Category: วัฒนธรรม

  • ข่าวดี ! กรมการจัดหางาน เปิดรับสมัครสาวไทยทำงานในกาตาร์ ตำแหน่ง “พนักงานเสิร์ฟ” เงินเดือน 4 หมื่น+ สวัสดิการดี

    ข่าวดี ! กรมการจัดหางาน เปิดรับสมัครสาวไทยทำงานในกาตาร์ ตำแหน่ง “พนักงานเสิร์ฟ” เงินเดือน 4 หมื่น+ สวัสดิการดี

    นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางาน เปิดรับสมัครคนหางานเพื่อไปทำงานในรัฐกาตาร์กับสโมสร Doha Diplomatic Club ภายใต้การดูแลของกระทรวงการต่างประเทศ รัฐกาตาร์ ครั้งที่ 2 ตำแหน่งพนักงานเสิร์ฟหญิง จำนวน 13 อัตรา เงินเดือน 4,745 ริยัลกาตาร์ หรือประมาณ 40,665 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน) ระยะเวลาจ้างงาน 2 ปี สำหรับสวัสดิการ นายจ้างจะจ่ายค่าบัตรโดยสารเครื่องบินไป – กลับ และบัตรโดยสารเครื่องบินประจำปี ค่าใบอนุญาตพำนัก อาหารฟรี พร้อมบริการรถรับ – ส่งระหว่างที่พักและที่ทำงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 6 วัน มีค่าล่วงเวลา และเมื่อทำงานครบ 1 ปี จะได้รับวันหยุดประจำปี 21 วัน รวมทั้งมีประกันสุขภาพให้ ผู้สนใจสามารถยื่นใบสมัครได้ที่เว็บไซต์ toea.doe.go.th ได้ตั้งแต่บัดนี้ถึง 14 กุมภาพันธ์ 2569 ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ

    “กรมการจัดหางาน มุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงแรงงานในการส่งเสริมให้คนไทยมีงานทำ ควบคู่กับการขยายโอกาสการจ้างงานในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานไทยและครอบครัว โดยเร่งรัดส่งแรงงานไทยและขยายตลาดแรงงานต่างประเทศเชิงรุก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายมากกว่า 50,000 อัตรา ภายใน 4 เดือน ซึ่งสิ้นสุดเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นี้” อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าว

    นายสมชาย กล่าวต่อไปว่า สำหรับคุณสมบัติเบื้องต้น รับหญิงไทยส่วนสูง 165 เซนติเมตรขึ้นไป อายุระหว่าง 25-35 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญา หรืออนุปริญญา จากวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยด้านการโรงแรมที่ได้รับการรับรอง หรือมีวุฒิการศึกษาเทียบเท่า สามารถเข้าใจและสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี มีประสบการณ์ทำงานในอุตสาหกรรมการบริการและโรงแรมอย่างน้อย 5 ปี รวมถึงมีบุคลิกภาพและทัศนคติที่เหมาะสมกับตำแหน่ง ซึ่งการรับสมัครในครั้งนี้เป็นการดำเนินการเพื่อจัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศโดยวิธีรัฐจัดส่ง ไม่ต้องเสียค่าสมัครหรือค่าบริการใดๆ โดยจะมีเพียงค่าใช้จ่ายสำหรับการเตรียมตัวเดินทางไปทำงาน ได้แก่ ค่าถ่ายรูป ค่าทำหนังสือเดินทาง (กรณียังไม่มี) ค่าตรวจสุขภาพ ค่าตรวจสอบประวัติอาชญากรรม ค่าสมัครสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ รวมค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นประมาณ 4,200 บาท

    ทั้งนี้ ผู้ที่มีความสนใจสามารถศึกษารายละเอียดการรับสมัครได้ที่เว็บไซต์ doe.go.th/overseas หรือ เพจเฟซบุ๊ก : แรงงานไทยไปต่างประเทศโดยรัฐจัดส่ง และสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ หมายเลขโทรศัพท์ 02 245 1034 หรือ สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/993926&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kIp5zdhrfLsk0rQTpXnD_

  • โซเชียลแห่แชร์! “น้องต่าย” ลูกยางสาวดาวรุ่งแห่ง “นครปฐม เอสเอสอาร์ยู” ศึกไทยลีก

