515 ที่นำไปสู่การขับไล่ประธานาธิบดีคนแรกของมาดากัสการ์ หลังประเทศได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส เมื่อปี 2503

    อาคาร 4 ชั้นสีเหลืองที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งรองรับผู้อยู่อาศัยเกินความจุ 400 คน และมีสภาพทรุดโทรมมาก เปิดมาประมาณ 10 ปีแล้ว แต่แทบไม่มีใครจำได้ว่า ปลั๊กไฟหรือก๊อกน้ำในห้องครัวส่วนกลาง สามารถใช้งานได้

    นอกจากนี้ ห้องน้ำบางห้องไม่สามารถใช้งานได้ หรือเต็มไปด้วยกลิ่นปัสสาวะ ซึ่งนักศึกษาบางคนกล่าวว่า พวกเขาใช้ชีวิตท่ามกลางความสกปรกอย่างแท้จริง

    เนื่องจากหอพักไม่มีห้องเพียงพอสำหรับนักศึกษาจากนอกเมืองหลวง นักศึกษา 6 คน จึงต้องเบียดเสียดกันอยู่ในห้องขนาด 18 ตารางเมตร ซึ่งถูกออกแบบมาสำหรับผู้อยู่อาศัย 4 คน

    ทั้งนี้ นักศึกษาบางคนตัดพ้อว่า การที่คนหนุ่มสาวชาวมาลากาซี สามารถปรับตัวเข้ากับทุกสภาพความเป็นอยู่ได้ดีมาก อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้นำมาดากัสการ์คิดว่า การช่วยเหลือพวกเขานั้น “ไม่คุ้มค่า”.

    เลนซ์ซูม

    เครดิตภาพ : AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5239483/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1y7KBs3fxoExvRegImZoZz

  • ศธ.ชี้แจง “งดงานรื่นเริง 1 ปี” ไม่กระทบกีฬาสี-ฟุตบอลจตุรมิตร

    ศธ.ชี้แจง “งดงานรื่นเริง 1 ปี” ไม่กระทบกีฬาสี-ฟุตบอลจตุรมิตร

    เมื่อวันที่ 26 ต.ค.2568 กระทรวงศึกษาธิการ ชี้แจงอย่างเป็นทางการ หลังผู้ปกครองและสถานศึกษาหลายแห่งเกิดความกังวลจากหนังสือขอความร่วมมืองดจัดกิจกรรมที่มีลักษณะรื่นเริงเป็นเวลา 1 ปี เพื่อแสดงความอาลัยต่อ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

    นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) แจ้งแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจนไปยังผู้บริหารสถานศึกษาทั่วประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงการตีความผิดพลาด สรุปแนวปฏิบัติหลัก ๆ มี 3 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

    ประเด็นแรก คือ กิจกรรมที่ขอให้งดจัด ซึ่งหมายถึงงานสังสรรค์ไม่เป็นทางการและงานบันเทิงที่ครึกครื้น เช่น งานเลี้ยงรุ่น งานฉลองยินดีต่าง ๆ งานรับ-ส่งบุคลากร หรืองานดนตรี คอนเสิร์ต ที่อาจดูรื่นเริงเกินไปในช่วงนี้

    ประเด็นที่สอง คือ กิจกรรมที่ยังคงจัดได้ตามปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมที่อยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอน หรือกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่จำเป็นต่อการพัฒนานักเรียน เช่น กีฬาสี กิจกรรมวิชาการ ลูกเสือ-เนตรนารี และประเพณีฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคี ซึ่งช่วยส่งเสริมทักษะและพัฒนาการของเด็กโดยตรง

    ประเด็นที่สาม คือ รูปแบบการจัดกิจกรรมที่ยังคงทำได้ สถานศึกษาสามารถพิจารณาด้วยตัวเอง แต่ควรปรับให้เหมาะสม โดยเน้นความเรียบร้อย สงบ และสำรวม เพื่อแสดงความเคารพต่อช่วงเวลาไว้ทุกข์ของชาติอย่างสูงสุด

