Category: วัฒนธรรม

  • PTTEP สนับสนุน 35 ล้านบาท สร้างอาคารวิทยาศาสตร์อวกาศ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ เสริมสร้างศักยภาพเยาวชนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    PTTEP สนับสนุน 35 ล้านบาท สร้างอาคารวิทยาศาสตร์อวกาศ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ เสริมสร้างศักยภาพเยาวชนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล (กลาง) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. มอบเงินจำนวน 35 ล้านบาท ให้แก่ ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร (ที่ 3 จากขวา) ประธานกรรมการบริหารโรงเรียนกำเนิดวิทย์ เพื่อสนับสนุนโรงเรียนกำเนิดวิทย์ในการก่อสร้างอาคารวิทยาศาสตร์อวกาศ ซึ่งประกอบด้วยท้องฟ้าจำลอง และหอสังเกตการณ์ท้องฟ้าและอวกาศ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และวิจัยด้านดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ขั้นสูง และเทคโนโลยีแห่งอนาคต และเป็นโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้และเข้าใจหลักวิทยาศาสตร์ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้แก่เยาวชนและบุคลากรของประเทศ

    ปตท.สผ. และกลุ่ม ปตท. ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2558 ได้ก่อตั้งสถาบันวิทยสิริเมธี ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยที่มุ่งพัฒนาบุคลากรและสร้างสรรค์นวัตกรรม และโรงเรียนกำเนิดวิทย์ ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายสำหรับนักเรียนที่มีศักยภาพโดดเด่นด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ โดยก่อนหน้านี้ ปตท.สผ. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงเพื่อสนับสนุนทั้งสองสถาบันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2565–2574 ด้วยงบประมาณเฉลี่ยปีละ 100 ล้านบาท สะท้อนความมุ่งมั่นในการสนับสนุนด้านการศึกษาและการวิจัย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศในอนาคต

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/03/614314/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37xfG3D4OtVa5NDW6tdu3E

  • นักแสดงนานาชาติ จาก 10 ประเทศ เข้าร่วมแสดงเทศกาลแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ครั้งที่ 4

    นักแสดงนานาชาติ จาก 10 ประเทศ เข้าร่วมแสดงเทศกาลแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ครั้งที่ 4

    ต้อนรับ “นักแสดงนานาชาติ” จาก 10 ประเทศร่วมแสดงเทศกาลแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนานาชาติ ประจำประเทศไทย ครั้งที่ 4 

    วันที่ 2 ก.พ. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมบัณฑิตศรี ชั้น 3 คณะวิทยาการจัดการ (อาคาร 44) มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ นายประภาส ศรีจันทร์เวียง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมปฐมนิเทศผู้นำนักแสดงนานาชาติที่เข้าร่วมเทศกาล การแสดงแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนานาชาติ ประจำประเทศไทย ครั้งที่ 4 (The 4th Thailand Cultural Exchange Festival : 4th Thailand-CEF) โดยมีผู้นำนักแสดงนานาชาติจาก 11 ประเทศ ได้แก่ จีน บัลแกเรีย บราซิล ฟิลิปปินส์ เม็กซิโก ลาว อินเดีย อินโดนีเซีย อิตาลี อิสราเอล และประเทศไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์เข้าร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

    ทั้งนี้ เทศกาลการแสดงแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนานาชาติ ประจำประเทศไทย ครั้งที่ 4 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–8 ก.พ. 2569 ณ เวทีสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา จังหวัดสุรินทร์ (สวนช้าง) โดยมีกิจกรรมการแสดงวัฒนธรรมนานาชาติ การประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติด้านการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน และกิจกรรมแฟชั่นโชว์ผ้าและชุดแต่งกายนานาชาติ ซึ่งเปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรี

    นอกจากนี้ ในการปฐมนิเทศยังได้รับความร่วมมือจากมณฑลทหารบกที่ 25 สถานีตำรวจภูธรจังหวัดสุรินทร์ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุรินทร์ และโรงพยาบาลสุรินทร์ ร่วมให้ข้อมูลด้านการรักษาความปลอดภัย ข้อปฏิบัติ และการดูแลด้านสาธารณสุข เพื่อสร้างความมั่นใจแก่คณะนักแสดงนานาชาติตลอดระยะเวลาการเข้าร่วมกิจกรรม

    ทางด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.ฉลอง สุขทอง อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ กล่าวว่า ปีนี้มี 10 ประเทศที่ร่วมงาน ที่ไกลๆ ก็เป็นบราซิลและเม็กซิโก ซึ่งทั้ง 10 ประเทศก็มีกิจกรรมหลักๆ มาแสดงแลกเปลี่ยนบนเวที ที่สวนใหม่เฉลิมพระเกียรติ ตั้งแต่วันที่ 2-8 ก.พ. 2569 

    รวมทั้งมีกิจกรรมทางวิชาการด้วย ที่ส่งบทความเข้ามาในหัวข้อการพัฒนาที่ยั่งยืน และกิจกรรมที่สำคัญขาดไม่ได้เลยก็คือการแสดงแบบผ้านานาชาติ ปีนี้เป็นทีมผ้าไหมของสุรินทร์ที่นำมาแสดง ส่วนด้านความปลอดภัยก็มีทางทหารกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดูแล.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2911723&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ToY2_Xq9Yo2SrcIpIZYtU

  • รัสเซีย-ยูเครน: “ผมยิงตัวเองและลูกน้อง เพื่อพาพวกเราออกจากยูเครน” เสียงจากอดีตวีรบุรุษสงครามชาวรัสเซีย – BBC News ไทย

    รัสเซีย-ยูเครน: “ผมยิงตัวเองและลูกน้อง เพื่อพาพวกเราออกจากยูเครน” เสียงจากอดีตวีรบุรุษสงครามชาวรัสเซีย – BBC News ไทย

    “ผมยิงตัวเองและลูกน้อง เพื่อพาพวกเราออกจากยูเครน” เมื่อวีรบุรุษสงครามชาวรัสเซียผันตัวเป็นผู้หนีทหาร

      • Author, อมาเลีย ซาตารี
      • Role, บีบีซีแผนกภาษารัสเซีย
      • Reporting from, Astana

    เยฟเกนี โคโรบอฟ อดีตนายทหารของกองทัพรัสเซีย ยืนอยู่กลางห้องในชุดลำลองเสื้อสีดำกับกางเกงสีอ่อน ชายวัย 30 ปีรายนี้อาศัยอยู่ในกรุงอัสตานา เมืองหลวงของคาซัคสถาน มาเกือบ 3 ปีแล้ว

    เขาบอกว่าในช่วงเวลานี้มีผู้หนีทหารอีก 7 หรือ 8 คน มาพักอาศัยอยู่ในอะพาร์ตเมนต์ของเขา

    “ผมพยายามช่วยเหลือคนที่เหมือนผมให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ คุณไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินให้ผม แค่มาอยู่ที่นี่ก็พอแล้ว” เขากล่าว

    “แล้วใครจะช่วยพวกเขาล่ะ ในเมื่อเรามีบางอย่างที่เชื่อมโยงกัน เราทุกคนต่างเป็นผู้แปรพักตร์ เราทุกคนต่างก็หนีมา”

    เมื่อเพียงสี่ปีก่อน โคโรบอฟยังคงสู้รบอยู่ในยูเครน ระหว่างเดือน ก.พ. ถึง พ.ค. 2022

