Category: วัฒนธรรม

  • เมอแรนติกรีนสตีลร่วมภาครัฐ-เอกชน ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางเหล็กคาร์บอนต่ำ : อินโฟเควสท์

    เมอแรนติกรีนสตีลร่วมภาครัฐ-เอกชน ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางเหล็กคาร์บอนต่ำ : อินโฟเควสท์

    บริษัท เมอแรนติ กรีน สตีล (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งมีฐานธุรกิจในสิงคโปร์ โอมาน และไทย จัดงานสัมมนาเพื่อสำรวจแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ในการผลักดันไทยสู่การเป็นผู้นำด้านการผลิตเหล็กคาร์บอนต่ำในภูมิภาค

    บริษัทฯ กำลังก่อสร้างโรงงานเหล็กคาร์บอนต่ำแห่งแรกของไทยที่จังหวัดระยอง โดยบูรณาการห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน เทคโนโลยีทันสมัย พลังงานหมุนเวียน และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมไทยและยกระดับศักยภาพการแข่งขันในระดับภูมิภาค

    งานสัมมนาภายใต้หัวข้อ “การลดการปล่อยคาร์บอนในอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศไทย” โดยมีผู้แทนหน่วยงานสำคัญ เช่น กระทรวงการต่างประเทศ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) บริษัท ดานิลี่ ประเทศไทย สมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) คณะผู้แทนจากโอมาน รวมถึงผู้บริหารระดับสูงจาก Integrated Gas Company (IGC) และ Invest Oman ผู้ผลิตเหล็กในประเทศ ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ

    ดร.เซบาสเตียน แลนเกนดอฟ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของเมอแรนติ กรีน สตีล กล่าวต้อนรับแขกผ ซึ่งรวมถึง ฯพณฯ อาสา สารสิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และคุณอับดุล ราห์มาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Integrated Gas Company (IGC) โดยย้ำว่า ไทยมีแรงงานที่มีฝีมือ โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และโอกาสทางการตลาดที่เป็นรากฐานสำคัญสำหรับการลงทุน

    ดร.แลนเกนดอฟ กล่าวว่า “ประเทศไทยมีความสามารถ โครงสร้างพื้นฐาน และตลาดปลายน้ำที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการพัฒนาเหล็กคาร์บอนต่ำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โรงงานของเราที่ระยองจะผลิตเหล็กแผ่นคุณภาพสูงด้วยกระบวนการทันสมัยและขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยให้ผู้ผลิตชาวไทยก้าวไปข้างหน้าได้เร็วยิ่งขึ้น เราสามารถร่วมกันสร้างระบบนิเวศเหล็กคาร์บอนต่ำที่จะสนับสนุนการสร้างงาน ชุมชน และเศรษฐกิจที่สามารถแข่งขันได้”เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ คือกุญแจสู่ความสามารถในการแข่งขัน

    ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI กล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาวหลังจากนั้นมีการนำเสนอข้อมูลด้านเทคนิคจาก ดานิลี่ TDRI และเมอแรนติ กรีน สตีล เกี่ยวกับความร่วมมือที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตเหล็กคาร์บอนต่ำของไทย โดย ดานิลี่ นำเสนอความก้าวหน้าในการผลิตเตาหลอมไฟฟ้า (Electric Arc Furnace) และการติดตามการปล่อยคาร์บอน ส่วน TDRI เน้นย้ำความจำเป็นในการขยายการเข้าถึงพลังงานสะอาดผ่านกลไกการเข้าถึงโครงข่ายไฟฟ้าโดยบุคคลที่สาม (Third-Party Access) และสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสีเขียว (Green PPAs)เมอแรนติ กรีน สตีลนำเสนอรูปแบบการดำเนินงานที่จะผลิตเหล็ก HBI คาร์บอนต่ำที่ได้รับการรับรองในโอมาน และนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เหล็กขั้นสุดท้ายในไทย แนวทางดังกล่าวช่วยเสริมศักยภาพผู้ผลิตในประเทศด้วยการผลิตเหล็กคุณภาพสูงขึ้น ลดความต้องการใช้เศษเหล็ก สร้างโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน และสร้างงานที่ต้องใช้ทักษะสูงเหล็กคาร์บอนต่ำ หัวใจสำคัญของการเติบโตที่ยั่งยืน

    การเสวนาหัวข้อ “เหล็กคาร์บอนต่ำในประเทศไทย: ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความยั่งยืน และความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติ” โดยมีเอกอัครราชทูตนงนุช เพ็ชรรัตน์ เป็นผู้ดำเนินรายการ ได้รับเกียรติจากผู้แทนหน่วยงานสำคัญ อาทิ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) บริษัท เหล็กก่อสร้างและการค้า จำกัด (CEAT) สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย และเมอแรนติ กรีน สตีล เข้าร่วมเสวนา

    ผู้ร่วมเสวนาเห็นพ้องว่า “เหล็กคาร์บอนต่ำ” ไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นพื้นฐานสำหรับเศรษฐกิจไทย สำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปฏิบัติตามมาตรฐานสากลอย่างมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดนของสหภาพยุโรป (EU’s CBAM) และการสร้างหลักประกันความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

