Category: วัฒนธรรม

  • “สุรศักดิ์” แจง จัดเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยเที่ยวนอก 1,000 บาท แค่ขั้นตอนการศึกษา

    “สุรศักดิ์” แจง จัดเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยเที่ยวนอก 1,000 บาท แค่ขั้นตอนการศึกษา

    “สุรศักดิ์” แจง จัดเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยเที่ยวนอก 1,000 บาท แค่ขั้นตอนการศึกษา ยังไม่มีกำหนดเข้าครม.เมื่อไหร่ หวังช่วยกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ ยืนยันไม่กระทบคนเดินทางไปเรียน – ทำงาน

    เมื่อเวลา 14.40 น. วันที่ 28 เม.ย. 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงแนวคิดการเก็บค่าธรรมเนียม 1,000 บาท สำหรับนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางออกไปเที่ยวต่างประเทศ ว่าเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การเก็บภาษีเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งเป็นพระราชกำหนดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2526 ที่ประเทศไทยเคยดำเนินการจัดเก็บมาแล้วช่วงปี 2540 

    อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นแนวคิดที่กระทรวงการคลังจะศึกษา แต่พอผู้สื่อข่าวสอบถามกลายเป็นว่าตนไปจัดเก็บ ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไม่มีอำนาจจัดเก็บในส่วนนี้ แต่จากการที่กระทรวงการคลัง ได้เชิญสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมหารือ ก็มีความกังวลว่าจะนำเงินที่ได้จากการจัดเก็บไปทำอะไร และใช้อย่างไร 

    นายสุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า หลักการของการจัดเก็บภาษีครั้งนี้อยู่บนแนวคิดที่จะจัดเก็บจากผู้ที่เดินทางออกนอกประเทศเพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น ส่วนวีซ่าประเภทอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นทูต วีซ่า Work Permit และวีซ่าต่างๆ จะพิจารณาเป็นบางกลุ่มที่ยกเว้นได้ พร้อมย้ำว่า การจัดเก็บดังกล่าวยังไม่ใช่เวลาที่จะมาสรุป เป็นเพียงแนวทางการรับฟังความเห็น ซึ่งตัวเลข 1,000 บาท เป็นตัวเลขที่เคยจัดเก็บในอดีตเท่านั้น จึงนำตัวเลขนี้กลับมาพิจารณา ซึ่งจะนำเงินที่ได้จากการจัดเก็บนำไปกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศไทย ทั้งนี้ ATTA รวมถึงสมาคมต่างๆ ได้ทำหนังสือ และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ทั้งเราเที่ยวด้วยกัน และทัวร์ทั่วไทย ซึ่งตรงกับความคิดของรัฐบาลอยู่แล้ว แต่การจะสนับสนุนในทุกๆเรื่องคงหนีไม่พ้นเรื่องของงบประมาณ ซึ่งรัฐบาลต้องกู้เงินเพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ แน่นอนว่าการกู้เงินหนีไม่พ้นว่าจะเป็นภาระของประชาชน แต่จะทำอย่างไรที่จะทำให้มีเงินเข้ามาช่วยการท่องเที่ยว

    “พูดง่ายๆ ว่าจัดเก็บคนที่ไปเที่ยวต่างประเทศเพื่อมาช่วยคนไทยที่ไม่ได้มีโอกาสไปเที่ยวต่างประเทศ หรืออยากจะเที่ยวในประเทศไทยอยู่แล้ว จะได้รับการสนับสนุนจากตรงนั้น และไม่ใช่การจัดเก็บคนที่ไปเรียน หรือคนที่ไปทำงาน ซึ่งในพระราชกำหนดมีการระบุไว้ว่าจะจัดเก็บได้สูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท แต่ยืนยันว่ายังเป็นเพียงการศึกษา และยังไม่มีการสรุปว่าจะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อไหร่ และย้ำว่ามีการคิดเป็นอย่างดีว่าเงินที่ได้จากผู้ที่เดินทางออกไปเที่ยวต่างประเทศจะกลับมาให้คนไทยได้เที่ยวในประเทศ“ นายสุรศักดิ์ กล่าว

    เมื่อถามว่า ที่บอกว่าแค่ศึกษาจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้เป็นการฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อที่จะนำกลับไปพิจารณาหลักการ โดยจะพิจารณาว่า เห็นด้วยหรือไม่กับการจัดเก็บ, ราคาเท่าไหร่ที่เหมาะสม, ระยะเวลาที่จัดเก็บควรจะเป็นช่วงไหน และบุคคลใดบ้างที่ควรจะได้รับการยกเว้น ซึ่งกระทรวงการคลังและรัฐบาลจะต้องรวบรวมข้อมูลเพื่อศึกษาต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2929389&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2K4chP4RLsbpmUnQ5XgqXe

  • เช็กสถิติ 5 ปี ส่อง 10 อันดับ จังหวัดไหนส่งลูกหลาน “สอบติดมหาวิทยาลัยรัฐ” มากที่สุด?

    เช็กสถิติ 5 ปี ส่อง 10 อันดับ จังหวัดไหนส่งลูกหลาน “สอบติดมหาวิทยาลัยรัฐ” มากที่สุด?

