Category: วัฒนธรรม

  • เวิลด์แบงก์เผยครูกัมพูชาเงินเดือนสูงขึ้น แต่ความรู้-ทักษะการสอนยังต้องพัฒนา : อินโฟเควสท์

    เวิลด์แบงก์เผยครูกัมพูชาเงินเดือนสูงขึ้น แต่ความรู้-ทักษะการสอนยังต้องพัฒนา : อินโฟเควสท์

    ธนาคารโลก (World Bank) เผยแพร่รายงานสองฉบับในวันนี้ (25 พ.ย.) ซึ่งระบุว่า กัมพูชาจำเป็นต้องเพิ่มความพยายามในการพัฒนาคุณภาพการสอน แม้ว่าจะมีความก้าวหน้าในการนำเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาก็ตาม

    ทั้งนี้ รายงานของธนาคารโลกได้ทำการประเมินทั้งคุณภาพและปริมาณการสอนในโรงเรียนประถมศึกษา พร้อมทั้งระบุขั้นตอนในการเสริมสร้างทักษะการอ่านออกเขียนได้และการคำนวณขั้นพื้นฐาน

    ทาเนีย เมเยอร์ ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศกัมพูชา กล่าวว่า “การลงทุนในครูผู้สอนและการปรับปรุงเวลาเรียน จะทำให้กัมพูชาสามารถมอบการศึกษาที่ดีขึ้นให้แก่เด็ก ๆ และสร้างกำลังแรงงานที่มีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น”

    รายงานระบุว่า แม้เงินเดือนครูที่สูงขึ้นจะดึงดูดให้นักเรียนที่จบมัธยมปลายและมีผลการเรียนดีสมัครเรียนต่อเพื่อเป็นครูมากขึ้น แต่ทักษะการสอนและความรู้ในวิชาต่าง ๆ ในห้องเรียนกลับยังไม่ได้รับการพัฒนา

    เพื่อปรับปรุงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ธนาคารโลกได้เรียกร้องให้ลงทุนเพิ่มเติมเพื่อฝึกอบรมครูทั้งก่อนและระหว่างการปฏิบัติงาน พร้อมทั้งแนะนำแนวทางปฏิบัติที่มีประสิทธิผล เช่น การลดการขาดงานของครู ลดการปิดโรงเรียนโดยพลการ และเพิ่มจำนวนสัปดาห์การสอนในแต่ละปีการศึกษา เป็นต้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/548898&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2U4XhEqgEIBPBb7C0ni-hF

  • ม.รังสิต ออกมาตรการเร่งด่วน มอบทุนการศึกษา ช่วยนักศึกษารับผลกระทบอุทกภัยภาคใต้

    ม.รังสิต ออกมาตรการเร่งด่วน มอบทุนการศึกษา ช่วยนักศึกษารับผลกระทบอุทกภัยภาคใต้

    ม.รังสิต ออกมาตรการเร่งด่วน มอบทุนการศึกษา ช่วยนักศึกษารับผลกระทบอุทกภัยภาคใต้

    วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.12 น.

    มหาวิทยาลัยรังสิต ออกมาตรการเร่งด่วน มอบทุนการศึกษา 20,000 บาท ช่วยนักศึกษาที่ได้รับ ผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้

    มหาวิทยาลัยรังสิต ประกาศมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่นักศึกษาที่ครอบครัวได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์อุทกภัยพื้นที่ภาคใต้ในอำเภอและจังหวัดที่ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ ซึ่งได้รับความ เดือดร้อน ทั้งด้านเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตประจำวัน เพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าวมหาวิทยาลัยมอบ ทุนการศึกษา จำนวน 20,000 บาท สำหรับนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนในภาคการศึกษา 2/2568 สะท้อน เจตนารมณ์สร้าง “สังคมธรรมาธิปไตย” พร้อมยืนเคียงข้างสังคมในทุกวิกฤต

    รศ.ดร.สุริยะใส กตะศิลา รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า จากสถานการณ์ อุทกภัยในภาคใต้ที่เกิดขึ้นล่าสุด ท่านอธิการบดี ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ได้มีดำริให้มหาวิทยาลัยเร่งให้ความ ช่วยเหลือครอบครัวนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ภัยพิบัติภาคใต้ โดยมอบทุนการศึกษา จำนวน 20,000 บาท ในรูปแบบเครดิตสำหรับการลงทะเบียนเรียนภาคการศึกษา 2/2568 โดยมหาวิทยาลัยรังสิตตระหนักดีว่า นักศึกษาและครอบครัวจำนวนมากกำลังเผชิญความยากลำบาก จึงมีความจำเป็นต้องเร่งดำเนินมาตรการ ช่วยเหลืออย่างทันท่วงที เพื่อให้ลูกหลานของเรายังมีโอกาสศึกษาเล่าเรียนต่อได้โดยไม่สะดุด มาตรการนี้ สะท้อนเจตนารมณ์สำคัญของมหาวิทยาลัยในการสร้าง “สังคมธรรมาธิปไตย” ที่ไม่ทอดทิ้งกันในยามวิกฤต พร้อมยืนเคียงข้างสังคมด้วยความรับผิดชอบและจิตสาธารณะ ซึ่งเป็นหลักการที่มหาวิทยาลัยยึดมั่นมา โดยตลอด

    มาตรการให้ความช่วยเหลือนักศึกษาเพื่อบรรเทาผลกระทบ ดังนี้

    1. ทุนการศึกษา จำนวน 20,000 บาท สำหรับนักศึกษาที่จะลงทะเบียนเรียนในภาคการศึกษา 2/2568 หากนักศึกษาลงทะเบียนเรียนโดยมียอดค่าใช้จ่ายไม่ถึง 20,000 บาท มหาวิทยาลัยจะช่วยเหลือ ค่าใช้จ่ายเต็มจำนวนที่ลงทะเบียนจริง