    ผู้ร่วมเสวนาเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และประชาคมระหว่างประเทศ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่เหล็กคาร์บอนต่ำประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นถึงความต้องการเหล็กคาร์บอนต่ำที่ได้รับการรับรองที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในภาคการก่อสร้างและการส่งออก การลงทุนของเมอแรนติ กรีน สตีลถูกยกเป็นตัวอย่างของความร่วมมือทางพันธมิตรที่มีการแบ่งปันเทคโนโลยี วัตถุดิบสะอาด และความเชี่ยวชาญ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการผลิตเหล็กของไทยและวางตำแหน่งประเทศให้เป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคสำหรับเหล็กคาร์บอนต่ำที่ได้รับการรับรอง

    ดร.ชลจิต วรวังโส วีรกุล ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ชื่นชมถึงความชัดเจนของเป้าหมายของเมอแรนติ กรีน สตีล และกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนสานต่อความร่วมมือเพื่อผลักดันให้ “เหล็กคาร์บอนต่ำ” เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย”เหล็กสีเขียวคือหัวใจสำคัญของคำสัญญา ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เพราะเหล็กอยู่ทุกหนทุกแห่ง ซ่อนอยู่ในสะพานที่เราข้าม ในบ้านเรือนที่เราสร้าง ในโรงพยาบาลที่เราไว้วางใจ ในกังหันลมที่จะเป็นพลังงานแห่งอนาคตของเรา หากเราเปลี่ยนแปลงเหล็ก เราก็เปลี่ยนแปลงเรื่องราวของการเติบโตของเรา”

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (31 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/541884&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PxPHeEiHABAs_AZezQ5Be

  • รวมภาพธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง กับความหมายอันทรงคุณค่า

    รวมภาพธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง กับความหมายอันทรงคุณค่า

              ธนาคารแห่งประเทศไทย เผยแพร่ภาพธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง สะท้อนพระเกียรติคุณและความหมายอันทรงคุณค่าที่ควรค่าแก่การศึกษาและจดจำ

    ธนบัตรที่ระลึกพระพันปีหลวง

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ธนบัตรทุกเรื่อง

              เนื่องในช่วงเวลาแห่งการร่วมถวายความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ปวงชนชาวไทยต่างสำนึกในพระเมตตาและพระราชกรณียกิจอันทรงคุณูปการที่ทรงบำเพ็ญเพื่อประเทศชาติและประชาชนตลอดพระชนม์ชีพ

              ในโอกาสนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยเพจเฟซบุ๊ก ธนบัตรทุกเรื่อง จึงได้รวบรวมภาพธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งจัดพิมพ์ขึ้นในวาระสำคัญต่าง ๆ เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนได้ศึกษาและร่วมรำลึกถึงพระเกียรติคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ โดยธนบัตรแต่ละชุดล้วนเปี่ยมด้วยความหมายอันทรงคุณค่า และสะท้อนถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อแผ่นดินไทยอย่างหาที่สุดมิได้

    ธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติสมเด็จ
    สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    ธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 12 สิงหาคม 2559

    ธนบัตรที่ระลึกพระพันปีหลวง

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ธนบัตรทุกเรื่อง

              แนวความคิดในการออกแบบธนบัตร นำมาจากพระราชสมัญญา “อัคราภิรักษศิลปิน” มีความหมายว่า “ศิลปินยิ่งใหญ่ผู้ปกปักรักษางานศิลปะ” ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบถวายพระราชสมัญญานี้ เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 12 สิงหาคม 2555 และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ส่งเสริม สืบทอด และพัฒนามรดกทางศิลปวัฒนธรรมของแผ่นดินให้เจริญรุ่งเรืองอย่างต่อเนื่อง อันเป็นประโยชน์ยิ่งต่อพสกนิกรชาวไทยและชาติบ้านเมือง อาทิ ชุดไทยพระราชนิยม งานด้านศิลปาชีพ และโขนพระราชทาน

    ธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 12 สิงหาคม 2555

    ธนบัตรที่ระลึกพระพันปีหลวง

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ธนบัตรทุกเรื่อง

              ​ธนบัตรที่ระลึกฉบับนี้มีแนวคิดการออกแบบที่มุ่งเน้นความสวยงาม อ่อนหวาน และมุ่งแสดงให้เห็นถึงการที่พระองค์ทรงเป็นคู่พระบารมีของพระบาทสมเด็จ พระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงช่วยแบ่งเบาพระราชภาระในการทำนุบำรุงพระราชอาณาจักรและพสกนิกรเคียงข้างกันสมอมา ดังปรากฏชัดในพระราชกรณียกิจนานัปการที่เชิญมาจารึกไว้ในธนบัตรที่ระลึกนี้ 

    ธนบัตรที่ระลึกเนื่องในอภิลักขิตสมัยมหามงคลวันราชาภิเษกสมรส และวันบรมราชาภิเษกครบ 60 ปี พุทธศักราช 2553

    ธนบัตรที่ระลึกพระพันปีหลวง

    ธนบัตรที่ระลึกพระพันปีหลวง

              ​ธนบัตรที่ระลึกชนิดราคา 100 บาท นี้ มีลักษณะด้านหน้า สี และขนาดเหมือนกับธนบัตรหมุนเวียนแบบสิบห้า (รุ่นสอง) ชนิดราคา 100 บาท เว้นแต่ลักษณะที่ปรากฏด้านหลังได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นเรื่องราวอันเกี่ยวเนื่องกับการราชาภิเษกสมรส และการบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จ พระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    ธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 12 สิงหาคม 2547

