Category: วัฒนธรรม

  • ศาลนัดไต่สวนพยานคดี สว. เกศกมล ฝ่ายผู้ร้องชี้มีคนเดียวในโลก ใช้เวลา 2 ปี จาก ป. โท เป็นศาสตราจารย์

    ศาลนัดไต่สวนพยานคดี สว. เกศกมล ฝ่ายผู้ร้องชี้มีคนเดียวในโลก ใช้เวลา 2 ปี จาก ป. โท เป็นศาสตราจารย์

    วันนี้ (25 พฤศจิกายน) ที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ศาลนัดไต่สวนพยานผู้ร้อง นัดแรกในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นขอให้ศาลวินิจฉัยตามมาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 กรณี พญ. เกศกมล เปลี่ยนสมัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ถูกกล่าวหาว่ากระทำการหลอกลวง ทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณ อันเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 77(4) ของกฎหมายเดียวกัน

    กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากกรณี พญ. เกศกมล ใช้ตำเเหน่งศาสตราจารย์ในการสมัครเป็น สว. โดยผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิการสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และดำเนินคดีอาญา
    เนื่องจากเห็นว่า เข้าข่ายเป็นการหลอกลวงให้ผู้อื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถหรือชื่อเสียงหรือชื่อเสียงเกียรติคุณ ตามมาตรา 77 (4) ของ พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

    สำหรับวันนี้เป็นการนัดไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้อง จำนวน 4 ปาก ประกอบด้วยอดีตผู้สมัคร สว. 2 คน เจ้าหน้าที่สืบสวนไต่สวน สำนักงาน กกต. และปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย พญ. เกศกมล ในฐานะผู้ถูกร้อง เดินทางมาศาล

    พยานฝ่ายผู้ร้องปากเเรก เป็นอดีตผู้สมัคร สว. กลุ่ม 19 (กลุ่มอาชีพอิสระ) อาชีพทนายความ ได้ให้ปากคำว่า จากการตรวจสอบเอกสารของ พญ. เกศกมล ในใบสมัคร สว. 3 พบว่า ใช้คำว่าศาสตราจารย์ จึงได้ตรวจค้นข้อมูลของหน่วยงาน พบว่า ไม่มีชื่อผู้คัดค้านได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นศาสตราจารย์ และไม่พบว่า เคยเป็นอาจารย์หรือมีผลงานทางวิชาการ แต่การใช้ตำแหน่งนี้อาจทำให้ผู้มีสิทธิเลือกเข้าใจผิด

    ขณะที่ทนายความของ พญ. เกศกมล ได้ถามซักค้านกรณีการได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์จากต่างประเทศ นำมาใช้นำหน้าได้หรือไม่ และมีกฎหมายฉบับใดที่ห้ามนำมาใช้

    พยานฝ่ายผู้ร้องยอมรับว่า การสมัคร สว. ไม่ได้มีกรอบกำหนดในเรื่องของการใช้วุฒิการศึกษา แม้จะเป็นวุฒิการศึกษาจากต่างประเทศ หากจะนำมาใช้ต้องมีการเทียบ ส่วนการแนะนำตัวนั้น ระเบียบ กกต. ไม่ได้ห้ามไว้ แต่ต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง พร้อมยอมรับว่า ได้มีการตรวจสอบเกี่ยวกับวุฒิการศึกษาเฉพาะในประเทศไทย ไม่ได้ตรวจสอบในต่างประเทศ

    ขณะที่พยานปากที่ 2 อาชีพทนายความ ขึ้นเบิกความต่อศาลว่า ผู้คัดค้าน ไม่มีสิทธิ์ใช้ตำแหน่งศาสตราจารย์ เพราะ California University เป็นเพียงหน่วยงานรับเปรียบเทียบวุฒิการศึกษาสำหรับชาวต่างชาติ และเปิดสอนระดับอนุบาล และประถมศึกษาเท่านั้น ผู้คัดค้านไม่เคยสอนหนังสือ หรือมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

    อีกทั้งในการเทียบวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอก จะต้องมีวิทยานิพนธ์ซึ่งเป็นที่ยอมรับ และถูกบันทึกไว้ในระบบการค้นหาของการศึกษาทั่วโลก

    โดยตามเอกสารเทียบวุฒิการศึกษาของ พญ. เกศกมลที่นำส่ง กกต.
    และจากการให้สัมภาษณ์ผ่านทางสื่อมวลชน มีรายละเอียดที่แตกต่างและเปลี่ยนไป อีกทั้งยังพบว่า เอกสารรับรองแต่ละหน้า ลายมือชื่อรับรองเอกสารไม่ใช่ลายเซ็นจริง แต่เป็นลายเซ็นจากคอมพิวเตอร์ ซึ่งเหมือนกันทุกฉบับ จะมีแตกต่างกันบ้างเรื่องความหนาและบางของลายเส้น อีกทั้งวันลงนามใบรับรอง ระบุวันที่ล่วงหน้าก่อนที่จะได้รับตัวเลขเอกสาร ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะการลงนามจะต้องกระทำเมื่อได้รับเอกสารแล้ว ไม่ใช่เป็นการลงนามไว้ล่วงหน้า

    ต่อมา พบว่ามีการปรับแก้เอกสารเพื่อให้วันที่สอดคล้องกัน อีกทั้ง California University ให้ข้อมูลเท็จ โดยระบุในหน้าเว็บไซต์ว่า รัฐสภาไทยยอมรับการเทียบวุฒิจากมหาวิทยาลัยแล้ว และรัฐบาลไทยยังให้การยอมรับรัฐมนตรีที่เคยได้รับการเทียบวุฒิจากมหาวิทยาลัยเช่นเดียวกัน

    นอกจากนี้ เห็นว่า การเข้าสู่ตำแหน่งศาสตราจารย์ของ พญ. เกศกมล ภายหลังได้รับการเทียบวุฒิปริญญาโทใช้เวลาไม่ถึง 2 ปี ซึ่งทั้งโลกนี้ไม่มีใครทำได้ โดยในระยะเวลา 8 เดือน ใช้คำนำหน้าว่าดอกเตอร์ (ดร.) ต่อมาอีก 5 เดือน ใช้คำนำหน้าว่ารองศาสตราจารย์ จากนั้นอีกไม่นาน ก็ใช้คำว่าศาสตราจารย์

    ทั้งนี้ ยังพบว่าผลงานทางวิชาการ 7 บทความที่อ้างอิงสำหรับการได้รับวุฒิการศึกษานั้น จากการตรวจสอบพบว่า มีเพียง 2 บทความเท่านั้นที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่ได้รับการยอมรับ อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบวุฒิการศึกษาของ พญ. เกศกมล เป็นเพียงการตรวจสอบจากเว็บไซต์ของต่างประเทศ ไม่ได้ตรวจสอบจากสถาบันการศึกษาในต่างประเทศโดยตรง

    ศาลได้นัดไต่สวนพยานผู้คัดค้าน หรือพยานฝ่าย พญ. เกศกมล นัดต่อไปในวันที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 09.30 น.

