Category: วัฒนธรรม

  • “นฤมล”ย้ำนักเรียนทุน ODOS รุ่น 3 เรียนรู้เพื่อกลับมาพัฒนาประเทศ

    “นฤมล”ย้ำนักเรียนทุน ODOS รุ่น 3 เรียนรู้เพื่อกลับมาพัฒนาประเทศ

    ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดการปฐมนิเทศออนไลน์โครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ (Outstanding Development Opportunity Scholarship: ODOS) รุ่นที่ 3 ปีการศึกษา 2568 สำหรับนักเรียนและนักศึกษาจำนวนกว่า 1,200 คน จากสถานศึกษา 602 แห่งทั่วประเทศ โดยจัดขึ้น ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์ Teleconference

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวในพิธีว่า การมอบทุน ODOS ถือเป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนที่มีความสามารถแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อให้สามารถศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในสาขาที่ประเทศต้องการ เช่น วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM) ทั้งนี้ โครงการ ODOS รุ่นก่อนหน้าประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง โดยรุ่นที่ 1 มีผู้ได้รับทุนกว่า 100 คน และมี 62 คนได้รับสิทธิ์ศึกษาต่อต่างประเทศตามประกาศของสำนักงาน ก.พ.

    รมว.ศธ. กล่าวเพิ่มเติมว่า การแข่งขันเพื่อศึกษาต่อในต่างประเทศ โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยระดับโลก มีความเข้มข้นสูง จึงจำเป็นที่นักเรียนไทยจะต้องได้รับการส่งเสริมทั้งด้านความรู้และทักษะ เพื่อก้าวสู่เวทีโลกอย่างมั่นใจ พร้อมย้ำว่า “เด็กไทยไม่ได้ด้อยกว่าเด็กชาติใด หากได้รับโอกาสและการสนับสนุนที่เหมาะสม”

    “ขอให้นักเรียนใช้โอกาสนี้เรียนรู้ทั้งด้านวิชาการและประสบการณ์ชีวิต เปิดโลกทัศน์ใหม่ ๆ รู้จักวัฒนธรรมและเพื่อนจากนานาชาติ และนำความรู้กลับมาพัฒนาประเทศ ที่สำคัญต้องไม่ลืมพระคุณของผู้ให้โอกาส ทั้งพ่อแม่ ครูอาจารย์ สถานศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) รวมถึงประชาชนผู้เสียภาษี เพราะการศึกษาเป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการพัฒนาคนและประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน”

    “นฤมล”ย้ำนักเรียนทุน ODOS รุ่น 3 เรียนรู้เพื่อกลับมาพัฒนาประเทศ

    สำหรับโครงการ ODOS รุ่นที่ 3 มีผู้ผ่านการคัดเลือกทั้งหมด 1,200 คน แบ่งเป็นเพศชาย 850 คน และเพศหญิง 350 คน ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 1,124 คน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) 66 คน สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) 7 คน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 3 คน ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยผู้ได้รับทุนส่วนใหญ่มีรายได้ครอบครัวไม่เกิน 150 บาทต่อวัน และมีเกรดเฉลี่ยตั้งแต่ 3.75 ขึ้นไป

    ทั้งนี้ โครงการ ODOS ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาแล้ว 3 รุ่น รวมผู้ได้รับทุนทั้งสิ้นกว่า 3,600 คน โดยมากกว่าครึ่งมาจากครัวเรือนยากจนหรือยากจนพิเศษ อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่า เด็กไทยจำนวนมากมีศักยภาพสูงแต่ขาดโอกาสในการพัฒนา การสนับสนุนผ่านโครงการนี้จึงมีส่วนสำคัญในการสร้าง “ช้างเผือก” ของชาติ ให้เติบโตเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เวทีโลกในอนาคต.

    “นฤมล”ย้ำนักเรียนทุน ODOS รุ่น 3 เรียนรู้เพื่อกลับมาพัฒนาประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/732973&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qTsuIhrUM5PkQYmWq97Va

  • “คิม จองอึน” เดือด ตรวจการก่อสร้างโรงงานผลิตอุปกรณ์การศึกษาสร้างล่าช้า สั่งเร่งให้เสร็จภายในปีนี้

    “คิม จองอึน” เดือด ตรวจการก่อสร้างโรงงานผลิตอุปกรณ์การศึกษาสร้างล่าช้า สั่งเร่งให้เสร็จภายในปีนี้

    “คิม จองอึน” เดือด ตรวจการก่อสร้างโรงงานผลิตอุปกรณ์การศึกษาสร้างล่าช้า สั่งเร่งให้เสร็จภายในปีนี้

    “คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือ ลงพื้นที่กรุงเปียงยางตรวจไซต์ก่อสร้างโรงงานผลิตอุปกรณ์เรียนและสื่อการสอน ตำหนิเจ้าหน้าที่รัฐทำงานล่าช้าจนไร้ความคืบหน้าหลายปี สั่งเร่งสร้างให้เสร็จภายในสิ้นปี 2568

    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือ KCNA รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ลงตรวจสอบความคืบหน้าการก่อสร้างโรงงานผลิตเครื่องเขียนและอุปกรณ์การศึกษาในกรุงเปียงยาง เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

    ระหว่างการตรวจเยี่ยม นายคิมแสดงความไม่พอใจอย่างหนัก พร้อมตำหนิเจ้าหน้าที่คณะรัฐมนตรีและกระทรวงศึกษาธิการที่ปล่อยให้โครงการล่าช้า โดยชี้ว่า พรรคแรงงานเกาหลีได้เน้นย้ำเรื่องการเสริมสร้างฐานวัสดุด้านการศึกษาในที่ประชุมพรรคมาหลายปี แต่โรงงานเหล่านี้กลับไม่มีความคืบหน้าตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จนถึงกลางปีนี้จึงเริ่มดำเนินการจริง

    ผู้นำเกาหลีเหนือระบุว่า ความล่าช้าเกิดจาก ทัศนคติและแนวคิดที่ไม่เหมาะสมของเจ้าหน้าที่ และสั่งให้ปัญหานี้ถูกหยิบยกขึ้นพิจารณาอย่างจริงจังในที่ประชุมพรรคแรงงานครั้งต่อไป ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนหน้า พร้อมกันนี้ นายคิมได้ชื่นชมทหารที่ถูกระดมมาช่วยก่อสร้าง พร้อมกล่าวว่า โรงงานผลิตอุปกรณ์การศึกษาเป็นโรงงานสำคัญที่จะทำให้สามารถจัดหาให้กับทั่วประเทศได้ 

