Category: วัฒนธรรม

  • I.C.C. ส่งมอบปฏิทินตั้งโต๊ะเก่า เพื่อผลิตสื่ออักษรเบรลล์ให้แก่ผู้พิการทางสายตา – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    I.C.C. ส่งมอบปฏิทินตั้งโต๊ะเก่า เพื่อผลิตสื่ออักษรเบรลล์ให้แก่ผู้พิการทางสายตา – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ดร.รีเบคก้า รัสเซลล์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานสื่อสารองค์กร บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) นำทีมสื่อสารองค์กร ส่งมอบปฏิทินตั้งโต๊ะเก่าจากโครงการ  “ปฏิทินตั้งโต๊ะเก่าเราขอ” ซึ่งเป็นปฏิทินที่พนักงานในบริษัทฯ ร่วมกันบริจาคอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 ให้แก่สำนักงานเขตยานนาวา เพื่อรวบรวมและส่งต่อให้มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ นำไปผลิตสื่อการเรียนการสอนอักษรเบรลล์ และส่งเสริมโอกาสด้านการศึกษาให้แก่ผู้พิการทางสายตา โดยมีนายอิทธิพล อิงประสาร ผู้อำนวยการเขตยานนาวา เป็นผู้รับมอบ ณ สำนักงานเขตยานนาวา กรุงเทพฯ

    ซึ่งโครงการดังกล่าวสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ (Purpose) ของบริษัทฯ ภายใต้แนวคิด “นำความมั่นใจให้ทุกชีวิต” ที่มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้แก่สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อมั่นว่าคุณค่าที่แท้จริงของการให้ คือ การมีส่วนร่วมในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมอย่างยั่งยืน

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/03/614130/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tmFtLZhwZr4Djp4Cyqqrz

  • การท่องเที่ยวในภูเก็ตที่กำลังถูกทำลาย

    การท่องเที่ยวในภูเก็ตที่กำลังถูกทำลาย

    การท่องเที่ยวในภูเก็ตที่กำลังถูกทำลาย

    มองปัญหาของไทยที่มีมากมายเหลือเกินในขณะนี้ ไม่ว่ารัฐบาลที่จะเกิดขึ้นจากการเลือกตั้งใหญ่ในไม่กี่วันข้างหน้า จะมีพรรคการเมืองไหน รวมกันเป็นรัฐบาลบริหารประเทศต่อจากนี้ มันน่าหนักใจทั้งนั้น

    ปัญหาหลักของประเทศไทยที่คนระดับมีปัญญาและความคิดส่วนใหญ่รู้กัน สามารถแยกแยะได้ง่าย ขอให้ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งเบื่อว่าพูดแต่ปัญหาอีกแล้ว เรื่องปัญหาที่หมักหมมมานานต้องแยกดูให้เป็น

    1. ปัญหาเศรษฐกิจของไทยที่มีการแก้ไขมานานไม่รู้จักจบจนเป็นขยะกองโตขณะนี้ ได้แก่ปัญหาความยากจนของคนไทย คือหนี้ครัวเรือนที่มีแต่เพิ่มสูงขึ้น ตามมาด้วยความเหลื่อมล้ำของรายได้ของกลุ่มคนรวยกับคนจนที่ห่างออกไปทุกที และปัญหาระบบการศึกษาของประเทศล้าหลัง ทำให้การสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพเพื่อเข้ามาแข่งขันในการเพิ่มผลผลิตไล่ประเทศอื่นไม่ทัน

    2. ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ผุกร่อน ยากในการแก้ไข โดยเฉพาะกฎหมายที่อ่อนแอนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญลงมา ที่มาขององค์กรอิสระต่างๆถูกนักการเมืองที่อยู่ในรัฐบาลตลอดมาทำให้บิดเบี้ยว อ่อนแอลงไปเรื่อย จนหาทางปรับปรุงแก้ไขแทบไม่ได้ และที่สำคัญธรรมาภิบาลได้ลดน้อยลงทั้งภาครัฐและเอกชนยากที่จะแก้ไข

    3. ปัญหาอันเกิดจากธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก แต่รัฐบาลมีศักยภาพในการแก้ไขปัญหาน้อย เช่น ภาวะโลกร้อนที่เรากำลังจะมีกฎหมายแก้ไข แต่ผมได้ดูแล้วยังพบจุดอ่อนมาก และเรายังมีอากาศและฝุ่นพิษ PM 2.5 ฝนแล้ง น้ำท่วม และรวมไปถึงการเกิดและระบาดของเชื้อโรคที่รุนแรง เป็นต้น

    4. ปัญหาการด้อยในเรื่องของนวัตกรรมใหม่ๆที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน ที่มีการพัฒนาคืบหน้าอย่างรวดเร็วโดยมหาอำนาจและประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) และนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือ IT ทั้งหลาย ซึ่งประเทศไทยยังล้าหลังประเทศอื่นมาก

    5. ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่เป็นตัวบ่อนทำลายระบบบริหารราชการของไทย และทุกพรรคการเมืองที่กำลังเสนอตัวเข้ามาบริหารประเทศทั้งพรรคเล็กและใหญ่ ต่างก็รู้ดีว่าเป็นปัญหาใหญ่สุดของประเทศ ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบล้วนแต่เละเทะ โดยเฉพาะตำรวจซึ่งเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ล้วนประพฤติแต่เรื่องทุจริตคอร์รัปชันกันมากทั้งระดับสูงและต่ำ หรือองค์กรที่ตั้งขึ้นมาแก้ไขและป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันโดยตรง เช่น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็มีความด่างพร้อยในการทำงานให้เห็นชัดมากมาย แล้วเราจะแก้ไขได้อย่างไร

    ผมได้สาธยายปัญหาของประเทศไทยเรามากมาย ซึ่งผมเองก็สุดปัญญาที่จะบอกว่าแก้ไขได้อย่างไร แต่ในวันนี้จะโยงให้เห็นตัวอย่างของปัญหาเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ที่ได้เกิดขึ้นมานานแล้วในภูเก็ต ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกรู้จักกันดี มาให้ท่านผู้อ่านได้ทราบกัน

    เรื่องของเรื่องก็คือ การที่มีนักท่องเที่ยวเข้าออกจังหวัดภูเก็ตมากเกินการให้บริการด้านตรวจคนเข้าเมืองที่ยังล้าหลังของไทยจะรับได้ ทำให้เกิดช่องทางในการหาเงินหาทองที่มิพึงได้ของพนักงานตรวจคนเข้าเมืองทั้งเข้าและขาออกทุกวัน ทั้งนี้ โดยมีบริษัทเอกชนที่เกี่ยวกับการให้ความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการเรียกเงินจนเป็นเรื่องปกติ

    ผมเคยเดินทางกลับจากต่างประเทศเข้ามาทางด่านภูเก็ตเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อเหยียบย่ำเข้ามาในบริเวณด่านตรวจคนเข้าเมือง ผมก็ได้เห็นชัดว่านักท่องเที่ยวที่เข้าคิวรอการประทับตราเข้าเมืองมีจำนวนมากถึงกว่าร้อยคนที่ยืนรอแออัดยัดเยียดเป็นแผงยาว ผมก็ยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูปด้วยความตื่นเต้น แต่พอกดถ่ายได้ 2-3 รูป ก็มีคนที่แต่งตัวคล้ายเจ้าหน้าที่มาพูดกับผมว่า ทางการเขาห้ามถ่าย ผมก็ว่าโอเค และจะไม่ถ่ายแล้ว แต่ก็โดนรุกมาว่าต้องลบรูปทิ้ง ลบให้เขาเห็นต่อหน้าด้วยเพื่อแสดงว่าไม่มีรูปถ่ายติดอยู่ในมือถือ