    ที่มาของภาพ, Evgeny Korobov’s personal archive

    คำบรรยายภาพ, โคโรบอฟกล่าวว่าเขาจบการศึกษาจากโรงเรียนทหารในฐานะ “นายทหารหนุ่มผู้มีความมุ่งมั่น”

    “สงครามได้เริ่มขึ้นแล้ว”

    โคโรบอฟใฝ่ฝันอยากเป็นทหารมาโดยตลอด แม้ว่าพ่อแม่ของเขาจะเป็นพนักงานไปรษณีย์ก็ตาม เขาเรียนที่วิทยาลัยทหารในเมืองครัสโนยาสค์ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา ก่อนจะเข้าร่วมกองทัพรัสเซียในฐานะ “นายทหารหนุ่มที่เปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้นในการรับใช้ชาติ” และสัญญารับราชการของเขามีกำหนดสิ้นสุดในปี 2023

    อย่างไรก็ตาม ความกระตือรือร้นนั้นก็แผ่วลงอย่างรวดเร็ว

    “ระหว่างการรับราชการในกองทัพ คุณจะได้พบกับความอยุติธรรมและความบ้าคลั่ง และคุณก็เริ่มหมดศรัทธาในทุกสิ่งอย่างสิ้นเชิง ทั้งต่อระบบและต่อสภาพความเป็นจริงในรัสเซีย” เขากล่าว

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ในช่วงต้นปี 2022 โคโรบอฟถูกส่งไปฝึกซ้อมทางทหารในภูมิภาคเคิร์สก์ ใกล้ชายแดนยูเครน “ผมไม่เชื่อว่าจะมีสงครามเกิดขึ้น แต่เราก็ไปที่นั่นด้วยความกังวล” เขาเล่าย้อนความทรงจำ

    เขาเล่าถึงสิ่งที่เห็นหลังจากข้ามพรมแดนเข้าไปในยูเครนว่า “เราขับรถผ่านพื้นที่ชุมชน ผู้คนใช้ชีวิตกันตามปกติ มีคนกำลังเติมน้ำมันรถ มีคนดื่มกาแฟ มีคนสูบบุหรี่ แล้วพวกเราก็ขับผ่านไป สงครามได้เริ่มขึ้นแล้ว”

    กองพลของเขาเคลื่อนกำลังมุ่งหน้าไปยังกรุงเคียฟ โดยหยุดอยู่ในเขตโบรวารี ทางตะวันออกของเมือง

    ที่มาของภาพ, Evgeny Korobov’s personal archive

    คำบรรยายภาพ, โคโรบอฟสู้รบอยู่ในยูเครนช่วงเดือน ก.พ. ถึง พ.ค. 2022

    นี่คือพื้นที่ที่สำนักงานอัยการของยูเครนระบุว่าทหารรัสเซียได้ก่ออาชญากรรมสงคราม

    ด้านสำนักข่าวเมดูซา (Meduza) และ เรดิโอ ลิเบอร์ตี (Radio Liberty) รายงานข่าวสืบสวนเกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่ ว่าทหารจากกองพลที่ 15 ซึ่งโคโรบอฟประจำการอยู่ ใช้ที่ทำการไปรษณีย์แห่งหนึ่งในภูมิภาคเคียฟเพื่อเป็นห้องทรมาน โดยผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่ากองพลนี้ประหัตประหารชีวิตพลเรือนไปแล้วอย่างน้อย 5 คน

    โคโรบอฟอ้างว่าไม่ได้เห็นอาชญากรรมสงครามด้วยตนเอง แต่ได้ยินเรื่องเหล่านี้จากผู้อื่น โดยเขากล่าวว่าหน้าที่ในช่วงสงครามคือการคุ้มกันแนวหลัง การนำทาง และการลาดตระเวนเส้นทาง ดังนั้นเขาจึงต้องเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา

    กองพลของเขาประจำการอยู่ใกล้กรุงเคียฟจนถึงปลายเดือน มี.ค. หลังจากนั้นเขาได้ออกจากพื้นที่ดังกล่าวเมื่อกองกำลังรัสเซียล่าถอย หลังจากความพยายามปิดล้อมเมืองหลวงของยูเครนล้มเหลว โดยระหว่างการล่าถอย โคโรบอฟได้เห็นเมืองต่าง ๆ ของยูเครนที่ถูกทำลาย

    เขากล่าวว่าสิ่งนี้ทำให้รู้สึก “สยดสยองและผิดหวัง”

    โคโรบอฟเล่าว่าขบวนกำลังพลของพวกเขาถูกซุ่มโจมตีโดยกองกำลังยูเครนหลายครั้ง

    “เราจำเป็นต้องยิงตอบโต้” เขาย้อนความทรงจำ “แล้วเราจะทำอะไรได้อีกล่ะ ตายงั้นหรือ ผมจะเป็นคนดีไหมถ้าผมตาย ผมก็อยากมีชีวิตอยู่ และอยากให้ทหารทุกคนของผมได้กลับบ้าน เรากำลังสู้เพื่ออะไร ? ก็เพื่อชีวิตของพวกเราเองไงล่ะ สำหรับชาวยูเครนแล้ว เราคือศัตรู แต่สำหรับพวกเรา ศัตรูแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ได้แก่ชาวยูเครนและผู้บังคับบัญชาของเราเอง”

    วีรบุรษสงคราม

    ในช่วงปลายปี 2022 ก่อนที่เขาจะตัดสินใจแปรพักตร์และออกจากรัสเซียไปอยู่คาซัคสถาน โคโรบอฟได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาในกรุงมอสโกให้ไปปรากฏตัวในสถานีโทรทัศน์ของรัสเซีย โดยรายการดังกล่าวนำเสนอภาพลักษณ์ว่าเขาคือวีรบุรุษสงครามที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ

    “ร้อยโทอาวุโสเยฟเกนี โคโรบอฟ พร้อมด้วยกำลังพลในความดูแลของเขา กำลังคุ้มกันขบวนกำลังพลที่อยู่แนวหลัง” พิธีกรรายการทอล์กโชว์ยอดนิยมที่ออกอากาศในช่วงค่ำทางช่องแชนนัล วัน (Channel One) ของรัสเซียกล่าว

    “พวกเขาถูกซุ่มโจมตี พวกเขาต่อสู้กับกองกำลังศัตรูที่มีกำลังเหนือกว่า และสามารถสังหารนักรบฝ่ายตรงข้ามและทำลายยุทโธปกรณ์ของศัตรูได้อย่างน้อย 15 ราย โดยฝ่ายของพวกเขาไม่เกิดการสูญเสียเลย”

    โคโรบอฟบอกว่าเรื่องราวดังกล่าวซึ่งถูกรายงานเป็นครั้งแรกโดยกระทรวงกลาโหมรัสเซียนั้น เป็นเรื่องที่ถูกแต่งขึ้น

    เขากล่าวว่าหน่วยของตนเคยถูกซุ่มโจมตีจริงในช่วงต้นเดือน มี.ค. 2022 ที่ภูมิภาคเชอร์นีฮิฟ แต่ความรุนแรงของเหตุการณ์ถูกกล่าวเกินจริงไปมาก

    ที่มาของภาพ, smotrim.ru

    คำบรรยายภาพ, โคโรบอฟปรากฏตัวในรายการโทรทัศน์ของรัสเซียตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาในกรุงมอสโก

    “ใช่ พวกเราตกอยู่ในกับดักซุ่มโจมตี แต่จะบอกว่า ‘เตรียมการมาอย่างดี’ นั้นแทบจะไม่ถูกต้องเลย ส่วนที่บอกว่าฝ่ายตรงข้ามมีกำลังเหนือกว่าหรือไม่ ผมไม่รู้ว่ามีจำนวนกี่คนที่อยู่ตรงนั้น หรือใครเป็นคนยิงกันแน่” โคโรบอฟโต้แย้ง

    หลังจากปรากฏตัวในสื่อ เขาได้รับเหรียญกล้าหาญ ซึ่งโคโรบอฟบอกว่าเขา “ไม่แยแสมันเลย”

    “สำหรับวีรกรรมที่ถูกแต่งขึ้นงั้นหรือ สำหรับสงครามที่ผมไม่อยากเข้าร่วม ? ผมไม่อยากรับราชการทหารอีกต่อไปแล้ว ผมแค่อดทนไปจนกว่าสัญญาจะสิ้นสุดเท่านั้น”

    สิ่งหนึ่งที่โคโรบอฟไม่โต้แย้ง คือ เขาได้รับบาดเจ็บในยูเครน โดยระหว่างการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์นั้นเห็นได้ชัดว่าเขาเดินกะเผลก

    “ไม่มีทางหวนกลับ”

    โคโรบอฟได้รับบาดเจ็บบริเวณขาระหว่างประจำการอยู่ในเมืองโดเนตสก์เมื่อเดือน พ.ค. 2022 หลังจากนั้นเขาถูกอพยพออกมาและเดินทางกลับรัสเซีย

    ในช่วงเวลานั้น มีคำสั่งให้บุกโจมตีหมู่บ้านโอแซร์เนใกล้กับเมืองลีมาน แต่โคโรบอฟเล่าว่า “มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่พวกเราเข้าไปใกล้ได้ แต่ก็ถูกโจมตีด้วยทุกอย่างที่พวกเขามี และในการบุกโจมตีครั้งต่อ ๆ มา เราไม่สามารถเข้าใกล้ได้เลย”

    “ตอนนั้นผมเข้าใจแล้วว่า ไม่มีทางที่พวกเขาจะปล่อยให้เรากลับบ้านได้ และหนทางเดียวที่จะออกจากที่นั่นคือเป็นศพหรือไม่ก็ได้รับบาดเจ็บ”

    วันหนึ่ง หน่วยของเขาเผลอนำโดรนไปร่อนลงในตำแหน่งของฝ่ายยูเครน โคโรบอฟเล่าว่าหน่วยของเขาซึ่งมีทหาร 4 นายถูกส่งไปนำโดรนกลับมา และผู้บังคับบัญชาสั่งว่าอย่ากลับมาโดยไม่มีมัน ซึ่งเขาอธิบายว่ามันเป็นภารกิจที่เป็นไปไม่ได้

    คำบรรยายภาพ, โคโรบอฟหลบหนีไปยังคาซัคสถานด้วยความช่วยเหลือจากโครงการโก บาย เดอะ ฟอร์เรสต์ (Go by the Forest) ซึ่งให้ความช่วยเหลืออดีตทหารรัสเซียเช่นเขา

    “ผมเข้าใจแล้วว่ามันจบแล้ว ไม่มีทางหวนกลับไปได้” เขากล่าว “แล้วผมก็เปิดฉากยิงใส่ทหารของตัวเอง ผมยิงเป็นชุดลงพื้น ผมทำให้พวกพ้องของผมบาดเจ็บ จากนั้นผมก็ทำร้ายตัวเอง ยิงตัวเอง จากนั้นผมก็ปฐมพยาบาล แล้วพวกเราก็คลานไปยังจุดอพยพ”

    คำบอกเล่านี้ชี้ให้เห็นว่าอาการบาดเจ็บที่ถูกรายงานและเชิดชูในรายการโทรทัศน์ชื่อว่า เล็ท เด็ม ทอล์ค (Let Them Talk – อาจแปลไทยได้ว่า ‘ให้เขามาเล่า’) นั้น เป็นบาดแผลที่โคโรบอฟทำร้ายตัวเอง

    บีบีซีไม่สามารถตรวจสอบคำกล่าวอ้างของโคโรบอฟได้อย่างอิสระ แม้ว่าเขาจะนำเสนอภาพถ่ายบาดแผลที่ขาของตนเองก็ตาม

    ในเวลาต่อมา โคโรบอฟและทหารที่เหลืออยู่ในหมู่ของเขาถูกอพยพออกจากแนวหน้า โดยเขาใช้เวลารักษาตัวในโรงพยาบาลราวหนึ่งเดือนครึ่ง ก่อนเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพ

    โคโรบอฟต้องการรับราชการในรัสเซียให้ครบสัญญาจนถึงปี 2023 โดยไม่กลับไปยูเครน ทว่าหลังการประกาศระดมกำลังเพิ่มเติมในเดือน ก.ย. 2022 ทำให้สัญญาทั้งหมดกลายเป็นไม่มีกำหนดสิ้นสุด และในช่วงปลายปีนั้น เขาได้รับแจ้งว่าจะถูกส่งกลับไปยังยูเครนอีกครั้ง

    มองหาที่ลี้ภัย

    โคโรบอฟเล่าต่อว่าก่อนที่จะเดินทางออกจากรัสเซีย เขาได้ติดต่อโครงการโก บาย เดอะ ฟอร์เรสต์ (Go By The Forest) ซึ่งให้ความช่วยเหลืออดีตทหารรัสเซียอย่างเขาที่หวาดกลัวการถูกส่งกลับไปสู้รบในยูเครน จากนั้นนักกิจกรรมของโครงการดังกล่าวก็วางแผนเส้นทางหลบหนีให้เขาเดินทางไปยังคาซัคสถาน

    ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็เก็บข้าวของใส่กระเป๋าและออกจากรัสเซีย

    ในเวลาต่อมา โคโรบอฟเจอข้อหาหลบหนีทหารซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี ด้วยเหตุนี้ ในช่วงหลายเดือนแรกของการใช้ชีวิตในกรุงอัสตานา เขาจึงแทบไม่ออกจากบ้านเลย

    เขาได้งานทำในบาร์แห่งหนึ่งในภายหลัง แต่เป็นการทำงานอย่างผิดกฎหมาย เนื่องจากสถานะผู้ลี้ภัยไม่อาจทำงานได้

    “คาซัคสถานยังไม่เคยให้สถานะผู้ลี้ภัยแก่ชาวรัสเซียแม้แต่คนเดียว และผมคิดว่าก็คงจะไม่ให้” โคโรบอฟกล่าว

    “เรากำลังรอการตัดสินใจจากประเทศในยุโรป โดยเฉพาะฝรั่งเศส เพราะในตอนนี้ฝรั่งเศสเป็นประเทศเดียวที่รับผู้หลบหนีทหารรัสเซีย” เขากล่าว

    โคโรบอฟเข้าใจถึงความลังเลของประเทศตะวันตกในการรับผู้แปรพักตร์ชาวรัสเซีย แต่เขาเชื่อว่านี่คือหนึ่งใน “หนทางที่มีประสิทธิภาพสำหรับการแก้ไขความขัดแย้ง ซึ่งไม่ใช่แค่การส่งอาวุธหรือคว่ำบาตรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเปิดโอกาสให้ชาวรัสเซียปฏิเสธการถืออาวุธ และปฏิเสธการเข้าร่วมการสู้รบด้วย”

