Category: วัฒนธรรม

  • “กิ่งแก้ว”คดีจริง สู่หนังสยองขวัญ? “นักโทษประหารหญิงบางขวาง” | คมชัดลึก

    “กิ่งแก้ว”คดีจริง สู่หนังสยองขวัญ? “นักโทษประหารหญิงบางขวาง” | คมชัดลึก

    “M STUDIO – MI GROUP – แม่เรียงฟิล์ม” บวงสรวงก่อนเข้าโรง “กิ่งแก้ว”ภาพยนตร์สยองจากคดีจริง นักโทษประหารหญิงบางขวาง.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/entertainment/movies/609704&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00HCMulXYTsltdSkYoRhsB

  • “สุชาติ” แต่งตั้ง “ดร.ณัฎฐ์ ” คณะที่ปรึกษารมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

    “สุชาติ” แต่งตั้ง “ดร.ณัฎฐ์ ” คณะที่ปรึกษารมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

    โดยประวัติการศึกษาและการทำงานทั้งบู๊และบุ๋น ครบเครื่องทั้ง ด้านกฎหมาย รัฐศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์

    ระดับปริญญาเอก สำเร็จการศึกษาปริญญาเอกหลายสาขา ได้แก่ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตสาขาการบริหารกระบวนการยุติธรรม(กฎหมายมหาชน) คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ,ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชาการเมือง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง นิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตสาขากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยปทุมธานี,รัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย ทั้งยังศึกษาเพิ่มเติมทางด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตสาขาเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต โดยอยู่ระหว่างเขียนดุษฎีนิพนธ์

    ส่วนระดับปริญญาโท สำเร็จการศึกษา นิติศาสตรมหาบัณฑิตสาขากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง,นิติศาสตรมหาบัณฑิตสาขากฎหมายธุรกิจ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม,รัฐศาสตรมหาบัณฑิตสาขาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,ศิลปศาสตรมหาบัณฑิตสาขาบริหารรัฐกิจและกฎหมาย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง,เศรษฐศาสตรมหาบัณฑิตสาขาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    ผ่านการสอบวัดความรู้กฎหมายระดับชั้นเนติบัณฑิต โดยสำเร็จการศึกษา เนติบัณฑิตไทย (นบท.) สมัย 57 สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา

    ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน

    ส่วนระดับปริญญาตรี สำเร็จการศึกษา นิติศาสตรบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ,รัฐศาสตรบัณฑิตสาขาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

    โดยผ่านหลักสูตรอบรมนักบริหารระดับสูง หลายหลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรการบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน (ปรม.) รุ่น 12 สถาบันพระปกเกล้า,หลักสูตรการบริหารเศรษฐกิจสาธารณะสำหรับผู้บริหารระดับสูง (ปศส.) รุ่น 13 สถาบันพระปกเกล้า,หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการพัฒนาผู้นําเมือง (ผู้นําเมือง) รุ่น 5 มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช,หลักสูตรกฎหมายปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ก.ศป.) รุ่น 11 วิทยาลัยกระบวนการยุติธรรมทางปกครอง มูลนิธิกระบวนการยุติธรรมทางปกครอง ศาลปกครอง,หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงธรรมศาสตร์เพื่อสังคม (นมธ.4) สมาคมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,หลักสูตรนักบริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ รุ่น 9 สถาบันเพื่อการสร้างชาติ, หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงนักยุทธศาสตร์และการป้องกันสงครามจิตวิทยาในยุคดิจิทัล (น.ยปส.รุ่น 1) มหาวิทยาลัยสวนสุนันทา,หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงบริหารงานตำรวจในยุคดิจิทัล (PADA รุ่น 1) สมาคมตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ,หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านอสังหาริมทรัพย์ (RE-CU CEO รุ่น 5) สมาคมอสังหาริมทรัพย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหลักสูตรอื่นๆ

    ในเชิงบริหารภาครัฐเสนาบดีกระทรวงขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะในการบริหารราชการแผ่นดิน ในระบบรัฐสภาฝ่ายบริหาร จะต้องเฟ้นหาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชนที่มีเชี่ยวชาญกฎหมายมหาชน อาทิ รัฐธรรมนูญหรือระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ระดับนายสุชาติฯ รองนายกรัฐมนตรีและเจ้ากระทรวง ทส.ได้มือกฎหมายระดับพญาครุฑอย่าง “ดร.ณัฏฐ์” นักกฎหมายมหาชนที่มีชื่อเสียงระดับประเทศและมีประสบการณ์ในการทำงานสูงมาทำหน้าที่ให้คำปรึกษากฎหมาย และพิจารณาเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ รับรองว่า “อุ่นใจ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378969227&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iGiXt6GWpVuB4QipG0Lcq

  • “ธรรมนัส” ส่งเลขาฯ ลงพื้นที่พบปะ-รับฟังปัญหา มอบเงิน 150,000 แสน โรงเรียนหมอนทองวิทยา

    “ธรรมนัส” ส่งเลขาฯ ลงพื้นที่พบปะ-รับฟังปัญหา มอบเงิน 150,000 แสน โรงเรียนหมอนทองวิทยา

    Thairath Sport

    • facebook
    • twitter
    • youtube
    • instagram
    • tiktok

    ไทยรัฐออนไลน์

    10 พ.ย. 2568 19:52 น.