    ศธ.เน้นย้ำว่า ไม่มีคำสั่งห้าม การใช้วิจารณญาณทางวิชาการ หรือปิดกั้นพื้นที่การแสดงออกของนักเรียนและเยาวชน แต่หวังให้ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน และผู้ปกครอง ร่วมกันเข้าใจและปฏิบัติ เพื่อให้กิจกรรมต่าง ๆ สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศในขณะนี้ โดยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้จาก สพท. ในพื้นที่

    อ่านข่าวอื่น :

    “ไทย-สหรัฐฯ” แถลงการณ์ร่วม กรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทน ตั้งเป้าสรุปผลปลายปีนี้

    พณ.ย้ำร้านค้า ห้ามฉวยโอกาส ปรับราคาเสื้อดำ-ผ้าโทนไว้ทุกข์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357945&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3i7JYmlXv1vdIj8TZmlc7L

  • ‘นิด้าโพล’ ชี้การศึกษาไทยปัญหาเพียบ หลักสูตรล้าหลัง – ไร้การฝึกฝนทักษะ

    ‘นิด้าโพล’ ชี้การศึกษาไทยปัญหาเพียบ หลักสูตรล้าหลัง – ไร้การฝึกฝนทักษะ

    26 ต.ค. 2568 – ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายเพื่อการศึกษาไทย Thailand Education Partnership (TEP) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง ต้อนรับรัฐบาลใหม่ แก้ปัญหาการศึกษาไทยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 17-21 ตุลาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการแก้ปัญหาการศึกษาไทย การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงปัญหาในระบบการศึกษาไทยที่ประชาชนต้องการให้กระทรวงศึกษาธิการ
    รีบแก้ไข พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 49.31 ระบุว่า หลักสูตรล้าสมัย ไม่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน รองลงมา ร้อยละ 48.09 ระบุว่า หลักสูตรการเรียนขาดการฝึกทักษะและประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการทำงานจริงในอนาคต ร้อยละ 38.78 ระบุว่า ปัญหาความปลอดภัยในโรงเรียน เช่น การบูลลี่ การล่วงละเมิด ยาเสพติด แก๊งเด็กเกเร ร้อยละ 37.33  ระบุว่า คุณภาพโรงเรียน/ ครู ไม่เท่ากันในแต่ละโรงเรียน ร้อยละ 31.30 ระบุว่า เรียนฟรีไม่มีจริง เพราะมีค่าใช้จ่ายแอบแฝง ร้อยละ 26.49 ระบุว่า ครูมีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักของครูมากเกินไป ร้อยละ 17.33 ระบุว่า ผู้บริหารโรงเรียนขาดความโปร่งใสในการบริหาร ร้อยละ 16.49 ระบุว่า การเรียนเพื่อสอบมากกว่าการได้ความรู้ไปใช้จริงร้อยละ 16.41 ระบุว่า ระบบการวัดผล เน้นที่คะแนนสอบมากเกินไป ไม่ให้ความสำคัญกับความสามารถอื่น ๆร้อยละ 14.35 ระบุว่า การแข่งขันกันทำให้ยิ่งเรียน ยิ่งเครียด และส่งผลต่อสุขภาพจิตนักเรียน ร้อยละ 14.27 ระบุว่า ผู้บริหารโรงเรียนที่ไม่มีสมรรถนะในการบริหารและพัฒนาโรงเรียน ร้อยละ 8.78 ระบุว่า หลักสูตรจากส่วนกลางไม่สอดคล้องกับลักษณะนักเรียนและพื้นที่ตั้งของโรงเรียน ร้อยละ 5.95 ระบุว่า คนเก่งไม่อยากมาเป็นครู และร้อยละ 2.29 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