    2. สำหรับนักศึกษาที่ได้ชำระค่าลงทะเบียนไปก่อนหน้านี้ สามารถเลือกรับส่วนลดคืนโดยเป็นเงินโอน เก็บ เพื่อใช้ในการลงทะเบียนเทอมถัดไป หรือขอรับเป็นเงินโอนคืนเข้าบัญชีธนาคารได้

    นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยรังสิตยังได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมในด้านต่างๆ อาทิ เปิดรับ บริจาคเพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เพื่อนำเงินส่งต่อให้แก่ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ผ่านบัญชีมหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อการกุศล ธนาคารกรุงเทพ เลขที่บัญชี 875-700530-4 ทั้งนี้ มาตรการ ดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่สะท้อนว่ามหาวิทยาลัยรังสิตยืนหยัดทำหน้าที่สถาบันการศึกษาที่รับใช้สังคม อย่างแท้จริง พร้อมร่วมฟื้นฟู เยียวยา และยืนเคียงข้างประชาชนในทุกช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก พร้อม ร่วมก้าวผ่านวิกฤตไปด้วยกัน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/930395&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dMk3rsWa2_eNiCy4KNhW3

  • ผู้ว่าฯ สมุทรสงครามเป็นประธานเปิดมหกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ “ทิศทางของท้องถิ่น ต่อการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ” โครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ปี 2567 จังหวัดสมุทรสงคราม

    ผู้ว่าฯ สมุทรสงครามเป็นประธานเปิดมหกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ “ทิศทางของท้องถิ่น ต่อการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ” โครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ปี 2567 จังหวัดสมุทรสงคราม

    ผู้ว่าฯ สมุทรสงครามเป็นประธานเปิดมหกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ “ทิศทางของท้องถิ่น ต่อการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ” โครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ปี 2567 จังหวัดสมุทรสงคราม


    25/11/2568 | 28 |

    วันนี้ (25 พ.ย. 2568) ที่ห้องประชุมสามัคคี ชั้น 5 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสงคราม นายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามเปิดประธานเปิดกิจกรรมมหกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ “ทิศทางของท้องถิ่น ต่อการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ” โครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ปี 2567 จังหวัดสมุทรสงคราม พร้อมมอบโล่เกียรติคุณและใบประกาศนียบัตรให้ผู้บริหารและครู บุคลากรการศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ในฐานผู้สนับสนุนการจัดการศึกษา เชิงพื้นที่ของจังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อเผยแพร่ผลงานและประกาศเกียรติคุณองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ครูและบุคลากรทางการศึกษา, สร้างความสัมพันธ์และสานพลังการดำเนินงานร่วมระหว่างคณะทำงานโครงการภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ และแลกเปลี่ยนสถานการณ์และมุมมองของภาคีเครือข่ายต่อการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของจังหวัดสมุทรสงคราม

    ภายในงานประกอบด้วยการชมนิทรรศการการ และรับชมวีดีทัศภาพรวมกลไกการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม,การรับฟัง TED TALK เรื่อง “ชีวิตปฐมวัยเริ่มต้นด้วย Highscope” “โรงเรียนขนาดเล็กภายใต้การจัดการเรียนรู้ร่วมของคนในชุมชน” “ เสียงสะท้อนจากความเป็นแม่ : เมื่อแม่เปลี่ยน ลูกจึงเปลี่ยน” และ “เสียงเพรียกแห่งความตาย กับโอกาสเริ่มใหม่ของครอบครัวเปราะบาง” พร้อมทั้งการเสวนา “บทบาทและทิศทางของท้องถิ่นกับการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ” โดยมีผู้บริหารและครูเครือข่ายศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3 อำเภอในจังหวัดสมุทรสงคราม, ตัวแทนโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ 3 อำเภอ, เครือข่ายเด็กและเยาวชนในจังหวัดฯ, ตัวแทนองค์กรปกรองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานภาครัฐ, เครือข่ายผู้ปกครองและแกนนำชุมชน และกลไกคณะทำงาน ABE ที่พัฒนาเป็นศูนย์การเรียน เข้าร่วมโครงการกว่า 150 คน

    จิตติพัฒน์ : ภาพ – ข่าว

    ทีมงานสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรสงคราม

    https://thainews.prd.go.th/thainews/news/view/1589108/?bid=1


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://samutsongkhram.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/447421&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eD4NSeah7FdnbkSnJzsXG

  • เจอ ‘ฝน 5,000 ปี’ กระหน่ำยังรอดสบาย! เพราะออสเตรียทุ่มงบกับระบบป้องกันน้ำท่วม

    เจอ ‘ฝน 5,000 ปี’ กระหน่ำยังรอดสบาย! เพราะออสเตรียทุ่มงบกับระบบป้องกันน้ำท่วม

    ปีที่แล้วกรุงเวียนนาของออสเตรียต้องเผชิญน้ำท่วมครั้งใหญ่จาก “ฝน 5,000 ปี” ในช่วงเวลาที่ยุโรปเกิดน้ำท่วมบ่อยที่สุดในรอบ 500 ปี แต่กลับรอดพ้นจากอุทกภัยครั้งนั้นโดยไม่ได้รับความเสียหาย เนื่องจากทางการเตรียมรับมือล่วงหน้ามาหลายสิบปี ซึ่งเป็นกรณีศึกษาให้เมืองอื่นๆ ที่ต้องรับมือน้ำท่วมได้อย่างดี

    พายุบอริสทำให้เกิดฝนตกหนักจนปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาทำลายสถิติเดิม ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมถนนหลายสายในกรุงเวียนนา และมีผู้คนจำนวนหนึ่งต้องอพยพออกจากบ้านเรือน แม่น้ำลำคลองที่เคยไหลเอื่อยกลายเป็นกระแสน้ำเชี่ยวกราก เนื่องจากในระยะเวลาเพียง 5 วัน มีฝนตกลงมาในกรุงเวียนนาและบางส่วนของออสเตรียมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติตามฤดูกาล 2-5 เท่า

