Category: วัฒนธรรม

  • “ปัตตานี-ตาก-ตรัง” คว้ารางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทยครั้งแรก สะท้อนพลังท้องถิ่นขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน

    “ปัตตานี-ตาก-ตรัง” คว้ารางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทยครั้งแรก สะท้อนพลังท้องถิ่นขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน

    บพท. ผนึกกำลังยูเนสโก-กระทรวงศึกษาธิการ-กสศ.-TK Park และ สบร. จัดมอบรางวัล “เมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย” ครั้งปฐมฤกษ์ ยกย่อง 4 เมืองต้นแบบ — ปัตตานีโดดเด่นด้านเศรษฐกิจ, อบจ.ปัตตานีเด่นด้านลดเหลื่อมล้ำ, ตากชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น, ตรังสร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชน — พร้อมเปิดเส้นทางสู่ “Thailand Learning City Platform” สร้างเมืองเรียนรู้ทั่วประเทศ

    เครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย ภายใต้ภาคีความร่วมมือ บพท.-ยูเนสโก-กระทรวงศึกษาธิการ -กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา-อุทยานการเรียนรู้ (TK Park) และสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) มอบรางวัล “เมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย” ครั้งปฐมฤกษ์ ให้เทศบาลเมืองปัตตานี-อบจ.ปัตตานี-เทศบาลเมืองตาก-เทศบาลนครตรัง

    รศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)

    รศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์องค์กร กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า บพท. ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายภายใต้ “เครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย” ซึ่งประกอบด้วยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ประจำประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ สบร. และอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) ริเริ่มจัดกิจกรรมมอบ “รางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย” หรือ “Thailand Learning City Award” ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อกระตุ้นให้ผู้นำเมืองหรือตัวแทนของผู้นำเมือง ตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญของการแสวงหาองค์ความรู้ไปจัดทำแผนพัฒนาเมืองตลอดจนบริหารจัดการปัญหาของเมืองให้เป็นไปอย่างมีคุณภาพ เป็นประโยชน์ต่อพลเมืองที่เป็นสมาชิกของเมือง

    “แนวทางการดำเนินการพิจารณามอบรางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย เป็นการประยุกต์มาจากกระบวนการคัดสรรต้นแบบเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโก มาใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของไทย และอยู่ภายใต้หลักคิดที่ต้องการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ เพื่อเป็นเครื่องมือและกระบวนการในการพัฒนาคนทุกช่วงวัย และพัฒนาเมืองให้เติบโตอย่างยั่งยืน รวมทั้งเป็นการปูทางไปสู่การผลักดันให้แพลตฟอร์มเมืองแห่งการเรียนรู้ของประเทศไทย” (Thailand Learning City Platform)

    รศ.ดร.ปุ่น ชี้แจงเพิ่มเติมว่า การมอบรางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทยครั้งปฐมฤกษ์นี้ จะแบ่งรางวัลออกเป็น 4 หมวดคือ เมืองแห่งการเรียนรู้ด้านเศรษฐกิจ เมืองแห่งการเรียนรู้ด้านเด็กและเยาวชน เมืองแห่งการเรียนรู้ด้านอัตลักษณ์ท้องถิ่น และเมืองแห่งการเรียนรู้ด้านลดความเหลื่อมล้ำ โดยการพิจารณาคัดเลือกเมืองแห่งการเรียนรู้ ให้ได้รับรางวัลแต่ละประเภท คณะกรรมการจะพิจารณาจากองค์ประกอบหลักของการพัฒนาเมือง 5 ประการ คือ 1. ผู้นำเมือง มีธรรมาภิบาลและความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ 2. มีแผนการพัฒนาคนและพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว 3. มีการใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และสร้างพื้นที่การเรียนรู้เพื่อตอบโจทย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต 4. มีการระดมทรัพยากรและกลไกความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในพื้นที่และใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ 5. มีผลลัพธ์ ผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม ซึ่งเมืองที่เข้าเกณฑ์ได้รับรางวัลต้องมีคะแนนรวมไม่ต่ำกว่า 80 คะแนน และเมืองที่มีคะแนนสูงสุดจะได้รับรางวัลเมืองยอดเยี่ยมในแต่ละด้าน

    “ในการจัดงานครั้งแรกนี้ เทศบาลเมืองปัตตานี คว้ารางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทยดีเด่น ด้านเมืองเศรษฐกิจ อบจ.ปัตตานี คว้ารางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทยดีเด่น ด้านลดความเหลื่อมล้ำ เทศบาลนครตรัง คว้ารางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทยดีเด่น ด้านเด็กและเยาวชน และ เทศบาลเมืองตาก คว้ารางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทยดีเด่น ด้านอัตลักษณ์ท้องถิ่น รวมถึงเมืองศักยภาพสูง ได้แก่ เทศบาลเมืองกาญจนบุรี (ด้านเมืองเศรษฐกิจ), อบจ.สตูล (ด้านเมืองอัตลักษณ์ท้องถิ่น), อบต.เชียงดาว (ด้านเมืองสำหรับเด็กและเยาวชน) และเทศบาลเมืองแสนสุข (ด้านเมืองลดความเหลื่อมล้ำ) ซึ่งเป็นการแสดงถึงความสำเร็จของเมืองต้นแบบการเรียนรู้ของประเทศไทย

    นพ.รักษ์ บุญเจริญ นายกเทศมนตรีนครตรัง กล่าวถึงความรู้สึกในโอกาสได้รับรางวัลว่า ถือเป็นครั้งแรกที่ได้รับรางวัลดังกล่าวนี้ โดยแรงบันดาลใจที่นำมาสู่การส่งผลงานเข้าประกวดในครั้งนี้ตัวเป้าหลักคือ
    เรื่องเด็กที่ด้อยโอกาส ซึ่งการเรียนรู้ในยุคปัจจุบันเด็กกลุ่มด้อยโอกาสจะยิ่งเสียเปรียบมากขึ้นไปอีก ถ้าเราไม่มาปิดช่องว่างตรงนี้จะทำให้เกิดความแตกต่างอย่างชัดเจน ก็เลยทำให้สนใจที่จะต้องมาเติมเต็มให้กับเด็กกลุ่มนี้ ซึ่งการที่มีกิจกรรมมอบรางวัลในลักษณะนี้ จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการรับรู้ในสังคมว่ายังมีโอกาสสำหรับเด็กกลุ่มนี้ด้วย ซึ่งจะทำให้การเก็บข้อมูลที่ตกหล่นได้เพิ่มมากขึ้น และที่สำคัญคือการที่เรามีภาคีอย่างสภาเด็กและเยาวชนที่ทำงานแข็งขันมากเข้ามาร่วมด้วย

    นายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล กล่าวว่า รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้รับการคัดเลือกให้ได้รับรางวัล และรางวัลนี้ที่ใช้เกณฑ์พิจารณาระดับสากล ทำให้เรามั่นใจในแนวทาง และแผนงานของเราที่มุ่งพัฒนาเมืองสตูลให้เจริญก้าวหน้า โดยยังรักษาคุณค่าของเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของเมืองเอาไว้ให้คนในพื้นที่มีความภาคภูมิใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/253617&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38D7X8109PKeAr8J2zR_Mo

  • ‘สรรเพชญ’ ต้อนรับ ‘พิพัฒน์’ ดันยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสงขลา

    ‘สรรเพชญ’ ต้อนรับ ‘พิพัฒน์’ ดันยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสงขลา

    ‘สรรเพชญ’ ต้อนรับ ‘พิพัฒน์’ ดันยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสงขลา

    1 พฤศจิกายน 2568 นายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขต 1 ให้การต้อนรับ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในโอกาสลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดสงขลาเพื่อติดตามความคืบหน้าและความพร้อมของโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมในพื้นที่จังหวัดสงขลา 
     