    คำบรรยายภาพ, อาร์ตูร์ อัลคาสทอฟ นักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชน คือผู้ให้ความช่วยเหลือผู้หลบหนีทหารรัสเซียในคาซัคสถาน

    บีบีซีพูดคุยกับอาร์ตูร์ อัลคาสทอฟ ทนายความจากสำนักงานสิทธิมนุษยชนคาซัคสถาน ซึ่งให้ความช่วยเหลือผู้หลบหนีทหารรัสเซียที่หลบหนีเข้ามาในประเทศในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยส่วนหนึ่งของกระบวนการคือการตรวจสอบประวัติอดีตทหารเหล่านี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานความมั่นคงของรัสเซียแฝงตัวเข้ามาในกลุ่ม

    เขากล่าวว่าการตรวจสอบเรื่องราวของโคโรบอฟเป็นเรื่องยากและใช้เวลานานมาก

    ในมุมมองของเขา ทหารรัสเซียที่หนีกองทัพในปัจจุบันตกอยู่ในอันตรายมากกว่าฝ่ายต่อต้านสงครามหรือผู้เห็นต่างทางการเมืองกลุ่มอื่น ๆ เนื่องจากทางการรัสเซียเห็นว่าอดีตทหารเหล่านี้คือผู้ทรยศ

    สถานการณ์นี้ทำให้ผู้หลบหนีทหารรัสเซียในคาซัคสถานและอาร์เมเนียตกอยู่ในสภาวะเปราะบาง เนื่องจากทั้งสองประเทศเป็นที่ตั้งของฐานทัพทหารรัสเซีย

    อัลคาสทอฟอธิบายว่า ขณะนี้โคโรบอฟและผู้หลบหนีทหารรายอื่น ๆ ยังได้รับการคุ้มครองจากการถูกส่งตัวกลับรัสเซีย เพราะมีสถานะเป็นผู้ขอลี้ภัย แต่สถานะดังกล่าวไม่ได้คุ้มครองพวกเขาจากความเสี่ยงในเรื่องการถูกลักพาตัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cd7zq59g8e0o.amp&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fU5qwhtESQE0AZTmteUQW

  • ใบเตย อาร์สยาม มองข้ามดราม่าชาวเน็ตคอมเมนต์ลบลูกสาว ขอโฟกัสที่ความสุข – ไทยรัฐออนไลน์

    ใบเตย อาร์สยาม มองข้ามดราม่าชาวเน็ตคอมเมนต์ลบลูกสาว ขอโฟกัสที่ความสุข – ไทยรัฐออนไลน์

    ฟิล์ม รัฐภูมิ ยินดีไกล่เกลี่ย ดีเจแมน ยันไม่เคยเรียกเงิน กับ ใบเตย สนิทกันมาตลอด. แท็กที่เกี่ยวข้อง. ใบเตย อาร์สยามใบเตย ข่าวล่าสุด …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/entertain/news/2911775&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cP6qqO8MWO1NopG0mkZDD

  • ทุนปริญญาโทออสเตรเลียเปิดแล้ว! สร้างผู้นำลุ่มน้ำโขง

    ทุนปริญญาโทออสเตรเลียเปิดแล้ว! สร้างผู้นำลุ่มน้ำโขง

    ทุน Australia Awards Mekong-Australia Partnership ปีการศึกษา 2570 สำหรับคนไทยเปิดรับสมัครแล้ว ทุนเปิดโอกาสให้ผู้สมัครเข้าศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษา (ปริญญาโท) ณ มหาวิทยาลัยชั้นนำในออสเตรเลีย

    ทุน Australia Awards เป็นทุนระดับนานาชาติอันทรงเกียรติที่รัฐบาลออสเตรเลียมอบให้ผู้นำรุ่นถัดไปทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับโลก ผู้รับทุนจะได้พัฒนาทักษะและความรู้ผ่านการศึกษาต่อและการวิจัย เพื่อช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงและเชื่อมความสัมพันธ์ยั่งยืนระหว่างผู้คนและสถาบันต่าง ๆ กับออสเตรเลีย

    ดร.แอนเจลา แมคโดนัลด์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย กล่าวว่า ทุนการศึกษานี้ เน้นย้ำถึงความร่วมมือด้านการศึกษาและความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนอันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ

    “ออสเตรเลียสนับสนุนการลงทุนในผู้นำรุ่นถัดไปของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง” เอกอัครราชทูตกล่าว “ผู้ได้รับทุนชาวไทยที่โดดเด่นทั้ง 10 ท่านในปีนี้จะได้รับโอกาสเข้าถึงทรัพยากรและแหล่งการเรียนรู้คุณภาพสูง และเป็นส่วนหนึ่งในเครือข่ายผู้ที่ได้รับทุนเพื่อเสริมสร้างความรู้ ทักษะ และพัฒนาก้าวหน้าในอาชีพของตนต่อไป”

    ผู้ได้รับทุนการศึกษาชาวไทย ร่วมกับผู้ได้รับทุนจากประเทศกัมพูชา ลาว เวียดนาม และเมียนมา จะได้รับสิทธิ์การเข้าร่วมเครือข่ายผู้นำลุ่มน้ำโขง (Mekong Leaders Network)ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาศักยภาพเพิ่มเติมระหว่างรับทุน ผ่านกิจกรรมและโอกาสด้านการพัฒนาทักษะต่าง ๆ

    สาขาวิชาเป้าหมายภายใต้โครงการทุนการศึกษาได้แก่ ความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ ความพร้อมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ ความสามารถในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและการบูรณาการกรอบความร่วมมือระดับอนุภูมิภาคและความเท่าเทียมทางเพศความเสมอภาคของบุคคลที่มีความพิการและความครอบคลุมทางสังคม

    โครงการทุนการศึกษาสนับสนุนให้สตรีบุคคลพิการและบุคคลจากกลุ่มชาติพันธุ์หรือชนกลุ่มน้อยสมัครรับทุนโดยทุนการศึกษาได้รับการออกแบบเพื่อให้ผู้สมัครและผู้รับทุนจากหลากหลายภูมิหลังสามารถมีสิทธิ์ได้รับการอำนวยความสะดวกและการสนับสนุนที่จำเป็นตลอดกระบวนการสมัครและระยะเวลาการศึกษาในประเทศออสเตรเลีย

    ทุน Australia Awards Mekong-Australia Partnership Scholarshipsจะปิดรับสมัครในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงวิธีการสมัคร สามารถเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซต์ https://australiaawardsmap.org

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1219510&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03oRGZkDR_zhGMzTitDfmy

  • สพม.เชียงใหม่สอบข้อเท็จจริงกรณี “ครูสาวรมควัน” เสียชีวิตปริศนา

    สพม.เชียงใหม่สอบข้อเท็จจริงกรณี “ครูสาวรมควัน” เสียชีวิตปริศนา

    สพม.เชียงใหม่สอบข้อเท็จจริงกรณี “ครูสาวรมควัน” เสียชีวิตปริศนา

    โซเชียลแห่แชร์เรียกร้องความเป็นธรรม ครูสาวรมควัน จบชีวิตปริศนา เบื้องต้น สพม.เชียงใหม่ ลงพื้นที่สอบข้อเท็จจริง ยืนยันไม่ละเลยทุกฝ่าย