    ธนบัตรที่ระลึกพระพันปีหลวง

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ธนบัตรทุกเรื่อง

              นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การพิมพ์ธนบัตร ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดพิมพ์ธนบัตรตามแนวตั้ง โดยมีโทนสีด้านหน้าและด้านหลังแตกต่างกัน สีของธนบัตรด้านหลังโดยรวมเป็นสีฟ้าซึ่งเป็นสีแห่งวันพระราชสมภพของพระองค์ และธนบัตรชุดนี้ยังได้รับรางวัลธนบัตรสวยที่สุดในโลก ในปี 2004 จากนิตยสาร Munzen & Papiergeld

    ธนบัตรที่ระลึกเนื่องในอภิลักขิตสมัยมหามงคลวันราชาภิเษกสมรส และวันบรมราชาภิเษกครบ 50 ปี

    ธนบัตรที่ระลึกพระพันปีหลวง

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ธนบัตรทุกเรื่อง

              เป็นครั้งแรกที่เชิญพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จ พระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นภาพประธานด้านหน้าธนบัตรคู่กับพระฉายาสาทิสลักษณ์สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมถึงดวงฟอยล์สีเหลืองทอง และลายน้ำ ก็เป็นพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์และพระฉายาสาทิสลักษณ์ของทั้งสองพระองค์ด้วย ชนิดราคา 500,000 บาทเป็นชนิดราคาที่สูงที่สุดของธนบัตรไทยที่เคยจัดพิมพ์

    ธนบัตรที่ระลึกเนื่องในอภิลักขิตสมัยมหามงคลวันราชาภิเษกสมรส และวันบรมราชาภิเษกครบ 50 ปี

    ธนบัตรที่ระลึกพระพันปีหลวง

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก ธนบัตรทุกเรื่อง

              แนวคิดในการออกแบบเพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีที่ทรงพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ มีลักษณะและขนาดเช่นเดียวกับธนบัตรแบบสิบสี่ ชนิดราคา 1,000 บาท ที่ใช้หมุนเวียนออกใช้ในคราวเดียวกัน รายละเอียดโดยทั่วไปมีความคล้ายคลึงกัน แต่เพิ่มรายละเอียดพิเศษ กล่าวคือ เปลี่ยนลายน้ำเป็นพระฉายาสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

              ธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติแต่ละแบบล้วนสะท้อนถึงพระเมตตาและพระวิริยะอุตสาหะของพระองค์ท่าน ตลอดจนความหมายอันลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่ในลวดลายและสัญลักษณ์บนธนบัตร ซึ่งล้วนเป็นเครื่องเตือนใจให้คนไทยทุกคนได้น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ต่อไป

    บทความที่เกี่ยวข้องกับธนบัตรที่ระลึก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view296148.html&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YEf2qA_gLLJ0vPSXQ6c8-

  • ผลที่ตามมาจากวิกฤติพลังงานที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

    ผลที่ตามมาจากวิกฤติพลังงานที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

    ปัจจุบันเยอรมนีก็ยังคงเผชิญหน้ากับปัญหาราคาพลังงานที่สูงขึ้นต่อเนื่อง จากวิกฤตการณ์ขาดแคลนก๊าซธรรมชาติตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ของอุตสาหกรรมที่ต้องใช้พลังงานสูง ที่ได้รับผลกระทบ/ความเสียหายอย่างถาวร โดยเรื่องกล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นส่วนหนึ่งของประเด็นสำคัญที่ระบุในรายงานการวิจัยของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจยุโรป (ZEW – Zentrum für Europäische Wirtschaftsforschung) ที่ตั้งอยู่ในเมือง Mannheim ฉบับล่าสุด โดยนาย Friedrich Heinemann นักเศรษฐศาสตร์จาก ZEW เห็นว่า การอุดหนุนราคาไฟฟ้าไม่ได้เป็นวิธีแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน จึงแนะนำให้รัฐบาลกลางลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจัดเตรียมพลังงานไฟฟ้าให้เพียงพอกับความต้องการที่อาจจะเกิดขึ้น โดยมูลนิธิเพื่อธุรกิจครอบครัวเป็นผู้มอบหมายให้จัดศูนย์วิจัยฯ ทำรายงานฉบับนี้ขึ้นมา และสำนักข่าว Handelsblatt ได้รับรายงานฉบับนี้สำหรับเผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับทราบต่อไป ซึ่งในรายงานฉบับนี้ ZEW ได้จัดลำดับราคาพลังงานและการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานของ 21 ประเทศ ครอบคลุมทั้งเยอรมนี และประเทศอื่น ๆ ในยุโรป รวมถึงญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และแคนาดา มาเปรียบเทียบกัน ผลการศึกษาพบว่า ราคาไฟฟ้าและก๊าซของประเทศยุโรปส่วนใหญ่ “ยังคงสูงกว่าระดับก่อนเกิดวิกฤตการณ์อย่างมีนัยสำคัญ” ในส่วนราคาไฟฟ้าสำหรับผู้บริโภคในอุตสาหกรรมขนาดกลางของเยอรมนีอยู่ในอันดับ “กลาง” อย่างไรก็ตาม ระดับกลางนี้ก็ยัง “สูงกว่าอเมริกาเหนือค่อนข้างมาก” เมื่อพูดถึงระดับราคาก๊าซในอุตสาหกรรม เรียกได้ว่า ราคาก๊าซฯ ของเยอรมันอยู่สูงเป็นลำดับที่ 3 ของยุโรป ผู้เขียนงานวิจัยระบุว่า “ช่องว่าง (Gap) ของราคาก๊าซระหว่างฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกกับฝั่งยุโรปต่างกันมาก แม้แต่ราคาก๊าซที่ถูกที่สุดในยุโรปก็ยังมีราคาสูงกว่าราคาก๊าซในสหรัฐฯ หลายเท่าตัว”