    นอกจากนี้ เขายังสั่งกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับวัยและสรีระของนักเรียน พร้อมกำหนดกรอบเวลาว่าต้องสร้างแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2568 เพื่อให้โรงงานสามารถเดินเครื่องผลิตได้ในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า

    ทั้งนี้ โครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในความพยายามของรัฐบาลเกาหลีเหนือในการยกระดับระบบการศึกษา แม้ประเทศจะยังเผชิญภาวะเศรษฐกิจและการคว่ำบาตรจากนานาชาติก็ตาม.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2893479&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nEx4lN3olfumVce1QDwKm

  • “นฤมล” เปิดปฐมนิเทศทุน ODOS รุ่น 3 หนุนเยาวชน 1,200 คน สู่โอกาสเรียนต่อ ย้ำการศึกษาเป็นกุญแจสร้างคน พัฒนาชาติ | TOPNEWS

    “นฤมล” เปิดปฐมนิเทศทุน ODOS รุ่น 3 หนุนเยาวชน 1,200 คน สู่โอกาสเรียนต่อ ย้ำการศึกษาเป็นกุญแจสร้างคน พัฒนาชาติ | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 05/11/2025 16:12

    “รมว.นฤมล”เปิดปฐมนิเทศทุน ODOS รุ่น 3 หนุนเยาวชน 1,200 คน สู่โอกาสเรียนต่อ ปั้น ‘ช้างเผือก’ไทยสู่เวทีโลก ย้ำ การศึกษาเป็นกุญแจสร้างคน พัฒนาชาติ

    “นฤมล” เปิดปฐมนิเทศทุน ODOS รุ่น 3 หนุนเยาวชน 1,200 คน สู่โอกาสเรียนต่อ ย้ำการศึกษาเป็นกุญแจสร้างคน พัฒนาชาติ – Top News รายงาน

    นฤมล

    เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 เวลา 13.00 น. ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการปฐมนิเทศออนไลน์โครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ (Outstanding Development Opportunity Scholarship: ODOS) นักเรียนและนักศึกษาทุนรุ่นที่ 3 ปีการศึกษา 2568 ทุนการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) กว่า 1,200 คน จากสถานศึกษา 602 แห่ง ณ ห้องประชุมราชวัลลภ และผ่านระบบออนไลน์ Teleconference

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า การปฐมนิเทศครั้งนี้ ถือเป็นโครงการ ODOS รุ่นที่ 3 สำหรับให้ทุนการศึกษาระดับ ม.4 และ ปวช.ปีที่ 1 ที่ผ่านการคัดเลือกทั้งสิ้น 1,200 คน จากสถานศึกษา 602 แห่ง ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และจากข้อมูลที่ทาง ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ถึงจำนวนผู้สมัครรับทุน ODOS รุ่นที่ 1 กว่า 100 คน และสำนักงาน ก.พ. ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์รับทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ จำนวน 62 คนนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่เราต้องคอยให้กำลังใจและช่วยเสริมเติมเต็มในส่วนที่น้องๆ ยังขาด เพราะต้องยอมรับว่า การสอบแข่งขันเพื่อเรียนต่อระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยต่างประเทศย่อมมีการแข่งขันที่สูง และต้องแข่งกับเด็กจากประเทศต่าง ๆ ยิ่งต้องเข้าไปในมหาวิทยาลัยที่เป็นระดับท็อปของโลกด้วย ก็ยิ่งมีการแข่งขันสูงขึ้นไปอีก แต่อาจารย์ก็เชื่อว่าเด็กไทยที่เรียนในสถานศึกษาและมหาวิทยาลัยไทย ไม่ได้แพ้กับเด็กในต่างประเทศ เช่นเดียวกับอาจารย์ที่มาจากครอบครัวธรรมดา และเรียนในมหาวิทยาลัยไทย ก็ต้องใช้ความพยายามในการสอบชิงทุนไปเรียนต่อต่างประเทศเช่นกัน

    “ขอให้น้อง ๆ นักเรียนนักศึกษาใช้โอกาสไปเรียนในต่างประเทศ มากกว่าการเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ถือเป็นโอกาสได้เรียนรู้ด้านอื่นๆ ให้มีประสบการณ์ชีวิต มีเพื่อน ได้เรียนรู้วัฒนธรรม พร้อมนำความรู้กลับมาพัฒนาประเทศ สิ่งสำคัญคือต้องไม่ลืมพระคุณผู้ให้โอกาสเรา ทั้งพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ สถานศึกษาที่ส่งเสริมสนับสนุน กระทรวงศึกษาธิการ กองทุน กสศ. ตลอดจนรัฐบาลที่มีโครงการดี ๆ เช่นนี้ และสุดท้ายคือประชาชนในชาติที่เสียภาษี เพื่อนำมาสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับพวกเราทุกคน เพราะการศึกษา ถือเป็นทางลัดที่เร็วที่สุดในการที่พัฒนาคนและพัฒนาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า โดยเฉพาะการก้าวไปสู่ประเทศที่มีการศึกษาและมีรายได้ที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณ กสศ. คณะครู อาจารย์ ผู้ปกครอง ที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา ส่งน้อง ๆ เข้ามารับทุนเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยในต่างประเทศ และขอให้ช่วยกันสนับสนุนในเรื่องของการเตรียมตัวสอบ การเตรียมโปรไฟล์ การเรียนภาษาต่าง ๆ อย่างเต็มที่ ส่วนตัวนักเรียนเอง ก็ต้องมีความพยายามและทุ่มเท เพื่อเตรียมตัวไปแข่งขันกับผู้คนทั่วโลกต่อไป” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    โครงการ ODOS รุ่น 3 มีผู้ผ่านการคัดเลือก 1,200 คน แบ่งเป็น ชาย 850 คน และหญิง 350 คน ในสังกัด สพฐ. 1,124 คน สอศ. 66 คน อว. 7 คน และอปท. 3 คน ครอบคลุม 77 จังหวัด ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนหรือนักศึกษาในครอบครัวรายได้ไม่ถึง 150 บาท/วัน มีเกรดเฉลี่ยส่วนใหญ่อยู่ที่ 3.75 ขึ้นไป (725 คน เป็นปวช. 1 จำนวน 19 คน ม.4 จำนวน 706 คน) มีเป้าหมายให้โอกาสแก่เยาวชนที่ มีผลการเรียนดี มีความประพฤติดี มีศักยภาพ แต่ขาดแคลนโอกาส ให้ได้เรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในสาขาที่ประเทศต้องการ เช่น ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM)