    โซเชียลแห่แชร์! “น้องต่าย” ลูกยางสาวดาวรุ่งแห่ง “นครปฐม เอสเอสอาร์ยู” ศึกไทยลีก

    กลายเป็นกระแสในโลกออนไลน์กับความน่ารักของ “น้องต่าย” อรทัย อินทรศรี นักวอลเลย์บอลสาวแห่ง นครปฐม เอสเอสอาร์ยู สโมสรในศึกลูกยางหญิงไทยแลนด์ลีก 2026

    โดย นักตบลูกยางสาววัย 22 ปี ลงเล่นในตำแหน่งบอลเร็ว ถือเป็นลูกศิษย์รุ่นสุดท้ายของ อาจารย์บรรจง สมบัติ ผู้ปั้นนักตบชื่อดังระดับประเทศมากมายจากโรงเรียนหนองเรือวิทยา จังหวัดขอนแก่น

    taioiea2

    หลังจบการศึกษาในระดับมัธยม ก็เดินทางเข้ามาศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา รวมทั้งได้มีโอกาสลงเล่นให้กับ นครปฐม เอสเอสอาร์ยู เมื่อฤดูกาลก่อน

    ส่วนใครที่อยากให้กำลังใจ และติดตามน้องแบบติดขอบสนามก็สามารถไปเชียร์กันได้ในศึกวอลเลย์บอลหญิง ไทยแลนด์ลีก 2026 หรือไปติดตามกันได้ที่ IG : orathai.0z

    taioiea4

    ข้อมูลส่วนตัว

    ชื่อ : อรทัย อินทรศรี
    ชื่อเล่น : ต่าย
    วันเกิด : 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2546
    เป็นคนจังหวัด : หนองคาย
    ตำแหน่ง : บอลเร็ว
    ส่วนสูง : 180 ซ.ม.
    การศึกษา : โรงเรียนหนองเรือวิทยา, ปัจจุบันกำลังศึกษาที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/sport/1631490/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AW0NSXvDxv_v17z-aK2Nn

  • สมาคมส่งเสริมการศึกษาในถิ่นกันดาร ในอุปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบราชชนนี (สศก.) ประชุมสามัญประจำปี 2568

    สมาคมส่งเสริมการศึกษาในถิ่นกันดาร ในอุปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบราชชนนี (สศก.) ประชุมสามัญประจำปี 2568

    วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.32 น.

    ดร.มนวิภา ประชัญคดี นายกสมาคมส่งเสริมการศึกษาในถิ่นกันดาร ในอุปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบราชชนนี (สศก.) เป็นประธานจัดการประชุมสามัญประจำปี พ.ศ. 2568 ณ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.) กรุงเทพมหานคร โดยที่ประชุมรับทราบวาระสำคัญด้านข้อบังคับสมาคม ระบบ e-Donation และสรุปผลการดำเนินงานประจำปี ทั้งนี้ มี พล.อ.สมโภชน์ นนท์ชัย, รศ.นพ.ปกิตติ ทยานิธิ, ดร.เกล้าสรวง สุพงศ์ธร, ทันตแพทย์ประสาธน์ชัย – ทันตแพทย์หญิงปิยะรัตน์ โพธิปฐม, พนิดา ปทุมารักษ์ และชุติพนธ์ นิยมิศร พร้อมด้วยคณะกรรมการ เข้าร่วมประชุมด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/944543&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14TRBNUaeYKjeXmM8tGQg0

  • ธิติวัฐ เปิดนโนบาย ‘เพื่อไทย’ กางแผนดูแลคนพิการทั้งระบบ 2.2 ล้านคน

    ธิติวัฐ เปิดนโนบาย ‘เพื่อไทย’ กางแผนดูแลคนพิการทั้งระบบ 2.2 ล้านคน

    วันนี้ (2 กุมภาพันธ์) ธิติวัฐ อดิศรพันธ์กุล อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่าในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น พรรคเพื่อไทยได้นำเสนอนโยบายหลักในการยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้กับคนพิการ 3 ประการ ประกอบด้วย