    LightDark

    แชร์ข่าวนี้

    “ธรรมนัส” ส่งเลขาฯ ลงพื้นที่พบปะ-รับฟังปัญหา มอบเงิน 150,000 แสน โรงเรียนหมอนทองวิทยา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/sport/thaifootball/2894675&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31FL6p15qLpRCPFSP1WsOe

  • ปชช. กราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท วันแรก 8,370 คน

    ปชช. กราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท วันแรก 8,370 คน

    10 พ.ย. 2568 – เพจ “กรุงเทพมหานคร” เปิดเผยว่า สำนักพระราชวังได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายหลังจากการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบ 15 วัน โดยจะเปิดให้เข้ากราบถวายบังคมทุกวัน เวลา 09.00 – 21.00 น. เริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 9 พ.ย. 2568 เป็นต้นไป

    ตามประกาศของสำนักพระราชวัง ได้มีการจัดระเบียบและอำนวยความสะดวกในการเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ โดยเปิดให้ประชาชนเข้าได้ใน 4 ช่วงเวลา ได้แก่

    ช่วงที่ 1 เวลา 08.00 น.-10.45 น.

    ช่วงที่ 2 เวลา 12.00 น.-16.45 น.

    ช่วงที่ 3 เวลา 17.45 น.-18.30 น.

    ช่วงที่ 4 เวลา 19.45 น.-21.00 น.

    ทั้งนี้ กทม. เปิดให้ประชาชนเข้าจุดพักคอยได้ตั้งแต่เวลา 07.30 น. จนถึงเวลา 21.00 น. โดยมีประชาชนเข้ากราบถวายบังคมรวมทั้งสิ้น 8,370 คน (ข้อมูลวันที่ 9 พ.ย. 68 เวลา 21.00 น.)

    ในการนี้ กรุงเทพมหานครจัดเจ้าหน้าที่และจิตอาสาร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยและอำนวยความสะดวกอย่างรอบด้าน ทั้งการจราจร การแพทย์ฉุกเฉิน การรักษาความสะอาดและความปลอดภัย รวมถึงจัดเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครประชาสัมพันธ์คอยแนะนำจุดบริการ จุดพักคอย และเส้นทางเข้าออกอย่างเป็นระบบ ซึ่งจุดพักคอยสามารถรองรับประชาชนได้สูงสุด 9,000 คน พร้อมบริการน้ำดื่ม ห้องสุขา และเจ้าหน้าที่ดูแลตลอดเวลา เพื่อให้การเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ

    นอกจากนี้ ยังมีจุดบริการยืม–คืนเครื่องแต่งกายสุภาพ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่แต่งกายไม่ครบถ้วนตามระเบียบ

    สำหรับการแต่งกายของผู้ที่จะมากราบถวายบังคมพระบรมศพ ขอความร่วมมือให้ทุกคนโปรดแต่งกายสุภาพไว้ทุกข์ (สีดำ, ขาว) เสื้อคอปก งดแขนกุด ชุดชาวเขาสำหรับชาวเขา ชุดลูกเสือสำหรับลูกเสือ สุภาพสตรีต้องสวมกระโปรงผ้าหรือผ้าถุงเท่านั้น งดสวมกระโปรงยีนส์ หรือกางเกงยีนส์.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/893116/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EkAVJGYrWkFVc8YPQQn8d

  • D

    D

    Dek-D

    ตรวจสอบว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยการทำคำสั่งนี้ให้เสร็จสิ้น

    เว็บไซต์ Dek-D ต้องตรวจสอบความปลอดภัยการเชื่อมต่อของคุณก่อนดำเนินการต่อ

    IP ของคุณคือ: 199.79.62.10

    ประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดย Cloudflare

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dek-d.com/studyabroad/67608/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2R3IpNE40RFpZNWGeUYNeP

  • ฟ้อนด์ ณัฐทิชา เซ็นสัญญาเข้าร่วม GMMTV อย่างเป็นทางการ

    ฟ้อนด์ ณัฐทิชา เซ็นสัญญาเข้าร่วม GMMTV อย่างเป็นทางการ

    GMMTV ประกาศต้อนรับ ฟ้อนด์ ณัฐทิชา อดีตสมาชิก BNK48 และ QRRA เข้าร่วมสังกัดอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568

    โดย ฟ้อนด์ ณัฐทิชา ถือเป็นที่รู้จักกันดีในนาม BNK48 รุ่นที่ 2 ก่อนจะประกาศจบการศึกษาในปี 2567 อีกทั้งยังเดบิวต์เป็นหนึ่งในสมาชิกวง QRRA ที่มีเพลงฮิตติดหูอย่าง Miracle ซึ่งนอกจากผลงานเพลงแล้ว เธอยังมีผลงานแสดงมากมาย อาทิ ซีรีส์ One Year 365 วัน บ้านฉัน บ้านเธอ ด้วยบทบาท เบบี้ หรือภาพยนตร์จากค่าย GDH อย่าง เพื่อน(ไม่)สนิท โดยรับบทเป็น หลิน

    การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ถือเป็นการเติบโตด้วยบทบาทใหม่ของฟ้อนด์ ใครที่เป็นแฟนๆ ของเธอสามารถรอติดตามผลงานการแสดงของเจ้าตัวในอนาคตกันได้เลย

    ภาพ: fondnatticha / Instagram

    อ้างอิง: https://x.com/GMMTV/status/1987837648711409813?s=20

    TAGS:  