    ทั้งนี้ โครงการ ODOS ได้ดำเนินการมาแล้ว 3 รุ่น ได้แก่ รุ่นที่ 1 รุ่นที่ 2 และรุ่นที่ 3 รวมผู้ได้รับการคัดเลือกทั้งสิ้น 3,600 คน และจากการดำเนินงานพบว่า นักเรียนนักศึกษากว่าครึ่งหนึ่งมาจากครัวเรือนยากจนและยากจนพิเศษ และอีกส่วนหนึ่งมาจากครัวเรือนที่มีรายได้ไม่เกินปีละ 12,000 บาท เป็นการชี้ให้เห็นว่า เด็กไทยจำนวนมากมีความสามารถ แต่ยังขาดโอกาสและการสนับสนุนที่เหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน “ช้างเผือก” ที่แม้มีศักยภาพสูง แต่หากไม่ได้รับโอกาส ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษาได้เช่นกัน

          

    SOCAIL 16-9_2ok-Recovered

    SOCAIL 16-9 copy-Recovered

    ฝ่ายปกครองบางละมุง บูรณาการตำรวจ ทลายแหล่งค้าสิ่งเสพติดในร้านหมูกระทะร้าง

    นายกฯ เผยคุยกกต. กำหนดวันเลือกตั้งแล้ว ส่วนปมทำประชามติ MOU43-44 ขอรอผลศึกษา 2 สภาก่อน

    “จูน” พลอยลภัสร์ คุมทีม “เต็มเหนี่ยว” รมว.อุตสาหกรรม ตรวจสอบโรงงานรีไซเคิล

    โรงไฟฟ้าบางปะกง จัดงาน “Safety & Security Day 2025” ส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยอย่างยั่งยืน

    เลขา รมว.มหาดไทย มอบถุงยังชีพ-ให้กำลังใจผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.สุโขทัย

    “บิ๊กเปี๊ยก” สั่งนักกีฬาเจ็ตสกี ล่า 6 ทองซีเกมส์ พร้อมสร้างทีมกู้ภัยน้ำท่วม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1379539&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rpLsMmw2X5nR1dY-GGljG

  • นฤมลเปิดปฐมนิเทศทุน ODOS รุ่น 3 หนุนปั้น”ช้างเผือกไทย”สู่เวทีโลก

    นฤมลเปิดปฐมนิเทศทุน ODOS รุ่น 3 หนุนปั้น”ช้างเผือกไทย”สู่เวทีโลก

    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ที่ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธานเปิดการปฐมนิเทศโครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ (Outstanding Development Opportunity Scholarship: ODOS) รุ่นที่ 3 ผ่านระบบออนไลน์ Teleconference โดยมีนักเรียนและนักศึกษาทุนกว่า 1,200 คน จากสถานศึกษา 602 แห่งทั่วประเทศ เข้าร่วมรับฟังแนวทางและแรงบันดาลใจในการเดินหน้าสู่อนาคตการศึกษาที่มั่นคง

                       นฤมลเปิดปฐมนิเทศทุน ODOS รุ่น 3 หนุนปั้น

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า การปฐมนิเทศในวันนี้ถือเป็นการเริ่มต้นของเยาวชนรุ่นใหม่ในโครงการ ODOS รุ่นที่ 3 ซึ่งคัดเลือกนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4 และนักศึกษา ปวช. ปีที่ 1 รวม 1,200 คน จากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 1,124 คน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) 66 คน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) 7 คน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 3 คน ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ

    “เด็กทุกคนที่ได้รับทุนวันนี้คือ ‘ช้างเผือก’ ของชาติ ที่มีความสามารถแต่ขาดโอกาส เราต้องช่วยกันประคับประคองให้เขาเติบโต และใช้การศึกษาเป็นสะพานข้ามความเหลื่อมล้ำ” ศ.ดร.นฤมล กล่าว 

                นฤมลเปิดปฐมนิเทศทุน ODOS รุ่น 3 หนุนปั้น

    พร้อมระบุว่า โครงการ ODOS รุ่นก่อน ๆ ได้พิสูจน์แล้วว่า การให้โอกาสอย่างถูกจุดช่วยปลดล็อกศักยภาพเด็กไทยจำนวนมาก โดยรุ่นที่ 1 มีผู้สมัครกว่า 100 คน และสำนักงาน ก.พ. ประกาศรายชื่อผู้ได้รับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศแล้ว 62 คน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันเยาวชนไทยสู่เวทีโลก

    รมว.ศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า การได้ทุนไปศึกษาต่างประเทศ ไม่ได้หมายถึงแค่การเรียนในห้องเรียน แต่ยังเป็นโอกาสเรียนรู้ชีวิต เรียนรู้ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และสร้างเครือข่ายกับเพื่อนจากนานาชาติ เพื่อนำความรู้กลับมาพัฒนาประเทศไทย 

    “อย่าลืมว่าทุกโอกาสที่เราได้รับ มาจากแรงสนับสนุนของพ่อแม่ ครูอาจารย์ กระทรวงศึกษาธิการ กสศ. และประชาชนผู้เสียภาษี เพราะฉะนั้น ต้องตอบแทนด้วยการตั้งใจเรียน นำสิ่งที่ได้กลับมาสร้างประเทศ” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

                       นฤมลเปิดปฐมนิเทศทุน ODOS รุ่น 3 หนุนปั้น

    ศ.ดร.นฤมล ย้ำว่า การศึกษาเป็นทางลัดที่เร็วที่สุดในการพัฒนาคนและประเทศ และประเทศไทยจะก้าวข้ามประเทศรายได้ปานกลางได้ ต้องอาศัยการสร้างทุนมนุษย์ (Human Capital) ผ่านระบบการศึกษาที่เท่าเทียม โดยเฉพาะในสาขาที่ประเทศต้องการ เช่น วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM)

