Category: วัฒนธรรม

  • ตำรวจมุมไบส่องเจ้าของสตูดิโอการแสดงดับสลด หลังหลอกเด็ก 17 คนมาออดิชั่นแล้วจับเป็นตัวประกัน | เดลินิวส์

    ตำรวจมุมไบส่องเจ้าของสตูดิโอการแสดงดับสลด หลังหลอกเด็ก 17 คนมาออดิชั่นแล้วจับเป็นตัวประกัน | เดลินิวส์

    สำนักข่าวจากอินเดียรายงานกรณีระทึกขวัญที่เกิดขึ้นเมื่อสองวันก่อน เมื่อนายโรหิต อารยา นักธุรกิจและเจ้าของสตูดิโอการแสดง จับเด็ก 17 คน เป็นตัวประกัน หลังจากหลอกให้เด็กๆ เหล่านี้มาที่อาคารของเขาเพื่อร่วมคัดตัวนักแสดง

    เหตุการณ์สะเทือนขวัญนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ในย่านโพไวของเมืองมุมไบ ซึ่งเป็นย่านที่พักอาศัยที่หรูหรา และจบลงที่นายอารยาเสียชีวิต หลังจากได้รับบาดเจ็บจากการยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

    นายโรหิต อารยา

    การเผชิญหน้าอันตึงเครียดนี้เกิดขึ้นภายในสตูดิโอถ่ายทำภาพยนตร์ขนาดเล็กชื่อ RA Studios ซึ่งนายอารยาได้ล่อลวงกลุ่มเด็กๆ มาที่นี่ โดยอ้างว่ามีงานทดสอบเพื่อคัดตัวนักแสดง ตำรวจกล่าวว่าเด็กทั้งหมดซึ่งมีอายุระหว่าง 8-14 ปี ถูกจับเป็นตัวประกันนานประมาณสองชั่วโมง

    ทีมตำรวจจากสถานีตำรวจโพไว ได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินเมื่อเวลาประมาณ 13.45 น. ของวันเกิดเหตุ และเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว พวกเขาเริ่มเจรจากับคนร้ายในทันที แต่นายอารยาปฏิเสธที่จะปล่อยตัวเด็ก เมื่อเขาขู่ว่าจะทำร้ายตัวประกัน ทีมตำรวจจึงตัดสินใจบุกเข้าอาคารทางห้องน้ำ และช่วยเหลือเด็กทั้ง 17 คน ออกมาได้อย่างปลอดภัย

    รายงานของตำรวจระบุว่า นายอารยาใช้ปืนอัดลมยิงเข้าใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจระหว่างปฏิบัติการช่วยเหลือตัวประกัน ฝ่ายตำรวจจึงยิงตอบโต้ไปหนึ่งนัด กระสุนเข้าที่ด้านขวาของหน้าอกนายอารยา แต่เขาไปเสียชีวิต หลังจากถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ขณะนี้ศพกำลังอยู่ระหว่างการชันสูตร

    บริเวณทางเข้าอาคาร RA Studios
    อาคาร RA Studios เป็นที่พักของนายอารยาด้วย

    ก่อนเกิดเหตุ นายอารยาได้เผยแพร่วิดีโอ ซึ่งเขาบอกว่าเขาเลือกที่จะจับตัวประกัน “แทนที่จะฆ่าตัวตาย”

    “ผมคือโรหิต อารยา แทนที่จะฆ่าตัวตาย ผมได้วางแผนและกำลังจับเด็กบางคนเป็นตัวประกันอยู่ที่นี่” เขากล่าว พร้อมทั้งระบุสิ่งที่เขาเรียกร้องว่า “ข้อเรียกร้องง่ายๆ ข้อเรียกร้องทางศีลธรรม ข้อเรียกร้องทางจริยธรรม และคำถามเล็กน้อย” 

    จากนั้น เขาก็เตือนว่า “หากคุณทำผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย อาจทำให้ลั่นไกปืน” และขู่ว่าจะจุดไฟเผาสถานที่ ให้คลอกคนในอาคารทั้งหมดรวมทั้งเขาเอง โดยเสริมว่าเขาไม่ได้ต้องการเงินและ “ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย”

    ก่อนหน้านี้ นายอารยาเคยอ้างว่า หน่วยงานราชการติดค้างค่าจ้างสำหรับโครงการรณรงค์ด้านสุขาภิบาลชื่อว่า โครงการ PLC Sanitation Monitor Project ภายใต้แคมเปญ “My School, Beautiful School” โดยอ้างว่าเขาควรได้รับเงิน 20 ล้านรูปี (ราว 8.8 ล้านบาท) แต่เขายังไม่ได้รับเลยตั้งแต่เดือนมกราคม 2567 เขายังกล่าวหาเจ้าหน้าที่ว่ากีดกันเขาออกจากโครงการ แม้จะมีการรับรองจากรัฐมนตรีศึกษาธิการในขณะนั้น 

    ด้านนายรันจิต ซิงห์ ดีโอล เลขาธิการกระทรวงศึกษาธิการรัฐมหาราษฏระชี้แจงว่า หน่วยงานไม่มีข้อตกลงใดๆ ที่ระบุว่าจะจ่ายเงิน 20 ล้านรูปี ให้นายโรหิต อารยา “เขาอาสาทำงานนี้ และได้รับประกาศนียบัตรยกย่องสำหรับการทำงานของเขา หลังจากนั้น เขาได้มีการพูดคุยกับรัฐบาลเพื่อดำเนินโครงการ ‘My Shala, Sundar Shala’ แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ รัฐบาลมหาราษฏระ ไม่ได้ติดค้างค่าใช้จ่ายใดๆ ต่อโรหิต อารยา”

    ที่มา : ndtv.com

    เครดิตภาพ : Youtube / Mint

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5260268/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BiNYSSmlpSck7VyYvwEGK

  • นำทีมไทยแลนด์เปิดตลาดสินค้าไทย เกษตร ท่องเที่ยว นวัตกรรม – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    นำทีมไทยแลนด์เปิดตลาดสินค้าไทย เกษตร ท่องเที่ยว นวัตกรรม – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/110400&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Y33VOuHNZvALgDqfYm5Cd

  • กรมการพัฒนาชุมชน ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี พ.ศ. 2568 ณ วัดอุดมธานี จังหวัดนครนายก

    กรมการพัฒนาชุมชน ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี พ.ศ. 2568 ณ วัดอุดมธานี จังหวัดนครนายก

    กรมการพัฒนาชุมชน ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี พ.ศ. 2568 ณ วัดอุดมธานี จังหวัดนครนายก


    1/11/2568 | 21 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี พ.ศ. 2568 ณ วัดอุดมธานี จังหวัดนครนายก

    วันนี้ ( 1 พฤศจิกายน 2568) เวลา 10.00 น. นายสุรศักดิ์ อักษรกุล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568 ณ อุดมราชธานี ตำบลบ้านใหญ่ อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก โดยมีนายธนวัฒน์ ปิ่นแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก คณะผู้บริหาร ข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชนส่วนกลางและส่วนภูมิภาคจากจังหวัด ต่าง ๆ ภาคีเครือข่าย รวมทั้งพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาเข้าร่วมในพิธีฯ เป็นจำนวนมาก