    ประการแรก คือการยกระดับการเข้าถึงข้อมูลและการให้บริการภาครัฐ เพื่อให้คนพิการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ได้โดยไม่เกิดอุปสรรคในการใช้ชีวิต ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ หรืออารยสถาปัตย์ โดยพรรคเพื่อไทยได้จัดทำ พ.ร.บ.Universal Design เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานในด้านกฏหมายเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านให้เกิดขึ้นได้จริง ในส่วนของการเข้าถึงข้อมูลของภาครัฐ ในรูปแบบต่างๆ จะต้องมีระบบเพื่อรองรับสำหรับคนพิการ เช่น ภาษามือหรือภาษาเสียงบนทุกแพลตฟอร์มของภาครัฐ

    ประการที่สอง คือการยกระดับโอกาสการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพให้กับคนพิการทุกประเภท ลดปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาหลังประถมศึกษา โดยยกระดับศูนย์การศึกษาพิเศษทั่วประเทศ ทั้งในมิติด้านกายภาพ หลักสูตร และการเพิ่มอัตราครูพิเศษ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาให้กับคนพิการ

    ประการที่สาม คือนโยบายส่งเสริมการเข้าถึงการจ้างงาน ผ่าน Job-Matching Platform ที่ใช้งานง่าย เพื่อให้ผู้พิการสามารถเข้าถึงตำแหน่งงานที่มีคุณภาพ และเหมาะสมกับความรู้ความสามารถ ความสนใจ รวมถึงส่งเสริมให้มี Job coach สำหรับผู้พิการมากขึ้น เพื่อทำหน้าที่พัฒนาทักษะฝีมือแรงงานและเตรียมความพร้อมก่อนการเข้าทำงาน

    ธิติวัฐ กล่าวทิ้งท้ายว่า พรรคเพื่อไทย ตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน จนมาถึงพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน ได้เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตของผู้พิการและกลุ่มเปราะบางในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการวางรากฐานในการดูแลผู้พิการและกลุ่มเปราะบางทั้งระบบ ผ่านการจัดตั้งกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อให้มีกลไกภาครัฐในการดูแลสิทธิของกลุ่มเปราะบางและให้บริการอย่างครอบคลุมในทุกมิติ นอกจากนี้พรรคเพื่อไทยยังเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันการแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงการประกอบอาชีพของผู้คนพิการ ผ่านกลไกสภาและผ่านการตรากฎหมายเพื่ออํานวยความสะดวกให้กับผู้พิการและกลุ่มเปราะบางให้เข้าถึงบริการของรัฐมากยิ่งขึ้น เช่น พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ฉบับแก้ไข และ พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thitiwat-pheu-thai-disabled-policy/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Gemu3Tr26yozrx1beDhKu

  • การศึกษาไทยต้อง “เรียนจบมีงานทำ” นโยบายที่ผู้บริโภคต้องการมากที่สุด – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    การศึกษาไทยต้อง “เรียนจบมีงานทำ” นโยบายที่ผู้บริโภคต้องการมากที่สุด – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    การศึกษาไทยต้อง “เรียนจบมีงานทำ” นโยบายที่ผู้บริโภคต้องการมากที่สุด

    การศึกษาไทยควรพาผู้เรียนไปถึงจุดไหน แค่จบการศึกษา หรือจบแล้วต้องมีอนาคตรองรับ คำตอบนี้สะท้อนชัดจากผลสำรวจความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมเวที “ป้ายยา การศึกษาไทย: นโยบายที่ชอบ กฎหมายที่ใช่”  จัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569

    จากผู้เข้าร่วมโหวตทั้งหมด 119 คน ในประเด็น นโยบายด้านการศึกษาที่อยากให้พรรคการเมืองผลักดันเป็นอันดับแรก พบว่า เสียงส่วนใหญ่เลือกนโยบาย เรียนจบมีงานทำ ด้วยคะแนนสูงสุดถึง 48 เสียง สะท้อนความคาดหวังของผู้บริโภคว่าการศึกษาไม่ควรจบลงแค่ในห้องเรียน แต่ต้องเชื่อมโยงกับตลาดแรงงานและโอกาสในการประกอบอาชีพอย่างแท้จริง

    รองลงมา คือข้อเรียกร้องให้มี พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ที่ใช่และตอบโจทย์ จำนวน 25 เสียง ชี้ให้เห็นว่าปัญหาการศึกษาไทยไม่ได้อยู่แค่ระดับนโยบายรายเรื่อง แต่ผูกโยงกับโครงสร้างกฎหมายที่ต้องได้รับการปรับปรุงให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคม และตอบโจทย์ผู้เรียน

