Category: วัฒนธรรม

  • เตือนนักเรียน/นักศึกษา กยศ. เร่งจัดทำสัญญากู้ยืมและทำแบบยืนยันการเบิกเงินกู้ยืม ย้ำ สถานศึกษาต้องแนบไฟล์เข้าระบบ DSL ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 พ.ย. 68

    เตือนนักเรียน/นักศึกษา กยศ. เร่งจัดทำสัญญากู้ยืมและทำแบบยืนยันการเบิกเงินกู้ยืม ย้ำ สถานศึกษาต้องแนบไฟล์เข้าระบบ DSL ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 พ.ย. 68

    ย้ำ เตือนนักเรียน/นักศึกษา กยศ. เร่งจัดทำสัญญากู้ยืมและทำแบบยืนยันการเบิกเงินกู้ยืม ย้ำ สถานศึกษาต้องแนบไฟล์เข้าระบบ DSL ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 พ.ย. 68

    (9 พฤศจิกายน 2568) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลสนับสนุนการศึกษาผ่านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ให้เงินกู้ยืมแก่นักเรียนนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจนถึงปริญญาตรี เพื่อพัฒนาคนให้มีคุณภาพและมีทักษะที่ทันสมัย มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกคน ทั้งการศึกษาในระบบและนอกระบบ ซึ่งขณะนี้ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้อนุมัติคำขอกู้ยืมเงินให้แก่ผู้กู้ยืมเงินรายเก่าเปลี่ยนระดับการศึกษาและผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ครบถ้วนแล้ว  

    ขอย้ำเตือนให้ผู้กู้ยืมเงินเร่งดำเนินการจัดทำสัญญากู้ยืมเงิน และจัดทำแบบยืนยันแบบเบิกเงินกู้ยืม ลงนามเอกสารภายในวันที่สถานศึกษาแต่ละแห่งกำหนด จากนั้น สถานศึกษาต้องยืนยันข้อมูลพร้อมแนบไฟล์สัญญาฯ และแบบยืนยันเบิกเงินกู้ยืมเข้าระบบ DSL ซึ่งจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อน กยศ. ปิดระบบการกู้ยืมสิ้นสุดภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 เท่านั้น

    สำหรับปีการศึกษา 2568 กยศ. ได้ขยายกรอบการให้กู้ยืมส่งผลให้นักเรียน นักศึกษา ผู้กู้ยืมเงินได้รับโอกาสทางการศึกษาจำนวนกว่า 800,000 ราย เป็นงบประมาณให้กู้ยืมกว่า 50,000 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นการให้เงินกู้ยืมแก่นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และผู้ที่ศึกษาในหลักสูตรหรือสาขาวิชาที่ขาดแคลนและเป็นความต้องการหลักของประเทศ และเพื่อเป็นการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการศึกษาของนักเรียน/นักศึกษา และแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพ ค่าเล่าเรียน รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/60852&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0I6wiywFpu3kA3T5T5XpBA

  • สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เดินหน้าทำ CSR ต่อเนื่องในเดือนแห่งการไว้อาลัย

    สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เดินหน้าทำ CSR ต่อเนื่องในเดือนแห่งการไว้อาลัย

    สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เดินหน้าทำ CSR ต่อเนื่องในเดือนแห่งการไว้อาลัย

    สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (HBA) รวมใจทำความดี เดินหน้าส่งต่อพลังแห่งการให้ในช่วงเดือนแห่งการน้อมถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สู่สวรรคาลัย ผ่านโครงการ “สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน สร้างอนาคต เพื่อเด็กไทย” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 ร่วมสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนกับกิจกรรมปรับปรุงอาคาร พร้อมมอบทุนการศึกษาน้อง ๆ จากโรงเรียน 2 แห่งในจังหวัดนครนายก เพื่อสร้างคนเก่งที่มีคุณภาพ พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทย

    สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เดินหน้าทำ CSR ต่อเนื่องในเดือนแห่งการไว้อาลัย

    นายอนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (Home Builder Association: HBA) เปิดเผยว่า สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน น้อมถวายความอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สู่สวรรคาลัย ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ด้วยความอาลัยและความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

    สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านจึงถือโอกาสนี้ในการสานต่อพันธกิจด้านสังคม CSR ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 ภายใต้ชื่อ “สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน สร้างอนาคต เพื่อเด็กไทย” ซึ่งเป็นไปอย่างต่อเนื่องทุกปี และปีนี้เข้าสู่ปีที่ 12 ถือเป็นหนึ่งในหัวใจความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร ตั้งแต่นโยบายการทำงานจนถึงการขยายผลไปสู่ภาคการศึกษา

    ในปี 2568 สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ได้กำหนดแผนดำเนินกิจกรรม “สร้างโอกาสเพื่อการเรียนรู้” โดยมีบริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯ ร่วมให้การสนับสนุนเป็นมูลค่ากว่า 500,000 บาท ให้กับโรงเรียน 2 แห่งในจังหวัดนครนายก โดยมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและสภาพแวดล้อมทางการศึกษา ให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุขและยั่งยืน

    โรงเรียนวัดวังตูม (บ้านใหญ่ อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก)

    สมาคมฯ มอบโทรทัศน์และพัดลม เพื่อใช้ในห้องเรียนและพื้นที่กิจกรรมของนักเรียน เป็นการสนับสนุน “เครื่องมือเพื่อการเรียนรู้” ที่ช่วยให้บรรยากาศในห้องเรียนมีความสะดวกสบายและเอื้อต่อการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น

    โรงเรียนวัดหนองเตย ตั้งตรงจิต 8 (อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก)

    สมาคมฯ ดำเนินโครงการซ่อมแซมและปรับปรุงอาคารหอประชุม รวมถึงปูกระเบื้องอาคารเรียน และปรับปรุงแปลงผักของโรงเรียน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัย สะอาด และเอื้อต่อการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ พร้อมปลูกฝังทักษะด้านเกษตรและความรับผิดชอบต่อชุมชน มูลค่าการปรับปรุงอาคารและสิ่งแวดล้อม มูลค่าการสนับสนุน ประมาณ 300,000 บาท

    นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังได้มอบทุนการศึกษา รวมจำนวน 200,000 บาท ให้แก่นักเรียนทั้งสองโรงเรียน เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ตั้งใจศึกษา พัฒนาศักยภาพของตน และเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป”เชื่อมั่นว่าเด็ก คือผู้พัฒนาต่อยอดอนาคตของประเทศไทย สมาคมฯ เลือกที่จะมอบโอกาส มอบเครื่องมือ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลน เพื่อเป็นรากฐานให้เยาวชนไทยก้าวไปสู่อนาคตอย่างเข้มแข็ง” นายอนันต์กร กล่าว

    กิจกรรมทั้งหมดนี้ เป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจของสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ที่ให้ความสำคัญกับการทำประโยชน์คืนแก่สังคม (CSR) ท่ามกลางบทบาทของสมาคมฯ ในการยกระดับมาตรฐานธุรกิจรับสร้างบ้าน โดยการ “สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสังคม” ผ่านการพัฒนาเยาวชนและสิ่งแวดล้อมทางการศึกษาในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างคุณค่าและยกระดับมาตรฐานธุรกิจเพื่อแก่สมาชิกสมาคมฯ พันธมิตรธุรกิจ ผู้ปลูกสร้างบ้านและประชาชนทั่วไป รวมทั้งให้ความสำคัญต่อการทำประโยชน์เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

