Category: วัฒนธรรม

  • ผลกระทบและข้อโต้แย้ง ‘โครงการแลนด์บริดจ์’ – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    ผลกระทบและข้อโต้แย้ง ‘โครงการแลนด์บริดจ์’ – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามัน หรือที่เรียกโดยทั่วไปว่าโครงการ ‘แลนด์บริดจ์’ ระหว่างจังหวัดชุมพรและระนอง เป็นอภิมหาโปรเจกต์ทางโครงสร้างพื้นฐานที่มีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 1 ล้านล้านบาท 

    รัฐบาลไทยในยุคปัจจุบันภายใต้การนำของแกนนำสำคัญอย่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล พยายามผลักดันอย่างเข้มข้นเพื่อหวังจะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของภาคใต้และยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของโลก

    อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนโครงการเต็มไปด้วยเสียงสะท้อนที่แตกต่างกันระหว่างความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในมุมมองของรัฐบาล กับความกังวลด้านระบบนิเวศ สิทธิชุมชน และสิทธิมนุษยชนจากภาคประชาสังคมและนักวิชาการ ทำให้โครงการนี้กลายเป็นประเด็นสาธารณะที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน

    อีกทั้งที่ผ่านมา ภาครัฐได้พยายามขับเคลื่อนโครงการเมกะโปรเจกต์นี้ให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและจูงใจนักลงทุนต่างชาติ โดยได้ร่างพระราชบัญญัติระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ พ.ศ….. (ร่าง พ.ร.บ. SEC) ขึ้นเป็นกฎหมายเฉพาะเพื่อใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช

    แต่เนื้อหาในร่าง พ.ร.บ. SEC กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากภาคประชาชนและนักสิทธิมนุษยชน เนื่องจากมีการบัญญัติให้ยกเว้นกฎหมายปกติหลายประการ เพื่อลดอุปสรรคต่อการลงทุน

    ตัวอย่างเช่น พ.ร.บ. SEC ถูกมองว่าเป็นการบริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จ คณะกรรมการนโยบาย SEC จะมีอำนาจเหนือหน่วยงานท้องถิ่นในการอนุมัติ อนุญาต เกี่ยวกับผังเมือง การจัดหาที่ดิน และการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม

    มีการเอื้อประโยชน์แก่นักลงทุนต่างชาติมากเกินเหตุ อย่างการกำหนดสิทธิในการถือกรรมสิทธิ์ที่ดิ ตลอดจนข้อกังวลถึงลดทอนอำนาจการตรวจสอบของประชาชนในพื้นที่ และการสูญเสียทรัพยากรที่คนท้องถิ่นควรได้

    ซึ่งผลการศึกษาในวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกเรื่อง Political economy of the landbridge project with a focus on Ranong development (เศรษฐศาสตร์การเมืองของโครงการสะพานเศรษฐกิจ โดยเน้นที่การพัฒนาจังหวัดระนอง) โดย วิภาวดี พันธุ์ยางน้อย ได้ระบุผลการศึกษาไว้ว่า

    “การผลักดันโครงการสะพานเศรษฐกิจเป็นไปภายใต้โครงสร้างนโยบายแบบรวมศูนย์ที่ตอบสนองต่อผลประโยชน์มหภาคและกลุ่มทุน มากกว่าศักยภาพเฉพาะของพื้นที่หรือความต้องการของชุมชน”

    เช่นเดียวกับเรื่องราวของสิ่งที่ส่งเสียงไม่ได้อย่างระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ 

    พื้นที่จังหวัดระนองและชุมพรมีระบบนิเวศชายฝั่งที่อุดมสมบูรณ์และมีความเปราะบางสูงมาก อีกทั้งพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามันของจังหวัดระนองเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ที่ได้รับการเสนอขึ้นบัญชีเบื้องต้นต่อยูเนสโก เพื่อเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ

    โดย ‘พื้นที่มรดกโลก แหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามัน’ มีพื้นที่นำเสนอทั้งหมด 724,718 ไร่ และเป็นพื้นที่กันชน 1,092,781 ไร่ รวมทั้งหมด 1,817,500 ไร่ ประกอบด้วย อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง อุทยานแห่งชาติแหลมสน อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน อุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง อุทยานแห่งชาติสิรินาถ (บางส่วน) 

    รวมถึงยังมีพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง ซึ่งเป็นป่าชายเลนที่ใหญ่ที่สุดและมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การสร้างท่าเรือและการถมทะเลกว่า 7,000 ไร่ จะทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าและสัตว์ทะเลหายากอย่างสิ้นเชิง