    โดยมี นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายรัชพงศ์ ขูนแก้ว เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายศาสตรา ศรีปาน สส.สงขลา เขต 2 นายสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา เขต 3 และนายณัฐชนนท์ ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา เขต 7 พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงคมนาคม อธิบดีกรมทางหลวงชนบท หัวหน้าส่วนราชการ และผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่ เข้าร่วมให้การต้อนรับและร่วมตรวจเยี่ยม 
     
    นายสรรเพชญ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ เกิดขึ้นภายหลังจากที่ตนได้ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อผลักดันให้มีการเร่งรัดตรวจสอบและดำเนินโครงการสำคัญ 2 โครงการ ได้แก่ 

    1. โครงการก่อสร้างถนนสายทางหลวงชนบทหมายเลข สข.2075 (ตำบลนาหม่อม–ตำบลบ้านพรุ) ซึ่งมีความยาวประมาณ 8 กิโลเมตร เชื่อมต่อระหว่างทางหลวงหมายเลข 43 กับทางหลวงหมายเลข 4 ช่วยลดการจราจรติดขัดบริเวณแยกคลองหวะ และเพิ่มความสะดวกในการเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองหาดใหญ่และสนามบินนานาชาติหาดใหญ่ อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาน้ำท่วมขังและความแออัดของถนนสายหลัก เสริมความคล่องตัวในการสัญจรระหว่างชุมชนใกล้เคียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
     
    2. โครงการศึกษาถนนเชื่อมต่อหาดชลาทัศน์ (บริเวณเขาเก้าเส้ง) กับถนนทางหลวงชนบทสาย สข.2004 แยกทางหลวงหมายเลข 43 ซึ่งเป็นเส้นทางเลียบชายฝั่งที่เคยมีปัญหาจากสภาพถนนแคบและข้อจำกัดของเส้นทางบางช่วง จนทำให้การจราจรสวนกันได้ยาก

    โครงการนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมต่อโครงข่ายทางหลวงชนบทให้สมบูรณ์ รองรับการท่องเที่ยวตลอดแนวชายฝั่งทะเล และเป็นเส้นทางรองช่วยระบายการจราจรเข้า–ออกเขตเมืองสงขลา โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำแผนงบประมาณปี พ.ศ. 2569 เพื่อดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้และประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) คาดว่าจะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ในปี พ.ศ. 2573 

    โดยนายพิพัฒน์ ได้มอบหมายให้กรมทางหลวงชนบทและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการตามแผนที่วางไว้ โดยเน้นให้คำนึงถึงมาตรฐานวิศวกรรม ความปลอดภัย และประโยชน์สูงสุดของประชาชน พร้อมย้ำว่ากระทรวงคมนาคมจะเดินหน้าโครงการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดสงขลาเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ และส่งเสริมเศรษฐกิจในทุกมิติต่อไป 
     
    นายสรรเพชญ กล่าวทิ้งท้ายว่า ในฐานะผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา ผมขอขอบคุณท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดสงขลาอย่างจริงจัง ทั้งสองโครงการนี้ไม่เพียงช่วยให้การคมนาคมสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชน ซึ่งผมจะติดตามผลักดันให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ ‘สงขลา’ เดินหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/642961&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06QmKz22EcWkXfK1ktfmsJ

  • ข่าวในพระราชสำนัก ประจำวันที่ 31 ตุลาคม 2568

    ข่าวในพระราชสำนัก ประจำวันที่ 31 ตุลาคม 2568

    ข่าวในพระราชสำนัก ประจำวันที่ 31 ตุลาคม 2568

    – พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสัตตมวาร ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    – สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นประธานคณะกรรมการ ตัดสินการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” และงานหัตถกรรม รอบตัดสิน ระดับประเทศ

    – ประธานองคมนตรี เชิญผ้าพระกฐินพระราชทานประจำปี 2568 ไปทอดถวายยังที่ชุมนุมสงฆ์ ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก

    – องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ไปในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร แก่ผู้สำเร็จการศึกษา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเขตภาคกลาง และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ประจำปีการศึกษา 2566 เป็นวันสุดท้าย

    – พระราชวงศ์ เป็นประธาน ในการทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม รับพระราชทานฉันเช้า

    – กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์ ฯ เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในโอกาสครบ 19 ปี โครงการกำลังใจในพระดำริ

    – โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ออกหน่วยแพทย์พระราชทาน ให้บริการตรวจรักษาประชาชน เนื่องในโอกาสครบรอบ 16 ปี โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา

    – บุคคลสำคัญ และประชาชนทุกหมู่เหล่า เดินทางไปถวายสักการะพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

    – พระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ได้พระราชทานไว้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญ และความมุ่งมั่นส่งเสริม ในการอนุรักษ์ ศิลปวัฒนธรรมไทย ให้เป็นที่ประจักษ์แก่คนรุ่นหลัง ตลอดจนชาวต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก ถึงความวิจิตรงดงาม

    – นายกรัฐมนตรี ร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 ชูเป็นเวทีสำคัญ ในการเสริมสร้างความร่วมมือ และเปิดโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ พร้อมนำคณะหารือกับ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน เห็นพ้องร่วมมือรอบด้าน โดยเฉพาะการปราบปราบอาชญากรรมออนไลน์ สแกมเมอร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/royal/royalnews/450693&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IezfwsLstRqsiKuWidhcp

  • บัตรคนจนได้ตังค์ รัฐโอน 1,700 บาท เริ่มวันนี้!

    บัตรคนจนได้ตังค์ รัฐโอน 1,700 บาท เริ่มวันนี้!

    ถึงคิว !! ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านคนทั่วประเทศ เตรียมรับเงินช่วยเหลือรวม 1,700 บาท จากรัฐบาล เริ่มโอนงวดแรกแล้ววันนี้ 1 พฤศจิกายน 2568 อีกงวดตามมา 1 ธันวาคม 2568

    สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ปี 2568 เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ และกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี โดยเพิ่มวงเงินอีก 850 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นเวลา 2 เดือน พ.ย.-ธ.ค.68 ทำให้ได้รับรวม 1,700 บาท

    วงเงินดังกล่าวสามารถใช้จ่ายในร้านธงฟ้าประชารัฐ หรือร้านค้าที่ผ่านการรับรองจากกระทรวงพาณิชย์ สำหรับซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษา และวัตถุดิบสำหรับเกษตรกรรม หากใช้ไม่หมดในเดือนนั้น จะไม่สามารถสะสมไปเดือนถัดไปได้

    ทั้งนี้ รัฐบาลเตรียมเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการฯ รอบใหม่ในต้นปี 2569 โดยจะทบทวนเงื่อนไขใหม่ให้ ‘ตรงกลุ่ม’ ที่ต้องการความช่วยเหลือจริง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน พร้อมย้ำว่า ผู้ถือบัตรยังคงได้รับสิทธิประโยชน์เดิมครบทุกประการ ไม่เปลี่ยนแปลง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/cabinet-approved-project-increase-welfare-card-holders-2026&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03Vb15WrwHVdP09ksaOz3L

  • ประชาสัมพันธ์การสมัครทหารออนไลน์ และโครงการ “เพชรในตม” รุ่นที่ 41

    ประชาสัมพันธ์การสมัครทหารออนไลน์ และโครงการ “เพชรในตม” รุ่นที่ 41

    พันเอก ทศพล ผ่องศรีสุข รองผู้อำนวย การรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดน่าน (ฝ่ายทหาร) มอบหมายให้ชุดประชาสัมพันธ์ของหน่วย ลงพื้นที่ให้ความรู้และประชาสัมพันธ์ สิทธิประโยชน์ของทหารกองประจำการที่สมัครด้วยระบบออนไลน์ ประจำปี 2569 พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์การรับสมัครและคัดเลือกเข้าเป็นนิสิตใน โครงการ “เพชรในตม” รุ่นที่ 41 ประจำปีการศึกษา 2569

    กิจกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้ในกลุ่ม กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และนักศึกษาวิชาทหาร (รด.) ในพื้นที่จังหวัดน่าน โดยมุ่งเน้นการเผยแพร่ข้อมูลไปยัง เครือข่ายเยาวชนและผู้นำชุมชน เพื่อเป็นแกนนำในการขยายผลและเป็น “กระบอกเสียงสำคัญ” ในการสื่อสารข้อมูลต่อไปยังเพื่อนเยาวชน ครอบครัว ผู้ใกล้ชิด และประชาชนในพื้นที่ให้รับทราบอย่างทั่วถึง
    สำหรับ โครงการเพชรในตม เป็นโครงการความร่วมมือระหว่าง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กระทรวงศึกษาธิการ

    โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมและเปิดโอกาสให้ นักเรียนที่กำลังจะจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ใน หมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเอง (อพป.) มีผลการเรียนดีแต่ครอบครัวยากจน ได้เข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต (หลักสูตร 4 ปี) วิชาเอกการประถมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
    นิสิตในโครงการจะได้รับ ทุนการศึกษาเต็มจำนวน มีที่พักฟรีตลอดระยะเวลาเรียน และเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว จะได้รับการ บรรจุเข้ารับราชการครู ในสถานศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ในพื้นที่ภูมิลำเนาหรือใกล้เคียง เพื่อกลับมาพัฒนาชุมชนและท้องถิ่นบ้านเกิดของตนเอง

    ถือเป็นโอกาสดีสำหรับเยาวชนที่มีใจรักในวิชาชีพครู — ได้เรียนฟรี มีที่พักฟรี และจบมามีงานทำ พร้อมได้กลับมาสร้างประโยชน์ให้กับบ้านเกิดของตนเองอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3810325/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WVfiXSQsGDmaejiiJTa2B

  • จุฬาฯ มอบวุฒิบัตรหลักสูตร ZEN รุ่นที่ 1

    จุฬาฯ มอบวุฒิบัตรหลักสูตร ZEN รุ่นที่ 1

    ภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ จัดพิธีมอบวุฒิบัตรหลักสูตร “ZEN: Marketing Legacy of the Rising Sun” ผสานศาสตร์การตลาดและปรัชญาญี่ปุ่น เพื่อธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืนเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องประชุมชั้น 7 สำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาฯ โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ บรรยายพิเศษในหัวข้อ “Consumer Behavior Design”กล่าวแสดงความยินดีและเป็นประธานมอบวุฒิบัตรแก่ผู้สำเร็จการอบรม

    ก่อนเริ่มงานผู้ผ่านการอบรมร่วมพิธีถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง หลังจาก ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีบรรยายจบลงแล้ว ผศ.ดร.ปณิธาน จันทองจีน ประธานหลักสูตร Zen Marketing กล่าวรายงานผลการดำเนินงาน มีผู้สำเร็จหลักสูตรการอบรมจำนวน 33 ท่าน

    ศ.ดร. วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีนโยบายในการส่งเสริมการเรียนรู้และการพัฒนาบุคลากรในภาคธุรกิจของไทยอย่างต่อเนื่อง เช่น ภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ได้จัดหลักสูตร ZEN  Marketing เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาองค์กรและพัฒนาธุรกิจที่ยั่งยืน ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมหลักสูตร ZEN จะได้รับคุณค่าในการเป็นผู้นำแห่งความคิด โดยสามารถนำแนวคิดที่ได้รับจากหลักสูตรไปพัฒนาต่อยอดองค์กรให้เติบโตขึ้นได้ เมื่อองค์กรของผู้เรียนเติบโตขึ้นจะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อคนในองค์กรนั้น ๆ โดยเกิดการสร้างผลกระทบในลักษณะทวีคูณ ซึ่งในภาพรวมจะนำไปสู่การสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในประเทศไทย”

    ผศ.ดร.ปณิธาน จันทองจีน
    ประธานหลักสูตร ZEN Marketing

    ผศ.ดร.ปณิธาน จันทองจีน ประธานหลักสูตร ZEN Marketing กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของหลักสูตรว่าต้องการให้ผู้ประกอบการและผู้บริหารได้เรียนรู้ศาสตร์การทำการตลาดที่ยั่งยืนโดยประยุกต์ใช้ปรัชญาแบบญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่มีบริษัทที่ประสบความสำเร็จมากกว่า 100 ปีจำนวนมากที่สุดในโลก จึงน่าจะเป็นต้นแบบให้กับธุรกิจไทยได้ การอบรมในหลักสูตรรุ่นที่ 1 ประสบความสำเร็จมาก ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้อย่างลึกซึ้งกับวิทยากรที่เป็นกูรูตัวจริงทั้งในประเทศและประเทศญี่ปุ่น สามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้จริงในปัจจุบันที่เศรษฐกิจมีภาวะผันผวน ผู้ประกอบการจะได้แรงบันดาลใจในการนำธุรกิจให้ก้าวผ่านภาวะวิกฤตไปได้อย่างไร

    คุณธรรมศักดิ์ จิตติมาพร ผู้สำเร็จการอบรมหลักสูตร ZEN

    คุณธรรมศักดิ์ จิตติมาพร ผู้สำเร็จการอบรมหลักสูตร ZEN Marketing ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาองค์กรธุรกิจ กล่าวว่า “ประโยชน์ที่ได้เรียนหลักสูตรคือสามารถเพิ่มพูนองค์ความรู้เกี่ยวกับตลาดญี่ปุ่น และการได้เรียนรู้กลยุทธ์การตลาดที่สามารถต่อยอดธุรกิจในระยะยาว หัวใจสำคัญของธุรกิจแบบ ZEN คือการสร้างความธรรมดาที่มีคุณภาพสูง และรักษามาตรฐานนั้นไว้เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า ซึ่งเป็นหลักการที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งในชีวิตประจำวันและในการแก้ไขปัญหาหรือสร้างกลยุทธ์ใหม่ ๆ ทางธุรกิจ”

    คุณพันธุ์เทพ เล็กสกุลกมลศิริ ผู้สำเร็จการอบรมหลักสูตร ZEN

    คุณพันธุ์เทพ เล็กสกุลกมลศิริ กรรมการบริษัท V Beyond Development และผู้อำนวยการสายงานพัฒนาธุรกิจและวิจัยผลิตภัณฑ์น้ำมันถั่วเหลืองศรทอง กล่าวว่า “หลักสูตรที่เน้นเรื่องปัญญาและปรัชญาการทำธุรกิจแบบญี่ปุ่นเชิงลึก ซึ่งมุ่งเน้นความยั่งยืนมากกว่าการทำยอดขายอย่างรวดเร็ว ทำให้ค้นพบจุดยืนที่แท้จริงของธุรกิจ และนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาวได้ การเรียนรู้วิธีการคิดแบบตะวันออกและตะวันตกที่แตกต่างกันและทำให้เข้าใจในการทำธุรกิจของตัวเองอย่างแท้จริง”

    คุณศุภวิทย์ ภาษิตนิรันดร์ ผู้สำเร็จการอบรมหลักสูตร ZEN

    คุณศุภวิทย์ ภาษิตนิรันดร์ ที่ปรึกษา วิทยากร และนักเขียน กล่าวว่า “แรงจูงใจที่มาเรียนหลักสูตร ZEN เพราะมีความสนใจในวัฒนธรรมญี่ปุ่นและต้องการสำรวจมิติการตลาดที่ตัวเองไม่มีประสบการณ์มากนัก โครงการนี้เน้นที่ความแตกต่างของการทำการตลาดระหว่างโลกตะวันตกกับตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาว่าทำไมธุรกิจญี่ปุ่นหลายแห่งจึงสามารถคงอยู่ได้เป็นร้อยปี ลักษณะเด่นของธุรกิจแบบ ZEN คือการไม่เน้นขายผลิตภัณฑ์ แต่ขายความเป็นตัวตน ความน่าเชื่อถือ และความไว้วางใจ ซึ่งนำไปสู่ความสัมพันธ์แบบพันธมิตรที่ยั่งยืนในระยะยาว และความรู้ที่ได้รับนี้จะถูกนำไปต่อยอดในการบรรยายเพื่อเสริมมุมมองด้านลูกค้าให้ครบถ้วนยิ่งขึ้น”