    ABOUT THE AUTHOR

    ขัติยา ฤทธิรุตม์

    Content Creator (Thai Culture) – THE STANDARD POP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/fond-joins-gmmtv/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xLTJVrbh08ZgR0haz_ahj

  • เตือนทาสหมา-แมว ‘ขนมฉลามอบแห้ง’ มีสารหนูเกินมาตรฐาน เสี่ยงสุขภาพสัตว์เลี้ยง

    เตือนทาสหมา-แมว ‘ขนมฉลามอบแห้ง’ มีสารหนูเกินมาตรฐาน เสี่ยงสุขภาพสัตว์เลี้ยง

    เตือนทาสหมา-แมว ‘ขนมฉลามอบแห้ง’ มีสารหนูเกินมาตรฐาน เสี่ยงสุขภาพสัตว์เลี้ยง

    วันนี้ (10 พ.ย.68) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับองค์กรไวล์ดเอด (WildAid) และโอเชียน บลู ทรี (Ocean Blue Tree) เผยผลการตรวจสอบโลหะหนัก และสารอาหารใน ผลิตภัณฑ์ขนมขัดฟันสัตว์เลี้ยงที่ทำจากฉลาม ประเภทกระดูกอ่อน และฉลามอบแห้งทั้งตัว พบสารหนูในผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 ประเภท

    โดยเฉพาะฉลามอบแห้งทั้งตัว ที่ร้อยละ 50 ของตัวอย่าง มีปริมาณสารหนูที่เกินค่าความปลอดภัย เตือนเสี่ยงกระทบสุขภาพสัตว์เลี้ยงหากบริโภคต่อเนื่องในระยะยาว

    การศึกษาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปริมาณโลหะหนัก ประเภทสารหนู แคดเมียม และปรอท ในผลิตภัณฑ์ขนมขัดฟันสัตว์เลี้ยงที่ทำจากฉลาม เนื่องจากฉลามเป็นผู้ล่าลำดับต้น ๆ ในห่วงโซ่อาหาร มีแนวโน้มสะสมสารพิษ ในร่างกายสูงกว่าสัตว์น้ำชนิดอื่น

    รวมถึงศึกษาปริมาณสารอาหารบางชนิด ได้แก่ โซเดียมและแคลเซียม ซึ่งมักถูกใช้ เป็นจุดขายของผลิตภัณฑ์ขนมขัดฟันสำหรับสัตว์เลี้ยง โดยนำผลที่ได้ไปประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพของ สัตว์เลี้ยงจากการบริโภค การศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการลดความต้องการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่ทำจากฉลาม โดยเฉพาะขนมสัตว์เลี้ยง

    ซึ่งภายใต้โครงการดังกล่าวยังรวมถึงการวิจัยดีเอ็นเอเพื่อระบุชนิดของฉลามที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ ดังกล่าวด้วย เพื่อนำผลไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดแนวทางอนุรักษ์ ปรับปรุงกฎระเบียบในการติดตาม การค้าฉลามภายในประเทศในอนาคต

    เตือนทาสหมา-แมว 'ขนมฉลามอบแห้ง' มีสารหนูเกินมาตรฐาน เสี่ยงสุขภาพสัตว์เลี้ยง  
    ผลการสำรวจตลาดเบื้องต้นผ่านช่องทางออนไลน์โดยองค์กรไวล์ดเอดในช่วงต้น กลาง และปลาย พ.ศ. 2567 รวม 30 วันพบว่า ณ ช่วงเวลาหนึ่งมีร้านค้าออนไลน์มากกว่า 100 ร้านในประเทศไทยที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าว สอดคล้องกับตลาดผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงในประเทศที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

    และพบว่ามีขนมขัดฟันสุนัขและแมวกว่า 10 ชนิด ที่ระบุว่าทำมาจากฉลาม โดยกระดูกอ่อนฉลาม และฉลามอบแห้งทั้งตัว เป็นสินค้าที่พบการจำหน่ายมากที่สุด และมักระบุว่ามีสารอาหารที่สัตว์เลี้ยงต้องการในปริมาณสูง เช่น โปรตีน แคลเซียม และอื่น ๆ ที่เชื่อว่าดีต่อสุขภาพของกระดูก ฟันและข้อต่อ

    ทีมวิจัยจาก สจล. นำตัวอย่างกระดูกอ่อนฉลาม 50 ตัวอย่าง และฉลามอบแห้งทั้งตัวจำนวน 12 ตัวอย่าง จากการสุ่มตัวอย่างมาวิเคราะห์ปริมาณสารโลหะหนักประเภทสารหนู แคดเมียม และปรอท พบว่า ตัวอย่างฉลามอบแห้งครึ่งหนึ่ง มีระดับสารหนูเกินค่าความปลอดภัยตามเกณฑ์มาตรฐานสากล

    ขณะที่งานวิจัยเชิงทดลองที่ ผ่านมาในต่างประเทศยังพบความเชื่อมโยงของการสะสมของสารหนูในระยะยาวกับความเสี่ยงของการเกิดโรคตับ ไต และโรคทางผิวหนังในสุนัข นอกจากนี้ยังตรวจพบแคดเมียมและปรอทในผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 ประเภท แม้จะอยู่ในระดับ ที่ไม่เกินค่าความปลอดภัยตามเกณฑ์มาตรฐานสากล แต่งานวิจัยหลายชิ้นในต่างประเทศยังพบความเชื่อมโยง ของการเกิดโรคในไต โรคระบบประสาท และอาจมีผลต่อกระบวนการสร้างกระดูกทั้งในสุนัขและแมว หากมีการสะสม ในระยะยาว

    ผศ. ดร.วัลย์ลดา กลางนุรักษ์ หัวหน้าทีมวิจัยและอาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีการเกษตร สจล.