    นายสุรศักดิ์ อักษรกุล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า “ด้วยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานผ้าพระกฐินให้กรมการพัฒนาชุมชน น้อมนำไปถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ที่จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ณ อุดมราชธานี โดยมีพิธีสมโภชองค์พระกฐินพระราชทานไป เมื่อวันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา สำหรับการถวายผ้าพระกฐินพระราชทานในครั้งนี้ เพื่อเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ขอปวารณาถวายจตุปัจจัยถวายเป็นพระราชกุศล เพื่อบำรุง และบูรณะพระอาราม บำรุง โรงเรียนพระปริยัติธรรม เป็นทุนการศึกษา จำนวน 5 โรงเรียน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,644,693 บาท ในการนี้ กรมการพัฒนาชุมชน ขออนุโมทนาบุญกุศลที่พี่น้องประชาชนผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน ที่ได้ร่วมทำบุญมหากุศลด้วยกันในครั้งนี้ “

    นอกจากนี้ภายในงานพิธีฯ ได้มีผู้ประกอบการ OTOP ชวนชิม กว่า 90 ร้านค้า ได้ร่วมทำบุญเป็นโรงทานบริการอาหาร และเครื่องดื่มแก่พี่น้องประชาชนผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน ที่ได้มาร่วมทำบุญมหากุศลในครั้งนี้ด้วย

    ปัจจุบันวัดอุดมธานีมี พระอุดมวชิราวชิรนายก (ประทวน สุขวฑฒโน) เป็นเจ้าอาวาส และเจ้าคณะอำเภอเมืองนครนายก วัดอุดมธานีถือเป็นเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดนครนายก เป็นที่เคารพสักการะของ พุทธศาสนิกชนมาอย่างยาวนาน และได้รับกฐินพระราชทานเป็นประจำทุกปี

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/282675&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Mflo-8ppQnEeB7QX8Ljj2

  • ผลศึกษาพบ ‘ฟังเพลง-เล่นดนตรี’ อาจลดความเสี่ยง ‘สมองเสื่อม’ ถึง 40%

    ผลศึกษาพบ ‘ฟังเพลง-เล่นดนตรี’ อาจลดความเสี่ยง ‘สมองเสื่อม’ ถึง 40%

    เมลเบิร์น, 1 พ.ย. ซินหัว รายงานว่า — ผลการศึกษาผู้สูงอายุมากกว่า 10,800 คน ซึ่งนำโดยมหาวิทยาลัยโมนาชของออสเตรเลีย พบว่าการฟังเพลงหรือเล่นดนตรีตอนอายุมากขึ้นอาจลดความเสี่ยงเกิดภาวะสมองเสื่อมอย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้มีอายุ 70 ปีขึ้นไปที่ฟังเพลงเป็นประจำมีความเสี่ยงเกิดภาวะสมองเสื่อมต่ำกว่าผู้ที่ไม่เคยฟังเพลง ฟังไม่บ่อย หรือฟังเป็นครั้งคราวราวร้อยละ 39

    รายงานระบุว่าผู้สูงอายุที่ฟังเพลงเป็นประจำยังมีอัตราการบกพร่องทางการรู้คิดลดลงราวร้อยละ 17 รวมถึงมีคะแนนด้านการรู้คิดโดยรวมและความจำอาศัยเหตุการณ์ (episodic memory) ซึ่งใช้สำหรับนึกย้อนถึงเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันที่ผ่านมาในระดับสูงกว่า ส่วนการเล่นเครื่องดนตรีเชื่อมโยงกับความเสี่ยงเกิดภาวะสมองเสื่อมลดลงร้อยละ 35

    วารสารจิตเวชศาสตร์ผู้สูงอายุนานาชาติ (International Journal of Geriatric Psychiatry) ซึ่งเผยแพร่ผลการศึกษานี้ ระบุว่ากลุ่มผู้เข้าร่วมการศึกษาที่ฟังเพลงและเล่นดนตรีเป็นประจำมีความเสี่ยงเกิดภาวะสมองเสื่อมลดลงร้อยละ 33 และอัตราการบกพร่องทางการรู้คิดลดลงร้อยละ 22

    การศึกษาครั้งนี้ใช้ข้อมูลจากแอสไพริน อิน รีดิวซิ่ง อีเวนท์ส อิน ดิ เอลเดอร์ลี่ (ASPREE) ซึ่งเป็นโครงการวิจัยที่ศึกษาผลกระทบของยาแอสไพรินโดสต่ำต่อสุขภาพของผู้สูงอายุ รวมถึงการศึกษาย่อยแอสไพริน อิน รีดิวซิ่ง อีเวนท์ส อิน ดิ เอลเดอร์ลี่ ลองจิทูดินัล สตัดดี ออฟ โอลเดอร์ เพอร์ซันส์ (ASPREE Longitudinal Study of Older Persons)

    เอ็มมา จาฟฟา หัวหน้าคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฯ กล่าวว่าผลการศึกษาชี้ว่ากิจกรรมดนตรีอาจเป็นกลยุทธ์ที่สามารถเข้าถึงได้สำหรับการรักษาสุขภาพทางปัญญาในผู้สูงอายุ แม้ว่าจะยังไม่สามารถระบุความเป็นเหตุเป็นผลได้

    อนึ่ง ประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นเป็นประเด็นสาธารณสุขระดับโลก เนื่องจากอายุที่ยืนยาวขึ้นทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับความแก่ชราอย่างภาวะสมองเสื่อมและภาวะการรู้คิดเสื่อมเพิ่มขึ้น

    โจแอนน์ ไรอัน อาจารย์จากมหาวิทยาลัยฯ ผู้เขียนอาวุโสของผลการศึกษานี้ กล่าวว่าหลักฐานบ่งชี้กรณีสมองเสื่อมไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุและพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว แต่อาจได้รับอิทธิพลจากการเลือกสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของแต่ละคนอีกด้วย พร้อมสำทับว่าปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาภาวะสมองเสื่อม การแทรกแซงตามวิถีชีวิต เช่น ฟังและ/หรือเล่นดนตรี อาจส่งเสริมสุขภาพทางปัญญา และอาจช่วยป้องกันหรือชะลอการเกิดภาวะสมองเสื่อมได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/60310&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qKdcLyHuBry8BCJMaQDb5

  • ขัวศิลปะร่วมถวายความเคารพ: รศ.ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ ผู้ก่อตั้งศรีดอนมูลอาร์ตสเปซถึงแก่มรณกรรม

    ขัวศิลปะร่วมถวายความเคารพ: รศ.ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ ผู้ก่อตั้งศรีดอนมูลอาร์ตสเปซถึงแก่มรณกรรม

    ขัวศิลปะ” ร่วมส่งครูใหญ่แห่งล้านนา ศิลปะไทยอำลา “รองศาสตราจารย์ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ” ผู้ก่อตั้งศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ ปิดฉากครึ่งศตวรรษแห่งการให้และการสร้าง