    คุณกิติศักดิ์ สุวรรณวงศ์
    ผู้สำเร็จการอบรมหลักสูตร ZEN

    คุณกิติศักดิ์ สุวรรณวงศ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ฮันซ่า – เฟล็กซ์ ไทยแลนด์ เผยถึงหลักสูตร ZEN ว่า “หลักสูตรนี้มีความน่าสนใจมากและมีเนื้อหาตรงกับความต้องการของตนเองในเรื่องการทำอย่างไรให้ธุรกิจมีความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของทฤษฎีการตลาด การตั้งราคา ฯลฯ ที่สำคัญคือวิทยากรในหลักสูตรเป็นผู้ที่มากด้วยประสบการณ์ทางด้านการทำธุรกิจเกี่ยวกับญี่ปุ่นมีความตั้งใจมาแบ่งปันประสบการณ์ ช่วยตกผลึกทางความคิดในการทำธุรกิจให้มีความยั่งยืนโดยยึดหลักปรัชญาการทำธุรกิจของญี่ปุ่นและมุ่งไปที่ลูกค้า ตั้งใจว่าจะนำความรู้ที่ได้รับจากการอบรมในหลักสูตรนี้ไปประยุกต์ใช้ในการถ่ายทอดและสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้มีความต่อเนื่องและยั่งยืน”

    คุณเพ็ญสิริ ณ นครพนม
    ผู้สำเร็จการอบรมหลักสูตร ZEN

    คุณเพ็ญสิริ ณ นครพนม CEO บริษัท เก็ท เทสท์ ไทย จำกัด กล่าวว่า “สนใจเข้าร่วมอบรมหลักสูตร ZEN Marketing เนื่องจากตรงกับความรู้เดิมที่เรียนจบทางด้านการตลาดจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ รวมทั้งจบการศึกษาปริญญาโทและเอกที่จุฬาฯ ด้วย หลักปรัชญาทางญี่ปุ่นในหลักสูตร ZEN Marketing มีความน่าสนใจมาก ทำให้ได้เรียนรู้ว่าบริษัทญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจมายาวนานมีวิธีการอย่างไร สามารถนำความรู้มาปรับใช้ในธุรกิจของตนเองได้ ยกตัวอย่างเช่น การเข้าใจผู้บริโภค การเข้าใจในปรัชญา “ริเน็น” (Rinen) ของญี่ปุ่นซึ่งเป็นแก่นแท้ของธุรกิจนั้น ๆ ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์ไปอย่างไรก็ตาม” 

    หลักสูตร ZEN: Marketing Legacy of the Rising Sun จัดโดยภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ร่วมกับ องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) เน้นการเรียนรู้การตลาดเพื่อความอย่างยั่งยืนแบบญี่ปุ่น มีจุดเด่นคือ การเรียนรู้การตลาดและปรัชญาธุรกิจญี่ปุ่นจาก ZEN Gurus ทั้งจากไทยและญี่ปุ่นกว่า 20 ท่าน ประสบการณ์ Dinner Talk Session สุดพิเศษใกล้ชิดกับ ZEN Gurus การศึกษาดูงานแบบ Executive Trip ณ องค์กรระดับตำนานในประเทศญี่ปุ่น โอกาสในการทำ Business Matching กับบริษัทญี่ปุ่น และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เรียนระดับผู้นำจากหลากหลายวงการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/268303/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Vh2Z3guESHskdVMtNPNO4

  • กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทาน ทอดถวาย ณ วัดโคกสมานคุณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

    กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทาน ทอดถวาย ณ วัดโคกสมานคุณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

    กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทาน ทอดถวาย ณ วัดโคกสมานคุณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

    กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยผู้มีจิตศรัทธาทำบุญเนื่องในโอกาสถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดโคกสมานคุณ ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา พร้อมสืบทอดขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามสืบไป

    นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568 ไปถวายพระภิกษุสงฆ์ซึ่งจำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ณ วัดโคกสมานคุณ ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในวันนี้ (1 พฤศจิกายน 2568) โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และประชาชนผู้มีจิตศรัทธาในพื้นที่จังหวัดสงขลาเข้าร่วมในพิธีดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคทรัพย์ร่วมทำบุญ เป็นจำนวนเงิน 3,416,750 บาท (สามล้านสี่แสนหนึ่งหมื่นหกพันเจ็ดร้อยห้าสิบบาทถ้วน)

    นายสมาสถ์ กล่าวต่อไปว่า วัดโคกสมานคุณ ตั้งอยู่ที่ถนนนิพัทธ์สงเคราะห์ 1 ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นวัดเก่าแก่ที่มีความสำคัญทางศาสนาและชุมชน สร้างขึ้นในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ 25 เพื่อเป็นศูนย์กลางประกอบศาสนกิจของพุทธศาสนิกชนในพื้นที่และละแวกใกล้เคียง เดิมพื้นที่วัดเป็นโคกสูง มีธรรมชาติร่มรื่น ชาวบ้านจึงร่วมแรงร่วมใจกันก่อสร้างและตั้งชื่อว่า “วัดโคกสมานคุณ” หมายถึง “สถานที่อันสมานสามัคคีเป็นสุข” ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา วัดโคกสมานคุณได้เจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านสถาปัตยกรรม ศาสนธรรม และการศึกษา พระอุโบสถของวัดมีลักษณะงดงามตามศิลปะไทยร่วมสมัย ภายในประดิษฐานพระประธานปางมารวิชัยเป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชน นอกจากนี้ วัดยังเป็นศูนย์กลางจัดกิจกรรมทางศาสนา เช่น การบวช การแสดงธรรม การอบรมเยาวชน และเป็นสถานที่ประกอบพิธีสำคัญของชาวหาดใหญ่มาโดยตลอด

    การที่พุทธศาสนิกชนได้ร่วมทอดผ้าพระกฐินแก่พระสงฆ์ ถือเป็นการสืบสานประเพณีสำคัญทางพระพุทธศาสนา แสดงถึงความกตัญญู ความศรัทธา และความร่วมแรงร่วมใจของชุมชน การถวายผ้ากฐินยังเป็นการสนับสนุนพระภิกษุให้มีกำลังใจในการปฏิบัติศาสนกิจ อีกทั้งยังเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่ที่ช่วยหล่อหลอมจิตใจของผู้ร่วมบุญให้มีความสุข สงบ และเกิดปัญญาในทางธรรม อันเป็นรากฐานแห่งความดีงามของสังคมโดยรวม นายสมาสถ์กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/968265&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2l_Dqu-YqPMzMZp7S19ybr

  • “รมว.นฤมล” นั่งหัวโต๊ะบอร์ดคุรุสภา เคาะเกณฑ์ใหม่สอบตั๋วครู ยกเลิกสอบวิชาเอก เหลือเฉพาะวิชาครู มีผล ม.ค. 69

    “รมว.นฤมล” นั่งหัวโต๊ะบอร์ดคุรุสภา เคาะเกณฑ์ใหม่สอบตั๋วครู ยกเลิกสอบวิชาเอก เหลือเฉพาะวิชาครู มีผล ม.ค. 69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/107463&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30eaQcFMsqqI4MDeF4NHO7

  • ‘ยีนเธอราพี’ เทรนด์สิงคโปร์ รักษาโรคหัวใจ  ท่ามกลางกังวลจริยธรรม

    ‘ยีนเธอราพี’ เทรนด์สิงคโปร์ รักษาโรคหัวใจ ท่ามกลางกังวลจริยธรรม

    คุณภาพชีวิต

    ‘ยีนเธอราพี’ เทรนด์สิงคโปร์ รักษาโรคหัวใจ ท่ามกลางกังวลจริยธรรม

    01 พ.ย. 2025 เวลา 14:00 น.

