Category: วัฒนธรรม

  • ทภ.1 –  สกร. ลงนาม MOU ดัน “1 ปี 1 วุฒิ” ยกระดับการศึกษาทหารกองประจำการ

    ทภ.1 – สกร. ลงนาม MOU ดัน “1 ปี 1 วุฒิ” ยกระดับการศึกษาทหารกองประจำการ

    28 เมษายน 2569 กองทัพภาคที่ 1(ทภ.1) ร่วมกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) กระทรวงศึกษาธิการ จัดพิธีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การจัดการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ เพื่อยกระดับการศึกษาทหารกองประจำการ ตามโครงการ “1 ปี 1 วุฒิ” มุ่งพัฒนาและยกระดับคุณวุฒิ ส่งผลต่อความเจริญก้าวหน้าของทหารกองประจำการ ภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีวุฒิเพิ่ม มีอาชีพ” ตามนโยบายของกองทัพบก

    ทภ.1 -  สกร. ลงนาม MOU ดัน “1 ปี 1 วุฒิ” ยกระดับการศึกษาทหารกองประจำการ

    โดยมี พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 เป็นผู้แทนกองทัพภาคที่ 1 และ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นผู้แทน กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) และได้รับเกียรติจาก นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามในครั้งนี้ ณ กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 1

    ทภ.1 -  สกร. ลงนาม MOU ดัน “1 ปี 1 วุฒิ” ยกระดับการศึกษาทหารกองประจำการ

    สำหรับการลงนามในครั้งนี้ กำหนดหน่วยนำร่องในส่วนของเหล่าทหารราบ ทหารม้า ทหารปืนใหญ่ ทหารช่าง และทหารสื่อสาร ในสังกัดกองทัพภาคที่ 1 โดยการเทียบโอนหน่วยกิตของการศึกษานอกระบบกับหลักสูตรการฝึก และภารกิจของหน่วย พร้อมจัดทำ “คู่มือการเทียบโอนหน่วยกิต” สำหรับใช้เป็นแนวทางในการออกหนังสือรับรองผลการฝึกตามหลักสูตร

    ทภ.1 -  สกร. ลงนาม MOU ดัน “1 ปี 1 วุฒิ” ยกระดับการศึกษาทหารกองประจำการ

    นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้เสนอแนวทางการศึกษาทางไกล ซึ่งเป็นการศึกษาออนไลน์ 100% โดยทหารสามารถศึกษาได้ด้วยตนเอง สอดคล้องกับภารกิจของหน่วย และลดภาระการเดินทางไปยังสถานศึกษาอีกด้วย

    ทภ.1 -  สกร. ลงนาม MOU ดัน “1 ปี 1 วุฒิ” ยกระดับการศึกษาทหารกองประจำการ

    ทั้งนี้ จะเริ่มดำเนินการกับทหารกองประจำการผลัดที่ 1/69 ที่จะเข้าประจำการในวันที่ 1 พ.ค. 69 นี้ โดยตั้งเป้าหมายให้ผู้เข้าร่วมโครงการสำเร็จการศึกษาสูงขึ้น 1 ระดับ ภายในเวลา 1 ปี ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 เพื่อเพิ่มโอกาสในการรับราชการเป็นนายทหารประทวน และการเข้ารับการสอบคัดเลือกเป็นนักเรียนนายสิบทหารบก ตลอดจนสามารถนำวุฒิการศึกษาใหม่ เพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพภายหลังปลดประจำการได้ทันที ถือเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่สำคัญของกองทัพบก ที่ส่งเสริมและยกระดับคุณภาพชีวิตของทหารในห้วงประจำการ

    ทภ.1 -  สกร. ลงนาม MOU ดัน “1 ปี 1 วุฒิ” ยกระดับการศึกษาทหารกองประจำการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378976714&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08rrCgA2GNGk5_WzGGQhjP

  • “ดนุชา”เผย สภาพัฒน์ฯ ยังไม่เคยศึกษา “แลนด์บริดจ์” มองควรเริ่มทำท่าเรือส่งออกฝั่งตะวันตกที่ระนองก่อน

    “ดนุชา”เผย สภาพัฒน์ฯ ยังไม่เคยศึกษา “แลนด์บริดจ์” มองควรเริ่มทำท่าเรือส่งออกฝั่งตะวันตกที่ระนองก่อน


    “ดนุชา” เผย สภาพัฒน์ฯ ยังไม่เคยศึกษา  “แลนด์บริดจ์” เเจง เเค่ค้าน “คลองไทย” ในสมัย พล.อ.ประยุทธ์ เหตุไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ  มองควรเริ่มทำท่าเรือส่งออกฝั่งตะวันตก ที่จ. ระนอง ก่อน

