Category: วัฒนธรรม

  • T

    T

    Update: Thammasat University has discussed an academic collaboration with academic partnership network.

    วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2568

    Thammasat and NSYSU Taiwan renew academic collaboration.

         On 2 September 2025, Thammasat University and National Sun Yat-sen University (NSYSU), Taiwan, reaffirmed their long-standing partnership in higher education and research during a meeting at Thammasat’s Rangsit campus.

    Assoc. Prof. Dr. M.L. Pinitbhand Paribatra, Vice Rector for Research and Innovation, together with the Vice Dean and instructors from the Faculty of Science and Technology, welcomed Dr. Ming-Hsuan Lee, Vice President for International Affairs at NYSYSU, along with the Dean of the College of Science and other senior executives.

         The discussions focused on renewing the university-level partnership agreement and identifying new areas for academic collaboration. Thammasat’s Vice Rector proposed expanding joint research initiatives, particularly through research matching funds that Thammasat currently implements in cooperation with CLMV countries (Cambodia, Laos, Myanmar, and Vietnam).

         The NSYSU delegation also introduced the International Industrial Talents Education Special Program (INTENSE Program) which provides scholarships and internship opportunities for international students. In addition, the Faculty of Science and Technology at Thammasat highlighted its ongoing cooperation with NSYSU through a faculty-level 3+2 double degree program, noting that many of its outstanding students could benefit from opportunities offered under the INTENSE Program.

    ธรรมศาสตร์ ร่วมกับ NSYSU ไต้หวัน ขยายความร่วมมือทางวิชาการ

         เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ National Sun Yat-sen University (NSYSU) ประเทศไต้หวัน หารือความร่วมมือเพื่อยกระดับความสัมพันธ์ทางวิชาการในระดับอุดมศึกษาและและการวิจัย ระหว่างการเยือนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โดยมี รศ. ดร.ม.ล. พินิตพันธุ์ บริพัตร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วยรองคณบดีและผู้บริหารจากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ต้อนรับ Dr. Ming-Hsuan Lee รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ คณบดีและผู้บริหารระดับสูงของคณะวิทยาศาสตร์ของ National Sun Yat-sen University

         ทั้งสองฝ่ายหารือการต่ออายุสัญญาข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการและแนวทางการทำความร่วมมือด้านอื่น ๆ ซึ่งรองอธิการบดีของธรรมศาสตร์ ได้เสนอการขยายขอบข่ายการทำวิจัยร่วมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทุนสนับสนุนโครงการวิจัยจากความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกจากกลุ่มประเทศ CLMV (ประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมาและเวียดนาม) โดยผู้แทน NSYSU นำเสนอข้อมูลโปรแกรม the International Industrial Talents Education Special Program (INTENSE Program) ซึ่งเป็นโครงการที่สนับสนุนทุนการศึกษาและโอกาสการฝึกงานสำหรับนักศึกษาต่างชาติ

         นอกจากนี้ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ดำเนินการกิจกรรมความร่วมมือกับ NSYSU ผ่านหลักสูตรปริญญาควบ 3+2 (Double Degree Program) โดยมีนักศึกษาจำนวนมากของคณะมีคุณสมบัติเหมาะสมและสามารถเข้าร่วมโครงการ INTENSE Program ได้ในอนาคต

    Thammasat and Nanjing U. renew collaborative partnership.

         On 15 May 2025, Assoc. Prof. Dr. Supreedee Rittironk, Vice Rector for International Affairs, together with Dr. Usanee Patapsikij Lertrattanon, Assistant to the Rector for International Affairs and lecturers at the Faculty of Science and Technology, welcomed Mr. Tan Tieniu, Chair of the Nanjing University CPC Council and Fellow of the Chinese Academy of Sciences, along with a delegation of senior representatives from the Schools of Foreign Languages, Environment, Earth Sciences and Engineering, Life Sciences, and Chemistry and Chemical Engineering. The meeting took place at the OIA Inter- Lounge on Thammasat’s Rangsit campus.

         During the visit, both parties reaffirmed their commitment to strengthening university-level collaboration. A central focus of the discussions was the expansion of opportunities for international student mobility, with an emphasis on welcoming more Thammasat students to Nanjing University.

         In addition, the two sides exchanged insights on academic exchange programs and explored strategies to enhance joint initiatives, including student-centered activities and co-curricular development. 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tu.ac.th/thammasat-global-connections-2025-november-no1&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33SOu4aCpqMGEBGdzjoUQg

  • รายงาน ILO ล่าสุดเผย ไทยเสี่ยงขาดแคลนแรงงานดูแลผู้สูงอายุ 2.5 แสนคน

    รายงาน ILO ล่าสุดเผย ไทยเสี่ยงขาดแคลนแรงงานดูแลผู้สูงอายุ 2.5 แสนคน

    รายงานฉบับใหม่ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ซึ่งเผยแพร่เนื่องในวันการดูแลและสนับสนุนสากล (International day for Care and Support) คาดการณ์ว่า ความต้องการแรงงานเพื่อดูแลผู้สูงอายุที่บ้านในประเทศไทยจะเพิ่มสูงขึ้นตามอัตราการสูงวัยของประชากร การศึกษานี้เสนอให้มีการลงทุนมากขึ้นในระบบการดูแลในระดับชุมชน และการสร้างงานที่มีคุณค่าให้กับแรงงานในภาค ‘เศรษฐกิจใส่ใจ’ (Care Economy) ทั้งแรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติ

    ประเทศไทยมีแนวโน้มความต้องการการดูแลผู้สูงอายุภายในบ้านเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก รายงานฉบับใหม่นี้คาดการณ์ว่า ภายในปีพ.ศ. 2580 ประเทศไทยจะมีความต้องการที่จะจ้างแรงงาน เพื่อดูแลผู้สูงอายุที่บ้านมากขึ้นกว่า 250,000 คน โดยในจำนวนนี้จะเป็นแรงงานข้ามชาติประมาณ 55,000 คน

    รายงาน ‘Care at home: การคาดการณ์ความต้องการแรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติเพื่อการดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน’ พบว่า เมื่อโครงสร้างครอบครัวเปลี่ยนไปและการดูแลผู้สูงอายุโดยสมาชิกในครอบครัวแบบที่ไม่ต้องเสียค่าจ้างจะลดลง ความต้องการในการจ้างแรงงานแบบมีค่าตอบแทน เพื่อการดูแลผู้สูงอายุอยู่ที่บ้านจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 70 ใน 12 ปีข้างหน้า

    ประเทศไทยมีนโยบายเรื่อง ‘การสูงวัยในถิ่นที่อยู่’ (Aging in Place) ซึ่งเป็นนโยบายที่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะยังคงอาศัยอยู่ในบ้านของตนแทนที่จะไปอยู่ในบ้านพักคนชราหรือสถาบันเอกชนที่ดูแลผู้สูงอายุ ที่หลายครอบครัวอาจไม่สามารถจ่ายค่าดูแลส่วนนี้ได้ การศึกษาฉบับนี้ชี้ว่า หากไม่มีการลงทุนจากภาครัฐ ช่องว่างภาระด้านการดูแลจะเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในครัวเรือนที่มีรายได้น้อย