    นับเป็นครั้งแรก นักวิทยาศาสตร์ในสิงคโปร์กำลังทดลองปรับแต่งยีน หรือยีนเธอราพี ให้กับผู้ป่วยโรคหัวใจ เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องมาจากแหล่งกำเนิดทางพันธุกรรม

    ภายในทศวรรษหน้า ยีนเธอราพี หรือการปรับแต่งยีน อาจเป็นวิธีนำเสนอการรักษาที่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้ป่วยโรคทางพันธุกรรมมากขึ้น โดยนักวิจัยทางการแพทย์ในสิงคโปร์กำลังศึกษาวิธีการปรับแต่งยีนสำหรับโรคโรคหัวใจ และโรคเกี่ยวกับเลือดอย่างจริงจัง ขณะที่ยังมีการศึกษาวิธีการรักษาทารกในครรภ์อีกด้วย

    ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจอะไมลอยด์ทรานสไธเรติน ซึ่งเป็นโรคหัวใจทางพันธุกรรมที่หายาก แต่การบำบัดด้วยยีนกับมอบความหวังใหม่ให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้

    ในสิงคโปร์ นักวิทยาศาสตร์เริ่มดำเนินการทดลองการตัดต่อยีน ในผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่ที่เป็นโรคหัวใจ เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องที่ต้นกำเนิดทางพันธุกรรม

    หากได้รับการอนุมัติ อาจถือเป็นการนำเอา CRISPR-Cas9 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการตัดต่อยีนประเภทหนึ่ง มาใช้ในเชิงพาณิชย์ครั้งแรกของประเทศในมนุษย์

    “นับเป็นการบุกเบิก และเรื่องน่าตื่นเต้น อาจช่วยนำทางไปสู่การทดลองตัดต่อยีนสำหรับโรคอื่นๆ ในอนาคต” ผู้ช่วยศาสตราจารย์หลิน เหว่ยฉิน ผู้อำนวยการฝ่ายคลินิกของโครงการโรคหัวใจและกล้ามเนื้อหัวใจของศูนย์หัวใจแห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ กล่าว

    “ภาวะอื่นๆ อาจพบได้บ่อย เช่น คอเลสเตอรอลสูง ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน และโรคเบาหวาน” หลินระบุประเภทโรค และเสริมว่า การศึกษานี้จะใช้เวลาอีก 3 – 4 ปี ถึงจะเสร็จสมบูรณ์ และการบำบัดด้วยยีนอาจกลายเป็นกระแสหลักภายในช่วงทศวรรษ 2030

    ศักยภาพยีนเธอราพี

    นักวิจัยยังศึกษาวิธีการรักษาโรคทางพันธุกรรมในช่วงวัยต้นๆ ของชีวิต ซึ่งอาจรวมถึงก่อนคลอดด้วย

    ซิตร้า มาตา ที่ปรึกษาอาวุโสด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์จากแผนกสูตินรีเวชวิทยา โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ชี้จุดหลักคือการแก้ไขการกลายพันธุ์ของยีนที่ผิดปกติในเด็กหรือทารกในครรภ์อย่างปลอดภัยก่อนที่จะเกิดโรค

    อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเตือนว่าผู้ป่วยที่เข้าร่วมการทดลองในระยะเริ่มต้นต้องเข้าใจว่า การปรับแต่งยีนนั้น “ไม่สามารถย้อนกลับไปได้” เป็นส่วนใหญ่ และ “มีผลข้างเคียงในระยะยาว” ยังคงไม่ชัดเจน

    สำหรับการปรับแต่งยีนในครรภ์ มารดาอาจประสบผลข้างเคียงขณะรักษาทารกในครรภ์ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัยในสถาบันวิจัย

    กังวลจริยธรรม

    ขณะที่นักวิทยาศาสตร์กำลังขยายขอบเขตความสามารถของการปรับแต่งยีน ผู้เชี่ยวชาญด้านจริยธรรมกำลังเรียกร้องความระมัดระวัง โดยเตือนจำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันที่เข้มงวดควบคู่ไปกับความก้าวหน้าเหล่านี้

    คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านชีวจริยธรรม (BAC) ของสิงคโปร์ได้เผยแพร่แนวทางใหม่สำหรับอุตสาหกรรมนี้ในการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

    คณะกรรมการแนะนำว่า ไม่ควรปล่อยให้ตัวอ่อนที่ใช้ในการวิจัยเจริญเติบโตเกิน 14 วัน เนื่องจากเหตุผลด้านจริยธรรม สังคม และกฎหมาย โดยนักวิทยาศาสตร์ ระบุว่า เมื่ออายุครรภ์ได้ 14 วัน ตัวอ่อนจะเริ่มพัฒนาโครงสร้างที่ “คล้ายมนุษย์” มากขึ้น

    BAC ยังเดินหน้ายับยั้งการตัดแต่งยีนในลักษณะที่อาจถ่ายทอดไปยังรุ่นต่อ ๆ ไป เนื่องจากผลกระทบระยะยาวที่ไม่อาจคาดการณ์ได้

    “การประยุกต์ใช้ใดๆ กับตัวอ่อนหรือเซลล์สืบพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นอสุจิหรือไข่ อาจถูกถ่ายทอดไปยังรุ่นต่อๆ ไป” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ จี โอเวน เชเฟอร์ จากศูนย์จริยธรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ กล่าว

    “หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้น มันไม่ได้ส่งผลกระทบต่อบุคคลนั้นเพียงคนเดียว หากพวกเขามีลูกๆ ก็จะส่งผลกระทบต่อรุ่นต่อๆ ไปในแบบที่เราไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ” ผู้ช่วยศาสตราจารย์เชเฟอร์กล่าว

    ทั้งนี้ ได้แนะนำให้ใช้วิธีการที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว เพื่อลดความเสี่ยงของโรคทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม จนกว่าการตัดแต่งยีนจะมีความก้าวหน้าและเชื่อถือได้มากขึ้น

    “ควรยึดถือวิธีการที่แน่นอนและปลอดภัยกว่า และรอจนกว่าวิทยาศาสตร์จะพัฒนาไปมากกว่านี้ ก่อนที่จะใช้วิธีการที่มีความเสี่ยงสูงกว่าในช่วงตัวอ่อน” ผู้ช่วยศาสตราจารย์เชเฟอร์กล่าวในรายการ Singapore Tonight ของชาแนลนิวส์ เอเชีย

    อ้างอิง CNA

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/health/social/1205729&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lXJZx1-ZliIuMjdi23NQ8

  • คุณจะวางใจให้หุ่นยนต์ดูแลในยามชราจริงหรือ ? – BBC News ไทย

    คุณจะวางใจให้หุ่นยนต์ดูแลในยามชราจริงหรือ ? – BBC News ไทย

    หุ่นยนต์ทำความสะอาด ออกกำลังกาย และดูแลผู้สูงวัย คุณจะไว้ใจพวกมันได้แค่ไหน ?