    เชียงราย/กรุงเทพฯ, 1 พฤศจิกายน 2568 — ยามเย็นที่วัดนิมมานรดี พระอารามหลวง กรุงเทพฯ แสงไฟจากเมรุมาศสะท้อนเงาร่มไม้กรังกราว เหนือเสียงสวดพระอภิธรรมที่ทอดยาวอย่างสงบ คณะศิลปินไทยจากหลากสำนัก—โดยเฉพาะ “ศิลปินเชียงราย”—ร่วมยืนเคียงข้างกันเพื่อไว้อาลัยในพิธีพระราชทานเพลิงศพ รองศาสตราจารย์ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ ศิลปินอาวุโส ครูผู้ก่อร่าง “ศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ” และที่ปรึกษากลุ่มศิลปินแม่ญิง ผู้ถึงแก่มรณกรรมเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2568 สิริอายุ 71 ปี การส่งท่านครั้งนี้ไม่เพียงปิดฉากชีวิตของศิลปินผู้ทุ่มเทกว่าครึ่งศตวรรษ หากยังเป็นจังหวะให้ทั้งวงการหันกลับมาทบทวน “สมการการสร้างสรรค์” ที่ท่านฝากไว้ ศิลปะ = ความสุข + ความหมาย + การให้โอกาส

    ภายในพิธี มีผู้แทนจากวงการศิลปะทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นใหม่เดินทางมาร่วมคับคั่ง นำโดย อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินระดับตำนานของเชียงราย อาจารย์สมลักษณ์ ปันติบุญ ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2567 (สาขาเครื่องปั้นดินเผา) อาจารย์ทรงเดช ทิพย์ทอง อดีตนายกสมาคมขัวศิลปะ อาจารย์สมพงษ์ สารทรัพย์ อาจารย์ชาตะ ใหม่วงค์ และ นายนิพนธ์ ใจนนท์ถี นายกสมาคมขัวศิลปะ รวมถึงเครือข่ายศิลปินแม่ญิงและศิษย์ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ฝ่ายภาครัฐมี นางเกษร กำเหนิดเพ็ชร ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม เป็นผู้แทนปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ทำหน้าที่ประธานในพิธี—ภาพทั้งหมดสะท้อน “ทุนทางสังคม” ที่ศรีวรรณสั่งสมไว้ตลอดชีวิตการทำงาน

    จากพีระศรีสู่ดอยแม่สาย เส้นทางที่เชื่อมกรุงเทพฯ กับล้านนา

    ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ เดินบนถนนศิลปะมาตั้งแต่วัยเยาว์ เธอเริ่มต้นที่ โรงเรียนเพาะช่าง (พ.ศ. 2513) ก่อนก้าวสู่ มหาวิทยาลัยศิลปากร สาขาภาพพิมพ์ สถาบันซึ่งส่งต่อมรดกของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี สู่ศิษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่า ในเส้นทางนั้น เธอได้รับทั้ง ทุน SPAFA (เพื่ออบรมครูศิลปะที่มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ พ.ศ. 2539) และรางวัลจากเวทีสำคัญอย่าง การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 23–24 (เหรียญทองแดง–เหรียญเงิน ประเภทภาพพิมพ์) ตลอดเวลากว่า 30 ปี ที่สอนหนังสือในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เธอไม่เคยหยุดทดลองสื่อใหม่ๆ—ทั้งภาพพิมพ์ จิตรกรรม วัตถุจัดวาง—และยังเป็นครูที่ส่งนักศึกษาสู่เส้นทางศิลปินจำนวนมาก

    จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเกษียณราชการ เธอเลือก “ย้ายชีวิต” จากกรุงเทพฯ ไปยัง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย บนที่ดินจัดสรรใน ตำบลศรีดอนมูล ที่ครั้งหนึ่งเป็นเกสต์เฮาส์เล็กๆ ก่อนปรับปรุงเป็น บ้าน–สตูดิโอ และต่อยอดเป็น ศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ” ด้วยแรงสนับสนุนด้านทุนจากน้องชาย (คุณจงชัย เจนหัตถการกิจ) และเงินเก็บที่เจ้าตัวยอม “ควัก” เพื่อผลักฝัน ในที่สุด เงินร่วมประมาณ สองล้านกว่าบาท แปรสภาพเป็นพื้นที่ที่หลอมรวม “งาน–คน–ชุมชน” เข้าด้วยกัน

    “อยากให้หอศิลป์เสร็จเร็วๆ จะได้ชวนเพื่อน ชวนเด็กๆ มาแสดงงาน มาเล่นสนุกกับศิลปะ” — เป็นทัศนคติที่ลูกศิษย์เล่าถึงเธอเสมอ ศิลปะในสายตาศรีวรรณ ไม่ต้องเครียด ไม่ต้องสูงส่งเกินเอื้อม หากแต่ เฮฮาปาร์ตี้” ให้คนเข้าถึง—คำนี้กลายเป็นทั้งบุคลิกและอัตลักษณ์งานของเธอ

    ศิลปิน–ครู–ผู้ก่อตั้ง “พื้นที่สร้างโอกาส”

    เมื่อเปิดศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ ประตูบานหนึ่งของวงการศิลปะเชียงรายก็เปิดกว้างขึ้นสำหรับ ศิลปินหญิง–ศิลปินรุ่นใหม่–ศิลปินท้องถิ่น ที่มองหาพื้นที่โชว์งานด้วยเงื่อนไขเป็นธรรม การคัดเลือก เป็น 1 ใน 60 ศิลปิน ร่วมเวที Thailand Biennale Chiang Rai 2023 ยิ่งยืนยันมาตรฐานการทำงานของเธอ ขณะเดียวกัน รางวัล “สตรีดีเด่นด้านศิลปะและวัฒนธรรม” ปี 2567 (วันสตรีสากล) สะท้อนบทบาทเชิงสาธารณะที่มากกว่า “ใครโด่งดังคนเดียว”—แต่คือการทำให้ ทั้งชุมชนศิลป์ “ดังไปด้วยกัน”

    บนเส้นทางนี้ “ขัวศิลปะ”—สมาคมศิลปินเชียงราย—รับศรีวรรณเป็นเสมือน “ครูใหญ่ใจดี” ที่ทั้งให้คำปรึกษาและเปิดพื้นที่ร่วมทำกิจกรรม เครือข่ายศิลปินแม่ญิงได้รับแรงบันดาลใจจากวิธีคิดแบบ สนุก–จริงใจ–ใส่ใจมืออาชีพ” ทำให้สถานที่ในอำเภอชายแดนเล็กๆ ค่อยๆ กลายเป็นจุดหมายบนแผนที่ศิลปะของภาคเหนือ

    เชียงรายกับบทบาท “เมืองศิลปะ” ที่ขยายวง

    การสูญเสียครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ เชียงราย เดินเกมส์วัฒนธรรมเชิงรุก—ต่อยอดจากฐาน วัดร่องขุ่น–บ้านดำ–ขัวศิลปะ ไปสู่เครือข่ายอาร์ตสเปซและเทศกาลศิลป์ร่วมสมัยในชุมชนชายแดน การมีนักสร้างสรรค์รุ่นอาวุโสที่ “ย้ายไปอยู่จริง ทำงานจริง” เช่นศรีวรรณ จึงช่วย เติมสมดุลระหว่าง “เมืองท่องเที่ยวศิลปะ” กับ “เมืองที่ศิลปินอยากใช้ชีวิต” ไม่ใช่แค่เมืองที่แวะมาจัดแสดงแล้วกลับ การเกิดและเติบโตของศรีดอนมูลอาร์ตสเปซจึงมีความหมายเชิงโครงสร้าง—เป็น พื้นที่กลาง ที่ชักเชื่อม ชาวบ้าน–นักเรียน–ศิลปิน–นักท่องเที่ยว–ผู้ซื้อผลงาน เข้าด้วยกัน

