Category: วัฒนธรรม

  • รอง ผอ.สำนักงานเขตฯ เสียใจเหตุ ด.ช. 5 ขวบ ถูกไฟช็อตดับในโรงเรียน กำชับเร่งเยียวยา

    รอง ผอ.สำนักงานเขตฯ เสียใจเหตุ ด.ช. 5 ขวบ ถูกไฟช็อตดับในโรงเรียน กำชับเร่งเยียวยา

    รอง ผอ.สำนักงานเขตฯ แสดงความเสียใจเหตุ เด็กชายวัย 5 ขวบ ถูกไฟฟ้าช็อตดับในสนามเด็กเล่นโรงเรียนที่ จ.บุรีรัมย์ สั่งกำชับทุกสถานศึกษาเข้มงวดความปลอดภัย เร่งตรวจสอบอย่างละเอียด-ช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต

    วันที่ 6 พ.ย. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่เด็กชายอัศวิน หรือ น้องโมเดล อายุ 5 ปี นักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.โนนสุวรรณ จ.บุรีรัมย์ เกิดอุบัติเหตุเสียชีวิต ขณะเล่นเครื่องเล่นชิงช้าบริเวณลานกลางแจ้งภายในโรงเรียน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 4 พ.ย. 68 เวลาประมาณ 14.00 น. ที่ผ่านมา โดยเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความกังขาให้กับชาวบ้าน และครอบครัวของน้องโมเดลเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีการกล่าวอ้างว่า ที่ผ่านมาจุดเดียวกันเคยมีคนถูกไฟฟ้าช็อตมาแล้วหลายครั้ง แต่กลับไม่ได้รับแก้ไขจุดที่ไฟรั่ว 

    ขณะที่ ผอ.โรงเรียนที่เกิดเหตุ ได้กล่าวว่า เบื้องต้นทางโรงเรียนได้พยายามจะช่วยเหลือเยียวยา ด้วยการเบิกเงินประกันชีวิตอุบัติเหตุจากบริษัทประกันภัย เมื่อถามถึงสาเหตุว่าเกิดจากอะไร และเคยมีชาวบ้านมาแจ้งแล้วแต่ไม่มีการซ่อม ผอ. ตอบว่า ไม่เคยมีใครมาแจ้ง

    ความคืบหน้าล่าสุด นายบรรพต สรวนรัมย์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 ได้ออกมาระบุถึงกรณีดังกล่าวว่า ก่อนอื่นต้องขอแสดงความเสียใจกับญาติของน้องโมเดล เป็นอย่างยิ่งที่ต้องสูญเสียคนที่รักไปอย่างไม่มีวันกลับ เหตุมันเกิดขึ้นทางเราต้องมีส่วนรับผิดชอบตามกระบวนการ และหาทางช่วยเหลือเยียวยาครอบครัว

    เบื้องต้น เด็กจะได้รับเงินประกันชีวิต จากบริษัทประกันชีวิตจำนวนเงิน 100,000 บาท ครูในโรงเรียนที่น้องเรียนอยู่อีก 10,000 บาท และเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 3 อีก 30,000 บาท แต่ยังจะหาแนวทางช่วยเหลือเต็มความสามารถเพื่อให้กำลังใจครอบครัวเด็ก

    สำหรับสาเหตุที่ทำให้เกิดไฟรั่ว มีหลายปัจจัยซึ่งจะต้องเข้าไปตรวจสอบอย่างละเอียด โดยโรงเรียนก็เหมือนกับที่อื่นๆ ที่เป็นสถานที่เปิด ปกติก็จะมีวัยรุ่น เยาวชนภายในหมู่บ้านมาเล่นกีฬา ตั้งแต่หลังเลิกเรียนหรือวันหยุด ซึ่งทางโรงเรียนก็ให้บริการ และสนามก็จะมีการเปิดไฟช่วงเย็น แต่ในบางครั้งบางที อาจจะมีการเผลอเรอ ไม่ได้ปิดไฟตรงนี้ และอาจจะเป็นช่วงรอยต่อที่คุณครูกลับบ้าน จึงเกิดเป็นช่องว่าง ไม่มีใครไปดูแลส่วนตรงนี้ จึงทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น

    อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะมีการกำชับให้ทุกโรงเรียนกวดขันอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้เกิดกรณีนี้ขึ้นมาอีก เพราะมาตรการความปลอดภัยของเด็ก และการเรียนการสอน ทางเขตฯ ให้ถือเป็นเรื่องแรกอยู่แล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2893832&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oWEbbe1dCHBgQbBNydUPd

  • สจด. จัดกิจกรรม “ทุนสัญจร ปลูกฝัน ปั้นอนาคต” — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. จัดกิจกรรม “ทุนสัญจร ปลูกฝัน ปั้นอนาคต” — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/116716/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw130pYGdmLCcYA0uJWb1MHG

  • ดันวาระ โอทีทีแห่งชาติ เข้าบอร์ด กสทช. 7 พ.ย.นี้ หลังรอนานกว่า 2 ปี

    ดันวาระ โอทีทีแห่งชาติ เข้าบอร์ด กสทช. 7 พ.ย.นี้ หลังรอนานกว่า 2 ปี

    แหล่งข่าวในสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ประเทศไทย) เปิดเผยว่าในการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) วันศุกร์ที่ 7 พ.ย.นี้ ทราบว่าได้มีการบรรจุวาระพิจารณาเห็นชอบผลการศึกษาแนวทางที่เป็นไปได้ และเหมาะสมในการจัดให้มีช่องทางการเข้าถึงกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินบนแพลตฟอร์มดิจิทัล หรือ (National Streaming Platform) ที่ได้เคยเสนอเข้าวาระที่ประชุมบอร์ด กสทช. มาตั้งแต่ประมาณเดือนตุลาคม 2566 แต่ยังไม่มีการพิจารณา

    โดยผลการศึกษาได้สรุปออกมาเป็น 3 แนวทาง คือ 1. แนวทางการลงทุนสร้างแพลตฟอร์มใหม่ 2. แนวทางการใช้แพลตฟอร์มเดิมและพัฒนาต่อยอด 3. แนวทางการกำหนดและปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อผลักดันแพลตฟอร์มสำหรับการชมทีวีดิจิทัล โดยจะมีการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลในระยะเวลา 3 ปี

    แหล่งข่าวกล่าวว่าทางคณะทำงานของสำนักงาน กสทช. ได้เลือกแนวทางที่ 2 คือการใช้แพลตฟอร์มเดิมและพัฒนาต่อยอด โดยคาดว่าจะให้เงินสนับสนุนในช่วง 3 ปี ประมาณเกือบ 300 ล้านบาท เพื่อประเมินผลตอบรับก่อนจะดำเนินการเต็มรูปแบบหลังปี 2572