    ผศ. ดร.วัลย์ลดา กลางนุรักษ์ หัวหน้าทีมวิจัยและอาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีการเกษตร สจล. กล่าวว่า “การบริโภคขนมขัดฟันสัตว์เลี้ยงที่ทำจากฉลามในระยะยาวอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของสุนัขและแมว เนื่องจากการ สะสมของโลหะหนักในร่างกาย ฉลามเป็นสัตว์ผู้ล่าลำดับต้น ๆ ของห่วงโซ่อาหารและมีอายุยืน ทำให้มีแนวโน้ม ที่จะสะสมสารพิษได้มากกว่าสัตว์ชนิดอื่น

    ในขณะที่แหล่งแคลเซียมทางเลือก เช่น ปลากระดูกแข็ง จากการศึกษาครั้งนี้ ไม่พบแคดเมียม และปรอท และพบปริมาณสารหนูในระดับต่ำกว่าเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ที่ทำจากฉลาม จึงอาจเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่า นอกจากนี้ควรต้องมีการควบคุมระดับโซเดียมอย่างเข้มงวดเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ที่เกิดจากการบริโภคโซเดียมเกินขนาดในสัตว์เลี้ยง”
     
    แนวโน้มการเลี้ยงสัตว์เหมือนลูก (Pet Parenting) กำลังส่งผลให้ความต้องการสินค้า สัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียม และสินค้าที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้น ซึ่งรวมถึงขนมขัดฟันการสำรวจความคิดเห็น ผู้เลี้ยงสุนัขและแมว จำนวน 419 คน ในกรุงเทพฯ และจังหวัดสำคัญ โดยสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต แบ่งเป็นผู้ใช้ผลิตภัณฑ์จากฉลาม 70%

    และผู้ไม่ใช้ 30% พบว่า แรงจูงใจในการซื้อขนมขัดฟันจากฉลาม เพราะเชื่อว่ามีคุณค่า ทางโภชนาการที่ดีต่อสุขภาพ ของสัตว์เลี้ยง (67%) และมองว่าการซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นการแสดงความรักและเอาใจใส่ (38%) แต่ความกังวลด้าน ความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์และความยั่งยืนของสินค้าอาจมีผลต่อการตัดสินใจซื้อในอนาคต

    ทั้งนี้ผู้เลี้ยงยังตระหนักถึง ความเชื่อมโยงระหว่างผลิตภัณฑ์จากฉลามและผลกระทบที่อาจมีต่อระบบนิเวศไม่มากนัก สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็น ในการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่เจ้าของสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะผู้เลี้ยงสุนัขซึ่งเป็นกลุ่มผู้มีแนวโน้มจะซื้อสินค้าดังกล่าว
     
    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไวล์ดเอด ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานด้านการอนุรักษ์ฉลาม พบแนวโน้มที่น่ากังวลของการ จำหน่ายขนมขัดฟันสัตว์เลี้ยงที่ทำจากฉลามในประเทศไทยและพบว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีทั้งแบบที่ระบุบนซองผลิตภัณฑ์ และที่ไม่ระบุว่าทำมาจาก “ฉลาม” โดยอาจเรียกว่า “กระดูกอ่อนปลา” หรือ “กระดูกปลา” ซึ่งอาจทำให้เจ้าของสัตว์เลี้ยง ไม่ทราบว่ากำลังซื้อผลิตภัณฑ์ที่ทำจากฉลาม นอกจากนี้การสำรวจความคิดเห็นผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยง 50 ราย​ ในกรุงเทพฯและจังหวัดสำคัญ โดยบริษัท พี.ไอ.วาย.เอ รีเสิร์ช จำกัด พบว่าผู้ขายส่วนใหญ่ขาดข้อมูลแหล่งที่มา ชนิดของฉลาม กระบวนการผลิต และส่วนใหญ่เข้าใจว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นเพียง “ผลพลอยได้” จากอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเล
     
    ดร.เพชร มโนปวิตร นักวิทยาศาสตร์ด้านการอนุรักษ์และที่ปรึกษาองค์กรไวล์ดเอด เผยว่า “หลายคนเข้าใจว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมประมงและคิดว่าการใช้ทุกส่วนของฉลามเป็นสิ่งที่ยั่งยืน แต่นี่คือความเข้าใจ ที่ผิดเพราะในขณะที่ 1 ใน 3 ของชนิดฉลามทั่วโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงสูญพันธุ์จากการทำประมง เกินขนาด การใช้ประโยชน์ ทุกส่วนไม่ได้เท่ากับการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนตรงกันข้ามผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจกระตุ้น ความต้องการ ในการจับฉลามเพิ่มขึ้น และขาดแรงจูงใจที่จะหาแนวทางลดการจับฉลามเป็นสัตว์น้ำพลอยได้”
     