    “ในช่วงการไว้อาลัยนี้ แม้สมาคมฯ จะงด หรือปรับลดกิจกรรมบางประการให้เหมาะสมกับวาระ แต่การส่งต่อโอกาสให้แก่เยาวชนซึ่งเป็น “อนาคตของประเทศ” ยังคงเดินหน้าด้วยความตั้งใจจริง ด้วยความเคารพและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งสมเด็จพระราชินีนาถ พระพันปีหลวง ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อการศึกษาและเยาวชนไทยมาโดยตลอด ทั้งนี้ สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ขอเรียนเชิญสมาชิกทุกหน่วยงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมให้กำลังใจในโครงการดังกล่าว และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการสนับสนุนครั้งนี้จะส่งผลให้เด็ก ๆ ของทั้งสองโรงเรียนจะเติบโตอย่างเข้มแข็ง และพร้อมเป็นกำลังสำคัญสำคัญในการพัฒนาประเทศไทยต่อไป” นายอนันต์กร กล่าว


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12763464&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ViIlDrIvOBtLMFKmBRQqs

  • ระดับ ‘วิตามินดี’ ต่ำ สะท้อนพฤติกรรมใช้ชีวิตผิด

    ระดับ ‘วิตามินดี’ ต่ำ สะท้อนพฤติกรรมใช้ชีวิตผิด

    10 พ.ย. 2568 – ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ประธานศูนย์ความเป็นเลิศ ด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า วิตามินดีต่ำ คือใช้ชีวิตผิด

    เรื่องเกี่ยวกับวิตามินดีเป็นเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญมาก เพราะในเวลาที่ผ่านมามีการให้ความสำคัญ จนกระทั่งต้องมีการตรวจวัดระดับของวิตามินดีในการตรวจสุขภาพ ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

    นอกจากนั้น มีการเสริมวิตามินดีถ้าพบว่ามีระดับต่ำ จนกระทั่งมีการเสริมวิตามินดีเพื่อใช้ในการป้องกันโรคหรือภาวะต่างๆ ตั้งแต่โรคมะเร็ง โรคหัวใจและเส้นเลือดตีบ เบาหวาน และเป็นตัวป้องกันความเสี่ยงสำหรับการเสียชีวิตด้วยสาเหตุต่างๆ

    อ่านเรื่องกระดูกพรุน วารสาร lancet 2025 https://www.facebook.com/share/p/17UfjFPzHy/?mibextid=wwXIfr

    ในระยะเวลาที่ผ่านมามีการศึกษาวิจัย ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าการใช้วิตามินดีในจุดประสงค์ต่างๆ ดังกล่าวไม่เกิดประโยชน์ และหน่วยงานอิสระของรัฐสภาสหรัฐฯ US preventive task forces ที่ทำหน้าที่ในการประเมินการใช้ยาต่างๆ ว่าเกิดประโยชน์และคุ้มค่าจริงหรือไม่ ได้ประกาศหลายครั้งด้วยกันว่าไม่ควรต้องมีการเจาะระดับของวิตามินดีเพื่อเสริม หรือเติมเข้าไปเพื่อหวังปราศจากโรค อายุยืน

    ทั้งนี้หน่วยงานดังกล่าวไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับสมาคมผู้เชี่ยวชาญต่างๆ หรือบริษัทจำหน่ายยาต่างๆ

    หมอได้นำหลักฐานดังกล่าวที่เกี่ยวกับการใช้วิตามินดีและแคลเซียมที่อาจไม่เกิดประโยชน์นัก รวมทั้งภาวะกระดูกพรุน มาเรียนให้พวกเราได้อ่านในหลายบทความในคอลัมน์สุขภาพหรรษา

    ในบทนี้ได้นำเนื้อหาจากคุณหมอ F.Perry Wilson ใน Medscape วันที่ 29 พฤศจิกายน 2022 ที่ได้สรุปผลของการศึกษาต่างๆ รวมทั้งการวิเคราะห์อภิมาน จนกระทั่งถึงการรายงานล่าสุดถึงความล้มเหลวในการใช้วิตามินดีเสริมในเด็กที่ตรวจพบว่าขาดวิตามินดีเพื่อที่จะช่วยให้สุขภาพดีขึ้นและเจริญเติบโตดีขึ้น และในการป้องกันวัณโรค

    เนื้อหาที่สำคัญที่จะสื่อก็คือ ระดับของวิตามินดีนั้น แท้ที่จริงเป็นเพียงตัวสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยถ้ากินอาหารสุขภาพที่มีประโยชน์โดยไม่กินอาหารร้อนแรงที่ก่อให้เกิดการอักเสบออกกำลังกายสม่ำเสมอภายใต้แสงแดด ระดับวิตามินดีก็จะไม่ต่ำ

    คนที่เจาะเลือดแล้วมีระดับวิตามินดีต่ำนั้น จะกลายเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญให้ปรับปรุงการใช้ชีวิต อาหารการกิน และการออกกำลังทั้งหมด

    รายงานจากการสังเกต (observational study) ในยุคแรกๆ จะพบว่าระดับวิตามินดีที่ต่ำนั้นเกี่ยวข้องกับภาวะหรือโรคแทบทุกชนิด แต่ทั้งหมดไม่ได้พิสูจน์ว่าการขาดวิตามินดีทำให้เกิดโรค หรือเป็นเหตุเป็นผลกัน แท้จริงเป็นเพียงเสมือนดัชนีชี้ความบกพร่องทางสุขภาพเท่านั้น

    ในเรื่องของการป้องกันมะเร็งซึ่งเชื่อกันว่า ถ้ามีวิตามินดีต่ำจะเป็นมะเร็งมาก แต่เมื่อทำการศึกษาใน 26,000 รายเทียบกับยาหลอก ไม่พบว่ามีประโยชน์จริง

    ในเรื่องโรคหัวใจและเส้นเลือดซึ่งเชื่อกันว่าถ้ามีวิตามินดีต่ำจะมีความเสี่ยงมากขึ้นและเช่นเดียวกันใน 26,000 รายไม่พบว่ามีประโยชน์จริง

    ในเบาหวานการศึกษาใน 2,400 ราย ที่อยู่ในระยะเกือบจะเป็นเบาหวาน (pre-diabetics) ไม่พบว่ามีประโยชน์จริง

    ในเรื่องของการหกล้มการศึกษาใน 409 รายที่มีความเสี่ยงในการล้มไม่พบว่ามีประโยชน์

    และการศึกษาในสตรี 36,000 ราย ไม่พบว่าลดความเสี่ยงในการเสียชีวิต (Manson และคณะวารสารนิวอิงแลนด์ 2019 Pittas และคณะวารสารนิวอิงแลนด์ 2019 LaCroix และคณะวารสาร Gerontol 2009)

    รายงานล่าสุดในวารสาร JAMA pediatrics สมาคมแพทย์อเมริกัน โดย ดร. Ganmaa จากภาควิชาโภชนาการ Harvard T.H. Chan school of public health และคณะจาก Barts and the London school of medicine and dentistry, Queen Mary university of London

    ครั้งนี้คณะผู้วิจัยได้ทำการศึกษาและติดตามเด็ก 8,851 คนจากบริเวณ Ulaanbaartar มองโกเลีย โดยให้เด็กๆ ได้รับวิตามิน D3 ในปริมาณ 14,000 หน่วย หรือได้รับยาหลอกอาทิตย์ละครั้ง ติดต่อกันเป็นเวลาสามปี