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. กล่าวถึงกรณีที่ สศช. เคยมีผลการศึกษาว่าโครงการ แลนด์บริดจ์ ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจตั้งเเต่สมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า เรื่อง สศช.ยังไม่ศึกษาเรื่อง แลนด์บริดจ์ แต่สิ่งที่สำนักงานทำในสมัยพล.อ.ประยุทธ์ เป็นเรื่อง “คลองไทย” โดย นายกรัฐมนตรีและสมาคมคลองไทย ให้ทาง สศช. ไปดูว่าจะได้ผลประโยชน์อย่างไรบ้าง เราจึงได้ไปทำการศึกษาในเบื้องต้นว่า คลองไทย มีประโยชน์ออย่างไร ซึ่งมีการเปรียบเทียบกันระหว่าง ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้  หรือ Southern Economic Corridor กับ แลนด์บริดจ์ โดยผลในการเปรียบเทียบออกมาว่า คลองไทย จะได้ผลประโยชน์ต่ำสุด รองลงมาคือตัว แลนด์บริดจ์ เพราะจะมีการลงทุนสูงมาก แต่ถ้าไม่มีการพัฒนาตัวอุตสาหกรรมเพิ่มเติม เป็นแค่แลนด์บริดจ์ อย่างเดียวนั้น ผลประโยชน์มันจะไม่มาก แต่ถ้ามาเทียบกันกับการทำ Southern Economic Corridor ซึ่งมีพื้นที่อุตสาหกรรมด้วย เป็นอุตสาหกรรมเบาหรืออะไรที่เป็นการเกษตร ในพื้นที่ก็จะมีประโยชน์มากกว่า พร้อมย้ำว่า ศสช. ไม่เคยศึกษาเรื่องแลนด์บริดจ์อย่างจริงจัง

    ส่วนโครงการที่ไม่คุ้มทุน คือโครงการคลองไทยใช่หรือไม่ นายอนุชา กล่าวว่า โครงการคลองไทย ที่เราศึกษามาแล้วว่า ถ้าหากทำจะไม่คุ้ม 

    ขณะที่ตอนนี้รัฐบาลเดินหน้าทำโครงการแลนด์บริดจ์ สภาพัฒน์มองอย่างไรนั้น นายอนุชา กล่าวว่า  ต้องดูว่ารูปแบบโครงการจะมีอะไรบ้าง และการลงทุนจะเป็นอย่างไร ต้องเปรียบเทียบและดูว่า จะได้ผลประโยชน์อะไรบ้าง เพราะการส่งสินค้าอย่างเดียวนั้นไม่ได้ ต้องมีพื้นที่อุตสาหกรรม และพัฒนาพื้นที่เพิ่มเติมด้วย  แต่ประเด็นสำคัญตอนนี้ในประเทศไทยท่าเรือฝั่งตะวันตก ที่เป็นท่าเรือส่งออกสินค้าจริงๆนั้น ยังไม่มีหาก หากเริ่มต้นจากการทำท่าเรือที่ระนองก่อน แล้วค่อยขยาย ก็ได้เหมือนกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับรูปแบบที่จะดำเนินโครงการ ว่าจะมีอะไรบ้างซึ่งต้องไปดูในรายละเอียด  โดยหน่วยงานที่ศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียดและจริงจังคือกระทรวงคมนาคม ที่ได้เริ่มมานานแล้ว 

    เมื่อศึกษาแล้วผลสรุปจะคุ้มหรือเหมาะต่อการดำเนินโครงการหรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า ยังตอบตอนนี้ไม่ได้ เพราะต้องดูองค์ประกอบ และรายละเอียดโครงการว่ามีอะไรบ้าง และต้องดูว่าการกระบวนการขั้นตอนเป็นอย่างไร  “แต่ถ้าถามผม ว่าน่าจะทำอะไรอย่างไร ต้องเรียนว่า  ตอนนี้ฝั่งตะวันตกยังไม่มีท่าเรือที่ส่งออกได้เลย  ที่เป็นการส่งออกสินค้าแบบจริงจัง  ไม่ใช่เรือเล็กๆน้อยๆ หรือเป็นเรือที่ต้องไปเปลี่ยนถ่ายสินค้าที่ประเทศมาเลเซีย แต่ถ้าเป็นท่าเรือของเราจริงๆ เชื่อมโยงกับพื้นที่อุตสาหกรรมภายในประเทศ ที่จะส่งไปทางอินเดีย  หรือตะวันออกกลาง  และยุโรป ถ้าสามารถทำท่าเรือฝั่งตะวันตกได้ ก็เอา สินค้าจากแหลมฉบังมาออกตรงนี้ ก็เป็นประโยชน์กับประเทศ“

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/42302&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jZbKUEecA0beMeYSXiEs1