    ช่องว่างราคาที่กว้างขึ้นในแคนาดาและสหรัฐอเมริกา ราคาค่าไฟฟ้าแทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลยในช่วงวิกฤต ในขณะที่ราคาแก๊สในสหรัฐอเมริกากลับลดลง ส่งผลให้ช่องว่างราคาพลังงานของภาคอุตสาหกรรมในเยอรมนีกับยุโรป และอเมริกาเหนือ กว้างขึ้นไปอีก ซึ่งเรื่องนี้ ถือว่าเป็นข้อเสียเปรียบด้านการแข่งขัน โดยผู้เขียนรายงานฉบับนี้ ยังได้ชี้ให้เห็นถึงการลดลงของการผลิตในอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงในเยอรมนี ในฤดูใบไม้ผลิปี 2025 อุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงผลิตลดลงเกือบ 20% เมื่อเทียบกับปี 2022 นอกจากนี้รายงานดังกล่าวยังแสดงให้เห็นว่า การใช้พลังงานในอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง อาทิ อุตสาหกรรมเคมี และโลหะ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สาเหตุหนึ่งมาจากการปรับปรุงประสิทธิภาพ และการเสียโอกาสที่ไม่ได้ผลิตสินค้าบางรายการในเยอรมนีอีกต่อไป กระบวนการผลิตที่ใช้พลังงานสูงบางรายการถูกย้ายฐานการผลิตไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก และทำให้ภาคอุตสาหกรรมที่ได้ผลกระทบในเยอรมนีทยอยหดตัวลง ส่งผลให้ “การจ้างงานในตำแหน่งงานที่มีผลิตภาพสูงในอุตสาหกรรมของเยอรมนีสูญหายไปอย่างถาวร” โดยมีรายงานเกี่ยวกับการปิดสายการผลิตติดต่อกันมาหลายเดือนแล้ว โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเคมีซึ่งเป็นภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ไม่กี่วันที่ผ่านมาบริษัท Ineos บริษัทเคมีภัณฑ์สัญชาติอังกฤษประกาศปิดโรงงาน 2 แห่งในเมือง Rheinberg ที่ตั้งอยู่บริเวณขอบภูมิภาค Ruhrgebiet โดย Ineos ระบุว่า ปัญหาต้นทุนพลังงานที่สูงเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ต้องปิดโรงงานลง โดยนาย Stephen Dossett ซึ่งเป็น CEO ของ Ineos กล่าวว่า ยุโรปกำลังฆ่าอุตสาหกรรมของตัวเองให้ตายลงในขณะที่คู่แข่งในประเทศสหรัฐอเมริกา และจีนต่างก็ได้รับผลประโยชน์จากพลังงานราคาถูก ผู้ผลิตในยุโรปกลับถูกบีบให้ออกจากตลาด สารเคมีจากจีนก็มีราคาถูกมากเพราะมักจะผลิตจากน้ำมัน และก๊าซราคาถูกของรัสเซีย ในปีนี้ในเยอรมนีมีบริษัทเคมีมากถึง 6 แห่ง ที่ประกาศปิดโรงงานขนาดใหญ่เป็นการถาวร โดยพวกเขาอ้างถึงปัญหาต้นทุนพลังงานที่สูง ผู้เขียนรายงานระบุต่อว่า เป้าหมายของรัฐบาลเยอรมนีในยุคปัจจุบัน สำหรับการลดราคาไฟฟ้านั้นถูกมองว่า “ถูกต้องโดยพื้นฐาน” ปัจจุบันปัญหาราคาไฟฟ้าที่สูงไม่เพียงแต่ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมลดลงเท่านั้น แต่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการผลิตไฟฟ้าที่จำเป็นในอุตสาหกรรมที่ปัจจุบันต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนได้เรียกร้องให้รัฐบาลเยอรมนีไม่ควรให้การอุดหนุนราคาไฟฟ้า เพราะการกระทำเช่นนี้ “ไม่เป็นประโยชน์ในแง่ของนโยบายพลังงาน และไม่ยั่งยืนทางการคลัง” ของประเทศ โดยรัฐบาลกลางฯ ให้เงินอุดหนุนค่าไฟฟ้า อย่างเช่น จ่ายเงินอุดหนุน 6.5 พันล้านยูโร ให้แก่ผู้ประกอบการเครือข่ายสายส่งไฟฟ้า เพื่อลดค่าธรรมเนียมเครือข่ายไฟฟ้า นอกจากนี้เงินทุนด้านการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนไม่ได้จ่ายโดยผู้บริโภคไฟฟ้าอีกต่อไป แต่ได้รับการสนับสนุนจากงบประมาณของรัฐบาลกลาง โดยทั้งสองมาตรการนี้ มีค่าใช้จ่ายรวมกันมากกว่า 2 หมื่นล้านยูโรต่อปี โดย ZEW ได้แนะนำให้ลดต้นทุนระบบให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งอาจทำได้โดยการขยายเครือข่ายไฟฟ้าให้เร็วขึ้น รวมถึงการนำระบบดิจิทัลเข้ามาใช้และเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบโดยรวม นักวิจัยแย้งว่า วิธีนี้จะช่วยลดต้นทุนในการจัดการปัญหาความแออัดในเครือข่ายไฟฟ้า ซึ่งมีมูลค่าหลายพันล้านยูโรต่อปี