    ประชากรในบริเวณนี้ พบว่ามีอัตราการขาดวิตามินดีอย่างมากและมีวัณโรค รวมกระทั่งถึงมีอัตราการเจริญเติบโตในเด็กผิดปกติ โดยก่อนหน้านี้มีความพยายามที่จะเชื่อมโยงว่าการขาดวิตามินดีทำให้เกิดความเสี่ยงหรือการเกิดโรคเหล่านี้

    รายงานที่เกี่ยวกับวัณโรค โดยคณะผู้วิจัยนี้ ตีพิมพ์ในวารสารนิวอิงแลนด์วันที่ 23 กรกฎาคม 2020 ก่อนหน้ารายงานนี้ ในเด็ก 8,851 คน โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มวิตามินดีและยาหลอก ไม่พบว่าการให้วิตามินดีเสริมจะลดความเสี่ยงของการติดเชื้อวัณโรค การเกิดโรควัณโรค หรือการติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจในเด็กเหล่านี้ และรวมจนกระทั่งถึงระดับแกมมา-อินเตอร์เฟียรอนในเลือด

    95% ของเด็กในกลุ่มที่ทำการศึกษาจะมีระดับวิตามินดีต่ำกว่ามาตรฐาน คือต่ำกว่า 20 ng/mL และ 31.8% อยู่ในระดับต่ำมากๆ คือต่ำกว่า 10 ng/mL อีก 63.7% อยู่ในระดับ 10 ถึง 19.9 ng/mL อยู่ในระดับ 20 ถึง 29.9 เพียง 4.3% และมีเพียง 0.1% ที่มีระดับสูงกว่า 30 ng/mL

    การติดตามพัฒนาการตลอดระยะเวลาสามปี ไม่พบว่ามีความแตกต่างกันในกลุ่มที่ได้รับวิตามินดีเสริมหรือยาหลอก ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย และปริมาณแคลเซียมที่ได้รับในระดับน้อยหรือมากกว่า 500 มิลลิกรัมต่อวัน ในด้านความสูงและน้ำหนัก และดัชนีมวลกาย อัตราส่วนระหว่างสะโพกกับความสูง เปอร์เซ็นต์ของไขมันในร่างกาย และมวลที่ไม่ใช่ไขมัน (percentage body fat, fat mass และ fat free mass) และการพัฒนาการเข้าในภาวะหนุ่มสาว

    ทั้งนี้การเสริมวิตามินดีดังกล่าวทำให้ระดับของวิตามินดี 25 (OH) D สูงขึ้น จนถึงระดับปกติ

    บทสรุปที่เกี่ยวข้องกับวิตามินดีจนกระทั่งถึงปัจจุบันในปลาย ปี 2022 นี้ เป็นบทพิสูจน์ชัดเจนว่าสิ่งที่ประพฤติปฏิบัติกันมาจนแพร่หลาย เป็นเพียงการค้นพบความสัมพันธ์ของการที่มีระดับวิตามินดีต่ำกับโรคทั้งหลายทั้งปวง แต่ไม่ใช่สาเหตุ

    และแล้ว วิตามิน ดี…มีข้อดี แต่จำกัดวิตามินดีที่ต่ำนี้ เป็นเพียงกระจกที่สะท้อนว่า ต้นทุนสุขภาพอยู่ในระดับต่ำ และสามารถปรับปรุงแก้ไขได้ด้วยตนเอง เลือกอาหารที่มีวิตามินดี แดด ออกกำลัง

    วิตามิน D โดยรวม (ยังมีปัจจัยเกี่ยวข้องกับสีผิว ที่อาจส่งผลการประเมินผลรวมของวิตามินดีซึ่งยังไม่มีข้อมูลชัดเจน)

    คำแนะนำ 2024 สำหรับประชากรทั่วไป

    1.ไม่แนะนำการให้วิตามิน D เสริม ยกเว้นเด็กอายุ 1-18 กันการเกิดโรค กระดูกอ่อนในเด็ก และ“อาจจะ”ลดการติดเชื้อทางเดินหายใจบ้าง

    สว อายุ 70 และมากกว่า “หวังว่า” จะลดอัตราตายลงบ้าง

    คนท้อง เพราะต้องการเพิ่ม

    คนที่เริ่มจะเป็นเบาหวาน เผื่อว่าจะมีผลลดการเบาหวานเต็มขั้นได้

    2.ไม่แนะนำการเจาะเลือด หาระดับวิตามิน ดี 25 OH D ในการตรวจร่างกายตามปกติ

    โดยที่ก่อนหน้าหน้านั้นไม่ได้แนะนำการตรวจความหนาแน่นของกระดูกประจำปี และการให้แคลเซียมและวิตามินดี ไม่ได้ช่วยป้องกันกระดูกหัก กระดูกยุบหรือทำให้ความหนาแน่นของกระดูกดีขึ้น โดยที่หยุดกินจะกลับเหมือนเดิม

    และต้องระวังวิตามินดีเสริมมากเกินไปทำให้ระดับแคลเซียมสูงจนเป็นอันตรายต่อหัวใจได้ และ“อาจ”ทำให้แคลเซียมเกาะที่หลอดเลือด

    รายงานจากสมาคมต่อมไร้ท่อในวันที่ 3 มิถุนายน 2024 และตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Clinical Endocrinology and Metabolism.

    เลิกผัดวันประกันพรุ่ง จะรอทำอาทิตย์หน้า เดือนหน้า ถึงตอนนั้นโรคที่สะสมซ่อนอยู่ในร่างกายจะดาหน้าออกมา และระบบสาธารณสุขเราจะรอดหรือ

    อาหารที่มีวิตามินดีสูง ได้แก่ ปลาที่มีไขมันสูง (เช่น แซลมอน แมคเคอเรล ทูน่า ซาร์ดีน) น้ำมันตับปลา ไข่แดง และ เห็ด นม โยเกิร์ต

    อาหารจากธรรมชาติ

    -ปลาที่มีไขมันสูง: ปลาแซลมอน, ปลาแมคเคอเรล, ปลาซาร์ดีน, ปลาทูน่า และปลาเทราต์

    -น้ำมันตับปลา: เป็นแหล่งวิตามินดีที่เข้มข้น

    -ไข่แดง: มีวิตามินดีในปริมาณเล็กน้อย

    -เห็ด: โดยเฉพาะเห็ดที่เพาะเลี้ยงโดยการฉายรังสี UV หรือเห็ดป่า เช่น เห็ดชิตาเกะ เห็ดไมตาเกะ และเห็ดกระดุมขาว

    -ตับวัว: เป็นอีกหนึ่งแหล่งวิตามินดี

    -แสงแดด อ่อนๆ ร่วมกับ ออกกำลัง.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/human-life-news/893079/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kgJrcaByS9QjTXL3Jiv9m

  • แบไต๋ในคลองเตย : เทคโนโลยีจะทำให้เด็กไทยได้เรียนหนังสือทุกคน ?

    แบไต๋ในคลองเตย : เทคโนโลยีจะทำให้เด็กไทยได้เรียนหนังสือทุกคน ?