    ผมแปลกใจมาก เมื่อมาทานอาหารกับเพื่อนๆชาวภูเก็ตและได้เล่าให้เขาฟังกัน ก็ได้รับเรื่องราวว่าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองนี้เขามีการรับเงินกัน คนรับเงินจะเป็นใครผมก็ไม่รู้ ผมก็เลยงงมาตั้งแต่นั้น

    จนกระทั่งเมื่อวันสองวันนี้ก็ได้นั่งทานอาหารกับเพื่อนเจ้าถิ่นที่เป็นร้านขายอาหารชื่อดัง และมีเพื่อนชาวต่างประเทศที่มาอยู่ภูเก็ตนานร่วมอยู่ด้วย เราพูดถึงเรื่องนี้ว่า มีบุคคลที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองได้เข้ามาคอยดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการความเร็ว (Fast Track) จะเข้ามาสอบถามนักท่องเที่ยวเหมือนจะช่วยเหลือ แล้วก็นำไปยังห้องทำงานเล็กๆ แล้วบอกว่าถ้าต้องการเร็วจะจัดการให้แต่ต้องจ่ายเงินคนละ 1,200 บาท แล้วก็เร็วจริง เรื่องนี้ทำกันมานานมากแล้ว

    ผมเชื่อคำบอกเล่าของเพื่อนที่รู้จักกันดี รวมทั้งเพื่อนชาวต่างชาติที่อยู่ภูเก็ตซึ่งได้รับคำบอกเล่าจากชาวต่างชาติมากราย ผมเองไม่อยากจะตั้งข้อสงสัยผู้กำกับดูแลระดับผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบการท่องเที่ยว เช่น ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และผู้ใหญ่ที่กำกับดูแลการตรวจคนเข้าเมืองของไทย

    ส่วนในระดับนโยบายผมขอให้ท่านรัฐมนตรีที่กำกับดูแลเรื่องการท่องเที่ยวในรัฐบาลใหม่ รีบหาเครื่องมือและระบบในการตรวจคนเข้าเมืองที่แทบไม่ต้องใช้คนมาใช้ในจังหวัดภูเก็ตโดยเร็วด้วย ถ้าไม่รู้ว่าต้องมีเครื่องมืออะไรบ้าง ก็ขอให้เดินทางไปดูด่านตรวจคนเข้าเมืองที่สิงคโปร์ ที่แทบไม่ต้องใช้คนตรวจพาสปอร์ตเลยครับ

    ยังมีอีกเรื่องที่เป็นการทำลายการท่องเที่ยวของประเทศอย่างเลือดเย็นที่ภูเก็ตอีกเรื่อง คือการที่ตำรวจคอยดักจับนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนมากในวันหนึ่งๆที่ได้เช่ามอเตอร์ไซค์ไปขับเที่ยวทั่วเกาะ แน่นอนนักท่องเที่ยวเหล่านี้ขับขี่โดยไม่ใส่เสื้อบ้าง มีการแซงกันน่าหวาดเสียวบ้าง ก็จะมีตำรวจคอยดูและให้หยุดลงจากรถ แล้วก็พูดภาษาอังกฤษว่า ยูขับขี่ไม่เป็นไปตามกฎต้องไปโรงพัก ต้องไปทำ Paper คือไปสอบสวน ถ้าไม่ต้องการไปก็จ่ายเงินมาหลักพันบาท แล้วแต่ตำรวจจะเรียก เรื่องนี้ก็มีปฏิบัติกันอย่างสม่ำเสมอทั่วภูเก็ตมานานแล้ว

    ระดับเสนาบดีที่รับผิดชอบการท่องเที่ยวตั้งแต่อดีตถึงคนที่จะได้รับแต่งตั้งในปัจจุบัน โปรดรับรู้ด้วยว่าปัญหาการท่องเที่ยวจะเสื่อมลงในภูเก็ต ไม่ใช่ปัญหาการจราจรที่ติดขัดทั้งเมือง แต่ยังมีปัญหาที่ได้เล่าให้ฟังนี้รวมอยู่ด้วย เมื่อรับรู้และทำการตรวจดูแล้ว ท่านที่จะเอาดีทางการเมืองจะยังคงเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ก็ให้รู้กัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/blogs/columnist/737369&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DyVNG83tEtB5jFx4F3v6V

  • 15 สถานศึกษา เข้ารับรางวัลโครงการพุทธนวัตกรรม ธรรมนาวา ‘วัง’ To ME | เดลินิวส์

    15 สถานศึกษา เข้ารับรางวัลโครงการพุทธนวัตกรรม ธรรมนาวา ‘วัง’ To ME | เดลินิวส์

    พระสุธีรัตนบัณฑิต คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร)​ กล่าวว่า บัณฑิตวิทยาลัย มจร ในฐานะคณะกรรมการโครงการพุทธนวัตกรรมธรรมนาวาวัง เพื่อพัฒนาศักยภาพมนุษย์ พร้อมด้วยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 2 ดำเนินการพัฒนากิจกรรมในโครงการพุทธนวัตกรรมธรรมนาวา “วัง” To ME ขึ้น เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้และวิถีปฏิบัติหลักธรรมนาวาวัง กับจิตศึกษา (Mind Education : ME) สู่เยาวชนและสถานศึกษาในสังคมไทย ซึ่งหลักธรรมนาวาวัง สอดคล้องกับหลักการในพระไตรปิฎก อรรถกถา และและคำสอนของพระเถราจารย์ในหลากหลายมิติที่นำไปสู่การปฏิบัติที่เหมาะสมกับบุคคลและสังคม รวมทั้งสัมพันธ์กับหลักจิตศึกษา ซึ่งเป็นการศึกษาในระดับสากล เป็นแนวทางการศึกษาที่มุ่งเน้นการพัฒนาจิตใจและความคิดของบุคคล เพื่อให้เข้าใจตนเอง ผู้อื่น และโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความสมดุลทางอารมณ์ ความคิดสร้างสรรค์ และการเติบโตทางจิตวิญญาณ มีหลักการสำคัญ เช่น การรู้จักตนเอง (Self-awareness) การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) การคิดเชิงสร้างสรรค์ (Creative Thinking) การดำรงอยู่อย่างมีสติ (Mindfulness) การพัฒนาจิตวิญญาณ (Spiritual Growth) การเอาใจใส่ผู้อื่น (Empathy) รวมทั้งการมีจิตสาธารณะและความรับผิดชอบต่อสังคม (Public Mind and Social Responsibility) เพื่อแก้ปัญหา และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง

    พระสุธีรัตนบัณฑิต กล่าวต่อไป มจร ได้ดำเนินการโครงการดังกล่าว เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และวิถีปฏิบัติตามหลักธรรมนาวาวัง กับการศึกษาจิตศึกษา พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์สู่เยาวชนและสถาบันการศึกษา พร้อมทั้งศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยมุ่งพัฒนาองค์ความรู้และวิถีปฏิบัติตามหลักธรรมนาวา วัง กับการศึกษาแบบจิตศึกษา โดยมีนักเรียน นักศึกษา เยาวชน และประชาชนในเขตพื้นที่กรณีศึกษา จำนวน 52โรงเรียนได้เรียนรู้และปฏิบัติตาม “ธรรมนาวา วัง To ME” พร้อมทั้งพัฒนาชุดความรู้ คู่มือ และหลักสูตรการเรียนรู้ ส่งเสริมพัฒนาจิตใจและปัญญาตามหลักพระพุทธศาสนา โดยผ่านกิจกรรมการเรียนรู้วิถีพุทธเชิงสร้างสรรค์ในสถาบันการศึกษาและแหล่งเรียนรู้ เกิดพลังเครือข่ายภาครัฐ คณะสงฆ์ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และประชาคมมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน โดยเมื่อวันที่ 2 ก.พ. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลโทหญิง เจ้าคุณพระสินีนาถ พิลาสกัลยาณี เป็นผู้แทนพระองค์ ในพิธีปิดโครงการพุทธนวัตกรรม ธรรมนาวา “วัง” To ME และมอบโล่รางวัล เกียรติบัตรแก่ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ รองชนะเลิศ และชมเชย จำนวน 15 ราย ที่โรงเรียนวัดสุทิวราราม ดังนี้

    ประเภทสถานศึกษา รางวัลโล่พระราชทานชนะเลิศ โรงเรียนสิริรัตนาธร รางวัลโล่พระราชทานรองชนะเลิศ อันดับที่ 1 โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี รางวัลโล่พระราชทานรองชนะเลิศ อันดับที่ 2 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศเบญจมราชาลัย รางวัลเกียรติบัตรชมเชย โรงเรียนนวมินทราชูทิศ กรุงเทพมหานคร และโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภช ลาดกระบัง

    ประเภทนักเรียน รางวัลโล่พระราชทานชนะเลิศ น.ส.กัลยกร พินิจจันทร์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รางวัลโล่พระราชทานรองชนะเลิศ อันดับที่ 1 น.ส.กันต์กนิษฐ์ กันจากภัยรีย์ โรงเรียนศรีพฤฒา รางวัลโล่พระราชทานรองชนะเลิศ อันดับที่ 2 น.ส.กานต์สินี ลอยเลิศ โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภช บางเขน รางวัลเกียรติบัตรชมเชย นายธนา จันทนานนท์ โรงเรียนดอนเมืองจาตุรจินดา น.ส.พรรณพัชนันท์ สาไทย โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา สุวินทวงศ์น.ส.ปิยะธิดา สอนเขียว โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า น.ส.ปัณณพร หมอยาเก่า โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ยานนาเวศ น.ส.ชานินาถ วงศ์สุวรรณ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รัชดา น.ส.อุษมา ทับเปลี่ยน โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย และน.ส.ณัฐณีชา เนติศุภลักษณ์ โรงเรียนหอวัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5561676/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZgO59fksrTnqcUTjH93xR

  • สกสค.ขับเคลื่อนการศึกษาไทย! ผนึกภูมิภาค ยกระดับผู้เรียน “เรียนดี มีคุณธรรม”

    สกสค.ขับเคลื่อนการศึกษาไทย! ผนึกภูมิภาค ยกระดับผู้เรียน “เรียนดี มีคุณธรรม”

    เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ร่วมพิธีเปิดการประชุมขับเคลื่อนการบริหารการจัดการศึกษาในภูมิภาค ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานเปิดการประชุม

    สำหรับการประชุมในครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-3 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อเป็นกลไกหลักในการยกระดับคุณภาพผู้เรียนภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีคุณธรรม” มีการบรรยายพิเศษในหัวข้อต่าง ๆ อาทิ กำหนดทิศทาง ด้านนโยบาย การบริหารแผนงานและงบประมาณ ที่สอดคล้องเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ และแนวทางการบริหารงานบุคคล หัวข้อการกำหนด , ทิศทางการขับเคลื่อนงานในโรงเรียนเอกชนระดับภูมิภาค เพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา

    โดยนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ. นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. ผู้บริหารระดับสูง ศึกษาธิการภาคทั้ง 18 ภาค ศึกษาธิการจังหวัดทั่วประเทศและเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสิ้น 240 คน เข้าร่วมการประชุม ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ มอบหมายให้ ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. บรรยายพิเศษในหัวข้อ งานสวัสดิการเพื่อพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/126951&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0juBrkfWFPk1LkGSPc8iba

  • สจด. จัดประชุมนักเรียนนักศึกษาที่พักอาศัยภายในหอพักนักเรียนนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีจิตลดา — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. จัดประชุมนักเรียนนักศึกษาที่พักอาศัยภายในหอพักนักเรียนนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีจิตลดา — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. จัดประชุมนักเรียนนักศึกษาที่พักอาศัยภายในหอพักนักเรียนนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีจิตลดา

    เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ลานอเนกประสงค์หอพักนักเรียนนักศึกษา ชั้น 1 หอพักนักเรียนนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา งานกิจการหอพักนักเรียนนักศึกษา ได้จัดประชุมนักเรียนนักศึกษาหอพัก ฯ ประจำเดือนกุมภาพันธ์ โดยมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการชี้แจงขั้นตอนรับสมัครนักเรียนนักศึกษาที่ประสงค์เข้าพักอาศัยในหอพัก ฯ ประจำปีการศึกษา 2569 และภาคฤดูร้อน พร้อมทั้งได้แจ้งกำหนดการกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องภายในหอพัก ฯ รวมถึงได้แลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะในการอยู่ร่วมกันภายในหอพัก ฯ

    ชาติภักดิ์/ข่าว

    สจด. จัดประชุมนักเรียนนักศึกษาที่พักอาศัยภายในหอพักนักเรียนนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีจิตลดา — 3 กุมภาพันธ์ 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. จัดประชุมนักเรียนนักศึกษาที่พักอาศัยภายในหอพักนักเรียนนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีจิตลดา — 3 กุมภาพันธ์ 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. จัดประชุมนักเรียนนักศึกษาที่พักอาศัยภายในหอพักนักเรียนนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีจิตลดา — 3 กุมภาพันธ์ 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI
    สจด. จัดประชุมนักเรียนนักศึกษาที่พักอาศัยภายในหอพักนักเรียนนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีจิตลดา — 3 กุมภาพันธ์ 2026 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/120344/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-ooFRPZ6jhKf3PsC3R3KI

  • อินเดียกลุ้ม งูกัดคนตายปีละ 50,000 ศพ เร่งหามาตรการรับมือ

    อินเดียกลุ้ม งูกัดคนตายปีละ 50,000 ศพ เร่งหามาตรการรับมือ

    อินเดียกำลังหาวิธีแก้วิกฤตงูกัด ซึ่งคร่าชีวิตคนปีละหลายหมื่นราย ชี้ปัญหาขาดแคลนเซรุ่ม, บุคลากรไม่พร้อม และการเข้าถึงสาธารณสุขในชนบทไม่เพียงพอ