  • ฟาร์มเอ็กซ์โป ผนึก 17 หน่วยงาน ร่วมลงนาม MOU เชื่อมงานวิจัย เทคโนโลยี และการตลาด ดันเกษตรไทยสู่เวทีโลก

    ฟาร์มเอ็กซ์โป ผนึก 17 หน่วยงาน ร่วมลงนาม MOU เชื่อมงานวิจัย เทคโนโลยี และการตลาด ดันเกษตรไทยสู่เวทีโลก

    ฟาร์มเอ็กซ์โป ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายด้านการเกษตรจากภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงสถาบันการศึกษา ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ครั้งสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาธุรกิจ เทคโนโลยี ตลอดจนการตลาดในอุตสาหกรรมเกษตรไทยอย่างครบวงจร มุ่งเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย ต่อยอดสู่นวัตกรรมเพื่อการใช้งานจริง ครอบคลุมในเชิงพาณิชย์ พร้อมยกระดับศักยภาพเกษตรกรไทย ควบคู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกอย่างยั่งยืน

    นายนรบดี ผดุงเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟาร์มเอ็กซ์โป จำกัด ผู้ประสานและเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กล่าวถึงความสำคัญของการลงนามในครั้งนี้ว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมการเกษตรไทยเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เราเชื่อว่าการบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายจากพันธมิตรที่แข็งแกร่ง จะช่วยเร่งการพัฒนาและยกระดับภาคการเกษตรไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล”

    โดยความร่วมมือนี้เกิดขึ้นจากเจตนารมณ์ร่วมกันในการยกระดับภาคการเกษตรไทย ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ งานวิจัย ต่อยอดสู่นวัตกรรม จากหน่วยงานชั้นนำ ซึ่งตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ได้สร้างผลลัพธ์เชิงบวกในหลากหลายมิติ ทั้งการผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้งานจริงในภาคการเกษตร การสร้างเวทีเชื่อมโยงเครือข่าย ตลอดจนการสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรไทยให้ก้าวสู่การแข่งขันได้ในระดับสากล

    สำหรับการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในครั้งนี้ ประกอบด้วยทั้งหน่วยงานที่ร่วมต่ออายุความร่วมมือ และหน่วยงานที่เข้าร่วมลงนามใหม่ เพื่อขยายเครือข่ายความร่วมมือให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยหน่วยงานที่ร่วมต่ออายุความร่วมมือ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน), สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล, สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน), สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, บริษัท ฟาร์มเอ็กซ์โป จำกัด และบริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด ส่วนหน่วยงานที่เข้าร่วมลงนามความร่วมมือใหม่ ได้แก่ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม, กรมพัฒนาที่ดิน, กรมวิชาการเกษตร, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, บริษัท โพสต์ทูเดย์ จำกัด และ Marketeer ทั้งนี้ ยังมีหน่วยงานภาคีเดิม ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร, การยางแห่งประเทศไทย และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ซึ่งบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเดิมยังมีผลบังคับใช้ เข้าร่วมในพิธีครั้งนี้ด้วย เพื่อสะท้อนพลังของเครือข่ายความร่วมมือที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม

    ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ มีการกำหนดวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อส่งเสริมการเกื้อหนุนระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรไทย ถ่ายทอดองค์ความรู้ ผสานเทคโนโลยีสู่เกษตรกรอย่างทั่วถึง รวมถึงผลักดันการพัฒนาธุรกิจ ตลอดจนการตลาดสินค้าเกษตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีขอบเขตความร่วมมือครอบคลุม 5 มิติหลัก ได้แก่ การแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงองค์ความรู้ระดับมหภาค การสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ การพัฒนาธุรกิจเพื่อยกระดับสินค้าเกษตรสู่ตลาดโลก การสร้างโอกาสทางการตลาดผ่านเครื่องมือประชาสัมพันธ์ ตลอดจนการขับเคลื่อนการเกษตรเพื่อสิ่งแวดล้อมสู่เป้าหมาย Net Zero

    ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลา 3 ปี โดยทุกฝ่ายสามารถร่วมกันพิจารณาขยายระยะเวลาเพิ่มเติมได้ในอนาคต พร้อมเปิดโอกาสให้จัดทำแผนปฏิบัติการเฉพาะด้าน เพื่อให้การดำเนินงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด สอดคล้องกับกฎหมาย และระเบียบของแต่ละหน่วยงาน การผนึกกำลังครั้งนี้จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมการเกษตรไทย ผ่านการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมผลักดันองค์ความรู้ ต่อยอดสู่นวัตกรรมเชิงพาณิชย์ เสริมความแข็งแกร่งให้ภาคเกษตรไทยก้าวสู่เวทีโลกอย่างมั่นคง