    เปิดอันดับจังหวัด สอบติดมหาวิทยาลัยรัฐมากสุด สถิติย้อนหลัง 5 ปี กรุงเทพฯ นำโด่ง พร้อมหัวเมืองใหญ่ติดโผเพียบ

    เมื่อพูดถึงการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของไทย หลายคนมักโฟกัสที่มหาวิทยาลัยชื่อดัง แต่หากมองในภาพกว้าง จะพบว่า “จังหวัดต้นทางของนักเรียน” ก็สะท้อนศักยภาพทางการศึกษาได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะการสอบติด มหาวิทยาลัยของรัฐ ซึ่งยังคงเป็นเป้าหมายหลักของนักเรียนไทยจำนวนมาก

    จากการรวบรวมแนวโน้มข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี อ้างอิงจากระบบ TCAS, สถิติผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา, จำนวนประชากรนักเรียนมัธยมปลาย และขนาดจังหวัด พบว่า กรุงเทพมหานครยังคงครองอันดับ 1 ต่อเนื่อง ขณะที่จังหวัดใหญ่และศูนย์กลางภูมิภาคยังติดอันดับอย่างเหนียวแน่น

    หมายเหตุ: ตัวเลขด้านล่างเป็นการประเมินค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ของผู้สอบติดมหาวิทยาลัยรัฐทั่วประเทศ เช่น จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ มหิดล ศิลปากร เชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยรัฐอื่นๆ ไม่ใช่ตัวเลขทางการรายปี

    10 อันดับจังหวัด สอบติดมหาวิทยาลัยรัฐมากสุด ย้อนหลัง 5 ปี

    1. กรุงเทพมหานคร ประมาณ 42,000 – 52,000 คน/ปี
    2. นนทบุรี ประมาณ 14,000 – 19,000 คน/ปี
    3. เชียงใหม่ ประมาณ 13,000 – 18,000 คน/ปี
    4. นครราชสีมา ประมาณ 12,500 – 17,000 คน/ปี
    5. ปทุมธานี ประมาณ 12,000 – 16,500 คน/ปี
    6. ชลบุรี ประมาณ 11,500 – 16,000 คน/ปี
    7. ขอนแก่น ประมาณ 11,000 – 15,500 คน/ปี
    8. สงขลา ประมาณ 10,500 – 15,000 คน/ปี
    9. นครศรีธรรมราช ประมาณ 9,500 – 14,000 คน/ปี
    10. อุบลราชธานี ประมาณ 9,000 – 13,500 คน/ปี

    เจาะลึกแต่ละจังหวัด ทำไมติดอันดับ

    1. กรุงเทพมหานคร

    เป็นศูนย์รวมโรงเรียนแข่งขันสูงมากที่สุดของประเทศ เช่น เตรียมอุดมศึกษา สวนกุหลาบวิทยาลัย สามเสนวิทยาลัย หอวัง และโรงเรียนสาธิตหลายแห่ง อีกทั้งอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยรัฐชั้นนำโดยตรง

    2. นนทบุรี

    มีโรงเรียนคุณภาพจำนวนมาก และเป็นจังหวัดปริมณฑลที่ได้รับอานิสงส์จากระบบการศึกษาใกล้กรุงเทพฯ นักเรียนจำนวนมากสอบติดมหาวิทยาลัยรัฐทุกปี

    3. เชียงใหม่

    ศูนย์กลางภาคเหนือ มีโรงเรียนดังหลายแห่ง และมีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นแม่เหล็กสำคัญ

    4. นครราชสีมา

    จังหวัดใหญ่ที่สุดของภาคอีสาน มีประชากรสูง โรงเรียนแข่งขันมาก และเป็นฐานนักเรียนสายวิชาการจำนวนมาก

    5. ปทุมธานี

    จังหวัดขยายตัวเร็ว มีโรงเรียนเอกชนและรัฐบาลขนาดใหญ่จำนวนมาก รวมถึงอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยดังหลายแห่ง

    6. ชลบุรี

    เศรษฐกิจดี ประชากรเพิ่มต่อเนื่อง โรงเรียนคุณภาพสูง และใกล้กรุงเทพฯ

    7. ขอนแก่น

    ศูนย์กลางอีสานตอนบน มีมหาวิทยาลัยขอนแก่นและโรงเรียนชั้นนำหลายแห่ง

    8. สงขลา

    ศูนย์กลางภาคใต้ตอนล่าง มีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และโรงเรียนแข่งขันสูง

    9. นครศรีธรรมราช

    จังหวัดใหญ่ภาคใต้ มีฐานนักเรียนจำนวนมาก และนิยมสอบเข้ามหาวิทยาลัยรัฐ

    10. อุบลราชธานี

    จังหวัดใหญ่ของอีสานตะวันออก มีโรงเรียนประจำจังหวัดแข็งแกร่งและนักเรียนสายวิชาการสูง

    ทำไมมหาวิทยาลัยรัฐยังได้รับความนิยม

    • ค่าเทอมเฉลี่ยต่ำกว่าเอกชน
    • ชื่อเสียงและมาตรฐานวิชาการสูง
    • มีคณะให้เลือกหลากหลาย
    • โอกาสด้านงานและเครือข่ายศิษย์เก่า
    • มีทุนการศึกษารองรับจำนวนมาก

    ตัวเลขมาก ไม่ได้แปลว่าเก่งกว่าทุกจังหวัด

    ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษามองว่า จำนวนผู้สอบติดมาก มักสัมพันธ์กับจำนวนประชากรและขนาดจังหวัดเป็นหลัก ไม่ได้สะท้อนคุณภาพทั้งหมด เพราะบางจังหวัดมีนักเรียนน้อย แต่มีอัตราสอบติดต่อหัวสูงมากเช่นกัน

    บทสรุป

    ภาพรวมย้อนหลัง 5 ปี จังหวัดที่สอบติดมหาวิทยาลัยรัฐมากที่สุดยังเป็นกลุ่มจังหวัดใหญ่และศูนย์กลางการศึกษา โดยกรุงเทพมหานครครองอันดับ 1 ต่อเนื่อง ตามด้วยนนทบุรี เชียงใหม่ และนครราชสีมา

    อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ามาจากจังหวัดไหน โอกาสสอบติดมหาวิทยาลัยรัฐยังขึ้นอยู่กับการเตรียมตัว ความตั้งใจ และการวางแผนที่ดีของนักเรียนเป็นสำคัญ

    แหล่งอ้างอิง

    1. myTCAS: ระบบคัดเลือกกลางเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา
    2. ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.)
    3. กระทรวงศึกษาธิการ: สถิติการศึกษาไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9886174/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AMqKQbkebrcA74XuK9wD7