    แต่เวียนนารอดจากน้ำท่วมมาได้แบบสบายๆ มีผู้บาดเจ็บเล็กน้อยเพียง 10 คน และ 15 ครัวเรือนต้องอพยพ เพราะระบบจัดการน้ำอันชาญฉลาดสามารถต้านมวลน้ำมหาศาลไว้ได้

    เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งก่อนๆ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ายุทธศาสตร์การป้องกันที่เวียนนาและออสเตรียใช้ทั่วไปมีประสิทธิภาพและเป็นบทเรียนอย่างดีให้กับเมืองหรือประเทศอื่นๆ ที่ต้องรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้ว

    กึนเทอร์ บลอสเชิล (Günter Blöschl) นักอุทกวิทยาและประธานศูนย์ระบบทรัพยากรน้ำของมหาวิทยาลัยเทคนิคเวียนนา ที่ช่วยวางยุทธศาสตร์การจัดการความเสี่ยงจากน้ำท่วมของออสเตรียเผยกับสำนักข่าว BBC ว่า ออสเตรียลงทุนกับการบริหารจัดการน้ำมาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา หลังประสบน้ำท่วมครั้งใหญ่มาแล้ว 2 ครั้งในปี 2002และ 2013

    ระบบป้องกันน้ำท่วมของเวียนนาได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการระบายน้ำท่วม 14,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือเทียบเท่ากับ “ฝน 5,000 ปี” ซึ่งเคยเกิดครั้งสุดท้ายในออสเตรียเมื่อปี 1501 แต่เหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อกลางปีที่แล้วมีน้ำไหลผ่านทางน้ำของเวียนนา 10,000 คิวบิกเมตรต่อวินาที ซึ่งต่ำกว่าความสามารถในการรองรับของระบบที่อยู่ที่ 14,000 คิวบิกเมตร และหากไม่มีระบบนี้จะเกิดน้ำท่วมในวงกว้าง

    สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของระบบป้องกันน้ำท่วมของเวียนนาคือ เกาะเทียม (เกาะดานูบ) และช่องทางควบคุมน้ำท่วม (แม่น้ำดานูบใหม่) ทั้งสองอย่างนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อช่วงทศวรรษ 1970 เพื่อรับมือน้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี 1954 ที่ระบบป้องกันน้ำท่วมที่มีอยู่รับไม่ไหว

    แม่น้ำดานูบใหม่มักจะอยู่ใกล้ทำนบ ทำให้เกิดเป็นทะเลสาบ โดยทำนบจะถูกเปิดก่อนที่มวลน้ำจะมา ช่องทางรับน้ำนี้จะรองรับน้ำ 3 หรือ 4 วัน เพื่อบรรเทาแม่น้ำสายหลักของเวียนนา

    ผู้คนถ่ายภาพน้ำในคลองดานูบที่ล้นตลิ่งในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2024 (Photo by Alex HALADA / AFP)

    ผู้คนถ่ายภาพน้ำในคลองดานูบที่ล้นตลิ่งในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2024 (Photo by Alex HALADA / AFP)

    ระบบป้องกันนี้ถูกทดสอบครั้งใหญ่เมื่อปี 2013 เมื่อลุ่มน้ำดานูบตอนบนเผชิญน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา มวลน้ำจากแม่น้ำดานูบไหลมาถึงเวียนนาราว 11,000 คิวบิกเมตรต่อวินาที แต่สามารถหลีกเลี่ยงความเสียหายครั้งใหญ่ได้เนื่องจากระบบป้องกันน้ำท่วมของเมือง บ้านเรือนในกรุงเวียนนาไม่ได้รับความเสียหายแม้แต่หลังเดียว เมื่อเทียบกับ 400,000 หลังทั่วออสเตรีย

    อย่างไรก็ดี ไม่ได้หมายความว่าระบบป้องกันน้ำท่วมจะยับยั้งน้ำท่วมได้ทั้งหมด ช่วงที่น้ำท่วมใหญ่ครั้งหนึ่ง แม่น้ำเวียนฟลัสซึ่งเป็นแม่น้ำสายเล็กกว่าในเวียนนาเอ่อล้นและไหลท่วมรางรถไฟใต้ดิน จนการขนส่งสาธารณะหยุดชะงัก

    พนักงานของบริษัทขนส่งสาธารณะ Wiener Linien กำลังทำความสะอาดเศษซากที่ร่วงหล่นจากรางรถไฟใต้ดิน U4 ซึ่งวิ่งเลียบแม่น้ำเวียนนา (Photo by Joe Klamar / AFP)

    พนักงานของบริษัทขนส่งสาธารณะ Wiener Linien กำลังทำความสะอาดเศษซากที่ร่วงหล่นจากรางรถไฟใต้ดิน U4 ซึ่งวิ่งเลียบแม่น้ำเวียนนา (Photo by Joe Klamar / AFP)

    ออสเตรียเองก็ยกระดับการป้องกันน้ำท่วมทั่วประเทศ ด้วยการทุ่มงบประมาณปีละราว 60 ล้านยูโร (ราว 2,235 ล้านบาท) สำหรับมาตรการป้องกันน้ำท่วม ซึ่งตัวเลขคาดการณ์ของรัฐบาลพบว่า ช่วยลดความเสียหายจากน้ำท่วมได้จริง

    มาตรการป้องกันน้ำท่วมเหล่านั้นรวมถึงการฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินเป็นประจำ เช่น การสร้างกำแพงเคลื่อนที่เพื่อกั้นน้ำจำนวนมาก และระบบพยากรณ์ที่ซับซ้อนและแม่นยำยิ่งขึ้น

    การประเมินอย่างเป็นทางการของออสเตรียพบว่า น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2002 สร้างความเสียหายทั่วประเทศ 3,000 ล้านยูโร ส่วนปี 2013 ที่ท่วมหนักกว่าพบว่าความเสียหายน้อยกว่ามาก (ราว 866 ล้านยูโร) เนื่องจากมีมาตรการป้องกันน้ำท่วมช่วยบรรเทา