    ขณะเดียวกัน นโยบายเรียนฟรีต้องฟรีจริง ไม่ทิ้งภาระให้ผู้ปกครอง จำนวน 20 เสียง สะท้อนความกังวลต่อค่าใช้จ่ายแฝงทางการศึกษา ที่ยังคงเป็นอุปสรรคต่อโอกาสของเด็กและครอบครัวจำนวนมาก

    ด้านความปลอดภัยในสถานศึกษาโรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยของผู้เรียนทั้งกายและใจ จำนวน 17 เสียง แสดงให้เห็นว่าคุณภาพการเรียนรู้ไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากผู้เรียนยังเผชิญความรุนแรง การคุกคาม หรือสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการเติบโต

    ท้ายสุดคือเรียนอย่างเสมอภาค ทุกโรงเรียนคุณภาพเท่ากัน จำนวน 9 เสียง แม้จะเป็นคะแนนน้อยที่สุด แต่สะท้อนโจทย์ใหญ่ของระบบการศึกษาไทยที่ยังคงมีความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่และคุณภาพอย่างชัดเจน

    ผลโหวตจากเวทีครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่คือ เสียงสะท้อนความคาดหวังของผู้บริโภคต่อพรรคการเมือง ว่าการปฏิรูปการศึกษาในอนาคต ต้องไม่หยุดอยู่ที่คำสัญญา หากแต่ต้องเป็นนโยบายที่ทำได้จริง และเปลี่ยนชีวิตผู้เรียนได้จริงในระยะยาว

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/tcc_media/300169-vote-education/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vkAXDX1CTCMj1huijn285

  • ‘นฤมล’ ย้ำศธ.ยุคใหม่ต้องบูรณาการทั้งระบบ ชูครูหัวใจการผลิตเด็ก ตัดวงจรงานสั่งบนหอคอย | เดลินิวส์

    ‘นฤมล’ ย้ำศธ.ยุคใหม่ต้องบูรณาการทั้งระบบ ชูครูหัวใจการผลิตเด็ก ตัดวงจรงานสั่งบนหอคอย | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 2 ก.พ.ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมขับเคลื่อนการบริหารจัดการศึกษาในภูมิภาค ว่า ตลอด 7 เดือนที่ผ่านมาว่า หัวใจสำคัญของการทำงานในยุคนี้คือ “การบูรณาการ” ไม่แยกส่วน โดยเปรียบเปรยหน่วยงานหลักทั้ง 4 สำนักงานปลัดกระทรวง, สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นเสมือน “4 องค์ชาย” ที่ต้องหันหน้าคุยกันและทำงานเป็นเนื้อเดียวกัน เพื่อลดช่องว่างระหว่างนโยบายส่วนกลางกับการปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยการลงพื้นที่ตรวจราชการที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การที่ผู้บริหารระดับสูง ลงไปรับฟังปัญหาหน้างานพร้อมกัน ทำให้เห็นข้อเท็จจริงที่ชัดเจนกว่าการนั่งฟังรายงานอยู่บนหอคอย ซึ่งนำไปสู่การแก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ ให้ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับบริบทจริงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

    “ขอเน้นย้ำว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายกระทรวงฯ ตามแนวทางของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ว่า ที่ผ่านมาการศึกษาไทยมักมุ่งเป้าไปที่ ‘ตัวเด็ก’ ซึ่งเปรียบเสมือนผลผลิตที่มีค่า แต่เรามักละเลย ‘โรงงานและคนทำงาน’ นั่นคือ ครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่เป็นกลไกสำคัญที่สุดในการผลิต ถึงเวลาแล้วที่เราต้องหันกลับมาดูแลคนทำงานอย่างจริงจัง จึงขอฝากให้ศึกษาธิการจังหวัดและผู้บริหารทุกระดับ ช่วยกันดูแลสวัสดิการและความเป็นอยู่ของผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อให้พวกเขามีขวัญกำลังใจในการสร้างคุณภาพการศึกษาที่ดีต่อไป รวมทั้งนโยบาย “การจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์กลาง” เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินครู และโครงการ “บ้านพักครูสวัสดิการ” นั้น ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำรายละเอียดเสร็จสมบูรณ์และส่งเรื่องไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เรียบร้อยแล้ว เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตให้กับครูทั่วประเทศ”