    A sketch of a robot with their arm around a person

      • ปัลลับ โฆษ

      • Author, ปัลลับ โฆษ
      • Role, ผู้สื่อข่าวสายวิทยาศาสตร์ บีบีซีนิวส์

    มือหุ่นยนต์โลหะสีดำ 3 อันซ่อนตัวอยู่ในห้องทดลองทางตะวันตกเฉียงเหนือของลอนดอน สหราชอาณาจักร เคลื่อนไหวอย่างน่าขนลุกบนโต๊ะทำงานวิศวกรรม ไม่มีกรงเล็บหรือคีม แต่มีนิ้ว 4 นิ้วเรียงกัน นิ้วหัวแม่มือยกขึ้นและลงอย่างช้า ๆ โดยมีข้อต่ออยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม

    “เราไม่ได้พยายามสร้าง Terminator (หุ่นยนต์สังหารสร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ในภาพยนตร์ “คนเหล็ก”)” ริช วอร์กเกอร์ ผู้อำนวยการของชาโดว์ โรบอท (Shadow Robot) บริษัทผลิตหุ่นยนต์ดังกล่าว กล่าวติดตลก

    เขาใส่แว่น ผมยาว มีหนวดและเครา ดูเป็นพวกฮิปปี้ยุคใหม่มากกว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และเขาดูภูมิใจอย่างเห็นได้ชัดในขณะที่พาบีบีซีชมบริษัทของเขา

    “เราตั้งใจที่จะสร้างหุ่นยนต์ที่ช่วยเหลือคุณ ที่ทำให้ชีวิตคุณดีขึ้น หุ่นยนต์รับใช้อเนกประสงค์ที่สามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างในบ้าน ทำงานบ้านทั้งหมด…”

    ทว่ายังมีความทะเยอทะยานที่ลึกซึ้งกว่านั้น นั่นคือการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนที่สุดประการหนึ่งของสหราชอาณาจักร นั่นคือ วิกฤตการณ์ด้านการดูแลทางสังคมที่ทวีความรุนแรงขึ้น

    รายงานขององค์กรการกุศล สกิล ฟอร์ แคร์ (Skills for Care) ระบุว่า เมื่อปีที่แล้วมีตำแหน่งงานว่างสำหรับผู้ดูแลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุในอังกฤษถึง 131,000 ตำแหน่ง และโดยรวมแล้ว มีผู้สูงวัย 65 ปีขึ้นไปในอังกฤษราว 2 ล้านคนที่ต้องการผู้ดูแล ทว่ายังไม่ได้รับการตอบสนอง ตามข้อมูลของเอจ ยูเค (Age UK)

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • จากซ้ายไปขวา: นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ กันจอมพลัง และ พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก (ทบ.)

    • .

    • Reuters

    • .

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    มีการคาดการณ์ว่าในปี 2050 ประชากร 1 ใน 4 ในสหราชอาณาจักรจะมีอายุ 65 ปีขึ้นไป ซึ่งอาจทำให้ระบบการดูแลผู้สูงอายุมีภาระหนักขึ้น

    นั่นคือที่มาของหุ่นยนต์

    รัฐบาลชุดก่อนประกาศลงทุน 34 ล้านปอนด์ (ราว 1.4 พันล้านบาท) ในการพัฒนาหุ่นยนต์ที่อาจนำมาใช้ในการดูแลผู้ป่วยได้ โดยในปี 2019 รัฐบาลระบุว่า “ภายใน 20 ปีข้างหน้า ระบบอัตโนมัติอย่างหุ่นยนต์จะกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของเรา เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต การทำงาน และการเดินทางของเรา”

    “เทคโน-โซลูชันนิสซึม” (techno-solutionism) ที่ฟังดูเหมือนหลุดออกมาจากหนังไซไฟมากกว่า จะเป็นทางออกได้จริงหรือ? และคุณจะไว้ใจญาติผู้ใหญ่ หรือตัวเองจริงหรือไม่ ในเมื่อคุณตกอยู่ในภาวะเปราะบางที่สุดกับสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นเครื่องจักรที่แข็งแกร่งที่สุด?

    ออกกำลังกายกับหุ่นยนต์ “เปปเปอร์”

    ญี่ปุ่นเผยภาพอนาคตที่มีหุ่นยนต์อาศัยอยู่ท่ามกลางชาวญี่ปุ่น

    เมื่อ 10 ปีที่แล้ว รัฐบาลเริ่มเสนอเงินอุดหนุนให้กับผู้ผลิตหุ่นยนต์เพื่อพัฒนาและเผยแพร่การใช้หุ่นยนต์ในบ้านพักคนชรา ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากประชากรสูงอายุและเจ้าหน้าที่บ้านพักคนชราที่ขาดแคลน

    ดร.เจมส์ ไรท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ และศาสตราจารย์พิเศษจากมหาวิทยาลัยควีนแมรีแห่งลอนดอน ใช้เวลา 7 เดือนในการสังเกตอาการของพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสังเกตการทำงานของพวกเขาในบ้านพักคนชราแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น

    โดยรวมแล้ว มีการศึกษาหุ่นยนต์ 3 ประเภทด้วยกัน

    หุ่นตัวแรกถูกเรียกว่า “ฮัก” (HUG) ออกแบบโดยบริษัทฟูจิ คอร์ปอเรชัน ประเทศญี่ปุ่น มีลักษณะเหมือนโครงช่วยเดินที่มีความสลับซับซ้อนสูง มีแผ่นรองรองรับที่คนสามารถเอนตัวพิงได้ และยังช่วยให้ผู้ดูแลสามารถยกคนจากเตียงไปยังรถเข็นหรือห้องน้ำได้อีกด้วย

    Demonstration of the HUG robot (mobility support)

    ที่มาของภาพ, NurPhoto/Getty Images

    คำบรรยายภาพ, หุ่นยนต์ดูแลผู้ป่วย HUG ของบริษัทฟูจิ คอร์ปอเรชัน ประเทศญี่ปุ่น ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยผู้ดูแลในการยกตัวผู้ป่วย

    หุ่นตัวที่สอง มีลักษณะคล้ายแมวน้ำตัวน้อย ใช้ชื่อว่า “พาโร” (Paro) ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม โดยได้รับการฝึกให้ตอบสนองต่อการถูกลูบด้วยการเคลื่อนไหวและส่งเสียง

    หุ่นตัวที่สาม เป็นหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ตัวเล็ก หน้าตาเป็นมิตร ใช้ชื่อว่า “เปปเปอร์” (Pepper) มันสามารถให้คำแนะนำและสาธิตการออกกำลังกายได้ด้วยการขยับแขน และเคยถูกใช้เป็นครูสอนออกกำลังกายในบ้านพักคนชรามาแล้ว

    แม้แต่ก่อนที่เขาจะเริ่มสังเกต ดร.ไรท์เชื่อข่าวลือดังกล่าวมาบ้างแล้ว

    “ผมคาดหวังว่าพนักงานดูแลที่มีงานยุ่งมาก จะสามารถนำหุ่นยนต์เหล่านี้ไปใช้ได้อย่างง่ายดาย แต่สิ่งที่ผมพบ มันแทบจะตรงกันข้ามเลย”

    An elderly woman looks to a robot and touches the screen on its front

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, เปปเปอร์สามารถให้คำแนะนำและสาธิตการออกกำลังกายได้โดยการขยับแขน แต่บางคนที่ลองเล่นแล้วพบว่าเสียงของมันแหลมเกินไป

    เขาค้นพบว่า เมื่อใช้งานจริง เจ้าหน้าที่บ้านพักคนชราต้องเสียเวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำความสะอาดและชาร์จพลังงานให้กับหุ่นยนต์ และเหนือสิ่งอื่นใดคือการแก้ไขปัญหาเมื่อหุ่นยนต์ทำงานผิดพลาด

    “หลังผ่านไปหลายสัปดาห์ พนักงานดูแลตัดสินใจว่าหุ่นยนต์สร้างปัญหาเกินความคุ้มค่า จึงใช้งานน้อยลงเรื่อย ๆ เพราะพวกเขายุ่งเกินกว่าจะใช้มัน” เขากล่าวกับบีบีซี