    “ความเสียหายที่เราเลี่ยงได้สูงกว่าการลงทุนป้องกันน้ำท่วมมาก นี่คือความสำเร็จ”

    — บลอสเชิล นักอุทกวิทยา

    อย่างไรก็ดี การบริหารจัดการน้ำปริมาณมหาศาลช่วงน้ำท่วมใหญ่ขนาดนั้นเป็นเรื่องยากมาก เนื่องจากปัจจุบันนี้มีที่ราบน้ำท่วมถึงน้อยลง จึงไม่มีที่ให้มวลน้ำขยายตัวโดยไม่เป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ที่ราบน้ำท่วมถึงซึ่งปกติไม่มีผู้อยู่อาศัย เพราะมักจะอยู่ตามริมน้ำและเสี่ยงน้ำท่วม ถูกแทนที่ด้วยเมืองและพื้นที่เกษตรกรรม เมื่อไม่มีพื้นที่รองรับน้ำและฝนตกหนักขึ้น มวลน้ำเหล่านี้จึงไหลลงสู่แม่น้ำดานูบในเวียนนา เมื่อมีน้ำไหลเข้าสู่เมืองมากขึ้น แม่น้ำก็จะท่วมมากขึ้นและมีแนวโน้มที่จะล้นออกไปแม้ว่าจะมีการควบคุมด้วยก็ตาม

    ‘เขื่อน’ ไม่เท่ากับ ‘ความปลอดภัย’

    แม้ว่าเขื่อน พนังกั้นน้ำ และที่กั้นน้ำอื่นๆ จะช่วยปกป้องประชาชนด้วยการรองรับน้ำช่วงที่น้ำท่วม แต่การศึกษาวิจัยพบว่า สิ่งกีดขวางเหล่านี้เพิ่มความเสี่ยงโดยรวมในระยะยาว เนื่องจากทำให้ผู้คนเข้าใจผิดว่าปลอดภัย ทำให้พวกเขาย้ายไปอาศัยอยู่ใกล้ทางน้ำมากขึ้น และประเมินความเสี่ยงน้ำท่วมต่ำเกินไป หรือที่เรียกว่า “ปฏิกิริยาพนังกั้นน้ำ” ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด อาจทำให้พวกเขาไม่มีการเตรียมตัวรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉิน

    ตัวอย่างกรณีสหรัฐฯ การศึกษาพบว่า การสร้างพนังกั้นน้ำเชื่อมโยงกับการเพิ่มขึ้นของการขยายตัวของเมืองในพื้นที่ลุ่มน้ำท่วมถึง 62% ซึ่งชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในการรับรู้ความเสี่ยงหลังจากสร้างพนังกั้นน้ำแล้ว แต่การออกกฎสามารถลดการย้ายถิ่นฐานไปยังที่ราบน้ำท่วมถึง

    อย่างไรก็ดี บลอสเชิลเผยว่า การห้ามไม่ให้ผู้คนย้ายไปตั้งถิ่นฐานใกล้แม่น้ำเป็นเรื่องยาก เนื่องจากน้ำท่วมไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย และพื้นที่ริมแม่น้ำและที่ราบลุ่มแม่น้ำอาจเป็นพื้นที่ตั้งถิ่นฐานที่น่าดึงดูด

    นอกจากนี้ งานวิจัยยังชี้ว่า จริงๆ แล้วผู้คนมักจะมีความทรงจำสั้นเกี่ยวกับความเสี่ยงน้ำท่วม เรามักจะตระหนักรู้ถึงอันตรายและวิธีรับมือเมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่ แต่หลังจากนั้นความตระหนักรู้ที่ว่ากลับลดลงอย่างรวดเร็ว

    บลอสเชิลบอกอีกว่า การพยากรณ์ที่แม่นยำและการซ้อมรับมือน้ำท่วมช่วยได้มาก โดยยกตัวอย่างว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ฝึกซ้อมวิธีการติดตั้งกำแพงเคลื่อนที่เพื่อกั้นน้ำท่วม “ถ้าวิธีนี้ไม่สำเร็จตามแผน คุณจะติดตั้งไม่ทันก่อนที่น้ำจะมา มีหลายสิ่งหลายอย่างที่อาจผิดพลาดได้ อาจมีบางส่วนที่หายไป และถ้ามีช่องว่างแม้เพียงเล็กน้อย น้ำก็ไหลผ่านได้ ดังนั้นคุณต้องฝึกซ้อม”

    ฝนตกหนักในกรุงเวียนนาเมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2024 (Photo by Joe Klamar / AFP)

    ฝนตกหนักในกรุงเวียนนาเมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2024 (Photo by Joe Klamar / AFP)

    ฝนหนักขึ้น น้ำท่วมมากขึ้น

    การเตรียมพร้อมเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศทำให้พายุฝนหนักขึ้นและน้ำท่วมมากขึ้น สาเหตุหนึ่งคือ อากาศที่อุ่นขึ้นจะกักเก็บความชื้นและพลังงานไว้มากขึ้น ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงให้เกิดพายุรุนแรง

    มีหลักฐานอื่นๆ ที่บ่งชี้ว่า ภาวะโลกร้อนเช่นนี้กำลังทำให้เกิดพายุรุนแรงขึ้น การศึกษาหนึ่งพบว่า คลื่นความร้อนในทะเลที่ทำลายสถิติและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากฝีมือมนุษย์มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้พายุมีกำลังรุนแรงเหนือทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในเดือนสิงหาคม 2022

    มาริโอ มาร์เซลโล มิเลียตตา ผู้อำนวยการวิจัยที่สถาบันวิทยาศาสตร์บรรยากาศและภูมิอากาศ (CNR-ISAC) ในปาดัว ประเทศอิตาลี กล่าวว่า “การศึกษาทั้งหมด (โดยอาศัยการจำลองเชิงตัวเลขหรือการวิเคราะห์ทางสถิติ) ดูเหมือนจะยืนยันว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอุ่นขึ้นของผิวน้ำทะเลเป็นสาเหตุที่ทำให้พายุเหล่านี้มีความรุนแรงมากขึ้น