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า บทบาทของศึกษาธิการจังหวัดและศึกษาธิการภาคยุคใหม่ ต้องไม่ใช่เพียงผู้ส่งสาร แต่ต้องเป็นโซ่ข้อกลางที่ประสานรอยต่อระหว่างหน่วยงานทุกสังกัดในพื้นที่ให้ทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ หากมีปัญหาติดขัดในระดับนโยบาย ขอให้แจ้งตรงมาที่ส่วนกลาง เพื่อที่เราจะได้ร่วมกันปรับปรุงและขับเคลื่อนการศึกษาไทยให้ตอบโจทย์พื้นที่อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5559383/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35wTpDaMxEkci4jBehlQ_K

  • สถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 4  จัดประชุมพัฒนาการประเมินมาตรฐานวิชาชีพ ระดับหลักสูตรปริญญาตรี | เดลินิวส์

    สถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 4  จัดประชุมพัฒนาการประเมินมาตรฐานวิชาชีพ ระดับหลักสูตรปริญญาตรี | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.วีระ ทองประสิทธิ์ ผู้อำนวยการ สถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 4 ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย นายนพดล สุวรรณสุนทร รองผู้อำนวยการฯ ดร.ณรงค์ชัย สุขสวคนธ์ รองผู้อำนวยการฯ ผศ.ดร.ฤกษ์ชัย ศรีสมบัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฯ จัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการ การพัฒนา  และปรับปรุงเครื่องมือประเมินฐานวิชาชีพ ระดับปริญญาตรี ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพของสาขาวิชา รวมถึงมาตรฐานอื่นที่สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพขององค์กรรับรองในประเทศ หรือสากล โดยผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยคณะอาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 40 คน จากสถานศึกษาในสังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 4 ทั้ง 9 แห่ง ซึ่งครอบคลุม 4 จังหวัด คือ จังหวัดสุพรรณบุรี นครปฐม ราชบุรี และกาญจนบุรี ณ ห้องประชุมชมพูพันธุ์ทิพย์ ชั้น 5 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพ สถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 4

    สถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 4 ซึ่งจัดการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรีให้มีความเป็นเลิศทางด้านวิชาการ และยังมุ่งเน้นให้นักศึกษามีคุณธรรม จริยธรรม ควบคู่กับการศึกษา และทางด้านวิชาการ และให้ความสำคัญของการพัฒนา และปรับปรุงเครื่องมือประเมินมาตรฐานวิชาชีพ ระดับปริญญาตรี หลักสูตรระดับปริญญาตรี สายเทคโนโลยี หรือสายปฏิบัติการที่ได้มีการพัฒนา และปรับปรุงหลักสูตรในปี พ.ศ.2567 จำนวน 12 หลักสูตร

    ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคสุพรรณบุรีจำนวน 1 หลักสูตร คือหลักสูตรเทคโนโลยีเครื่องกล(ต่อเนื่อง) วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุพรรณบุรีจำนวน 1 หลักสูตร คือหลักสูตรการบัญชี(ต่อเนื่อง) วิทยาลัยเทคนิคนครปฐม จำนวน 2 หลักสูตร คือหลักสูตรเทคโนโลยีไฟฟ้า(ต่อเนื่อง) และหลักสูตรเทคโนโลยีเครื่องกล(ต่อเนื่อง) วิทยาลัยอาชีวศึกษานครปฐม จำนวน 6 หลักสูตร คือหลักสูตรการบัญชี(ต่อเนื่อง) หลักสูตรการจัดการโลจิสติกส์ และซัพพลายเชน(ต่อเนื่อง) หลักสูตรการโรงแรม(ต่อเนื่อง) หลักสูตรเทคโนโลยีอาหาร และโภชนาการ(ต่อเนื่อง) หลักสูตรดิจิทัลกราฟฟิก(ต่อเนื่อง) และหลักสูตรการจัดการธุรกิจค้าปลีก(ต่อเนื่อง) วิทยาลัยเทคนิคกาญจนบุรีจำนวน 1 หลักสูตร คือหลักสูตรเทคโนโลยีเครื่องกล(ต่อเนื่อง) วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี 1 หลักสูตร คือหลักสูตรเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์(ต่อเนื่อง) ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะสอดคล้องกับระเบียบ กระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการจัดการการศึกษา และการประเมินผลการศึกษา ระดับปริญญาตรีสายเทคโนโลยี หรือสายปฏิบัติการของสถาบันการอาชีวศึกษา พ.ศ. 2568 และประกาศ สำนักงานคณะการการอาชีวศึกษา เรื่องหลักเกณฑ์ และวิธีการประเมินมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. 2568 ที่กำหนดให้ผู้เรียนเข้ารับการประเมินมาตรฐานวิชาชีพ ก่อนจบการศึกษาตามระยะเวลาที่กำหนด ส่งผลให้นักศึกษามีความรู้คู่คุณธรรมเป็นพลเมืองดีของประเทศชาติสืบไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5559337/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vn7Uh_r49RKHdSTMRUacz