    “ฟาร์มเอ็กซ์โป มีบทบาทในฐานะตัวกลางที่เชื่อมโยงงานวิจัยสู่การใช้งานจริง พร้อมเปิดโอกาสทางธุรกิจ ตลอดจนเปิดโอกาสทางธุรกิจและการตลาดใหม่ ๆ ให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการ รวมถึงนักนวัตกรรมไทย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ อีกทั้งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการเกษตรให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว เรามุ่งหวังให้ความร่วมมือครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเชิงระบบ ช่วยให้ภาคการเกษตรไทยเดินหน้าอย่างมีทิศทางชัดเจน ครอบคลุมการเพิ่มมูลค่าสินค้า การขยายตลาดใหม่ ตลอดจนการยกระดับศักยภาพของเกษตรกรและผู้ประกอบการ โดยฟาร์มเอ็กซ์โปพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุน ขับเคลื่อนความร่วมมือนี้ให้เกิดผลลัพธ์อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน” นายนรบดี กล่าวปิดท้าย

    ติดต่อกิจกรรมของ ฟาร์มเอ็กซ์โป หรือสอบถามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: FarmExpothailand, LINE OA: @farmexpo หรือ www.farmexpo.co.th 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/pr-news/farmexpo-mou-17-partners-thai-agriculture-2026&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TDmcvOPLgL6trvNU4yM1W

  • แจง เก็บค่าธรรมเนียม 1,000 บ. แค่อยู่ช่วงศึกษา ยังไม่ชง ครม. – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    แจง เก็บค่าธรรมเนียม 1,000 บ. แค่อยู่ช่วงศึกษา ยังไม่ชง ครม. – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/115015&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_6AVIL7IT3ePz6KtCJjWu

  • ครอบครัว “สุวรรณบุตร” จะโอบกอดสมุทรปราการ ด้วย “รักและการศึกษา”

    ครอบครัว “สุวรรณบุตร” จะโอบกอดสมุทรปราการ ด้วย “รักและการศึกษา”

    ภูมิภาค

    ครอบครัว “สุวรรณบุตร” จะโอบกอดสมุทรปราการ ด้วย “รักและการศึกษา”

    วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.28 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ครอบครัว “สุวรรณบุตร” ขอเป็นส่วนผลักดันปลูกฝังการศึกษาและสังคมให้เข้มแข็ง หากเอ่ยถึง “สุวรรณบตร” ต้องรู้จัก ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ เขต 2 สมัยที่ 25 และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา และอีกคนจะไม่เอ่ยถึงคงไม่ได้ คุณอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา 
         
    กับผลงานยกระดับการศึกษาและพัฒนาชุมชน สร้างรากฐานสังคมไทยให้แข็งแกร่ง-ยั่งยืน หากเปรียบจังหวัดสมุทรปราการ เป็นดั่งต้นไม้ใหญ่ การศึกษา-ชุมชน คือรากแก้ว ที่หยั่งรากลึกและต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง รากนั้นก็จะยิ่งแข็งแรง ดังนั้นการศึกษาก็จำเป็นต้องลงทุน ลงแรง ด้วยหัวใจและความรัก
           
    เพื่อให้การศึกษานั้น “เข้มแข็ง” และ “ยั่งยืน” และกลายเป็นส่วนที่สำคัญของสังคมต่อไป หากเปรียบการศึกษาคงมองข้าม โรงเรียนมัธยมแพรกษาวิเทศศึกษา คงไม่ได้เพราะนอกจากจะมีต้นน้ำที่ดีอย่างครอบครัว ”สุวรรณบุตร“ ที่รอยดูแลซับพอร์ทแล้วยังมีอีกหนึ่งคนที่เป็นกำลังสำคัญและเป็นกำลังใจให้กับน้องๆ เสมอมา เค้าคือ ”เมธากุล สุวรรณบุตร“ ประธานมูลนิธิแพรกษาเพื่อการศึกษา บุตรชาย ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร และ คุณอรัญญา สุวรรษบุตร ลูกไม้ที่หล่นไม่ใกลต้น คอยรดน้ำพวนดินการศึกษา เป็นพี่ใหญ่ดูแลน้องๆ ให้แข็งแรง เข้มแข็ง เป็นหลักคิดที่
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/474241&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kyTWp0s1GXcorR9DwZR9g

  • ครม. เห็นชอบแผนกการใช้เงิน ปี70 กสศ. วงเงิน 8.99 พันล้านบาท ลดเหลื่อมล้ำการศึกษา อุ้มเด็กยากจนกว่า 1.3 ล้านคน

    ครม. เห็นชอบแผนกการใช้เงิน ปี70 กสศ. วงเงิน 8.99 พันล้านบาท ลดเหลื่อมล้ำการศึกษา อุ้มเด็กยากจนกว่า 1.3 ล้านคน