    Photo by ALEX HALADA / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/how-vienna-prepared-itself-for-a-5000-year-flood&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dKNToI1hWjEGMKNOzvgxL

  • ไต่สวนคดีคุณสมบัติ “หมอเกศ” อดีตผู้สมัคร สว.เปิดไทม์ไลน์มัด

    ไต่สวนคดีคุณสมบัติ “หมอเกศ” อดีตผู้สมัคร สว.เปิดไทม์ไลน์มัด

    ไต่สวนคดีคุณสมบัติ “หมอเกศ” อดีตผู้สมัคร สว.เปิดไทม์ไลน์มัด

    25 พฤศจิกายน 2568 ที่ศาลฎีกา สนามหลวง ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ไต่สวนพยานผู้ร้อง นัดแรกในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ยื่นขอให้ศาลวินิจฉัยตามมาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 กรณี พญ.เกศกมล เปลี่ยนสมัย หรือ หมอเกศ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ถูกกล่าวหาว่ากระทำการหลอกลวง ทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณ อันเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 77(4) ของกฎหมายเดียวกัน

    กรณีดังกล่าวเกิดจากการที่ พญ.เกศกมล ใช้ตำเเหน่งศาสตราจารย์ในการสมัครเป็น สว.

    โดยขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิการสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและดำเนินคดีอาญา เนื่องจากเห็นว่าเข้าข่ายเป็นการหลอกลวงให้ผู้อื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถหรือชื่อเสียงหรือชื่อเสียงเกียรติคุณ ตามมาตรา 77 (4) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

    วันนี้เป็นการนัดไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้อง จำนวน 4 ปาก ประกอบด้วยอดีตผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา 2 คน เจ้าหน้าที่สืบสวนไต่สวน สำนักงาน กกต. โดย พญ.เกศกมล เดินทางมาศาล

    หมอเกศ

    พยานฝ่ายผู้ร้องปากเเรก ซึ่งเป็นอดีตผู้สมัคร สว. กลุ่ม 19 อาชีพทนายความ ได้ให้ปากคำว่าจากการตรวจสอบเอกสารของนางสาวเกศกมล ในใบสมัครสว. 3 พบว่าใช้คำว่าศาสตราจารย์ จึงมีการไปตรวจค้นข้อมูลของหน่วยงานพบว่าไม่มีชื่อผู้คัดค้านได้รับการโปรดเกล้าฯให้เป็นศาสตราจารย์ และไม่พบเคยเป็นอาจารย์ หรือมีผลงานทางวิชาการ แต่การใช้ตำแหน่งนี้อาจจะทำให้ผู้มีสิทธิเลือกเข้าใจผิด

    ขณะที่ประเด็นทนายความของนางสาวเกศกมล ได้ถามซักค้านกรณีการได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์จากต่างประเทศนำมาใช้นำหน้าได้หรือไม่ และมีกฎหมายฉบับใดที่ห้ามนำมาใช้

    หมอเกศ

    โดยพยานฝ่ายผู้ร้องยอมรับว่า การสมัคร สว.ไม่ได้มีกรอบกำหนดในเรื่องของการใช้วุฒิการศึกษา แม้จะเป็นวุฒิการศึกษาจากต่างประเทศ หากจะนำมาใช้จะต้องมีการเทียบ ส่วนการแนะนำตัวยอมรับว่าระเบียบ กกต.ไม่ได้ห้ามไว้ แต่จะต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง พร้อมยอมรับว่าได้มีการตรวจสอบเกี่ยวกับวุฒิการศึกษาเฉพาะในประเทศไทยไม่ได้ตรวจสอบในต่างประเทศ

    ขณะที่พยานปากที่ 2 อาชีพทนายความ ขึ้นเบิกความต่อศาลว่า ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิ์ใช้ตำแหน่งศาสตราจารย์ เพราะแคลิฟอร์เนีย ยูนิเวอร์ซิตี้  FCE. ไม่ใช่สถาบันระดับอุดมศึกษาของสหรัฐอเมริกา เป็นเพียงหน่วยงานรับเปรียบเทียบวุฒิการศึกษาสำหรับชาวต่างชาติ และเปิดสอนระดับอนุบาลและประถมศึกษาเท่านั้น ผู้คัดค้านไม่เคยสอนหนังสือ หรือมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และในการเทียบวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอกจะต้องมีวิทยานิพนธ์ซึ่งเป็นที่ยอมรับ และถูกบันทึกไว้ในระบบการค้นหาของการศึกษาทั่วโลก และเอกสารเทียบวุฒิการศึกษาของนางสาวเกศกมลที่นำส่ง กกต.

    และให้สัมภาษณ์ผ่านทางสื่อมวลชน มีรายละเอียดที่แตกต่างและเปลี่ยนไป อีกทั้งยังพบว่าเอกสารการรับรองแต่ละหน้า ลายมือชื่อรับรองเอกสารไม่ใช่ลายเซ็นจริง แต่เป็นลายเซ็นจากคอมพิวเตอร์ ซึ่งเหมือนกันทุกฉบับ จะมีแตกต่างกันบ้างเรื่องความหนาและบางของลายเส้น อีกทั้งวันลงนามใบรับรอง ระบุวันที่ล่วงหน้าก่อนที่จะได้รับตัวเลขเอกสาร ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะการลงนามจะต้องกระทำเมื่อได้รับเอกสารแล้ว ไม่ใช่เป็นการลงนามไว้ล่วงหน้า

    ต่อมาพบว่ามีการปรับแก้เอกสารเพื่อให้วันที่สอดคล้องกัน อีกทั้งแคลิฟอร์เนีย ยูนิเวอร์ซิตี้ FCE  ให้ข้อมูลเท็จโดยระบุในหน้าเว็บไซต์ว่า รัฐสภาไทยยอมรับการเทียบวุฒิจากมหาวิทยาลัยแล้ว และรัฐบาลไทยยังให้การยอมรับรัฐมนตรีที่เคยได้รับการเทียบวุฒิจากมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกัน  นอกจากนี้เห็นว่าการเข้าสู่ตำแหน่งศาสตราจารย์ของนางสาวเกศกมล ภายหลังได้รับการเทียบวุฒิปริญญาโทใช้เวลาไม่ถึง 2 ปี ซึ่งทั้งโลกนี้ไม่มีใครทำได้