  • กู้ กยศ. ปีการศึกษา 2569 เปิดขั้นตอนเตรียมพร้อม สำหรับ “ผู้กู้ยืมเงินรายใหม่”

    กู้ กยศ. ปีการศึกษา 2569 เปิดขั้นตอนเตรียมพร้อม สำหรับ “ผู้กู้ยืมเงินรายใหม่”

    กยศ. แนะขั้นตอนเตรียมความพร้อม “กู้ยืมการศึกษา” ปี 2569 สำหรับ “ผู้กู้ยืมเงินรายใหม่” เช็กเงื่อนไขภาพรวมระบบกู้ยืม พร้อมแนะวิธียื่นความประสงค์ขอกู้ยืม (Pre-Approve) – บันทึกข้อมูลสินเชื่อผ่านแอป “ทางรัฐ” 

    วันที่ 28 เมษายน 2569 เฟซบุ๊ก กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา โพสต์แจ้งข้อมูลขั้นตอนเตรียมพร้อมกู้เรียน กับ กยศ. ปีการศึกษา 2569 สำหรับ “ผู้กู้ยืมเงินรายใหม่” ที่กำลังวางแผนเรื่องการเรียนต่อ ดังนี้

    4 ขั้นตอนเตรียมพร้อม “กู้ กยศ.” ปีการศึกษา 2569

    ภาพรวมระบบการให้กู้ยืมการศึกษา 2569 สำหรับผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ 

    1. ผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ : ระบบยื่นความประสงค์ขอกู้ยืม (Pre-Approve)

    • ผู้กู้ยืมดาวน์โหลดแอป ThaID และ ทางรัฐ
    • เตรียมเอกสารรับรองรายได้ฯ และหนังสือยินยอมในการเข้าถึงข้อมูลฯ
    • กรอกข้อมูล แนบเอกสารยืนยันข้อมูล และยืนยันตัวตนผ่าน ThaID เพื่อเข้าระบบ Pre-Approve

    2. สถานศึกษา : ระบบบริหารจัดการของสถานศึกษา

    • กองทุนแจ้งโควต้าให้สถานศึกษาทราบ
    • ขึ้นข้อมูลผู้กู้ยืมจากระบบ Pre-Approve
    • คัดกรอง / ตรวจสอบคำขอกู้ยืม คุณสมบัติผู้กู้ยืมและจัดสรรผู้กู้ยืมตามโควต้าและหลักเกณฑ์ที่ได้รับจากกองทุน
    • ยืนยันข้อมูลความถูกต้องของผู้กู้ยืมที่ผ่านคุณสมบัติ จำนวนผู้กู้ยืมตามโควต้าและส่งข้อมูลให้กองทุนผ่านระบบ Pre-Approve

    3. กองทุนฯ : ระบบบริหารจัดการเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาของกองทุน

    • ตรวจสอบข้อมูลตามระบบ Pre-Approve กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
    • จัดสรรการกู้ยืมเงิน ตามลำดับชั้น (Waterfall Model)
    • แจ้งผลการอนุมัติให้กับสถานศึกษาและผู้กู้ยืมเงิน
    • เปิดระบบให้สถานศึกษาและผู้กู้ยืมเงิน ยื่นคำขอผ่านระบบ DSL

    4. ระบบกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา แบบดิจิทัล (DSL)

    • ผู้กู้ยืมเงินที่กองทุนอนุมัติยื่นกู้ผ่านระบบ DSL ทำสัญญากู้ยืมในระบบ
    • ผู้กู้ยืมยืนยันยอดเบิกเงินกู้ยืม
    • ลงนามเอกสารและจัดส่งเอกสาร ให้สถานศึกษา

    วิธียื่นความประสงค์ขอกู้ยืม (Pre-Approve) ปี 2569

    1. เตรียมแอป ThaID: โหลดและยืนยันตัวตนให้เรียบร้อย (ทั้งผู้กู้และผู้ปกครอง)

    2. เข้าระบบ Pre-Approve: นักเรียน/นักศึกษา เข้าสู่ระบบเพื่อเริ่มดำเนินการ

    3. กรอกข้อมูลส่วนตัว : แนบข้อมูลสินเชื่อฯ จากแอป “ทางรัฐ”

    4. ข้อมูลครอบครัว : กรอกข้อมูลบิดา มารดา ผู้ปกครองหรือคู่สมรส พร้อมแนบเอกสาร

    5. ยินยอมเปิดเผยข้อมูล ยืนยันความถูกต้อง และยืนยันตัวตนผ่านแอป ThaID

    6. สถานศึกษาคัดกรอง : ตรวจสอบคุณสมบัติ และส่งให้ กยศ. พิจารณา

    7. นักเรียน นักศึกษาที่ผ่านคุณสมบัติเข้าระบบ DSL หรือ แอป กยศ. Connect : ยื่นคำขอกู้และทำสัญญา

    เช็ก 5 ขั้นตอน บันทึกข้อมูลสินเชื่อผ่านแอป “ทางรัฐ” 

    สำหรับ ผู้กู้รายใหม่ และผู้ปกครองที่กำลังเตรียมยื่นกู้ กยศ. ปีการศึกษา 2569 อย่าลืม เตรียมหลักฐานข้อมูลสินเชื่อเพื่อแนบในระบบ Pre-Approve ทำตามได้ง่ายๆ ดังนี้

    1. เปิดแอป “ทางรัฐ” และสมัครสมาชิก

    2. สแกนบัตรประชาชนและใบหน้า

    3. ระบุชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน

    4. เลือกเมนู บริการ > การเงิน/ประกัน > เครดิตบูโร

    5. กดจุด 3 จุด มุมขวาบน แล้วกด “บันทึกภาพหน้าจอ”

    อย่างไรก็ตาม สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.studentloan.or.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2929400&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TE4g0hwtDD3xx1mtbl8Bd

  • กระตุก‘แลนด์บริดจ์’  สภาพัฒน์ยัน  ไม่เคยศึกษามาก่อน

    กระตุก‘แลนด์บริดจ์’ สภาพัฒน์ยัน ไม่เคยศึกษามาก่อน

    กระตุก‘แลนด์บริดจ์’ สภาพัฒน์ยัน ไม่เคยศึกษามาก่อน

    วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    กระตุก‘แลนด์บริดจ์’

    สภาพัฒน์ยัน

    ไม่เคยศึกษามาก่อน

    ระบุแค่ค้านคลองไทย

    หนูสั่งลงพื้นที่ฟังปชช.