    “ต้องย้ายเจ้าฮักไปมาตลอดเวลา เพื่อเอามันออกไปจากทางเดินของผู้พักอาศัย ส่วนพาโรสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อยู่อาศัยคนหนึ่งที่ติดมันมากเกินไป และพวกเขาไม่สามารถทำตามท่าออกกำลังกายของเปปเปอร์ได้ เพราะขนาดตัวของมันสั้นเกินกว่าที่คนจะมองเห็นได้ และพวกเขาก็ไม่สามารถได้ยินเสียงของมันได้อย่างชัดเจน เพราะเสียงมันแหลมเกินไป”

    A person speaks with

    ที่มาของภาพ, The The Washington Post/Getty Images

    คำบรรยายภาพ, พาโรมีลักษณะคล้ายลูกแมวน้ำ มันจะคอยตอบสนองด้วยการขยับตัวและส่งเสียงเมื่อถูกลูบ

    ทีมงานที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนาหุ่นยนต์ต่างแสดงปฏิกิริยาต่องานวิจัยของ ดร.ไรท์

    นักพัฒนาที่อยู่เบื้องหลังฮักกล่าวว่า ตั้งแต่นั้นมา พวกเขาได้ปรับปรุงการออกแบบให้กะทัดรัดและใช้งานง่ายยิ่งขึ้น ทาคาโนริ ชิบาตะ ผู้สร้างพาโร กล่าวว่า พาโรถูกใช้มา 20 ปีแล้ว และชี้ให้เห็นถึงการทดลองที่แสดงให้เห็นถึง “หลักฐานทางคลินิกที่ยืนยันถึงประสิทธิภาพในการรักษา” ปัจจุบันเปปเปอร์ถูกบริษัทอื่นซื้อไปแล้วและซอฟต์แวร์ของบริษัทได้รับการปรับปรุงอย่างมาก

    แต่การศึกษาครั้งนี้ก็ไม่ไร้คุณค่า

    วอล์คเกอร์ จากชาโดว์ โรบอต ยืนกรานว่า ไม่ควรมองข้ามการใช้หุ่นยนต์ในการดูแล และเขาเชื่อว่าหุ่นยนต์รุ่นต่อไปจะมีความสามารถมากขึ้น

    จากห้องทดลองสู่โลกแห่งความเป็นจริง

    ปรามินดา คาเลบ-ซอลลี่ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยนอตทิงแฮม มุ่งมั่นที่จะทำให้หุ่นยนต์เหล่านี้ทำงานได้ดีในทางปฏิบัติ “เรากำลังพยายามนำหุ่นยนต์เหล่านี้ออกจากห้องทดลองสู่โลกแห่งความเป็นจริง” เธอกล่าว

    เพื่อดำเนินการดังกล่าว เธอได้จัดตั้งเครือข่ายที่เรียกว่า อีเมอร์เจนซ์ (Emergence) ขึ้นมาเพื่อช่วยเชื่อมโยงผู้ผลิตหุ่นยนต์กับธุรกิจและบุคคลต่างๆ ที่ต้องการใช้หุ่นยนต์ และเพื่อค้นหาคำตอบจากผู้สูงอายุเองว่าพวกเขาต้องการอะไรจากหุ่นยนต์

    คำตอบแตกต่างกันไป

    บางคนบอกว่าอยากได้หุ่นยนต์ที่สามารถโต้ตอบด้วยเสียงได้ และแน่นอนว่าต้องมีรูปลักษณ์ที่ไม่ดูน่ากลัว ขณะที่บางคนอยากได้ “ดีไซน์น่ารัก” แต่หลายคนก็อยากได้วิธีที่ใช้งานได้จริง อยากให้หุ่นยนต์ปรับตัวเข้ากับความต้องการที่เปลี่ยนไป รวมถึงการชาร์จไฟและทำความสะอาดตัวเองด้วย

    “เราไม่ต้องการดูแลหุ่นยนต์ แต่เราต้องการให้หุ่นยนต์ดูแลเรา” ผู้ตอบแบบสอบถามคนหนึ่งกล่าว

    Genie's: small robots with an oval screen at the top

    ที่มาของภาพ, Caremark

    คำบรรยายภาพ, แคร์มาร์กได้ทดลองใช้จีนี ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ขนาดเล็กที่สั่งงานด้วยเสียง

    ธุรกิจบางแห่งในสหราชอาณาจักรก็กำลังทดสอบหุ่นยนต์เช่นกัน

    แคร์มาร์ก (Caremark) ผู้ให้บริการงานดูแลบ้านที่กำลังทดลองใช้จีนี (Genie) หุ่นยนต์ขนาดเล็กที่สั่งงานด้วยเสียงกับผู้ใช้บริการบางส่วนในเมืองเชลต์นัม

    ชายคนหนึ่งที่มีอาการสมองเสื่อมตั้งแต่อายุยังน้อยอธิบายว่า เขาสนุกกับการขอให้จีนีเล่นเพลงของ เกล็นน์ มิลเลอร์ ผู้นำวงดนตรีบิ๊กแบนด์

    โดยรวมแล้ว ปฏิกิริยาที่ได้รับกลับเป็นไปในลักษณะเดียวกับที่ ไมเคิล โฟล์คส ผู้อำนวยการสร้างกล่าวไว้ บางคนชอบจีนี ขณะที่บางคนก็ไม่ค่อยชอบเท่าไรนัก

    แต่โฟล์คเน้นย้ำว่า อุปกรณ์เหล่านี้ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อทดแทนผู้คน “เรากำลังพยายามสร้างอนาคตที่ผู้ดูแลจะมีเวลาดูแลมากขึ้น”

    มือหุ่นยนต์: การเรียนรู้จากวิวัฒนาการ

    เมื่อกลับมาที่ห้องทดลองของบริษัท ชาโดว์ โรบอต ในลอนดอน ริช วอล์กเกอร์ได้ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายครั้งใหญ่ประการหนึ่ง นั่นคือ การสร้างมือหุ่นยนต์ที่สมบูรณ์แบบ

    “เพื่อให้หุ่นยนต์มีประโยชน์ มันต้องมีความสามารถในการโต้ตอบกับโลกได้เช่นเดียวกับมนุษย์” เขาอธิบายและว่า “เพื่อสิ่งนั้น มันต้องมีความคล่องแคล่วเหมือนมนุษย์”

    A dextrous hand robot putting a sugar cube into a mug

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, รัฐบาลชุดก่อนประกาศให้เงินลงทุน 34 ล้านปอนด์ เพื่อพัฒนาหุ่นยนต์ที่อาจช่วยดูแลผู้ป่วยได้

    มือหุ่นยนต์ที่มิสเตอร์วอล์คเกอร์นำมาให้ชมนั้นดูคล่องแคล่วมาก มันทำมาจากโลหะและพลาสติก ติดตั้งเซ็นเซอร์ 100 ตัว คล่องแคล่วและแข็งแรงเทียบเท่ามือมนุษย์ นิ้วแต่ละนิ้วขยับไปแตะนิ้วหัวแม่มือได้อย่างราบรื่น รวดเร็ว และแม่นยำ ก่อนจะจบด้วยการพูดว่า “ตกลง” เพื่อปิดท้าย

    มันสามารถเล่นรูบิกได้ด้วยมือเดียวด้วย

    อย่างไรก็ตาม นี่ยังคงห่างไกลจากการทำภารกิจละเอียดอ่อน เช่น การใช้กรรไกรหรือการหยิบวัตถุที่เล็กและบอบบางกว่า

    “วิธีที่เราใช้กรรไกรเป็นอะไรที่น่าทึ่งมากเมื่อคุณลองคิดดู” วอล์กเกอร์กล่าว

    “ถ้าคุณลองวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้น คุณกำลังใช้ประสาทสัมผัสของคุณอย่างละเอียดอ่อนและแม่นยำ และได้รับฟีดแบ็ก ซึ่งทำให้คุณปรับวิธีการตัด แล้วคุณจะบอกหุ่นยนต์ว่าต้องทำอย่างไร”