    เบื้องหลังของปัญหา จากการขยายเครือข่ายไฟฟ้าที่ดำเนินไปอย่างล่าช้า จึงไม่สามารถขนส่งไฟฟ้าจากภาคเหนือของประเทศไปยังภาคใต้ได้เพียงพอกับความต้องการ กังหันลมผลิตไฟฟ้าในภาคเหนือต้องปิดระบบเนื่องจากเครือข่ายไฟฟ้าไม่สามารถรองรับไฟฟ้าที่จำเป็นในภาคใต้ได้ ในขณะที่ ภาคใต้จำเป็นต้องเปิดโรงใช้โรงงานไฟฟ้าเพื่อให้มีความสมดุลในการผลิต และการบริโภคไฟฟ้าในภูมิภาคขึ้น โดยผู้เขียนรายงานยังได้ออกมาวิจัยวิพากษ์วิจารณ์ว่า การที่ผู้บริหารประเทศดำเนินการฝ่ายเดียวในระดับชาติ และข้อกำหนดทางเทคโนโลยี เช่น การออกกฎหมายยกเลิกการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้นำไปสู่การลดการปล่อยมลพิษอย่างรวดเร็วตามระบบการค้าขายแลกเปลี่ยนแก๊สเรือนกระจก (Emissions Trading) ของสหภาพยุโรป เนื่องจากใบรับรองการปล่อยมลพิษที่หายไปจากระบบนั้น ถูกนำไปใช้ในที่อื่นแทน นอกจากนี้การดำเนินการฝ่ายเดียวของรัฐมักก่อให้เกิดต้นทุนสูง เช่น การจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า ดังนั้นจึงเป็นเรื่องน่ายินดี ที่รัฐบาลกลางชุดใหม่ไม่ได้ดำเนินการตามแผนของรัฐบาลชุดก่อนที่จะผลักดันการเลิกใช้ถ่านหินให้เร็วยิ่งขึ้นไปอีก ผู้เขียนรายงงานยังเห็นด้วยกับความตั้งใจที่จะเปิดกว้างให้ใช้งานระบบการดักจับและกักเก็บ CO นอกจากนี้ ผลการศึกษานี้ฟังดูเป็นไปในแง่ดีเกี่ยวกับคำถามที่ว่า นับตั้งแต่รัสเซียยุติการจัดส่งก๊าซธรรมชาติให้กับเยอรมนี ความเสี่ยงจากการนำเข้าพลังงานได้พัฒนาไปในทิศทางใด โดยในเยอรมนีการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงจากการนำเข้าดังกล่าวมาก โดยรายงงานยังระบุว่า ในเวลาเดียวกันการแยกตัวออกจากการนำเข้าพลังงานจากรัสเซียของยุโรปก็ “ไม่ได้ทำให้เกิดภาวะพึ่งพาแหล่งพลังงานที่ไม่แน่นอนจากภูมิภาคอื่นอย่างจริงจัง” แต่อย่างใด นาย Rainer Kirchdörfer ประธานคณะกรรมการมูลนิธิธุรกิจครอบครัว (Stiftung Familienunternehmen) กล่าวว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเยอรมนีได้ดำเนินนโยบายพลังงานที่มีต้นทุนสูง ผมเชื่อมั่นว่า เราต้องใช้ประโยชน์จากแหล่งพลังงานทั้งในประเทศ และในยุโรปทั้งหมดก่อน” โดยเขากล่าวต่อว่า (1) การปรับปรุงสายอุปทานอย่างมีนัยสำคัญ (2) การรักษาความมั่นคงของสายอุปทาน และ (3) การอำนวยความสะดวกการใช้งานเทคโนโลยีด้านการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการอยู่รอดของรากฐานอุตสาหกรรมของเยอรมนี

    จาก Handelsblatt 31 ตุลาคม 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ty2eong4vulys44ceru9sfhd&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2igAe1KmbBTuqvXSCstZQy

  • D

    D

    Dek-D

    ตรวจสอบว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยการทำคำสั่งนี้ให้เสร็จสิ้น

    เว็บไซต์ Dek-D ต้องตรวจสอบความปลอดภัยการเชื่อมต่อของคุณก่อนดำเนินการต่อ

    IP ของคุณคือ: 199.79.62.10

    ประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดย Cloudflare

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dek-d.com/studyabroad/67559/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lFV2u2g4er2RDW68ftw8h