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ฐานิส สุดโต

    บรรณาธิการภาพ ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/senator-kesakorn-witness-examination/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Us37dZ1TaHdJDjA8GnLY-

  • ‘อนุทิน’ลั่น 4 ปีข้างหน้าไทยกลับมาโตยั่งยืนในเวทีโลก

    ‘อนุทิน’ลั่น 4 ปีข้างหน้าไทยกลับมาโตยั่งยืนในเวทีโลก


    นายกรัฐมนตรี เปิดมุมมองอนาคต 4 ปีข้างหน้าของไทยขึ้นอยู่กับใครเป็นผู้นำ เชื่อมั่นประเทศมีศักยภาพรอบด้าน เร่งสร้างเสถียรภาพการเมือง ลดอุปสรรคการลงทุน มั่นใจปมขัดแย้งไทย-กัมพูชาต้องจบ

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Dinner Talk ภายใต้หัวข้อ “Thailand: The Next 4 Years” จัดโดย The Better  และสำนักข่าวมิติหุ้น โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าร่วมด้วย

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การจะบอกว่าประเทศไทย ในอีก 4 ปีข้างหน้าเป็นอย่างไร แรกสุดต้องบอกว่า ขึ้นอยู่กับการเลือกตั้งที่จะมาถึง เพราะผู้นำแต่ละคนจะมีวิธีขับเคลื่อนประเทศไปคนละแบบ คนละแนวทาง ดังนั้น วันนี้ “ขอตั้งต้นประเทศไทย 4 ปีต่อจากนี้ในมุมมองของนายกรัฐมนตรี” บนเงื่อนไขเป็น 4 ปีที่มีนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะถ้าเป็นคนอื่นคงไม่สามารถพูดแทนได้

    ทั้งนี้ประเทศไทย 4 ปีข้างหน้านี้ ถ้าไม่ “ปัง” ก็ “พัง” เพราะจะเป็น 4 ปีที่โลกหมุนเร็วมาก ถ้ายืนอยู่ผิดที่ หรือเดินช้าไป ก็จะจบในที่ที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งตัวอย่างของการยืนผิดที่ ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ คือ การไปอิงแอบกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมากเกินไป การยืนถูกที่ คือ การยืนให้เด่น ให้โลกรู้คุณค่า ประเทศไทยสามารถเป็นตัวเชื่อม เป็นสะพาน และเป็นผู้สร้างความมั่นคงได้ ทั้งความมั่นคงทางอาหาร  Food Supply ความมั่นคงทางสุขภาพ หรือความมั่นคงในฐานะผู้ที่อยู่ใน “ห่วงโซ่การผลิต” ที่ได้มาตรฐานสูง ทำงานด้วยง่าย เพิ่มมูลค่าให้กับหุ้นส่วนได้ ประเทศไทยต้องยืนให้ถูกที่ ซึ่งไทยได้ประกาศจุดยืนให้เห็นแล้วในเวทีระหว่างประเทศที่ผ่านมาว่าพร้อมร่วมมือกับทุกฝ่าย ไทยได้ลงนาม MOU เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในเรื่องต่างๆ กับหลายประเทศ

    ขณะเดียวกัน ก็สนับสนุนความร่วมมือกับภูมิภาคอาเซียนอย่างเต็มที่ ดำเนินการที่เป็นประโยชน์สูงสุดกับประเทศไทย เช่นเดียวกับที่เป็นประโยชน์กับมิตรประเทศของไทยด้วย ซึ่งแน่นอนว่า ความตกลงจะเกิดขึ้นได้ ย่อมเป็นความตกลงที่ win-win ทั้งสองฝ่าย ไทยต้องแสดงให้เห็นศักยภาพ เช่น การเป็นแหล่งผลิตรถอีวี เซมิคอนดักเตอร์ เศรษฐกิจสีเขียว Digital Economy และในโอกาสใหม่ ๆ ด้านพลังงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่เดินหน้าไว้แล้ว และจะยืนต่อไปอย่างมั่นคงในอีก 4 ปีข้างหน้า

    นอกจากนี้ 4 ปีข้างหน้า ปัญหาไทย-กัมพูชาต้องจบเรียบร้อย ความขัดแย้งเรื้อรังจะไม่เป็นผลดีกับใครทั้งสิ้น วันนี้ได้ทำให้สถานการณ์กลับมาสู่เส้นทางที่ควรเป็นแล้ว กัมพูชาได้ให้ความร่วมมือกับไทยในกระบวนการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อปักหมุดชั่วคราว เป็นการแก้ปัญหาพื้นที่พิพาทอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ แก้ปัญหาที่ต้นตอ และให้ความสำคัญกันที่สาเหตุจริงๆ เมื่อกระบวนการถูกต้อง ผลที่ออกมาจะเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย จะไม่ต้องทิ้งปัญหานี้ให้เป็นภาระของลูกหลาน สี่ปีข้างหน้า ความสัมพันธ์ของไทยกับเพื่อนบ้านทุกประเทศ ต้องเป็นไปในทางบวก

    สำหรับเสถียรภาพการเมืองคือเงื่อนไขแรกของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งทั่วไปปีหน้า และน่าจะมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งหวังว่า หากเดินหน้าไปตามทางได้ ก็จะวางโครงสร้างอำนาจอย่างได้มาตรฐาน ตามระบอบประชาธิปไตย รับรองสิทธิเสรีภาพประชาชน ก็จะเป็นพื้นฐานสำหรับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในอนาคตอันใกล้ 

    “ผมยังเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการไดร์ฟความเจริญเร็วกว่าประเทศอื่น เราต้องสร้างระบบกฎหมายในประเทศไทย นอกจากจะต้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนแล้ว ยังต้องเอื้อต่อการทำธุรกิจ ต้องเป็นกฎหมายที่มีคุณภาพพอที่จะเชื้อเชิญคนให้เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย ไม่ใช่เป็นกฎหมายที่จุกจิก นี่คือเหตุผลของการกิโยตินกฎหมาย ต้องมี Mindset ของรัฐ ที่เคารพในสิทธิเสรีภาพของบุคคล สภานิติบัญญัติควรเป็นสภาที่ออกกฎหมายเพื่อความเจริญในทุกมิติไม่ใช่ออกกฎหมายเพื่อความลำบากของประชาชนและผู้ประกอบการ และเมื่อมีกฎหมายที่ดีแล้ว การพัฒนาจะง่ายขึ้นมาก ในส่วนของการบริหารสี่ปีข้างหน้า ผู้นำ และทั้งคณะ จะต้องเป็นคนที่พร้อมทำงาน พร้อมทั้งคุณวุฒิ สติปัญญา ประสบการณ์ และคุณสมบัติส่วนตัว ที่จะนำมาซึ่งการบริหารงาน”