    สำนักข่าว BBC รายงานเมื่อ 1 ก.พ. 2026 อ้างข้อมูลจากรัฐบาลกลางอินเดียระบุว่า มีชาวอินเดียประมาณ 50,000 คนเสียชีวิตจากงูกัดในแต่ละปี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราวครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิตจากงูกัดทั่วโลก ขณะที่ผลการศึกษาในปี 2020 ประเมินว่ายอดผู้เสียชีวิตอาจสูงกว่านั้น โดยระหว่างปี 2000 ถึง 2019 อินเดียอาจมีผู้เสียชีวิตจากงูกัดสูงถึง 1.2 ล้านคน หรือเฉลี่ย 58,000 คนต่อปี

    ล่าสุด รายงานฉบับใหม่จาก หน่วยงานเฉพาะกิจเพื่อลดการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากงูกัดทั่วโลก (GST) พบว่า 99% ของบุคลากรทางการแพทย์ในอินเดียเผชิญกับอุปสรรคในการใช้เซรุ่มแก้พิษงู

    นักวิจัยทำการสำรวจบุคลากรทางการแพทย์ 904 คนในอินเดีย บราซิล อินโดนีเซีย และไนจีเรีย ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบจากงูกัดมากที่สุด และพบอุปสรรคที่คล้ายคลึงกัน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานที่ย่ำแย่ การเข้าถึงเซรุ่มที่จำกัด และการขาดการฝึกอบรมที่เพียงพอ

    บุคลากรทางการแพทย์เกือบครึ่งหนึ่งรายงานว่า ความล่าช้าในการรักษาได้นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงในผู้ป่วย ซึ่งรวมถึงการต้องตัดแขนขา การผ่าตัด หรือปัญหาด้านการเคลื่อนไหวตลอดชีวิต

    ในปี 2017 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดให้การได้รับพิษจากงูกัดเป็น “โรคเขตร้อนที่ถูกละเลยซึ่งมีความสำคัญสูงสุด” เนื่องจากมีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงมาก โดย WHO ประมาณการว่าในแต่ละปีมีผู้คนทั่วโลกถูกงูกัดราว 5.4 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100,000 คนต่อปี

    นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลกยังระบุว่า ปัญหางูกัดส่งผลกระทบอย่างหนักต่อชุมชนชนบทที่ยากจนในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงอย่างไม่สมดุลเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่น

    ดร. โยเกช เจน สมาชิกของ GST และแพทย์ผู้ปฏิบัติงานในรัฐฉัตตีสครห์ ทางตอนกลางของอินเดียกล่าวว่า ในอินเดีย พื้นที่ที่มีรายงานการเสียชีวิตและบาดเจ็บมากที่สุดคือภูมิภาคตอนกลางและตะวันออกของประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ทำงานในฟาร์ม และชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยากจน

    ในปี 2024 อินเดียได้เปิดตัว แผนปฏิบัติการระดับชาติเพื่อการป้องกันและควบคุมการได้รับพิษจากงูกัด (NAPSE) โดยมีเป้าหมายเพื่อ ลดอัตราการเสียชีวิตจากงูกัดลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2030 แผนดังกล่าวให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังที่ดีขึ้น การปรับปรุงการจัดหาเซรุ่มและงานวิจัย การเพิ่มขีดความสามารถทางการแพทย์ และการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชน

    บรรดาผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่านี่คือก้าวที่มาถูกทางแล้ว แต่การนำไปปฏิบัติจริงยังคงขาดความต่อเนื่อง

    “ในอินเดีย ปัญหางูกัดถูกมองว่าเป็นปัญหาของคนจน” ดร. เจนกล่าว “นั่นคือสาเหตุที่ไม่มีแรงผลักดันหรือการดำเนินการที่มากพอต่อการเสียชีวิตที่จริงๆ แล้วสามารถป้องกันได้โดยสิ้นเชิงเหล่านี้ เมื่อพูดถึงการรักษางูกัด ทุกวินาทีมีค่าเสมอ”

    อย่างไรก็ตาม ความล่าช้าในการเข้าถึงสถานพยาบาลเป็นเรื่องปกติในพื้นที่ชนบทของอินเดีย เนื่องจากถนนหนทางที่ย่ำแย่ โรงพยาบาลที่อยู่ห่างไกล และการขาดแคลนบริการรถพยาบาล ทำให้ไม่สามารถรักษาได้ทันท่วงที

    ดร. เจน กล่าวว่า ปัจจุบันบางรัฐกำลังพยายามเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการรักษา โดยการสำรองเซรุ่มแก้พิษงูไว้ในศูนย์สุขภาพระดับปฐมภูมิและศูนย์สุขภาพชุมชน แต่การฉีดเซรุ่มให้ถูกต้องยังคงเป็นความท้าทายหลัก เนื่องจากบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมากไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการฝึกฝนมาโดยเฉพาะ และพวกเขากลัวที่จะให้เซรุ่ม เพราะบางครั้งผู้ป่วยอาจเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงได้

    “การให้เซรุ่มต้องผสมกับน้ำเกลือและฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำต่อเนื่องนานกว่าหนึ่งชั่วโมง แต่ศูนย์สุขภาพหลายแห่งไม่มีอุปกรณ์เพียงพอที่จะรับมือกับผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น” ดร. เจนอธิบาย

    เขากล่าวเสริมว่า อีกปัญหาหนึ่งคือผู้คนจำนวนมากในชนบทของอินเดียยังคงพึ่งพาผู้มีวิชาอาคมหรือการรักษาตามความเชื่อในท้องถิ่น และจะตัดสินใจไปโรงพยาบาลก็ต่อเมื่ออาการทรุดหนักลงแล้วเท่านั้น ซึ่งบ่อยครั้งก็นำไปสู่การเสียชีวิต

    อุปสรรคสำคัญอีกประการหนึ่งคือการจัดหาเซรุ่มแก้พิษงูที่มีคุณภาพสูง

    นายเจอร์รี มาร์ติน ผู้ร่วมก่อตั้งองค์กร The Liana Trust ซึ่งทำงานเพื่อลดการเผชิญหน้าระหว่างคนกับงูในรัฐกรรณาฏะกะ กล่าวว่า ปัจจุบันอินเดียมีเซรุ่มที่สามารถป้องกันพิษของงู “4 สายพันธุ์หลัก” เท่านั้น ได้แก่ งูเห่าอินเดีย, งูทับสมิงคลา, งูแมวเซาอินเดีย และงูเกล็ดเลื่อย ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์งูกัดส่วนใหญ่

    แต่ยังมีงูพิษอีกหลายสิบชนิดที่อินเดียยังไม่มีเซรุ่มที่ผลิตมาเพื่อแก้พิษโดยเฉพาะ ซึ่งรวมถึง งูเขียวหางไหม้ ที่พบมากในรัฐหิมาจัลประเทศทางตอนเหนือ, งูแมวเซามาลาบาร์, งูจมูกโหนก ที่พบในรัฐทางตอนใต้ รวมถึงสายพันธุ์อื่นๆ อีกมากมายในรัฐทางตะวันออกเฉียงเหนือ

    ผลการศึกษาจากสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์อินเดีย (AIIMS) ในเมืองโชธปุระ รัฐราชสถาน เมื่อปีที่แล้ว ได้ตอกย้ำถึงปัญหานี้ โดยพบว่ามีการนำเซรุ่มที่ใช้รักษาพิษงูเกล็ดเลื่อยไปใช้กับผู้ป่วยถูกงูกัด 105 ราย ในกรณีที่ไม่ทราบชนิดงูชัดเจน ปรากฏว่า 2 ใน 3 ของผู้ป่วยมีการตอบสนองต่อการรักษาที่ไม่ดีนัก

    ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา องค์กร The Liana Trust ได้ทำการศึกษาพิษจากงูสายพันธุ์อื่น ๆ นอกเหนือจากกลุ่ม “4 สายพันธุ์หลัก” เพื่อพัฒนาเซรุ่มแก้พิษ แต่มาร์ตินกล่าวว่าความคืบหน้าเป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากกระบวนการนี้ต้องใช้ทั้งแรงงานคนและเวลาเป็นอย่างมาก

    เขาเรียกร้องให้รัฐอื่น ๆ เจริญรอยตามคำสั่งในปี 2024 ของรัฐบาลรัฐกรรณาฏกะ ที่กำหนดให้การถูกงูกัดเป็น “โรคที่ต้องแจ้งความ” ซึ่งบีบให้บุคลากรทางการแพทย์ต้องรายงานเหตุการณ์ต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อแก้ปัญหาการรายงานข้อมูลที่ต่ำกว่าความเป็นจริง

    ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

    ที่มา : bbc

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2911729&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QuZnGqvARTGYnTw0fXd0r

  • ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา นำทีมจัดสัมมนา “การสนับสนุนเด็กท่ามกลางความท้าทายในโลกยุคปัจจุบัน” ที่โรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ

    ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา นำทีมจัดสัมมนา “การสนับสนุนเด็กท่ามกลางความท้าทายในโลกยุคปัจจุบัน” ที่โรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ

    ข่าวประชาสัมพันธ์ โดย ThaiPR.net

    ด้วยความร่วมมืออันเข้มแข็งของสังคมผู้ปกครอง และความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการเติบโตของเด็กอย่างรอบด้าน โรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ โดยกลุ่ม Friends of Brighton ได้จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการภายใต้หัวข้อ “Growing Together: Supporting Your Child Through Stress, Bullying, and Social Pressures” ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากผู้ปกครองเกือบ 100 คน

    งานสัมมนาดังกล่าวนำโดย ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา (Dr. Trynh Phoraksa), ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยาเชิงจิตวิทยา ผู้มีประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาและพัฒนาแนวทางการส่งเสริมสุขภาวะทางจิตสังคมแก่เยาวชนในระดับประเทศและระดับนานาชาติ

    ภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมงของกิจกรรม ณ โรงละคร (Theatre) ของโรงเรียนฯ ดร.ตฤณห์ ได้ให้ความรู้และแนวทางเชิงปฏิบัติแก่ผู้ปกครองเกี่ยวกับการสื่อสาร การตั้งรับ และการสนับสนุนลูกหลานเมื่อต้องเผชิญกับความเครียด การกลั่นแกล้ง และแรงกดดันทางสังคมในบริบทโลกยุคปัจจุบัน

    ผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าร่วมถ่ายทอดมุมมองต่อประเด็นสำคัญในสังคมปัจจุบัน

    การสัมมนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยาเชิงจิตวิทยาและพฤติกรรมอาชญากร ระดับแนวหน้าของประเทศไทย เป็นวิทยากร โดยดร.ตฤณห์ มีความรู้ความสามารถโดดเด่นจากการผสานความเชี่ยวชาญทางวิชาการเข้ากับประสบการณ์การทำงานจริงอย่างกว้างขวาง ทำให้สามารถอธิบายและถ่ายทอดประเด็นความท้าทายที่เด็กและเยาวชนในยุคปัจจุบันเผชิญได้อย่างลึกซึ้งและรอบด้าน

    ปัจจุบัน ดร.ตฤณห์ ดำรงตำแหน่งอาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล รับผิดชอบการสอนด้านอาชญาวิทยา โดยเน้นการศึกษาจิตวิทยาอาชญากรรมและรูปแบบพฤติกรรมที่นำไปสู่การกระทำความผิด ดร.ตฤณห์เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านอาชญาวิทยาและกระบวนการยุติธรรมทางอาญาจากประเทศอังกฤษ และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกในสาขาที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ความเชี่ยวชาญของเขาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในแวดวงวิชาการเท่านั้น

    ในด้านประสบการณ์การทำงาน ดร.ตฤณห์เขาเคยปฏิบัติหน้าที่เป็นข้าราชการตำรวจเป็นระยะเวลากว่า 7 ปี ร่วมงานกับองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (Interpol) และเคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการทูตตำรวจ ณ สถานเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย ประสบการณ์ที่หลากหลายดังกล่าวมีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์พฤติกรรม การสังเกตภาษากาย และความเข้าใจปัจจัยทางจิตวิทยาที่มีอิทธิพลต่อทั้งพฤติกรรมอาชญากรรมและพฤติกรรมมนุษย์ในชีวิตประจำวัน

    ด้วยชื่อเสียงและความเชี่ยวชาญในด้านนี้ เขา ดร.ตฤณห์จึงได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ที่ปรึกษาแก่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในคดีสำคัญหลายคดี รวมถึงได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ นอกจากนี้ เขายังมีความเชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้งในการทำความเข้าใจพฤติกรรมของเด็กและวัยรุ่น ทำให้ ดร.ตฤณห์ เป็นวิทยากรที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับผู้ปกครองที่กำลังเผชิญความท้าทายในการเลี้ยงดูบุตรหลานในบริบทสังคมที่ซับซ้อนในปัจจุบัน

    Friends of Brighton ร่วมขับเคลื่อนสังคมโรงเรียนด้วยพลังแห่งการศึกษา

    ความสำเร็จของการสัมมนาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความทุ่มเทและศักยภาพในการบริหารจัดการของกลุ่มผู้ปกครองของโรงเรียนฯ “Friends of Brighton” ได้เป็นอย่างดี โดยตระหนักถึงความท้าทายร่วมกันที่ผู้ปกครองของโรงเรียนนานาชาติทั่วกรุงเทพฯ ต้องเผชิญ กลุ่มผู้ปกครองจึงริเริ่มจัดกิจกรรมครั้งนี้ขึ้น เพื่อให้เกิดประโยชน์ไม่เพียงแก่ครอบครัวของสังคมไบรท์ตันเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงสังคมทางการศึกษาในวงกว้าง

    การตัดสินใจจัดการสัมมนาเป็นภาษาไทยตลอดทั้งงานถือเป็นแนวทางที่รอบคอบและเหมาะสม ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองที่ใช้ภาษาไทยเป็นหลักสามารถเข้าถึงเนื้อหาได้อย่างทั่วถึง และเอื้อต่อการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงลึกในประเด็นอ่อนไหวที่ส่งผลต่อบุตรหลานโดยตรง แนวทางดังกล่าวยังมีส่วนสำคัญในการดึงดูดผู้เข้าร่วมจากโรงเรียนนานาชาติหลากหลายแห่งทั่วกรุงเทพฯ อีกด้วย