    สารวัตรหนุ่มในจังหวัดเชียงใหม่ โพสต์โซเชียลมีเดียไว้อาลัยภรรยาครูสาว หลังถูก ผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งเรียกพบ ก่อนหายตัวไม่กลับบ้าน กระทั่งพบรมควันฆ่าตัวตายภายในรถ พร้อมเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้กับภรรยา ล่าสุดทาง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เชียงใหม่ เข้าสอบข้อเท็จจริง ยืนยันจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

    โซเชียลมีเดียแห่แชร์กรณีที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊ก Yarin S. Tayot และ Surasit Maneejansuk โพสต์ไว้อาลัยครูแฟนสาว พร้อมเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้กับเธอ

    สตริงเกอร์ เชียงใหม่
    สพม.เชียงใหม่ ลงพื้นที่สอบข้อเท็จจริง ครูสาวรมควัน จบชีวิตปริศนา

    หลังถูกผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา เรียกเข้าไปพบพูดคุยเรื่องเงินนอกระบบ หลังออกจากห้อง ผู้อำนวยการ พบว่าแฟนสาวหายตัวไปและไม่กลับบ้าน กระทั่งพบว่าแฟนสาวรมควันตัวเองเสียชีวิตภายในรถ

    โพสต์ดังกล่าวกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียลมีเดีย และมีการแชร์ต่อพร้อมติดแฮชแท็ก #คืนความยุติธรรมให้กับครูปอ พร้อมแท็กไปยังสถานีข่าวต่าง ๆ

    ขณะเดียวกัน มีผู้เข้าไปคอมเมนต์ว่า โรงเรียนได้นำข้าวของของครูปอและพอลล่าออกมาวางไว้ที่หน้าป้อมยาม โดยระบุว่า

    “และนี่คือสิ่งที่ทางโรงเรียนทำ คือ ขนของครูปอ/พอลล่าออกมาไว้ที่หน้าป้อมยาม อะไรคือความเหมาะสม”

    ถึงที่รัก/ปอ/ครูพอลล่า หลับให้สบายนะครับ พักผ่อนตามที่ต้องการ เราเคารพการตัดสินใจของเธอ เราสัญญาว่าจะเข้มแข็งและผ่านเรื่องนี้ไปให้ได้ วันเวลาคงจะเยียวยาจิตใจที่แตกสลายดวงนี้ได้ ขอบคุณที่รักกันนะครับตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา ขอบคุณที่ดูแลกันในทุก ๆ วัน

    ผมขออนุญาตชี้แจงผ่านตรงนี้ ที่รักผมไม่ได้มีโรคทางจิตเวชหรือภาวะซึมเศร้าแต่อย่างใด เขาเป็นคนมองโลกในแง่บวก สดใส ร่าเริง เป็นที่รักของทุกคน เรื่องเดียวที่เขาทิ้งข้อมูลให้ผมทราบ คือ เรื่องงานทางการเงินที่ได้รับมอบหมาย และในวันเกิดเหตุ ผู้อำนวยการโรงเรียนเรียกเข้าไปพบ ก่อนที่เขาจะหุนหันพลันแล่นออกมาจากโรงเรียน และหาวิธีทำร้ายตัวเองในภายหลัง โดยไม่ได้มีการเตรียมการไว้แต่อย่างใด

    ผมมีหลักฐานยืนยัน สามารถตรวจสอบได้ ผมขอเรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการศึกษาไทยออกมาตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว อย่านิ่งเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อย่าให้คนดี ๆ ต้องมาตายฟรี ๆ เพราะพวกบ้าอำนาจ ข่มขู่ บีบบังคับ ให้ข้าราชการชั้นผู้น้อยต้องทำตามในสิ่งที่ตนเองต้องการ
    ที่รักเธอสารวัตรต้น

    ล่าสุดเช้านี้ ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ในอำเภอสันกำแพง ซึ่งเป็นโรงเรียนของครูปอ เพื่อพูดคุยกับผู้อำนวยการโรงเรียนที่สารวัตรต้นกล่าวถึงในโพสต์

    ขณะที่ทาง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ได้เดินทางเข้าตรวจสอบเรื่องดังกล่าวตั้งแต่ช่วงเช้า หลังมีการแชร์ในโลกโซเชียลมีเดีย โดยผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์สัมภาษณ์ นายเทอดเกียรติ ยามโสภา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เชียงใหม่  ระบุว่า เช้านี้ตนเองพร้อมนิติกรได้เดินทางเข้ามาสอบข้อเท็จจริง และพูดคุยกับ ผู้อำนวยการโรงเรียน ที่ครูปอคนดังกล่าวทำงานอยู่ 

    ทางผู้อำนวยการโรงเรียน ชี้แจงว่า สาเหตุการตัดสินใจฆ่าตัวตายของครูสาว เชื่อว่าเกิดจากความเครียดจากการถูกตั้งคณะกรรมการสอบกรณีบกพร่องในการปฏิบัติงานด้านการเงิน ซึ่งมีหลักฐานและวงเงินความเสียหายมากกว่า 1 ล้านบาท

    ทั้งนี้ ทางโรงเรียนได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนมาแล้ว 2 ครั้ง และยังอยู่ระหว่างการสอบสวน ซึ่งอาจส่งผลให้ครูสาวเกิดความเครียดและตัดสินใจดังกล่าว

    ส่วนกรณีที่สามีของครูสาวซึ่งเป็นตำรวจโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย ทาง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) มองว่า อาจได้รับข้อมูลเพียงด้านเดียวและยังไม่ครบถ้วน อย่างไรก็ตาม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ยืนยัน จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เนื่องจากผู้เสียชีวิตไม่สามารถชี้แจงข้อเท็จจริงได้

    สำหรับกรณีการนำข้าวของเครื่องใช้ของครูสาวออกมาวางไว้หน้าโรงเรียน ทางโรงเรียนชี้แจงว่าเป็นไปตามคำขอของแฟนหนุ่ม เพื่อความสะดวกในการขนย้าย ไม่ได้เป็นการกดดันหรือไล่ออกแต่อย่างใด

    ทั้งนี้ ทาง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.)จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด หากผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร จะรายงานให้ต้นสังกัดทราบ และหากญาติหรือครอบครัวติดใจในประเด็นใด สามารถเข้าร่วมการสอบสวนกับทาง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.)ได้ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1/267535&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ptArbpUnhNjUdTEN_FZPl

  • ด่วน! สะเทือนวงการศึกษา สพฐ.ตั้งสอบข้อเท็จจริง ปมครูการเงินปลิดชีพ ย้ำให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย | เดลินิวส์

    ด่วน! สะเทือนวงการศึกษา สพฐ.ตั้งสอบข้อเท็จจริง ปมครูการเงินปลิดชีพ ย้ำให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 3 ก.พ. นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยถึงกรณีสามีโพสต์โซเชียลร้องขอความยุติธรรมที่ครูปอภรรยา ข้าราชการครูโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ จบชีวิตตัวเอง ยันไม่ได้ป่วยจิตเวช ในวันเกิดเหตุถูกผอ.โรงเรียน เรียกไปพบ บีบงานทางการเงินว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มอบหมายให้ นายตฤณ ก้านดอกไม้ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย พร้อมนิติกร และคณะทำงาน ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยทันที

    เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ในเบื้องต้นตนได้รายงานว่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ (สพม.เชียงใหม่) ต้นสังกัดของโรงเรียนดังกล่าว ได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงแล้ว โดยจะรวบรวมข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านครบถ้วน เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และให้คณะกรรมการฯรายงานมายัง สพฐ. โดยเร็ว เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

    “สพฐ. ขอแสดงความเสียใจแก่ครอบครัวของครูรายดังกล่าว และจะดำเนินการด้วยความยุติธรรมกับทุกฝ่ายอย่างโปร่งใสและรอบคอบ โดยจะไม่ปล่อยผ่านเรื่องดังกล่าวแน่นอน ทั้งนี้ สพฐ. มีความห่วงใยสวัสดิภาพของครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคน ที่ผ่านมาจึงได้พยายามลดภาระงานครูและสร้างขวัญกำลังใจแก่ครูในหลากหลายรูปแบบมาโดยตลอด หลังจากนี้เมื่อทราบผลการสืบสวนข้อเท็จจริงแล้ว จะดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเร่งด่วนต่อไป” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5562640/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1avGbe6PZVAwT9-Y5ipiJY

  • พรรคไทยก้าวใหม่ส่งแกนนำแยกดาวกระจายหาเสียงโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 2569

    พรรคไทยก้าวใหม่ส่งแกนนำแยกดาวกระจายหาเสียงโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 2569

    เลือกตั้ง 2569 ช่วงโค้งสุดท้าย พรรคไทยก้าวใหม่ นำโดย “ดร.เอ้ สุชัชวีร์-คุณหญิงกัลยา-ก้องเกียรติ” แยกดาวกระจายเดินสายหาเสียงปูพรมกรุงเทพฯ ชูนโยบายการศึกษา แก้น้ำท่วมซ้ำซาก

    เมื่อวันที่ 3 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งวันนี้ พรรคไทยก้าวใหม่หาเสียงเลือกตั้ง 2569 ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้ง สส. วันที่ 8 ก.พ.2569 อย่างเข้มข้น โดยตั้งแต่เมื่อเวลา 07.00 น. นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (ดร.เอ้) หัวหน้าพรรคฯ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายโชติพงศ์ สรรเสริญ ผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ เขต 6 หมายเลข 1 ลงพื้นที่หาเสียงตลาดห้วยขวางและตลาดดินแดงบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนและแฟนคลับเข้ามาทักทาย พูดคุยและขอถ่ายภาพร่วมกับ ดร.เอ้ อย่างเป็นกันเองตลอดเส้นทางการเดินหาเสียง โดยนายสุชัชวีร์ กล่าวภายหลังหาเสียงว่า ได้รับการตอบรับที่ดีมาก พ่อค้าแม่ค้าในตลาดจำได้และยังถามถึงโรงพยาบาลที่ช่วยตนสร้าง รวมถึงการแก้ปัญหาน้ำท่วมที่รอกันมาตลอด เพราะคนกรุงเทพฯ รู้ดีว่า จุดตายของกรุงเทพฯ คือ น้ำท่วมซ้ำซาก ซึ่งพรรคไทยก้าวใหม่ประกาศชัดว่า จะหยุดน้ำท่วมซ้ำซากให้ได้ ถ้าแก้ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้กรุงเทพฯ จะจมทะเลจึงเสนอสร้างแนวป้องกันน้ำทะเลหนุนที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา หยุดปัญหาน้ำท่วมแก้ครั้งเดียวจบ

    จากนั้น นายสุชัชวีร์ได้ลงพื้นที่หาเสียงบริเวณใกล้โรงเรียน ซึ่งมีผู้ปกครองแสดงความชื่นชอบและถามถึงนโยบายเพราะอยากให้ลูกได้เรียนภาษาอังกฤษ อยากให้เรียน AI, Coding และอยากให้ลูกได้เรียนฟรี เพราะวันนี้ เป็นภาระมาก เรียนไปเป็นหนี้สินไป ซึ่งนายสุชัชวีร์ ย้ำว่า ต้องไม่ใช่แบบนี้ พรรคไทยก้าวใหม่ยืนยันว่า การศึกษาต้องสร้างคน ไม่ใช่สร้างหนี้

    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การหาเสียงของไทยก้าวใหม่ในวันนี้ นอกจากการลงพื้นที่ของนายสุชัชวีร์แล้ว แกนนำของพรรคฯ ยังดาวกระจายหาเสียงในพื้นที่ต่างๆ เพื่อแนะนำตัวและนำเสนอนโยบาย โดยคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช แคนดิเดตนายกฯ และประธานพรรคฯ ลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ เขต 18 และผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ เขต 20 ลงพื้นที่หาเสียงในเขตหนองจอก ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมสะท้อนว่า อยากให้พรรคไทยก้าวใหม่แก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก หวั่นน้ำจะท่วมกรุงเทพฯ พร้อมชอบนโยบายด้านการศึกษาและเชื่อมั่นว่า จะแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากได้จริง

    อีกด้านหนึ่ง นายก้องเกียรติ กรสูต เลขาธิการพรรคไทยก้าวใหม่และทีมงานได้ลงพื้นที่หาเสียงเขตพระนคร ดุสิต ป้อมปราบฯ สัมพันธวงศ์และบางรัก ขณะที่ นายกิติ วงษ์กุหลาบ รองหัวหน้าพรรคฯ ลงพื้นที่เขตธนบุรี คลองสาน บางและปะกอก นายวราวิช กำภู ณ อยุธยา รองหัวหน้าพรรคฯ ลงพื้นที่เขตคลองสามวา นายจักรพันธ์ พรนิมิตร ลงพื้นที่ เขตบางกอกน้อย โดยทั้งหมดได้พูดคุยแลกเปลี่ยน รับฟังปัญหา สอบถามปัญหาและความต้องการด้านเศรษฐกิจจากประชาชน รวมถึงแนะนำนโยบายของพรรคฯ และหมายเลข 49 ด้วย

    ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ต่อมา นายสุชัชวีร์ ให้สัมภาษณ์ถึงคำถามช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงมีความคาดหวังในเรื่องจำนวน สส. อย่างไรบ้างว่า มีคาดหวัง เพราะทำการเมืองแบบมืออาชีพที่อยากจะแก้ปัญหาและไม่เติมความขัดแย้งในการเมืองภายในประเทศ วันนี้ ประเทศไทยวิกฤติทุกด้าน อยากถามทุกท่านหากท่านเป็นนายกฯ จะเริ่มจากตรงไหนก่อน เชื่อว่า ต้องเริ่มจากการศึกษาและการสร้างคน เพราะเป็นจุดจะชี้อนาคตของประเทศไทย ถ้าการศึกษายังแข่งขันไม่ได้อย่าหวังว่า จะแก้ปัญหาความยากจนได้ อย่าหวังจะมีเศรษฐกิจใหม่ เพราะหัวใจสำคัญของการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.2569 คือ เรื่องการศึกษา ขอให้วางรากฐานของประเทศไทยใหม่