    ปัจจุบันในประเทศไทย พยาบาล อาสาสมัครชุมชน และแรงงานทำงานบ้านซึ่งหลายคนเป็นแรงงานข้ามชาติ ทำงานดูแลที่ได้รับค่าตอบแทน รายงานยังระบุอีกว่า แรงงานข้ามชาติมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในกลุ่มแรงงานทำงานบ้านและงานดูแล และบทบาทของแรงงานกลุ่มนี้จะขยายกว้างขึ้นเนื่องจากกำลังแรงงานของไทยสูงวัยมากขึ้นและแรงงานที่อยู่ในวัยหนุ่มสาวเข้าสู่ตลาดแรงงานด้านการดูแลน้อยลง

    เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ILO เสนอให้มีการลงทุนจากภาครัฐที่มากขึ้นใน ‘เศรษฐกิจใส่ใจ’ ซึ่งรับประกันการเข้าถึงบริการ การดูแลที่บ้านและชุมชนที่เข้าถึงได้ และส่งเสริมสภาพการทำงานที่เหมาะสมของแรงงานในภาคนี้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 15 (พ.ศ. 2567) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 คุ้มครองลูกจ้างทำงานบ้าน

    รายงานฉบับนี้ยังส่งเสริมช่องทางการย้ายถิ่นที่ถูกต้องและเป็นธรรม การรับรองและยกระดับทักษะฝีมือแรงงานด้านการดูแล สำหรับแรงงานไทยและข้ามชาติที่ต้องการทำงานในภาคธุรกิจนี้ รวมถึงการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านสุขภาพ การขยายระบบดูแลชุมชน และการลงทุนในเทคโนโลยี เช่น การแพทย์ทางไกลและอุปกรณ์ช่วยเหลือ ซึ่งอาจช่วยลดช่องว่างด้านการดูแลที่คาดการณ์ไว้ของประเทศไทยได้อย่างมาก โดยอาจลดความต้องการแรงงานในภาคธุรกิจนี้ลงเหลือไม่น้อยกว่า 100,000 คน

    เสี่ยวเยี่ยนเฉียน ผู้อำนวยการสำนักงานแรงงานระหว่างประเทศประจำประเทศไทย กัมพูชา และ สปป.ลาว กล่าวว่า “การศึกษาฉบับนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แนวทางการดูแลผู้สูงอายุอยู่ที่บ้านของไทยจะประสบความสำเร็จได้ ก็ต่อเมื่องานด้านการดูแลได้รับการยอมรับ คุ้มครอง และให้คุณค่าในฐานะงานที่มีทักษะ การลงทุนในงานที่มีคุณค่าสำหรับผู้ทำงานดูแลทั้งแรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติ จะช่วยให้ประเทศไทยสร้างระบบการดูแลที่ยั่งยืน เป็นธรรม และเป็นประโยชน์ต่อครอบครัว ชุมชน และเศรษฐกิจของประเทศ”

    รายงานของ ILO จัดทำขึ้นโดยโครงการ TRIANGLE in ASEAN ของ ILO ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศและการค้าออสเตรเลีย และกระทรวงการต่างประเทศแคนาดา โดยให้ข้อมูลเพื่อสนับสนุนนโยบายของไทยเกี่ยวกับผู้สูงอายุ การย้ายถิ่นของแรงงาน และเศรษฐกิจใส่ใจ สอดคล้องกับมติของการประชุมใหญ่องค์การแรงงานระหว่างประเทศ ปี พ.ศ. 2567 ว่าด้วยงานที่มีคุณค่าและเศรษฐกิจใส่ใจ

    แฟ้มภาพ: Imtmphoto / Shutterstock

    อ้างอิง:

    • องค์การแรงงานระหว่างประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-elderly-care-shortage/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xWbQHaLnisuU7-e4cv_c6

  • ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 9/2568 เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568

    ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 9/2568 เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568

    ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 9/2568 วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568 โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม และมี ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นเลขานุการการประชุม ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและมีมติที่สำคัญ ดังนี้

    1. เห็นชอบ โครงสร้างการแบ่งส่วนราชการภายในของหน่วยงานการศึกษา สังกัด กรมส่งเสริมการเรียนรู้

    ประกอบด้วย สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด สถาบันส่งเสริม การเรียนรู้ภาค ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้กลุ่มเป้าหมายพิเศษ และสถาบันการศึกษาและพัฒนาต่อเนื่องสิรินธร โดยยึดหลักการผสมผสานให้เหมาะสมตามภารกิจตามกฎหมายหลักของแต่ละหน่วยงาน อันได้แก่ 1) หลักการแบ่งงานตามลักษณะภารกิจหลัก (Function-Based Grouping) 2) หลักการสนับสนุนการบริหารจัดการ (Support Function Grouping) และ 3) หลักการรวมภารกิจที่มีความใกล้เคียงกัน (Function Consolidation) ซึ่งรายละเอียดโครงสร้างฯดังกล่าว มีดังนี้

    1 สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด ประกอบด้วย 4 กลุ่ม

    1.1 กลุ่มอำนวยการ
    1.2 กลุ่มยุทธศาสตร์และการพัฒนา
    1.3 กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้
    1.4 กลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา

    2. สถาบันส่งเสริมการเรียนรู้ภาค ประกอบด้วย 4 กลุ่ม

    2.1 กลุ่มอำนวยการ
    2.2 กลุ่มยุทธศาสตร์ และบูรณาการการเรียนรู้
    2.3 กลุ่มส่งเสริมนวัตกรรมและคุณภาพการเรียนรู้
    2.4 กลุ่มพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา

    3. ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้กลุ่มเป้าหมายพิเศษ ประกอบด้วย 4 กลุ่ม

    3.1 กลุ่มอำนวยการ
    3.2 กลุ่มยุทธศาสตร์ และนโยบายเพื่อการเรียนรู้
    3.3 กลุ่มวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้
    3.4 กลุ่มส่งเสริมการเรียนรู้เฉพาะพื้นที่และกลุ่มเป้าหมายพิเศษ

    4. สถาบันการศึกษาและพัฒนาต่อเนื่องสิรินธร ประกอบด้วย 5 กลุ่ม

    4.1 กลุ่มอำนวยการ
    4.2 กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการเรียนรู้
    4.3 กลุ่มวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้
    4.4 กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาทรัพยากรบุคคล
    4.5 กลุ่มบริการวิชาการและภาคีเครือข่าย

    2. อนุมัติ แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

    ตามที่ ก.ค.ศ. ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู ผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ และผู้บริหารการศึกษา (ว 9 – ว 12/2564) และหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู ผู้มีผลงานการสร้างและพัฒนานวัตกรรม เลื่อนเป็นวิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ วิทยฐานะครูเชี่ยวชาญ และวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญพิเศษ (ว 18/2567) โดยกำหนดให้ผู้ขอมีหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญ และขอเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ ต้องผ่านการประเมินด้านที่ 3 ด้านผลงานทางวิชาการ ซึ่งตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวหากขอมีหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญได้กำหนดให้ส่งงานวิจัยหรือนวัตกรรม จำนวน 1 รายการ และหากขอเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ กำหนดให้ส่งงานวิจัยและนวัตกรรม จำนวนอย่างละ 1 รายการ นั้น