    ซึ่งหากมีการก่อครงการแลนด์บริดจ์ พื้นที่เหล่าจะกลายเป็นพื้นที่ความสร้างเสี่ยงสูงอาจกระทบต่อการยื่นขึ้นละเบียนเป็นพื้นที่มรดกโลก

    “การศึกษาด้านนิเวศวิทยาทางทะเลจากรายงาน EHIA บ่งบอกว่า บริเวณนี้ มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำมาก ไม่มีคุณค่าใดๆ ซึ่งขัดแย้งกับการศึกษาที่ผ่านมา ที่บอกว่า บริเวณนี้มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง มีคุณค่าต่อการขึ้นทะเบียนมรดกโลก” – ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

    ข้อมูลศึกษาของภาคีนักวิชาการ ยังว่าพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบเป็นแหล่งอาศัยของชนิดพันธุ์สำคัญหลายประการ

    ตัวอย่างเช่น EHIA โครงการแลนด์บริดจ์ ที่ระบุว่า มีตัวเลขสัตว์หน้าดินเฉลี่ย 47.57 ตัว/ตารางเมตร จากพื้นที่ได้รับผลกระทบ 32 ล้านตารางเมตร แต่การศึกษาของวิทยาศาสตร์ทางทะเล พบว่า สัตว์หน้าดินที่พบเฉลี่ย 1,685 ตัว/ตารางเมตร หากคิดในจำนวนพื้นที่ได้รับผลกระทบ 32 ล้านตารางเมตร จะมีสัตว์หน้าดินที่สูญเสียไป 53,953 ล้านตัว

    สำหรับสัตว์หน้าดินมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบนิเวศทางทะเล ทั้งในแง่การเป็นแหล่งอาหารหลักของสัตว์น้ำขนาดใหญ่และนกอพยพ ช่วยกรองน้ำทำความสะอาดระบบนิเวศ เป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ และเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สร้างรายได้มหาศาล

    นอกจากนี้ การขุดลอกพื้นทะเลเพื่อเปิดร่องน้ำลึกจะก่อให้เกิดการฟุ้งกระจายของโลหะหนักที่สะสมในชั้นตะกอนดิน ซึ่งจะส่งผลปนเปื้อนต่อทรัพยากรสัตว์น้ำที่เป็นแหล่งอาหารหลักของชุมชน   และเพิ่มความเสี่ยงจากการรั่วไหลของน้ำมันจากท่าเรือและเรือขนส่งขนาดใหญ่ ยังเป็นภัยคุกคามถาวรต่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในพื้นที่

    อีกประเด็นที่ถูกกล่าวถึงอย่างสม่ำเสมอคือ ผลกระต่อสิทธิชุมชนและวิถีชีวิตท้องถิ่น ข้อมูลจากเครือข่ายรักษ์พะโต๊ะ ระบุว่าโครงการแลนด์บริดจ์จะทำลายพื้นที่ต้นน้ำและผืนดินเกษตรกรรมอันอุดมสมบูรณ์ เพื่อแลกกับทางหลวงและนิคมอุตสาหกรรมที่ชาวบ้านไม่ได้ประโยชน์ ซึ่งชุมชนท้องถิ่นเชื่อมั่นว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนควรตั้งอยู่บนฐานศักยภาพเดิมของพื้นที่ ไม่ใช่การเป็นเขตอุตสาหกรรมมลพิษ

    ขณะที่ฝั่งจังหวัดระนองที่มีการเติบโตจากการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและธุรกิจท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงเมืองให้กลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์จะทำลายเสน่ห์ชุมชน โดยผู้ประกอบการในระนองกังวลว่ามลพิษทางเสียง ฝุ่นละออง และคราบน้ำมัน จะทำให้นักท่องเที่ยวคุณภาพเลิกเดินทางมายังระนอง ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจรากหญ้าที่คนท้องถิ่นเป็นเจ้าของจริงๆ

    ทางด้านของชุชนประมงเองก็มีโอกาสเสี่ยงมากจากผลกระทบด้านสมุทรศาสตร์ที่เปลี่ยนไป ในเอกสารผลกระทบโครงการท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์ ชุมพร – ระนอง โดย มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กลุ่ม Beach for life และเครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนภาคใต้ อธิบายผลการศึกษาข้อมูลว่า 