    จากการสำรวจตลาดซื้อขายผลิตภัณฑ์ขนมขัดฟันฉลามทางออนไลน์อย่างไม่เป็นทางการโดยองค์กรไวล์ดเอด และการสำรวจความคิดเห็นผู้จำหน่ายโดยบริษัท พี.ไอ.วาย.เอ รีเสิร์ช จำกัด ทำให้เห็นแนวโน้มที่ตรงกันว่า ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ ไม่มีฉลากระบุชนิดของฉลามและแหล่งที่มาของสินค้า ซึ่งตอกย้ำว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักจะขาดการตรวจสอบย้อนกลับ การให้ขนมเหล่านี้กับสัตว์เลี้ยงจึงไม่ใช่การสนับสนุนแนวทางการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน ขณะที่ปัจจุบันฉลามกว่า 80 ล้าน ตัวถูกฆ่าต่อปีจากการทำประมงเกินขนาดและความต้องการบริโภค โดยประมาณ 1 ใน 3 หรือราว 25 ล้านตัว เป็นชนิดที่เสี่ยง ต่อการสูญพันธุ์อีกด้วย
     
    “ตราบใดที่เรายังไม่สามารถยืนยันได้ว่าผลิตภัณฑ์จากฉลามเหล่านั้น มีแหล่งที่มาจากการทำประมงและการนำเข้า-ส่งออกที่ถูกกฎหมาย มีกระบวนการที่ได้มาตามมาตรฐานจริยธรรม และคำนึงถึงความยั่งยืนทั้งในและระหว่างประเทศ ทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือการหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ทำจากฉลามโดยสิ้นเชิง” ดร.เพชร กล่าวเสริม
     
    ฉลามมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ล่าที่อยู่ในลำดับต้น ๆ ของห่วงโซ่อาหาร พวกมันช่วยควบคุมประชากรสัตว์น้ำอื่น ๆ ไม่ให้มีมากหรือน้อยเกินไปเพื่อรักษาความสมดุลของระบบนิเวศทะเล และส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพโดยรวม การศึกษานี้ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การบริโภคผลิตภัณฑ์จากฉลามในระยะยาวอาจเป็นภัยต่อสุขภาพสัตว์เลี้ยง และเป็นภัยต่อความยั่งยืนของท้องทะเลอีกด้วย
     
    องค์กรไวล์ดเอดร่วมกับโอเชียน บลู ทรี เตรียมเปิดตัวโครงการรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับภัยเงียบ ระยะยาวของขนมขัดฟันสัตว์เลี้ยงจากฉลามที่อาจส่งผลต่อทั้งสัตว์เลี้ยงและประชากรฉลาม พร้อมทั้งมีแผนทำงานร่วมกับ หน่วยงานภาครัฐ เพื่อผลักดันการติดตามและตรวจสอบแหล่งที่มาการค้าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ให้เข้มงวดมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/health-wellness/643631&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30tB0s90RzUJX1vqdcylTF

  • “รถขนฝัน” จะไม่ถึงจุดหมาย ถ้าระบบการศึกษาไม่โอบอุ้มความฝัน

    “รถขนฝัน” จะไม่ถึงจุดหมาย ถ้าระบบการศึกษาไม่โอบอุ้มความฝัน

    กสศ. ชี้ การศึกษาไทยกำลังติดกับดักที่บีบให้เด็กต้องเลือกระหว่างการเรียนกับความฝัน โดยเฉพาะด้านกีฬา พลิกการศึกษาไทยเสนอให้ระบบการศึกษาต้องสร้าง “พื้นที่กลาง” และใช้ “ความฝัน” เป็นแรงขับเคลื่อน

    ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดมุมมองให้เห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า เด็กไม่ควรต้องเลือกระหว่าง “กีฬา” กับ “การเรียน” ในสังคมไทย เด็กจำนวนมากต้องเผชิญทางเลือกที่ไม่ควรเกิดขึ้นเรียนต่อดี หรือทุ่มเทให้กีฬา?

    ดร.ไกรยส ชี้ว่า ระบบการศึกษาไทยจำเป็นต้องสร้าง “พื้นที่กลาง” ที่ให้เด็กเดินบนเส้นทางที่เขารัก พร้อมเรียนรู้และเติบโตไปด้วยกันได้ จะดีกว่ามาก ถ้าเรามีระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นพอให้กีฬาและการเรียนมาบรรจบเป็นเส้นทางเดียว ตอบโจทย์ความหลากหลายของเด็กไทย

    กรณี อบต.ลำปางหลวง คือภาพสะท้อนจริงที่ กสศ. ค้นพบ เด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาบางคนไม่ยอมกลับเข้าโรงเรียน แต่ยอมกลับมาซ้อมฟุตบอลทุกวัน และเมื่อมีเงื่อนไขว่า “ต้องแก้ ร. ให้ครบก่อนลงสนามศุภชลาศัย” เด็กทุกคนกลับทุ่มเทอย่างที่สุด

    “เด็กที่ติด ร. สิบกว่าตัว ไม่เคยแก้ แต่พอบอกว่าต้องแก้ให้หมดก่อนถึงจะได้ลงเตะในสนามศุภชลาศัย เขาฮึดเต็มที่ พยายามสุดความสามารถ เพราะนั่นคือความฝันของเขา”

    เรื่องนี้สะท้อนประเด็นสำคัญว่า หากระบบการศึกษาเชื่อมโยงกับความฝัน เด็กจะมีแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลังอย่างมหาศาล