    ประเด็นร่วมสมัยที่ตอบโจทย์ผู้ปกครองในยุคปัจจุบัน

    การสัมมนาครั้งนี้มุ่งเน้นประเด็นความท้าทายที่เชื่อมโยงกัน 3 ด้าน ซึ่งผู้ปกครองมักพบอยู่เป็นประจำ ได้แก่ ความเครียด การกลั่นแกล้ง และแรงกดดันทางสังคม โดยประเด็นเหล่านี้มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นในโลกยุคดิจิทัล สื่อสังคมออนไลน์ และความเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเพื่อน

    ในประเด็นเรื่องความเครียด เด็กและเยาวชนอาจแสดงออกในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่แรงกดดันด้านการเรียน การเปลี่ยนแปลงภายในครอบครัว ไปจนถึงการรับรู้ข่าวสารหรือเหตุการณ์ที่น่ากังวลในระดับโลก ผู้ปกครองที่เข้าร่วมการสัมมนาได้รับความรู้ในการสังเกตสัญญาณความเครียดของบุตรหลาน รวมถึงความเข้าใจถึงแหล่งที่มาของแรงกดดันต่าง ๆ ที่เด็กในยุคปัจจุบันต้องเผชิญ

    การอภิปรายในประเด็นการกลั่นแกล้งมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากงานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่รุนแรงและยาวนานต่อสุขภาพจิต ผลการเรียน และพัฒนาการทางสังคมของเด็กและเยาวชน ความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์พฤติกรรมของ ดร.ตฤณห์ ช่วยให้ผู้ปกครองมีแนวทางในการสังเกตทั้งสัญญาณที่ชัดเจนและสัญญาณที่อาจมองเห็นได้ยาก ว่าเด็กอาจกำลังเผชิญกับการถูกรังแก หรือมีพฤติกรรมกลั่นแกล้งผู้อื่น

    นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึงแรงกดดันทางสังคมในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอิทธิพลของกลุ่มเพื่อน บทบาทของสื่อสังคมออนไลน์ ตลอดจนความท้าทายด้านการค้นหาตัวตนในสังคมพหุวัฒนธรรม ประเด็นเหล่านี้สอดคล้องอย่างใกล้ชิดกับบริบทของผู้ปกครองในสังคมโรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพฯ ซึ่งเด็กจำนวนมากต้องเรียนรู้และปรับตัวท่ามกลางความคาดหวังทางวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมทางสังคมที่หลากหลาย

    การตอบรับอย่างล้นหลาม

    การเข้าร่วมงานของผู้ปกครองเกือบ 100 คน จากโรงเรียนนานาชาติหลากหลายแห่งทั่วกรุงเทพฯ สูงเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ และสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในประเด็นสำคัญด้านการเลี้ยงดูบุตรหลานอย่างชัดเจน การมีผู้เข้าร่วมจากหลายโรงเรียนยังเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ได้เผชิญ ช่วยสร้างความรู้สึกของความเป็นชุมชนที่ขยายออกไปนอกเหนือจากขอบเขตของแต่ละโรงเรียน

    ความหลากหลายของผู้เข้าร่วมยังสะท้อนให้เห็นว่าประเด็นที่นำเสนอเป็นความกังวลร่วมกันของผู้ปกครองในทุกระบบการศึกษา ไม่ว่าจะมาจากโรงเรียนหลักสูตรอังกฤษ หลักสูตรอเมริกัน หรือระบบนานาชาติอื่น ๆ ความท้าทายพื้นฐานในการสนับสนุนเด็กให้รับมือกับความเครียด การกลั่นแกล้ง และแรงกดดันทางสังคม ยังคงมีลักษณะร่วมกันอย่างสอดคล้อง

    องค์ความรู้เชิงปฏิบัติและผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมส่วนรวม

    การสัมมนาระยะเวลาร่วม 3 ชั่วโมงเอื้อให้สามารถเจาะลึกในแต่ละประเด็นได้อย่างรอบด้าน ไม่จำกัดอยู่เพียงการอภิปรายในระดับผิวเผิน แต่ช่วยให้ผู้ปกครองได้รับทั้งแนวคิดเชิงปฏิบัติและความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น มุมมองเฉพาะตัวของ ดร.ตฤณห์ ซึ่งผสานความรู้ด้านจิตวิทยาเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์พฤติกรรม ได้เปิดกรอบความคิดใหม่ให้ผู้ปกครองในการทำความเข้าใจประสบการณ์ของบุตรหลาน และการตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ท้าทายต่าง ๆ

    ผู้เข้าร่วมงานได้รับทั้งความรู้และวิธีปฏิบัติที่สามารถนำไปปรับใช้ในการเลี้ยงดูบุตรหลานได้ทันที โดยการสัมมนาเน้นย้ำถึงการสังเกตสัญญาณเตือนตั้งแต่ระยะเริ่มต้น แนวทางการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ และความสำคัญของการสร้างสภาพแวดล้อมในครอบครัวที่อบอุ่นและเอื้อต่อการพูดคุย เพื่อให้เด็ก ๆ รู้สึกปลอดภัยในการแบ่งปันและหารือในประเด็นที่ยากหรืออ่อนไหว

    ทิศทางการดำเนินงานในอนาคต

    ความสำเร็จของการสัมมนา “Growing Together” ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการจัดกิจกรรมด้านการศึกษาที่ขับเคลื่อนโดยสังคมของโรงเรียนในบริบทของโรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพฯ โดยการริเริ่มของ Friends of Brighton ไม่เพียงสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของกลุ่มผู้ปกครองในฐานะพลังขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมและการเรียนรู้ของสังคมไบรท์ตันเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำถึงความสำคัญของการมีพื้นที่สำหรับการสนับสนุนซึ่งกันและกัน ท่ามกลางความซับซ้อนและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของการเลี้ยงดูบุตรในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโรงเรียน ผู้ปกครอง และผู้เชี่ยวชาญสามารถร่วมมือกันเพื่อเป้าหมายเดียวกันในการส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของเด็ก ๆ สังคมส่วนรวม ก็ย่อมได้รับประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

    ความสำเร็จของงานครั้งนี้ยังชี้ให้เห็นว่า นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายบทสนทนาในวงกว้าง เกี่ยวกับแนวทางที่สังคมโรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพฯ สามารถร่วมมือกัน เพื่อสนับสนุนครอบครัวในการรับมือกับทั้งความท้าทายและโอกาสในการเลี้ยงดูเด็กให้เติบโตเป็นเยาวชนที่มีมุมมองระดับสากล มีความเข้มแข็งทางอารมณ์ และพร้อมปรับตัวในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    ข่าวประชาสัมพันธ์ โดย ThaiPR.net

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRD20PR3QVRMW9P6F22NJRJLW10JTCE1&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GlUswHgOhGIYakVS-7jpj

  • “พงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์” นั่งแทน CEO ไทยออยล์ ดันรากฐานมั่นคงยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    “พงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์” นั่งแทน CEO ไทยออยล์ ดันรากฐานมั่นคงยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ที่ประชุมคณะกรรมการ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) มีมติแต่งตั้ง คุณพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 เป็นต้นไป

    นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี ด้านวิศวกรรมศาสตร์ จาก Carnegie Mellon University ประเทศสหรัฐอเมริกา และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทจาก 3 สาขาวิชา ได้แก่ ด้านวิชากฎหมายเศรษฐกิจ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้านบริหารธุรกิจ (Sloan School of Management)  และด้านวิศวกรรมศาสตร์ จาก Massachusetts Institute of Technology (MIT) ประเทศสหรัฐอเมริกา