    โฆษกรบ.เผยนายกฯแจ้งกลางวงครม.เดินหน้าแลนด์บริดจ์ หวังสร้างงาน สร้างรายได้ประเทศ แต่ยังมีความกังวล สั่งคมนาคมลงพื้นที่ศึกษาให้รอบด้าน  ในขณะที่“ดนุชา” เผย สภาพัฒน์ยังไม่เคยศึกษา“แลนด์บริดจ์”เเจงแค่ค้าน“คลองไทย” ในสมัย“บิ๊กตู่”เหตุไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ชี้ มีระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ควบคู่ด้วย ประเทศได้ประโยชน์มาก

    เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า กรณีที่ สศช.ได้เคยมีผลการศึกษาว่าโครงการแลนด์บริดจ์ ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจตั้งเเต่สมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้น ว่า สศช.ยังไม่เคยศึกษาเรื่อง แลนด์บริดจ์ แต่สิ่งที่สำนักงานทำในสมัยพลเอกประยุทธ์ เป็นเรื่องคลองไทย โดยในขณะนั้น นายกรัฐมนตรีและสมาคมคลองไทย ให้ทาง สศช.ไปดูว่า จะได้ผลประโยชน์อย่างไรบ้าง ทั้งนี้ สศช.จึงได้ไปทำการศึกษาในเบื้องต้นว่า คลองไทย มีประโยชน์อย่างไร ซึ่งมีการเปรียบเทียบกันระหว่าง ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ Southern Economic Corridor กับ แลนด์บริดจ์ โดยผลในการเปรียบเทียบออกมาว่า คลองไทย จะได้ผลประโยชน์ต่ำสุด รองลงมาคือตัว แลนด์บริดจ์ เพราะจะมีการลงทุนสูงมาก แต่ถ้าไม่มีการพัฒนาตัวอุตสาหกรรมเพิ่มเติม เป็นแค่แลนด์บริดจ์ อย่างเดียวนั้น ผลประโยชน์มันจะไม่มาก

    อย่างไรก็ตามถ้ามาเทียบกับการทำระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ซึ่งมีพื้นที่อุตสาหกรรมด้วย ก็จะมีประโยชน์มากกว่า ทาง สศช.ไม่เคยศึกษาเรื่องแลนด์บริดจ์อย่างจริงจัง” นายดนุชา กล่าวยืนยัน

    นายดนุชา กล่าวว่า ถ้าหากรัฐบาลอนุทิน จะทำโครงการแลนด์บริดจ์นั้น มองว่า จะต้องดูรูปแบบโครงการมีอะไรบ้าง การลงทุนเป็นอย่างไร ต้องเปรียบเทียบดูว่า จะได้ผลประโยชน์อะไรบ้าง เพราะการส่งสินค้าอย่างเดียวนั้นไม่ได้ ต้องมีพื้นที่อุตสาหกรรมและพัฒนาพื้นที่เพิ่มเติมด้วย แต่ในตอนนี้ประเทศไทยทางฝั่งตะวันตก ยังไม่มีท่าเรือที่ส่งออกสินค้า มองว่า ควรเริ่มต้นทางท่าเรือระนองก่อน จากนั้นจึงขยายออกไป ขึ้นอยู่กับรูปแบบที่จะดำเนินโครงการ ว่าจะมีอะไรบ้าง

    ‘ตอนนี้ฝั่งตะวันตกยังไม่มีท่าเรือที่ส่งออกได้เลย ที่เป็นการส่งออกสินค้าแบบจริงจัง ไม่ใช่เรือเล็กๆ น้อยๆ หรือเป็นเรือที่ต้องไปเปลี่ยนถ่ายสินค้าที่ประเทศมาเลเซีย แต่ถ้าเป็นท่าเรือของไทยและเชื่อมโยงกับพื้นที่อุตสาหกรรมภายในประเทศ ที่จะส่งไปทางอินเดีย หรือตะวันออกกลางและยุโรป ถ้าสามารถทำท่าเรือฝั่งตะวันตกได้ ก็เอาสินค้าจากแหลมฉบังมาออกตรงนี้ ก็เป็นประโยชน์กับประเทศ’

    น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐ(ครม.)นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย แจ้งในที่ประชุมถึงโครงการแลนด์บริดจ์ ว่าที่ผ่านมามีความพยายามในการผลักดันโครงการนี้ให้เกิดขึ้นจริง เพราะเป็นโอกาสที่จะนำเงินเข้าประเทศ สร้างรายได้ สร้างการจ้างงาน สู่การพัฒนาประเทศระยะยาว แต่ที่ผ่านมายังไม่สามารถผลักดันให้เกิดขึ้นจริงได้ นายกฯจึงย้ำว่าวันนี้ในบริบทที่ภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนไป การมองโครงการควรมองให้ลึกและรอบด้านมากยิ่งขึ้น เพราะมีโอกาสทางเศรษฐกิจและสิ่งที่ดีที่ตามมาในพื้นที่ในจังหวัดทางภาคใต้