    ในระดับประเทศ กระทรวงวัฒนธรรมและหน่วยงานเครือข่ายพยายามขับเคลื่อนนโยบาย Soft Power และ Creative Economy ให้ลงสู่ภูมิภาค การมี “ต้นแบบพื้นที่ที่ขับเคลื่อนด้วยคนจริง” อย่างศรีดอนมูลอาร์ตสเปซทำให้ นโยบายจับต้องได้ ไม่ติดอยู่บนกระดาษ

    เรื่องเล่าจากเพื่อนร่วมวงการ “ศิลปะเป็นเรื่องของการมีชีวิต”

    เพื่อนร่วมรุ่นและศิษย์จำนวนมากกล่าวตรงกันว่า “พลังงาน” ของศรีวรรณคือ ความเป็นกันเองแบบคนอารมณ์ดี ที่พร้อมเล่าเรื่องชีวิต—ตั้งแต่วาระขำขันอย่าง “น้ำท่วมบ้านที่กรุงเทพฯ ตุ่มเด้งลอย” จนถึงช่วงเวลาที่ตัดสินใจ “แพ็กชิวิต” ขึ้นเหนือ เธอไม่ลืมเพื่อน ไม่ลืมลูกศิษย์ ส่ง “ใส้อั่วเชียงราย” ลงมากรุงเทพฯ เป็นระยะ เหมือนบอกกลายๆ ว่า ศิลปะต้องกินได้ นอนหลับ และหัวเราะได้ จึงจะเดินทางไกล

    การยืนอยู่ท่ามกลาง “สายลมที่พัดผ่านร่องน้ำโขง” ในเชียงแสน ทำให้ผลงานของเธอในบั้นปลาย เบาสบายขึ้นแต่คมขึ้น—เบาในเชิงสัมผัส คมในเชิงความหมาย จากภาพพิมพ์และพื้นผิวที่ชวนลูบไล้ สู่การจัดวางที่ยุให้คนดู “ขยับตัวและความคิด” ไปพร้อมกัน

    ลำดับเหตุการณ์สำคัญ (ไทม์ไลน์ย่อ)

    • พ.ศ. 2513 : จบการศึกษาโรงเรียนเพาะช่าง
    • ปริญญาตรี–โท : สาขาภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (รับทุนศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี/รางวัลศิษย์เก่าดีเด่น)
    • พ.ศ. 2539 : ได้รับ SPAFA Scholarship อบรมครูศิลปะ ที่มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์
    • ตลอดกว่า 30 ปี : อาจารย์สอนศิลปะในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง
    • ปลายทศวรรษ 2560 : ย้ายพำนักที่ตำบลศรีดอนมูล อ.เชียงแสน เชียงราย
    • ก่อตั้ง “ศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ” ด้วยทุนสนับสนุนจากครอบครัว (งบรวมกว่า 2 ล้านบาท)
    • พ.ศ. 2566 : คัดเลือก 1 ใน 60 ศิลปิน จัดแสดงใน Thailand Biennale Chiang Rai 2023
    • พ.ศ. 2567 : รับรางวัล สตรีดีเด่นด้านศิลปะและวัฒนธรรม” วันสตรีสากล
    • 23 ตุลาคม 2568 : ถึงแก่มรณกรรมที่โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย สิริอายุ 71 ปี
    • 1 พฤศจิกายน 2568 : พิธีพระราชทานเพลิงศพ ณ วัดนิมมานรดี กรุงเทพฯ

    ไทม์ไลน์นี้ไม่ได้เป็นเพียง “บันทึกเหตุการณ์” แต่ชี้ให้เห็นการเคลื่อนตัวของศิลปินจาก ศูนย์กลาง (กรุงเทพฯ) ไปสู่ ชายแดน (เชียงราย) และทำให้ชายแดนกลายเป็น ศูนย์กลางใหม่ของโอกาส” สำหรับผู้คนจำนวนมาก

    วิเคราะห์ผลกระทบ มรดกเชิงระบบที่ท่านทิ้งไว้

    1. ด้านการศึกษา — เครือข่ายศิษย์–ลูกศิษย์ที่กระจายอยู่ในสถาบันต่างๆ คือทุนมนุษย์ที่ช่วยยกระดับคุณภาพการสอนศิลปะในระยะยาว วิธีสอนของท่าน—ที่ให้ “ทดลองและสนุก”—ทำให้ศิลปะไม่กลายเป็นวิชาแห้งแล้ง แต่เป็น “เครื่องมือคิด” ในชีวิตประจำวัน
    2. ด้านสถาบันศิลปะท้องถิ่น — ศรีดอนมูลอาร์ตสเปซพิสูจน์ว่า อาร์ตสเปซขนาดเล็ก ที่บริหารด้วยความรักและวินัยสามารถยืนระยะได้ หากเชื่อมกับเครือข่ายท้องถิ่น–จังหวัด–ประเทศ มีบทเรียนสำคัญอย่าง การตั้งมาตรฐานงานแสดง/ระบบไฟ/ความปลอดภัย/การสื่อสาร และ การจัดโปรแกรมการเรียนรู้ ที่ดึงคนในชุมชนเข้ามามีส่วน
    3. ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ — การเป็นศิลปินในเมืองท่องเที่ยวชายแดนเปิดทางให้เกิด บริการเชิงประสบการณ์ (experience-based) เช่น เวิร์กช็อปภาพพิมพ์–การเยี่ยมสตูดิโอ–การท่องเที่ยวเชิงศิลป์ ซึ่งช่วยกระจายรายได้สู่ ร้านอาหาร–ที่พัก–ของที่ระลึก และเชื่อมโยงแรงงานสร้างสรรค์รุ่นใหม่ในพื้นที่
    4. ด้านอัตลักษณ์สตรี–ความเท่าเทียม — บทบาทของศรีวรรณในฐานะ ที่ปรึกษากลุ่มศิลปินแม่ญิง และการได้รับยกย่องเป็น สตรีดีเด่น สร้าง “แรงเห็น” ให้สังคมตระหนักว่า ผู้นำทางศิลปะหญิง ขับเคลื่อนระบบนิเวศได้อย่างแข็งแรงไม่แพ้ใคร

    ความท้าทายหลังคำอำลา จะรักษา “จิตวิญญาณของพื้นที่” อย่างไร

    หลังพิธี ส่งต่อมาสู่คำถามสำคัญว่า ศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ จะเดินต่ออย่างไรให้คง “จิตวิญญาณ” ตามที่ผู้ก่อตั้งวางไว้ ประเด็นที่ควรจับตา ได้แก่

    • การสืบทอดการบริหาร: ตั้งคณะทำงาน/มูลนิธิ/กติกาโปร่งใส เพื่อให้การคัดเลือกนิทรรศการ/การใช้พื้นที่ยังคงมาตรฐาน
    • ฐานทุนและรายได้: พัฒนารูปแบบ membership–friends of art space–crowdfunding นิทรรศการ เพื่อไม่พึ่งพิงงบประมาณแหล่งเดียว
    • เครือข่ายกับสถาบันการศึกษา: ทำ MOU กับมหาวิทยาลัย/โรงเรียนในภาคเหนือเพื่อแลกเปลี่ยนศิลปิน–นักศึกษา–อาจารย์
    • ทุนทรัพย์สินทางปัญญา: เก็บข้อมูลผลงาน–จดหมายเหตุ–บทสัมภาษณ์ของศรีวรรณให้เป็น คลังความรู้ (archive) สำหรับนักวิจัย–นักเรียน
    • ความปลอดภัยและมาตรฐาน: ยกระดับระบบไฟ แสง เสียง พื้นที่คนพิการ ให้รองรับนิทรรศการร่วมสมัยอย่างมืออาชีพ