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์) ได้มีข้อสั่งการเร่งด่วน ในการลดภาระงานและเสริมสร้างความก้าวหน้าทางวิชาชีพของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเน้นการประเมินวิทยฐานะที่สอดคล้องกับภารกิจที่ต้องปฏิบัติและให้ข้าราชการครูฯ สามารถใช้ผลจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือผลงานเชิงประจักษ์มานำเสนอแทนงานวิจัยได้ สำนักงาน ก.ค.ศ. จึงได้ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว โดยได้ประชุมหารือร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์และวิธีการฯร่วมกัน รวมทั้งได้จัดการประชุมสัมมนาเพื่อพัฒนาหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีวิทยฐานะ เพื่อนำความคิดเห็นต่าง ๆ มาวิเคราะห์ สังเคราะห์ ในการพัฒนาหลักเกณฑ์ฯ ซึ่งที่ประชุม ก.ค.ศ. อนุมัติให้แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ดังนี้

    1. กำหนดประเภทของผลงานทางวิชาการ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

    1) รายงานการสร้างหรือพัฒนานวัตกรรมเชิงประจักษ์ และ
    2) รายงานการวิจัย
    กรณีร่วมจัดทำกับผู้อื่น ต้องมีส่วนร่วมไม่น้อยกว่าร้อยละ 60

    2. การกำหนดลักษณะของผลงานทางวิชาการ คำนิยาม ลักษณะของการรายงานผลงานทางวิชาการ และคำอธิบายการประเมินด้านที่ 3 ด้านผลงานทางวิชาการ สำหรับการประเมินคำขอมีหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญ และเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ ทุกตำแหน่ง

    3. การเสนอผลงานทางวิชาการในรูปแบบงานวิจัย กำหนดให้เสนองานวิจัยประเภทใดก็ได้และการตีพิมพ์และเผยแพร่งานวิจัย สำหรับการขอเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ ต้องได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการที่ผ่านการพิจารณาแบบ peer-review ซึ่งอยู่ในฐานข้อมูล TCI กลุ่ม 1 หรือกลุ่ม 2 หรือในฐานข้อมูลวิชาการระดับนานาชาติ

    4. การประเมินด้านที่ 3 ด้านผลงานทางวิชาการ สำหรับวิทยฐานะเชี่ยวชาญและวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ ผ่านระบบ DPA หลังจากที่สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้รับผลการประเมินจากกรรมการทั้ง 3 คนแล้ว ให้สำนักงาน ก.ค.ศ. จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการประเมินผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่เปิดเผยชื่อและตัวตนของคณะกรรมการประเมิน และให้การดำเนินการประชุมอยู่ในชั้นความลับทุกขั้นตอน

    5. การกำหนดวันที่มีผลใช้บังคับ

    1) การแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์และวิธีการฯ 9 – 11/2564 และ ว 18/2567 ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป ยกเว้นการกำหนดให้สำนักงาน ก.ค.ศ. จัดการประชุมคณะกรรมการประเมินผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อพิจารณาผลการประเมินและข้อสังเกตของผลงานทางวิชาการ ให้ดำเนินการภายหลังจากที่ได้ชี้แจงกรรมการประเมินให้ทราบแนวปฏิบัติแล้ว
    2) การแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ว 12/2564 ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568

    6. คำขอมีหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญและเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษที่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ยื่นไว้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ว 9 ว 12/2564 และ ว 18/2567 ก่อนวันที่การแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์และวิธีการนี้มีผลใช้บังคับ แต่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการเดิมนั้นต่อไปจนกว่าจะแล้วเสร็จ

    ทั้งนี้ มอบหมายให้สำนักงาน ก.ค.ศ. จัดทำรายละเอียดคู่มือการประเมิน แนวทางการประชุม และพัฒนาระบบ DPA เพื่อรองรับการแก้ไขหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ดังกล่าวต่อไป และยังให้สำนักงาน ก.ค.ศ. พิจารณาหลักเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะ กรณีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีผลงานเชิงประจักษ์ในรูปแบบรางวัล มาเสนอ ก.ค.ศ. พิจารณาเพิ่มเติมด้วย

    3. เห็นชอบ แนวทางการพัฒนาหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

    ด้วยสำนักงาน ก.ค.ศ. ได้ศึกษาวิเคราะห์นโยบาย แนวคิด เอกสารงานวิจัย และข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการย้ายครู แล้วพบว่า การที่ครูได้ย้ายกลับไปอยู่ใกล้ครอบครัว หรือกลับภูมิลำเนาของตนเองจะเป็นการสร้างคุณภาพชีวิตและโอกาสที่ดี สามารถรักษาครูให้คงอยู่ในวิชาชีพ รวมถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาสนับสนุนการดำเนินงานแทนที่กระบวนงานแบบดั้งเดิมจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ ความรวดเร็ว โปร่งใส ลดภาระงาน ลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดทำเอกสารคำร้องขอย้ายแบบเดิม คำร้องละประมาณ 200 – 300 บาท ซึ่งในแต่ละปีมีคำร้องขอย้ายเฉลี่ยปีละประมาณ 70,000 คำร้องต่อปี จึงสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายของข้าราชการครูลงได้ประมาณ 14 – 21 ล้านบาท สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่มีจุดเน้นในการลดภาระงานและภาระค่าใช้จ่ายของครู ไม่ให้มีการเรียกรับผลประโยชน์ใด ๆ จากครู

    โดยจากการพิจารณาย้ายครูผ่านระบบ TRS ในปี 2568 ซึ่ง อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา และ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง ได้พิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว ยังมีข้อจำกัดบางประการของระบบ TRS ที่ควรพัฒนาในระยะที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นมีความยืดหยุ่นในการพิจารณา เพิ่มโอกาสในการที่ครูจะได้รับพิจารณาย้ายให้มากขึ้น อันจะส่งผลให้สถานศึกษามีครูครบชั้น ครบวิชา เพื่อคุณภาพในการจัดการเรียนรู้ และองค์คณะที่พิจารณาการย้ายสามารถใช้ดุลยพินิจได้ตามความเหมาะสมกับบริบทพื้นที่และความต้องการครู โดยที่ไม่ขัดกับหลักเกณฑ์และวิธีการฯ และบริบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

    ดังนั้น เพื่อเป็นการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อทางราชการ ทำให้ข้าราชการครูมีขวัญกำลังใจและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ก.ค.ศ. จึงได้มีมติเห็นชอบแนวทางการพัฒนาหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และแนวทางการพัฒนาระบบ TRS ระยะที่ 3 โดยการพัฒนาฯ เน้นการดำเนินการที่ “ยืดหยุ่น” มากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสในการย้ายให้กับข้าราชการครู เช่น ความยืดหยุ่นของตำแหน่งว่าง คือ ตำแหน่งว่างที่ใช้รับย้ายเดิม กำหนดให้ระบุได้เพียง 1 วิชาเอก ต่อ 1 อัตราว่าง ปรับเป็น สามารถระบุกลุ่มวิชา หรือทาง หรือสาขาวิชาเอก ได้สูงสุด 3 วิชาเอก ต่อ 1 อัตราว่าง เพื่อความยืดหยุ่นในการพิจารณาย้ายของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง และเพื่อให้สถานศึกษามีจำนวนครูครบชั้น ครบวิชา ทั้งนี้ สถานศึกษาที่รับย้ายต่องมีอัตรากำลัง สายงานการสอนในภาพรวมไม่เกินเกณฑ์ที่ ก.ค.ศ. กำหนด และไม่เกินมาตรฐานวิชาเอกที่ ก.ค.ศ. กำหนดด้วย การขยายพื้นที่ในการเลือกยื่นคำร้องขอย้าย ให้สามารถเลือกใน “สถานศึกษาใด ๆ ก็ได้ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอื่นในจังหวัดเดียวกัน” เป็นต้น ซึ่งการดำเนินการย้ายทุกขั้นตอน ยังคงดำเนินการตามหลักธรรมาภิบาล ยึดระบบคุณธรรม ความเสมอภาค และประโยชน์ของทางราชการ