    โครงการถมทะเลเพื่อสร้างท่าเรือน้ำลึกส่งผลโดยตรงต่อ กระแสน้ำ ตะกอน และระบบนิเวศทางทะเล จากแบบจำลองทางคณิตศาสตร์พบว่า การถมทะเลจะส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงชายฝั่งมีรูปแบบผิดไปจากธรรมชาติเดิม หากท่าเรือและสะพานมีผลทำให้กระแสน้ำไหลแรงขึ้น อาจทำให้ชาวประมงจับปลาได้ยากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุของเรือเล็ก เพราะเครื่องมือประมงอาจถูกพัดพาออกไปจากจุดที่วางไว้

    ในบางพื้นที่กระแสน้ำกลับไหลช้าลง อาจส่งผลให้เกิดการสะสมของตะกอนและของเสียจากเรือ ทำให้คุณภาพน้ำลดลงและส่งผลกระทบต่อแหล่งวางไข่ของสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นหัวใจของระบบนิเวศทางทะเล กระแสน้ำที่นิ่งขึ้นยังอาจก่อให้เกิดมลพิษสะสม ซึ่งกระทบต่อความสมดุลของระบบนิเวศในระยะยาว

    พื้นที่ที่ถูกถมทะเลเพื่อสร้างท่าเรือ อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อเส้นทางเดินเรือของชาวประมงพื้นบ้าน ทำให้ต้องอ้อมไกลขึ้นเสียทั้งเวลาและต้นทุนค่าน้ำมัน หากไม่มีการออกแบบร่องน้ำให้เหมาะสม อาจเกิดปัญหาร่องน้ำตื้นเขินจากตะกอนที่สะสม ทำให้เรือประมงติดโคลนในช่วงน้ำลง และต้องรอเวลาน้ำขึ้นเพื่อออกเรือได้

    นอกจากผลกระทบต่อวิถีชีวิตระบบนิเวศแล้ว ข้อโต้แย้งอีกประการที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ คือ กระบวนการ EHIA และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ของโครงการแลนด์บริดจ์ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากทั้งนักวิชาการและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ว่ามีความบกพร่องในเชิงคุณภาพและขาดความโปร่งใส

    นักวิชาการจากเครือข่ายภาคประชาสังคมตั้งข้อสังเกตว่า ร่างรายงาน EHIA มีลักษณะ ‘สอบตก’ ในหลายด้าน เช่น การใช้ข้อมูลที่ไม่เป็นปัจจุบัน การกำหนดขอบเขตที่จำกัดเกินไป (ใช้รัศมีการศึกษาเพียง 5 กิโลเมตรจากจุดก่อสร้าง ไม่สามารถครอบคลุมผลกระทบที่แท้จริงซึ่งจะกระจายไปตามกระแสน้ำและทิศทางลมในรัศมีที่กว้างกว่านั้นมาก) รวมถึงรายงานไม่ได้ประเมินผลกระทบหลังจากโครงการเสร็จสิ้นและมีการเดินเรือพาณิชย์หนาแน่น ซึ่งจะนำมาซึ่งปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 และการปนเปื้อนของสารเคมีในอาหารทะเล

    ขณะเดียวกันคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พบว่าการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่เป็นแบบ ‘แยกส่วน’ ทำให้ประชาชนไม่เห็นภาพรวมของผลกระทบทั้งระบบ  

    ข้อมูลที่รัฐให้มักเป็นข้อมูลด้านบวกเพียงอย่างเดียว และในหลายครั้งเจ้าหน้าที่ไม่สามารถตอบคำถามเรื่องมาตรการเยียวยาหรือความเสี่ยงที่ชัดเจนได้ ประชาชนในพื้นที่รู้สึกว่าการเข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นเป็นเพียงพิธีกรรม เพราะภาครัฐบาลได้ตัดสินใจไปแล้วว่าจะเดินหน้าโครงการโดยไม่คำนึงถึงข้อคัดค้าน

    เรื่องของโครงการแลนด์บริดจ์ในโมงยามที่ผ่านมา จึงไม่ต่างอะไรกับการพัฒนาประเทศที่ละเลยความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติและเสียงสะอื้นของชุมชนท้องถิ่น 

    ซึ่งไม่อยากเรียกได้ว่าเป็นการหอมกลิ่นความเจริญได้อย่างแท้จริง  

    อ้างอิง

    ผู้เขียน

    ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส – เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.seub.or.th/bloging/news/2026-111/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TjeVIb0u5ooD3Nj2HbxaX

  • ‘กรณ์’ ยื่นญัตติด่วน ตั้งกมธ.ต้านแลนด์บริดจ์ ผลาญงบ 1 ล้านล้าน ชี้เร่งรีบผิดปกติ มีข้อกังวลหลายมิติ