    ครม. เห็นชอบแผนกการใช้เงิน ปี70 กสศ. วงเงิน 8.99 พันล้านบาท ลดเหลื่อมล้ำการศึกษา อุ้มเด็กยากจนกว่า 1.3 ล้านคน


    28/04/2569 | 94 |

    วันนี้ (28 เม.ย. 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแผนการใช้จ่ายงบประมาณของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) วงเงินรวม 8,998.48 ล้านบาท เพื่อจัดทำรายละเอียดคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เสนอต่อสำนักงบประมาณพิจารณา   ประกอบด้วย 5 แผนงานหลัก ได้แก่

    แผนงาน 1. : สนับสนุนการศึกษาและการเรียนรู้เต็มศักยภาพ วงเงิน 6,794.23 ล้านบาท  มุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็กจากครัวเรือนยากจน ตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงการศึกษาภาคบังคับ โดยจัดสรร “เงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข” (ทุนเสมอภาค) ตั้งแต่ระดับอนุบาล จนถึงระดับชั้นประถมศึกษา- มัธยมศึกษาตอนต้น  อัตรา 4,200 บาท/คน/ปี ครอบคลุมนักเรียนยากจนพิเศษกว่า 1.3 ล้านคน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือน

    แผนงาน 2  : แผนพัฒนาครู หน่วยจัดการเรียนรู้ และต้นแบบการจัดการศึกษาและการเรียนรู้แบบยืดหยุ่น วงเงิน 633.33 ล้านบาท มุ่งยกระดับคุณภาพโรงเรียน ครู และระบบนิเวศการเรียนรู้ อาทิ การพัฒนาระบบการผลิตและพัฒนาครูสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล

    แผนงาน 3 :  เสริมสร้างความร่วมมือภาคีเครือข่ายเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา  วงเงิน 818.80 ล้านบาท เน้นพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ ส่งเสริมแนวคิด “All for Education” และกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีบทบาทจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ เข้าถึงเด็ก เยาวชน กลุ่มเปราะบาง

    แผนงาน 4 :   พัฒนาองค์ความรู้ วิจัย นวัตกรรม และการสื่อสารสาธารณะเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา  วงเงิน 337.20 ล้านบาท สนับสนุนการขับเคลื่อนภารกิจในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาของทุกแผนงาน  ผ่านการพัฒนา งานวิจัยและระบบสารสนเทศแบบบูรณาการเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลและองค์ความรู้ในการขับเคลื่อนภารกิจของ กสศ.

    แผนงาน 5 : บริหารและพัฒนา กสศ. ให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ วงเงิน 414.93 ล้านบาท มุ่งเสริมประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการภายใน เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนภารกิจร่วมกับภาคีเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิผล

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า แผนดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์สำคัญต่อเด็กและเยาวชนไทย ได้แก่ การเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม การลดอุปสรรคทั้งในและนอกระบบการศึกษา รวมถึงการ “ชี้เป้า” กลุ่มเด็กขาดแคลนเพื่อส่งต่อความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ ยังช่วยพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายและยืดหยุ่น สร้างระบบนิเวศทางการศึกษาที่ครอบคลุมทั้งเด็ก เยาวชน และแรงงานนอกระบบ ตลอดจนส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของการพัฒนาการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบอย่างยั่งยืน

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/163459


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/498554&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JrO3mZLONV97KwWMStQhY

  • ‘สุรศักดิ์’ แจงเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยเที่ยวนอก แค่ขั้นตอนศึกษา ยังไม่มีกำหนดเข้าครม.

    ‘สุรศักดิ์’ แจงเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยเที่ยวนอก แค่ขั้นตอนศึกษา ยังไม่มีกำหนดเข้าครม.

    “สุรศักดิ์” แจง จัดเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยเที่ยวนอก 1,000 บาท แค่ขั้นตอนการศึกษา ยังไม่มีกำหนดเข้าครม.เมื่อไหร่ หวังช่วยกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ ยืนยันไม่กระทบคนเดินทางไปเรียน – ทำงาน

    28 เมษายน 2569 – เมื่อเวลา 14.40 น. วันที่ 28 เม.ย. ที่พรรคภูมิใจไทย นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงแนวคิดการเก็บค่าธรรมเนียม 1,000 บาท สำหรับนักท่องเที่ยวไทยที่เดินออกทางไปเที่ยวต่างประเทศ ว่าเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การเก็บภาษีเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งเป็นพระราชกำหนดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2526 ที่ประเทศไทยเคยดำเนินการจัดเก็บมาแล้วช่วงปี 2540

    อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นแนวความคิดที่จะศึกษาของกระทรวงการคลัง แต่พอผู้สื่อข่าวสอบถามกลายเป็นว่าตนไปจัดเก็บ ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไม่มีอำนาจจัดเก็บในส่วนนี้แต่จากการที่กระทรวงการคลัง ได้เชิญสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมหารือ ก็มีความกังวลว่าจะนำเงินที่ได้จากการจัดเก็บไปทำอะไร และใช้อย่างไร

    นายสุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า หลักการของการจัดเก็บภาษีครั้งนี้อยู่บนความคิดของจัดเก็บผู้ที่เดินทางออกนอกประเทศเพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น ส่วนวีซ่าประเภทอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นทูต วีซ่า Work permit และวีซ่าต่างๆ จะพิจารณาเป็นบางกลุ่มที่ยกเว้นได้ พร้อมย้ำว่า การจัดเก็บดังกล่าวยังไม่ใช่เวลาที่จะมาสรุป เป็นเพียงแนวทางการรับฟังความเห็น ซึ่งตัวเลข 1,000 บาท เป็นตัวเลขที่เคยจัดเก็บในอดีตเท่านั้น จึงนำตัวเลขนี้กลับมาพิจารณา ซึ่งจะนำเงินที่ได้จากการจัดเก็บนำมากระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศไทย ทั้งนี้ ATTA รวมถึงสมาคมต่างๆได้ทำหนังสือ และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ทั้งเราเที่ยวด้วยกัน และทัวร์ทั่วไทย ซึ่งตรงกับความคิดของรัฐบาลอยู่แล้ว แต่การจะสนับสนุนในทุกๆเรื่องคงหนีไม่พ้นเรื่องของงบงบประมาณ ซึ่งรัฐบาลต้องกู้เงินเพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ แน่นอนว่าการกู้เงินหนีไม่พ้นว่าจะเป็นภาระของประชาชน แต่จะทำอย่างไรที่จะทำให้มีเงินเข้ามาช่วยการท่องเที่ยว

    “พูดง่ายๆว่าจัดเก็บคนที่ไปเที่ยวต่างประเทศเพื่อมาช่วยคนไทยที่ไม่ได้มีโอกาสไปเที่ยวต่างประเทศ หรืออยากจะเที่ยวในประเทศไทยอยู่แล้วจะได้รับการสนับสนุนจากตรงนั้น และไม่ใช่การจัดเก็บคนที่จะไปเรียนหรือคนไปทำงาน ซึ่งในพระราชกำหนดมีการระบุไว้ว่าจะจัดเก็บได้สูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท แต่ยืนยันว่ายังเป็นเพียงการศึกษา และยังไม่มีการสรุปว่าจะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อไหร่ และย้ำว่ามีการคิดเป็นอย่างดีว่าเงินที่ได้จากผู้ที่เดินทางออกไปเที่ยวต่างประเทศจะกลับมาให้คนไทยได้เที่ยวในประเทศ“ นายสุรศักดิ์ กล่าว

    เมื่อถามว่า ที่บอกว่าแค่ศึกษาจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้เป็นการฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อที่จะนำกลับไปพิจารณาหลักการ โดยจะพิจารณาว่า เห็นด้วยหรือไม่กับการจัดเก็บ , ราคาเท่าไหร่ที่เหมาะสม , ระยะเวลาที่จัดเก็บควรจะเป็นช่วงไหน และบุคคลใดบ้างที่ควรจะได้รับการยกเว้น ซึ่งกระทรวงการคลัง และรัฐบาลจะต้องเอาไปรวบรวมข้อมูลเพื่อศึกษาต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/987176/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-S6PbXa8VTnDVuGpj4MK-

  • สศช. ยังไม่เคยศึกษาแลนด์บริดจ์ ชี้ มีระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ควบคู่ ประเทศได้ประโยชน์

    สศช. ยังไม่เคยศึกษาแลนด์บริดจ์ ชี้ มีระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ควบคู่ ประเทศได้ประโยชน์

    “ดนุชา” เผย สภาพัฒน์ยังไม่เคยศึกษา “แลนด์บริดจ์” เเจงแค่ค้าน “คลองไทย” ในสมัย “บิ๊กตู่” เหตุไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ชี้ มีระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ควบคู่ไปด้วย ประเทศได้ประโยชน์มาก

    วันที่ 28 เมษายน 2569 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวถึงกรณีที่ สศช. เคยมีผลการศึกษาว่าโครงการแลนด์บริดจ์ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจตั้งแต่สมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า เรื่อง สศช. ยังไม่ศึกษาเรื่องแลนด์บริดจ์ แต่สิ่งที่สำนักงานทำในสมัย พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเรื่องคลองไทย โดยนายกรัฐมนตรีและสมาคมคลองไทย ให้ทาง สศช. ไปดูว่าจะได้ผลประโยชน์อย่างไรบ้าง เราจึงได้ไปทำการศึกษาในเบื้องต้นว่า คลองไทยมีประโยชน์อย่างไร ซึ่งมีการเปรียบเทียบกันระหว่าง ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor) กับแลนด์บริดจ์ 