    โดยมีไทม์ไลน์ดังต่อไปนี้ ใช้ระยะเวลา 8 เดือน  ใช้คำนำหน้าว่าดอกเตอร์ (ดร.) ต่อมาอีก 5 เดือน ใช้คำนำหน้าว่ารองศาสตราจารย์ จากนั้นอีกไม่นานก็ใช้คำว่าศาสตราจารย์  ทั้งนี้ยังพบว่าผลงานทางวิชาการ 7 บทความที่อ้างอิงสำหรับการได้รับวุฒิการศึกษานั้น จากการตรวจสอบพบว่ามีเพียง 2 บทความเท่านั้นที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่ได้รับการยอมรับ พร้อมยอมรับว่าการตรวจสอบวุฒิการศึกษาของนางสาวเกศกมล เป็นเพียงการตรวจสอบจากเว็บไซต์ของต่างประเทศ ไม่ได้ตรวจสอบจากสถาบันการศึกษาในต่างประทศโดยตรง

    ศาลได้นัดไต่สวนพยานผู้คัดค้าน หรือพยานฝ่ายของนางสาวเกศกมล นัดต่อไป ในวันที่ 8 ธันวาคม 2568  เวลา 09.30 น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378969874&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FTDPRQcmmiPH5Ese-vVzK

  • น่านประกอบพิธีถวายราชสักการะ วันคล้ายวันสวรรคต รัชกาลที่ 6 | TOPNEWS

    น่านประกอบพิธีถวายราชสักการะ วันคล้ายวันสวรรคต รัชกาลที่ 6 | TOPNEWS

    จังหวัดน่านประกอบพิธีถวายราชสักการะ ครบรอบ 100 ปี วันคล้ายวันสวรรคต รัชกาลที่ 6 และเฉลิมพระเกียรติครบ 100 ปี วันประสูติ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ

    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ที่หอประชุมนันทพัฒน์ ศูนย์ราชการจังหวัดน่าน ตำบลไชยสถาน อำเภอเมืองน่าน นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีถวายราชสักการะเนื่องในโอกาสสำคัญ 2 วาระ ได้แก่ ครบรอบ 100 ปี วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และ ครบ 100 ปี วันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการฝ่ายพลเรือน ศาล ทหาร ตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

    พิธีเริ่มด้วยการเจริญพระพุทธมนต์โดยพระสงฆ์ 10 รูป เพื่อความเป็นสิริมงคลและอุทิศถวายเป็นพระราชกุศล จากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดน่านได้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และถวายเครื่องทองน้อยหน้าพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 6 พร้อมวางพวงมาลาถวายราชสักการะ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณด้านการพัฒนาประเทศ ทั้งด้านการปกครอง การศึกษา และวัฒนธรรม ซึ่งยังเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทยจนถึงปัจจุบัน

    ต่อจากนั้น ได้มีการวางพุ่มดอกไม้ถวายสักการะแด่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ เนื่องในโอกาสครบ 100 ปี วันคล้ายวันประสูติ ผู้ร่วมพิธีร่วมรำลึกถึงพระจริยวัตรงดงาม ความเมตตากรุณา และพระกรณียกิจด้านการศึกษา ศิลปวัฒนธรรม และการสาธารณกุศล

    ภายหลังพิธีถวายราชสักการะ ได้มีการทำบุญตักบาตรพระสงฆ์และสามเณร เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศล น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของทั้งสองพระองค์ที่มีต่อแผ่นดินไทยอย่างหาที่สุดมิได้

    กัลยา สองเมืองแก่น ผู้สื่อข่าว TopNewsทั่วไทย จ.น่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1402599&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17b0U8OTBJ3ZJn7rf0CirZ

  • ผอ.สพป.ศรีสะเกษ เขต 4 เปิดการประชุมเครือข่าย “กลุ่มโรงเรียนพนมดงรัก” ขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา โรงเรียนตามแนวชายแดน – OBEC

    ผอ.สพป.ศรีสะเกษ เขต 4 เปิดการประชุมเครือข่าย “กลุ่มโรงเรียนพนมดงรัก” ขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา โรงเรียนตามแนวชายแดน – OBEC

    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมโรงเรียนบ้านสามเส้า ตำบลละลาย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ นายลิขิต เพ็งประสิทธิพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 4 เปิดการประชุมคณะกรรมการบริหาร “กลุ่มโรงเรียนพนมดงรัก” โดยมี นายพล สำลี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านรุงสมบูรณ์ ประธานกลุ่มโรงเรียนพนมดงรัก พร้อมด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาเข้าร่วมประชุม จำนวน 22 โรงเรียน ทั้งนี้เพื่อให้กำลังใจผู้บริหารสถานศึกษาในขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา และแจ้งข้อมูลข่าวสาร เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมมอบข้อเสนอแนะในการปรับแผนการจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสาน ให้เหมาะกับสถานการณ์ เพื่อรองรับกรณีหากเกิดการสู้รบ และมีการอพยพผู้เรียนไปยังจุดต่าง ๆ รวมถึงการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย ในการเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ความไม่สงบดังกล่าว

    นอกจากนี้ ผอ.สพป.ศรีสะเกษ เขต 4 ได้เน้นย้ำอีกว่า ให้เตรียมการเรียนการสอนไว้ด้วย โดยปรับวิธีเรียนเปลี่ยนวิธีสอน เรียนให้จบโดยเร็ว ถ้าต้องเรียนแบบ On-hand, On-site ที่บ้านหรือศูนย์พักพิง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.obec.go.th/th/22804&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WOs9mlXfj97Ke_TDIOzgV