    ‘กรณ์’ ยื่นญัตติด่วน ตั้งกมธ.ต้านแลนด์บริดจ์ ผลาญงบ 1 ล้านล้าน ชี้เร่งรีบผิดปกติ มีข้อกังวลหลายมิติ

    “กรณ์” ยื่นญัตติด่วน ตั้ง กมธ. เบรก “แลนด์บริดจ์” ชี้ ผิดปกติ หลังรัฐบาลเร่งผลักดัน แต่ไม่โผล่ในนโยบาย แฉ เอกชนเดินเรือมาฟ้อง ปชป. ไม่คุ้มค่าให้ใช้บริการ

    29 เมษายน 2569 – ที่รัฐสภา นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ ว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้ยื่นญัตติด่วน ขอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อพิจารณาโครงการแลนด์บริดจ์ เนื่องจากสะท้อนความเร่งรีบผิดปกติของรัฐบาล ที่จะผลักดันโครงการมูลค่า 1 ล้านล้านบาท ทั้งที่ควรจะเป็นโครงการที่พิจารณาอย่างละเอียด โปร่งใส รอบคอบ และยังไม่มีข้อมูลชัดเจนให้พิจารณาศึกษา

    นายกรณ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องแปลกที่ในนโยบายรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ที่นำเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ช่วงหาเสียง ไม่ปรากฏว่ามีโครงการดังกล่าว เป็นนโยบายของทั้งสองพรรค และเมื่อมาถึงการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ไม่ปรากฏว่าโครงการที่มีความสำคัญมากขนาดนี้ ซึ่งมีผลผูกพันงบประมาณของประเทศไปอีกหลาย 10 ปีในอนาคต ถูกนำเสนอต่อรัฐสภาในขณะแถลงนโยบาย วันนี้กลับกลายเป็นโครงการที่รัฐบาลบอกให้ความสำคัญ เป็นโครงการระดับประเทศที่รัฐบาลพร้อมผลักดันทันที

    “ทางพรรคประชาธิปัตย์มีความกังวลในหลายมิติ โดยเฉพาะ สส.ภาคใต้หลายจังหวัด ที่ได้ร่วมกันลงนามในญัตติฉบับนี้ เพื่อสะท้อนความกังวลในเขตพื้นที่ที่มีต่อความความคุ้มค่าของโครงการ” นายกรณ์ กล่าว

    นายกรณ์ กล่าวต่อว่า การใช้เงิน 1 ล้านล้านบาทในโครงการที่นักวิชาการหลายฝ่าย พูดถึงความกังวลว่าไม่มีทางจะคุ้มค่า บริษัทเดินเรือภาคเอกชนก็แจ้งข้อมูลมายังพรรคประชาธิปัตย์ว่า แม้จะสร้างเสร็จแล้วก็ไม่คุ้มที่จะนำมาใช้บริการ หากคิดว่าการใช้แลนด์บริดจ์ในการลำเลียงขนส่งสินค้าจากซีกตะวันตกไปยังตะวันออก จะสามารถประหยัดเวลาได้ เมื่อเทียบกับการเดินเรือไปยังช่องแคบมะละกา ต้องคิดใหม่ เพราะการขนส่งสินค้าผ่านโครงการดังกล่าว เป็นการลำเลียงสินค้าขึ้นลงเรือหลายต่อ มีภาระค่าใช้จ่าย มีประเด็นเรื่องเงื่อนไขเวลา สุ่มเสี่ยงประกันถูกทิ้งร้าง เป็นโครงการที่นำเสนอโดยไม่มีข้อมูลรายละเอียด และไม่เคยส่งสัญญาณต่อประชาชนว่าจะทำ

    นายกรณ์ กล่าวว่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญ ต้องหยิบยกขึ้นมาพิจารณาในสภาสภาผู้แทนราษฎร เงิน 1 ล้านล้านบาท ตามนโยบายที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอต่อประชาชน สามารถที่จะนำมาใช้เพื่อประโยชน์ของการพัฒนาระบบเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวใต้ได้หลายโครงการ ยกตัวอย่างเช่น เราเสนอให้มีการก่อสร้างมอเตอร์เวย์สายใต้ เชื่อมระหว่าง จ.นราธิวาสไปถึงกรุงเทพฯ ใช้งบประมาณ 4-5 แสนล้านบาท บวกกับการพัฒนาขนส่งผ่านระบบรถไฟทางคู่ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เสนอให้มีการวิ่งบนระบบรถไฟฟ้าทั้งสิ้น ใช้งบประมาณเพิ่มเติม 100,000-150,000 ล้านบาท

    นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่โครงการท่าเรือน้ำลึก เราสนับสนุนให้มีทั้งฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทย ในพื้นที่ที่เหมาะสม ใช้งบประมาณอีกเพียง 100,000 ล้านบาท โดยรวม 3-4 โครงการ ใช้งบประมาณ 700,000 ล้านบาท น้อยกว่างบประมาณที่ต้องใช้ในโครงการที่ไม่มีประโยชน์ชัดเจนว่าจะสร้างเสร็จหรือไม่ประชาชนจะมีใครบ้างที่ได้รับผลประโยชน์

    นายกรณ์ กล่าวอีกว่า ก่อนที่รัฐบาลจะเดินหน้ากับโครงการนี้ ขอให้ สส.มีโอกาสปรึกษากับหน่วยงานราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาข้อมูลข้อเท็จจริง เพื่อช่วยให้รัฐบาลพิจารณาตัดสิน ในเรื่องที่เป็นผลประโยชน์สูงสุดต่อเงินภาษีของประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/987955/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ig8LmYQKWRVsbqSN5sSFR

  • SCGC จับมือ PTTGC เปิดดีลใหญ่ศึกษาร่วมทุนธุรกิจโอเลฟินส์หวังครองแชมป์เบอร์ 1 ภูมิภาค : อินโฟเควสท์

    SCGC จับมือ PTTGC เปิดดีลใหญ่ศึกษาร่วมทุนธุรกิจโอเลฟินส์หวังครองแชมป์เบอร์ 1 ภูมิภาค : อินโฟเควสท์

    บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย [SCC] เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 บมจ.เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ SCC ถือหุ้นทั้งหมด ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงเบื้องต้นซึ่งไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย (Non-binding Memorandum of Understanding) (MoU) กับ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล [PTTGC] เพื่อร่วมศึกษาความเป็นไปได้ทางกลยุทธ์ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ (พอลิเอทิลีน: Polyethylene และพอลิโพรพิลีน: Polypropylene) ในประเทศไทย

    ขอบเขตของโครงการร่วมทุนจะครอบคลุมธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ของ SCGC ในประเทศไทย ซึ่งรวมถึงโรงงานผลิตโอเลฟินส์ โรงงานผลิตพอลิเอทิลีน (PE) และโรงงานผลิตพอลิโพรพิลีน (PP) ตลอดจนบริษัทร่วมทุนที่เกี่ยวข้องของ SCGC ในธุรกิจดังกล่าว และธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ของ PTTGC ในประเทศไทย

    โครงการร่วมทุนมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผู้นำในธุรกิจปิโตรเคมีในภูมิภาค ที่มีความสามารถในการแข่งขันระดับโลกด้วยปัจจัยสนับสนุนจากระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบบูรณาการในประเทศ ซึ่งคาดว่าจะช่วยส่งเสริมความเป็นเลิศในด้านการดำเนินงาน โดยอาศัยขนาดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น และการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการวัตถุดิบ และเพิ่มความแข็งแกร่งของธุรกิจปลายน้ำที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มและมีความหลากหลายขึ้น อันจะส่งผลให้กลุ่มผลิตภัณฑ์มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ MoU ดังกล่าวเป็นเพียงข้อตกลงเบื้องต้นที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย โดยการทำธุรกรรมใดๆ ยังคงขึ้นอยู่กับผลการตรวจสอบสภาพกิจการ การเจรจารายละเอียดเพิ่มเติม การเข้าทำสัญญาที่เกี่ยวข้อง และการได้รับอนุมัติของบริษัททั้งสองและหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (หากต้องขออนุญาต) SCGC คาดว่าการศึกษาโครงการร่วมทุนจะแล้วเสร็จภายใน ไตรมาส 3/69 โดยในระหว่างนี้บริษัททั้งสองจะดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกฎหมายแข่งขันทางการค้า

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/588973&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0r5EHbAvKDORFv76q1-K0E

  • ถวายพระพรวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ถวายพระพรวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/122988/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1op1tNN7QqEeTsafwv-n9q

  • ‘สภาพัฒน์’ ชี้จุดคุ้มค่าแลนด์บริดจ์  รัฐต้องลงทุนควบคู่ ‘เขตเศรษฐกิจพิเศษ’

    ‘สภาพัฒน์’ ชี้จุดคุ้มค่าแลนด์บริดจ์ รัฐต้องลงทุนควบคู่ ‘เขตเศรษฐกิจพิเศษ’