    ด้านประเด็นการศึกษาที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่ทำทันที พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 44.27 ระบุว่า ปรับหลักสูตรและการเรียนรู้ให้ทันสมัย สามารถนำไปใช้ได้จริง รองลงมา ร้อยละ 44.05 ระบุว่า ลดค่าใช้จ่าย
    ทางการศึกษา เรียนฟรีจริงถึง ม.6 ร้อยละ 37.86 ระบุว่า ปรับหลักสูตรให้นักเรียนได้ฝึกทักษะและมีประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการทำงานจริงในอนาคต ร้อยละ 35.95 ระบุว่า เพิ่มโอกาสและความเท่าเทียมทางการศึกษาให้เด็ก
    ทุกกลุ่ม ร้อยละ 24.05 ระบุว่า ทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก รวมถึงการดูแลสุขภาพจิตของนักเรียน และยกระดับคุณภาพครูและผู้อำนวยการโรงเรียน รวมถึงสมรรถนะและความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ในสัดส่วนที่เท่ากัน ร้อยละ 21.60 ระบุว่า ลดภาระที่ไม่จำเป็นของครู รวมถึงเพิ่มแรงจูงใจให้คนเก่งอยากเป็นครูมากขึ้น ร้อยละ 14.66 ระบุว่า ปรับระบบการวัดผล ไม่เน้นคะแนนจากการสอบ ร้อยละ 9.92 ระบุว่า สนับสนุนให้โรงเรียนในแต่ละพื้นที่มีอิสระในการออกแบบการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ร้อยละ 5.88 ระบุว่า ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต Re-skill Up-skill และ New skill สำหรับคนทุกวัย และร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

    ด้านความต้องการของประชาชนต่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 30.76 ระบุว่า ให้ความร่วมมือในการฝึกทักษะและเสริมสร้างประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการทำงานจริงในอนาคตรองลงมา ร้อยละ 26.95 ระบุว่า ร่วมในการตัดสินใจพัฒนารูปแบบและกลไกการจัดการเรียนการสอน รวมถึง
    การประเมินและติดตามผลลัพธ์การเรียนรู้ ร้อยละ 23.82 ระบุว่า บริจาคเพื่อสนับสนุนกิจกรรมและการพัฒนาโรงเรียนในด้านต่าง ๆ ร้อยละ 22.75 ระบุว่า ร่วมผลักดันนโยบาย กฏหมาย และระเบียบที่จำเป็นต่อการพัฒนาการศึกษา ร้อยละ 19.47 ระบุว่า ร่วมในการดูแลสวัสดิภาพและสุขภาวะของนักเรียน ร้อยละ 17.63 ระบุว่า ไม่อยากมีส่วนร่วมใด ๆ และร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

    ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักของครูในปัจจุบัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 57.40 ระบุว่า ครูมีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักมากเกินไป รองลงมา ร้อยละ 29.62 ระบุว่า ครูมีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักบ้าง แต่ก็ไม่มากเกินไป ร้อยละ 10.31 ระบุว่า ครูไม่มีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักเลย และร้อยละ 2.67 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ

    สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อการลดภาระงานอื่นที่ไม่ใช่งานหลักของครู จะช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้น พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 55.19 ระบุว่า ช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้นแน่นอน รองลงมา ร้อยละ 25.50 ระบุว่า ค่อนข้างช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้น ร้อยละ 10.99 ระบุว่า ไม่ค่อยช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนาขึ้นเท่าไร ร้อยละ 7.10 ระบุว่า ไม่ช่วยทำให้การศึกษาไทยพัฒนามากขึ้นเลย และร้อยละ 1.22ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความกังวลและความหวังของประชาชนต่อรัฐบาลชุดใหม่ในการแก้ไขปัญหา
    การศึกษาไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 30.84 ระบุว่า กังวล แต่ก็มีความหวัง รองลงมา ร้อยละ 25.11 ระบุว่า ไม่กังวล แต่ไม่มีความหวัง ร้อยละ 21.99 ระบุว่า ไม่กังวล และมีความหวัง ร้อยละ 20.38 ระบุว่า กังวล และไม่มีความหวัง และร้อยละ 1.68 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/884861/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0o97-NG5rNcfJYOqyf5Mod