    นายสุชัชวีร์กล่าวถึงกรณีปัญหาสถานการณ์ชายแดนว่า ปัญหาเรื่องความมั่นคงเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ พรรคไทยก้าวใหม่มีจุดยืนชัดเจนสนับสนุนกองทัพ สนับสนุนทหารให้มีความได้เปรียบ โดยเฉพาะในเรื่องเทคโนโลยี วันนี้ใครได้เปรียบเรื่องเทคโนโลยี คือ ผู้ชนะ ส่วนเรื่องการแก้ปัญหาชายแดนนั้น การทูตเป็นสิ่งสำคัญ ต้องชี้ให้นานาประเทศเห็นว่า เราไม่ได้แค่รักษาอธิปไตยเท่านั้น แต่กำลังจัดการสแกมเมอร์ของกัมพูชา เพราะฉะนั้น กำลังช่วยโลกอยู่ สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ วันนี้ ประชาชนที่ต้องอพยพนับ 100,000 ครอบครัว ตามแนวตะเข็บชายแดนมีความลำบาก หมอ ครู พยาบาล อาสาสมัครต้องได้รับการชดเชย ไม่เช่นนั้น จะสู้ไม่ไหวและลูกๆ ที่อยู่ในศูนย์อพยพต้องได้เรียนหนังสือ

    เมื่อถามว่า วันที่ 1 ก.พ.2569 มีการเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตและพบปัญหาหลายจุด ตรงนี้ มีความกังวล หรือ อยากให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แก้ปัญหาอย่างไร นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า พบปัญหาเยอะมากและอย่างที่ทราบข่าวกัน จึงอยากให้วันที่ 8 ก.พ.นี้ ทุกอย่างต้องพร้อม ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหากันตามมามาก จึงอยากฝากถึง กกต. เพราะเชื่อว่า ทำงานเต็มที่ แต่ได้เรียนรู้วันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา ว่ามีปัญหาไม่น้อย จึงขอเป็นกำลังใจให้จัดการเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่มีปัญหาทางเทคนิคใดๆ ทั้งสิ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2911834&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KeaZ-uy3yqpLUhuEGUeWN

  • ศธ.ไฟเขียวรับรอง 32 หลักสูตรครู เพิ่มมาตรฐานวิชาชีพ เดินหน้าคุณภาพการศึกษาไทย

    ศธ.ไฟเขียวรับรอง 32 หลักสูตรครู เพิ่มมาตรฐานวิชาชีพ เดินหน้าคุณภาพการศึกษาไทย

    วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 1/2569 โดยมีคณะกรรมการ และผู้ช่วยศาสตราจารย์อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เป็นกรรมการและเลขานุการ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

    ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศธ. กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุมได้เห็นชอบการรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษาตามมาตรฐานวิชาชีพ ประกอบด้วย ให้การรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา จำนวน 16 แห่ง รวมจำนวน 32 หลักสูตร และให้เปลี่ยนแปลงรายละเอียดปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา ที่คุรุสภาให้การรับรองแล้ว จำนวน 2 แห่ง รวมจำนวน 7 หลักสูตร

    นอกจากนี้ ยังได้เห็นชอบการรับรองผลการประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านการปฏิบัติงานและการปฏิบัติตน ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ของผู้ผ่านเกณฑ์การประเมินฯ ครั้งที่ 1/2569 จำนวน 4,100 คน โดยเป็นผู้ที่อยู่ระหว่างศึกษาในหลักสูตรปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา จำนวน 4,077 คน ประกอบด้วย 1.หลักสูตรปริญญาตรีทางการศึกษา จำนวน 2,630 คน 2.หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู จำนวน 1,337 คน และ 3.หลักสูตรปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพครู) จำนวน 110 คน ผู้ที่สำเร็จการศึกษาหลักสูตรปริญญาอื่นที่ผ่านการรับรองความรู้ จำนวน 23 คน และมอบสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

    รมว.ศธ. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้รับทราบการดำเนินงานในหลายประเด็นได้แก่รายงานผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการรับรองความรู้และประสบการณ์ทางวิชาชีพ ครั้งที่ 9/2568 การอนุมัติหลักการให้ออกหนังสืออนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมเป็นการชั่วคราว (ประเภทครู) ให้ผู้สอบแข่งขันได้ ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2568 การติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะในรายงานผลการตรวจสอบการบริหารงานการเงิน บัญชี และการพัสดุ ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/944562&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OXRqGWsXzqSAuSD5bq56Y

  • เสนอปฏิรูป ประกันสังคม ชี้กติกาเลือกบอร์ดใหม่ สิทธิผู้ประกันตนหาย 80% – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เสนอปฏิรูป ประกันสังคม ชี้กติกาเลือกบอร์ดใหม่ สิทธิผู้ประกันตนหาย 80% – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เสนอปฏิรูปประกันสังคม ชี้กติกาเลือกบอร์ดใหม่ สิทธิผู้ประกันตนหาย 80%

    ประกันสังคม ก้าวหน้า ชี้เปลี่ยนกติกาเลือกตั้งบอร์ดใหม่ ลดตัวแทนผู้ประกันตนจาก “7 เหลือ 1” ลดสิทธิกว่า 80% ชง 3 ข้อเสนอปฏิรูปประกันสังคม แยกจากระบบราชการ

    การปรับเปลี่ยนกฎระเบียบการเลือกตั้งคณะกรรมการ ประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) โดยเฉพาะประเด็นการเปลี่ยนแปลงสิทธิของผู้ประกันตน จากเดิมที่ผู้ประกันตน 1 คนสามารถลงคะแนนเลือกผู้แทนได้สูงสุด 7 คน ตามสัดส่วนบอร์ดฝ่ายผู้ประกันตน มาเป็นการเลือกได้เพียง 1 คน ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่ออำนาจและสิทธิของผู้ประกันตนโดยตรง กลุ่มประกันสังคมก้าวหน้าเตรียมเสนอ 3 แนวทางปฏิรูปประกันสังคม พร้อมแยกออกจากระบบราชการ

    รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนในคณะกรรมการประกันสังคม ระบุว่า ในการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมปี 2566 รูปแบบการเลือกผู้แทนได้หลายคนเปิดโอกาสให้ผู้สมัครที่มีจุดยืนและแนวทางการทำงานร่วมกันสามารถเข้ามาทำงานเป็นทีม มีเอกภาพในการขับเคลื่อนนโยบายและการปฏิรูปประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสิทธิประโยชน์ การตรวจสอบการใช้งบประมาณ หรือการบริหารการลงทุนของกองทุนประกันสังคม

    หากเปลี่ยนมาเป็นระบบเลือกผู้แทนได้เพียงคนเดียว จะทำให้ผู้แทนที่ได้รับเลือกกระจัดกระจาย ขาดการทำงานเป็นทีม และอาจทำให้การผลักดันนโยบายที่มีความก้าวหน้าเป็นไปได้ยากขึ้น โดยมีความเสี่ยงที่จะย้อนกลับไปสู่รูปแบบเดิมที่ผู้แทนทำหน้าที่อย่างโดดเดี่ยว และไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้

    สิทธิผู้ประกันตนหายไปกว่า 80%

    นอกจากนี้ รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ยังตั้งข้อสังเกตต่อร่างกฎกระทรวงว่าด้วยระเบียบการเลือกตั้ง ซึ่งสำนักงานประกันสังคมเป็นผู้เสนอ ว่ามีประเด็นที่น่ากังวล 2 ประการ ประเด็นแรก คือ การจำกัดสิทธิของผู้ประกันตนจากการเลือกผู้แทนได้ 7 คน เหลือเพียง 1 คน ซึ่งเท่ากับลดอำนาจการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตนลงอย่างมาก โดยหากคำนวณในเชิงสัดส่วน สิทธิที่เคยมีอยู่ 100% จะลดลงเหลือประมาณ 16% หรือหายไปมากกว่า 80%