    Play video

    หนุ่ย-พงศ์สุข ลงพื้นที่พาไปดูเคสจริงเด็กหลุดการศึกษาในคลองเตย ชุมชนที่ ‘ปากท้อง’ สำคัญกว่า ‘การศึกษา’ เปิดเทคโนโลยีและบิ๊กเดต้าที่อยู่เบื้องหลังโครงการต่าง ๆ เพื่อให้เด็กไทยได้เข้าถึงการศึกษาอย่างทั่วถึง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.beartai.com/life/inspiration/1488110&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ik_6OHmqHFZVquyW4yMvl

  • งบการศึกษา มากเกินพอ แต่จัดสรรไร้ประสิทธิภาพ

    งบการศึกษา มากเกินพอ แต่จัดสรรไร้ประสิทธิภาพ

    10 พ.ย. 256810:20 น.

    นักวิชาการชำแหละงบการศึกษาของไทย คิดเป็นงบประมาณ 4.7% ต่อ GDP ถือว่าสูงและมีความใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของประเทศ OECD ที่ 4.9% ที่เป็นประเทศรายได้สูง แต่ปัญหาของการจัดสรรงบประมาณที่มีประสิทธิภาพ และจะทำไม่ได้หากไม่มีข้อมูลที่ดีพอ

    เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) จัดการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ประจำปี พ.ศ. 2568 ครั้งที่ 2 หนึ่งในเวทีเป็นการเสวนาในหัวข้อเรื่อง “เงิน: การจดสรรงบประมาณสู่การศึกษาที่เท่าเทียมและยั่งยืน” โดยมีการเชิญตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพูดคุย

    ปัญหาการศึกษาไทยเป็นสิ่งที่ค้างคามานาน และรัฐบาลที่ผ่านๆ มาจนมาถึงรัฐบาลอนุทินก็ยังไม่มีความคืบหน้าในการปฏิรูปอะไรในวงกว้าง ในขณะที่ความเหลื่อมล้ำยังดำเนินต่ออยู่เรื่อยๆ งบประมาณด้านการศึกษาเป็นทั้ง “ตัวกระตุ้น” ความเหลื่อมล้ำและเป็น “ตัวช่วย” ลดความเหลื่อมล้ำได้หากได้รับการจัดสรรอย่างถูกต้อง

    งบการศึกษา

    งบการศึกษาพอไหม?

    หากถามว่างบประมาณด้านการศึกษาของไทยพอไหม? ไกรยส ภัทรวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ตอบอย่างชัดเจนว่า พอ หากดูจากตัวเลขของประเทศไทยจะเห็นได้ว่าใช้งบประมาณด้านการศึกษาอยู่ที่ 4.7% ต่อ GDP ซึ่งถือว่าสูงและมีความใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของประเทศ OECD ที่ 4.9% ที่เป็นประเทศรายได้สูงด้วยซ้ำ ฉะนั้นแล้วงบประมาณด้านการศึกษาไทยนั้นเพียงพอ

    นอกจากนี้งบประมาณการศึกษาเรื่องความเสมอภาคสามารถมองได้ 2 แกน ความเสมอภาคแนวนอน Horizontal Equity และ ความเสมอภาคแนวตั้ง Vertical Equity

    ความเสมอภาคแนวนอนคือสิทธิขั้นพื้นฐานไม่ว่านักเรียนจะเป็นเพศอะไร สัญชาติอะไร หรือเชื้อชาติอะไร จะต้องได้รับจากรัฐเหมือนกัน ในขณะที่ความเสมอภาคแนวตั้งหมายถึง งบประมาณที่นักเรียนควรได้รับช่วยเหลือจากรัฐตามความจำเป็น ที่มีความแตกต่างกัน แต่ทว่าช่องว่างระหว่างงบประมาณสองก้อนนี้มีความแตกต่างกันมากที่ 18% และ 4% ส่งผลให้ช่องว่างของความเหลื่อมล้ำยังคงเกิดขึ้น

    Screenshot

    ปัญหาแรก: โครงสร้างรัฐบาล

    การศึกษาไทยไม่มีปัญหาที่งบประมาณไม่เพียงพอ แต่ปัญหาอยู่ที่การกระจุกตัว 83% ของงบประมาณด้านการศึกษาของไทยมาจากส่วนกลาง และอีก 17% เป็นงบประมาณจากท้องถิ่น

    โครงสร้างลักษณะนี้ไม่ช่วยเรื่องการจัดสรรงบประมาณที่มียืดหยุ่นตามความต้องการของโรงเรียนในพื้นที่ หากดูจากข้อมูลด้านล่างจะเห็นได้ว่าหลายๆ ประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีการจัดงบประมาณจากท้องถิ่นเป็นส่วนใหญ่เพราะมีความเข้าใจบริบทของโรงเรียนและความจำเป็นที่แท้จริงมากกว่ารัฐบาลกลาง

    นอกจากนี้ ไกรยส ยังยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่น เพราะเป็นประเทศที่มีการกระจายอำนาจด้านการศึกษาสูง ถึงแม้จะไม่มีข้อมูลเชิงตัวเลข แต่งบประมาณด้านการศึกษาจากส่วนกลางนั้นเป็นเพียงส่วนน้อย เพราะที่ญี่ปุ่นมีการทำงานระหว่างท้องถิ่นและมหาวิทยาลัยในพื้นที่อย่างจริงจัง

    ปัญหาที่สอง: ขาดความสมมาตรของข้อมูล

    ไกรยส กล่าวต่อว่า ตอนนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเรื่องขาดความสมมาตรของข้อมูลอยู่ หรือภาวะ Asymmetric Information” ระหว่างหน่วยจัดสรรงบประมาณ และ หน่วยรับงบประมาณ ซึ่งคือโรงเรียนนั้นเอง

    ผู้รับงบประมาณ (โรงเรียน) เป็นฝ่ายที่มีข้อมูลเชิงลึก รู้จักเด็กนักเรียนดีที่สุด รู้ความต้องการของโรงเรียนมากที่สุด ฉะนั้นโรงเรียนสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปทำแผนเสนอของบประมาณได้ ในขณะที่หน่วยจัดสรรงบประมาณต้องการข้อมูลเชิงลึกมากขึ้นและคุณภาพเพิ่มขึ้น เพื่อนำมาวิเคราะห์การจัดสรรงบประมาณที่ถูกต้อง แต่ตอนนี้ข้อมูลที่มีมหาศาลจาก 30,000 กว่าโรงไม่ได้ถูกส่งไปยังหน่วยงานที่จัดสรรงบประมาณ จึงทำให้เกิดการจัดการด้านงบประมาณที่ไม่สมเหตุสมผล

    ไกรยส ชี้ว่าสิ่งที่ สมศ. ในฐานะที่เป็นหน่วยงานประเมินคุณภาพจะสามารถช่วยได้คือ นำรายงานจากการลงไปอยู่กับโรงเรียน พร้อมความต้องการหลักของโรงเรียนเช่น ความปลอดภัยของอาคาร หรือสมรรถนะที่ไม่เพียงพอของครูที่ต้องมีการพัฒนาเพิ่ม ส่งต่อไปยังหน่วยจัดสรรงบประมาณ เพื่อให้เกิดการจัดสรรได้อย่างเหมาะสม

    ครั้งต่อไปที่ สมศ. ลงไปตรวจ จะสามารถประเมินอีกรอบเพื่อติดตามความคืบหน้าได้ ว่าสุดท้ายแล้วได้รับงบประมาณไหม ได้เท่าไหร่ มีการเปลี่ยนแปลงไหม อย่างไรบ้าง ในสุดท้าย ดร. ไกรยสเน้นว่า ต้องไม่กลัวที่จะผิด เราต้องทำให้กระบวนการการเรียนรู้เกิดขึ้น ถ้าผิดก็ต้องแก้กันไป หากวงจนการเรียนรู้เกิดขึ้นได้สัก 3 ปี 5 ปี เชื่อว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้

    จัดสรรอย่างไรให้ดีขึ้น?