  • สพป.ศรีสะเกษ เขต 1 ประชุมคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล และนิเทศการศึกษา (ก.ต.ป.น.) ครั้งที่ 2/2568 – OBEC

    สพป.ศรีสะเกษ เขต 1 ประชุมคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล และนิเทศการศึกษา (ก.ต.ป.น.) ครั้งที่ 2/2568 – OBEC

    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมไพลิน อาคารศรีสัตตพัฒน์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 ดร.พีระพรรณ ทองศูนย์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล และนิเทศการศึกษา (ก.ต.ป.น.) ครั้งที่ 2/2568 เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความถูกต้อง เป็นธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมุ่งเน้นการมีส่วนร่วม โดยมี นางปุณิกา ธรรมนูญ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 1 พร้อมด้วย นายทองคำ จันทร์โสภา ผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษา นางกุลจิรา ไตรภูมิ ผู้อำนวยการกลุ่มนโยบายและแผน ศึกษานิเทศก์ คณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล และนิเทศการศึกษา (ก.ต.ป.น.) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้///// ปาริชาติ อาจสำแดง ภาพ / ข่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.obec.go.th/th/22857&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lyCH3GMghhWBrjiWzM4Ut

  • ม.รังสิต มอบทุนการศึกษา 2 หมื่นบาท ช่วยนักศึกษาเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วมภาคใต้

    ม.รังสิต มอบทุนการศึกษา 2 หมื่นบาท ช่วยนักศึกษาเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วมภาคใต้

    มหาวิทยาลัยรังสิต ประกาศมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่นักศึกษาที่ครอบครัวได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยพื้นที่ภาคใต้ในอำเภอและจังหวัดที่ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ มอบทุนการศึกษา จำนวน 20,000 บาท 

    25 พฤศจิกายน 2568 – รศ.ดร.สุริยะใส กตะศิลา รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ที่เกิดขึ้นล่าสุด ท่านอธิการบดี ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ได้มีดำริให้มหาวิทยาลัยเร่งให้ความช่วยเหลือครอบครัวนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ภัยพิบัติภาคใต้ โดยมอบทุนการศึกษา จำนวน 20,000 บาท ในรูปแบบเครดิตสำหรับการลงทะเบียนเรียนภาคการศึกษา 2/2568 โดยมหาวิทยาลัยรังสิตตระหนักดีว่านักศึกษาและครอบครัวจำนวนมากกำลังเผชิญความยากลำบาก จึงมีความจำเป็นต้องเร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที เพื่อให้ลูกหลานของเรายังมีโอกาสศึกษาเล่าเรียนต่อได้โดยไม่สะดุด

    มาตรการนี้สะท้อนเจตนารมณ์สำคัญของมหาวิทยาลัยในการสร้าง “สังคมธรรมาธิปไตย” ที่ไม่ทอดทิ้งกันในยามวิกฤต พร้อมยืนเคียงข้างสังคมด้วยความรับผิดชอบและจิตสาธารณะ ซึ่งเป็นหลักการที่มหาวิทยาลัยยึดมั่นมาโดยตลอด

    มาตรการให้ความช่วยเหลือนักศึกษาเพื่อบรรเทาผลกระทบ ดังนี้

    1. ทุนการศึกษา จำนวน 20,000 บาท สำหรับนักศึกษาที่จะลงทะเบียนเรียนในภาคการศึกษา 2/2568 หากนักศึกษาลงทะเบียนเรียนโดยมียอดค่าใช้จ่ายไม่ถึง 20,000 บาท มหาวิทยาลัยจะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายเต็มจำนวนที่ลงทะเบียนจริง

    2. สำหรับนักศึกษาที่ได้ชำระค่าลงทะเบียนไปก่อนหน้านี้ สามารถเลือกรับส่วนลดคืนโดยเป็นเงินโอนเก็บ เพื่อใช้ในการลงทะเบียนเทอมถัดไป หรือขอรับเป็นเงินโอนคืนเข้าบัญชีธนาคารได้

    นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยรังสิตยังได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมในด้านต่างๆ อาทิ เปิดรับบริจาคเพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เพื่อนำเงินส่งต่อให้แก่ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยผ่านบัญชีมหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อการกุศล ธนาคารกรุงเทพ เลขที่บัญชี 875-700530-4

    ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่สะท้อนว่ามหาวิทยาลัยรังสิตยืนหยัดทำหน้าที่สถาบันการศึกษาที่รับใช้สังคมอย่างแท้จริง พร้อมร่วมฟื้นฟู เยียวยา และยืนเคียงข้างประชาชนในทุกช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก พร้อมร่วมก้าวผ่านวิกฤตไปด้วยกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/902634/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sQ7xIJJnizmqBzu1f1GQG

  • ศาลฎีกาเเผนกคดีเลือกตั้ง นัดไต่สวนพยาน อดีต สว.-เจ้าหน้าที่ กกต.-ปลัด อว. คดีหมอเกศ ใช้วุฒิการศึกษาปลอม

    ศาลฎีกาเเผนกคดีเลือกตั้ง นัดไต่สวนพยาน อดีต สว.-เจ้าหน้าที่ กกต.-ปลัด อว. คดีหมอเกศ ใช้วุฒิการศึกษาปลอม

    เวลา 9:00 น วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง นัดไต่สวนนัดแรกในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต.เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางสาวเกศกมล เปลี่ยนสมัย สมาชิกวุฒิสภา กรณีใช้ตำแหน่ง “ศาสตราจารย์” ในการลงสมัครเข้ารับการเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา และแนะตำตัว โดยขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิการสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและดำเนินคดีอาญา เนื่องจากเห็นว่าเข้าข่ายเป็นการหลอกลวงให้ผู้อื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถหรือชื่อเสียงหรือชื่อเสียงเกียรติคุณ ตามมาตรา 77 (4) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

    ซึ่งวันนี้เป็นการนัดไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้อง จำนวน 4 ปาก ประกอบด้วยอดีตผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา 2 คน เจ้าหน้าที่สืบสวนไต่สวน สำนักงาน กกต และปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม หรือ อว.