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกฯเข้าใจถึงข้อกังวลของประชาชน เพราะในด้านที่ดีก็อาจจะมีข้อกังวลด้วย จึงเน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ทั้งในจ.ชุมพรและระนอง จึงมอบหมายให้กระทรวงคมนาคม ลงไปรับฟังความคิดเห็นและมติของประชาชนในพื้นที่ว่าคิดเห็นอย่างไรโดยให้เปิดพื้นที่ให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่และรอบด้าน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/961302&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rYlcQQmGCr6kOgMHK8BRt

  • สพฐ. เดินหน้าปฏิรูปการศึกษาไทย ตามนโยบาย รมว.ศธ. ครบ 5 ด้าน พร้อมจัดทำของบฯ ปี 70 ครอบคลุมทุกมิติ ตอบโจทย์คุ้มค่า-เกิดประโยชน์สูงสุดต่อนักเรียนและครู | TOPNEWS

    สพฐ. เดินหน้าปฏิรูปการศึกษาไทย ตามนโยบาย รมว.ศธ. ครบ 5 ด้าน พร้อมจัดทำของบฯ ปี 70 ครอบคลุมทุกมิติ ตอบโจทย์คุ้มค่า-เกิดประโยชน์สูงสุดต่อนักเรียนและครู | TOPNEWS

    วันที่ 28 เมษายน 2569 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 15/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมี นายพิเชฐร์ วันทอง, นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ และนางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วยนางอรุณี จิรมหาศาล และนางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เข้าร่วมประชุม ร่วมกับผู้อำนวยการสำนักต่าง ๆ และบุคลากรของ สพฐ. ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์

    โอกาสนี้ ในที่ประชุมได้รายงานผลการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้แนวคิด “ปฏิรูปการศึกษา เพื่ออนาคตประเทศ : All for Education” ครอบคลุม 5 นโยบายสำคัญ ได้แก่ ด้านที่ 1 “คืนเวลาให้ครู” มุ่งลดภาระงานที่ไม่จำเป็น ปรับระบบงานให้ครูมีเวลาโฟกัสการสอน พร้อมนำร่องครัวกลางอาหารกลางวันในโรงเรียน (Cloud Kitchen) ด้านที่ 2 “ลดความเหลื่อมล้ำ” เร่งจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งงบเรียนฟรี งบลงทุน โครงการ Zero Dropout ทุน ODOS ลดภาระผู้ปกครอง และขยายโอกาสสู่กลุ่มผู้ด้อยโอกาสและผู้พิการ ด้านที่ 3 “ยกระดับการเรียนรู้” ปรับหลักสูตรฐานสมรรถนะ เน้น “เรียนที่ชอบ เส้นทางที่ใช่ ได้ความสุข” ควบคู่การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI พัฒนาผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล พร้อมขับเคลื่อนระบบ e-Portfolio และ Credit Bank สนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการเทียบโอนหน่วยกิตอย่างยืดหยุ่น ด้านที่ 4 “ความปลอดภัย” ย้ำโรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง ทั้งด้านอาคารสถานที่ ระบบไฟฟ้า และความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรฯ และด้านที่ 5 “สร้างสถาปัตยกรรมใหม่ด้วย พ.ร.บ. การศึกษาฯ” เดินหน้าปรับโครงสร้างระบบการศึกษาด้วย พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

    ขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้พิจารณากรอบคำของบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งประมาณการภาพรวม เพิ่มขึ้นจากปี 2569 ร้อยละ 18.70 โดยเน้นเชื่อมโยงงบประมาณกับนโยบายทั้ง 5 ด้าน จัดลำดับความสำคัญอย่างเหมาะสม และคำนึงถึงความคุ้มค่าในการใช้จ่ายภาครัฐ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาในทุกระดับ

    นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัวโครงการ “OBEC English Zap” สำหรับครู บุคลากร นักเรียน และประชาชนผู้สนใจ เพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง ด้วยเทคโนโลยี AI มุ่งยกระดับสมรรถนะภาษาอังกฤษให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล CEFR พร้อมระบบวัดและประเมินผล รวมถึงสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์ม OBEC Channel ในรูปแบบรายการสดภาษาอังกฤษ ในรายการ “พฤหัสเช้า ข่าว สพฐ.” ความยาว 5 นาที ออกอากาศผ่าน Facebook และ YouTube เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2569 โดยเปิดโอกาสให้เรียนรู้ได้ฟรีทั่วประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1560555&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xjb8Mu0fnuOEz54xjh2Di

  • ถึงคิวขอนแก่น! บ้านชำรุดสะสม 3 ปี สภาผู้บริโภคเดินหน้าหนุนผู้เสียหายสู้คดี – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ถึงคิวขอนแก่น! บ้านชำรุดสะสม 3 ปี สภาผู้บริโภคเดินหน้าหนุนผู้เสียหายสู้คดี – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เสียงสะท้อนจากผู้บริโภคในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นกำลังกลายเป็นอุทาหรณ์สำคัญของคนที่กำลังตัดสินใจซื้อบ้าน เมื่อกรณีร้องเรียนเกี่ยวกับ “บ้านชำรุด ไม่เป็นตามแบบ ไม่ได้รับการแก้ไขตามสัญญา” เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานหลายปี สร้างความเดือดร้อนทั้งด้านการอยู่อาศัย ความปลอดภัย และภาระค่าใช้จ่ายที่ผู้ซื้อจำเป็นต้องแบกรับเอง

    หน่วยงานประจำจังหวัดขอนแก่น สภาองค์กรของผู้บริโภค ได้รับเรื่องร้องเรียนจากลูกบ้านในโครงการจัดสรรแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น รวมแล้วอย่างน้อย 8 หลัง ตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปี 2569 โดยบ้านแต่ละหลังมีมูลค่าตั้งแต่ประมาณ 2.5 ล้านบาทขึ้นไป