    โดยผลในการเปรียบเทียบออกมาว่า คลองไทยจะได้ผลประโยชน์ต่ำสุด รองลงมาคือตัวแลนด์บริดจ์ เพราะจะมีการลงทุนสูงมาก แต่ถ้าไม่มีการพัฒนาตัวอุตสาหกรรมเพิ่มเติม เป็นแค่แลนด์บริดจ์อย่างเดียวนั้น ผลประโยชน์มันจะไม่มาก แต่ถ้ามาเทียบกันกับการทำระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ซึ่งมีพื้นที่อุตสาหกรรมด้วย เป็นอุตสาหกรรมเบาหรืออะไรที่เป็นการเกษตร ในพื้นที่ก็จะมีประโยชน์มากกว่า พร้อมย้ำว่า สศช. ไม่เคยศึกษาเรื่องแลนด์บริดจ์อย่างจริงจัง เมื่อถามย้ำว่าโครงการที่ไม่คุ้มทุน คือโครงการคลองไทยใช่หรือไม่ นายดนุชา ตอบว่า โครงการคลองไทย ที่เราศึกษามาแล้วว่า ถ้าหากทำจะไม่คุ้ม 

    ส่วนที่ขณะนี้รัฐบาลเดินหน้าทำโครงการแลนด์บริดจ์ สภาพัฒน์มองอย่างไรนั้น นายดนุชา ระบุว่า ต้องดูว่ารูปแบบโครงการจะมีอะไรบ้าง และการลงทุนจะเป็นอย่างไร ต้องเปรียบเทียบและดูว่าจะได้ผลประโยชน์อะไรบ้าง เพราะการส่งสินค้าอย่างเดียวนั้นไม่ได้ ต้องมีพื้นที่อุตสาหกรรม และพัฒนาพื้นที่เพิ่มเติมด้วย แต่ประเด็นสำคัญตอนนี้ในประเทศไทยท่าเรือฝั่งตะวันตก ที่เป็นท่าเรือส่งออกสินค้าจริงๆนั้น ยังไม่มี หากเริ่มต้นจากการทำท่าเรือที่ระนองก่อน แล้วค่อยขยายก็ได้เหมือนกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับรูปแบบที่จะดำเนินโครงการว่าจะมีอะไรบ้างต้องไปดูในรายละเอียด โดยหน่วยงานที่ศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียดและจริงจังคือกระทรวงคมนาคมที่ได้เริ่มมานานแล้ว 

    ผู้สื่อข่าวถามต่อ เมื่อศึกษาแล้วผลสรุปจะคุ้มหรือเหมาะต่อการดำเนินโครงการหรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า ยังตอบตอนนี้ไม่ได้ เพราะต้องดูองค์ประกอบ และรายละเอียดโครงการว่ามีอะไรบ้าง และต้องดูว่าการกระบวนการขั้นตอนเป็นอย่างไร “แต่ถ้าถามผม ว่าน่าจะทำอะไรอย่างไร ต้องเรียนว่า ตอนนี้ฝั่งตะวันตกยังไม่มีท่าเรือที่ส่งออกได้เลย ที่เป็นการส่งออกสินค้าแบบจริงจัง ไม่ใช่เรือเล็กๆ น้อยๆ หรือเป็นเรือที่ต้องไปเปลี่ยนถ่ายสินค้าที่ประเทศมาเลย์ แต่ถ้าเป็นท่าเรือของเราจริงๆ เชื่อมโยงกับพื้นที่อุตสาหกรรมภายในประเทศ ที่จะส่งไปทางอินเดีย  หรือตะวันออกกลาง และยุโรป ถ้าสามารถทำท่าเรือฝั่งตะวันตกได้ ก็เอา สินค้าจากแหลมฉบังมาออกตรงนี้ ก็เป็นประโยชน์กับประเทศ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2929308&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TiWjlhhyMkmqzbsoC3rGs

  • เจ้าหน้าที่สนับสนุนการบริหารสำนักข่าว 1 อัตรา – ไทยพีบีเอส

    เจ้าหน้าที่สนับสนุนการบริหารสำนักข่าว 1 อัตรา – ไทยพีบีเอส

    ลงประกาศวันที่ 28 เม.ย. 69

    ระยะเวลารับสมัคร

    28 เมษายน – 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

    วุฒิการศึกษา

    • จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาบริหารทั่วไป หรือสาขาอื่นที่ ส.ส.ท. พิจารณาว่าเกี่ยวข้อง