    แหล่งข่าวกล่าวว่าทางสมาคมทีวีดิจิทัลอยากให้ประธานบอร์ด กสทช. ศาสตราจารย์คลินิก นพ. สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ นำวาระนี้มาพิจารณาให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อให้สอดคล้องกับแผนที่นำทางทีวีดิจิทัล หรือ Roadmap Digital TV ที่อยู่ระหว่างการประชาพิจารณ์จากกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง แพลตฟอร์มโอทีทีแห่งชาติเป็นข้อเรียกร้องของสมาคมทีวีดิจิทัลมาตั้งแต่กลางปี 2566 ที่ กสทช. ยังไม่ได้มีคำตอบที่แน่ชัดในช่วงที่ผ่านมาทราบเพียงแค่สำนักงาน กสทช. ได้เคยเสนอผลการศึกษาเพื่อเข้าวาระประชุมบอร์ด กสทช. มาร่วม 2 ปีแล้ว แต่กลับยังไม่มีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาแต่อย่างใด

    “พวกเราอยากได้ความชัดเจนจากประธาน กสทช. ว่าเมื่อไหร่จะหยิบขึ้นมาพิจารณา เพื่อให้โครงการนี้เดินหน้าหรือยกเลิกหรือไม่” แหล่งข่าวในสมาคมทีวีดิจิทัลกล่าวว่าถ้าหากในวันศุกร์นี้ (7 พ.ย.) ยังไม่มีการพิจารณา ทางสมาคมฯคงต้องทำหนังสือทวงถามอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ในวาระวันศุกร์ที่ 7 พ.ย. จะมีการเห็นชอบในหลักการต่อแนวทางการกำหนดค่าใช้จ่ายในส่วนของ Multi-CDN Platform ที่เกี่ยวข้องด้วย โดยมีทางเลือก 3 แนวทาง คือ

    • แนวทางแรกกำหนดให้จ่ายค่าใช้จ่ายตามปริมาณข้อมูลที่เกิดขึ้น และใช้งานจริง โดยไม่เกินค่าใช้จ่ายที่กำหนดขึ้น
    • แนวทางที่ 2 กำหนดให้ผู้ให้บริการทีวีดิจิทัลร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ 50% โดยคำนวณจากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงของแต่ละช่องรายการ แต่ไม่เกินวงเงินที่จะกำหนดขึ้น
    • แนวทางที่ 3 กำหนดให้ช่องทีวีดิจิทัลรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น แต่ไม่เกินวงเงินที่จะกำหนดขึ้น

    นอกจากนี้ยังเสนอให้กำหนดนโยบายการพัฒนา National Streaming Platform ไว้ เช่น การสร้างกลไกการสนับสนุนจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.), การกำหนดหลักเกณฑ์การให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ต, การกำหนดหลักเกณฑ์การบริหารจัดการและการเก็บข้อมูลพฤติกรรมการรับชมครอบคลุมทั้ง BVOD (Broadcast Video on Demand), VSP (Video Service Providers)

    แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ความเป็นมาของโครงการ “National Streaming Platform” เกิดจากที่ทางสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ประเทศไทย) เห็นควรเพิ่มช่องทางการเข้าถึงรายการโทรทัศน์ของประชาชนให้สะดวกยิ่งขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการรับชม จึงมีมติให้จัดทำโครงการ “Thailand Digital TV Streaming Platform” เมื่อครั้งประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4 กลางปี 2566 และให้นำเสนอโครงการ “Thailand Digital TV Streaming Platform” เสนอต่อคณะกรรมการ กสทช. โดยสมาคมได้ส่งหนังสือถึงคณะกรรมการ กสทช. โดยผ่านการรับรองจากสถานีโทรทัศน์สมาชิกทุกสถานี เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งขณะนี้ทุกสถานีก็ยังรอการดำเนินการจากทางสำนักงาน กสทช.

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2893907&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2E8i4okjhpPmm8bh39Ajbe

  • ดันวาระโอทีทีแห่งชาติ เข้าบอร์ด กสทช.ศุกร์นี้ หลังรอนานกว่า 2 ปี

    ดันวาระโอทีทีแห่งชาติ เข้าบอร์ด กสทช.ศุกร์นี้ หลังรอนานกว่า 2 ปี

    6 พฤศจิกายน 2568 แหล่งข่าวในสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ประเทศไทย) เปิดเผยว่าในการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) วันศุกร์ที่ 7 พ.ย.นี้ ทราบว่า ได้มีการบรรจุวาระพิจารณาเห็นชอบผลการศึกษาแนวทางที่เป็นไปได้ และเหมาะสมในการจัดให้มีช่องทางการเข้าถึง กิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินบนแพลตฟอร์มดิจิทัล หรือ (National Streaming Platform) ที่ได้เคยเสนอเข้าวาระที่ประชุมบอร์ด กสทช.มาตั้งแต่ประมาณ เดือนตุลาคม 2566 แต่ยังไม่มีการพิจารณา

    โดยผลการศึกษาได้สรุปออกมาเป็น 3 แนวทาง คือ

    1.แนวทางการลงทุนสร้างแพลตฟอร์มใหม่    

    2. แนวทางการใช้แพลตฟอร์มเดิมและพัฒนาต่อยอด

    3. แนวทางการกำหนดและปรับปรุงหลักเกณฑ์ เพื่อผลักดันแพลตฟอร์มสำหรับการชมทีวีดิจิทัล โดยจะมีการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลในระยะเวลา 3 ปี 

    ดันวาระโอทีทีแห่งชาติ เข้าบอร์ด กสทช.ศุกร์นี้ หลังรอนานกว่า 2 ปี

    แหล่งข่าวกล่าวว่า ทางคณะทำงานของสำนักงาน กสทช. ได้เลือกแนวทางที่ 2 คือ การใช้แพลตฟอร์มเดิม และพัฒนาต่อยอดโดยคาดว่า จะให้เงินสนับสนุนในช่วง 3 ปี ประมาณเกือบ 300 ล้านบาท เพื่อ ประเมินผลตอบรับก่อนจะดำเนินการเต็มรูปแบบหลังปี 2572

    แหล่งข่าวกล่าวว่า ทางสมาคมทีวีดิจิทัลอยากให้ประธานบอร์ด กสทช. ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ นำวาระนี้มาพิจารณาให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อให้สอดคล้องกับแผนที่นำทางทีวีดิจิทัลหรือ Roadmap Digital TV ที่อยู่ระหว่างการประชาพิจารณ์ จากกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง แพลตฟอร์มโอทีทีแห่งชาติ เป็นข้อเรียกร้องของสมาคมทีวีดิจิทัล มาตั้งแต่กลางปี 2566 ที่ กสทช.ยังไม่ได้มีคำตอบที่แน่ชัดในช่วงที่ผ่านมา ทราบเพียงแค่สำนักงาน กสทช.ได้เคยเสนอผลการศึกษาเพื่อเข้าวาระประชุมบอร์ด กสทช.มาร่วม 2 ปีแล้ว แต่กลับยังไม่มีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาแต่อย่างใด
     