    เมื่อการเมืองเสถียรแล้วจะนำมาซึ่งการปฏิรูปการศึกษา วันนี้ถ้าไม่ปฏิรูปการศึกษา นอกจากจะพัฒนาลำบากแล้ว ความเหลื่อมล้ำจะยิ่งมีช่องห่างออกไปอีก ขณะที่ระบบการศึกษายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ระบบการศึกษาที่เป็นสากล กลับมีความเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว และเด็กไทยที่มีโอกาสที่มาจากครอบครัวที่มีกำลังทรัพย์ก็จะได้รับโอกาสเหล่านั้นผ่านโรงเรียนนานาชาติหรือโรงเรียนเอกชนซึ่งพัฒนาตัวเองมาตลอด สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เด็กที่ได้รับการศึกษามาตรฐานสูง เมื่อเรียนจบแล้วจะไม่เลือกทำงานในเมืองไทย เป็นภาวะสมองไหล ที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของโลก เพราะโลกทุกวันนี้ถือว่าทุกคนเป็น “พลเมืองโลก” ต้องสามารถย้ายถิ่นฐานไปทำงานในประเทศต่างๆได้ หากคนเก่งออกไปหมด ในขณะที่อัตราเด็กเกิดน้อยลง

    ดังนั้น การปฏิรูปการศึกษาจึงสำคัญมาก เพราะในอนาคตจะต้องใช้ความรู้ ทักษะในการอยู่รอดในโลก และในการทำให้ประเทศไทยคงความสามารถในการแข่งขันได้ในเวทีโลก ซึ่งการศึกษาที่พูดถึงไม่ได้หมายถึงแค่การศึกษาในระบบในโรงเรียนมหาวิทยาลัย แต่ต้องให้การศึกษากับประชาชนในทุกอาชีพ ที่ได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของโลก

    ด้าน”เกษตรกรรม” เกษตรกรยุคใหม่ของไทยจะต้องรู้จัก Smart Farming หรือ Precision Farming เกษตรแม่นยำ ใช้โอกาสที่มีให้ได้ประโยชน์สูงสุด สูญเสียน้อยที่สุด และมีความหลากหลายในการเพาะปลูก ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด โดยมีภาครัฐคอยบริหาร Demand – Supply ให้ขายผลผลิต ได้ในราคาดีที่สุด เมื่อทำได้จะมีแต่การขอโควตาซื้อข้าวจากประเทศไทย

    และอีกกลุ่มที่ต้องให้ความสำคัญในลำดับต้นๆ คือ ผู้ประกอบการ SME ที่รัฐบาลได้วางรากฐานและเป้าหมายให้ในอนาคตอันใกล้ ผู้ประกอบการจะต้องรู้จักและเข้าถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม ซึ่งรัฐบาลได้เดินหน้ากระตุ้นอย่างเต็มที่ในโครงการคนละครึ่ง พลัส ในการส่งเสริมผู้ประกอบการให้เข้าถึงช่องทางใหม่ ๆ ทางการค้า รวมถึงการเสริมทักษะความรู้เกี่ยวกับการทำบัญชี เพื่อยกระดับธุรกิจจากขนาดเล็ก เป็นขนาดกลาง ให้มีศักยภาพที่พร้อมที่จะเติบโตต่อไป

    นอกจากนี้ ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัยไปแล้วและในเวลาไม่นาน จะมีคนอายุเกิน 65 ปี มากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด จะเจอกับทั้งแรงงานที่ลดลง ภาระสวัสดิการที่เพิ่มขึ้น และความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้สูงอายุที่มีทรัพย์สินกับผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้จะยิ่งกว้างขึ้นจนกระทบเสถียรภาพของทั้งประเทศ รัฐบาลนี้จึงได้มีการศึกษาเรื่องการขยายอายุเกษียณราชการ ซึ่งไม่ใช่เรื่องเดียวที่ต้องทำ สี่ปีข้างหน้าต้องเปลี่ยนจากการ “ดูแล” ผู้สูงอายุ ไปสู่การ “ลงทุน” กับผู้สูงอายุ

    ปัจจุบันมีเศรษฐกิจที่เรียกว่า Silver Economy ที่เติบโตเร็วมาก ทั้งสุขภาพ อาหาร การท่องเที่ยว การฟื้นฟู การแพทย์ การดูแลระยะยาว (Long-Term Care) นี่คือโอกาสของประเทศไทยที่ใหญ่ที่สุดอันหนึ่ง เพราะไทยมีคุณภาพการแพทย์ที่ดี Medical & Wellness ประเทศไทยพยายามเป็น Health & Wellness และ Aging Hub ของโลก ให้เป็นอีกหนึ่งจุดขายของไทยในตลาดโลกประเทศไทยจะเป็นประเทศที่คนอยากมาดูแลสุขภาพอยากมาใช้ชีวิตในวัยเกษียณอยากมาพักฟื้นและอยากมาพักผ่อนฟื้นฟูหัวใจร่างกาย และสภาพจิตใจ

    โดยในตอนท้ายนายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณคณะผู้จัดงาน บริษัท The Better News ที่ได้เปิดโอกาสให้มาแลกเปลี่ยนกันในวันนี้ พร้อมกล่าวส่งท้ายว่า “All for the Better Thailand”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/37852&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xcfKI9G2P17ctAYm2-P8l

  • เทรนด์การศึกษาและกิจกรรมสุดฮิตจากโรงเรียนนานาชาติใกล้คุณ

    เทรนด์การศึกษาและกิจกรรมสุดฮิตจากโรงเรียนนานาชาติใกล้คุณ

    วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.17 น.

    ในยุคที่การศึกษาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงห้องเรียนอีกต่อไป โรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียงต่างปรับตัวและนำเสนอโปรแกรมการเรียนรู้ที่หลากหลายและทันสมัย เพื่อให้ผู้ปกครองและนักเรียนได้สัมผัสประสบการณ์การศึกษาแบบครบวงจร ตั้งแต่หลักสูตรวิชาการที่เข้มข้นไปจนถึงกิจกรรมนอกห้องเรียนที่สนุกสนานและสร้างสรรค์

    หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจคือ VERSO โรงเรียนนานาชาติ ที่มุ่งเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน โรงเรียนแห่งนี้มีโปรแกรมการเรียนแบบบูรณาการ ผสมผสานการเรียนรู้ด้านวิชาการ ศิลปะ กีฬา และการพัฒนาทักษะชีวิต ทำให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติในเวลาเดียวกัน หากคุณสนใจสามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ Verso International School เพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตรและกิจกรรมต่าง ๆ ที่น่าตื่นเต้นได้ทันที