  • ผลักดัน (ร่าง) แผนพัฒนาเด็กปฐมวัยฯ เสริมพัฒนาการคู่การเรียนรู้ | เดลินิวส์

    ผลักดัน (ร่าง) แผนพัฒนาเด็กปฐมวัยฯ เสริมพัฒนาการคู่การเรียนรู้ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 31 ต.ค. นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กทม. ประธานการประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัยในเขตกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยน.ส.อรัญญา พรไชยะ รองปลัด กทม. เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ เขตดุสิต โดยมีวาระสำคัญในการรับทราบความคืบหน้าการขับเคลื่อนการศึกษาปฐมวัย และพิจารณา (ร่าง) แผนพัฒนาเด็กปฐมวัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2569-2570

    ที่ประชุมมีมติพิจารณา (ร่าง) แผนพัฒนาเด็กปฐมวัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2569-2570 โดยการประชุมในครั้งนี้คณะอนุกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัยในเขตกรุงเทพมหานคร และสำนักงานที่เกี่ยวข้องได้รายงานผลการดำเนินงานของปีงบประมาณ 2568 ได้แก่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน และสำนักการศึกษา กรมกิจการเด็กและเยาวชน สำนักอนามัย

    โดยประธานการประชุมฯ มีมติให้มีการบูรณาการแผนของแต่ละหน่วยงานเข้าด้วยกัน พร้อมทั้งเพิ่มแนวทางในการแก้ปัญหาเรื่องสถานการณ์ปัจจุบันของข้อมูลเด็กปฐมวัย รวมถึงการวางกรอบแผนพัฒนาเด็กปฐมวัยฯ ให้สอดคล้องกับนโยบาย 3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม ประกอบด้วย 3 เร่ง: เร่งให้ความรู้ผู้ปกครองและสังคม, เร่งจัดสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า, และเร่งเสริมศักยภาพองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชน 3 ลด: ลดการใช้สื่อหน้าจอในเด็ก (งดก่อน 2 ขวบ), ลดความเครียดและคืนความสุขให้เด็ก, และลดการใช้ความรุนแรงต่อเด็ก (ทั้งทางร่างกายและจิตใจ) 3 เพิ่ม: เพิ่มกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการผ่านการเล่นที่หลากหลาย, เพิ่มการเล่าหรืออ่านนิทานให้เด็กสม่ำเสมอ, และเพิ่มความรักความใส่ใจและเวลาคุณภาพของครอบครัว

    สำหรับแผนพัฒนาเด็กปฐมวัยระดับจังหวัดในเขตกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2569-2570 จัดทําขึ้นเพื่อนํานโยบายระดับชาติและแผนการพัฒนาเด็กปฐมวัย ขับเคลื่อนไปสู่การพัฒนาเด็กปฐมวัยกรุงเทพมหานครตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 และให้หน่วยงานทางการศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานอื่นของรัฐ และเอกชน ดําเนินการร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนการดําเนินการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามยุทธศาสตร์และแผนการดําเนินงาน ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2564 – 2570 ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.64

    เพื่อพัฒนาการดําเนินงานด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัยของประเทศด้วยการบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เด็กปฐมวัยทุกคนได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้าน เต็มตามศักยภาพ เป็นพื้นฐานของความเป็นพลเมืองคุณภาพ ภายใต้ปรัชญา “เด็กปฐมวัยทุกคนต้องได้รับการดูแล พัฒนา และเรียนรู้อย่างรอบด้าน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาให้สมกับวัย อย่างมีคุณภาพ และเท่าเทียม ตามศักยภาพตามวัย และต่อเนื่องบนพื้นฐานของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดีที่สุดสอดคล้องกับหลักการพัฒนาศักยภาพและความต้องการจําเป็นพิเศษของแต่ละบุคคล

    โดยคํานึงถึงความสุข ความเป็นอยู่ที่ดี การคุ้มครองสิทธิ และความต้องการพื้นฐานของเด็กปฐมวัย รวมทั้งการปฏิบัติต่อเด็กทุกคนโดยยึดหลักศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ การมีส่วนร่วม การเป็นที่ยอมรับของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กและการกระทําทั้งปวงเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสําคัญ” อันจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดสําหรับเด็กปฐมวัยให้เจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพและมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัย และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี เป็นกําลังสําคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5258653/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lve3DiixitARpISE9XXd-

  • รู้จัก “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” ผงาดหัวหน้า “พรรคเพื่อไทย” คนใหม่

    รู้จัก “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” ผงาดหัวหน้า “พรรคเพื่อไทย” คนใหม่

    ประวัติ “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์”

    มีชื่อเล่น “หนิม” เกิดวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2518 ปัจจุบันอายุ 50 ปี

    เป็นบุตรชายของ “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” นักการเมืองลายคราม อดีตแกนนำ “กลุ่ม 16” อดีตรองนายกฯ และอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (ปัจจุบันลาออกจากพรรคแล้ว) กับนางเพ็ชรี (เตชะไพบูลย์) อมรวิวัฒน์

    การศึกษา

    -การศึกษาระดับมัธยมปลาย จากโรงเรียนสาธิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    -ปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    -ปริญญาโท การบริหารธุรกิจ (MBA) วิทยาลัยบอสตัน (Boston University) สหรัฐอเมริกา

    คู่สมรส

    ได้สมรสกับ น.ส.วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ หรือ ยิ้ม เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทยเช่นเดียวกัน

    ซึ่ง น.ส.วิสาระดี ยังเป็นบุตรสาวของนายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ อดีต สส. จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทยอีกด้วย