    พิริยะ ผลพิรุฬห์ กรรมการสำนักรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา เสนอ ทฤษฎี 3 ป. เพราะระบบการจัดสรรงบประมาณที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน ไม่สามารถตอบโจทย์การศึกษาที่มีคุณภาพและลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษาไทยได้

    เปลี่ยน ป. แรกคือเปลี่ยนสูตรคิดคำนวณจัดสรรงบประมาณ เป็น Weighed Student Formula หรือ WSF เป็นการคิดงบประมาณจากเครดิตนักเรียน ไม่ใช่การนับรายหัว ยกตัวอย่าง เด็กยากจนอาจจะมี x หน่วย เด็กพิการอาจจะคิดเป็น xx หน่วย เพราะต้องการครูที่มีความ Specialized มากขึ้น หรืออาจจะเป็นสูตรแปรผันตามระยะทางก็เป็นได้ ยิ่งบ้านอยู่ห่างไกลก็ได้เครดิตเพิ่มตามระยะทาง และเป็นการให้งบประมาณแบบ Block Grant หรือเป็นก้อน โดยไม่มีการระบุว่าต้องเอางบประมาณไปลงส่วนไหน ไม่มีการระบุ Spec นั้นเอง วิธีนี้จะช่วยเสริม Equity หรือความเสมอภาค

    ปล่อย คือ ป. ที่สอง เมื่อโรงเรียนได้รับงบประมาณแล้ว เราต้องปล่อย ให้อิสระ ให้โรงเรียนมีอำนาจ มีบทบาทในการบริหารการเงิน เช่น โรงเรียนนี้เด็กสนใจเรียนภาษา อาจจะจ้างครูต่างชาติตามความสามารถและตามความสนใจ หรือนำงบประมาณไปซื้อเทคโนโลยีที่ขาดได้ การปล่อยอำนาจให้ผู้ปฏิบัติเป็นการเพิ่ม Efficiency หรือประสิทธิภาพ

    ปรับ คือ ป. สุดท้าย เมื่อโรงเรียนมีอิสระแล้วต้อง “ปรับ” ตัวชี้วัด เพื่อสร้างความรับผิดรับชอบหรือ Accountability โรงเรียนต้องระบุว่าตัวชี้วัดคืออะไร จะได้มีการประเมินและติดตามต่อ และควรเปลี่ยนจาก Input-based ที่นับเป็นกระดาษเอกสาร มาเป็น Performance-based แทนเพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่แท้จริง

    ภาคเอกชนสนใจและพร้อมช่วย

    เนตรชนก วิภาตะศิลปิน ฝ่ายตัวแทนของภาคเอกชน กรรมการและเลขานุการมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED ชี้ว่า หากมีข้อมูลที่ดี และระบบบริหารข้อมูลที่ดีจะนำไปสู่การจัดสรรงบประมาณที่ดีขึ้น และเพิ่มการเรียนรู้ที่มีคุณภาพได้

    School Management System หรือ ระบบฐานข้อมูลและการบริหารโรงเรียน ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาและมีตัวชี้วัดทั้งหมด 53 ข้อ ใน 5 ด้าน ไม่ว่าจะเป็น Student, Market Mechanism, Digital Infrastructure, Curriculum และ High Quality Principle and Teacher

    เนตรชี้ว่า เมื่อมีเป้าหมายที่ถูกต้องและตัววัดที่ถูกต้อง จะสามารถทำให้ติดตามนักเรียนได้ดีและจะสามารถติดตามนักเรียนได้ตั้งแต่ต้นจนจบ การเลื่อนระดับชั้น และการที่มีข้อมูลที่ดีจะสามารถดึงให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมได้มากขึ้น

    หากมีข้อมูลที่ชัดเจน ในแง่หนึ่งเมื่อ Pain เกิดขึ้น โรงเรียนจะมีโอกาสเสนอเพื่อของบประมาณจากภาครัฐ แต่ถ้าภาคเอกชนคนไหนสนใจ Pain นั้นๆ ที่โรงเรียนกำลังเผชิญอยู่หรือรู้สึกเชื่อมโยงกับ Pain ก็จะสามารถเข้าไปช่วย Subsidize ได้

    อย่างไรก็ตาม เนตรย้ำว่า กระบวนการนี้ต้องมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง ติดตามตัวชี้วัด ติดตามเด็ก และต้องมีความโปร่งใส ซึ่งระบบ Single source ที่ติดตามนักเรียนตั้งแต่ต้นจนสำเร็จการศึกษาหรือนักเรียนมีการข้ามสายไปอาชีวศึกษาจะช่วยได้

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/education-34&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1l-Lv9rZglcYo32xpl0HxD

  • สจด. จัดพิธีถวายสังฆทาน เพื่อถวายพระราชกุศลในการบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร 15 วันแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. จัดพิธีถวายสังฆทาน เพื่อถวายพระราชกุศลในการบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร 15 วันแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/116922/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DOJqoILA1V-djBnuCt9Np

  • ห้องข่าวซัมซุง ประเทศไทย

    ห้องข่าวซัมซุง ประเทศไทย

    เว็ปไซต์นี้มีการใช้คุกกี้ การเข้าชมเว็บไซต์ถือเป็นการยินยอมในการใช้งานคุกกี้ของเว็บไซต์นี้ ตรวจสอบนโยบายความเป็นส่วนตัวของเราได้ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news.samsung.com/th/%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A2%25E0%25B9%2587%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2584%25E0%25B9%2583%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A1&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SINw_f0IUsctcuVEe2_D4

  • ดูดวงรายสัปดาห์ ราศีเมถุน

    ดูดวงรายสัปดาห์ ราศีเมถุน

    สวัสดีค่ะ ชาวราศีเมถุน ราศีธาตุลม ที่มีดาวพุธ ดาวแห่งความคิด สติปัญญา เป็นเจ้าเรือน บอกถึงการเป็นผู้ชอบเรียนและสนุกที่จะรู้บอกถึง พรสวรรค์ที่ไม่มีใครเทียบเทียมในการเจรจา หาเรื่องทั้งที่มีสาระและไร้สาระมาพูดคุยได้กับทุกคน ทุกเวลา และทุกสถานที่

    การเงิน ถ้าจะหารายได้เพิ่มเติม หรือจะเสี่ยงโชค เก็งกำไร ก็อยู่ในเกณฑ์ดี ที่จะได้ลาภผลมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าจะมีญาติสนิทมิตรสหาย หรือเพื่อนบ้าน มาขอกู้ยืมเงิน ก็ควรพิจารณาให้รอบคอบ เพราะมีเกณฑ์สูงว่าจะไม่ได้คืน!

    การงาน อยู่ในระยะที่มนุษย์เงินเดือน ควรก้มหน้าก้มตาทำงานไปตามปกติ ที่ควรอดทน อดกลั้น และหลีกเลี่ยงที่จะ “อู้งาน” แอบเล่นเกม แอบใช้สื่อออนไลน์ใด ๆ เพราะอยู่ในระยะที่จะถูกจับจ้องจากผู้ใหญ่ ผู้มีอำนาจ ที่จะส่งผลดี/ร้าย กับโบนัสปลายปี!