    เทรนด์การศึกษาที่น่าจับตามอง

    ปัจจุบันโรงเรียนนานาชาติต่างเน้นการเรียนรู้ที่หลากหลายและตอบโจทย์โลกยุคใหม่ หลักสูตร STEM (Science, Technology, Engineering, Mathematics) และ STEAM (Science, Technology, Engineering, Arts, Mathematics) กำลังเป็นที่นิยม เนื่องจากช่วยให้นักเรียนได้ฝึกคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ดิจิทัลในห้องเรียนยังช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ทันสมัยและมีส่วนร่วมมากขึ้น

    อีกหนึ่งแนวโน้มที่กำลังมาแรงคือการเรียนรู้แบบ Project-Based Learning หรือการเรียนรู้ผ่านโครงการจริง นักเรียนจะได้ทำงานเป็นทีม วางแผนโครงการ และนำเสนอผลงาน ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยพัฒนาทักษะวิชาการ แต่ยังเสริมสร้างทักษะการสื่อสาร การจัดการเวลา และความรับผิดชอบ

    กิจกรรมนอกห้องเรียนที่น่าสนใจ

    โรงเรียนนานาชาติหลายแห่งในกรุงเทพฯ ยังมีกิจกรรมนอกห้องเรียนที่หลากหลาย ทั้งกีฬา ดนตรี ศิลปะ การแสดง และชมรมต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนได้พัฒนาความสามารถรอบด้าน ตัวอย่างเช่น การเข้าค่ายภาษาอังกฤษ การแข่งขันหุ่นยนต์ หรือกิจกรรมสันทนาการที่ช่วยเสริมสร้างมิตรภาพและความมั่นใจในตัวเอง

    กิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงความสนุกสนานเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เด็ก ๆ เรียนรู้การทำงานเป็นทีม การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และการคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในโลกปัจจุบัน การมีส่วนร่วมในกิจกรรมนอกห้องเรียนยังช่วยให้นักเรียนค้นพบความสนใจและความถนัดของตนเอง พร้อมทั้งพัฒนาทักษะด้านสังคมที่จำเป็นสำหรับการเติบโตในอนาคต

    การเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต

    โรงเรียนนานาชาติหลายแห่งยังเน้นการเตรียมความพร้อมให้นักเรียนเข้าสู่การศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยทั้งในและต่างประเทศ ด้วยหลักสูตรที่ยืดหยุ่นและโปรแกรมเสริมที่หลากหลาย นักเรียนจะได้มีโอกาสเรียนรู้ทักษะชีวิตจริง เช่น การบริหารเวลา การคิดเชิงวิพากษ์ และการตั้งเป้าหมาย นอกจากนี้ การสนับสนุนด้านการแนะแนวอาชีพและการเลือกหลักสูตรระดับสูงยังช่วยให้นักเรียนสามารถวางแผนอนาคตได้อย่างมั่นใจ

    การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชน

    อีกหนึ่งจุดเด่นของโรงเรียนนานาชาติคือการเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมประชุมผู้ปกครอง การจัดกิจกรรมร่วมกัน หรือการสื่อสารอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางต่าง ๆ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครู ผู้ปกครอง และนักเรียนช่วยให้เกิดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่อบอุ่นและเอื้อต่อการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ

    สรุป

    การศึกษาในโรงเรียนนานาชาติไม่ได้จำกัดเพียงแค่ห้องเรียนอีกต่อไป แต่ครอบคลุมทั้งการเรียนรู้เชิงวิชาการ กิจกรรมนอกห้องเรียน และการพัฒนาทักษะชีวิต โรงเรียนนานาชาติหลายแห่งในกรุงเทพฯ นำเสนอเทรนด์การศึกษาและกิจกรรมสุดฮิตที่ช่วยเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ ทักษะสังคม และความมั่นใจให้กับนักเรียน

    ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ปกครองที่กำลังมองหาโรงเรียนที่ตอบโจทย์อนาคตของลูก หรือผู้ที่สนใจติดตามข่าวสารและกิจกรรมล่าสุดของโรงเรียนนานาชาติ การติดตามและเลือกสรรโอกาสการศึกษาอย่างรอบด้านจะช่วยให้เด็ก ๆ เติบโตอย่างมั่นใจและพร้อมรับมือกับความท้าทายในโลกยุคใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/930240&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tSVPtLbhpVHyXYcWizyAX

  • กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6

    กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6

    กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6


    25/11/2568 | 75 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6

    วันนี้ (26 พฤศจิกายน 2568) 07.45น. นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชน เข้าร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระบรมราชานุสาวรีย์ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร เพื่อแสดงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

    พิธีวางพวงมาลาครั้งนี้ มีหัวหน้าส่วนราชการจากหลายหน่วยงานเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เข้าร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะ ตามลำดับพิธี ณ บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์ ด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ

    กรมการพัฒนาชุมชนมุ่งมั่นเดินตามรอยพระราชปณิธานในรัชกาลที่ 6 ที่ทรงให้ความสำคัญต่อการศึกษา การพัฒนาท้องถิ่น และคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์กรมการพัฒนาชุมชนที่มุ่งสร้าง เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคงและเจริญรุ่งเรือง

    #กระทรวงมหาดไทย

    #กรมการพัฒนาชุมชน


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/290908&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2A6eVj5WXe1diUI5PM42Bd

  • สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จไปทรงเปิดการประชุมวิชาการการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริฯ ประจำปี 2568

    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จไปทรงเปิดการประชุมวิชาการการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริฯ ประจำปี 2568

    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จไปทรงเปิดการประชุมวิชาการการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริฯ ประจำปี 2568

    (24 พ.ย. 68) สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริฯ ประจำปี 2568 โดยมี กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นเจ้าภาพหลัก ณ BANGKOK THONBURI HALL มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

    โอกาสนี้ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ

    การจัดงานในครั้งนี้ โครงการส่วนพระองค์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับหน่วยงาน สถานศึกษาในโครงการตามพระราชดำริ ได้แก่ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย, กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, กรมส่งเสริมการเรียนรู้, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน, สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร จัดขึ้น เป็นครั้งที่ 11 ในหัวข้อ “70 พรรษามหามงคล เด็กและเยาวชนร่วมสืบสานการเกษตร รักษ์สิ่งแวดล้อม” เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีโครงการสำคัญ อาทิ โครงการป่ารักน้ำ, โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ และโครงการฟาร์มตัวอย่างฯ เกิดแหล่งผลิตอาหารกระจายอยู่ทั่วประเทศชาติ ซึ่งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสานต่อ และพัฒนาให้ยั่งยืน เกิดเป็นโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารฯ ที่ดำเนินงานมานาน 45 ปี

    โอกาสนี้ พระราชทานเกียรติบัตรแด่พระภิกษุ และครูผู้ชนะเลิศการประกวดแข่งขันแนวปฏิบัติที่ดี รวม 42 รูป/คน การประชุมฯ ครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 1,400 คน มีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ ปาฐกถาพิเศษและการเสวนาแนวปฏิบัติที่ดีรายด้านของสถานศึกษา หัวข้อ “การเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”, การประกวดแข่งขันทักษะวิชาการของนักเรียน 7 กิจกรรม ได้แก่ การเล่านิทาน, การตัด ปะ ฉีก, วาดภาพระบายสี, คัดลายมือ, เขียนเรียงความภาษาไทย และภาษาอังกฤษ และการนำเสนอผลงานของนักเรียน