    เส้นทางสู่การเมือง

    นายจุลพันธ์ ได้รับเลือกตั้งให้เป็น สส.เชียงใหม่ สมัยแรกในนามพรรคไทยรักไทย เมื่อปี พ.ศ.2548 เมื่อพรรคถูกยุบก็ย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทยตามลำดับ

    และได้รับเลือกตั้งมาอย่างต่อเนื่องรวมเป็น 5 สมัย ปัจจุบันยังดำรงตำแหน่ง เป็น สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

    ต่อมาเมื่อพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จึงถูกไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ทั้งในสมัยนายเศรษฐา ทวีสิน และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร

    หน้าที่สำคัญ เป็นประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการเติมเงินผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท กระทั่งเมื่อเข้าสู่การผลัดใบของพรรคเพื่อไทย ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่

    ทรัพย์สิน

    นายจุลพันธ์ แจ้งต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีเข้ารับตำแหน่ง สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เมื่อปี 2566 ระบุสถานภาพ “สมรส” กับ “วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์” สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย

    แจ้งว่า ตน-คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 98,477,863 บาท เป็นทรัพย์สินของ จุลพันธ์ 57,798,134 บาท เป็นทรัพย์สินของ วิสาระดี 40,275,400 บาท และทรัพย์สินของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 404,328 บาท มีหนี้สินทั้งสิ้น 105,295 บาท

    ทรัพย์สินที่น่าสนใจ ได้แก่ ที่ดินของนายจุลพันธ์และน.ส.วิสาระดี จำนวน 18 แปลง มูลค่ารวม 48,876,783 บาท ส่วนใหญ่อยู่ที่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย และกทม. โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างของจุลพันธ์และน.ส.วิสาระดี จำนวน 2 หลัง มูลค่ารวม 15,666,666 บาท โดยเป็นห้องชุดที่หาดไม้ขาว อ.ถลาง จ.ภูเก็ต และบ้านเดี่ยวย่านพระราม 3 กทม.

    เงินลงทุนของจุลพันธ์และ วิสาระดี มูลค่ารวม บาท 26,115,400 บาท กระเป๋าถือของ วิสาระดี 7 ใบ มูลค่ารวม 2,300,00 บาท นาฬิกาข้อมือของ วิสาระดี 7 เรือน มูลค่ารวม 3,040,000 บาท

    รู้จัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378968778&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22N-iW294QJpPjz91AlqJf

  • พลิกปูม

    พลิกปูม

    พลิกปูม’จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์’ ก่อนขึ้นสู่เก้าอี้หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

    วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.12 น.

    “หนิม – จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” อายุ 50 ปี เกิดวันที่ 8 เมษายน พ.ศ.2518 เป็นบุตรชายของ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กับนางเพ็ชรี (เตชะไพบูลย์) อมรวิวัฒน์

    “จุลพันธ์” จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบปริญญาโท การบริหารธุรกิจ (MBA) วิทยาลัยบอสตัน (Boston University) สหรัฐอเมริกา สมรสกับ น.ส.วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ หรือ ยิ้ม บุตรสาวของ นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ อดีต สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553 โดยปัจจุบัน น.ส.วิสารดี ดำรงตำแหน่งเป็น สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย เช่นเดียวกัน

    “จุลพันธ์” ได้รับเลือกตั้งเป็น สส.เชียงใหม่ สมัยแรก สังกัดพรรคไทยรักไทย (ทรท.) เมื่อปี พ.ศ.2548 เมื่อพรรคไทยรักไทยถูกยุบ ก็ย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย ในเวลาต่อมา

    “จุลพันธ์” ได้รับการเลือกตั้งเป็น สส.เชียงใหม่ ต่อเนื่อง 5 สมัย และได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ทั้งในสมัย นายเศรษฐา ทวีสิน และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกฯ โดยได้รับมอบหมายให้เป็นประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการเติมเงินผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาทด้วย

    จนกระทั่งล่าสุดในวันนี้ (31 ตุลาคม 2568) ที่ประชุมใหญ่วิสามัญของพรรคเพื่อไทย ลลมติ 354 เสียง ให้ “จุลพันธ์” ขึ้นแท่นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยุค”ยกเครื่อง” (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ด่วน!มติเพื่อไทย เลือก’จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์’นั่งหัวหน้าพรรคคนใหม่)

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/924668&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2U8XDpnL9TBgzdDNfRrFFN

  • ร้อยเอ็ด จับมือธนชาตประกันภัย รวมพลังชุมชนถนนปลอดภัย

    ร้อยเอ็ด จับมือธนชาตประกันภัย รวมพลังชุมชนถนนปลอดภัย

          
    วันที่ 31 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น. ณ ลานกีฬาเทศบาลตำบลสุวรรณภูมิ อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด นายชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือโครงการ “พลังชุมชนสร้างถนนปลอดภัย ปี 4” โดยมีนางสาวสภาวรรดี พัฒนสิน Executive Head – Customer Service Center บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอสุวรรณภูมิ ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น และประชาชน เข้าร่วม