    4. เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการนำรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกในบัญชีหนึ่งไปขึ้นบัญชีเป็นผู้ได้รับการคัดเลือก ในบัญชีอื่น ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

    สืบเนื่องจากการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปี พ.ศ. 2568 อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา ประกาศรับสมัครคัดเลือกฯ ไม่ครบ 245 เขตพื้นที่การศึกษา โดยมีการรับสมัครเพียง 161 เขตพื้นที่การศึกษา และเมื่อการรับสมัครเสร็จสิ้นแล้ว บางเขตพื้นที่การศึกษาไม่มีผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกฯ และบางเขตพื้นที่การศึกษามีผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกฯ น้อยกว่าจำนวนตำแหน่งว่างตามประกาศรับสมัคร จึงไม่สามารถคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งในตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษา ได้ครบตามจำนวนตำแหน่งว่าง

    ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาการขาดแคลนผู้อำนวยการสถานศึกษา และเพื่อให้มีผู้บริหารสถานศึกษาปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนและบริหารสถานศึกษา ในอันที่จะส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนและสถานศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา และเพื่อประโยชน์ของทางราชการ และเพื่อให้การบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณในการดำเนินการคัดเลือกฯ ก.ค.ศ. จึงได้มีมติเห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการนำรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกในบัญชีหนึ่งไปขึ้นบัญชีเป็นผู้ได้รับการคัดเลือก ในบัญชีอื่น ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

    5. เห็นชอบ การกำหนดบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิฯ และองค์ประกอบของคณะกรรมการประเมินคำขอมีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะ ตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา ตามหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ว 12/2564

    ตามที่ ก.ค.ศ. ได้มีประกาศตั้ง อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเฉพาะกิจเกี่ยวกับการประเมินให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สายงานบริหารการศึกษา มีหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญ และเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ สาขาบริหารการศึกษา (ทุกสังกัด) ประกาศ ณ วันที่ 8 พฤษภาคม 2566 ซึ่งการกำหนดบัญชีรายชื่อคณะกรรมการดังกล่าว มาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มบัญชีตำแหน่ง และกลุ่มบัญชีรายชื่อ โดยปัจจุบันการดำเนินการในกลุ่มบัญชีตำแหน่ง กรณีที่กรรมการเกษียณอายุราชการหรือเปลี่ยนตำแหน่งในระหว่างที่การประเมินยังไม่เสร็จสิ้น ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนกรรมการระหว่างประเมิน และการดำเนินการในกลุ่มบัญชีรายชื่อ มีข้อมูลผู้ทรงคุณวุฒิไม่เป็นปัจจุบัน ประกอบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีข้อสั่งการเกี่ยวกับการเพิ่มสัดส่วนกรรมการประเมินวิทยฐานะที่เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หรืออดีตผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงาน ก.ค.ศ. จึงได้มีหนังสือแจ้งส่วนราชการต่าง ๆ เสนอรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิฯ เพื่อให้ ก.ค.ศ. พิจารณาแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการประเมินซึ่งส่วนราชการได้เสนอบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิฯ รวม 325 คน ดังนี้

    – สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 20 คน
    – สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 248 คน
    – กรมส่งเสริมการเรียนรู้ จำนวน 57 คน

    ดังนั้น เพื่อให้การประเมินวิทยฐานะมีความยืดหยุ่น สอดคล้องกับบริบทการจัดการศึกษา และการบริหารการศึกษาของแต่ละส่วนราชการ ก.ค.ศ. จึงได้มีมติ ดังนี้

    1. เห็นชอบให้ยกเลิกบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการประเมินฯ สายงานบริหาร การศึกษา สาขาบริหารการศึกษา ที่ ก.ค.ศ. กำหนดไว้เดิม สำหรับคำขอมีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะฯ ที่แต่งตั้งคณะกรรมการประเมินแล้ว แต่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ให้ดำเนินการต่อไปจนกว่าจะแล้วเสร็จ

    2. เห็นชอบบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิฯ เพื่อแต่งตั้งเป็นประธานอนุกรรมการและอนุกรรมการใน อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเฉพาะกิจเกี่ยวกับการประเมินฯ ตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา ตามหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ว 12/2564

         ทั้งนี้ สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ทรงคุณวุฒิที่ส่วนราชการเสนอแล้ว ประกอบกับสำนักงาน ก.ค.ศ. ได้เสนอรายชื่อผู้บริหารระดับสูง สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และศึกษาธิการจังหวัด ที่มีคุณสมบัติตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด โดยจัดทำเป็นบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิฯ รวมจำนวน 486 คน

         สำหรับวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ ให้สำนักงาน ก.ค.ศ. จัดทำบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิฯ เพื่อแจ้งส่วนราชการทราบต่อไป และสำหรับวิทยฐานะเชี่ยวชาญและวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ ให้สำนักงาน ก.ค.ศ. เสนอ ก.ค.ศ. พิจารณา เห็นชอบก่อนเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประธาน ก.ค.ศ. พิจารณาลงนามในประกาศตั้ง อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเฉพาะกิจฯ ต่อไป

    3. มอบหมายสำนักงาน ก.ค.ศ. ตรวจสอบรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิตามที่ ก.ค.ศ. กำหนดและปรับปรุงบัญชีรายชื่อ ผู้ทรงคุณวุฒิกรณีเปลี่ยนชื่อ นามสกุล เสียชีวิต เกษียณ ลาออก เปลี่ยนตำแหน่ง ย้ายหน่วยงาน ฯลฯ โดยแก้ไขให้เป็นปัจจุบัน กรณีเพิ่มเติมรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิฯ หรือแก้ไขระดับวิทยฐานะให้ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินในวิทยฐานะที่สูงขึ้น ต้องเสนอ ก.ค.ศ. พิจารณาอนุมัติก่อนดำเนินการ

    4. เห็นชอบองค์ประกอบของคณะกรรมการประเมินคำขอมีวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ มีหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญ และเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ว 12/2564 โดยเห็นควรกำหนดให้มีคณะกรรมการประเมิน จำนวน 3 คน ต่อผู้ขอ 1 ราย ประกอบด้วย ประธานคณะกรรมการประเมิน จำนวน 1 คน กรรมการประเมิน จำนวน 2 คน และเลขานุการ จำนวน 1 คน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงาน ก.ค.ศ. ที่เลขาธิการ ก.ค.ศ. มอบหมาย/ส่วนราชการมอบหมาย แล้วแต่กรณี

    5. อนุมัติเป็นหลักการให้เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นผู้พิจารณา ตั้งคณะกรรมการประเมิน จำนวน 3 คน จากบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด เป็น อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเฉพาะกิจ เกี่ยวกับการประเมินฯ ตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา ให้มีหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญและวิทยฐานะ เชี่ยวชาญพิเศษ

         สำหรับวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ ให้เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง แล้วแต่กรณี เป็นผู้ตั้งคณะกรรมการประเมินจากบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ ก.ค.ศ. กำหนด ทั้งนี้ องค์ประกอบของคณะกรรมการให้เป็นไปตามข้อ 4