    “พวกเราอยากได้ความชัดเจนจากประธาน กสทช. ว่าเมื่อไหร่จะหยิบขึ้นมาพิจารณา เพื่อให้โครงการนี้เดินหน้าหรือยกเลิกหรือไม่”
     

    ดันวาระโอทีทีแห่งชาติ เข้าบอร์ด กสทช.ศุกร์นี้ หลังรอนานกว่า 2 ปี

    แหล่งข่าวในสมาคมทีวีดิจิทัล กล่าวว่า ถ้าหากในวันศุกร์นี้ (7 พ.ย.) ยังไม่มีการพิจารณา ทางสมาคมฯ คงต้องทำหนังสือทวงถามอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ในวาระวันศุกร์ที่ 7 พ.ย.จะมีการเห็นชอบในหลักการต่อแนวทางการกำหนดค่าใช้จ่ายในส่วนของ Multi-CDN  Platform ที่เกี่ยวข้องด้วย โดยมีทางเลือก 3 แนวทางคือ 
     

    •          แนวทางแรกกำหนดให้จ่ายค่าใช้จ่ายตามปริมาณข้อมูลที่เกิดขึ้น และใช้งานจริง โดยไม่เกินค่าใช้จ่ายที่กำหนดขึ้น

    •          แนวทางที่ 2 กำหนดให้ผู้ให้บริการทีวีดิจิทัลร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ 50% โดยคำนวณจากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงของแต่ละช่องรายการ แต่ไม่เกินวงเงินที่จะกำหนดขึ้น

    •          แนวทางที่ 3 กำหนดให้ช่องทีวีดิจิทัลรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น แต่ไม่เกินวงเงินที่จะกำหนดขึ้น

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้กำหนดนโยบายการพัฒนา National Streaming Platform ไว้ เช่น การสร้างกลไกการสนับสนุนจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.), การกำหนดหลักเกณฑ์การให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ต, การกำหนดหลักเกณฑ์การบริหารจัดการและการเก็บข้อมูลพฤติกรรมการรับชมครอบคลุมทั้ง BVOD (Broadcast Video on Demand), VSP (Video Service Providers)

    แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ความเป็นมาของโครงการ “National Streaming Platform” เกิดจากที่ทางสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ประเทศไทย) เห็นควรเพิ่มช่องทางการเข้าถึงรายการโทรทัศน์ของประชาชน ให้สะดวกยิ่งขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการรับชม จึงมีมติให้จัดทำโครงการ “Thailand Digital TV Streaming Platform”  เมื่อครั้งประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 3 และครั้งที่  4 กลางปี 2566  และให้นำเสนอโครงการ “Thailand Digital TV Streaming Platform”  เสนอต่อคณะกรรมการ กสทช. โดยสมาคมได้ส่งหนังสือถึงคณะกรรมการ กสทช. โดยผ่านการรับรองจากสถานีโทรทัศน์สมาชิกทุกสถานี เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งขณะนี้ทุกสถานีก็ยังรอการดำเนินการจากทางสำนักงาน กสทช. 

    ดันวาระโอทีทีแห่งชาติ เข้าบอร์ด กสทช.ศุกร์นี้ หลังรอนานกว่า 2 ปี ดันวาระโอทีทีแห่งชาติ เข้าบอร์ด กสทช.ศุกร์นี้ หลังรอนานกว่า 2 ปี ดันวาระโอทีทีแห่งชาติ เข้าบอร์ด กสทช.ศุกร์นี้ หลังรอนานกว่า 2 ปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378969061&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0huhwegX_1eEXcHzU4uSzJ

  • “กว่างซี” ประตูการค้าจีน-อาเซียน ไทยคู่ค้าอันดับ 2 โอกาสสินค้าสู่ตลาดโลก

    “กว่างซี” ประตูการค้าจีน-อาเซียน ไทยคู่ค้าอันดับ 2 โอกาสสินค้าสู่ตลาดโลก

    เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ตั้งอยู่ทางภาคใต้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน มีพรมแดนติดกับประเทศเวียดนาม (จังหวัดห่าซาง กาวบั่ง หลั่งเซิน และกว๋างนิญ) และอ่าวตังเกี๋ย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 237,600 ตารางกิโลเมตร แบ่งเขตการปกครองออกเป็นเขตการปกครองระดับจังหวัด 14 แห่ง มีพื้นที่ 237,600 ตร.กม. ใหญ่เป็นอันดับ 9 ของจีน มีประชากรรวม 56.9 ล้านคน (อันดับ 11 ของจีน) เดิมกว่างซีมีสถานะเป็นมณฑล ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเขตปกครองตนเองเมื่อปี ค.ศ.1958 โดยมีนครหนานหนิงเป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางการบริหาร

    ด้วยทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อันโดดเด่น เชื่อมโยงระหว่างจีนกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กว่างซีจึงมีบทบาทสำคัญในฐานะ “ประตูสู่ภูมิภาคอาเซียน” ของจีน เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างสองภูมิภาค โดยเฉพาะนครหนานหนิงซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการติดต่อ ความร่วมมือ และการแลกเปลี่ยนทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และสังคมกับประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างใกล้ชิด

    ในโอกาสที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯแห่งประเทศ นำคณะสื่อมวลชนไทยโครงการ “มองจีนยุคใหม่ สิ่งที่สื่อไทยควรรู้” ครั้งที่ 7 ศึกษาดูงานนครหนานหนิง ประเทศจีนระหว่างวันที่ 26 – 30 ต.ค. ได้เข้าคารวะ น.ส.เบญจมาศ ตันเวทยานนท์ กงสุลใหญ่แห่งราชอาณาจักรไทย ประจำนครหนานหนิง เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับบทบาทและศักยภาพของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ซึ่งมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ การลงทุน และยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค ในฐานะ “ประตูการค้า” ระหว่าง จีนกับอาเซียน ภายใต้ยุทธศาสตร์ระเบียงการขนส่งเชื่อมทางบกและทางทะเลแห่งภาคตะวันตก หรือ NWLSC (New Western Land and Sea Corridor) ที่มีส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงการค้าระหว่าง จีน อาเซียน เอเชียกลาง และยุโรป