    “สภาพัฒน์” แนะรัฐบาลเดินหน้าแลนบริดจ์ ต้องทำเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษคู่ด้วย เพื่อเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากที่สุด ชี้ช่องหากการลงทุนใช้งบสูงอาจเริ่มทำจากท่าเรือระนองก่อนเพื่อเปิดการขนส่งฝั่งอันดามัน และขยายไปครอบคลุมทั้งเฟส

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. กล่าวถึงกรณีที่ สศช. เคยมีผลการศึกษาว่าโครงการ แลนด์บริดจ์ ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจตั้งเเต่สมัยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า เรื่อง สศช.ยังไม่ศึกษาเรื่อง แลนด์บริดจ์ แต่สิ่งที่สำนักงานทำในสมัยพลเอกประยุทธ์ เป็นเรื่อง “คลองไทย” โดย นายกรัฐมนตรีและสมาคมคลองไทย ให้ทาง สศช. ไปดูว่าจะได้ผลประโยชน์อย่างไรบ้าง จึงได้ไปทำการศึกษาในเบื้องต้นว่า คลองไทย มีประโยชน์ออย่างไรบ้าง ซึ่งมีการเปรียบเทียบกันระหว่าง ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้  หรือ Southern Economic Corridor  กับแลนด์บริดจ์ โดยผลในการเปรียบเทียบออกมาว่า คลองไทยจะได้ผลประโยชน์ต่ำสุด รองลงมาคือตัว แลนด์บริดจ์เพราะจะมีการลงทุนสูงมาก แต่ถ้าไม่มีการพัฒนาตัวอุตสาหกรรมเพิ่มเติม เป็นแค่แลนด์บริดจ์ อย่างเดียวนั้น ผลประโยชน์มันจะไม่มาก

    แต่ถ้ามาเทียบกันกับการทำ Southern Economic Corridor ซึ่งมีพื้นที่อุตสาหกรรมด้วย เป็นอุตสาหกรรมเบาหรืออะไรที่เป็นการเกษตร ในพื้นที่ก็จะมีประโยชน์มากกว่า พร้อมย้ำว่า สศช. ไม่เคยศึกษาเรื่องแลนด์บริดจ์อย่างจริงจัง

    ส่วนโครงการที่ศึกษาไม่คุ้มทุน คือโครงการคลองไทยใช่หรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า โครงการคลองไทยที่เราศึกษามาแล้วว่า ถ้าหากทำจะไม่คุ้ม

    ขณะที่ตอนนี้รัฐบาลเดินหน้าทำ โครงการแลนด์บริดจ์ สภาพัฒน์ มองอย่างไรนั้น นายดนุชา กล่าวว่า  ต้องดูว่ารูปแบบโครงการจะมีอะไรบ้าง และการลงทุนจะเป็นอย่างไร ต้องเปรียบเทียบและดูว่า จะได้ผลประโยชน์อะไรบ้าง เพราะการส่งสินค้าอย่างเดียวนั้นไม่ได้ ต้องมีพื้นที่อุตสาหกรรม และพัฒนาพื้นที่เพิ่มเติมด้วย 

    แต่ประเด็นสำคัญตอนนี้ในประเทศไทยท่าเรือฝั่งตะวันตก ที่เป็นท่าเรือส่งออกสินค้าจริงๆนั้น ยังไม่มีหาก หากเริ่มต้นจากการทำท่าเรือที่ระนองก่อน แล้วค่อยขยาย ก็ได้เหมือนกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับรูปแบบที่จะดำเนินโครงการ ว่าจะมีอะไรบ้างซึ่งต้องไปดูในรายละเอียด  โดยหน่วยงานที่ศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียดและจริงจังคือกระทรวงคมนาคม ที่ได้เริ่มมานานแล้ว

    โดยเมื่อศึกษาแล้วผลสรุปจะคุ้มหรือเหมาะต่อการดำเนินโครงการหรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า ยังตอบตอนนี้ไม่ได้ เพราะต้องดูองค์ประกอบ และรายละเอียดโครงการว่ามีอะไรบ้าง และต้องดูว่าการกระบวนการขั้นตอนเป็นอย่างไร

    “แต่ถ้าถามผม ว่าน่าจะทำอะไรอย่างไร ต้องเรียนว่า  ตอนนี้ฝั่งตะวันตกยังไม่มีท่าเรือที่ส่งออกได้เลย  ที่เป็นการส่งออกสินค้าแบบจริงจัง  ไม่ใช่เรือเล็กๆน้อยๆ หรือเป็นเรือที่ต้องไปเปลี่ยนถ่ายสินค้าที่ประเทศมาเลย์ แต่ถ้าเป็นท่าเรือของเราจริงๆ เชื่อมโยงกับพื้นที่อุตสาหกรรมภายในประเทศ ที่จะส่งไปทางอินเดีย  หรือตะวันออกกลาง  และยุโรป ถ้าสามารถทำท่าเรือฝั่งตะวันตกได้ ก็เอา สินค้าจากแหลมฉบังมาออกตรงนี้ ก็เป็นประโยชน์กับประเทศ”นายดนุชา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1231501&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VuezSf1iqpNb0a8UGl4rm