    นอกจากนี้ สำนักงาน ก.ค.ศ. ยังได้เสนอความคืบหน้า เรื่อง การกำหนดบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการประเมินข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อให้มีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะ ผ่านระบบการประเมินวิทยฐานะดิจิทัล (DPA) ให้ที่ประชุมทราบว่า ตามที่สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้มีหนังสือแจ้งให้ส่วนราชการต่าง ๆ เสนอรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มีคุณสมบัติตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด เพื่อพิจารณากำหนดเป็นกรรมการประเมินผ่านระบบ DPA โดยให้จัดทำบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ ส่งถึงสำนักงาน ก.ค.ศ. และให้แจ้งผู้มีรายชื่อตามบัญชีรายชื่อที่ส่วนราชการเสนอ กรอกข้อมูลด้วยตนเองผ่านระบบรับสมัครกรรมการ ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.3/902 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2568 นั้น

    ส่วนราชการต่าง ๆ ได้มีการเสนอรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อพิจารณากำหนดเป็นกรรมการประเมินผ่านระบบ DPA แล้ว โดยมีจำนวนผู้ทรงคุณวุฒิที่ส่วนราชการเสนอรายชื่อ เพื่อพิจารณากำหนดเป็นกรรมการประเมินผ่านระบบ DPA รวมทั้งสิ้น 6,251 คน โดยขณะนี้ สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้ตรวจสอบคุณสมบัติและข้อมูลของผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ส่วนราชการเสนอแล้ว มีผู้ทรงคุณวุฒิที่กรอกข้อมูลผ่านระบบรับสมัครและเป็นผู้มีคุณสมบัติเป็นไปตามที่กำหนด รวมทั้งสิ้น 1,180 คน ดังนี้

    ในการนี้ สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้จัดทำบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิที่มีคุณสมบัติ จำแนกตามหลักเกณฑ์และวิธีการฯ สังกัด ประเภทห้องเรียน และสาขาที่ประเมิน ซึ่ง อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในคราวประชุมครั้งที่ 10/2568 เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มีคุณสมบัติเพื่อแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการประเมินข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้มีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะ ผ่านระบบการประเมินวิทยฐานะดิจิทัล (DPA) ตามหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ว 9 – ว 11/2564 และ ว 18/2567 (เพิ่มเติม) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
     

    ที่มา สำนักงาน ก.ค.ศ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93037&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16W2VONF1k-WY5R5oE3L2y

  • สจด. จัดพิธีลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. จัดพิธีลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/116390/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2M5K5dZO2SCjLypAP9cc0A

  • “นฤมล” ถกบอร์ดก.ค.ศ. ปรับหลักเกณฑ์ประเมินวิทยฐานะ เน้นใช้ผลงานเชิงประจักษ์เป็นทางเลือกเพิ่ม เห็นชอบพัฒนาระบบย้ายครู ย้ำต้องยืดหยุ่น เพิ่มโอกาสมากขึ้น | TOPNEWS

    “นฤมล” ถกบอร์ดก.ค.ศ. ปรับหลักเกณฑ์ประเมินวิทยฐานะ เน้นใช้ผลงานเชิงประจักษ์เป็นทางเลือกเพิ่ม เห็นชอบพัฒนาระบบย้ายครู ย้ำต้องยืดหยุ่น เพิ่มโอกาสมากขึ้น | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 9/2568 โดยมีคณะกรรมการเข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ และออนไลน์ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดย ศ.ดร.นฤมล เปิดเผยว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อส่งเสริมให้มีช่องทางเสนอผลงานที่หลากหลายมากขึ้น

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า เป็นเรื่องที่ดีและเป็นความก้าวหน้าของนโยบายลดภาระครู ที่ต้องการปรับระบบการประเมินวิทยฐานะครู เพื่อช่วยส่งเสริมให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกประเภท ได้มีช่องทางในการเสนอผลงานที่หลากหลายตามความถนัด และเป็นผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติงานในหน้าที่ได้ด้วย ซึ่งที่ประชุมในวันนี้ ก็ได้พิจารณาแนวทางการแก้ไขหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งวิทยฐานะฯ ตามที่สำนักงาน ก.ค.ศ.เสนอ จึงได้เห็นชอบให้แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งวิทยฐานะฯ โดยให้สำนักงาน ก.ค.ศ. กำหนดคำนิยามและลักษณะของการนำเสนอผลงานนวัตกรรมเชิงประจักษ์ให้มีความชัดเจน เพิ่มความหลากหลาย ให้ครูฯ สามารถเสนอผลงานทางวิชาการเพื่อขอมี/เลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญ และเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ โดยสามารถเลือกได้ว่า จะส่งเป็นรายงานการสร้างหรือพัฒนานวัตกรรมเชิงประจักษ์ หรือรายงานการวิจัย เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงทักษะ การคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ การสร้างหรือพัฒนานวัตกรรม และวิจัย เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา ซึ่งถือเป็นความรู้ความสามารถทางวิชาการที่จำเป็นจะต้องมีในวิทยฐานะเชี่ยวชาญ และเชี่ยวชาญพิเศษ

    “อาจารย์ได้รับฟังเสียงของครูว่า การเสนอผลงานวิจัยเป็นภาระหนัก ในขณะที่ครูมีผลงานดี ๆ จากการปฏิบัติหน้าที่จริงมีอยู่มากมาย หลักเกณฑ์ฯ ที่แก้ไขนี้ จะช่วยให้ครูสามารถนำผลงานเชิงประจักษ์มาเสนอได้ สะท้อนความเป็นจริงของการทำงาน และที่ประชุมได้มอบหมายให้สำนักงาน ก.ค.ศ. พิจารณาเพิ่มเติมในส่วนของการนำผลงานเชิงประจักษ์ในรูปแบบรางวัลมาเสนอ ก.ค.ศ. พิจารณาอีกครั้งด้วย เพื่อเพิ่มทางเลือกที่หลากหลายและครอบคลุมที่สุด ในส่วนของการประเมินผลงานทางวิชาการ สำหรับวิทยฐานะเชี่ยวชาญและวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ ผ่านระบบ DPA ยังกำหนดให้มีการประชุมคณะกรรมการประเมินผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อแลกเปลี่ยนการพิจารณาร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง โดยการดำเนินการประชุมอยู่ในชั้นความลับทุกขั้นตอนด้วย” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบแนวทางการพัฒนาหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครู ของระบบย้ายครู TRS ระยะที่ 3 โดยเน้นความ “ยืดหยุ่น” ในการดำเนินการให้มากขึ้น เช่น ขยายพื้นที่ให้ครูยื่นคำร้องเลือกสถานศึกษาใดก็ได้ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอื่นในจังหวัดเดียวกัน, ส่วนตำแหน่งว่างที่รับย้าย ปรับให้สามารถระบุกลุ่มวิชา หรือทาง หรือสาขาวิชาเอก ได้สูงสุด 3 วิชาเอก ต่อ 1 อัตราว่าง เป็นต้น

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวด้วยว่า การใช้ระบบดิจิทัลจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดทำเอกสารคำร้องของครู จากเดิมครั้งละ 200-300 บาท เมื่อมีคำร้องขอย้ายเฉลี่ยปีละประมาณ 70,000 คำร้อง จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 14-21 ล้านบาทต่อปี สอดคล้องกับนโยบายลดภาระงานและไม่ให้มีการเรียกรับผลประโยชน์ใด ๆ จากครู ทั้งนี้ การดำเนินการยังคงยึดหลักธรรมาภิบาล หลักคุณธรรม จริยธรรม ความเสมอภาค และประโยชน์ของทางราชการ