    ทั้งหมดนี้ไม่ใช่งานง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไปหากยึดหลักที่ท่านสอนไว้—ให้พื้นที่เป็น “ของทุกคน” ที่เชื่อในพลังของศิลปะ

    เสียงสะท้อนจาก “ขัวศิลปะ” พลังของความร่วมมือจังหวัด–ประเทศ

    การที่คณะศิลปินเชียงรายนำโดย อาจารย์เฉลิมชัย และเครือข่าย “ขัวศิลปะ” เดินทางมาร่วมพิธีพร้อมผู้แทนกระทรวงวัฒนธรรม สะท้อนความเป็น พหุศูนย์” ของวงการศิลปะไทย วันนี้ “กรุงเทพฯ” ไม่ใช่ศูนย์กลางเดียวอีกต่อไป เมืองศิลป์อย่างเชียงรายกำลังเป็น รากฐาน ที่ปั้นคน–ปั้นงาน–ปั้นพื้นที่ และส่ง “พลังกลับ” เข้าสู่ประเทศ ผ่านเทศกาลนานาชาติ การท่องเที่ยวสร้างสรรค์ และตลาดศิลปะที่ขยายตัวต่อเนื่อง

    ในเชิงสัญลักษณ์ พิธีพระราชทานเพลิงศพครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียง “การอำลา” แต่คือ “พิธีส่งต่อธง” ให้รุ่นต่อไป—ธงที่เขียนด้วยลายมือของศรีวรรณว่า ศิลปะคือความสุขร่วมกัน”

    ความทรงจำที่มีชีวิต

    เมื่อเปลวเพลิงดับลง เถ้าถ่านค่อยๆ เย็นตัว แต่ “ความทรงจำ” ของผู้คนที่ได้สัมผัสศรีวรรณยังอุ่นอยู่ เธออาจไม่ใช่ศิลปินที่วิ่งตามแสงแฟลช หากแต่เป็นคนที่ เปิดไฟสตูดิโอเป็นคนแรกและปิดเป็นคนสุดท้าย คอยถามไถ่ลูกศิษย์ว่า “วันนี้สนุกไหม” มากกว่าถามว่า “ขายได้กี่ชิ้น” ความช่างคุย ช่างหัวเราะ และความรักในความเป็น “เฮฮาปาร์ตี้” ทำให้หลายคนกล้าคลี่ “ผ้าขาว” ชีวิตออกมาแต้มสี

    มรณกรรมของเธอจึงไม่ใช่วงเล็บปิด หากเป็น “จุดเว้นวรรค” ให้ทุกคนได้หายใจ และเดินหน้าต่อในจังหวะที่มั่นคงกว่าเดิม—เดินบนถนนที่เธอช่วยลาดปูไว้ จาก เพาะช่าง–พีระศรี สู่ แม่สาย–ศรีดอนมูล ถนนสายนี้ยังยาวไกล และคนเดินยังมากขึ้นเรื่อยๆ

    ข้อมูลสำคัญ

    • พิธีพระราชทานเพลิงศพ รองศาสตราจารย์ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ จัดขึ้นวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 เวลา 17.00 น.วัดนิมมานรดี พระอารามหลวง กรุงเทพฯ
    • ผู้ร่วมพิธีจากเชียงราย อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์, อ.สมลักษณ์ ปันติบุญ (ศิลปินแห่งชาติ 2567), อ.ทรงเดช ทิพย์ทอง, อ.สมพงษ์ สารทรัพย์, อ.ชาตะ ใหม่วงค์, นายนิพนธ์ ใจนนท์ถี นายกสมาคมขัวศิลปะ และคณะศิลปินเชียงราย
    • ผู้แทนภาครัฐ: นางเกษร กำเหนิดเพ็ชร ผอ.สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ทำหน้าที่ประธานในพิธี (ผู้แทนปลัดกระทรวงวัฒนธรรม)
    • ประวัติการศึกษา–ผลงาน: จบ เพาะช่าง (พ.ศ. 2513), ปริญญาตรี–โท ภาพพิมพ์ ศิลปากร, ทุน SPAFA (พ.ศ. 2539), เหรียญรางวัล ศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 23–24, สอนมหาวิทยาลัย กว่า 30 ปี
    • ก่อตั้ง ศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ ต.ศรีดอนมูล อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ด้วยทุนร่วม กว่า 2 ล้านบาท ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 60 ศิลปิน Thailand Biennale Chiang Rai 2023 และรางวัล สตรีดีเด่นด้านศิลปะและวัฒนธรรม 2567
    • ถึงแก่มรณกรรมวันที่ 23 ตุลาคม 2568โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย สิริอายุ 71 ปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/sridonmoon-artspace-founder-chiang-rai-tribute/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1l_8nMfy51fagR3C7nVQtj

  • “ดร.ณัฎฐ์” เห็นต่างปมแก้ “กม.ท้องถิ่น” ลดอายุ -ไม่จำกัดวาระ ไม่สอดคล้องรธน.

    “ดร.ณัฎฐ์” เห็นต่างปมแก้ “กม.ท้องถิ่น” ลดอายุ -ไม่จำกัดวาระ ไม่สอดคล้องรธน.

    “ดร.ณัฎฐ์” เห็นต่างปมแก้ “กม.ท้องถิ่น” ลดอายุ -ไม่จำกัดวาระ ไม่สอดคล้องรธน.

    1 พฤศจิกายน 2568  สืบเนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรได้ให้ความเห็นชอบ ร่างแก้ไข พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น และร่างกฎหมายเกี่ยวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเด็นปรับลดอายุขั้นต่ำสำหรับผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกท้องถิ่นโดยลดอายุจากเดิม 35 ปี มาเป็น 25 ปีและไม่จำกัดวาระในการดำรงตำแหน่งนั้น

    ล่าสุด “ดร.ณัฏฐ์” หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ได้ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะแล้วกล่าวว่า ร่างแก้ไข พรบ.ท้องถิ่น 4 ฉบับ ที่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร โดยแก้ไขหลายประเด็น โดยเฉพาะ เกณฑ์อายุ วุฒิการศึกษาและการจำกัดวาระดำรงตำแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่น อบจ. เทศบาล และ อบต.