    สนามฟุตบอล = ห้องเรียนชีวิต พื้นที่แห่งโอกาส

    ฟุตบอลสอนอะไรที่ตำราไม่อาจสอนได้ครบ การต่อสู้เมื่อแต้มตามหลัง การล้มแล้วลุก ความมีวินัย ความกล้าหาญ และการไม่ทิ้งทีม ในสนาม เราจึงเห็น “การศึกษาในชีวิตจริง” ชัดเจนกว่าที่ไหน

    “เวลาเด็กอยู่บนสนาม เราเห็นพลังการต่อสู้ของพวกเขา ล้มกี่ครั้งก็ลุก คะแนนตามก็ยังสู้ เพราะเขากำลังทำในสิ่งที่รัก”

    เด็กหลายทีมทั่วประเทศที่ร่วมแข่งขันในปีนี้ต่างมีเรื่องราวแบบเดียวกัน ไม่ใช่เพราะเป็นทีมดัง แต่เพราะพวกเขาได้อยู่ในพื้นที่ที่เปิดให้ใช้ความฝันเป็นแรงขับเคลื่อนชีวิต 

    การศึกษาต้องมองความหลากหลายของเด็กเป็นศูนย์กลาง ตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ มาตรา 4 การศึกษาไม่ใช่ห้องเรียนอย่างเดียว แต่คือ “กระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม”

    การแข่งขันที่สนามศุภชลาศัยเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน จึงไม่ใช่แค่เกมฟุตบอล แต่คือ “กระบวนการเรียนรู้เชิงลึก” ของทั้งเด็กและสังคมไทย

    “สิ่งที่เกิดขึ้นที่ศุภชลาศัย คือการศึกษาอย่างแท้จริง เด็กเรียนรู้จากการลงมือทำ และสังคมก็เรียนรู้ไปพร้อมกับพวกเขา”

    ผู้ชมหลายหมื่นในสนาม และผู้ชมออนไลน์จำนวนมหาศาลกำลังร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้สาธารณะ ว่าความพยายามของเด็กมีคุณค่ามากเพียงใด

    มูลค่าทางเศรษฐกิจที่ “ลอยอยู่เหนือสนามกีฬา”

    ความสนใจจากคนทั้งประเทศทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจจำนวนมาก ยอดผู้ชม ยอดแชร์ ยอดสนับสนุน คอมเมนต์นับแสน และภาคส่วนต่าง ๆ ที่อยากมีส่วนร่วมสนับสนุน ดร.ไกรยสชี้ว่า มูลค่าดังกล่าวควรถูกออกแบบให้ “ไหลกลับ” ไปสู่การพัฒนาเยาวชนอย่างยั่งยืน “เรามีทรัพยากรที่ลอยอยู่เหนือสนาม คำถามสำคัญคือจะดึงมันกลับไปเป็นอุปกรณ์ซ้อม โภชนาการที่ดีมีคุณภาพ การเดินทางปลอดภัย และระบบแข่งขันที่ดีให้เด็กได้อย่างไร”

    หากจัดระบบอย่างเหมาะสม งบสนับสนุนและแรงร่วมที่เกิดขึ้นสามารถขับเคลื่อนทั้งระบบกีฬาและการศึกษาของประเทศได้จริง

    “สิ่งที่เห็นจากสื่อ คือ นักกีฬาจะได้รางวัลหรือได้เงินอัดฉีด ตอนได้เหรียญโอลิมปิกแล้ว อาจจะต้องมีการจัดสรรปันส่วนมาลงทุนตั้งแต่ต้นทางมากขึ้น เราก็คงไม่อยากจะเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้น 10 ปีครั้งหนึ่ง แต่อยากให้เรื่องราวดี ๆ แบบนี้ เกิดได้ทุกปี ทุกปีเราจะมีเรื่องราวของเด็กในแต่ละจังหวัดที่ทำให้คนไปฟอลโล ทำให้คนไปสนับสนุน ทำให้คนไปเชียร์ได้อย่างเป็นระบบ และก็เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา”

    โมเดลระดับโลกพิสูจน์แล้ว: พรสวรรค์เกิดทุกที่ ระบบต้องตามไปหา

    หลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ สหรัฐฯ ลงทุนในระบบเยาวชนอย่างจริงจัง เพราะเชื่อว่า “พรสวรรค์เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เกิดขึ้นได้ทุกจุด ในทุกชุมชน” ประเทศไทยก็ทำได้เช่นกัน มีทีมเยาวชนในโรงเรียนและพื้นที่ทุกแห่ง หากมีโค้ช มีระบบคัดเลือกต่อยอด เราจะมี pipeline นักกีฬาคุณภาพสู่ทีมจังหวัด ทีมชาติ และอาชีพได้อย่างเป็นระบบ

    “ถ้าเรามีระบบค้นหาตั้งแต่ต้นทาง ความสำเร็จจะไม่ใช่ซินเดอเรลล่าสตอรี่ แต่เป็นระบบที่สร้างได้จริง”