    ทั้งนี้ จากข้อมูลของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พบว่า นักเรียนในโครงการ ODOS ส่วนใหญ่มีผลการเรียนเฉลี่ย 3.75 ขึ้นไป และมาจากครอบครัวรายได้ไม่เกิน 150 บาทต่อวัน กว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในกลุ่มยากจน หรือ ยากจนพิเศษ บางส่วนมาจากครัวเรือนที่มีรายได้ทั้งปีไม่ถึง 12,000 บาท ซึ่งสะท้อนว่า ความสามารถไม่ได้จำกัดอยู่ที่ฐานะ แต่เป็นเรื่องของ “โอกาส” ที่สังคมต้องมอบให้                    

    ตลอด 3 รุ่นที่ผ่านมา โครงการ ODOS ได้มอบโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชนแล้วกว่า 3,600 คน ทั่วประเทศ โดยมุ่งปลูกฝังให้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติ ทั้งในภาควิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของประเทศในอนาคต
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/643276&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Mk07E-0Uqhpm6o4pEf5p6

  • ปิดตำนาน! ประกาศเลิกกิจการ 2 โรงเรียนดังย่านลาดพร้าว

    ปิดตำนาน! ประกาศเลิกกิจการ 2 โรงเรียนดังย่านลาดพร้าว

    วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.05 น.

    โลกออนไลน์ได้มีการแชร์หนังสือจากโรงเรียนแห่งหนึ่งแจ้งถึงผู้ปกครอง ว่า โรงเรียน ได้ส่งหนังสือ ที่ อ.ด.พ.173/2568 ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เรื่อง การเลิกกิจการโรงเรียน ให้แก่ผู้ปกครอง

    ด้วยสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ที่อัตราการเกิดของเด็กในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้จำนวนเด็กนักเรียนในระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาลดลงตามลำดับ และการเก็บค่าเล่าเรียน ไม่เป็นไปตามที่กำหนด ทำให้รายรับจากการดำเนินงานไม่เพียงพอต่อการจัดการเรียนการสอน การพัฒนาหลักสูตร การดูแลบุคลากร การบำรุงรักษาอาคารสถานที่ให้ได้มาตรฐานตามที่โรงเรียนตั้งใจไว้ คณะผู้บริหารได้พิจารณาและไตร่ตรองสถานการณ์ดังกล่าวอย่างรอบคอบ จึงมีมติเห็นชอบหยุดการเรียนการสอน และเลิกกิจการโรงเรียนตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป (นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569)

    ในการนี้ทางโรงเรียนขอเรียนเชิญประชุมผู้ปกครองนักเรียนชั้นอนุบาล 1- มัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อให้ได้รับทราบข้อมูลการประกาศเลิกกิจการของโรงเรียนในปีการศึกษา 2569 มาตรการช่วยเหลือผู้ปกครอง และนักเรียนในการเข้าเรียนต่อโรงเรียนต่างๆ ในบริเวณใกล้เคียงเพื่อรองรับนักเรียนของโรงเรียน ในวันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2568 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมโรงเรียน

    ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาโรงเรียนรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้รับความไว้วางใจจากท่านผู้ปกครอง ให้ร่วมดูแล อบรมสั่งสอนบุตรหลานให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ทั้งด้านวิชาการ คุณธรรม จริยธรรม โรงเรียน ขอกราบขอบพระคุณท่านผู้ปกครองทุกท่านด้วยความเคารพอย่างสูง สำหรับความเชื่อมั่น ความเข้าใจ และ การสนับสนุนโรงเรียนด้วยดีเสมอมา พร้อมทั้งขออภัยในความไม่สะดวกที่อาจเกิดขึ้นจากการเลิกดำเนินกิจการในครั้งนี้

    สำหรับโรงเรียนอุดมศึกษา สร้างและก่อตั้งเมื่อปีพ.ศ.2518 โดยใช้ชื่อว่า “โรงเรียนอุดมศึกษาลาดพร้าว” ใช้อักษรย่อว่า “อ.ด.พ.” เริ่มแรกมี ผศ. เกษมศรี วัชรสกุณีเป็นผู้รับใบอนุญาตและผู้จัดการ มีอาจารย์ละม่อม ชื่นสำราญ เป็นครูใหญ่ และตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นับได้ว่าโรงเรียนแห่งนี้ดำเนินกิจการมาอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบันรวมกว่า 50 ปี

    ขณะเดียวกัน เฟซบุ๊ก Ariya Milintanapa ได้โพสต์ภาพและระบุข้อความว่า “โรงเรียนอุดมศึกษาลาดพร้าวก็จะปิด ถนอมพิศวิทยาก็จะปิด จริงๆพื้นเพเราไม่ใช่คนลาดพร้าว เพิ่งย้ายมา 20 ปีได้ แต่ก็เห็นโรงเรียนนี้มาตั้งนานแล้ว ยุคสมัยเปลี่ยนอะไรๆ ก็เปลี่ยน โรงเรียน ที่ไม่ได้ตอบโจทย์ยุคสมัยใหม่ ปรับตัวไม่ทันก็จะต้องค่อยๆปิดกันไป อีกอย่างเด็กเกิดน้อยลงมาก ๆ ด้วย การบริหารคงทําได้ยาก ยุคนี้คือยุคดิ้นรน จริงๆ 20 ปีก่อน ดีมากๆ เลยนะ”

    ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก Ariya Milintanapa

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/925637&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Jcks7bA-nWEMTJ5TvR9Ja

  • ทำไมเสียงของเราเปลี่ยนไป เวลาพูดภาษาต่างประเทศ ? – BBC News ไทย

    ทำไมเสียงของเราเปลี่ยนไป เวลาพูดภาษาต่างประเทศ ? – BBC News ไทย

    ทำไมเสียงของเราเปลี่ยนไป เวลาพูดภาษาต่างประเทศ ?