    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชดำรัสเปิดการประชุม ความว่า “โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันมีวัตถุประสงค์สําคัญเพื่อให้นักเรียนได้บริโภคอาหารกลางวันที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ให้มีสุขภาพดีไม่เป็นโรคขาดสารอาหารที่เป็นอุปสรรคต่อการศึกษาเล่าเรียน นอกจากนี้ นักเรียนยังได้เรียนรู้วิชาการเกษตรจากการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง  ทำให้มีความรู้ทั้งในด้านวิชาการและได้ฝึกฝนตนเองด้านการทำงานร่วมกัน การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน เป็นต้น กิจกรรมโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ยังช่วยเพิ่มพูนความรู้เรื่องธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่จะช่วยเสริมสร้างความคิดด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตั้งแต่เยาว์วัย การมีส่วนร่วมในกิจกรรมโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันช่วยให้นักเรียนมีพัฒนาการด้านการคิดอย่างมีเหตุผล การรู้จักสังเกต ความรับผิดชอบต่อหน้าที่หรือการแก้ไขปัญหาที่จะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาเล่าเรียนและการดํารงชีวิตเมื่อเติบโตขึ้น”

    จากนั้น ทอดพระเนตรการแสดงของนักเรียนโรงเรียนบ้านในวง สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดระนอง ชุด “นารีรัตนา ปวงประชาร่มเย็น” และการนำเสนอผลงานแนวปฏิบัติที่ดีรายด้าน 6 ด้านของสถานศึกษาที่ชนะการประกวด ได้แก่ ด้านโภชนาการและสุขภาพอนามัย เรื่อง “เกษตรยังยืนสู่โภชนาการที่ดี” จากโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนค็อกนิสไทยฯ จังหวัดสกลนคร, ด้านการส่งเสริมคุณภาพการศึกษา เรื่อง “ผักจากแปลง แปลงเป็นคำ ร้อยกรองลำนำ ทำเกษตรอินทรีย์” จากโรงเรียนวัดบึงทองหลาง (พิทักษ์วิทยาคาร) กรุงเทพมหานคร, ด้านการส่งเสริมอาชีพ เรื่อง “Green Farm Products Eco-Careers ผลิตภัณฑ์เกษตรสีเขียว สร้างอาชีพรักษ์โลก” จากโรงเรียนบ้านใหม่วิทยา จังหวัดลำปาง และเรื่อง “การแปรรูปใบพลู เพื่อเพิ่มมูลค่าสู่ชุมชน” จากศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” บ้านโอโลคีบน จังหวัดเชียงใหม่, ด้านการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น เรื่อง “สืบสานตารีกีปัสผ่านพัดไม้ไผ่” จากโรงเรียนอิบตีดาวิทยา จังหวัดนราธิวาส และเรื่อง “สวนผักของหนู แหล่งเรียนรู้ศาสตร์พระราชาอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทโส้” จากโรงเรียนบ้านห้วยกอกหนองเค็ม จังหวัดสกลนคร, ด้านคุณธรรมและจริยธรรม เรื่อง “เมล็ดพันธุ์แห่ง SUTTHA เมตตาธรรมชาติ” จากโรงเรียนบ้านผาเยอ จังหวัดแม่ฮ่องสอน, และด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง “เกษตรรักษ์สิ่งแวดล้อม” จากโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านห้วยน้ำขุ่น จังหวัดตาก สะท้อนให้เห็นถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมุ่งมั่นพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารมาอย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 45 ปี ทำให้การดำเนินงานตามพระราชดำริมีความก้าวหน้า เกิดผลสำเร็จ ผู้ปฏิบัติงานสามารถแลกเปลี่ยนความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีระหว่างกัน ช่วยต่อยอดการพัฒนาให้เกิดผลสำเร็จอย่างยั่งยืน ทั้งต่อสถานศึกษาและคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/61801&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KlFIsCsiY54bWWWWvW59H

  • “เรียนฟรี” ไม่เคยมีจริง เรียกเก็บเงินบริจาค ไม่จ่ายค่าเทอมไม่จบ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    “เรียนฟรี” ไม่เคยมีจริง เรียกเก็บเงินบริจาค ไม่จ่ายค่าเทอมไม่จบ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    “เรียนฟรี” ไม่เคยมีจริง เรียกเก็บเงินบริจาค ไม่จ่ายค่าเทอมไม่จบ

    ความจริงในรั้วโรงเรียนที่ขัดแย้งกับนโยบายขายฝัน “เรียนฟรี 15 ปี” ของรัฐบาลเมื่อผู้ปกครองถูกเรียกเก็บเงินตั้งแต่ค่าเทอมจนถึงเงินบริจาคที่ถูกบังคับจ่าย

    ในขณะที่ ประเทศไทยมีกฎหมายรองรับ เรียนฟรี 15ปี” แต่ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อย ถูกกดดันจ่ายเงินในรูปแบบต่าง ๆ ที่เป็นภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง เช่น เงินบริจาค ที่นอกจากการบริจาคแล้ว ยังมีการกำหนดขั้นต่ำ ทั้งที่ควรเป็นเรื่องของความสมัครใจ ในขณะเดียวกัน ส่วนที่ควรจะเป็นเรียนฟรีจริง ๆ อย่างค่าเทอม กับกลายเป็นเรื่องต่อรองการได้วุฒิการศึกษาของเด็ก ๆ ที่ไม่ควรเกิดขึ้นในระบบการศึกษาที่ควรเท่าเทียมสำหรับทุกคน

    เมื่อ “เงินบริจาค” กลายเป็นค่าใช้จ่ายบังคับของผู้ปกครอง

    “ให้บริจาคเงิน แต่มียอดขั้นต่ำ 1,000 บาทนะคะ” นี่คือเสียงสะท้อนจากหนึ่งในผู้ปกครองหลายรายในจังหวัดสุรินทร์ ที่ถูกเรียกเก็บเงินบริจาคเพื่อนำไปซื้อรถบัสของโรงเรียน

    ทั้งที่ก่อนหน้านั้น ผู้ปกครองทุกคนเพิ่งจ่ายค่าบำรุงการศึกษา ไปครบถ้วนตามกำหนด แต่พอเปิดเทอม ก็ถูกขอให้บริจาคเพิ่ม โดยมียอดขั้นต่ำ 1,000 บาทประกอบด้วยเหตุผลว่า โรงเรียนต้องการรถบัสเพื่อใช้ในการเรียนการสอน

    สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ยิ่งหนัก ไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ ความรู้สึกว่าไม่จ่ายไม่ได้ เพราะผู้ปกครองหลายคน ไม่กล้าปฏิเสธ เนื่องจากกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดกับลูกหลานที่กำลังเรียนในโรงเรียนแห่งนี้

    เงินบริจาคที่ควรเป็นการให้ด้วยใจ กลับกลายเป็นเรื่องที่ทำให้ผู้ปกครองรู้สึกถูกบีบคั้น และเมื่อโรงเรียนกำหนดยอดขั้นต่ำการบริจาคก็ไม่ต่างอะไรจากการเก็บเงินภาคบังคับ

    “ค่าเทอมก็จ่าย ค่าบำรุงก็จ่าย แล้วยังมีเงินบริจาคอีก 1,000 บาท สำหรับบางบ้านมันคือเงินค่าอาหารทั้งสัปดาห์” เสียงสะท้อนเหล่านี้ถูกส่งต่อถึงหน่วยงานประจำจังหวัดสุรินทร์ สภาผู้บริโภค และได้ลงพื้นที่เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ (สพม.สุรินทร์) พร้อมหลักฐานความคิดเห็นของผู้ปกครองจำนวนมาก

    ขณะที่ ผู้อำนวยการ สพม.สุรินทร์ ชี้แจงว่า โรงเรียนสามารถขอรับบริจาคได้ แต่ต้องไม่มีลักษณะบังคับ พร้อมเตรียมออกหนังสือให้โรงเรียนชี้แจงข้อเท็จจริง และหากพบความไม่ชอบมาพากล อาจมีการตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยต่อไป

    เด็กเรียนจบแล้ว…แต่ไม่มีวุฒิ

    ในอีกมุมหนึ่งของเรื่องร้องเรียนหน่วยงานประจำจังหวัดสุรินทร์ คือชีวิตของเด็กหญิงคนหนึ่ง “น้องนุช” (นามสมมุติ) นักเรียนที่จบชั้น ม.3 แล้วตั้งใจจะไปสมัครเรียนต่อสายอาชีพ แต่ชีวิตกลับหยุดลงเพราะ “ไม่มีวุฒิการศึกษา”

    น้องนุชเด็กนักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แต่ไม่มีวุฒิการศึกษาเพื่อไปสมัครเรียนต่อได้ เนื่องจากติดค้างค่าเล่าเรียนมานานหลายปี รวมประมาณ 16,200 บาท เงินจำนวนนั้น สำหรับบางคน คืออาหารราคาแพงสองสามมื้อ แต่สำหรับบ้านของน้องนุช มันคือจำนวนเงินที่ไม่มีวันหาได้ทันที

    ครอบครัวของเธอมีเพียงคุณแม่ ซึ่งเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว หลังจากสูญเสียคุณพ่อไป นอกจากต้องเลี้ยงดูน้องนุชแล้ว ยังต้องดูแลยายที่แก่ชรา และหลานอีกคนหนึ่ง รายได้แต่ละวันแทบจะใช้แค่ประคองให้ทั้งบ้านมีกิน

    เด็กคนหนึ่งที่ควรจะได้ไปต่อในเส้นทางการศึกษา กลับต้องอยู่บ้านช่วยแม่ทำงาน เพียงเพราะ “ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมที่ค้าง”และเรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว หน่วยงานประจำจังหวัดสุรินทร์ระบุว่า พวกเขาได้รับเรื่องร้องเรียนด้านการศึกษามาตลอด ทั้งกรณีบังคับบริจาค เก็บค่าใช้จ่ายไม่เป็นธรรม หรือแม้แต่กรณีร้ายแรง เช่น ไม่ชำระค่าเทอม แล้วไม่มีวุฒิการศึกษา ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิของนักเรียนอย่างชัดเจน

    หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนหน่วยงานประจำจังหวัดสุรินทร์ ได้ทำหนังสือแจ้งถึง สพม.สุรินทร์ ให้ทราบปัญหาที่เกิดขึ้น ต่อมาทางโรงเรียน ติดต่อมาว่าได้เชิญผู้ปกครองและเด็กเข้ามารับวุฒิการศึกษา

    ภาระการศึกษา คือบาดแผลที่ยังไม่เคยถูกเยียวยา

    เมื่อปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า หน่วยงานต้องคอยแก้ไขเป็นรายกรณี ดับไฟทีละจุด ทั้งที่ในหลักการแล้ว ประเทศไทยมี “กฎหมายเรียนฟรี” อยู่แล้ว แต่ในความเป็นจริง พ่อแม่ผู้ปกครองจำนวนมากกลับยังต้องควักเงินก้อนแล้วก้อนเล่า เพื่อให้ลูกได้เรียน

    หลายครอบครัวต้องคอยหมุนเงิน ขายของ หยิบยืม หรือตัดค่าใช้จ่ายจำเป็น เพียงเพื่อให้ลูกได้เข้าห้องเรียน โรงเรียนบางแห่งอาจตั้งใจดี ต้องการสิ่งอำนวยความสะดวก แต่การขอให้ผู้ปกครองร่วมรับภาระ โดยไม่คำนึงถึงบริบททางเศรษฐกิจของแต่ละครอบครัว อาจกลายเป็นภาระที่เกินกว่าบางครอบครัวจะรับไหว

    การศึกษาที่ควรเป็น “โอกาส” ไม่ใช่ “ภาระหนี้สิน” แต่การที่โรงเรียนยังมีค่าใช้จ่ายแฝง ค่าบำรุง ค่าบริจาคขั้นต่ำ หรือแม้แต่ยึดวุฒิการศึกษาเพราะค้างค่าเทอม สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าระบบยังมีช่องโหว่ที่ทำให้เด็กหลายคนต้องเสียโอกาส ทั้งที่พวกเขาควรจะได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม เพราะการศึกษาไม่ควรเป็นภาระของครอบครัว แต่ควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างแท้จริง

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/documents/free-education/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FySrnbD1aDxOtik7CkYTu

  • ประชุมคณะกรรมการบริหารหอพัก นักเรียนนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา (ประชุมสัญจร) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ประชุมคณะกรรมการบริหารหอพัก นักเรียนนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา (ประชุมสัญจร) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/117315/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26cmWDp9RXAqjbMc0sOwPx

  • ชาวจีนอวย “ผักสวรรค์” สมุนไพรชั้นเทพ ไทยปลูกขึ้นง่ายทุกที่ แต่หลายคนร้องอี๋ ไม่ยอมกิน!

    ชาวจีนอวย “ผักสวรรค์” สมุนไพรชั้นเทพ ไทยปลูกขึ้นง่ายทุกที่ แต่หลายคนร้องอี๋ ไม่ยอมกิน!