    นอกจากนี้ ในส่วนของการเพิ่มสัดส่วนกรรมการประเมินวิทยฐานะที่เป็นข้าราชการครู ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการประเมินตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา (ว12/2564) รวม 486 คน โดยเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หรืออดีตผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการที่มีประสบการณ์ตรงทั้งนี้ เพื่อให้การประเมินวิทยฐานะมีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับบริบทการจัดการศึกษาและการบริหารการศึกษาของแต่ละส่วนราชการ

    สำหรับการประเมินผ่านระบบดิจิทัล (DPA) ส่วนราชการต่างๆ ได้เสนอรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิรวม 6,251 คน ขณะนี้มีผู้กรอกข้อมูลและมีคุณสมบัติครบถ้วนแล้ว 1,180 คน แบ่งเป็น สพป. 587 คน สพม. 484 คน สอศ. 79 คน สกร. 17 คน และ สป.ศธ. 13 คน ซึ่ง อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับวิทยฐานะฯ ได้เห็นชอบบัญชีรายชื่อดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้ายว่า มติของ ก.ค.ศ. ในครั้งนี้ จึงสะท้อนความมุ่งมั่นของกระทรวงศึกษาธิการในการดูแลข้าราชการครูอย่างเป็นรูปธรรม เน้นการลดภาระงานที่ไม่จำเป็น เพิ่มโอกาสในการเติบโตทางวิชาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของครู เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1373793&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0spRLVGV_lR9GZ2TVCuzkc

  • ลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    Skip to content

    ลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ณ อาคาร 611 สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ท่านผู้หญิงอังกาบ บุณยัษฐิติ กรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ ลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้

    ปภาภรณ์/ข่าว

    ลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง — 31 ตุลาคม 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    ลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง — 31 ตุลาคม 2025 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/116372/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YPlVJ9YS6KmUOg3OfHtRh

  • เพื่อไทยไม่เห็นด้วยทำประชามติเอ็มโอยู 43-44 บอกซับซ้อนเกินกว่าประชาชนเข้าใจ!

    เพื่อไทยไม่เห็นด้วยทำประชามติเอ็มโอยู 43-44 บอกซับซ้อนเกินกว่าประชาชนเข้าใจ!

    ‘กมธ.ต่างประเทศ’ ถกผลศึกษา MOU44 ชี้ กรอบล็อกต้องคุยเขตแดนก่อนถึงแบ่งทรัพยากรใต้ทะเลได้ ‘2 สส.เพื่อไทย’ ประสานเสียงไม่เห็นด้วย ผลักภาระประชาชนทำประชามติ MOU43-44

    30 ต.ค.2568 – ในการประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.สรัสนันท์ อรรณนพพร สส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกมธ.ฯเป็นประธานการประชุม พิจารณารายงานผลการศึกษา เรื่อง การบริหารจัดการพื้นที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิ์ในหลายทวีปทับซ้อน (MOU44)ของคณะอนุ กมธ.ฯ ที่มีนายธนาธร โล่ห์สุนทร สส.ลำปาง พรรคเพื่อไทย เป็นประธานอนุ กมธ.ฯ

    โดย น.ส.สรัสนันท์ กล่าวว่า รายงานฉบับนี้ใช้เวลาศึกษา 6 เดือน เป็นการศึกษาเฉพาะ MOU44 พื้นที่อ้างสิทธิ์ทางทะเล และวันนี้ได้มีการนำเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ของกมธ.ฯ ซึ่งมีมติว่าสมควรให้ส่งรายงานนี้ไปยังหน่วยงานต่างๆ เพื่อรับความเห็นชอบในบทสรุป โดยใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ จากนั้นจะพิจารณาอีกครั้งว่าจะส่งไปยังหน่วยงานต่างๆ อีก หรือเสนอไปยังนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

    ประธาน กมธ.ฯ กล่าวถึงการจะให้ทำประชามติ MOU43 และMOU44 ว่า สะท้อนถึงแนวทางของประเทศในอนาคต โดยเฉพาะในมิติต่างประเทศ ถ้าจะยกเลิกต้องมีเหตุและผลรองรับ ถ้ามีเหตุผลในการยกเลิกก็สามารถทำได้ แต่การโยนไปทำประชามติไม่ใช่แนวทางที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องนี้ อีกทั้งการยกเลิกฝ่ายเดียวไม่สามารถทำได้ และต้องมีระยะเวลาในการขอยกเลิกอย่างน้อย 1 ปี เป็นการแสดงเจตจำนง

    “การไปทำประชาชมติเลยจะเกิดคำถามตามมา เกี่ยวกันในหลายมิติ ทั้งกฎหมายระหว่างประเทศ บริหารทรัพยากรทางธรรมชาติ อธิปไตย ความมั่นคง ทางทหาร การเมือง รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ดังนั้นดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเกินกว่าที่ประชาชน จะต้องมาตอบว่าใช่หรือไม่ใช่”น.ส.สรัสนันท์ กล่าว

    ด้านนายธนาธร กล่าวถึงสาระสำคัญของรายงานดังกล่าว ว่า การศึกษาของคณะอนุฯ ศึกษาไว้ 2 กรณี คือ กรณีมี MOU44 รัฐจะต้องดำเนินการอย่างไร และกรณีที่ไม่มี MOU44 จะมีข้อดีข้อเสียอย่างไร จะต้องใช้เวลาเท่าใดในการยกเลิก คณะอนุฯ จะไม่เสนอแนะว่าสมควรยกเลิกหรือไม่ แต่จะเป็นการให้ข้อมูล เพื่อให้บุคคลประกอบการตัดสินใจ

    “ MOU44 เป็นกรอบให้คู่ขัดแย้งเจรจากันในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลอ่าวไทย โดยล็อกไว้ว่าการเจรจาต้องพูดคุยทั้งเรื่องเขตแดนทางทะเล และการใช้ทรัพยากรทางทะเลไปพร้อมๆกัน ไม่สามารถคุยแบ่งปันผลประโยชน์ทรัพยากรทางทะเลก่อน แล้วค่อยคุยเขตแดนทางทะเลได้ ที่คนเข้าใจผิด คือ จะนำ MOUนี้มาแบ่งปันผลประโยชน์กัน ซึ่งความจริงต้องคุยเรื่องเขตแดนทางทะเลให้จบก่อน ถึงจะคุยเรื่องทรัพยากรทางทะเลได้ ส่วนข้อดีของการมี MOU44อยู่นั้น จะทำให้มีกรอบชัดเจนว่าพูดคุยประเด็นใด และทำอะไรก่อน-หลัง ในทางตรงกันข้าม หากยกเลิก MOU44 จะทำให้ต่างฝ่ายต่างคุยในพื้นที่อ้างสิทธิ์ ไม่มีตัวกลางในการเจรจา MOU44 จะเป็นกรอบล็อกว่าต้องพูดคุยเรื่องใดก่อนหลัง”นายธนาธร กล่าว