    แม้จะอ้างเหตุผลในการแก้ไขเพิ่มเติมว่า เพื่อส่งเสริมการแข่งขันและเพิ่มความหลากหลายของผู้สมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่นก็ตาม

    แต่มีปัญหาว่า การผูกขาดอำนาจในการเมืองท้องถิ่นในเรื่องไม่จำกัดวาระการดำรงตำแหน่ง จะเป็นปัญหาในการต่อการยกระดับการพัฒนาการเมืองท้องถิ่น เป็นการสืบทอดอำนาจในตระกูลเดียวกันหรือไม่ ทำให้แชมป์เก่าผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกท้องถิ่นสะสมทุนได้เปรียบ

    เพื่อใช้ทุนเทาการเลือกตั้งท้องถิ่นโดยการซื้อเสียงหนักยิ่งกว่าเดิมหรือไม่

    หากพิจารณาร่างกฎหมายท้องถิ่น 4 ฉบับ ประเด็นปลดล๊อกไม่จำกัดวาระการดำรงตำแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบต. เทศบาล อบจ. ต้องพิจารณาถึงการผูกขาดอำนาจในท้องถิ่นและข้อเสียอื่นๆด้วย

    มิใช่เพียงประเด็นเอาใจผู้บริหารท้องถิ่นให้พรรคพวกของตนเองเพื่อสร้างฐานอำนาจท้องถิ่นหนุนการเมืองระดับชาติให้แก่พรรคการเมืองใด หรือเพื่อมิให้คนการเมืองท้องถิ่นเข้ามาแย่งชิงที่ฐานนั่งแข่งขันการเมืองระดับชาติ เพราะมีพื้นที่ให้ทำการเมือง เท่ากับถอยหลังลงคลอง ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ

    แม้ในร่างแก้ไขกฎหมายท้องถิ่นจะลดเกณฑ์ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกท้องถิ่น จากเดิมอายุ 35 ปี มาเป็นขั้นต่ำ 25 ปี หากเป็นสมาชิกท้องถิ่น อาจใช้ฐานคิดของผู้สมัคร สส.ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 97(2) อาจสอดคล้องกัน

    ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน

    แต่ผู้บริหารท้องถิ่น มีฐานะเป็น “นายกเล็ก”หากเทียบเคียงคุณสมบัติรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรี จะต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 35 ปี ตาม รัฐธรรมนูญมาตรา 160 (2)

    เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพื่อให้ผู้บริหารองค์กรที่มีอำนาจสูงสุด มี “วุฒิภาวะที่เพียงพอ” มิใช่ วัยรุ่นสร้างตัว ย่อมก่อให้มีสถิติทุจริตการเมืองท้องถิ่นเพิ่มขึ้น

    ในการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่ง โดยปรากฎตามรัฐธรรมนูญ 2550 นำมาบัญญัติเป็นข้อห้ามเป็นครั้งแรกของประเทศไทย จะเห็นได้จากนายกรัฐมนตรี จะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกิน 8 ปี มิได้ ไม่ว่าดำรงแหน่งติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม

    โดยรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 158 วรรคสี่ ได้บัญญัติไว้ในเจตนารมณ์เช่นเดียวกัน

    เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพื่อป้องกันผูกขาดอำนาจ เป็นกลไกเพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลใดมีอำนาจมากเกินไป จนนำไปสู่การใช้อำนาจมิชอบ

    ทั้งเพื่อส่งเสริมการหมุนเวียนอำนาจ โดยหลักการนี้ เชื่อว่า จะเป็นการเปลี่ยนแปลงผู้นำทางการเมือง ทำให้มีการนำนโนบายใหม่ๆเข้ามา และเปิดโอกาสให้ผู้มีความสามารถและมุมมองใหม่เข้ามาบริหารประเทศ เป็นการสร้างระบบตรวจสอบและถ่วงดุล สะท้อนหลักการประชาธิปไตย การจำกัดวาระเป็นส่วนหนึ่งของหลักการประชาธิปไตยที่เชื่อว่า อำนาจควรมาจากประชาชนและการหมุนเวียนอำนาจเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย

    ส่วนการเมืองท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบจ. เทศบาล หรือ อบต. รวมถึงท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา โดยมีแนวคิด การจำกัดวาระของผู้บริหารท้องถิ่น โดยเกิดขี้นครั้งแรก ในปี 2540 โดยผู้บริหารท้องถิ่น มีวาระ 4 ปี ดำรงตำแหน่งไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน

    แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ไม่ได้บัญญัติถึงการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกท้องถิ่นไว้ในรัฐธรรมนูญในหมวด 14 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาตรา 249 – 254 แต่โดยหลักไปเขียนไว้ในกฎหมายท้องถิ่นเฉพาะ

    รัฐธรรมนูญ มาตรา 252 บัญญัติเพียงว่า ให้สมาชิกท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น มาจากการเลือกตั้ง ตามที่กฎหมายบัญญัติ

    เจตนารมณ์กฎหมายท้องถิ่น เพื่อป้องกันการสืบทอดอำนาจ หรือการผูกขาดทรัพยากรท้องถิ่น ส่งเสริมการแข่งขันทางการเมืองในพื้นที่และเปิดโอกาสผู้นำรุ่นใหม่เข้าสู่การบริหารท้องถิ่น ไม่ต่างจากเจตนารมณ์ของการจำกัดวาระการเมืองระดับชาติ

    การแก้ไขกฎหมายท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นไม่จำกัดวาระ ลดเกณฑ์อายุผู้บริหารท้องถิ่น จึงเป็นแก้ไขกฎหมายย้อนยุค ถอยหลังลงคลอง ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง แต่เพื่อเอาใจนักการเมืองท้องถิ่นเพื่อผลประโยชน์ในการเลือกตั้งระดับชาติเฉพาะกิจเท่านั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378968820&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IiY3MGb6xKfEAXVH5dfVv

  • ฮือฮาต้นไม้คล้าย ‘อสุรกาย’ สายมูลั่นเล็งทางไหนก็เหมือน ‘ผีเปรต’ สยองขวัญ..จนขนลุก | เดลินิวส์

    ฮือฮาต้นไม้คล้าย ‘อสุรกาย’ สายมูลั่นเล็งทางไหนก็เหมือน ‘ผีเปรต’ สยองขวัญ..จนขนลุก | เดลินิวส์

    ฮือฮาต้นไม้คล้าย ‘อสุรกาย’ สายมูลั่นเล็งทางไหนก็เหมือน ‘ผีเปรต’ สยองขวัญ..จนขนลุก

    ชาวเน็ตฮือฮา หลังมีคนโพสต์รูปต้นไม้ขนาดใหญ่ ถูกปกคลุมด้วยไม้เลื้อยลักษณะคล้ายอสุรกาย หรือ “ผีเปรต” ทำเอาผู้คนเข้ามาแสดงความเห็นกันอย่างกว้างขวาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5261288/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QTOy-QKUSBJqfVqUOoSou

  • “วีระยุทธ” ห่วงไทยไร้แผนยุทธศาสตร์แรงงาน-“ษัษฐรัมย์” ชี้วิกฤตกองทุนบำนาญคือการทุจริต

    “วีระยุทธ” ห่วงไทยไร้แผนยุทธศาสตร์แรงงาน-“ษัษฐรัมย์” ชี้วิกฤตกองทุนบำนาญคือการทุจริต

    วงเสวนาแรงงาน “ตรีนุช” รับ เรื่องแรงงานไทยแทบปรับตัวไม่ทัน “วีระยุทธ” เผย เรื่องน่าห่วงคือแผนยุทธศาสตร์ Reskill 2 กระทรวงยังไม่ซิงค์กัน ด้าน “ษัษฐรัมย์” ชี้วิกฤตของกองทุนบำนาญคือการทุจริต ไม่ใช่เพราะต้องนำงบมาดูแลคนแก่หรือเด็ก

    วันที่ 1 พ.ย. 2568 ที่ อาคารรัฐสภา มีการจัดงานประชุมวิชาการด้านแรงงานของประเทศไทย หัวข้อ “แรงงานไทยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง” จัดโดยกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร กรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา, มูลนิธิ ฟรีดริช เอแบร์ท ประเทศไทย, ไทยรัฐกรุ๊ป และพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย โดยมีทั้งนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญประเด็นแรงงานในมิติต่างๆ มากมาย ร่วมวงเสวนา