    “รถขนฝัน”: โครงสร้างใหม่เพื่อพาเด็กทั่วไทยไปถึงเวทีที่เขาภาคภูมิใจ

    ดร.ไกรยสเสนอแนวคิด “รถขนฝัน” ระบบลำเลียงเด็กที่มีความฝันจากทั่วประเทศ ไปสู่เวทีที่เขาใฝ่ฝันอย่างเท่าเทียมไม่ว่าจะเป็นฟุตบอล ศิลปะ ดนตรี หรือการแสดง เด็กควรเดินทางสู่เวทีเหล่านั้นได้โดยมีความปลอดภัยและโครงสร้างรองรับ “เราอยากเห็นรถขนฝันที่พาเด็กมีพรสวรรค์จากทุกจุดของประเทศสู่เวทีในฝันอย่างปลอดภัย เสมอภาค และเป็นระบบ”

    ลงทุนให้คนที่ “ยังไม่ชนะวันนี้” เพื่อให้เขามีโอกาสชนะในวันหน้า

    ระบบที่ดีไม่เน้นลงทุนเฉพาะเด็กที่คว้าเหรียญหรือเป็นแชมป์ แต่ลงทุนตั้งแต่ต้นทาง ทั้งในเด็ก ครู โรงเรียน ระบบเดินทาง และความปลอดภัย

    “อย่าลงทุนเฉพาะตอนสำเร็จแล้ว ต้องลงทุนกับคนที่ยังไม่ชนะในวันนี้ เพื่อให้เขามีโอกาสชนะในวันหน้า นี่คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด”

    นี่คือหัวใจของความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างแท้จริง

    ทำให้ “โอกาส” ไม่ใช่เหตุการณ์พิเศษ แต่เป็นระบบถาวรของประเทศ

    ปรากฏการณ์วันที่ 8 พฤศจิกายน แสดงให้เห็นว่า “พลังของเด็กไทยมีจริง” แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องไม่ให้เป็นเพียงกระแสชั่วครั้ง “ความหวัง เราต้องวางฟันเฟืองให้มันติดเครื่องอยู่ตลอด เพื่อให้โอกาสถึงเด็กทุกคนจริง ๆ” เพื่อเด็กยากจน ขาดแคลนโอกาส กสศ. พร้อมทำงานเพื่อให้ความหวังนี้กลายเป็น “ระบบ” ที่ยั่งยืนของประเทศ

    “เมื่อเราเชื่อในศักยภาพของเด็ก และสร้างระบบที่เอื้อให้เขาเติบโต-ประเทศก็จะเติบโตไปพร้อมกับเขาเช่นกัน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2894684&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ufymfPVegMLHlLr2WdXFh

  • ‘ธรรมนัส  – นฤมล’ มอบหมายให้  ‘สุธี พงษ์เพียรชอบ’ ฟังปัญหาโรงเรียนหมอนทองวิทยา 

    ‘ธรรมนัส  – นฤมล’ มอบหมายให้  ‘สุธี พงษ์เพียรชอบ’ ฟังปัญหาโรงเรียนหมอนทองวิทยา 

    การศึกษา

    ‘ธรรมนัส  – นฤมล’ มอบหมายให้  ‘สุธี พงษ์เพียรชอบ’ ฟังปัญหาโรงเรียนหมอนทองวิทยา 

    วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.32 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

     เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568  เวลา 13.00 น.นายสุธี พงษ์เพียรชอบ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ) ได้รับมอบหมายจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นตัวแทนลงพื้นที่ โรงเรียนหมอนทองวิทยา โดยมี ดร.วงศกร ประกอบนันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา และนายใย ยศยิ่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนหมอนทองวิทยา พร้อมคณะผู้บริหารโรงเรียน คอยต้อนรับและรายงานข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียนในสังกัดพื้นที่ทางการศึกษาและข้อมูลโรงเรียนหมอนทองวิทยา ตามลำดับ

    นายสุธี กล่าวว่า ท่าน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีความห่วงใยโรงเรียนที่ยังขาดแคลนปัจจัยต่างๆ ซึ่งจำเป็นต้องการพัฒนาสถานการศึกษา ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพนักเรียนและเยาวชนในด้านต่างๆ ด้วย ทั้งกีฬา และทักษะความสามารถนำไปสู่การสร้างงานสร้างอาชีพหลังจบการศึกษา จึงให้มารับฟังสภาพปัญหา อุปสรรค และแนวทางการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ เพื่อนำเสนอและหาทางแก้ปัญหาอย่างทันท่วงที 

    “ การลงพื้นที่ของผมวันนี้ ได้รับทราบปัญหาสำคัญคือ การซ่อมแซมห้องวิทยาศาสตร์ที่ถูกไฟไหม้ วงเงินประมาณ 1.8 ล้านบาท ,การเพิ่มเติมมิเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งของเดิมไม่ เพียงพอต่อการทำกิจกรรมของโรงเรียน ,การสร้างสนามฟุตบอลหญ้าเทียม และการปรับปรุงสนามฟุตบอลที่ถูกน้ำท่วมขัง เป็นต้น ซึ่งผมจะนำเสนอต่อท่านรองนายกฯ ธรรมนัส และท่าน ดร.นฤมล รัฐมนตรีศึกษาธิการ พิจารณาแนวทางสนับสนุนเป็นโครงการนำร่อง สำหรับโรงเรียนสังกัดสพฐ.เพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพกิจกรรมกีฬา และการศึกษาโรงเรียนในสังกัด ตามพื้นที่ต่าง ๆ ที่ขาดแคลน เพื่อสร้างโอกาสให้กับเยาวชนอย่างเท่าเทียมทุกพื้นที่ทั่วประเทศตามเป้าหมายต่อไปครับ“ นายสุธี กล่าว