    โครงการดังกล่าวมุ่งแก้ไขจุดเสี่ยงอุบัติเหตุทางถนน 2 จุด ได้แก่ 1. สี่แยกลานกีฬาเทศบาลตำบลสุวรรณภูมิ 2. ถนนหลังโรงเรียนอนุบาลเมืองใหม่สุวรรณภูมิ ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากธนชาตประกันภัย จำนวน 200,000 บาท เพื่อดำเนินการตีเส้นจราจร ติดตั้งป้ายเตือน และป้ายหยุด เพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ใช้ถนน ทั้งนี้หลังจากพิธีได้ลงพื้นที่ตรวจจุดเสี่ยงและจัดอบรม “สร้างพฤติกรรมความปลอดภัยบนท้องถนนในชุมชนของเรา” เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    #ภูมิภาค-59

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/107312&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw000C5SPBF-FTNOIPLM0Ymg

  • President Visit รอบผู้บริหารพบบุคลากรสายสนับสนุน — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    President Visit รอบผู้บริหารพบบุคลากรสายสนับสนุน — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/116430/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ATlWbCfbIO_zJXzVyu0rW

  • กทม. ผลักดัน (ร่าง) แผนพัฒนาเด็กปฐมวัยฯ ตามนโยบาย 3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม เสริมพัฒนาการคู่การเรียนรู้

    กทม. ผลักดัน (ร่าง) แผนพัฒนาเด็กปฐมวัยฯ ตามนโยบาย 3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม เสริมพัฒนาการคู่การเรียนรู้

    (31 ต.ค. 68) นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ประธานการประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัยในเขตกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยนางสาวอรัญญา พรไชยะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ เขตดุสิต โดยมีวาระสำคัญในการรับทราบความคืบหน้าการขับเคลื่อนการศึกษาปฐมวัย และพิจารณา (ร่าง) แผนพัฒนาเด็กปฐมวัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2569-2570

    ที่ประชุมมีมติพิจารณา (ร่าง) แผนพัฒนาเด็กปฐมวัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2569-2570 โดยการประชุมในครั้งนี้คณะอนุกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัยในเขตกรุงเทพมหานคร และสำนักงานที่เกี่ยวข้องได้รายงานผลการดำเนินงานของปีงบประมาณ 2568 ได้แก่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน และสำนักการศึกษา กรมกิจการเด็กและเยาวชน สำนักอนามัย โดยประธานการประชุมฯ มีมติให้มีการบูรณาการแผนของแต่ละหน่วยงานเข้าด้วยกัน พร้อมทั้งเพิ่มแนวทางในการแก้ปัญหาเรื่องสถานการณ์ปัจจุบันของข้อมูลเด็กปฐมวัย รวมถึงการวางกรอบแผนพัฒนาเด็กปฐมวัยฯ ให้สอดคล้องกับ นโยบาย 3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม ประกอบด้วย 3 เร่ง: เร่งให้ความรู้ผู้ปกครองและสังคม, เร่งจัดสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า, และเร่งเสริมศักยภาพองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชน 3 ลด: ลดการใช้สื่อหน้าจอในเด็ก (งดก่อน 2 ขวบ), ลดความเครียดและคืนความสุขให้เด็ก, และลดการใช้ความรุนแรงต่อเด็ก (ทั้งทางร่างกายและจิตใจ) 3 เพิ่ม: เพิ่มกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการผ่านการเล่นที่หลากหลาย, เพิ่มการเล่าหรืออ่านนิทานให้เด็กสม่ำเสมอ, และเพิ่มความรักความใส่ใจและเวลาคุณภาพของครอบครัว

    สำหรับแผนพัฒนาเด็กปฐมวัยระดับจังหวัดในเขตกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2569-2570 จัดทําขึ้นเพื่อนํานโยบายระดับชาติและแผนการพัฒนาเด็กปฐมวัย ขับเคลื่อนไปสู่การพัฒนาเด็กปฐมวัยกรุงเทพมหานครตามเจตนารมย์ของพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 และให้หน่วยงานทางการศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานอื่นของรัฐ และเอกชน ดําเนินการร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนการดําเนินการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามยุทธศาสตร์และแผนการดําเนินงาน ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2564 – 2570 ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2564 เพื่อพัฒนาการดําเนินงานด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัยของประเทศด้วยการบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เด็กปฐมวัยทุกคนได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้าน เต็มตามศักยภาพ เป็นพื้นฐานของความเป็นพลเมืองคุณภาพภายใต้ปรัชญา “เด็กปฐมวัยทุกคนต้องได้รับการดูแล พัฒนา และเรียนรู้อย่างรอบด้าน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจวินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาให้สมกับวัย อย่างมีคุณภาพ และเท่าเทียม ตามศักยภาพตามวัย และต่อเนื่องบนพื้นฐานของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดีที่สุดสอดคล้องกับหลักการพัฒนาศักยภาพและความต้องการจําเป็นพิเศษของแต่ละบุคคล โดยคํานึงถึงความสุข ความเป็นอยู่ที่ดี การคุ้มครองสิทธิ และความต้องการพื้นฐานของเด็กปฐมวัย รวมทั้งการปฏิบัติต่อเด็กทุกคนโดยยึดหลักศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ การมีส่วนร่วม การเป็นที่ยอมรับของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กและการกระทําทั้งปวงเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสําคัญ” อันจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดสําหรับเด็กปฐมวัยให้เจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพและมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัย และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี เป็นกําลังสําคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/60239&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2351KsQXEiAS6DiVIlKYKb