    นักภาษาศาสตร์บอกว่าร่างกาย, สมอง, หรือแม้แต่อัตลักษณ์ของเราเอง สามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบทบาท ที่แต่ละภาษาต้องการให้แสดงออกมาได้

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, นักภาษาศาสตร์บอกว่าร่างกาย, สมอง, หรือแม้แต่อัตลักษณ์ของเราเอง สามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบทบาท ที่แต่ละภาษาต้องการให้แสดงออกมาได้
      • Author, จูเลีย กรานชี
      • Role, บีบีซี นิวส์ บราซิล

    หากคุณพูดภาษาต่าง ๆ ได้มากกว่าหนึ่งภาษาขึ้นไป ในบางครั้งคุณอาจสังเกตเห็นว่า เสียงพูดของตัวเองเปลี่ยนไป ในเวลาที่กำลังพูดภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาแม่

    จากประสบการณ์ของผู้เขียนเองนั้น สามารถได้ยินกับหูอย่างชัดเจนว่า ตนเองมีเสียงสูงขึ้นเมื่อพูดภาษาอังกฤษ แต่จะแผ่วเบาลงและนุ่มนวลมีจังหวะจะโคนเมื่อพูดภาษาฝรั่งเศส อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนจะพูดเร็วขึ้นด้วยน้ำเสียงที่มีชีวิตชีวา เมื่อต้องพูดภาษาสเปน

    ประสบการณ์ทั้งหมดนี้ราวกับว่า แต่ละภาษาได้ขับเน้นบุคลิกภาพแต่ละด้านที่แตกต่างกันของผู้เขียน ให้แสดงออกมาเมื่อต้องพูดภาษานั้น ๆ เหล่านักภาษาศาสตร์บอกว่า ประสบการณ์ข้างต้นไม่ใช่สิ่งที่เราคิดไปเอง แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เมื่อร่างกาย, สมอง, หรือแม้แต่อัตลักษณ์ของคนเรา สามารถจะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบทบาท ที่แต่ละภาษาต้องการให้แสดงออกมาได้

    “มันไม่ต่างจากการเล่นละคร เพราะเราได้รับเอาบุคลิกลักษณะของชุมชนที่พูดภาษานั้นมา แล้วสร้างตัวตนใหม่อีกรูปแบบหนึ่งของเราขึ้นในภาษานั้น เรายังคงเป็นตัวเราเอง แต่ไม่เหมือนเดิมเสียทีเดียว” ดร.อนา เปาลา เปตริอู เฟร์เฮรา เองเกลแบรต์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสหพันธ์สาธารณรัฐแห่งปารานา (UTFPR) ของบราซิลกล่าว

    ก่อนหน้านี้ ดร.เองเกลแบรต์ ได้ทำการศึกษาวิจัยเพื่อหาคำตอบว่า เหตุใดเสียงของคนเราจึงฟังดูเหมือนเปลี่ยนไป เมื่อเปลี่ยนภาษาที่พูด รวมทั้งเพื่อพิสูจน์ว่าความรู้สึกดังกล่าวเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริง หรือเป็นเพียงการรับรู้ที่บิดเบือนเท่านั้น โดยงานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของเธอ

    ดร.เองเกลแบรต์ อธิบายเพิ่มเติมว่า แต่ละภาษามีทัศนียภาพของเสียง (soundscape) หรือมีเสียงต่าง ๆ เป็นองค์ประกอบในบริบทหรือสิ่งแวดล้อมหนึ่งที่ไม่เหมือนกัน “ยกตัวอย่างเช่นภาษาเยอรมัน ซึ่งเน้นใช้ส่วนหลังของช่องทางเดินเสียงในลำคอสร้างเสียงขึ้น ทำให้ภาษาเยอรมันฟังดูห้วนและแข็งกระด้างกว่าภาษาอื่น ส่วนภาษาฝรั่งเศสนั้นเกิดจากส่วนหน้าของช่องทางเดินเสียงมากกว่า ทั้งยังมีเสียงสระที่เกิดจากการห่อปาก ทำให้คนที่พูดภาษาฝรั่งเศสชอบห่อปากและทำปากยื่นอยู่ตลอดเวลา”

    เสียงเปลี่ยนไปได้อย่างไร

    การที่เราจะเปล่งเสียงออกมาอย่างไร หรือผู้คนจะได้ยินเสียงของเราเป็นแบบไหนนั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยที่ผสมผสานกัน ทั้งปัจจัยทางชีววิทยา, วัฒนธรรม, และบริบทแวดล้อมต่าง ๆ

    กำเนิดของเสียงนั้นมาจากการสั่นของเส้นเสียง แล้วจึงถูกขยายให้ดังขึ้นในช่องทางเดินเสียงในลำคอ ก่อนจะถูกแปลงให้มีลักษณะของเสียงที่ต่างกันออกไปด้วยลิ้น, ริมฝีปาก, และช่องปากทั้งหมด จนกลายเป็นเสียงพูดที่เราเปล่งออกมาในที่สุด

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • Two women posing for a picture at White Sand Lake in Xinjiang's Akto County

    • .

    • 80-year-old American woman Natalie Grabow wears a black pair of shorts and  a black top as she approaches the finish line of the Ironman race.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    เฮนาตา อาเซเวโด นักอรรถบำบัดหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการแก้ไขฟื้นฟูการพูด จากมหาวิทยาลัยสหพันธรัฐแห่งเซาเปาลู (UNIFESP) ของบราซิล บอกว่า “กระบวนการทั้งหมดนี้ถูกควบคุมด้วยระบบประสาทส่วนกลาง และได้รับอิทธิพลจากอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ หากเรารู้สึกตื่นเต้น, วิตกกังวล, หรือโศกเศร้า เสียงของคนเราจะเปลี่ยนไปด้วย”

    นอกจากนี้ประวัติการศึกษา, ภูมิภาคที่อยู่อาศัย, และวัฒนธรรมของสังคมที่คนผู้นั้นเป็นสมาชิกอยู่ ล้วนมีอิทธิพลต่อการพูดด้วยเช่นกัน “แต่ละภาษามีเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ เช่นภาษาอังกฤษมีหน่วยเสียงหรือโฟนีม (phon eme) ที่ไม่มีอยู่ในภาษาโปรตุเกส ส่วนภาษาโปรตุเกสนั้น ก็มีหน่วยเสียงที่ไม่ปรากฏในภาษาอังกฤษเช่นกัน” อาเซเวโดกล่าว