    ด้านนางตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่องทิศทางของกระทรวงแรงงานไทย ภายใต้การเปลี่ยนแปลง ว่า “ยอมรับว่าเราแทบจะเตรียมตัวกันไม่ทันเลยทีเดียว กับการเปลี่ยนแปลงถึงกระแสโลกที่เปลี่ยนไป วันนี้เมื่อเราพูดถึง AI พูดถึงเกี่ยวกับดิจิทัล เราจะทำยังไงที่จะทำให้คนของเราที่อยู่ในตลาดแรงงานหรือคนของเราที่เข้าสู่ระบบแรงงาน”

    ประเด็นความท้าทายที่ตลาดแรงงานไทยกำลังเผชิญ มี 4 เรื่อง

    1 การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงประชากร ปี พ.ศ. 2568 จะเป็นปีแรกที่ประเทศไทยมีอัตราการเกิดของประชากรต่ำกว่า 500,000 คน ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากระดับ 700,000 คนเมื่อ 10 ปีก่อน

    2 เทคโนโลยีเปลี่ยนฉับพลัน การเข้ามาของ AI ภาคธุรกิจมุ่งเน้นทักษะนี้มากขึ้น แต่การศึกษาและการพัฒนาบุคลากรตามไม่ทัน

    3 ทักษะแรงงานไม่ตรงกับความต้องการ (Skills Mismatch) ผู้ประกอบการต้องการแรงงานที่มีทักษะสมัยใหม่ แต่แรงงานจำนวนมากในระบบขาดทักษะที่จำเป็น เกิดภาวะ “ว่างงานแฝง”

    4 ปัจจัยภายนอกทางเศรษฐกิจและการเมือง สถานการณ์สงครามโลกส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดแรงงานและเศรษฐกิจไทย เช่น นโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกา หรือความไม่สงบในภูมิภาค เช่น สถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักของการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในภาคเกษตรและก่อสร้าง

    โดยจะมียุทธศาสตร์และแนวทางการดำเนินงานของกระทรวงแรงงาน ดังนี้

    1. การจัดการภาวะขาดแคลนแรงงาน โดยจัดหาแรงงานทดแทน

    2. ยกระดับทักษะแรงงาน (Upskill & Reskill)

    3. ส่งเสริมสวัสดิการและความมั่นคงในอาชีพ

    4. การขยายโอกาสการทำงานในต่างประเทศ 

    5. การปฏิรูปบริการสู่ระบบดิจิทัล

    “วีระยุทธ” ชี้ช่องว่างแรงงานไทยยังน่าห่วงเรื่องแผนยุทธศาสตร์

    ด้าน นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงประเด็นความท้าทายสำคัญในการพัฒนากำลังคนของประเทศไทย ว่า “กระทรวงแรงงานมีแผน กระทรวงอุตสาหกรรมก็มีแผน แต่ปรากฏว่า ขาที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานเรื่องการ Reskill ยังไม่ ซิงค์กัน ยังไม่เดินตาม ยีราฟตัวนี้เลยเดินไปไม่ถึงไหนและอาจล้มลงตรงนี้ครับ”

    นายวีระยุทธยังได้กล่าวให้เห็นถึงช่องว่างที่น่ากังวลระหว่างการวางแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติกับการปฏิบัติงาน คือ การขาดการบูรณาการและการปฏิบัติตามแผนแม่บท นอกจากนี้ยังพบการยึดติดกับตัวชี้วัดเชิงปริมาณ (KPI) ที่บิดเบือนความเป็นจริง

    กรณีศึกษาที่ชัดเจนคือ การจัดสรรงบประมาณในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ไม่ตอบโจทย์การพัฒนาทักษะ งบประมาณส่วนใหญ่มุ่งไปที่การอุดหนุนการซื้อขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แทนที่จะเป็นการลงทุนเพื่อยกระดับและปรับทักษะ (Reskill) แรงงานกว่า 700,000 คนในภาคส่วนนี้อย่างจริงจัง หรืออย่างโครงการจัดหางานขนาดใหญ่อย่าง Job Expo แม้จะสร้างตัวเลขผู้เข้าร่วมที่สูง แต่กลับมีอัตราการจ้างงานจริงที่ต่ำมาก และไม่ตอบสนองความคาดหวังของผู้หางานอย่างแท้จริง 

    “ษัษฐรัมย์” ชี้วิกฤตกองทุนบำนาญคือการทุจริต ไม่ใช่ต้องนำงบมาดูแลคนแก่

    ด้าน นายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และบอร์ดผู้ประกันตนของสำนักงานประกันสังคม ชี้ให้ความเห็นในประเด็นการปฏิรูประบบประกันสังคมว่า  “ไม่มีสังคมไหนล่มสลายเพราะดูแลคนแก่ ไม่มีสังคมไหนล่มสลายเพราะดูแลเด็ก …วิกฤตของกองทุนบำนาญที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพ่อแม่ของเราแก่ แต่เกิดขึ้นเพราะความไม่โปร่งใสของคณะกรรมการ”

    นายษัษฐรัมย์ ยังให้ความคิดเห็นถึงวิกฤตที่แท้จริงของระบบบำนาญไทยที่ไม่ได้เกิดจาก “สังคมผู้สูงอายุ” นี่เป็นวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อจำกัดจินตนาการในการแก้ปัญหา แต่เกิดจากปัญหาการบริหารจัดการที่ขาดความโปร่งใสและการขาดเจตจำนงทางการเมือง การปฏิรูปที่ประสบความสำเร็จต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองเป็นตัวนำ มากกว่าการรอข้อมูลหรือกฎหมายที่สมบูรณ์แบบ

    ในปัจจุบันมีการผลักดันแผนปฏิรูประบบบำนาญ 3 ระยะ 

    ระยะที่ 1 คือการปรับสูตรบำนาญเพื่อความเป็นธรรมได้ดำเนินการไปแล้ว 

    ระยะที่ 2 คือการสร้างระบบแต้มบำนาญที่ยืดหยุ่น 

    ระยะที่ 3 คือการขยายความครอบคลุมสู่แรงงานทุกคนในประเทศ 

    อย่างไรก็ตาม มีความท้าทายสำคัญคือความไม่โปร่งใสในการลงทุนของกองทุน (กรณีการลงทุนใน STARK) และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ล้าสมัยซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสิทธิประโยชน์ 

    สำหรับงานประชุมวิชาการด้านแรงงานของประเทศไทย หัวข้อ “แรงงานไทยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง” ครั้งนี้จะจัดจนไปถึงวันที่ 2 พ.ย. 2568 นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2892808&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04rCOAOHLDCTkRUSumRum6

  • มศว จัด“SWU Open House 2025” เปิดโลกการเรียนรู้ การศึกษาเยาวชน

    มศว จัด“SWU Open House 2025” เปิดโลกการเรียนรู้ การศึกษาเยาวชน

    มศว จัดงาน “SWU Open House 2025” ภายใต้แนวคิด SWU ANTHOSPHERE: สวนแห่งการเรียนรู้ นำโดย อธิการบดี รศ.ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ จุดประกายความฝันและแนะแนวทางอนาคตให้เยาวชน

    มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) จัดกิจกรรม “SWU Open House 2025” ภายใต้แนวคิด SWU ANTHOSPHERE: สวนแห่งการเรียนรู้ โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร บุคลากร และนิสิต เข้าร่วมอย่างคึกคัก