    อีกทั้ง ผ่านหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงชั้นนำของประเทศ อาทิ หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 67 หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาการพลังงาน (วพน.) รุ่นที่ 16 หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการ  ตลาดทุน (วตท.) รุ่นที่ 29 ซึ่งสะท้อนถึงความพร้อมในองค์ความรู้ที่หลากหลาย และศักยภาพการบริหารองค์กรในอุตสาหกรรมพลังงานระดับโลก

    ประสบการณ์ล้ำเลิศ

    ด้วยประสบการณ์การทำงานกว่า 30 ปี ในสายงานด้านธุรกิจและอุตสาหกรรมพลังงาน คุณพงษ์พันธุ์ เป็นลูกหม้อที่เคยทำงานกับไทยออยล์ โดยเติบโตจากประสบการณ์การทำงานในหลากหลายสายงาน ทั้งด้านวิศวกรรม การพาณิชย์ การพัฒนาธุรกิจ และ แผนกลยุทธ์องค์กร รวมถึงธุรกิจด้านปิโตรเคมี และ การบริหารการขนส่งของกลุ่มไทยออยล์ ซึ่งหล่อหลอมให้มีความรู้ความเข้าใจในบริบทการดำเนินธุรกิจของกลุ่มไทยออยล์อย่างลึกซึ้ง โดยดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านกลยุทธ์องค์กรเป็นตำแหน่งสุดท้ายที่ไทยออยล์ ก่อนไปปฏิบัติหน้าที่ที่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในปี พ.ศ. 2564 – มกราคม 2569

    ในช่วงเวลา 4 ปี ของการปฏิบัติหน้าที่ใน ปตท. คุณพงษ์พันธุ์ ดำรงตำแหน่ง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ และ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ทำให้มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการบริหารธุรกิจด้านพลังงานและปิโตรเคมีอย่างครบวงจร ก่อนจะได้รับความไว้วางใจให้กลับมานำทัพกลุ่มไทยออยล์ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่

    นำทัพสู่ความยั่งยืน

    นายพงษ์พันธุ์ กล่าวว่า “ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้กลับมาร่วมงานกับไทยออยล์อีกครั้ง   ภารกิจสำคัญต่อจากนี้ คือการสานต่อและผลักดันโครงการต่างๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม บริหารจัดการเพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจภายใต้หลัก ESG ร่วมกับกลุ่ม ปตท. เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความมั่นคงให้กับองค์กรในระยะยาว”

    ในฐานะผู้นำกลุ่มไทยออยล์ คุณพงษ์พันธุ์มีความโดดเด่นในการผสานความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม    กลยุทธ์ การค้าระหว่างประเทศ และการบริหารองค์กรแบบบูรณาการ มีมุมมองเชิงองค์รวมต่ออุตสาหกรรมพลังงาน และสามารถขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ให้เกิดผลลัพธ์ได้ตามเป้าหมาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการร่วมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศอย่างยั่งยืน

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/02/613846/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10xl8rfuMKsm0BqPnafCwt

  • ผลวิจัยชี้ “ยาเม็ดอุจจาระ” คือจุดเปลี่ยนกระบวนการรักษาโรคมะเร็ง | เดลินิวส์

    ผลวิจัยชี้ “ยาเม็ดอุจจาระ” คือจุดเปลี่ยนกระบวนการรักษาโรคมะเร็ง | เดลินิวส์

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานผลการทดลองเชิงคลินิกใหม่ล่าสุดจากแคนาดาในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เผยว่า “ยาเม็ดอุจจาระ” ช่วยลดผลข้างเคียงที่เป็นพิษจากยารักษาโรคมะเร็ง และส่งเสริมประสิทธิภาพการรักษาแบบภูมิคุ้มกันบำบัด

    ยารักษาแนวใหม่ที่เรียกสั้นๆ ว่า ยาเม็ดอุจจาระ (Crapsule) แท้จริงแล้วคือ ตัวช่วยในการปลูกถ่ายจุลินทรีย์ในระบบลำไส้จากอุจจาระ (Fecal Microbiota Transplantation หรือFMT) เป็นยาเม็ดที่บรรจุส่วนประกอบจากอุจจาระแห้งแบบฟรีซดรายซึ่งมีจุลินทรีย์ที่ประโยชน์

    ผลการวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Medicine ระบุว่า การรับประทานจุลินทรีย์จากอุจจาระนี้อาจช่วยยกระดับการรักษามะเร็งได้อย่างมีนัยสำคัญ

    ในการวิจัยเฟสแรก นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัย London Health Sciences Centre (LHSCRI) และสถาบันวิจัย Lawson ร่วมกันศึกษาว่าการใช้ FMT ร่วมกับยาภูมิคุ้มกันบำบัดที่ใช้รักษาโรคมะเร็งที่ไตนั้นมีความปลอดภัยหรือไม่ 

    จากการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วย 20 ราย ทีมวิจัยพบว่า FMT ที่ปรับแต่งมาเป็นพิเศษช่วยบรรเทาผลข้างเคียงที่รุนแรงจากกระบวนการรักษาแบบภูมิคุ้มกันบำบัดได้

    “การรักษามาตรฐานสำหรับมะเร็งไตระยะลุกลามมักใช้ยาภูมิคุ้มกันบำบัดเพื่อกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันไปจัดการเซลล์มะเร็ง” ซามาน มาเลกี นักวิทยาศาสตร์จาก LHSCRI กล่าว “แต่โชคร้ายที่วิธีรักษาแบบนี้มักทำให้ลำไส้อักเสบและมีอาการท้องร่วง ซึ่งบางครั้งรุนแรงจนผู้ป่วยต้องหยุดการรักษาที่ช่วยยื้อชีวิตก่อนกำหนด หากเราสามารถลดผลข้างเคียงที่เป็นพิษและช่วยให้ผู้ป่วยรักษาจนจบคอร์สได้ นั่นจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ”

    ส่วนในการทดลองเฟสที่สอง นำโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมอนทรีออล (CRCHUM) ได้ประเมินว่า FMT สามารถเสริมการตอบสนองต่อวิธีรักษาแบบภูมิคุ้มกันบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งปอดและมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมาได้หรือไม่

    นักวิจัยพบว่าหลังการรักษาด้วย FMT ผู้ป่วยมะเร็งปอดถึง 80% มีการตอบสนองต่อการรักษาแบบภูมิคุ้มกันบำบัดได้ดีขึ้น เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ใช้วิธีแบบภูมิคุ้มกันบำบัดเพียงอย่างเดียวซึ่งได้ผลเพียง 39 – 45% ส่วนผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังที่ได้รับ FMT ก็มีการตอบสนองในเชิงบวกถึง 75% เทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ใช้ที่ได้ผลเพียง 50 – 58%

    ดร. แอเรียล เอลครีฟ นักวิจัยจาก CRCHUM ระบุว่าประสิทธิภาพของ FMT อาจมาจากความสามารถในการกำจัดแบคทีเรียที่เป็นอันตราย ซึ่งผลลัพธ์นี้จะเปิดประตูสู่การรักษาแบบเฉพาะบุคคลผ่านการปรับสมดุลจุลินทรีย์ในร่างกาย