    ส่วนการที่รัฐบาลจะให้ทำประชามติยกเลิกหรือไม่ยกเลิก MOU43 และMOU44นั้น นายธนาธร กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยเพราะเป็นเรื่องซับซ้อน และเป็นเรื่องทางเทคนิคค่อนข้างมาก บางส่วนเป็นความลับทางราชการเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ จึงไม่ควรผลักภาระให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ รัฐบาลมีหน้าที่ตัดสินใจแทนประชาชนได้อยู่แล้ว รัฐบาลสามารถยกเลิกก็ได้ เพียงแต่ยกเลิกฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องไปพูดคุยกับเขา เพราะมีขั้นตอนในการยกเลิกอยู่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/887362/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Kb7dcr_d0wtAO6uTeY0PN

  • “นฤมล” นำประชุมบอร์ดคุรุสภา เห็นชอบปรับเกณฑ์ทดสอบ “ใบประกอบวิชาชีพครูใหม่” ลดภาระผู้เข้าสอบ P-License | TOPNEWS

    “นฤมล” นำประชุมบอร์ดคุรุสภา เห็นชอบปรับเกณฑ์ทดสอบ “ใบประกอบวิชาชีพครูใหม่” ลดภาระผู้เข้าสอบ P-License | TOPNEWS

    “สิ่งที่สำคัญก็คือ ไม่ต้องการให้เป็นภาระของผู้ที่จะสอบใบประกอบวิชาชีพครู เพราะตอนสอบบรรจุเป็นครูในสังกัดต่าง ๆ ก็ต้องสอบตามสาขาวิชาที่หน่วยงานต้องการอยู่แล้ว ซึ่งหลังจากนี้ทางคุรุสภาจะได้จัดทำประกาศเสนอขึ้นมาให้รัฐมนตรีลงนาม เพื่อจะได้ยกเลิกการสอบกลุ่มวิชาในการสอบใบประกอบวิชาชีพครูรอบต่อไปที่จะมีขึ้นในเดือนมกราคม 2569 อย่างไรก็ตาม ทางคุรุสภาก็ยังเปิดโอกาสให้ครูที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เข้ามาเรียนในหลักสูตร 7 โมดูล เพื่อที่จะให้ได้ใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่ครู (P-License) หรือ พรีไลเซน เป็นใบอนุญาตชั่วคราวของคุรุสภา สำหรับผู้ที่สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรที่คุรุสภาให้การรับรองแล้ว แต่ยังไม่ผ่านเกณฑ์การทดสอบสมรรถนะทางวิชาชีพ” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบรายชื่อบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นคณะอนุกรรมการประเมินระดับคุณภาพของมาตรฐานในการประกอบวิชาชีพครู ตามข้อบังคับของคุรุสภา ว่าด้วยระดับคุณภาพมาตรฐานในการประกอบวิชาชีพครู รวม 13 ราย และได้อนุมัติการรับรองคุณวุฒิทางการศึกษาให้กับมหาวิทยาลัย 17 แห่ง จำนวน 23 หลักสูตร ครอบคลุม ปริญญาตรีทางการศึกษา 11 หลักสูตร ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู 5 หลักสูตร ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพบริหารการศึกษา 1 หลักสูตร ปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพครู) 1 หลักสูตร และปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพบริหารการศึกษา) 5 หลักสูตร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1373332&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23_1d-nTaaXXukYVmjt94O

  • ปาฐกถาและเสวนา “จริยธรรมและธรรมาภิบาลเพื่อความยั่งยืนในสังคมไทย”

    ปาฐกถาและเสวนา “จริยธรรมและธรรมาภิบาลเพื่อความยั่งยืนในสังคมไทย”

    คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำนักธรรมศาสตร์และการเมือง ราชบัณฑิตยสภา จัดการปาฐกถาพิเศษเรื่อง “จริยธรรมและธรรมาภิบาลเพื่อความยั่งยืนในสังคมไทย” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม 2568 ณ CBS Cinema ชั้น 3 อาคารไชยยศสมบัติ 1 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับจริยธรรมและธรรมาภิบาลในบริบทสังคมไทยยุคใหม่ ตลอดจนแลกเปลี่ยนประสบการณ์และข้อเสนอเชิงนโยบายจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญในภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งจากภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคธุรกิจเอกชน

    พิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก ศ. (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานกล่าวเปิดงาน รศ.ดร.ธารทัศน์ โมกขมรรคกุล คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ กล่าวต้อนรับ ศ.ดร.วรเดช จันทรศร ประธานสำนักธรรมศาสตร์ และการเมือง ราชบัณฑิตยสภา กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน

    จากนั้นเป็นการปาฐกถาพิเศษโดยผู้ทรงคุณวุฒิในหัวข้อต่าง ๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ “วัฒนธรรมของพลเมืองไทยในสังคมยุคใหม่” โดย ศ.เกียรติคุณ นพ.สุรพล อิสรไกรศีล นายกราชบัณฑิตยสภา การปาฐกถาเรื่อง “จริยธรรมและธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศ : อดีต ปัจจุบัน และอนาคต” โดย ศ. (พิเศษ) นรนิติ เศรษฐบุตร ราชบัณฑิต สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง ราชบัณฑิตยสภา และ “บทบาทและหน้าที่ของมหาวิทยาลัยในการสร้างคุณธรรมและจริยธรรมให้แก่เยาวชนของชาติ” โดย ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.คณิสร์ แสงโชติ รองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ

    ปิดท้ายด้วยการเสวนาในหัวข้อ “การส่งเสริมให้องค์การมีจริยธรรมและธรรมาภิบาลเพื่อความยั่งยืน” โดย ศ.ดร.วรเดช จันทรศร ประธานสำนักธรรมศาสตร์ และการเมือง ราชบัณฑิตยสภา คุณถนอมวงศ์ แต้ไพสิฐพงษ์ กรรมการบริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) รศ.ดร.ธารทัศน์ โมกขมรรคกุล คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ศ.กิตติคุณ ดร.กุณฑลี รื่นรมย์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ภาคีสมาชิกสำนักธรรมศาสตร์และการเมือง ราชบัณฑิตยสภา

    ศ.เกียรติคุณ นพ.สุรพล อิสรไกรศีล นายกราชบัณฑิตยสภา กล่าวถึงบทเรียนจากประวัติศาสตร์และตัวอย่างจากต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่นและเยอรมนี ซึ่งประสบความสำเร็จจากการปลูกฝังวินัยและจิตสาธารณะ จึงเสนอว่าประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณธรรมของประชาชนควบคู่กับระบบการปกครอง เพื่อให้ประชาธิปไตยไทยก้าวหน้าอย่างแท้จริง พร้อมชี้ว่าคนกับระบบต้องพัฒนาไปด้วยกัน โดยการสร้างพลเมืองที่มีสำนึกความดี ความรับผิดชอบ และจิตใจเพื่อส่วนรวม ซึ่งหากต้องการเปลี่ยนประเทศ ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนจิตสำนึกของประชาชนก่อน โดยเสนอแนวทางขับเคลื่อนวัฒนธรรมพลเมืองใน 3 ระยะ ได้แก่