    เบญจมาศ ตันเวทยานนท์ กงสุลใหญ่แห่งราชอาณาจักรไทย ประจำนครหนานหนิง

    เบญจมาศ ตันเวทยานนท์ กงสุลใหญ่แห่งราชอาณาจักรไทย ประจำนครหนานหนิง

    เบญจมาศ ตันเวทยานนท์ กงสุลใหญ่แห่งราชอาณาจักรไทย ประจำนครหนานหนิง

    น.ส.เบญจมาศ กล่าวว่า กว่างซีไม่ได้เป็นเพียงตลาด แต่เป็นประตูสำคัญของสินค้าไทย ในการเข้าสู่ตลาดจีนตอนใน ไปจนถึงเอเชียกลางและยุโรป โดยระบบคมนาคมและโลจิสติกส์ของกว่างซีในปัจจุบันเชื่อมโยงกับไทยได้หลายเส้นทาง ทั้งทางบก ทางรถไฟ ทางอากาศ และทางทะเล ซึ่งช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนการขนส่งสินค้าไทย

    ด่านโหย่วอี้กวาน

    ด่านโหย่วอี้กวาน

    ด่านโหย่วอี้กวาน

    ทุเรียนไทยผ่านด่านโหย่วอี้กวานได้ถึง 220 ตู้คอนเทนเนอร์/วัน

    ปัจจุบันการขนส่งสินค้าทางบกจากไทยไปถึงกว่างซีใช้เวลาเพียง 2 วัน ทำให้สามารถรักษาคุณภาพความสดของผลไม้ไทย โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งเป็นสินค้าหลักที่ส่งออกไปยังจีน เส้นทางการค้าหลักจากไทยสู่กว่างซีประกอบด้วย

    1.ด่านทางถนนตั้งแต่ด่านโหย่วอี้กวาน ด่านตงซิง ด่านหลงปัง ด่านสุยโข่ว
    2.ด่านทางรถไฟ คือ ด่านรถไฟผิงเสียง
    3.ด่านทางสนามบิน เช่น ด่านสนามบินหนานหนิง ด่านสนามบินกุ้ยหลิน และด่านทางทะเล คือ ด่านท่าเรือชินโจว ด่านท่าเรือฝางเฉิงก่าง

    โดยเฉพาะ ด่านโหย่วอี้กวาน (Youyiguan Border / 友谊关口岸) ซึ่งเป็นด่านที่ใหญ่ที่สุด มีศักยภาพรองรับตู้คอนเทนเนอร์ทุเรียนได้ถึง 220 ตู้ต่อวัน และอยู่ระหว่างการพัฒนาเป็น Smart Port ที่ใช้รถบรรทุกไร้คนขับเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง ซึ่งทุเรียนไทยออกจากนครพนม ผ่านลาว เข้าเวียดนามฮานอย เข้าสู่กว่างซี ฤดูผลไม้ที่ผ่านมามีทุเรียน 220 ตู้คอนเทนเนอร์ต่อวัน ผ่านด่าน โหย่วอี้กวาน ไม่รวมกับด่านอื่นๆ

    ส่วนด่านทางบกอื่นๆ ด่านตรงซิง (Dong xing), ด่านหลงปัง (Longbang) และด่านสุ่ยโข่ว (Shuikou) ซึ่งเพิ่งเปิดรับทุเรียนไทยได้ทางราง โดยมีด่านรถไฟผิงเสียง (Pingxiang) อยู่ใกล้กับด่านโหย่วอี้กวาน สินค้าจะถูกขนส่งทางรถยนต์ไปเวียดนาม จากนั้นจะยกตู้คอนเทนเนอร์ขึ้นบนรถไฟ เพื่อเข้าจีนที่ผิงเสียง ซึ่งช่วยลดความแออัดที่ด่านทางบกได้

    ไทยคู่ค้าอันดับ 2 ของกว่างซี 

    น.ส.เบญจมาศ ยังระบุว่าจากข้อมูลการค้าไทย–กว่างซีในเดือน ม.ค.2568 มีมูลค่ารวมกว่า 26,779 ล้านหยวน โดยไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของกว่างซี รองจากเวียดนาม การส่งออกจากกว่างซีไปไทยเพิ่มขึ้น 13.35% มูลค่า 19,953 ล้านหยวน ขณะที่การนำเข้าจากไทยอยู่ที่ 6,825 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 10.12% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 13,128 ล้านหยวน

    สินค้าหลักที่ไทยส่งออก ได้แก่ ฮาร์ดดิสก์ (HDD), ทุเรียน มังคุด ลำไยสด มันสำปะหลัง และน้ำยางพารา ขณะที่สินค้าส่งออกจากกว่างซีมายังไทย ได้แก่ สมาร์ทโฟน อะไหล่เครื่องจักร และฮาร์ดดิสก์ส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์

    ด้านการลงทุนของไทยมีบริษัทใหญ่ของไทยเข้ามาลงทุนหลายแห่ง เช่น SCG กระทิงแดง มิตรผล และ ธนาคารกรุงเทพ (กำลังจะเปิดสาขาที่ 2) เนื่องจากกว่างซีเป็นแหล่งปลูกอ้อยที่ใหญ่ที่สุดในจีน มิตรผลได้นำนวัตกรรมมาใช้และดำเนินธุรกิจแบบ “Green Economy” โดยนำชานอ้อยไปทำไฟฟ้า และวัสดุทำถนน (คล้ายยางมะตอย)

    ทั้งนี้คนกว่างซีชื่นชอบความเป็นไทย ทั้งอาหาร มวยไทย รวมถึงอัธยาศัยของคนไทย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ไทยในยังมีโอกาสในตลาดกว่างซี

    ด้านการศึกษา ในกว่างซีมี ถึง 38 สถาบันที่เปิดสอนภาษาไทย และมีคนไทยประมาณ 2,000 คน โดย 1,500 คนเป็นนักเรียน นักศึกษาที่เข้ามาแลกเปลี่ยน

    น.ส.เบญจมาศ กล่าวถึง บทบาทของสถานกงสุลฯ และทีมประเทศไทย ทั้งพาณิชย์, เกษตร, BOI, ททท.ทำหน้าที่เป็นผู้รักษาประตูการค้า และอำนวยความสะดวกให้สินค้าไทย โดยเฉพาะผลไม้ให้เข้ามาได้สะดวกขึ้น รวมถึงประสานงานเตรียมความพร้อมรับฤดูกาลผลไม้ กว่างซียังมีเวทีการแลกเปลี่ยนสินค้าสำคัญ คือ China-ASEAN Expo (CAEXPO) ซึ่งเป็นเวทีที่ไทยเข้าร่วมทุกปี (ปีล่าสุด 120 บูธ)

    สำหรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 15 ที่จะเริ่มใช้ในปีหน้า ซึ่งยังเน้นเรื่องการพัฒนาอย่างมีคุณภาพสูง ได้ประโยชน์กับต่างประเทศรวมถึงประเทศไทยด้วย ประเทศไทยจึงยกต้องยกระดับเศรษฐกิจด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีนวัตกรรมองค์ความรู้ต่างๆ ซึ่งจีนพร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งจะเกิดความร่วมมือกันอย่างไรเพื่อ ให้ยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศไปด้วยกัน

    ฝากให้สื่อมวลชนไทยทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อมโยง” ช่วยสื่อสารให้คนไทยเห็นโอกาส และต้อง “รู้เขา รู้เรา” เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการศึกษาในอนาคต

    กว่างซีเดินหน้าขยายความร่วมมือรอบด้านกับไทย-อาเซียน

    นอกจากนี้คณะสื่อมวลชนโครงการ “มองจีนยุคใหม่ สิ่งที่สื่อไทยควรรู้” ครั้งที่ 7 ยังได้เข้าคารวะกับ นายซ่ง ไฮวจวิน (SONG HAIJUN) รองผู้อำนวยการกิจการต่างประเทศกว่างซี

    เปิดเผยว่า การค้าต่างประเทศของกว่างซีมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี โดยมีอาเซียนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด และมีมูลค่าการค้าชายแดนและการซื้อขายแลกเปลี่ยนด้วยเงินหยวนสูงที่สุดในจีนตอนใต้ ขณะเดียวกัน กว่างซียังประสบความสำเร็จในการพัฒนาด้านพลังงานสะอาด การจัดสรรสวัสดิการ การศึกษา และบริการสาธารณสุขให้แก่ประชาชนอย่างเท่าเทียม

    ซ่ง ไฮวจวิน (SONG HAIJUN) รองผู้อำนวยการกิจการต่างประเทศกว่างซี

    ซ่ง ไฮวจวิน (SONG HAIJUN) รองผู้อำนวยการกิจการต่างประเทศกว่างซี

    ซ่ง ไฮวจวิน (SONG HAIJUN) รองผู้อำนวยการกิจการต่างประเทศกว่างซี

    สำหรับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างกว่างซีกับประเทศไทย นายซ่งระบุว่า นอกจากการนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทยแล้ว ยังมีการนำเข้าเศษอะลูมิเนียม และ เศษทองแดง เพื่อใช้ในธุรกิจรีไซเคิล รวมถึงความร่วมมือด้านการลงทุนและการขยายการค้าระหว่างกัน โดยกว่างซีมีความต้องการส่งออกสินค้าไปยังไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมผลักดันความร่วมมือในหลายมิติ เช่น การศึกษา การท่องเที่ยว สื่อบันเทิง และการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานใหม่ รวมถึงการสร้างฐานการผลิตในไทย การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต และการเชื่อมต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมร่วมกัน

    กิจการต่างประเทศกว่างซี

    กิจการต่างประเทศกว่างซี

    กิจการต่างประเทศกว่างซี

    นอกจากนี้ กว่างซียังสนับสนุนให้วิสาหกิจของตนเข้าไปพัฒนาเทคโนโลยีด้านการเกษตรและโครงสร้างพื้นฐานในไทย ตลอดจนขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล โลจิสติกส์ และการสื่อสารระหว่างสื่อมวลชนทั้งสองฝ่าย การจับคู่ 10 เมืองแฝดระหว่างกว่างซีและไทย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ จ.ขอนแก่น ที่มีความสัมพันธ์กับกว่างซีมายาวนานกว่า 33 ปี

    ทั้งนี้ ในเดือน พ.ค.2568 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดประชุมคณะทำงานร่วมกว่างซี-ไทย ครั้งที่ 5 ณ นครหนานหนิง เพื่อหารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงการแลกเปลี่ยนทางการศึกษาและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและวิถีชุมชน เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ไทย-กว่างซีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในทุกมิติ

    อ่านข่าว :

    “คลองผิงลู่” ทางลัดสู่ทะเลในกว่างซี ประตูโอกาสสินค้าจีน-อาเซียน

    “อ่าวเป่ยปู้” ท่าเรืออัจฉริยะศูนย์กลางโลจิสติกส์การค้าทางบก-ทะเล เชื่อมจีนกับอาเซียน

    หนานหนิงศูนย์กลาง AI สะพานเทคโนโลยีจีน-อาเซียนสู่อนาคตดิจิทัล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/358289&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0H5739j_syPvrMhL9AkZGB

  • การอบรมเชิงปฏิบัติการตามโครงการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

    การอบรมเชิงปฏิบัติการตามโครงการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

    การอบรมเชิงปฏิบัติการตามโครงการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

    ข่าวการศึกษา 6 พ.ย. 2568 (13:41 น.) เปิดอ่าน : 462 ครั้ง


    การอบรมเชิงปฏิบัติการตามโครงการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา


    ไฟล์แนบ
    1. หนังสือแจ้งผู้เข้ารับการพัฒนา
    2. รายชื่อผู้เข้ารับการพัฒนา
    3. กำหนดการระยะ 1
    4. กำหนดการระยะ 2
    5. กำหนดการระยะ 3

    ที่มา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 

    ชุดไทยจิตรลดา โทนสีดำ ตัดเย็บจากผ้าไหมแพรทิพย์ งานละเอียดปราณีต แพทเทิร์นเข้ารูป สวยหรู ทันสมัย #ภาพถ่ายจากสินค้าจริง

    ฿1,790

    https://s.shopee.co.th/8ANnSpUT4P?share_channel_code=6


    การอบรมเชิงปฏิบัติการตามโครงการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

    ≡ เรื่องอื่นๆ ที่น่าอ่าน ≡

    :: เรื่องปักหมุด ::

    Advertisement

    ≡ เรื่องน่าสนใจในหมวดหมู่นี้ ≡

    ≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

     

    หมวดหมู่เนื้อหา
    เนื้อหา แยกตามหมวดหมู่ สามารถเลืออ่านได้ตามหมวดหมู่ที่นี่

    ครูบ้านนอกดอทคอม

    เว็บไซต์เพื่อครู ข่าวการศึกษา ความรู้ การศึกษาไทย

          kroobannok.com

    © 2000-2020 Kroobannok.com  
    All rights reserved.