    ผักคาวทองหรือผักพลูคาว “ผักมหัศจรรย์” ที่จีนยกย่อง โตทั่วไปในไทยแต่หลายคนยังไม่กล้าทาน

    ผักคาวทอง หรือผักพลูคาว เป็นผักพื้นบ้านที่พบได้ทั่วไปในหลายภูมิภาคของไทย แม้หลายคนจะไม่กล้าทานเพราะมีกลิ่นเฉพาะตัว แต่ในจีน สมุนไพรชนิดนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ผักเทพ” เนื่องจากใช้ได้ทั้งเป็นอาหารและเป็นยาตามตำรับแพทย์แผนโบราณ มีฤทธิ์ช่วยลดการอักเสบ ระบายความร้อน และเสริมภูมิคุ้มกัน

    คุณค่าทางสมุนไพรของผักคาวทอง

    1. ทั้งต้นมีน้ำมันหอมระเหยตามธรรมชาติ อุดมด้วยสารสำคัญอย่าง quercetin และ isoquercitrin ที่ช่วยต้านอักเสบ ต้านเชื้อแบคทีเรีย และเสริมความแข็งแรงของหลอดเลือด
    2. การศึกษาบางส่วนระบุว่าสารสกัดจากผักคาวทองอาจช่วยยับยั้งเชื้อไวรัสบางชนิดภายใต้เงื่อนไขในห้องปฏิบัติการ
    3. ในตำรับแพทย์แผนจีน จัดเป็นสมุนไพร “เย็น–ถอนพิษ” ใช้ลดความร้อน ขับปัสสาวะ และบรรเทาอาการบวมอักเสบ
    4. ในไทย นิยมนำไปช่วยบรรเทาอาการร้อนใน ผดผื่น และมักใช้เป็นผักเคียงกับอาหารพื้นบ้านหลากหลายชนิด

    วิธีใช้ผักคาวทองให้เกิดประโยชน์

    1. กินสด เป็นผักเคียงในมื้ออาหาร เพื่อช่วยเสริมการย่อย
    2. คั้นเป็นน้ำหรือทำน้ำดื่ม ควรดื่มหลังอาหารเพื่อลดการระคายเคืองกระเพาะ
    3. ใช้ภายนอก เช่น ตำพอกแผล หรือใช้น้ำต้มใบล้างบริเวณผิวหนังที่อักเสบ

    ข้อควรระวังเมื่อทานผักคาวทอง

    1. ควรล้างให้สะอาดและแช่น้ำเกลือก่อนรับประทาน
    2. ไม่ควรดื่มน้ำคั้นผักคาวทองตอนท้องว่าง เพราะอาจระคายเคืองกระเพาะ
    3. หลีกเลี่ยงการทานในปริมาณมาก ผู้ใหญ่ควรรับประทานผักสดประมาณ 20–40 กรัมต่อวัน หรือผักแห้ง 10–12 กรัมต่อวัน
    4. หากต้องการใช้เพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วย ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้เป็นประจำ

    ใครควรระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยง

    1. สตรีมีครรภ์ โดยเฉพาะช่วงตั้งครรภ์ระยะแรก ควรหลีกเลี่ยง
    2. ผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำหรือใช้ยาลดความดัน ควรทานในปริมาณน้อย
    3. ผู้ที่มีอาการท้องเสียหรือระบบขับถ่ายอ่อนแอ เพราะผักมีฤทธิ์เย็น

    ผักคาวทองแม้มีกลิ่นเฉพาะตัว แต่เป็นผักพื้นบ้านที่มีประโยชน์ด้านสมุนไพรสูง ช่วยต้านอักเสบและลดความร้อนในร่างกายได้ อย่างไรก็ตาม ควรบริโภคอย่างพอเหมาะ และไม่ควรใช้แทนการรักษาโดยแพทย์ หากต้องการใช้เพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยควรขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญก่อนทุกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9858266/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XLNEOtCo4SCTSsd1mlnaV

  • ‘สมศักดิ์’ ถาม พรรคฝ่ายค้ำ รับผิดชอบอย่างไร ปล่อยรัฐบาลใช้งบมือเติบ

    ‘สมศักดิ์’ ถาม พรรคฝ่ายค้ำ รับผิดชอบอย่างไร ปล่อยรัฐบาลใช้งบมือเติบ

    การเมือง

    ‘สมศักดิ์’ ถาม พรรคฝ่ายค้ำ รับผิดชอบอย่างไร ปล่อยรัฐบาลใช้งบมือเติบ

    24 พ.ย. 2025 เวลา 18:57 น.

    “สมศักดิ์” ลงพื้นที่นนทบุรีต่อเนื่อง อ้อนขอเสียงสนับสนุน “จิรพงษ์” เข้าสภาฯ ชูเป็นคนดีมีความสามารถ เผย “เพื่อไทย” เล็งทำมอเตอร์เวย์ผันน้ำลงทะเลแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ด้าน “จิรพงษ์” ขอโอกาสทำงานเพื่อประชาชน

    นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และแกนนำพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายจิรพงษ์ ทรงวัชราภรณ์ ว่าที่ผู้สมัคร สส. นนทบุรี เขต 2 ร่วมกันลงพื้นที่ วัดสลักใต้และวัดพุฒิปรางปราโมท เขตเทศบาลบางศรีเมือง อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี เพื่อพบปะพูดคุยประชาชน

    โดยนายสมศักดิ์ กล่าวว่า วันนี้นำนายจิรพงษ์ มานำเสนอให้คนนนทบุรี เพราะเป็นคนที่มีความสามารถ เคยเป็น สจ.มา 16 ปี ดูแลคนนนท์ฯ ตลอดมา และช่วงที่ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารสุขก็ได้นายจิรพงษ์ไปช่วยงาน โดยเฉพาะการรณรงค์ NCDs กินเป็นไม่ป่วย เพื่อป้อกันการเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากโรค NCDs เพื่อจะช่วยประหยัดงบประมาณ เนื่องจากมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์การใช้งบประมาณ 30 บาทรักษาทุกที่ อาจจะทำให้ระบบล่มสลายนั้น มองว่าถ้าปล่อยปละละเลยไม่มีการรณรงค์การกินเป็นไม่ป่วย อาจจะทำให้คำวิจารณ์นั้นเกิดขึ้นจริง ตนจึงรณรงค์ให้ความรู้เรื่องนี้กับประชาชนและอสม.อย่างจริงจังตั้งแต่สมัยเป็นรัฐมนตรีเพราะเชื่อว่าจะทำให้การเจ็บป่วยลดลงและลดความแออัดในโรงพยาบาล 