    ประสบการณ์ทำงาน

    • มีประสบการณ์ในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับงานธุรการ ตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป

    คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง

    1. ความรู้ในระเบียบ และขั้นตอนการปฏิบัติงานของสำนักข่าว และ ส.ส.ท.
    2. ทักษะการสื่อสารและประสานงาน
    3. ทักษะการจัดการข้อมูล และจัดเก็บข้อมูล
    4. ความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

    หน้าที่ความรับผิดชอบ

    1. งานเอกสารและธุรการ

    • ปฏิบัติงานด้านเอกสารต่าง ๆ โดยเฉพาะเอกสารด้านการเงิน เช่น การทำบัญชี การเงิน ตามระเบียบการเบิกใช้เงินสดย่อย หรือเงินสำรองจ่าย
    • ปฏิบัติงานด้านหนังสือประสานงานหรือบันทึกต่าง ๆ

    2. สนับสนุนงานบริหารงานทั่วไป

    • ปฏิบัติงานคิดคำนวณ การเบิกจ่าย และจัดทำข้อมูลการใช้จ่ายของผู้สื่อข่าวประจำ จังหวัด และค่าใช้จ่ายสำหรับบุคคลภายนอก
    • จัดการงานทั่วไปภายในสำนักข่าว เช่น การจัดตารางเวรปฏิบัติงานประจำเดือนของพนักงาน การดูแลเอกสารจ้างแม่บ้าน และพนักงานสัญญาจ้าง
    • การดูแลจัดซื้ออุปกรณ์ทำความสะอาด และอื่นๆ ภายในศูนย์ข่าวประจำเดือน รวมถึงจัดเก็บเอกสารได้อย่างเป็นระเบียบถูกต้อง

    3. การประสานงาน

    • การประสานงานระหว่างสำนักข่าว กับสำนักอื่น และการสื่อสารภายในสำนัก เพื่อตอบสนองภารกิจสำนักข่าว รวมถึงกิจกรรมร่วมกับองค์กรภายนอก

    สมัครทางออนไลน์

    ผู้ที่สนใจสามารถนำส่งประวัติส่วนตัว พร้อมหลักฐานการสมัครงาน ได้ที่ : www.thaipbs.or.th/Career 

    ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับคัดเลือก

    www.thaipbs.or.th/JOB

    ………………………………………………………………..
    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

    ฝ่ายความเชี่ยวชาญด้านทรัพยากรมนุษย์ สำนักทรัพยากรมนุษย์
    โทรศัพท์ : 0-2790-2219
    ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 09.00 – 18.00 น. เว้นวันหยุดราชการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/org/careers/opening/50148/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rkhUJl2f-96tacJTOLZxD

  • ‘เพื่อไทย’ เคาะแล้ว! 5 ประธาน-5 รองประธาน กมธ.

    ‘เพื่อไทย’ เคาะแล้ว! 5 ประธาน-5 รองประธาน กมธ.

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเพื่อไทยได้รับโควตาประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญประจำสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 5 คณะ ได้แก่

    • กมธ.กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ
    • กมธ.การเกษตรและสหกรณ์
    • กมธ.การแรงงาน
    • กมธ.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
    • กมธ.การศึกษา

    ล่าสุดมีรายงานความชัดเจนในการจัดวางตำแหน่ง โดย กมธ.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มอบหมายให้ ฐิติมา ฉายแสง สส.ฉะเชิงเทรา ดำรงตำแหน่งประธาน กมธ. และ วรวงศ์ วรปัญญา สส.ลพบุรี เป็นรองประธาน กมธ.

    ส่วน กมธ.การเกษตรและสหกรณ์ ให้ นพพล เหลืองทองนารา สส.พิษณุโลก เป็นประธาน กมธ. และ ชูศักดิ์ คีรีมาศทอง สส.สุโขทัย เป็นรองประธาน กมธ.

    ขณะที่ กมธ.การศึกษา ให้ จิรวัฒน์ ศิริพาณิชย์ สส.มหาสารคาม เป็นประธาน กมธ. และ ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สส.เลย เป็นรองประธาน กมธ.

    ด้าน กมธ.การแรงงาน มี วีระพล จิตสัมฤทธิ์ สส.ศรีสะเกษ เป็นประธาน กมธ. และ เชิงชาย ชาลีรินทร์ สส.ชัยภูมิ เป็นรองประธาน กมธ.

    ขณะที่ กมธ.กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ มอบหมายให้ นพ.โอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย สส.ชัยภูมิ เป็นประธาน กมธ. และ กิตติ์ธัญญา วาจาดี สส.อุบลราชธานี เป็นรองประธาน กมธ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/pheu-thai-allocates-five-house-committee-chairs-and-appoints-leaders&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Vvu8rtcWxKD_Cc_X5lw8j