    บ้านใหม่ แต่ปัญหาเดิมๆที่ไม่มีใครอยากเจอ

    แม้จะเป็นบ้านใหม่ที่ แต่ลูกบ้านกลับต้องเผชิญกับปัญหาหลากหลาย ตั้งแต่น้ำรั่วซึมจากห้องน้ำชั้นบนลงสู่ฝ้าเพดานชั้นล่าง ทำให้ฝ้าเสียหาย เกิดคราบน้ำ เชื้อรา และตะไคร่น้ำสะสม ส่งผลต่อสุขอนามัยและความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย

    นอกจากนี้ ยังพบปัญหาโครงสร้างแตกร้าว รั้วทรุดตัว และมีน้ำซึมเข้าสู่โครงสร้างบ้าน ขณะที่งานก่อสร้างบางส่วนไม่เป็นไปตามแบบแปลนหรือมาตรฐานที่ควรจะเป็น รวมถึงวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ไม่ครบถ้วนตามที่ตกลงในสัญญา

    สิ่งที่สร้างความไม่พอใจให้กับผู้บริโภคมากที่สุด คือ การไม่ได้รับการซ่อมแซมภายในระยะเวลาที่กำหนดตามสัญญา และการขาดการสื่อสารที่ชัดเจนจากผู้ประกอบการ

    ส่วนกลางยังไม่มา แต่ค่าส่วนกลางมาแล้ว

    อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางที่มีการโฆษณาไว้ เช่น สวนสาธารณะ ฟิตเนส ระบบไฟฟ้าส่องสว่าง และระบบรักษาความปลอดภัย ยังไม่ถูกจัดให้มีตามที่ควร แต่กลับมีการเรียกเก็บค่าส่วนกลางจากลูกบ้านแล้ว บางรายต้องสำรองจ่ายค่าซ่อมแซมบ้านด้วยตนเอง เนื่องจากปัญหามีความเร่งด่วนและอาจลุกลามหากปล่อยทิ้งไว้ ทำให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน ทั้งค่าผ่อนบ้านและค่าซ่อมแซม

    หน่วยงานขอนแก่นไม่ปล่อยผ่าน เดินหน้าช่วยเหลือผู้บริโภค

    ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา หน่วยงานประจำจังหวัดขอนแก่นได้ดำเนินการช่วยเหลือผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การรับเรื่องร้องเรียน รวบรวมพยานหลักฐาน ออกหนังสือถึงผู้ประกอบการ ไปจนถึงการเชิญทุกฝ่ายเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย และยกระดับสู่การดำเนินคดีเมื่อไม่สามารถหาข้อยุติได้

    ในเดือนกันยายน 2567 หน่วยงานขอนแก่นได้เริ่มรวบรวมข้อมูลหลักฐาน ทั้งภาพถ่ายความเสียหายและรายละเอียดข้อร้องเรียน พร้อมมีหนังสือถึงผู้ประกอบการเพื่อให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาตามสิทธิของผู้บริโภค

    ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2567 ได้ประสานสำนักงานที่ดิน ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดสรรที่ดิน เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน

    ในเดือนมกราคม 2568 มีการนัดจรจาไกล่เกลี่ย ณ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค จังหวัดขอนแก่น โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างครบถ้วน อาทิ สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ปลัดอำเภอเมืองขอนแก่น เทศบาลตำบลบ้านเป็ด และหัวหน้าหน่วยงานประจำจังหวัดขอนแก่น อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไม่ได้เข้าร่วมการเจรจา ส่งผลให้กระบวนการไกล่เกลี่ยไม่สามารถดำเนินต่อได้

    เมื่อการเจรจาไม่บรรลุผล เดือนมีนาคม 2569 หน่วยงานยกระดับการช่วยเหลือ เข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องดำเนินคดีรวม 8 ราย เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายและสิทธิที่พึงได้รับตามกฎหมาย

    นอกจากนี้ ในเดือนเมษายน 2569 หน่วยงานประจำจังหวัดขอนแก่นร่วมกับตัวแทนผู้เสียหาย ยังได้ยื่นหนังสือต่อหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนในระดับภูมิภาค เพื่อขอความคุ้มครองด้านสิทธิและความปลอดภัย ภายหลังมีความกังวลเกี่ยวกับการถูกคุกคาม

    ปัจจุบัน คดีอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาล โดยมีกำหนดนัดพิจารณาคดีครั้งแรกในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569

    เสียงเล็ก ๆ ที่รวมกันเป็นพลังใหญ่

    เจ้าหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนของหน่วยงานประจำจังหวัดขอนแก่น เผยว่า กรณีนี้ สะท้อนพลังของผู้บริโภคได้อย่างชัดเจน โดยเห็นถึงความร่วมมือของลูกบ้านในแต่ละรายที่ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตนเองและส่วนรวมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปัจจุบัน

    แม้ต้องเผชิญกับกระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่ซับซ้อน และการต่อสู้กับผู้ประกอบการตั้งแต่ขั้นตอนการร้องเรียนไปจนถึงการดำเนินคดี ผู้บริโภคยังคงยืนหยัดและสนับสนุนกันอย่างเข้มแข็ง

    เจ้าหน้าที่ระบุว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบเพียงแค่ตัวบ้าน แต่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและสภาพจิตใจของลูกบ้านในระยะยาว การลุกขึ้นมาใช้สิทธิอย่างจริงจังและรวมพลังกัน ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการตื่นตัวด้านสิทธิผู้บริโภคในสังคมไทย

    “เมื่อผู้ร้องยืนหยัดต่อสู้เพื่อสิทธิของตนเองอย่างเต็มที่ หน่วยงานก็พร้อมเดินหน้าคุ้มครองและสนับสนุนอย่างไม่ถอยเช่นกัน”

    เตือนก่อนซื้อบ้าน อย่าดูแค่สวย ทำเลดี ต้องดูให้ครบ

    กรณีที่เกิดขึ้นในจังหวัดขอนแก่น ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้บริโภคทั่วประเทศ โดยเฉพาะผู้ที่กำลังตัดสินใจซื้อบ้าน ควรตรวจสอบรายละเอียดอย่างรอบคอบ ไม่ว่าจะเป็น