    Design by : kroobannok.com

    ครูบ้านนอกดอทคอม
    การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

    วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
     

    ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

    เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

    Email : kornkham@hotmail.com
    Tel : 096-7158383

    สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
    คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ
     
         

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93053&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cQymHRG1yPdclFL6eInE-

  • คณะอนุฯ ประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เตรียมเดินหน้าสร้างการรับรู้ ผ่าน 2 โครงการหลัก “รีบโอน โจรยิ้ม” และ “สร้างพลเมืองดิจิทัล” ตั้งเป้า 6 เดือน เห็นผล

    คณะอนุฯ ประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เตรียมเดินหน้าสร้างการรับรู้ ผ่าน 2 โครงการหลัก “รีบโอน โจรยิ้ม” และ “สร้างพลเมืองดิจิทัล” ตั้งเป้า 6 เดือน เห็นผล

    คณะอนุฯ ประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เตรียมเดินหน้าสร้างการรับรู้ ผ่าน 2 โครงการหลัก “รีบโอน โจรยิ้ม” และ “สร้างพลเมืองดิจิทัล” ตั้งเป้า 6 เดือน เห็นผล


    5/11/2568 | 213 |

    วันนี้ (5 พฤศจิกายน 2568) ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีการประชุมคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมี พลตำรวจโท ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นประธานการประชุม ซึ่งถือเป็นการประชุมอย่างเป็นทางการครั้งแรก ภายหลังจากที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้ตั้งคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีขึ้น เพื่อสื่อสาร สร้างการรับรู้ และสร้างความตระหนักให้ประชาชนสามารถป้องกันตนเองจากภัยอาชญากรรมออนไลน์ได้ 
    .
    ภายหลังการประชุม นางสุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ในฐานะรองประธานอนุกรรมการ เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการฯ ชุดนี้มีแนวทางการดำเนินการที่มุ่งเน้นการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งต้องลงมือทำทันที และต้องมีผลงานชัดเจน ภายในระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบผลักดัน 2 โครงการเร่งด่วน คือ โครงการ “รีบโอน โจรยิ้ม” ซึ่งเดิมดำเนินการโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกับภาคเอกชน จากการประชุมในวันนี้จะมีการบูรณาการความร่วมมือในการจัดทำเนื้อหาให้สอดคล้องกับรูปแบบของอาชญากรรมที่เกิดขึ้นจริงให้ทันกับสถานการณ์และความเสี่ยง ซึ่งจะถูกนำไปผลิตสื่อทุกแพลตฟอร์มโดยได้รับความร่วมมือจากอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังเข้ามามีส่วนในการร่วมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์แคมเปญดังกล่าว ควบคู่กับทางสถานีวิทยุ โทรทัศน์ และหอกระจายข่าวกว่า 80,000 แห่งทั่วประเทศ 
    .
    ขณะที่อีกโครงการคือการสร้าง “พลเมืองดิจิทัล” ผ่านการจัดทำหลักสูตรเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ (E-Learning) โดยความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา ทั้งกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการอุดมศึกษาฯ เพื่อเสริมทักษะดิจิทัลและการรู้เท่าทันอาชญากรรมไซเบอร์ให้กับบุคลากรด้านการศึกษา รวมถึงประชาชนทั่วไป ควบคู่กับการลงพื้นที่สร้างการรับรู้ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในระดับพื้นที่ ซึ่งจะช่วยสร้างความตระหนักและรู้เท่าทัน ป้องกันการตกเป็นเหยื่อกลโกงของมิจฉาชีพ
    .
    พลตำรวจโท ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ  กล่าวว่า การดำเนินการของคณะอนุกรรมการชุดนี้จะทำหน้าควบคู่ไปกับการปราบปราม ซึ่งคาดหวังว่าจะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหยื่อหน้าใหม่ หรือผู้ที่กำลังจะตกเป็นเหยื่อ แต่เกิดความ “เอ๊ะ“ มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งนอกจาก 2 โครงการในข้างต้นแล้ว หากจะมีโครงการอื่น ๆ เพิ่มเติมจะขึ้นอยู่กับคณะอนุกรรมการฯ พิจารณาต่อไปในอนาคตด้วย
    .
    ทั้งนี้ ในวันที่ 6 พย.68
    เวลา 11.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
    จะเป็นประธานพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมทั้งจะมีการแถลงผลงานและมาตรการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 7 หน่วยงาน อาทิ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย กรมสอบสวนคดีพิเศษ ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล 

    ขอเชิญชวนประชาชนร่วมติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของรัฐบาล ผ่านการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ NBT ททบ.5 และ ช่อง 9 รวมถึงสื่อของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด76 จังหวัด และสื่อในสังกัดกรมประชาสัมพันธ์ทุกช่อ


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/438606&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eaLnaDm8_xdzHaMDithg_

  • กทม. เร่งตามเด็กหลุดระบบการศึกษา พบยังเหลือ 2.6 หมื่นคน ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สั่งลดขั้นตอนใช้เทคโนโลยีให้สะดวกขึ้น

    กทม. เร่งตามเด็กหลุดระบบการศึกษา พบยังเหลือ 2.6 หมื่นคน ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สั่งลดขั้นตอนใช้เทคโนโลยีให้สะดวกขึ้น

    วันนี้ (6 พฤศจิกายน) ที่ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมหัวหน้าหน่วยงานของกรุงเทพมหานคร โดยมีวาระสำคัญคือการติดตามความคืบหน้าโครงการ Thailand Zero Drop Out เพื่อนำเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษากลับเข้าสู่การดูแลของรัฐ

    ในการประชุม สมฤดี ลันสุชีพ รองผู้อำนวยการสำนักการศึกษา ได้รายงานผลการดำเนินการติดตามเด็กสัญชาติไทยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 92,775 คน (ร้อยละ 100) พบว่า ได้ดำเนินการติดตามไปแล้ว 66,327 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 71.49 ส่งผลให้ยังมีเด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษาและยังไม่ได้ติดตาม คงเหลืออยู่ 26,448 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 28.51

    สำหรับกระบวนการติดตามนั้น ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ การตรวจสอบข้อมูลสถานะการศึกษาเพื่อค้นหาเด็กหลุดระบบฯ การสำรวจและบูรณาการความร่วมมือกับอาสาสมัครในพื้นที่เพื่อค้นหาและคัดกรองโดยใช้แอปพลิเคชันยืนยันตัวตนด้วย GPS และขั้นตอนสุดท้ายคือการช่วยเหลือและติดตาม

    โดยจะมีผู้จัดการรายกรณี (Case Manager) ดำเนินการรับเคส คัดกรอง ส่งต่อเข้าระบบการศึกษาในรูปแบบต่าง ๆ เช่น สถานศึกษาสังกัด กทม. สกร. บ้านเรียน หรือเข้ารับการพัฒนาอาชีพ/หลักสูตรระยะสั้น และจะมีการติดตามผลในรอบ 3 หรือ 6 เดือน