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โอกาสนี้ ผู้แทนจากมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่าเพื่อการกุศล ได้มอบทุนการศึกษา จำนวน 150,000 บาท ลูกฟุตบอลจำนวน 10 ลูก ให้นักกีฬา ทีมหมอนทองวิทยา โดยมีคณะผู้บริหารโรงเรียน เป็นตัวแทนรับมอบ ณ บริเวณหน้าอาคารโรงเรียนหมอนทองวิทยา
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/453769&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32WN3V56X1Pq0MEUqWUE-r

  • “พิพัฒน์” กล่อมสหภาพการทางพิเศษฯ หั่นค่าทางด่วนเหลือ 50 บาทตลอดสาย ชี้เพิ่มผู้ใช้บริการ

    “พิพัฒน์” กล่อมสหภาพการทางพิเศษฯ หั่นค่าทางด่วนเหลือ 50 บาทตลอดสาย ชี้เพิ่มผู้ใช้บริการ

    “พิพัฒน์” กล่อมสหภาพแรงงานการทางพิเศษฯ สารพัดประโยชน์หากลดค่าผ่านทางเหลือ 50 บาทตลอดสาย พร้อมชูแนวทางแก้ปัญหาจราจรต้องเร่งสร้างทางด่วนขั้นที่ 2 Double Deck ด้าน สหภาพฯ กทพ. พร้อมรับฟังความคิดเห็น และยินดีร่วมกับกระทรวงคมนาคมในการศึกษาทางเลือกต่าง ๆ อย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดกับผู้ใช้งานทางพิเศษและประชาชนในภาพรวม

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมหารือกับ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (สร.กทพ.) ว่า การหารือครั้งนี้เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเชิงสร้างสรรค์ เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดในการพัฒนาโครงข่ายทางพิเศษ โดยเฉพาะโครงการก่อสร้าง ทางพิเศษยกระดับชั้นที่สอง (Double Deck Expressway) หรือ Double Deck ซึ่งโครงการดังกล่าวถือเป็นเพียงหนึ่งในกว่า 21 โครงการของการทางพิเศษที่อยู่ในแผนการแก้ไขปัญหาการจราจรบนโครงข่ายทางพิเศษทั้งระบบ ที่ ครม. ได้มีมติรับทราบผลการศึกษาตามมติ คจร. เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2565 ที่ กทพ. จะต้องดำเนินการ

    ทั้งนี้ตนได้เน้นย้ำถึงแนวทางในการพิจารณาดำเนินการในโครงการใด ๆ หลักสำคัญคือ ผู้ใช้งานจริงต้องได้ประโยชน์ รัฐต้องไม่เสียประโยชน์ องค์กรต้องอยู่ได้ และเอกชนต้องไม่เอาเปรียบเกินไป โดยหากมีการดำเนินการทางรัฐบาลก็มีแนวทางที่จะลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยเฉพาะแนวทางมาตรการสนับสนุนให้ประชาชนได้ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เช่น มาตรการรถไฟฟ้า 40 บาท และ มาตรการจ่ายค่าทางด่วน 50 บาท แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการดำเนินการนโยบายใด ๆ ออกมาทางรัฐบาลจะคำนึงและทำด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และไม่เพิ่มภาระหนี้สาธารณะของประเทศอย่างเด็ดขาด

    นายพิพัฒน์ ยังระบุต่อว่า อย่างไรก็ตามหากมีการทำนโยบายลดค่าผ่านทางด่วนมาปฏิบัติ นั้น ตนจะเน้นและมองประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในภาพรวมเป็นหลัก รวมถึงผลที่ประชาชนจะได้รับ ซึ่ง กทพ.เองก็จะมามองในเรื่องของรายได้ กทพ. ลดลงอย่างเดียวไม่ได้หากนำนโยบายมาปฏิบัติ เพราะหากบริหารจัดการอย่างเหมาะสม การลดค่าผ่านทางจะช่วยเพิ่มปริมาณผู้ใช้บริการและสร้างสมดุลระหว่างรัฐ เอกชน และผู้บริโภค อย่างไรก็ตามตนได้มอบหมายให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องนำข้อเสนอและเอกสารจากสหภาพแรงงานฯ ไปศึกษาต่อในรายละเอียด โดยจะหารือร่วมกับปลัดกระทรวงคมนาคม การทางพิเศษฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรายงานต่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาอย่างรอบด้านก่อนดำเนินการ

    ด้านนายมานพ เกื้อรัตน์ เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กล่าวว่า การเข้าพบในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ข้อมูลเชิงเทคนิคและข้อเสนอแนะต่อกระทรวงคมนาคมเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินโครงการ Double Deck โดยเฉพาะในประเด็นผลกระทบต่อผู้ใช้งานทางพิเศษ การต่ออายุสัมปทาน และการดูแลประชาชนที่อยู่ในแนวก่อสร้าง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและความสมดุลระหว่างทุกฝ่าย นอกจากนั้นทาง สหภาพฯรู้สึกดีและขอขอบคุณรัฐมนตรีที่เปิดใจรับฟังความคิดเห็น และยินดีดำเนินการร่วมกับกระทรวงคมนาคมในการศึกษาทางเลือกต่าง ๆ อย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดกับผู้ใช้งานทางพิเศษและประชาชนในภาพรวม

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2894624&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3J9t0_n-Fk3neQCVRqLUlw