    นายสมศักดิ์ ได้กล่าวถึงประเด็นทางการเมืองว่า วันนี้เรามีพรรคการเมืองที่เป็นพรรคฝ่ายค้ำคือพรรคที่เลือกพรรคสีน้ำเงินเข้าไปเป็นรัฐบาล แต่ไม่ร่วมรัฐบาลเพียงแต่ยกมือให้ ในขณะที่พรรครัฐบาลทำงานยังไม่ถึง 2 เดือน แต่กลับมีการอนุมัติงานที่ใช้งบประมาณมากมาย อย่างเรื่องของรถแข่ง โมโตจีพีใช้งบประมาณ 4,000 ล้านบาท แต่น้ำท่วมภาคเหนือ ภาคกลาง ใช้เงินเยียวยาหลักร้อยล้านบาท แต่รถแข่งใช้เงิน 4,000 ล้านบาท รวดเร็วในระยะเวลาไม่ถึง 2 เดือน อันไหนมีความสมเหตุสมผลมากกว่ากัน ซึ่งมีการติดตามทวงถามการใช้งบประมาณและหากมีความเสียหายเกิดขึ้นพรรคฝ่ายค้ำ จะรับผิดชอบอย่างไร ส่วนการเจรภาษีสหรัฐอเมริกา 38 %39% ที่ลดลงมาเหลือ 19% ถูกยับยั้งไว้ โดยในสมัยของพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า แต่วันนี้อาจจะเหมือนตรงข้ามก็ลองพิจารณาดูว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้จะทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างไรจากการใช้วิจารณญาณของผู้บริหารประเทศ

    นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตเรื่องการซื้อกระแสไฟฟ้าจากภาคเอกชนราคา 2.16 บาท  เป็นราคาเดิมเหมือน 5 ปีที่ผ่านมา ในสมัยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถือว่าแพงทั้งที่ควรจะถูกลงกว่าเดิม เพราะต้นทุนค่าก่อสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์น่าจะถูกลงจากเดิมมาก และรัฐบาลนี้ดำเนินการอย่างรวดเร็วในเวลา 2 เดือน ทำให้ประชาชนใช้ค่าไฟแพง แต่ช่วงที่น.ส.แพรทองธาร ชินวัตร เป็นรัฐบาล พยายามช่วยเรื่องค่าไฟให้ถูกลงอย่างเต็มที่ ส่วนปัญหาเรื่องน้ำท่วม พรรคเพื่อไทย กำลังคิดเรื่องทำมอเตอร์เวย์น้ำ ทางตะวันออก ทางตะวันตกลงกรุงเทพฯ เพื่อผันลงทะเลให้เร็วยิ่งขึ้น เป็นแนวทางพรรคเพื่อไทยที่จะแก้ไข กำลังทำการศึกษา อีกทั้งจะทำแนวนโยบายการแก้ไขปัญหาความยากจน ราคาพืชผลเกษตร 

    ขณะที่นายจิรพงษ์ กล่าวว่า  แม้ว่าการเลือกตั้งปี 66 จะไม่สมหวังได้เข้าสภาฯ แต่การเป็น สจ.มา 16 ปี ทำให้ตนยังมีความหวัง มีความฝันที่จะเข้าไปทำประโยชน์ให้ประชาชน ได้รับโอกาสจากนายสมศักดิ์ให้เข้าไปช่วยงานตั้งแต่เป็นรองนายกฯ ตนก็ได้อยู่ในคณะทำงานเรื่องน้ำของ สทนช. และสมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารสุข ก็ยังได้รับโอกาสอีกเช่นเดิม ขณะเดียวพรรคเพื่อไทย ที่มีนโยบายเพื่อช่วยประชาชน ทั้ง 30 รักษาทุกที่ เรื่องการศึกษา 1 อำเภอ 1 ทุน ที่ริเริ่มในสมัยของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นการให้โอกาสคนได้เข้าถึงการศึกษา ตนมีเพื่อนได้ที่รับโอกาสทางศึกษา ได้ทุนเรียนต่างประเทศ กลับมารับราชการ กลับมาพัฒนาบ้านเมือง ซึ่งตนเองมีบิดา มารดามีทุนทรัพย์ส่งไปเรียนต่างประเทศเช่นกัน จึงมองว่านโยบายนี้ก็เหมือนกับพ่อแม่ที่ให้โอกาสทางการศึกษาแก่ลูก นอกจากนี้ยังมีอีกหลายนโยบายที่ทำเพื่อประชาชนจริงๆ ทั้ง รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งขณะนี้ พ.ร.บ.ถึงมือสว.แล้ว ก็ต้องจับตากันต่อไป ดังนั้น ขอโอกาสคนนนทบุรีเขต 2 ให้ได้เข้าไปทำงานอีกครั้ง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1209045&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ELpM3MiK–NmCnCdpA1wP

  • สพม.แม่ฮ่องสอน ร่วมต้อนรับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ติดตามนโยบาย “เรียนดี มีคุณธรรม” – OBEC

    สพม.แม่ฮ่องสอน ร่วมต้อนรับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ติดตามนโยบาย “เรียนดี มีคุณธรรม” – OBEC

    สพม.แม่ฮ่องสอน ร่วมต้อนรับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ติดตามนโยบาย “เรียนดี มีคุณธรรม”

    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานตามนโยบาย “เรียนดี มีคุณธรรม” ณ โรงเรียนแม่สะเรียง “บริพัตรศึกษา” อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู และบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่เข้าร่วมให้ข้อมูลและข้อเสนอแนะอย่างพร้อมเพรียง

    ในการนี้ นายศุภวิชญ์ ดิษเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแม่ฮ่องสอน พร้อมด้วย นายสุรพล จริยา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแม่ฮ่องสอน ได้เข้าร่วมให้การต้อนรับและร่วมประชุมหารือ โดยนายศุภวิชญ์ ดิษเจริญ ได้กล่าวรายงานภาพรวมการจัดการศึกษาในพื้นที่สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแม่ฮ่องสอน ซึ่งมีลักษณะเฉพาะด้านภูมิประเทศที่เป็นพื้นที่สูงและห่างไกล ประกอบกับความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม ส่งผลให้การจัดการศึกษาในพื้นที่มีข้อจำกัดหลายประการ ทั้งด้านงบประมาณ การดำรงชีพของนักเรียน และการจัดสรรอัตรากำลังครู

    สาระสำคัญของการหารือประกอบด้วยข้อเสนอเชิงนโยบาย อาทิ การเพิ่มอัตรากำลังครูในพื้นที่ห่างไกล การพิจารณาค่าตอบแทนพิเศษเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่ครูและบุคลากร การจัดสรรงบประมาณที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่สูง และการสนับสนุนด้านการอุปโภคบริโภคของนักเรียนในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงทรัพยากรพื้นฐาน

    รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้แสดงความชื่นชมต่อความมุ่งมั่นของผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่ พร้อมรับข้อเสนอไปพิจารณาในระดับนโยบาย เพื่อหาแนวทางสนับสนุนที่เหมาะสมและยั่งยืน

    สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแม่ฮ่องสอน จะนำนโยบาย “เรียนดี มีคุณธรรม” ตลอดจนข้อเสนอแนะของท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มาปรับใช้ในการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาในพื้นที่ห่างไกลให้เกิดความทั่วถึง เท่าเทียม และยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.obec.go.th/th/22546&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cbDo8cfaXuZxphmeCJQMW