    • ระยะเร่งด่วน สร้างกระแสสังคม ส่งเสริมต้นแบบความดีในภาครัฐ เอกชน และเยาวชน
    • ระยะกลาง บรรจุหลักสูตรวัฒนธรรมพลเมืองในทุกระดับการศึกษา ปรับระบบคุณธรรมในราชการ และส่งเสริมธรรมาภิบาลในท้องถิ่น
    • ระยะยาว พัฒนาดีเอ็นเอคนไทยให้มีทั้งความเก่งและความดี ปลูกฝังคุณธรรมตั้งแต่ครอบครัวจนถึงชุมชน
      “การเปลี่ยนแปลงประเทศไม่จำเป็นต้องพึ่งเพียงกฎหมายหรือองค์กรตรวจสอบ หากทุกคนเริ่มจากการเป็นคนดี มีวัฒนธรรมพลเมือง ประเทศไทยจะเป็นสังคมที่สงบสุขและยั่งยืนด้วยใจของประชาชนเอง” ศ.เกียรติคุณ นพ.สุรพล กล่าวทิ้งท้าย

    ศ. (พิเศษ) นรนิติ เศรษฐบุตร ราชบัณฑิต สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง ราชบัณฑิตยสภา กล่าวว่า “ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระมหากษัตริย์ทรงยึดมั่นในทศพิธราชธรรม 10 ประการ และจักรวรรดิวัตร 12 ประการในการปกครอง เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัฐธรรมนูญเป็นผลผลิตใหม่ ผู้ปกครองได้อำนาจจากประชาชนผ่านการเลือกตั้ง อำนาจสูงสุดจึงเป็นของปวงชนชาวไทย การนำคำว่าจริยธรรมเข้ามาบรรจุในรัฐธรรมนูญเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2540 ในมาตรา 77 เพื่อเตือนสติผู้มีอำนาจ นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญปี 2540 ยังได้ริเริ่มให้มีองค์กรอิสระ ขึ้นมาเพื่อคานอำนาจรัฐบาล”
    “ปัจจุบันบทบาทของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ได้เขียนกำหนดเกี่ยวกับจริยธรรมไว้หลายแห่ง โดยเฉพาะมาตรา 160 วรรค 5 ซึ่งระบุว่ารัฐมนตรีต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง มาตรานี้เป็นมาตราสำคัญที่ถูกใช้ในการลงโทษทางการเมืองในช่วงปีที่ผ่านมา ในอนาคตหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องคงไว้ซึ่งเรื่องจริยธรรม เนื่องจากรัฐธรรมนูญเปรียบเสมือนคัมภีร์แผ่นดินใหม่ที่กำหนดอำนาจและวิธีการจัดการกับผู้มีอำนาจภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และหากผู้มีอำนาจจะแก้ไขเอาบทบัญญัติเรื่องจริยธรรมออกไปย่อมเป็นเรื่องยากมาก” ศ. (พิเศษ) นรนิติ กล่าว

    ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ปาฐกถาเรื่อง “บทบาทและหน้าที่ของมหาวิทยาลัยในการสร้างคุณธรรมและจริยธรรมให้แก่เยาวชนของชาติ” โดยกล่าวถึงเยาวชนกับจริยธรรมว่าเป็นคำถามที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลักจริยธรรมตามความหมายของราชบัณฑิตยสถานหมายถึงการศึกษาว่าการกระทำอย่างไรถือว่าเป็นความประพฤติที่ถูกหรือผิด จริยธรรมคือความประพฤติที่ดีงาม ความประพฤติอันพึงปฏิบัติต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และต่อสังคม เพื่อให้เกิดความดีงามความถูกต้องและนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง จุฬาฯ มีจริยธรรมสำหรับนิสิต ได้แก่ การตั้งใจพัฒนาตนเอง ให้เกียรติคณาจารย์ ผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย ปฏิบัติตนต่อผู้อื่นอย่างเป็นกัลยาณมิตร มีระเบียบวินัย ไม่ประพฤติตนอันเป็นเหตุให้เกิดความเสื่อมเสีย
    อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวต่อไปว่าวิสัยทัศน์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญในเรื่อง philanthropic spirit (การมีจิตใจแห่งการเป็นผู้ให้) บทบาทของมหาวิทยาลัยไม่เพียงให้การศึกษาเท่านั้น แต่มีบทบาทในการเปลี่ยนชีวิต การให้การศึกษาและผลิตบัณฑิตโดยไม่ครอบคลุมในเรื่องจริยธรรมคือการสร้างอาชญากรทางสังคม การนึกถึงผู้อื่นให้มากขึ้น ความรักความห่วงใยเป็นบ่อเกิดของจริยธรรม ทุกวันนี้เราใช้ชีวิตส่วนใหญ่โดยใช้ออนไลน์ ดังนั้นเรื่อง Digital Ethics หรือจริยธรรมในโลกดิจิทัลจึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้พัฒนา AI ซึ่งมีชื่อว่า ChulaGENIE ซึ่งแตกต่างจาก ChatGPT คนที่สร้างเทคโนโลยีและแอปพลิเคชันต้องมี Ethical Mind ซึ่งจะทำให้เกิด Digital Ethics

    ศ.ดร.วิเลิศกล่าวเพิ่มเติมว่าจุฬาฯ มุ่งเน้นการยกย่องเชิดชูทางด้านจริยธรรม ส่งเสริมให้คนทำความดี นอกจากจริยธรรมสำหรับนิสิตแล้ว จุฬาฯ ยังให้ความสำคัญกับจริยธรรมสำหรับคณาจารย์อีกด้วย ได้แก่ การรับผิดชอบต่อการสอนและการเรียนรู้ ปฏิบัติต่อนิสิตด้วยความเป็นธรรมและเมตตา และแสดงความคิดเห็นทางวิชาการด้วยความซื่อสัตย์ โดยมีกิจกรรมการพัฒนาคณาจารย์อย่างต่อเนื่อง
    “ความรักความห่วงใยเป็นพื้นฐานของการสร้างจริยธรรม ในช่วงเวลาที่ผ่านมา จุฬาฯ ได้อุทิศพื้นที่สยามสแควร์ด้วยการปิดถนนให้คนพิการและเกษตรกรได้ขายของฟรี ผู้ใช้แรงงานได้ตรวจสุขภาพฟรีและได้รับความรู้ทางด้านภาษา
    เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ทั้ง 17 ข้อ เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่เหลืออยู่ในอนาคตคือความยั่งยืนทางจริยธรรม การสร้าง SDGs เป็นความร่วมมือระหว่างคณะและหน่วยงานต่าง ๆ ต้องเกิดจากคุณธรรมและจริยธรรมที่เกิดขึ้นจากใจ เป็นความรักที่มีต่อผู้คนและการทำงานเพื่อประชาชน สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นในจุฬาฯ คือ SDGs ข้อ 18 คือ philanthropic spirit
    ในส่วนของ 10 ทักษะจำเป็นแห่งอนาคต (Future of Jobs 2025) ซึ่งจุฬาฯ เป็นตัวแทนหนึ่งเดียวในประเทศไทยร่วมกับ World Economic Forum ในการเสนอแนวทางเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานในอนาคต ทักษะที่สำคัญที่สุดคือทักษะข้อ 7 Empathy and active listening (การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งนี้ทักษะที่ต้องการสำหรับเยาวชนในวันนี้คือ Emotional Intelligence หรือความฉลาดทางปัญญา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/268069/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13x6o6ShNqWKZmsWu2p7Sa

  • ศึกษาแนวทาง”เกษตรอินทรีย์เชิงท่องเที่ยว”สร้างรายได้ให้กับชุมชน | เดลินิวส์

    ศึกษาแนวทาง”เกษตรอินทรีย์เชิงท่องเที่ยว”สร้างรายได้ให้กับชุมชน | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5252679/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NTS0T9fOtAa4RTpvkmqag