    โดยพยานฝ่ายผู้ร้อง ซึ่งเป็นอดีตผู้สมัคร สว. กลุ่ม 19 ได้ให้ปากคำว่าจากการตรวจสอบเอกสารของนางสาวเกศกมล ในใบสมัครสว 3 พบว่าใช้คำว่าศาสตราจารย์ จึงมีการไปตรวจค้นข้อมูลของหน่วยงานพบว่าไม่มีชื่อผู้คัดค้านได้รับการโปรดเกล้าให้เป็นศาสตราจารย์และไม่พบเคยเป็นอาจารย์ หรือมีผลงานทางวิชาการ แต่การใช้ตำแหน่งนี้อาจจะทำให้ผู้มีสิทธิเลือกเข้าใจผิด

    ขณะที่ประเด็นทนายความของนางสาวเกศกมล ได้ถามซักค้านกรณีการได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์จากต่างประเทศนำมาใช้นำหน้าได้หรือไม่และมีกฎหมายฉบับใดที่ห้ามนำมาใช้
    โดยพยานฝ่ายผู้ร้องยอมรับว่าการสมัครการสมัครสว.ไม่ได้มีกรอบกำหนดในเรื่องของการใช้วุฒิการศึกษา แม้จะเป็นวุฒิการศึกษาจากต่างประเทศ หากจะนำมาใช้จะต้องมีการเทียบ ส่วนการแนะนำตัวยอมรับว่าระเบียบ กกต.ไม่ได้ห้ามไว้ แต่จะต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง พร้อมยอมรับว่าได้มีการตรวจสอบเกี่ยวกับวุฒิการศึกษาเฉพาะในประเทศไทยไม่ได้ตรวจสอบในต่างประเทศ

    ขณะที่พยานปากที่ 2  ขึ้นเบิกความต่อศาลว่าผู้คัดค้าน ไม่มีสิทธิ์ใช้ตำแหน่งศาสตราจารย์ เพราะแคลิฟอร์เนีย ยูนิเวอร์ซิตี้  FCE ไม่ใช่สถาบันระดับอุดมศึกษาของสหรัฐอเมริกา เป็นเพียงหน่วยงานรับเปรียบเทียบวุฒิการศึกษาสำหรับชาวต่างชาติ และเปิดสอนระดับอนุบาลและประถมศึกษาเท่านั้น ผู้คัดค้านไม่เคยสอนหนังสือหรือมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และในการเทียบวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอกจะต้องมีวิทยานิพนธ์ซึ่งเป็นที่ยอมรับและถูกบันทึกไว้ในระบบการค้นหาของการศึกษาทั่วโลก และเอกสารเทียบวุฒิการศึกษาของนางสาวเกศกมลที่นำส่ง กกต.

    และให้สัมภาษณ์ผ่านทางสื่อมวลชน มีรายละเอียดที่แตกต่างและเปลี่ยนไป อีกทั้งยังพบว่าเอกสารการรับรองแต่ละหน้า ลายมือชื่อรับรองเอกสารไม่ใช่ลายเซ็นจริงแต่เป็นลายเซ็นจากคอมพิวเตอร์ ซึ่งเหมือนกันทุกฉบับ จะมีแตกต่างกันบ้างเรื่องความหนาและบางของลายเส้น อีกทั้งวันลงนามใบรับรอง ระบุวันที่ล่วงหน้าก่อนที่จะได้รับตัวเลขเอกสาร ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะการลงนามจะต้องกระทำเมื่อได้รับเอกสารแล้ว ไม่ใช่เป็นการลงนามไว้ล่วงหน้า

    ต่อมาพบว่ามีการปรับแก้เอกสารเพื่อให้วันที่สอดคล้องกัน อีกทั้งแคลิฟอร์เนีย ยูนิเวอร์ซิตี้ FCE  ให้ข้อมูลเท็จ โดยระบุในหน้าเว็บไซต์ว่ารัฐสภาไทยยอมรับการเทียบวุฒิจากมหาวิทยาลัยแล้ว และรัฐบาลไทยยังให้การยอมรับรัฐมนตรีที่เคยได้รับการเทียบวุฒิจากมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกัน  นอกจากนี้เห็นว่าการเข้าสู่ตำแหน่งศาสตราจารย์ของนางสาวเกศกมล ภายหลังได้รับการเทียบวุฒิปริญญาโทใช้เวลาไม่ถึง 2 ปี โดยมีไทม์ไลน์ดังต่อไปนี้ ใช้ระยะเวลา 8 เดือน  ใช้คำนำหน้าว่าดอกเตอร์ (ดร.) ต่อมาอีก 5 เดือน ใช้คำนำหน้าว่ารองศาสตราจารย์ จากนั้นอีกไม่นานก็ใช้คำว่าศาสตราจารย์  

    ทั้งนี้ ยังพบว่าผลงานทางวิชาการ 7 บทความที่อ้างอิงสำหรับการได้รับวุฒิการศึกษานั้นจากการตรวจสอบพบว่ามีเพียง 2 บทความเท่านั้นที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่ได้รับการยอมรับ  พร้อมยอมรับว่าการตรวจสอบวุฒิการศึกษาของนางสาวเกศกมล เป็นเพียงการตรวจสอบจากเว็บไซต์ของต่างประเทศไม่ได้ตรวจสอบจากสถาบันการศึกษาในต่างประทศโดยตรง หลังจากที่นางสาวเกศกมลเดินออกมาจากศาล สีหน้ายังคงยิ้มแย้มและยังมีความมั่นใจ

    สำหรับการไต่สวนนัดต่อไป ศาลได้นัดพยานผู้คัดค้านหรือพยานฝ่ายของนางสาวเกศกมล  ในวันที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 09.30 น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/259849&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lv8C-YvsSU-HYdIKr6YEK