    • ตรวจสอบแบบแปลนและรายละเอียดในสัญญาให้ครบถ้วน
    • ศึกษาประวัติผู้ประกอบการ
    • ตรวจรับบ้านอย่างละเอียดก่อนโอน
    • เก็บหลักฐานทุกขั้นตอน
    • และหากพบปัญหา ควรรีบแจ้งและใช้สิทธิทันที

    การรู้เท่าทันและไม่ละเลยสิทธิของตนเอง คือเกราะป้องกันที่สำคัญในยุคที่การตัดสินใจซื้อทรัพย์สินมูลค่าสูงแฝงด้วยความเสี่ยงมากกว่าที่คิด สำหรับบทสรุปของกรณีนี้จะลงเอยอย่างไร เรื่องเล่าจากพื้นที่จะติดตามและรายงานความคืบหน้าต่อไป

    ติดต่อร้องเรียนหรือขอคำปรึกษา หน่วยงานประจำจังหวัดขอนแก่น สภาองค์กรของผู้บริโภค

    โทรศัพท์ : 080-486-8858, 098-903-3388

    Facebook : หน่วยงานประจำจังหวัดขอนแก่น สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ที่อยู่ : 686/5 ซอยวุฒาราม 11/3 ถ.หน้าเมือง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

    “บ้านพัง” ศาลสั่งชดใช้ 24 ล้าน ชัยชนะของผู้บริโภคประจวบฯ

    9 ปีที่รอความยุติธรรม ขอบคุณสภาผู้บริโภค ช่วยทวงสิทธิที่ดินสำเร็จ

    กรณีศึกษา “วิมานหนาม” นายหน้าขายบ้านไม่สุจริต ทุกข์ซ้ำคนซื้อบ้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/khonkaen-defective-house-lawsuit/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FCLSepTYoX_fBNYNwUWt5

  • MICE City Summit ปีที่ 10 ผนึก 4 ภาคี ปั้นนักบริหารเมืองไมซ์สมรรถนะสูง

    MICE City Summit ปีที่ 10 ผนึก 4 ภาคี ปั้นนักบริหารเมืองไมซ์สมรรถนะสูง

    MICE City Summit ปีที่ 10 ผนึก 4 ภาคี ปั้นนักบริหารเมืองไมซ์สมรรถนะสูง

    งานประชุมสุดยอดเมืองไมซ์ หรือ MICE City Summit ก้าวสู่ปีที่ 10 อย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้การผลักดันของสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ 
     

    MICE City Summit ปีที่ 10 ผนึก 4 ภาคี ปั้นนักบริหารเมืองไมซ์สมรรถนะสูง

    ปีนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการเปิดตัวนวัตกรรมความร่วมมือเพื่อพัฒนาเมือง เมื่อ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) และ ทีเส็บ จับมือกับ กระทรวงมหาดไทย และ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ครั้งประวัติศาสตร์ มุ่งผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงและสร้างระบบนิเวศข้อมูลอัจฉริยะ ยกระดับอุตสาหกรรมไมซ์ไทยสู่มาตรฐานความยั่งยืนระดับโลก

    จากจุดเริ่มต้นในปี 2559 ที่มีเมืองไมซ์หลักเพียง 5 เมือง ปัจจุบันได้ขยายตัวสู่ 10 เมืองทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพฯ, เชียงใหม่, พัทยา-ชลบุรี, ภูเก็ต, ขอนแก่น, พิษณุโลก, อุดรธานี, นครราชสีมา, สุราษฎร์ธานี และสงขลา โดยเวที MICE City Summit ในปีที่ 10 นี้ ได้ยกระดับสู่การเป็นพื้นที่สร้างนวัตกรรมเชิงนโยบายเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

    “สงขลาโมเดล” พิมพ์เขียวความสำเร็จระดับสากล

    หนึ่งในหัวใจสำคัญของงานคือการถอดบทเรียนความสำเร็จจาก “สงขลาโมเดล” ซึ่งได้รับการประเมินเป็นเมืองที่มีคะแนนสูงเป็นอันดับ 3 ของเอเชียตามดัชนีความยั่งยืน GDS-Index ในปี 2567 โดยความร่วมมือในครั้งนี้จะนำองค์ความรู้ดังกล่าวมาขยายผลผ่านกลไกการศึกษาและข้อมูลอัจฉริยะเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ทุกเมืองไมซ์ในไทย MICE City Summit ปีที่ 10 ผนึก 4 ภาคี ปั้นนักบริหารเมืองไมซ์สมรรถนะสูง

    นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า

    “กระทรวงมหาดไทยเชื่อมั่นว่า การพัฒนาเมืองในศตวรรษนี้จะไม่อาศัยเพียงโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมอีกต่อไป แต่ต้องอาศัยพลังของความร่วมมือ ข้อมูล และกลไกที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจจากพื้นที่สู่ระดับประเทศ อุตสาหกรรมไมซ์คือเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างรายได้ สร้างอาชีพ และกระจายประโยชน์สู่เศรษฐกิจฐานรากได้อย่างเป็นรูปธรรม”

    ด้านนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย: “เรามุ่งสร้าง ‘นักบริหารเมืองสมรรถนะสูง’ ที่เข้าใจภูมิสังคมอย่างลึกซึ้ง เพื่อพลิกโฉมทุกหัวเมืองให้น่าอยู่และเปลี่ยนชุมชนให้เป็นขุมพลังทางเศรษฐกิจ การผนึกกำลังครั้งนี้คือการปฏิรูปมหาดไทยสู่หน่วยงานเชิงยุทธศาสตร์ที่วัดผลได้จริงจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นของประชาชน”