    ด้าน ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวเสริมว่า แม้จำนวนเด็กที่เหลือ 26,448 คนจะเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างมาก แต่หากสำนักพัฒนาสังคมเข้ามาช่วยคัดกรองข้อมูลเด็กที่อยู่ในศูนย์เด็กเล็กแล้ว จะทำให้สามารถเห็นตัวเลขของเด็กที่อยู่นอกระบบได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้กล่าวสรุปว่า การนำเทคโนโลยีมาใช้ในขั้นตอนการติดตามเด็กหลุดระบบฯ ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ได้กำชับให้สำนักงานเขตศึกษาและทำความเข้าใจ พร้อมทั้ง ลดทอนขั้นตอนการปฏิบัติงานให้มีความสะดวกและง่ายต่อการลงพื้นที่มากขึ้น เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถติดตามและช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาหรือได้รับการพัฒนาอาชีพได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพต่อไป

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/chadchart-tech-finds-school-dropouts/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ILXQNWKUSsIjJYNP8LlZW

  • เขตการศึกษา เผย ทางรร. อาจลืมลงเบรกเกอร์ไฟฟ้า ทำเครื่องเล่นช็อต ด.ช. 5 ขวบดับ

    เขตการศึกษา เผย ทางรร. อาจลืมลงเบรกเกอร์ไฟฟ้า ทำเครื่องเล่นช็อต ด.ช. 5 ขวบดับ

    เขตการศึกษา เผย ทางรร. อาจลืมลงเบรกเกอร์ไฟฟ้า ทำเครื่องเล่นช็อต ด.ช. 5 ขวบดับ

    เขตการศึกษา เผย ทางรร. อาจลืมลงเบรกเกอร์ไฟฟ้า ทำเครื่องเล่นช็อต ด.ช. 5 ขวบดับ

    6 พ.ย. 2568 กรณีเด็กชายอัศวิน หรือน้องโมเดล อายุ 5 ปี นักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนแห้่งหนึ่งใน อ.โนนสุวรรณ จ.บุรีรัมย์ ถูกไฟฟ้าบริเวณสนามเด็กเล่นชอร์ตขณะเล่นเครื่องเล่นชิงช้าบริเวณลานกลางแจ้งภายในโรงเรียนจนเสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อวันที่ 4 พ.ย. เวลาประมาณ 14.00 น.ที่ผ่านมา

     
    เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความกังขา ให้กับชาวบ้านและครอบครัวของน้องโมเดล เป็นอย่างมาก เนื่องจากที่ผ่านมาจุดเดียวกันเคยมีคนถูกไฟฟ้าชอร์ตมาแล้วหลายครั้ง ถึงแม้จะไม่มีใครเสียชีวิตก็ตาม แต่กลับไม่มีใครเข้ามาแก้ไขจุดที่ไฟรั่ว จนกระทั่งน้องโมเดลกลายเป็นคนแรกที่ยอมสละชีวิตเพื่อให้ทุกคนมองเห็นถึงอันตรายจากไฟฟ้า

    เขตการศึกษา เผย ทางรร. อาจลืมลงเบรกเกอร์ไฟฟ้า ทำเครื่องเล่นช็อต ด.ช. 5 ขวบดับ  

    ความคืบหน้าล่าสุดนายบรรพต สรวนรัมย์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 ได้ออกมาระบุถึงกรณีดังกล่าวว่า ก่อนอื่นต้องขอแสดงความเสียใจกับญาติของน้องโมเดล เป็นอย่างยิ่งที่ต้องสูญเสียคนที่รักไปอย่างไม่มีวันกลับ แต่เหตุมันเกิดขึ้นแล้วทั้งนี้จะหาวิธีช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวน้องก่อน
     

    เบื้องต้นเด็กจะได้รับเงินประกันชีวิตจากบริษัทประกันชีวิตจำนวนเงิน 100,000 บาท ครูในโรงเรียนที่น้องเรียนอยู่อีก 10,000 บาท และเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 3 อีก 30,000 บาท แต่ยังจะหาแนวทางช่วยเหลือเต็มความสามารถเพื่อให้กำลังใจครอบครัวเด็ก

    สาเหตุที่ทำให้เกิดไฟรั่วมีหลายปัจจัย ซึ่งจะต้องเข้าไปตรวจสอบอย่างละเอียด จุดที่น้องถูกไฟชอร์ต โดยปกติจะมีเยาวชนภายในหมู่บ้านมาเล่นกีฬาตั้งแต่หลังเลิกเรียนหรือวันหยุด ซึ่งทางโรงเรียนก็ให้บริการ แต่อาจจะมีการลืมลงเบรกเกอร์ไฟฟ้าที่ติดตั้งไว้ 

    อย่างไรก็ตามหลังจากนี้จะมีการกำชับให้ทุกโรงเรียน กวดขันอย่างเข้มงวดเพื่อไม่ให้เกิดกรณีนี้ขึ้นมาอีก เพราะมาตรการความปลอดภัยของเด็กและการเรียนการสอน ทางเขตฯให้ถือเป็นเรื่องแรกอยู่แล้ว

    เขตการศึกษา เผย ทางรร. อาจลืมลงเบรกเกอร์ไฟฟ้า ทำเครื่องเล่นช็อต ด.ช. 5 ขวบดับ

    เขตการศึกษา เผย ทางรร. อาจลืมลงเบรกเกอร์ไฟฟ้า ทำเครื่องเล่นช็อต ด.ช. 5 ขวบดับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/crime/609523&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AuKXGNIYuuuPAXZd6UsvF

  • ขอรัฐ “อย่านิ่งเฉย” อาคารสูง เข้าข่ายผิดกฏหมาย รถนักเรียนไม่ปลอดภัย – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ขอรัฐ “อย่านิ่งเฉย” อาคารสูง เข้าข่ายผิดกฏหมาย รถนักเรียนไม่ปลอดภัย – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ขอรัฐ

    สภาผู้บริโภคร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เรียกร้องหน่วยงานรัฐเร่งตรวจสอบปัญหา อาคารสูง ที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย แก้ไขปัญหารถรับส่งนักเรียนไม่ปลอดภัย และเสี่ยงกระทบชีวิตประชน

    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 สภาผู้บริโภคร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา แถลงข่าวใน 2 ประเด็นสำคัญ คือ 1) ความปลอดภัยของผู้อาศัยใน อาคารสูง พร้อมเร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาและดำเนินการกับผู้กระทำผิด เพื่อความถูกต้องและความปลอดภัยของผู้บริโภค  และ 2) ความปลอดภัยของเด็กในรถรับส่งนักเรียน ซึ่งกำลังเป็นประเด็นร้อนในช่วงเปิดเทอม โดยคณะอนุกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภคได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมหารือ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น

    ขอรัฐ

    สุนทร พฤกษพิพัฒน์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา กล่าวแสดงความเสียใจกับครอบครัวของนักเรียนที่เสียชีวิตจากเหตุรถตู้รับส่งนักเรียนพลิกคว่ำในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมแสดงความห่วงใยต่อความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะ “เด็กนักเรียน” ที่ใช้รถรับส่งนักเรียน พร้อมย้ำว่า “ผู้บริโภคมีสิทธิได้รับความปลอดภัยในการเดินทาง”