    ความรัก ร่วมด้วย ช่วยกัน ดูแล บ้าน ที่อยู่อาศัยให้สวยงาม สะอาดตา ดูแลญาติผู้ใหญ่และคนในครอบครัวให้อยู่ร่วมกันอย่างอยู่เย็นเป็นสุข ถึงจะอยู่ในเกณฑ์ดี ที่จะรักษาสัมพันธ์รักให้ราบรื่น ที่คู่ครอง ก็พร้อมจะ “ให้” ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง ของมีค่า!

    สุขภาพ อยู่ในเกณฑ์ดี แต่วันที่ 14-16 ถ้าจะเดินทาง ก็อย่าประมาท จากอาหารการกินที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ก็อาจทำให้เจ็บป่วย ไม่สบายได้

    คำแนะนำ จนถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ดาวพฤหัสบดี ราชาธิบดีแห่งสวรรค์ และที่เป็นสัญลักษณ์แห่งคู่ครอง ได้โคจรเข้ามาสถิต ณ เขตราศีกำเนิดของชาวราศีเมถุนแล้ว ซึ่งนั่นคือสัญญาณบ่งบอกว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ที่จะได้รับ “โชคดี” ประสบผลสำเร็จ จากการศึกษาระดับสูง งานขยายตัว เจริญรุ่งเรือง หรือได้ทำงานในองค์กรขนาดใหญ่ รวมถึงจะได้พบรัก เจอเนื้อคู่อีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/horoscope/316967/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fNAxG9KVx7o4A8W9k69VS

  • ‘อนุทิน’ตั้งกรรมการศึกษา ’ขยายอายุเกษียณ’  ‘ก.พ.‘ วางกรอบ 10 ปี เล็งโมเดล OECD

    ‘อนุทิน’ตั้งกรรมการศึกษา ’ขยายอายุเกษียณ’ ‘ก.พ.‘ วางกรอบ 10 ปี เล็งโมเดล OECD

    เศรษฐกิจ

    10 พ.ย. 2025 เวลา 6:03 น.

    “อนุทิน” สั่งลุยขยายอายุเกษียณราชการพลเรือนสามัญ เร่งสรุป ธ.ค.นี้ มอบ ก.พ.ร่วมกรมบัญชีกลาง สำนักงบฯกบข. เตรียมพร้อมสังคมสูงอายุแรงงานลด เล็งใช้โมเดล “โออีซีดี” เกษียณ 65 ปี เน้นสายงานวิชาการ-ชำนาญการ ไม่กระทบฝ่ายบริหาร ใช้ฐานเงินเดือนเดิมตอน 60 ปี ไม่กระทบงบบำนาญ สศช.ชี้จ้างเกษียณต้องยืดหยุ่น รัฐต้องหนุนจ้างงานต่อเนื่อง คำนึงความสามารถก่อนดูอายุ

    • “อนุทิน” สั่งลุยขยายอายุเกษียณราชการพลเรือนสามัญ เร่งสรุป ธ.ค.นี้  ก.พ.ร่วมกรมบัญชีกลาง สำนักงบฯกบข. เตรียมพร้อมสังคมสูงอายุแรงงานลด
    • เลขาธิการ ก.พ.ชี้การศึกษาให้ความสำคัญโครงสร้างประชากรที่มีผู้สูงอายุเพิ่ม  
    • เล็งใช้โมเดล “โออีซีดี” เกษียณ 65 ปี เน้นสายงานวิชาการ-ชำนาญการ ไม่กระทบฝ่ายบริหาร ใช้ฐานเงินเดือนเดิมตอน 60 ปี ไม่กระทบงบบำนาญ
    • สศช.ชี้จ้างเกษียณต้องยืดหยุ่น  คำนึงความสามารถก่อนดูอายุ

    แนวคิดการขยายอายุเกษียณราชการเป็นประเด็นที่พูดถึงหลายรัฐบาลที่ผ่านมา รวมทั้งบรรจุในแผนการปฏิรูประเทศที่มีข้อเสนอขยายอายุเกษียณราชการจาก 60 ปี เป็น 63 ปี เพื่อรับมือสังคมสูงอายุ แต่ถูกชะลอเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 

    แนวนโยบายดังกล่าวเป็นประเด็นอีกครั้งในรัฐบาลปัจจุบัน โดยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ศึกษาความเป็นไปได้การขยายอายุเกษียณเฉพาะของข้าราชการพลเรือนจาก 60 ปี เป็น 65 ปี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสนใจเป็นพิเศษและหวังว่าจะตัดสินใจได้ในรัฐบาลชุดนี้

    นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้อยู่ขั้นตอนการศึกษาของ ก.พ.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยต้องพิจารณาผลกระทบหลายมิติกรณีขยายอายุราชการเป็น 65 ปี เช่น ผลกระทบงบประมาณ (บำเหน็จ บำนาญ) ผลกระทบต่อตำแหน่งและการบริหารงานส่วนราชการ ผลกระทบต่อโอกาสการเข้าทำงานของข้าราชการรุ่นใหม่

    “วันนี้พูดกันเพียงศึกษาขยายอายุข้าราชการพลเรือนถึง 65 ปีหรือไม่ ไม่รวมข้าราชการอื่นๆ ตำรวจไม่รวม เพราะเรื่องนี้มีผลกระทบเยอะ อาทิ คนเกิดน้อย คนตายมากกว่าคนเกิด รวมถึงมีผลกระทบกับงบประมาณ เช่น บำเหน็จ บำนาญ มีผลกระทบสำหรับหัวหน้าส่วนราชการ และมีผลกระทบต่อคนที่จะเข้ามาเป็นข้าราชการใหม่“ นายบวรศักดิ์ กล่าว

    ‘อนุทิน’ตั้งกรรมการศึกษา ’ขยายอายุเกษียณ’  ‘ก.พ.‘ วางกรอบ 10 ปี เล็งโมเดล OECD

    รายงานข่าวจากสำนักงาน ก.พ.ระบุว่า ก.พ.สรุปจำนวนข้าราชการปี 2567 รวม 1.12 ล้านคน แบ่งเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ 414,088 คน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ ก.พ.กำลังศึกษาเพื่อขยายอายุราชการเป็น 65 ปี

    นอกจากนี้ มีข้าราชการครู 44,168 คน, ข้าราชการส่วนท้องถิ่น 268,063 คน, ข้าราชการตำรวจ 213,086 คน, ข้าราชการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 26,364 คน, ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา 9,408 คน, ข้าราชการตุลาการ 5,297 คน, ข้าราชการอัยการ 4,257 คน และข้าราชการรัฐสภาสามัญ 3,164 คน

    นายปิยวัฒน์ ศิวรักษ์ เลขาธิการ ก.พ.เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า นายกรัฐมนตรีสั่งการศึกษาการขยายอายุเกษียณของข้าราชการพลเรือน โดยหลังการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวันที่ 6 พ.ย.2568 นายกรัฐมนตรี มอบหมาย 4 หน่วยงาน ทำงานร่วมกัน ได้แก่ ก.พ. กรมบัญชีกลาง สำนักงบประมาณ และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) 

    ทั้งนี้จะทำงานร่วมกันในการศึกษาประเด็นหลัก ได้แก่ จำนวนข้าราชการที่เกี่ยวข้อง งบประมาณที่ต้องใช้ และผลกระทบเชิงบวกและลบของนโยบาย เพื่อเสนอนายกรัฐมนตรีกลางเดือน ธ.ค.2568