    บรรยากาศงานเต็มไปด้วยความสดใสและแรงบันดาลใจ โดยมหาวิทยาลัยได้เนรมิตพื้นที่ให้เป็น “อาณาจักรแห่งการเรียนรู้” ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของทั้ง 20 คณะและวิทยาลัยในสังกัด ซึ่งแต่ละคณะเปรียบเสมือน “ดอกไม้” ที่มีสีสัน กลิ่นอาย และกลิ่นหอมทางความรู้แตกต่างกันออกไป
     

    กิจกรรมในงานครอบคลุมทั้งการสำรวจบูธหลักสูตร การพูดคุยกับคณาจารย์และนิสิต การเข้าร่วมเวิร์กช็อปสาธิตการเรียนการสอน และการเยี่ยมชมสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ภายในมหาวิทยาลัย เช่น ห้องปฏิบัติการ หอสมุด และพื้นที่สร้างสรรค์นวัตกรรม

    มศว จัด“SWU Open House 2025” เปิดโลกการเรียนรู้ การศึกษาเยาวชน

    รศ.ดร.ชลวิทย์ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อ “เปิดโลกทัศน์ทางการศึกษา” ให้เยาวชนไทยได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง และเลือกเส้นทางแห่งอนาคตที่เหมาะสม โดย มศว พร้อมทำหน้าที่เป็น “ดินดีแห่งการเติบโต” ที่จะบ่มเพาะความรู้ คุณธรรม และแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ก้าวสู่สังคมคุณภาพ

    SWU Open House 2025 ไม่เพียงเป็นงานแนะแนว แต่ยังเป็นเวทีสร้างฝัน จุดประกายเยาวชนให้กล้าออกตามหา “ดอกไม้แห่งความฝัน” ของตนเองในสวนแห่งปัญญา มศว.

    มศว จัด“SWU Open House 2025” เปิดโลกการเรียนรู้ การศึกษาเยาวชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/732802&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VlBfgTik6BJ8nVtkgTysV

  • ถอดรหัสเครือข่ายธุรกิจ “เสี่ยกฤต-ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” เจาะลึกประวัติของ สส.ทรัพย์สิน 96 ล้าน! | เดลินิวส์

    ถอดรหัสเครือข่ายธุรกิจ “เสี่ยกฤต-ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” เจาะลึกประวัติของ สส.ทรัพย์สิน 96 ล้าน! | เดลินิวส์

    เป็นอีกหนึ่ง สส. ที่น่าจับตามองอยู่ในขณะนี้ สำหรับ “ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” หรือ “เสี่ยกฤต” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดสงขลา สังกัดพรรคกล้าธรรม โดยเขามีที่มาและประวัติที่น่าสนใจ ดังนี้..

    จากนักธุรกิจสู่ สส.สงขลา

    นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว เกิดเมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2532 ปัจจุบันอายุ 36 ปี มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยทักษิณ และปริญญาโทด้านรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

    ก่อนเข้าสู่การเมือง “เสี่ยกฤต” สร้างชื่อในฐานะนักธุรกิจเจ้าของกิจการหลากหลายประเภท ทั้งอสังหาริมทรัพย์, โรงงานผลิตเสื้อกีฬา, โรงงานผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ ไปจนถึงธุรกิจให้เช่าเรือท่องเที่ยว ความโดดเด่นอีกอย่างคือการเคยนั่งเก้าอี้ประธานสโมสรฟุตบอลนครศรี ยูไนเต็ด ในปี 2563

    เส้นทางการเมืองของนายชนนพัฒฐ์ ถือว่าน่าจับตา เพราะในการเลือกตั้งปี 2566 เขาได้รับเลือกเป็น สส. สมัยแรก ในนามพรรคพลังประชารัฐ เขต 4 จังหวัดสงขลา โดยเอาชนะคู่แข่งคนสำคัญในพื้นที่ได้สำเร็จ และเป็น สส. เพียงคนเดียวของพรรคในจังหวัดนี้ ก่อนที่จะย้ายมาสังกัดและเป็นกรรมการบริหารพรรคกล้าธรรม ในภายหลัง

    เปิดอาณาจักรทรัพย์สิน 96 ล้าน!

    จากการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่ง สส. เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2566 นายชนนพัฒฐ์และคู่สมรสคือ น.ส.กฤตพร คงเคว็จ (สมาชิก ส.อบจ. สงขลา) มีทรัพย์สินรวมกันทั้งสิ้น 96,766,908 บาท โดยมีหนี้สินเพียง 2,092,326 บาท

    รายการทรัพย์สินที่น่าสนใจและมีมูลค่าสูงที่สุดคือ “ทรัพย์สินอื่น” ที่มีมูลค่ารวมสูงถึง 47,793,463 บาท โดยมีรายละเอียดที่น่าตื่นตะลึง ดังนี้..
    -ชุดพระเครื่อง 33 องค์ (เช่น หลวงปู่ทวด, หลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง) 19,700,000 บาท
    -วัวชน 4 ตัว มูลค่ารวมสูง (ตัวที่แพงที่สุดคือ “โหนดอิทธิพลเล็ก เรือบิน” มูลค่า 1,500,000 บาท)
    -ปืน 6 กระบอก
    -ยานพาหนะ รวม 12 รายการ (รถยนต์ 6 คัน, จักรยานยนต์ 6 คัน) มูลค่า 9,465,000 บาท

    ด้านรายได้ต่อปี นายชนนพัฒฐ์ มีรายได้รวม 9,362,720 บาทต่อปี ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจและรายได้จากวัวชนถึง 4 ล้านบาทต่อปี นอกจากค่าตอบแทนและเงินเพิ่มในฐานะ สส.

    เครือข่ายธุรกิจ “นครศรี ยูไนเต็ด” คือหัวใจ

    สถานะทางธุรกิจของ “ครอบครัวนาคสั้ว” มีความกว้างขวาง โดยมีทั้งนายชนนพัฒฐ์และคู่สมรส ถือหุ้นในหลายบริษัท
    – บริษัท สโมสรนครศรี ยูไนเต็ด จำกัด (สโมสรฟุตบอล) โดย น.ส.กฤตพร ถือหุ้น 70% เป็นกรรมการคนเดียว และผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุด
    – บริษัท สตีฟ ดีไซน์ จำกัด (ผลิตเสื้อผ้าชั้นนอก) โดยนายชนนพัฒฐ์ ถือหุ้น 40%
    – บริษัท กรีนเฮาส์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (การก่อสร้างอาคาร) โดย น.ส.กฤตพร ถือหุ้น 50%
    – บริษัท กัตติกมาส ทัวร์ จำกัด (ธุรกิจทัวร์) โดยนายชนนพัฒฐ์ ถือหุ้น 25%

    การถือครองธุรกิจที่หลากหลาย โดยเฉพาะบทบาทของคู่สมรสในสโมสรฟุตบอลนครศรี ยูไนเต็ด ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงสถานะทางสังคมและเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของตระกูลนี้ในพื้นที่ภาคใต้ อย่างไรก็ตาม ทุกย่างก้าวในฐานะผู้แทนราษฎรของ “ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” นับจากนี้ ก็ยังคงอยู่ภายใต้สายตาที่จับจ้องของสังคมอย่างต่อเนื่อง..

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5261196/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OvV3J-fyyEiBCKqUXCLGA