    ยาเม็ดอุจจาระเหล่านี้ผลิตจากอุจจาระของผู้บริจาคที่มีสุขภาพดี เมื่อผู้ป่วยรับประทานเข้าไปก็จะช่วยฟื้นฟูระบบจุลินทรีย์ในลำไส้ โดยทีมวิจัยเน้นย้ำว่า “การใช้ FMT เพื่อลดพิษจากยาและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย พร้อมกับเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากและไม่เคยมีการใช้ในการรักษาโรคมะเร็งไตมาก่อน”

    ขณะนี้กำลังมีการศึกษาเพิ่มเติมว่า FMT จะสามารถช่วยผู้ป่วยโรคมะเร็งตับอ่อน และมะเร็งเต้านมชนิด Triple-negative ได้หรือไม่

    ที่มา : nypost.com

    เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5561511/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XNsnr3_IPLMAc-27sRHNb

  • Mitsubishi Motors ประเทศไทย มอบเครื่องยนต์และชุดส่งกำลังให้แก่ วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา เสริมแกร่งการพัฒนาทักษะเชิงช่างยนต์ พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการศึกษาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 11

    Mitsubishi Motors ประเทศไทย มอบเครื่องยนต์และชุดส่งกำลังให้แก่ วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา เสริมแกร่งการพัฒนาทักษะเชิงช่างยนต์ พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการศึกษาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 11

    มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มอบเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบรหัส 4N16 และชุดส่งกำลังให้แก่วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา เพื่อใช้เป็นสื่อการสอนและยกระดับทักษะเชิงช่างยนต์ให้เท่าทันเทคโนโลยีสมัยใหม่ ความร่วมมือนี้รวมถึงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการจากช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสร้างโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากการลงมือทำจริงและเตรียมความพร้อมสู่สายงานในอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างมืออาชีพ โครงการนี้ดำเนินต่อเนื่องเป็นปีที่ 11

    บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าสนับสนุนการศึกษา และส่งเสริมการพัฒนาทักษะเชิงช่างอย่างต่อเนื่อง เป็นปีที่ 11 ตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาของประเทศไทย และส่งเสริมการเรียนรู้โดยผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ร่วมกับผู้จำหน่าย บริษัท มิตซูอยุธยา (ไทยธาดา) จำกัด มอบเครื่องยนต์และชุดส่งกำลัง ให้แก่ วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน มุ่งเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้สัมผัสการเรียนรู้เทคโนโลยี และองค์ความรู้ทางเทคนิคที่ทันสมัย อันนำไปสู่การเพิ่มโอกาสสู่ความสำเร็จในสายงานและเป็นรากฐานสำคัญในการเติบโตในอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างยั่งยืน

    นายสาโรจน์ มะอาจเลิศ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานขาย บริการหลังการขาย และประสบการณ์ลูกค้า
    บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะความเชี่ยวชาญของบุคลากร สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวของเราในการมีส่วนร่วมส่งเสริมการศึกษาตั้งแต่การสนับสนุนสถาบันการศึกษาเพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ทักษะที่จำเป็น ไปจนถึงการยกระดับศักยภาพมาตรฐานทักษะเชิงช่างยนต์อันนำไปสู่ความเชี่ยวชาญในสายงานและเติบโตอย่างมั่นคง การส่งมอบเครื่องยนต์และชุดส่งกำลัง รวมถึงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ จึงเป็นมากกว่าการบริจาคสื่อการเรียนการสอน แต่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนระบบนิเวศของอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างยั่งยืน”

    นางสาวมยุรี ศรีระบุตร ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสถาบัน
    การอาชีวศึกษาภาคกลาง 1 กล่าวว่า “เราขอขอบคุณ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และผู้จำหน่าย บริษัท มิตซูอยุธยา (ไทยธาดา) จำกัด สำหรับการสนับสนุนเครื่องยนต์และชุดส่งกำลัง ซึ่งนับเป็นสื่อการเรียนการสอนที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาทักษะของนักศึกษา พร้อมทั้งการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติจากช่างเทคนิคที่ชำนาญการ และการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด จะช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์การเรียน การสอนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแนวทางการผลิตบุคลากรคุณภาพเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในภาคอุตสาหกรรม และเพิ่มโอกาสให้นักศึกษาได้พัฒนาตนเองสู่ความเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง”

    นางสาวภัทรา พฤฒิธาดา กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูอยุธยา (ไทยธาดา) จำกัด กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ตอบแทนสังคมในพื้นที่ที่เราดำเนินธุรกิจ การร่วมมือกับ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทยถือเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญในการสนับสนุนและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน ผ่านการส่งเสริมคนรุ่นใหม่ให้มีความรู้ ตลอดจนการประยุกต์ใช้ในการทำงานจริง โครงการนี้ไม่เพียงช่วยสนับสนุนภารกิจของวิทยาลัยเท่านั้น แต่ยังมอบประสบการณ์ให้กับนักศึกษา พร้อมกับแสดงให้เห็นถึงความยอดเยี่ยมของเทคโนโลยีของรถยนต์มิตซูบิชิ เราพร้อมเดินหน้าให้ความร่วมมือในโครงการสาธารณประโยชน์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการพัฒนาบุคลากร ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาชุมชนและเสริมสร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมไทย”

    การบริจาคเครื่องยนต์และชุดส่งกำลังให้แก่ วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา ประกอบด้วย เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบรหัส 4N16 รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งเป็นขุมพลังขับเคลื่อนของ นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน เครื่องยนต์ 4A91 ชุดเกียร์ธรรมดารุ่น R6M5A และชุดเฟืองท้าย ควบคู่ไปกับ การฝึกอบรมภาคปฏิบัติ ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการศึกษาและฝึกอบรม มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และ ช่างเทคนิคจาก บริษัท มิตซูอยุธยา (ไทยธาดา) จำกัด เพื่อให้นักศึกษานำไปประยุกต์ใช้ รวมถึงเตรียมพร้อมต่อยอดสู่การทำงานจริงต่อไป

    นอกจากนี้ ภายในพิธีมอบเครื่องยนต์และชุดส่งกำลัง บริษัท มิตซูอยุธยา (ไทยธาดา) จำกัด ยังได้นำรถยนต์มิตซูบิชิมาจัดแสดงหลากหลายรุ่น พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้ทดลองขับ เพื่อสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ของรถยนต์มิตซูบิชิอย่างใกล้ชิด อาทิ ออลนิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ไพรม์ และ มิตซูบิชิ แอททราจ สมาร์ท อีโค คาร์ 

    โครงการมอบเครื่องยนต์ให้แก่สถาบันการศึกษา ได้ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2558 สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาบุคลากร ที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างยั่งยืน ตามปณิธานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมภายใต้วิสัยทัศน์ สรรค์สร้าง เคียงข้าง สังคมไทย โดยมุ่งเน้นการดำเนินกิจกรรม 3 ด้านหลัก ได้แก่ การศึกษา สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ

    ข่าวประชาสัมพันธ์ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ev.iphonemod.net/mitsubishi-motors-thailand-donates-engines-and-powertrain-set-to-ayutthaya-technical-college/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VU-PPSC7dX3JWlaocgo3c