    นักอรรถบำบัดชาวบราซิลผู้นี้ยังบอกอีกว่า ลักษณะทางเสียงที่อยู่เหนือหน่วยเสียงพื้นฐาน (prosody) เช่นแบบแผนของจังหวะ, ท่วงทำนอง, และระดับเสียงสูงต่ำนั้น ยังต่างกันออกไปในแต่ละภาษาด้วย “บทสนทนาที่โต๊ะอาหารค่ำของชาวอิตาลีนั้น ออกจะเสียงดังสะดุดหูยิ่งกว่าของชาวญี่ปุ่นในสถานการณ์เช่นนี้ แม้แต่คนที่อยู่ในวัฒนธรรมเดียวกัน ก็ยังเปล่งเสียงพูดไม่เหมือนกัน เนื่องจากความแตกต่างทางบุคลิกภาพ ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าแต่ละคนจะพูดเร็วช้าแค่ไหน, เปล่งเสียงอย่างไร, ใช้ท่าทางประกอบการพูดด้วยหรือไม่”

    นักวิจัยบอกว่ามนุษย์สามารถปรับเสียงให้เข้ากับบริบททางวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ที่แต่ละภาษากำหนดได้

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, นักวิจัยบอกว่ามนุษย์สามารถปรับเสียงให้เข้ากับบริบททางวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ที่แต่ละภาษากำหนดได้

    ดร.เองเกลแบรต์ อธิบายเพิ่มเติมว่า การออกเสียงพูดของคนเรายังถูกกำหนดด้วยบริบทแวดล้อม และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม “เมื่อเราพูดภาษาต่างประเทศ ก็มักจะพูดภายใต้บริบทหรือสถานการณ์แบบใดแบบหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งมันจะส่งผลต่อการออกเสียงพูดของเราอย่างมาก…ในกรณีของตัวเองแล้ว ฉันมักจะใช้ภาษาอังกฤษในการทำงาน ดังนั้นฉันจึงมีน้ำเสียงในการพูดภาษาอังกฤษ ซึ่งต่างจากน้ำเสียงที่ใช้พูดกับคนในครอบครัวอย่างมาก วัตถุประสงค์, กาลเทศะ, และบทบาททางสังคม ล้วนเป็นตัวกำหนดเสียงพูดของเราทั้งสิ้น”

    ดร.เองเกลแบรต์ ยังได้ทำการทดลองเพื่อพิสูจน์เรื่องดังกล่าว โดยบันทึกเสียงชาวบราซิลขณะพูดภาษาโปรตุเกสและภาษาอังกฤษ เมื่อพวกเขาอยู่ในสหรัฐฯ ซึ่งมีทั้งเสียงตอนที่อ่านข้อความ และเสียงในตอนที่พูดอย่างอิสระ

    ผลปรากฏว่าเกิดความแตกต่างในการออกเสียงพูด ระหว่างสองภาษาข้างต้นอย่างชัดเจน โดยในตอนที่พูดภาษาโปรตุเกส ผู้เข้าร่วมการทดลองโดยเฉพาะที่เป็นผู้หญิง จะมีน้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้น รวมทั้งพูดด้วยน้ำเสียงที่ลื่นไหลไม่หนักแน่นนัก ในขณะที่ตอนพูดภาษาอังกฤษ พวกเขากลับมีโทนเสียงต่ำลง และเน้นเสียงอย่างชัดเจนหนักแน่นขึ้นกว่าเดิม

    ผู้เข้าร่วมการทดลองหญิงบางคน ถึงกับเน้นออกเสียงพยางค์สุดท้ายของประโยค จนฟังดูคล้ายสิ่งที่ได้ยินกันบ่อย ๆ ในภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกัน ทั้งที่ตามปกติแล้วพยางค์สุดท้ายนี้มักจะไม่ออกเสียง หรือออกเสียงเพียงแผ่วเบาเหมือนกระซิบกระซาบเท่านั้น

    ในการทดลองขั้นต่อไป ดร.เองเกลแบรต์ได้เปิดเสียงที่บันทึกไว้ เพื่อให้คนที่พูดได้สองภาษาทั้งอังกฤษและโปรตุเกสลองฟังดู ซึ่งผลปรากฏว่า คนกลุ่มนี้สังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของน้ำเสียงได้ทันที ไม่เพียงแต่จะบอกได้ว่า น้ำเสียงมีการเปลี่ยนแปลงแบบสูงขึ้น, ต่ำลง, นุ่มนวลขึ้น, หรือหนักแน่นขึ้นเท่านั้น แต่ยังบอกได้ด้วยว่า น้ำเสียงที่พูดมีบุคลิกภาพของแต่ละบุคคลแฝงอยู่ด้วย เช่นเสียงฟังดูตื่นเต้น, สงวนท่าที, มั่นอกมั่นใจ, หรือหวาดระแวง

    ดร.เองเกลแบรต์ สรุปผลการทดลองข้างต้นว่า ปรากฏการณ์ที่น้ำเสียงเปลี่ยนไปเมื่อพูดภาษาต่างประเทศ ไม่ใช่เรื่องอัตวิสัยที่แต่ละคนอาจคิดไปเอง แต่เป็นเรื่องภววิสัยที่สามารถสังเกตเห็นและตรวจวัดได้ ทั้งยังได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมมามากมาย ดังจะเห็นได้จากกลุ่มตัวอย่างชาวบราซิลที่พูดได้สองภาษา ซึ่งจะปรับเสียงของตนเวลาพูดภาษาอังกฤษ ให้สอดคล้องกับบุคลิกลักษณะของชาวอเมริกันมากขึ้น โดยลดระดับเสียงให้ทุ้มต่ำลง ทว่าน้ำเสียงหนักแน่นมีพลัง และมีความมั่นใจชัดเจนขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ดร.เองเกลแบรต์กล่าวเตือนไว้ด้วยว่า การศึกษาวิจัยในเรื่องนี้ยังไม่แพร่หลายนักในแวดวงวิทยาศาสตร์ ทำให้ยังคงมีคำถามมากมายที่ยังตอบไม่ได้ว่า ผู้คนเรียนรู้และซึมซับจังหวะจะโคน, การเน้นเสียงสูงต่ำ และการแสดงออกด้วยน้ำเสียงในภาษาที่สองได้อย่างไร