    ที่ผ่านมาคณะอนุกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภคได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงคมนาคม กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานด้านความปลอดภัยทางถนน มาหารือร่วมกันเพื่อป้องกันอุบัติเหตุเกี่ยวกับรถรับส่งนักเรียน ซึ่งสาเหตุอาจเกิดจากอุปกรณ์ความปลอดภัยของรถ หรือพฤติกรรมของเด็กนักเรียนที่เป็นผู้โดยสารในเรื่องการคาดเข็มขัดนิรภัย รวมถึงจำนวนผู้โดยสารที่อาจเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

    “นอกจากนี้ ผู้ปกครองควรมีบทบาทร่วมตรวจสอบ ตักเตือน พร้อมปลูกฝังให้เด็กคาดเข็มขัดทุกครั้งที่ขึ้นรถ เพื่อป้องกันเหตุสูญเสียซ้ำรอย หากผู้บริโภคมีความตระหนักและกระตือรือร้นเรื่องความปลอดภัย ก็จะสามารถปกป้องสิทธิของตนเองและลดอุบัติเหตุได้” สุนทร กล่าว

    ส่วนประเด็นเรื่องอาคารสูงที่เข้าข่ายผิดกฎหมายนั้น นายสุนทร ได้แสดงความเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของผู้พักอาศัยในอาคารสูง โดยชี้ว่า กฎหมายกำหนดให้อาคารสูงทุกแห่ง ต้องมีถนนรอบอาคารกว้างไม่น้อยกว่า 6 เมตร เพื่อให้รถดับเพลิงสามารถเข้าถึงได้ในกรณีเกิดเพลิงไหม้หรือเหตุฉุกเฉิน แต่ปัจจุบันยังมีอาคารสูงจำนวนมากที่ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าว “บางแห่งไม่มีถนนรอบอาคาร บางแห่งถนนแคบ หรือมีสิ่งก่อสร้างขวางทางรถดับเพลิง ซึ่งจากการตรวจสอบของสภาผู้บริโภค พบว่าอาจมีมากกว่า 50 อาคารที่เข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งหน่วยงานรัฐควรเร่งดำเนินการตรวจสอบอย่างจริงจัง

    ขอรัฐ

    ก้องศักดิ์ สหศักดิ์มนตรี อนุกรรมการด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย สภาผู้บริโภค ระบุว่า สำหรับเรื่องอาคารสูงผิดกฎหมาย สภาผู้บริโภค ได้แจ้งประเด็นนี้ต่อหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ ได้แก่ สำนักการโยธา และหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้วยวาจา การเสวนา และการยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการ แต่จนถึงปัจจุบันระยะเวลาล่วงเลยกว่า 6 เดือนแล้ว เรื่องยังคงเงียบ ไม่มีการตอบกลับหรือการดำเนินการใด ๆ

     “ทุกวันที่หน่วยงานรัฐเพิกเฉยต่อปัญหาที่เกิดขึ้น คือความเสี่ยงของชีวิตประชาชน เพราะหากเกิดเพลิงไหม้หรือแผ่นดินไหว อาคารที่ไม่มีถนนรอบ 6 เมตรจะ อพยพไม่ได้ รถดับเพลิงเข้าไม่ถึง และอาจเกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอย” ก้องศักดิ์ระบุ

    ทั้งนี้ จากการตรวจสอบของสภาผู้บริโภค พบอาคารสูงการกระทำผิด 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ 1. อาคารที่โฆษณาชัดเจนว่าไม่มีถนน 6 เมตร 2. อาคารที่ยื่นขออนุญาตก่อสร้างโดยอ้างว่ามีถนน 6 เมตร แต่ความจริงไม่เป็นไปตามนั้น และ 3. อาคารที่สร้างเสร็จแล้วไม่มีถนน 6 เมตร แม้ระบุไว้ในแบบแปลน ซึ่งการกระทำเหล่านี้ถือเป็น การจงใจละเมิดกฎหมาย และอาจมีเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลย ซึ่งเป็นเหตุให้ปัญหายืดเยื้อมานาน

    ก้องศักดิ์ กล่าวให้คำแนะนำประชาชนที่อยู่อาศัยในอาคารสูงหรือคอนโดมิเนียมให้สังเกตว่ารอบอาคารของตนมีถนนผิวการจราจรกว้างไม่น้อยกว่า 6 เมตรหรือไม่ ถนนต้องเป็นทางที่รถสามารถวิ่งผ่านได้จริง และ ต้องไม่เป็นสระน้ำ บ่อพัก หรือสวนตกแต่ง ซึ่งมักถูกนำมาใช้แทนถนนในหลายโครงการ

    หลังจากการแถลงข่าว สภาผู้บริโภคได้ยื่นหนังสิอ ต่อคณะอนุกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อให้ติดตาม ตรวจสอบ และผลักดันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่เมืองหลวง

    สืบเนื่องจากเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 สภาผู้บริโภคได้รวบรวมเรื่องร้องเรียนจากชุมชน 11 แห่ง รวมทั้งลงพื้นที่สำรวจ และได้ทำหนังสือถึง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ สำนักการโยธา กทม. เพื่อให้ตรวจสอบอาคารที่เข้าข่ายก่อสร้างผิดกฎหมาย แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่เห็นผลการดำเนินการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ต่อมาในเดือนตุลาคม 2568 กลุ่มประชาชนได้ยื่นร้องเรียนเพิ่มเติมถึง 42 โครงการ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่ยังไม่มีการตอบกลับจากกรุงเทพมหานครเช่นเดียวกัน

    ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคได้เสนอให้กรุงเทพมหานครปรับปรุงระบบตรวจสอบและอนุญาตการก่อสร้างให้เข้มงวด โปร่งใส และเปิดเผยข้อมูลการตรวจสอบให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ เพราะความปลอดภัยของผู้บริโภคคือหัวใจสำคัญที่ต้องมาก่อนผลประโยชน์ทางธุรกิจ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองหนาแน่นที่มีความเสี่ยงสูงต่อเหตุเพลิงไหม้หรือภัยพิบัติ


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ต้องสูญอีกกี่ชีวิต? ยื่นสอบ 50 อาคารสูง หลังเหตุ ไฟไหม้คอนโด

    10 ปี คดี ดิเอทัส ร่วมฤดี อาคารสูงผิดกฎหมาย ยังยืนท้าทายคำพิพากษา

    อุบัติเหตุ “รถรับส่งนักเรียน” สูญเสียซ้ำซาก ถึงเวลาต้องปฏิรูป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/06112568_tccx-commissioner_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Kq-C1lmb0DidyQDOnIaA9