    ชี้เป็นมาตรการรองรับสังคมสูงวัย

    สำนักงาน ก.พ.เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารบุคลากรภาครัฐได้ศึกษาแนวทางขยายอายุเกษียณราชการตามแผนปฏิรูปประเทศด้านสังคมมาระยะหนึ่ง โดยเป็นมาตรการรองรับสังคมสูงวัยและสนับสนุนบุคลากรภาครัฐมีงานทำหลังเกษียณ รวมถึงการบริหารกำลังคนภาครัฐแต่ละช่วงวัยอย่างเหมาะสม

    สำหรับแนวคิดขยายอายุเกษียณข้าราชการเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ที่เริ่มตั้งแต่ปี 2564 มีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป สัดส่วน 20% ของประชากรทั้งหมด และเพิ่มเป็น 30% ในปี 2573 ดังนั้นทุกภาคส่วนต้องมีแผนรองรับสู่สังคมสูงวัยรวมถึงภาคราชการ

    ขณะที่โครงสร้างประชากรไทยเป็นโจทย์ใหญ่ของสังคม ซึ่งนอกจากมีจำนวนผู้สูงอายุมากขึ้น และมีประชากรเด็กเกิดน้อย รวมถึงอายุขัยยาวนานขึ้น โดยถ้าขยายเวลาให้ผู้มีอายุเกิน 60 ปี ที่มีศักยภาพทำงานได้เป็นแรงงานในระบบทั้งภาคราชการและเอกชนจะลดปัญหาเศรษฐกิจ รวมทั้งลดปัญหาวัยแรงงานที่เริ่มลดลงจนต้องแบกรับประชากรวัยผู้สูงอายุมากขึ้น

    เล็งใช้โมเดล“โออีซีดี”เกษียณ65ปี

    นอกจากนี้หลายประเทศโดยเฉพาะสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่มีปัญหาโครงสร้างประชากรและมีจำนวนแรงงานลดลงได้ขยายอายุเกษียณราชการ ซึ่งมีหลายประเทศขยายอายุเกษียณถึง 65 ปี 

    ขณะที่การกำหนดอายุการเกษียณปัจจุบันอาจมีการทบทวน เพราะการกำหนด 60 ปี มีมานานตั้งแต่อายุขัยเฉลี่ยประชากรไทยยังน้อยกว่าอายุเกษียณราชการ แต่ขณะนี้อายุขัยเฉลี่ยคนไทยสูงกว่า 60 ปีแล้ว โดยคนไทยมีสุขภาพดีขึ้นและส่วนใหญ่อายุเกิน 60 ปี

    “โจทย์โครงสร้างประชากรเป็นเรื่องใหญ่สุด เพราะเด็กเกิดใหม่น้อยกว่าคนตายต่อเนื่อง 4 ปีแล้ว จะทำให้แรงงานลดลงแม้ปัจจุบันยังไม่ขาดแคลนแรงงาน แต่อีก 10 ปี ปัญหาจะชัดเจนทั้งแรงงานขาดแคลน และงบประมาณที่ต้องใช้ดูแลผู้เกษียณอายุสูงขึ้น จึงต้องเตรียมความพร้อมไว้ ส่วนประสิทธิภาพคุณภาพการทำงานของผู้สูงอายุที่หลายคนกังวลจะหากลไกมากำกับดูแลได้เป็นโจทย์ระยะต่อไป”

    ครอบคลุมข้าราชการพลเรือน4แสนคน

    นายปิยวัฒน์ กล่าวว่า กรณีตัดสินใจขยายอายุเกษียณข้าราชการพลเรือนจะครอบคลุมข้าราชการพลเรือน 4 แสนคน โดยต้องมีช่วงการเปลี่ยนผ่านที่ปกติใช้เวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี 

    ทั้งนี้ กลุ่ม OECD ใช้โมเดลทยอยขยายอายุเกษียณราชการ โดยอาจมีปีที่ขยายอายุราชการทีละ 1 ปี เช่น จาก 60 เป็น 61 ปี และเว้น 1 ปี จากนั้นขยายเป็น 62 ปี แล้วอาจเว้นยังไม่ขยายอายุเกษียณ จากนั้นขยายอีกครั้งเป็นเกษียณอายุ 63 ปี จนกระทั่งถึงเป้าหมายขยายอายุเกษียณข้าราชการที่ 65 ปี

    ก.พ.ยืนยันไม่กระทบรับข้าราชการใหม่

    สำหรับข้อกังวลการขยายอายุเกษียณราชการแล้วจะกระทบการรับราชการรุ่นใหม่ เลขาธิการ ก.พ.กล่าวว่า การขยายอายุเกษียณข้าราชการจะไม่กระทบแผนการรับข้าราชการใหม่ เพราะแต่ละปีนั้นจะรับข้าราชการใหม่เพื่อทดแทนข้าราชการเกษียณอายุและลาออก ซึ่งรับข้าราชการใหม่ประมาณปีละ 10,000 คน โดยมีนโยบายต้องการคนรุ่นใหม่มาทำงานราชการและเปิดสอบบรรจุเป็นประจำทุกปี

    ขณะที่กฎ ก.พ.ว่าด้วยการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญซึ่งมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์รับราชการต่อไป พ.ศ.2552 เป็นประเด็นการขยายอายุให้ข้าราชการที่มีความสามารถและมีทักษะสูงที่หาทดแทนไม่ได้ เช่น ช่าง 10 หมู่ ที่กรมศิลปากรต้องการขยายอายุราชการให้ทำงานต่อ โดยลักษณะนี้ไม่ประกาศสำหรับข้าราชการทั่วไป 

    รัฐบาลชี้ไม่กระทบตำแหน่งบริหาร

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายบวรศักดิ์ ระบุแนวทางการเกษียณอายุราชการสำหรับสายงานวิชาการและชำนาญการ มากกว่าสายงานบริหาร เพื่อไม่ให้กระทบผู้ที่จะเลื่อนตำแหน่งทดแทนผู้เกษียณ ยกเว้นกรณีจำเป็นตามการเสนอของหน่วยราชการ

    นายสิริพงศ์ กล่าวว่า เพื่อไม่ให้การขยายอายุเกษียณข้าราชการเป็นภาระงบประมาณของกรมบัญชีกลาง โดยให้ความเห็นยึดฐานเงินเดือนสุดท้ายที่อายุ 60 ปี เพื่อใช้คำนวณฐานเงินบำนาญเพราะหากใช้ฐานเงินเดือนที่อายุ 65 ปี ระบบบำนาญข้าราชการจะรับภาระไหว

    นอกจากนี้ต้องนึกถึงความเป็นธรรมกับผู้ที่อยู่ในระบบและคนรุ่นใหม่ที่จะเข้าระบบราชการ ซึ่งผู้ที่ขยายอายุราชการออกไปต้องทำข้อตกลงใช้ตัวเลขเงินเดือนสุดท้ายในการอ้างอิงและจะไม่ปรับเพิ่มเงินเดือนตลอดสัญญาขยายอายุการทำงาน

    สศช.แนะงานสูงวัยต้องยืดหยุ่น

    รายงานข่าวจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า สศช.ร่วมกับกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย (UNFPA Thailand) HelpAge International และมูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุ สรุปบทเรียนต่างประเทศเพื่อรับมือกับสังคมสูงวัยระดับสุดยอด โดยมีข้อเสนอแนวทางวางแผนงานสำหรับวัยเกษียณ เช่น

    Prof. CheolSung Park Dean, College of Economics and Finance Director Hanyang Institute for Population and Policy Research, Hanyang University เสนอความท้าทายสังคมสูงวัยภายใน 30 ปีข้างหน้า 