    A woman demonstrates a robotic hand

    ที่มาของภาพ, Bloomberg/Getty Images

    คำบรรยายภาพ, “เพื่อให้หุ่นยนต์มีประโยชน์ มันต้องมีความสามารถในการโต้ตอบกับโลกเช่นเดียวกับมนุษย์ และมันต้องมีความคล่องแคล่วเหมือนมนุษย์”

    ทีมงานของนายวอล์กเกอร์ร่วมกับบริษัทวิศวกรรมอีก 35 แห่ง กำลังร่วมกันออกแบบมือที่มีลักษณะเหมือนกับมือของมนุษย์มากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่เรียกว่า Robot Dexterity Programme

    เป็นหนึ่งในโครงการที่ดำเนินการโดยหน่วยงานรัฐบาลที่เรียกว่าหน่วยงานวิจัยและประดิษฐ์ขั้นสูง (Advanced Research and Invention Agency – ARIA) ซึ่งมุ่งสนับสนุนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่มีความเสี่ยงสูง (เพราะอาจไม่ได้ผล) แต่ก็มีผลตอบแทนสูงสำหรับศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงสังคม

    ศาสตราจารย์เจนนี รีด หัวหน้าโครงการ อธิบายว่า พวกเขากำลังศึกษาการเคลื่อนไหวของสัตว์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ เพื่อให้ข้อมูลที่ชัดเจนยิ่งขึ้นสำหรับการออกแบบ ไม่ใช่แค่เฉพาะมือเท่านั้น แต่ยังเป็นข้อมูลสำหรับการทบทวนแนวคิดการสร้างหุ่นยนต์ใหม่ทั้งหมดอีกด้วย “สิ่งหนึ่งที่น่าทึ่งมากเกี่ยวกับร่างกายของสัตว์คือความสง่างามและประสิทธิภาพของมัน ซึ่งวิวัฒนาการได้ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นจริง

    “ผมคิดว่าความสง่างามเป็นรูปแบบหนึ่งของประสิทธิภาพ”

    การจำลองกล้ามเนื้อของมนุษย์

    กุกกี โคฟอด วิศวกรที่ผันตัวมาเป็นผู้ประกอบการ กำลังพยายามพัฒนากล้ามเนื้อเทียมสำหรับหุ่นยนต์ที่สามารถใช้แทนมอเตอร์ได้

    บริษัท พเลียนติกส์ (Pliantics) ของเขาซึ่งมีฐานอยู่ในเดนมาร์ก ยังคงอยู่ในระยะเริ่มต้นของการพัฒนา แต่ได้ประสบความสำเร็จในการค้นคว้าวัสดุที่สามารถใช้งานได้จริงและมีความทนทาน

    เขาขับเคลื่อนด้วยเหตุผลส่วนตัวที่ลึกซึ้งเช่นกัน

    “มีคนใกล้ตัวผมหลายคนเสียชีวิตจากโรคสมองเสื่อมเมื่อเร็ว ๆ นี้” เขาอธิบาย “ผมเห็นจากคนที่ดูแลผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม และมันเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก”

    “ดังนั้น หากเราสามารถสร้างระบบที่ช่วยให้พวกเขาไม่ต้องกลัว และช่วยให้พวกเขาใช้ชีวิตได้ในระดับที่ดี… นั่นจะเป็นแรงบันดาลใจให้ฉันได้อย่างไม่น่าเชื่อ”

    กล้ามเนื้อที่เขาออกแบบนั้นทำจากวัสดุอ่อนนุ่มที่สามารถยืดและหดตัวได้คล้ายกับกล้ามเนื้อจริง เมื่อได้รับกระแสไฟฟ้า

    กุกกี โคฟอด กำลังทำงานร่วมกับชาโดว์ โรบอต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ARIA เพื่อพัฒนาหุ่นยนต์ที่มีขนาดเท่าคน โดยมีกล้ามเนื้อเทียมที่ช่วยให้จับได้แม่นยำและละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น

    เป้าหมายสูงสุดคือให้เครื่องสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงแรงกดเล็กน้อยเมื่อจับวัตถุ และรู้ว่าเมื่อใดควรหยุดบีบ เช่นเดียวกับผิวหนังบริเวณปลายนิ้ว

    หุ่นยนต์มีความหมายต่อผู้ดูแลอย่างไร

    ดร.ไรท์ ผู้สังเกตการณ์หุ่นยนต์ในญี่ปุ่น มีความกังวลสุดท้าย นั่นคือ หากหุ่นยนต์ได้รับความนิยม หุ่นยนต์อาจทำให้ชีวิตของผู้ดูแลมนุษย์แย่ลง

    “วิธีเดียวที่จะทำให้สิ่งนี้ได้ผลในเชิงเศรษฐกิจก็คือการจ่ายเงินให้กับผู้ดูแลน้อยลง และมีบ้านพักคนชราที่ใหญ่กว่ามาก ซึ่งมีมาตรฐานเพื่อให้หุ่นยนต์สามารถใช้งานได้ง่าย” เขากล่าว

    “ผลที่ตามมาก็คือจะมีหุ่นยนต์เพิ่มมากขึ้นในการดูแลผู้คน โดยพนักงานดูแลจะได้รับค่าจ้างขั้นต่ำในการให้บริการหุ่นยนต์ ซึ่งตรงกันข้ามกับวิสัยทัศน์ที่ว่าหุ่นยนต์จะคืนเวลาให้กับพนักงานดูแล เพื่อให้ใช้เวลาที่มีคุณภาพกับผู้อยู่อาศัยและพูดคุยกัน”

    ผู้เชี่ยวชาญคนอื่น ๆ สะท้อนมุมมองเชิงบวกมากกว่า “อุตสาหกรรมนี้จะเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มาก เมื่อพิจารณาถึงภาวะขาดแคลนแรงงานในปัจจุบัน ความต้องการผู้ดูแลเมื่อประชากรสูงอายุจะสูงมาก” โกปาล รามชุร์น ศาสตราจารย์ด้านปัญญาประดิษฐ์ มหาวิทยาลัยเซาแธมป์ตัน โต้แย้ง

    นอกจากนี้เขายังดำรงตำแหน่งซีอีโอของ เรสปอนซิเบิล เอไอ (Responsible AI) ซึ่งมีส่วนร่วมในการพยายามให้แน่ใจว่าระบบปัญญาประดิษฐ์มีความปลอดภัย เชื่อถือได้ และไว้วางใจได้

    แต่เขาอ้างถึงหุ่นยนต์มนุษย์ ออพติมุส (Optimus) ของ อีลอน มัสก์ ที่เสิร์ฟเครื่องดื่มและเข้าร่วมงานของเทสลา เมื่อปีที่แล้ว ว่าเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม หุ่นยนต์กำลังจะมา

    “เรากำลังพยายามคาดการณ์อนาคตก่อนที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จะเข้ามาและนำสิ่งเหล่านี้มาใช้โดยไม่ถามเราว่าเราคิดอย่างไรเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้” เขากล่าวเสริม

    ดังนั้นตอนนี้จึงเป็นเวลาที่จะต้องพัฒนากฎระเบียบที่ถูกต้องเพื่อให้แน่ใจว่าหุ่นยนต์จะทำงานแทนเรา ไม่ใช่มองในทางกลับกัน

    “เราต้องพร้อมสำหรับอนาคตนั้น”

    รายงานเพิ่มเติม: ฟลอเรนซ์ ฟรีแมน เครดิตภาพด้านบน: Jodi Lai/BBC (ภาพนี้ใช้เพื่อประกอบเท่านั้น ไม่ได้แสดงถึงหุ่นยนต์ตัวใดตัวหนึ่งในบทความ)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/ckg11d519zko&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pGuAISaMS4UTdvjfBNwHE