  • ความหวานเดียวของ เพิ่ม-เซิน ที่ ฟิล์ม-เพิร์ธ ประทับใจใน “สกุณาซ่อนรัก” – ONE31

    ความหวานเดียวของ เพิ่ม-เซิน ที่ ฟิล์ม-เพิร์ธ ประทับใจใน “สกุณาซ่อนรัก” – ONE31

    เบื้องหลังซีนหวาน “เพิ่ม-เซิน” ที่มีไม่กี่ครั้ง แต่กลายเป็นโมเมนต์ประทับใจของ ฟิล์ม ธนภัทร และ เพิร์ธ วีริณฐ์ศรา ใน สกุณาซ่อนรัก ทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20:30 น.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.one31.net/news/detail/78959&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29MeRAZo-HOqrqzjUFNzly

  • “สกุณาซ่อนรัก” แซ่บขยี้ใจ “ฟิล์ม-เพิรธ์-เทศน์” เลิฟซีนดุเดือดกระแสไม่ธรรมดา – ดาราเดลี่

    “สกุณาซ่อนรัก” แซ่บขยี้ใจ “ฟิล์ม-เพิรธ์-เทศน์” เลิฟซีนดุเดือดกระแสไม่ธรรมดา – ดาราเดลี่

    ฟิล์ม-เพิรธ์-เทศน์” เลิฟซีนดุเดือด กระแสไม่ธรรมดา. ลงจอไปแล้วกับ “สกุณาซ่อนรัก” ผลงานสุดจัดจ้านอีกเรื่องของ “คุณบอย ถกลเกียรติ” ครั้งนี้ยังการันตีแซ่บกว่าทุกเรื่องที่เคยทำ!
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.daradaily.com/news/161415/read&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2griFU01jucCjqDoWxsFLa

  • ย้อนเส้นทาง ราเชน ศิลปะรายะ ก่อนลมการเมืองเปลี่ยนทิศ โดนเด้งพ้นอธิบดีกรมฝนหลวง

    ย้อนเส้นทาง ราเชน ศิลปะรายะ ก่อนลมการเมืองเปลี่ยนทิศ โดนเด้งพ้นอธิบดีกรมฝนหลวง

    ย้อนเส้นทาง ราเชน ศิลปะรายะ ก่อนลมการเมืองเปลี่ยนทิศ โดนเด้งพ้นอธิบดีกรมฝนหลวง

    วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.37 น.

    เรียกว่าเป็นเรื่องฟ้าผ่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์เลยก็ไม่ผิด เมื่อการประชุมครม.วันอังคารที่ 28 เมษายน 2569 มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง นายวิทยา แก้วมี ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และให้ นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามที่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้เสนอให้พิจารณา

    จากนั้นในวันที่ 29 เมษายน นายราเชน ได้ยื่นหนังสือลาออกจากราชการ พร้อมทิ้งบอมพ์ลูกใหญ่ โดยระบุว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาก่อนโดนโยกย้าย มีบุคคลโทรศัพท์มา 5-6 ครั้ง เพื่อนัดหมายให้ไปพูดคุยกันที่ชั้น4 อาคารแห่งหนึ่งย่านถนนวิภาวดี-รังสิต แต่เมื่อถึงเวลานัดบุคคลดังกล่าวไม่มา แต่มีบุคคลอื่นมาแทน อ้างว่าจะคุยเรื่องการซ่อมอากาศยานของหน่วยงาน

    ทั้งนี้ นายราเชน ถือเป็นลูกหม้อของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จบการศึกษา วิทยาศาสตรบัณฑิต (เทคโนโลยีอุตสาหกรรม ก่อสร้าง) สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี และวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (วิศวกรรมโยธา) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน

    เข้ารับราชการในสังกัดกรมชลประทาน เคยเป็นผู้อำนวยการโครงการก่อสร้าง สำนักงานชลประทานที่ 5 กรมชลประทาน ต่อมาในช่วงที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็นรมว.เกษตรและสหกรณ์ และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นรมช.เกษตรและสหกรณ์ นายราเชน ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานรัฐมนตรี และรองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร

    ต่อมาเมื่อนายสุพิศ พิทักษ์ธรรม ลาออกจากอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ไปสมัครเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา นายราเชน ก็ได้เลื่อนขั้นขึ้นเป็นอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เมื่อเดือนมีนาคม 2568 โดยมีงานสำคัญที่สานต่อจากนายสุพิศ คือการจัดซื้อเครื่องบินของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร

    นายราเชน มีอายุราชการถึงเดือนตุลาคม 2569 การตัดสินใจลาออกอย่างกระทันหัน หลังถูกโยกย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการ จึงเกิดข้อกังขาจากสังคมว่า มีสาเหตุจากเรื่องการเมืองหรือไม่

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/961551&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kl0R4huaFLcQkLvOCFc9r

  • สั่งศึกษารอบใหม่! ก่อนลุย ‘แลนด์บริดจ์’

    สั่งศึกษารอบใหม่! ก่อนลุย ‘แลนด์บริดจ์’

    ผู้สื่อข่าวรายงานกรณีอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 เม.ย. ให้ไปศึกษาการเดินหน้า “โครงการแลนด์บริดจ์” นั้น มีรายงานว่านายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ไปศึกษาความเป็นไปได้ ซึ่งมีผลการศึกษาอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้อัปเดต รวมถึงการไปรับฟังความคิดเห็นและให้ข้อมูลกับประชาชนในพื้นที่ ว่าโครงการแลนด์บริดจ์คืออะไร และมีความเห็นอย่างไร ก่อนนำกลับมาเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

    อย่างไรก็ตาม พรรคร่วมในรัฐบาล รวมถึงพรรคเพื่อไทยเองเห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว แต่หัวใจหลักคือ ต้องศึกษาให้รอบคอบ ซึ่งการจะดำเนินโครงการต้องคำนึงถึง 3 ปัจจัยหลัก คือ

    1. ผลการศึกษาความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน
    2. ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคม ว่ามีความคุ้มค่าหรือไม่
    3. งบประมาณในการลงทุน ว่าจะนำมาจากแหล่งใด

    ส่วนจะเสนอโครงการดังกล่าวต่อที่ประชุม ครม.สัญจรหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นผู้ตั้งเรื่องที่จะต้องเสนอโครงการเข้าสู่ที่ประชุม ครม.สัญจร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/prime-minister-orders-study-of-land-bridge-project-feasibility&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RlhcRBq866nraO6-RA7n6

  • พิธีสวมเสื้อกาวน์วิชาชีพสำหรับนิสิตเภสัชศาสตร์ชั้นปีที่ 3

    พิธีสวมเสื้อกาวน์วิชาชีพสำหรับนิสิตเภสัชศาสตร์ชั้นปีที่ 3

    Skip to content

    คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ จัดพิธีสวมเสื้อกาวน์วิชาชีพ ให้กับนิสิตเภสัชศาสตร์ชั้นปีที่ 3 เป็นหมุดหมายสำคัญก่อนก้าวสู่การฝึกปฏิบัติงานวิชาชีพในสถานการณ์จริง เมื่อวันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2569

    การรับมอบเสื้อกาวน์วิชาชีพเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งความพร้อม ความรู้ และจรรยาบรรณในวิชาชีพการให้บริการด้านยาและสุขภาพแก่ประชาชนอย่างเต็มศักยภาพ รวมทั้งเป็นช่วงเวลาที่นิสิตตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบ และความไว้วางใจที่สังคมมอบให้ในฐานะเภสัชกรในอนาคต

    ในโอกาสนี้ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ ได้รับเกียรติจากนิสิตเก่าผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้สร้างคุณประโยชน์ให้กับวงการเภสัชกรรมและประเทศกลับมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพิธีในการมอบเสื้อกาวน์ให้แก่นิสิตรุ่นน้อง การมีส่วนร่วมดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนถึงความผูกพันอันแน่นแฟ้นระหว่างนิสิตเก่าและนิสิตปัจจุบัน แต่ยังเป็นการส่งต่อคุณค่า ประสบการณ์ และจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพจากรุ่นสู่รุ่นอย่างงดงาม เปรียบเสมือนการส่งไม้ต่อที่ไม่ได้มีแค่ความรู้ แต่มี “หัวใจของความเป็นเภสัชกรแห่งอนาคต”

    จุฬาฯ สนับสนุนให้อาจารย์ทำงานวิจัย นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากต่อทั้งอาจารย์ นิสิต รวมถึงภาคประชาสังคม

    รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/301174/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QZ-l5YFBahV8rIhum8F5h