    เติบโตในครอบครัวสองภาษา

    แม้แต่คนที่ถูกเลี้ยงดูมาในครอบครัวที่พูดสองภาษาตั้งแต่ยังเล็ก ก็ยังมีน้ำเสียงต่างกันเล็กน้อยในเวลาที่กำลังพูดภาษาใดภาษาหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ดร.เองเกลแบรต์แสดงความเห็นในประเด็นนี้ว่า น้ำเสียงจะต่างกันได้มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการนิยามความหมายของคำว่า “สองภาษา” (bilingual) ซึ่งมีอยู่หลายนิยามด้วยกัน

    “ผลวิจัยจากยุคทศวรรษ 1990 พบว่าผู้ที่พูดได้สองภาษาทั้งกาตาลาและสเปนนั้น แม้ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนน้ำเสียงระหว่างภาษาทั้งสองเท่าใดนัก แต่ก็จะมีภาษาใดภาษาหนึ่งที่เป็นภาษาหลัก ซึ่งผู้พูดมีความมั่นใจในการพูดมากที่สุดเสมอ” ดร.เองเกลแบรต์กล่าว

    อาเซเวโดกล่าวเสริมว่า คนที่มาเริ่มเรียนภาษาที่สองตอนเป็นวัยรุ่นหรือเข้าสู่วัยผู้ใหญ่แล้ว จะแสดงความแตกต่างในน้ำเสียงเมื่อพูดภาษาต่างประเทศออกมาชัดเจนที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรก ๆ ที่เพิ่งเริ่มเรียน “เมื่ออยู่ในขั้นเริ่มต้น เสียงของคุณจะต้องปรับเปลี่ยนในแบบที่สังเกตได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนจังหวะ ระดับเสียง หรือการเน้นเสียงต่าง ๆ แต่เมื่อเริ่มเก่งขึ้นและพูดได้คล่องแคล่ว ผู้พูดจะเริ่มผ่อนคลายจนความแตกต่างในน้ำเสียงลดลง”

    บริบทแวดล้อมมีส่วนอย่างมากเช่นกัน “ยิ่งได้มีประสบการณ์สัมผัสและใช้ภาษาต่างประเทศมากขึ้นเท่าไหร่ การปรับเปลี่ยนน้ำเสียงจะมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะง่ายต่อการเปิดทางให้ “ตัวตนของคุณในอีกรูปแบบหนึ่ง” ปรากฏออกมาอย่างมั่นใจและไม่ขัดเขิน ในการใช้ภาษาที่สองหรือภาษาต่างประเทศ”

    ผลวิจัยพบว่าการปรับเสียงพูดตามภาษา สะท้อนถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมด้วย

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ผลวิจัยพบว่าการปรับเสียงพูดตามภาษา สะท้อนถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมด้วย

    นอกเหนือจากคำศัพท์และไวยากรณ์

    การเรียนภาษาไม่ใช่เรื่องของการท่องจำคำศัพท์หรือกฎไวยากรณ์เท่านั้น แต่การฝึกปฏิบัติ รวมทั้งการมีประสบการณ์จริงระหว่างการสนทนา การได้รับฟังเสียงพูดจากเจ้าของภาษา และการสัมผัสกับวัฒนธรรมของภาษานั้น ๆ ผ่านดนตรี ภาพยนตร์ และวรรณกรรม ล้วนช่วยให้กระบวนการปรับเปลี่ยนเสียงพูดในภาษาใหม่ เป็นไปได้อย่างราบรื่นจนผู้นั้น “พูดเก่ง” ขึ้นในที่สุด

    “ยิ่งเราปล่อยให้ตัวเองซึมซับวัฒนธรรมของภาษานั้นมากขึ้นเท่าไหร่ เราจะยิ่งจับจังหวะและเสียงในภาษาดังกล่าวได้เร็วและเป็นธรรมชาติมากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ผ่านสุนทรพจน์, วรรณกรรม, อาหาร, หรือดนตรีก็ตาม” อาเซเวโดกล่าว

    เธอยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการหมั่นสังเกตรายละเอียดเล็ก ๆ น้อยๆ ในภาษาพูดอีกด้วย “ความละเอียดอ่อนทางภาษา ที่แสดงออกในลักษณะทางเสียงบางอย่าง ไม่สามารถสอนกันได้ในชั้นเรียนภาษาที่เป็นทางการ แต่มันจะช่วยให้การออกเสียงของเราคล่องแคล่วและฟังเข้าใจง่ายขึ้นมาก”

    “แม้คุณจะยังคงพูดติดสำเนียงของคนต่างชาติ แต่ก็สามารถทำให้มันอ่อนลงได้ และแม้จะพูดภาษาต่างประเทศติดสำเนียงบ้านเกิดก็ไม่เป็นไร เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งในตัวตนที่คุณเป็น สะท้อนให้เห็นถึงภูมิหลังและอัตลักษณ์ของตนเอง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cz91v2835z4o&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Gk4qFu08LR3g6EQksdgat

  • ชลบุรี มอบทุนการศึกษา 37 ทุน ถวายพระราชกุศลและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง | TOPNEWS

    ชลบุรี มอบทุนการศึกษา 37 ทุน ถวายพระราชกุศลและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง | TOPNEWS

    ณ ห้องประชุมผกากรอง โรงเรียนชลราษฎร์อำรุง อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี
    นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนและนักศึกษา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง จำนวน 37 ทุน ๆ ละ 2,000 บาท

    ทุนการศึกษาในครั้งนี้จัดขึ้นโดย บริษัท บีเค 5 เมดเดย์ คลินิกเวชกรรมมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาของเยาวชนที่มีความประพฤติดี มีความตั้งใจเรียนแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ตลอดจนเพื่อปลูกฝังให้เยาวชนมีจิตสำนึกในความกตัญญู

    รู้คุณค่าและสามารถเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต
    ในโอกาสนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีได้กล่าวให้โอวาทแก่นักเรียนและนักศึกษาผู้รับทุนโดยขอให้ทุกคนใช้ทุนการศึกษาให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนและมุ่งมั่นสู่เป้าหมายในการประกอบอาชีพที่มั่นคงต่อไป

    ภาพ/ข่าว วิศาล แสงเจริญ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ชลบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1379195&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qvYoB3SjZmChx6KkD41rE