    MICE City Summit ปีที่ 10 ผนึก 4 ภาคี ปั้นนักบริหารเมืองไมซ์สมรรถนะสูง

    ผศ. ดร. นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.): “ม.อ. พร้อมประกาศความสำเร็จของ ‘สงขลาโมเดล’ ในฐานะ Living Lab ที่ใหญ่ที่สุด โดยเราสกัดองค์ความรู้เพื่อปฏิรูปการศึกษาผ่านระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) เราไม่ได้แค่สอนหนังสือ แต่กำลังสร้างระบบนิเวศการพัฒนาคนไมซ์ที่คิดเป็น ทำได้ และลงมือปฏิบัติได้ทันที เพื่อเป็นพิมพ์เขียวในการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ”

    ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการทีเส็บ: “ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายใหม่ที่ครอบคลุมทั้งเชิงนโยบาย การปฏิบัติการ และการศึกษา สะท้อนความมุ่งมั่นในการขยายบทบาทงานไมซ์จาก Business Event เป็น Development Event ที่สร้าง High Value Impact ส่งสัญญาณเชิงบวกให้ไทยได้รับความเชื่อมั่นจากตลาดไมซ์นานาชาติ”

    นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.): “สอศ. พร้อมนำความเชี่ยวชาญจาก ม.อ. และทีเส็บ มาเป็นเบ้าหลอมสำคัญในการ ‘เจียระไนผู้สอนอาชีวศึกษา’ ทั่วประเทศให้เป็นสถาปนิกแห่งการสร้างชาติ บ่มเพาะครูอาชีวะให้เป็นผู้นำนวัตกรรมที่สามารถปั้นนักปฏิบัติรุ่นใหม่เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมไมซ์ยุคใหม่ได้อย่างแม่นยำ”
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/741651&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35MqnWrKY02rhjAnBpuo4O

  • ไม่ให้พูดภาษาไทย! รัฐทุ่มงบการศึกษา 1,475 ล้านให้ “ตาดีกา-ปอเนาะ”ยังไม่สำนึก? | TOPNEWS

    ไม่ให้พูดภาษาไทย! รัฐทุ่มงบการศึกษา 1,475 ล้านให้ “ตาดีกา-ปอเนาะ”ยังไม่สำนึก? | TOPNEWS

    ไม่ให้พูดภาษาไทย! รัฐทุ่มงบการศึกษา 1,475 ล้านให้ “ตาดีกา-ปอเนาะ”ยังไม่สำนึก?

    #TOPNEWS #topupdate
    #เขมร #กัมพูชา #ตาเมือนธม
    #ตาเมือน #ช่องบก #สู้รบชายแดน
    #ตาดีกา #ปอเนาะ #รัฐปัตตานี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1560425&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OtBZN2wrTh8AMBugSLeIq

  • กลาโหมผนึกเครือข่ายศาสนาอิสลาม ขับเคลื่อน “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” สร้างสันติสุขชายแดนใต้ระยะยาว

    กลาโหมผนึกเครือข่ายศาสนาอิสลาม ขับเคลื่อน “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” สร้างสันติสุขชายแดนใต้ระยะยาว

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/144170&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Z3PbW95Mbtdv9SWO3mnUS

  • ก.ค.ศ.ไฟเขียว เพิ่มรองศึกษาธิการจังหวัด 27 จังหวัด  พร้อมยุบเลิกตำแหน่ง38 ค.(2)ศปบ.จชต.13อัตรา

    ก.ค.ศ.ไฟเขียว เพิ่มรองศึกษาธิการจังหวัด 27 จังหวัด พร้อมยุบเลิกตำแหน่ง38 ค.(2)ศปบ.จชต.13อัตรา

    เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการ เป็นประธาน การประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 4/2569 โดยมี ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นเลขานุการการประชุม ว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และมีมติที่สำคัญ โดยได้มีการอนุมัติ การกำหนดตำแหน่งรองศึกษาธิการจังหวัด (เพิ่มเติม) ในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

    ในกลุ่มจังหวัดขนาดกลาง จำนวน 27 จังหวัด จังหวัดละ 1 ตำแหน่ง รวมทั้งสิ้น 27 ตำแหน่ง ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี กำแพงเพชร ฉะเชิงเทรา ตรัง นครปฐม นครพนม นครสวรรค์ นนทบุรี นราธิวาส น่าน ปทุมธานี ปัตตานี พระนครศรีอยุธยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ยโสธร ยะลา ระยอง ราชบุรี ลพบุรี ลำปาง เลย สมุทรปราการ สุโขทัย สุพรรณบุรี และหนองบัวลำภู และอนุมัติให้ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค. (2) ศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศูนย์ประสานงานและบริหาร การศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้) สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 13 อัตรา เพื่อนำมากำหนดเป็นตำแหน่ง รองศึกษาธิการจังหวัด (เพิ่มเติม)นอกจากนี้ยังได้ เห็นชอบ (ร่าง) กฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับเงินเดือนสูงกว่าหรือต่ำกว่าขั้นต่ำ หรือสูงกว่าขั้นสูงของอันดับ พ.ศ. ….เพื่อให้เกิดความชัดเจนขึ้น

    รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังได้พูดถึง การย้ายครู ผ่านระบบ TRS (Teacher Rotation System)ตอนนี้กำลังรอผลการวิจัย ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุปต้องรอไปก่อน ซึ่งตนก็กำลังดูว่าผลการวิจัยจะออกมาอย่างไร อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การย้ายครูเดินหน้าต่อไปได้ ระหว่างนี้ให้กลับไปใช้ ว18/2565 หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ไปพลางก่อน จนกว่าผลการวิจัยจะออกมาว่าระบบ TRS ดี หรือไม่ดีอย่างไร

    ขอบคุณที่มาเนื้อหาข่าวและอ่านเพิ่มเติมได้จาก FOCUSNEWS วันที่ 28 เมษายน 2569 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93306&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-RbysisHQtZ6Zee9BGiww