    ประเด็นที่สอง คือ การให้อำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้งของประกันสังคมในการกำหนดเงื่อนไขและวินิจฉัยคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง เช่น เรื่องจริยธรรม ความสามารถที่ประจักษ์ หรือความเป็นกลางทางการเมือง ซึ่งเห็นว่าเป็นการพิจารณาคุณสมบัติที่อาจเกินขอบเขตของพระราชบัญญัติ และอาจกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากการมีจุดยืนหรือความคิดเห็นทางการเมืองถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

    รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้สำนักงานประกันสังคมจะอธิบายแนวคิดดังกล่าวว่าเป็น “ประชาธิปไตยแบบมีแต้มต่อ” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สมัครที่ไม่มีทีมหรือไม่ได้รับความนิยมสูงมีโอกาสเข้าสู่บอร์ดได้ แต่ในทางปฏิบัติอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่ผู้แทนซึ่งได้รับคะแนนเสียงแตกต่างกันอย่างมาก เช่น หลักแสนเสียงกับเพียงไม่กี่พันเสียง กลับมีจำนวนที่นั่งเท่ากัน สะท้อนถึงกระบวนการลดทอนอำนาจทางประชาธิปไตยของผู้ประกันตนและประชาชนโดยรวม

    ทั้งนี้ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทีมประกันสังคมก้าวหน้าเข้ามาทำงานในบอร์ด ถือเป็นผลลัพธ์สำคัญของระบบการเลือกตั้งที่ยึดโยงกับผู้ประกันตนและประชาชนทั่วไปอย่างแท้จริง โดยเห็นได้จากการเปลี่ยนแปลงเชิงรูปธรรมหลายประเด็น ซึ่งล้วนเป็นเรื่องใกล้ตัวของผู้ประกันตน ไม่ว่าจะเป็นการปรับเพิ่มเงินทดแทนกรณีว่างงาน การเพิ่มค่าเดินทางไปพบแพทย์ของผู้ประกันตนตามมาตรา 40 รวมถึงความพยายามในการผลักดันการปรับเปลี่ยนสูตรการคำนวณบำนาญชราภาพ

    “ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนคนธรรมดาสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางและยกระดับสิทธิประโยชน์ของระบบประกันสังคมได้จริง” รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าว

    ปัญหาไม่ใช่ ประกันสังคม แต่คือระบบราชการ

    รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ได้นำเสนอแนวทางการปฏิรูปประกันสังคมในประเด็นสำคัญ 3 ด้าน เพื่อปรับโครงสร้างให้สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย โปร่งใส และยึดโยงกับผู้ประกันตนมากขึ้น

    ประเด็นแรก คือ การนำประกันสังคมออกจากระบบราชการ และปรับสถานะให้เป็นองค์กรอิสระ โดยเสนอให้ใช้รูปแบบการบริหารที่คล้ายกับธนาคารแห่งประเทศไทย หรือองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS) เขามองว่า ความเสื่อมศรัทธาที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากตัวระบบประกันสังคมเอง แต่เกิดจากระบบราชการที่เข้ามาบริหาร การปรับโครงสร้างดังกล่าวไม่ใช่การแปรรูปเป็นเอกชน หากแต่เป็นการดึงอำนาจการบริหารออกจากระบบราชการ และคืนอำนาจให้กับผู้ประกันตน เพื่อให้สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยมากขึ้น

    ประเด็นที่สอง คือ การปฏิรูปโครงสร้างการบริหารและเพิ่มความโปร่งใส โดยเสนอให้คณะกรรมการประกันสังคมที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้มีอำนาจคัดเลือกเลขาธิการ หรือผู้บริหารสูงสุดของสำนักงาน รวมถึงมีอำนาจในการอนุมัติตำแหน่งสำคัญ เช่น คณะกรรมการบริหารการลงทุน และผู้บริหารด้านสิทธิประโยชน์ เพื่อให้เกิดกลไกการตรวจสอบ

    ประเด็นที่สาม คือ การปฏิรูปสิทธิประโยชน์ โดยเฉพาะด้านการรักษาพยาบาล ผ่านการบูรณาการร่วมกับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง โดยให้ผู้ประกันตนมีสิทธิบัตรทองเป็นสิทธิพื้นฐาน และให้ประกันสังคมทำหน้าที่เป็นระบบเสริม ในส่วนที่บัตรทองไม่ครอบคลุม

    “เราไม่ได้เสื่อมศรัทธากับประกันสังคม แต่เราเสื่อมศรัทธากับระบบราชการที่ครอบประกันสังคมอยู่ เพราะฉะนั้น นี่สิ่งที่เราต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ได้ เพื่อให้องค์กรสวัสดิการที่ใหญ่ที่สุดในประเทศนี้ สามารถเป็นหลังพิงให้ประชาชนได้” รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ให้ความเห็น

    รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ระบุว่า ช่วงเวลานี้ถือเป็นจังหวะสำคัญที่สุดที่ผู้ประกันตนจะสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของระบบประกันสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม หลังจากที่ผ่านมา บทบาทของผู้ประกันตนส่วนใหญ่มักจำกัดอยู่เพียงการเข้าร่วมประชาพิจารณ์ ซึ่งเป็นเพียงการเสนอความเห็น และไม่ได้มีผลผูกพันต่อการตัดสินใจ เนื่องจากรัฐมนตรีสามารถยืนยันหรือไม่รับข้อเสนอได้

    อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นนี้ ผู้ประกันตนยังสามารถแสดงจุดยืนผ่านการเข้าร่วมประชาพิจารณ์เกี่ยวกับร่างระเบียบการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม โดยสามารถให้ความเห็นผ่านช่องทางออนไลน์ ได้ที่ https://law.go.th/ ตั้งแต่วันนี้ – 14 กุมภาพันธ์ 2569 หากไม่เห็นด้วยกับร่างระเบียบใหม่ สามารถระบุความไม่เห็นด้วยในทุกประเด็น พร้อมให้เหตุผลและเสนอให้กลับไปใช้ระเบียบการเลือกตั้งตามรูปแบบปี 2566

    ขณะเดียวกัน รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ย้ำว่า สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการประชาพิจารณ์ คือ การใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ มีความหมายอย่างมากต่ออนาคตของการปฏิรูปประกันสังคม เนื่องจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและทิศทางนโยบายของระบบประกันสังคมขึ้นอยู่กับฝ่ายบริหาร ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและนายกรัฐมนตรี

    “ประเด็นประกันสังคมไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องของความขัดแย้งทางการเมืองหรือมีเฉดสี แต่เป็นเรื่องของสิทธิและสวัสดิการขั้นพื้นฐานของผู้ประกันตนทุกคน ไม่ว่าประชาชนจะมีจุดยืนทางการเมืองอย่างไร ทุกคนควรได้รับสวัสดิการที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม” รศ.ดร.ษัษฐรัมย์กล่าวทิ้งท้าย

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/030269-social-security/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3z5mNKIDxeW2-aFJy12587