  • EGCO “ชัยภูมิ วินด์ฟาร์ม” ในกลุ่มเอ็กโก คว้ารางวัล “องค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น ปี 2568” จาก พม. – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    EGCO “ชัยภูมิ วินด์ฟาร์ม” ในกลุ่มเอ็กโก คว้ารางวัล “องค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น ปี 2568” จาก พม. – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – โรงไฟฟ้าพลังงานลม “ชัยภูมิ วินด์ฟาร์ม” ในกลุ่มเอ็กโก รับโล่เกียรติคุณ “องค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น ประเภทองค์กรธุรกิจ ประจำปี 2568” ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนรายแรกของจังหวัดชัยภูมิที่ได้รับรางวัลนี้ ในพิธีมอบโล่อาสาสมัครดีเด่นและองค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น เนื่องในงานวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติและวันอาสาสมัครไทย ประจำปี 2568 ซึ่งจัดโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ รางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าชัยภูมิ วินด์ฟาร์ม ในฐานะเพื่อนบ้านที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นอย่างรอบด้านและเป็นรูปธรรม จนได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย

    นายวิชาญ ศรีไพโรจน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายบริหารโรงไฟฟ้า บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group กล่าวว่า โรงไฟฟ้าชัยภูมิ วินด์ฟาร์ม ตั้งอยู่ที่อำเภอซับใหญ่ จังหวัดชัยภูมิ ซึ่ง EGCO Group ถือหุ้น 100% เริ่มจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2559 ได้ดำเนินงานด้านการพัฒนาชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้านและเป็นรูปธรรม จนเป็นที่ยอมรับในท้องถิ่น และได้รับคัดเลือกจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชัยภูมิ ให้เป็นตัวแทนเข้ารับการพิจารณารางวัล “องค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น” ในระดับประเทศ โดยโรงไฟฟ้าชัยภูมิ วินด์ฟาร์ม เป็นบริษัทเอกชนรายแรกของจังหวัดชัยภูมิที่ได้รับรางวัลดังกล่าว ซึ่งสร้างความภาคภูมิใจให้ทั้งระดับจังหวัดและระดับองค์กร

    โรงไฟฟ้าชัยภูมิ วินด์ฟาร์ม มุ่งดำเนินภารกิจผลิตพลังงานสะอาด เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายสังคมคาร์บอนต่ำของประเทศ ควบคู่กับการเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ร่วมกับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเกื้อกูล ด้วยนโยบายการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การปลูกฝังและส่งเสริมให้พนักงานมีความรับผิดชอบต่อสังคม การเผยแพร่ผลการดำเนินงานต่อชุมชนและสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และแบ่งปันประสบการณ์กับหน่วยงานอื่น เพื่อพัฒนาสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยมีโครงการและกิจกรรม CSR ที่โดดเด่น ได้แก่

    • ปรับปรุงถนนจากดินลูกรังเป็นหินคลุกบดอัด เพื่อให้ชุมชนเดินทางได้สะดวก ปลอดภัย และสามารถขนส่งสินค้าการเกษตรได้สะดวกมากขึ้น
    • ประสานขยายแนวเขตไฟฟ้าเพื่อให้ทุกครัวเรือนเข้าถึงไฟฟ้าได้
    • ร่วมก่อสร้างฝายชะลอน้ำและพัฒนาระบบประปาหมู่บ้าน เพื่อให้ชุมชนมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ
    • ช่วยพัฒนาการทำการเกษตรในพื้นที่ จากพืชเชิงเดี่ยวเป็นพืชผสม เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนให้ชุมชน
    • ร่วมพัฒนาชุมชนและสังคม ผ่านการจ้างงานบุคลากรในท้องถิ่น การส่งเสริมด้านการศึกษาให้เยาวชน การสนับสนุนทักษะอาชีพ ตลอดจนการดูแลสุขอนามัยของคนในชุมชน

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/11/05/591365/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DdskBozr-Xlysx_kfhtfe

  • ผู้ปกครอง-ศิษย์เก่าช็อก! “โรงเรียนย่านลาดพร้าว” ปิดตำนาน 50 ปี! ประกาศเลิกกิจการ

    ผู้ปกครอง-ศิษย์เก่าช็อก! “โรงเรียนย่านลาดพร้าว” ปิดตำนาน 50 ปี! ประกาศเลิกกิจการ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/108216&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xg-hyi2i4_uR0kkeb8j_8

  • ทุนการศึกษาซีพี เข้าสู่ปีที่ 47 ตอกย้ำพลังการศึกษาพัฒนาชาติ

    ทุนการศึกษาซีพี เข้าสู่ปีที่ 47 ตอกย้ำพลังการศึกษาพัฒนาชาติ

    เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ยืนหยัดสร้าง “รากฐานการศึกษา” ต่อเนื่องปีที่ 47 มอบทุนให้แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษาทั่วประเทศ 229 คน พร้อมพัฒนาทักษะผู้นำ และเปิดโอกาสฝึกงานในเครือฯ มุ่งเน้นความเพียรพยายามนำความรู้กลับไปพัฒนาครอบครัว ชุมชน และเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ

    • เครือซีพีมอบทุนการศึกษาต่อเนื่องเป็นปีที่ 47 เพื่อสร้างรากฐานการศึกษาแก่เยาวชน
    • มอบทุนแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษาทั่วประเทศจำนวน 229 คน
    • ผู้รับทุนจะได้รับการพัฒนาทักษะผู้นำและโอกาสฝึกงานเพื่อนำความรู้ไปพัฒนาประเทศ

    เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ยืนหยัดสร้าง “รากฐานการศึกษา” ต่อเนื่องปีที่ 47 มอบทุนให้แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษาทั่วประเทศ 229 คน พร้อมพัฒนาทักษะผู้นำ และเปิดโอกาสฝึกงานในเครือฯ มุ่งเน้นความเพียรพยายามนำความรู้กลับไปพัฒนาครอบครัว ชุมชน และเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ

    เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ยืนหยัดสร้าง “รากฐานการศึกษา” ต่อเนื่องปีที่ 47 มอบทุนให้แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษาทั่วประเทศ 229 คน พร้อมพัฒนาทักษะผู้นำ และเปิดโอกาสฝึกงานในเครือฯ มุ่งเน้นความเพียรพยายามนำความรู้กลับไปพัฒนาครอบครัว ชุมชน และเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/program/spring-conclude/860584&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1P-CJbFDA_EOaqBfffw0mT