    ทั้งนี้ ระบุถึงเกาหลีใต้จะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปถึงครึ่งของประเทศ รัฐบาลจึงมีมาตรการ อาทิ การขยายอายุเกษียณ การจ้างงานผู้สูงอายุจากภาครัฐ ให้เงินอุดหนุนแก่บริษัทเอกชน การลดข้อจำกัดสัญญาจ้างและยกเว้นเงินสมทบประกันการว่างงาน

    อย่างไรก็ตาม ระบบบำนาญเกาหลีใต้ที่มีบำนาญพื้นฐานและบำนาญแห่งชาติเผชิญปัญหาความยั่งยืนและความเชื่อมั่นจากคนรุ่นใหม่ อีกทั้งอัตราความยากจนกลุ่มผู้สูงอายุยังสูง ซึ่งได้เสนอมาตรการลดต้นทุนให้นายจ้างเพื่อจ้างงานผู้สูงอายุที่มีประสิทธิภาพ พร้อมแนะนำให้ไทยเร่งปฏิรูประบบบำนาญ ระบบสุขภาพ และโครงสร้างค่าจ้าง รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นระหว่างรุ่นในการเตรียมพร้อมรับสังคมสูงวัย

    แนะคำนึงความสามารถมากกว่าอายุ

    นอกจากนี้ ได้มีการข้อสรุปข้อเสนอ 3 ข้อ ที่น่าสนใจ ได้แก่ 

    1.อนาคตของระบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุ โดยเสนอให้พัฒนาระบบการเงินและกองทุนที่ยั่งยืนผ่านการร่วมจ่ายและมีประกันสุขภาพครอบคลุมการดูแลระยะยาว ควบคู่การใช้เทคโนโลยีติดตามสุขภาพเบื้องต้น รวมถึงยกระดับศักยภาพและสร้างแรงจูงใจผู้ดูแลผู้สูงอายุ และบูรณาการการภาครัฐ เอกชนและท้องถิ่น เพื่อขับเคลื่อน community care model

    2.เส้นทางการทำงานหลังเกษียณและระบบบำนาญที่ยืดหยุ่น โดยผู้สูงอายุยังมีศักยภาพทั้งงานบริการ งานใช้ความเชี่ยวชาญ และงานจิตอาสา รัฐควรสนับสนุนการจ้างงานต่อเนื่องโดยคำนึงถึงความสามารถมากกว่าอายุ 

    รวมทั้งส่งเสริม Upskill/Reskill และการ Re-employment และสนับสนุนการสร้างงานชุมชน อีกทั้งสนับสนุนกลุ่มวัยก่อนสูงอายุเป็นผู้ประกอบการและทำอาชีพที่สอง และสนับสนุนผู้หลุดจากตลาดแรงงานเนื่องจากภาระการดูแล (care work) ให้กลับสู่ระบบการทำงาน

    3.การพัฒนาปัจจัยแวดล้อมเพื่อสูงวัยสุดยอดอย่างมีคุณภาพ มีข้อเสนอให้ผลักดันนวัตกรรมรูปแบบใหม่ อาทิ การปรับห้องว่างเป็นบ้านแบ่งปัน การพัฒนาบริการดิจิทัลที่ใช้งานง่ายและเข้าถึงได้ 

    รวมถึงการสร้างอาชีพใหม่ที่เหมาะสม อาทิ มัคคุเทศก์สูงวัย อาชีพ “เพื่อนผู้สูงอายุ” ซึ่งสร้างรายได้และเพิ่มคุณค่าทางใจควบคู่ นอกจากนี้มีข้อเสนอปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและที่อยู่อาศัยตามหลัก Universal Design โดยภาครัฐควรมีสิทธิประโยชน์สนับสนุนเอกชนปรับปรุงบ้าน 

    รวมทั้งการจัดตั้ง Elderly Community Center ในชุมชน และศูนย์สองวัย เพื่อให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมดูแลเด็กและทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งช่วยลดความโดดเดี่ยวและสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างรุ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1206866&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1w2vPMW76uERQBcw8e47Xg

  • ดูดวงรายสัปดาห์ ราศีกรกฎ

    ดูดวงรายสัปดาห์ ราศีกรกฎ

    สวัสดีค่ะ ชาวราศีกรกฎ ราศีต้นธาตุน้ำ ผู้ดำเนินชีวิตไปตามเสียงเรียกร้องของหัวใจ ซึ่งขึ้นกับความรู้สึก ไม่อ้างอิง หรือยึดถือ ตำรา หรือทฤษฎีใด ๆ โลกจะหมุนซ้าย หรือขวาก็ไม่สน แต่ถ้าความรู้สึกบอกว่าถูกต้องก็จะทำ แต่ถ้าไม่ใช่ก็จะปฏิเสธ หรือต่อต้านโดยทันที

    การเงิน ถ้าจะหารายได้เพิ่มเติม ก็อยู่ในเกณฑ์ดี รวมถึงอาจได้โชคมีลาภอีกด้วย แต่ก็ควรระวัง การติดต่อ สัมพันธ์ใด ๆ ก็อาจถูกล่อลวง โน้มน้าวใขให้เสียเงินอย่างเดียว!

    การงาน วันที่ 14-16 ถ้าจะนัดประชุม หรือจะมีนัดสำคัญในเรื่องใด ๆ ก็ตาม รวมถึงจะขอความร่วมมือ ขอความช่วยเหลือ ก็อาจถูกบอกเลื่อน บอกปฏิเสธ หรือจะไปสัมภาษณ์งาน ก็มีโอกาสจะผิดหวังได้

    ความรัก แสดงความใจดี มีเมตตา หรือใกล้ชิดกับเพศตรงข้ามคนอื่นที่ไม่ใช่คนรัก คู่ครอง ที่ควรระวังและหลีกเลี่ยงที่จะกระทำ เพราะนอกจากจะทำให้คนรัก คู่ครองไม่พอใจแล้ว ก็ยังอาจนำเหตุ/ภัย อันตรายมาให้กับตนเองอีกด้วย

    ครอบครัว ยังอยู่ในระยะที่ควรระวัง หรือหลีกเลี่ยงที่จะใช้คำพูด/เขียนที่ก้าวร้าว รุนแรงกับสมาชิกในครอบครัว เพราะอาจทำให้ลุกลาม กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้

    สุขภาพ อยู่ในระยะที่ควรใส่ใจ ดูแลตนเองให้มากขึ้น ควรระวังอารมณ์ตามใจปาก กินอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ หรือรสจัดจ้าน เพราะอาจทำให้เจ็บป่วย ไม่สบายได้

    คำแนะนำ จนถึงเดือนมิถุนายน 2570 ดาวเสาร์ เจ้าแห่งชะตากรรม และที่เป็นสัญลักษณ์แห่งคู่ครอง คู่ค้า คู่สัญญา หรือคู่ศัตรูของชาวราศีกรกฎ ได้โคจรไปสถิตร่วมกับดาวเนปจูน ณ เขตราศีมีน ซึ่งนั่นคือสัญญาณบ่งบอกว่า เป็นระยะแห่งการศึกษาเพื่อ “ตื่นรู้” ที่จะทำให้ได้พบความจริง พบสัจธรรม ที่จะทำให้ได้พบทางสว่าง ที่จะทำให้ไม่..หลงทาง อีกต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=http://www.sanook.com/horoscope/316971/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bbWy0ulr9rkv0rOS6W-u0