  • “รมว.นฤมล”ย้ำ ศธ.ยุคใหม่ต้อง ‘บูรณาการทั้งระบบ’ ชูครูคือหัวใจในการผลิตเด็ก ตัดวงจรงานสั่งบนหอคอย ดันศึกษาธิการจังหวัดเป็นโซ่ข้อกลางเชื่อมพื้นที่ถึงส่วนกลาง

    “รมว.นฤมล”ย้ำ ศธ.ยุคใหม่ต้อง ‘บูรณาการทั้งระบบ’ ชูครูคือหัวใจในการผลิตเด็ก ตัดวงจรงานสั่งบนหอคอย ดันศึกษาธิการจังหวัดเป็นโซ่ข้อกลางเชื่อมพื้นที่ถึงส่วนกลาง

    การเมือง

    “รมว.นฤมล”ย้ำ ศธ.ยุคใหม่ต้อง ‘บูรณาการทั้งระบบ’ ชูครูคือหัวใจในการผลิตเด็ก ตัดวงจรงานสั่งบนหอคอย ดันศึกษาธิการจังหวัดเป็นโซ่ข้อกลางเชื่อมพื้นที่ถึงส่วนกลาง

    วันจันทร์ ที่ 02 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.45 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมขับเคลื่อนการบริหารจัดการศึกษาในภูมิภาค ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายพิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ตลอดจนคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ ศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัด และหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ชั้น 3 อาคารรัชมังคลาภิเษก กระทรวงศึกษาธิการ

    โดยนายสุเทพ ได้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดประชุมในครั้งนี้ ว่า เพื่อเป็นกลไกหลักในการยกระดับคุณภาพผู้เรียนภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีคุณธรรม” โดยเน้นการแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูปประเทศ โดยกำหนดจัดประชุมระหว่างวันที่ 2 – 3 กุมภาพันธ์ 2569 และมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูง ศึกษาธิการภาคทั้ง 18 ภาค ศึกษาธิการจังหวัดทั่วประเทศ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสิ้น 240 คน ด้วยรูปแบบการบรรยายและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในประเด็นสำคัญ อาทิ การกำหนดทิศทางนโยบายและงบประมาณ ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ การยกระดับคุณภาพการศึกษาเอกชน และการบริหารจัดการศึกษาระหว่างประเทศ และการพัฒนาวิชาชีพครูและสวัสดิการ รวมถึงการควบคุมมาตรฐานจรรยาบรรณนอกจากนี้ ยังมีการขับเคลื่อนโครงการนโยบายเร่งด่วน (Quick Win) และธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ซึ่งการขับเคลื่อนครั้งนี้ เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 เพื่อปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคให้เกิดการอำนวยการ ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาแบบร่วมมือและบูรณาการอย่างแท้จริง

    ขณะที่ ศ.ดร.นฤมล กล่าวตอนหนึ่งว่า ตลอด 7 เดือนที่ผ่านมาว่า หัวใจสำคัญของการทำงานในยุคนี้คือ “การบูรณาการ” ไม่แยกส่วน โดยเปรียบเปรยหน่วยงานหลักทั้ง 4 สำนักงานปลัดกระทรวง, สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นเสมือน “4 องค์ชาย” ที่ต้องหันหน้าคุยกันและทำงานเป็นเนื้อเดียวกัน เพื่อลดช่องว่างระหว่างนโยบายส่วนกลางกับการปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยการลงพื้นที่ตรวจราชการที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การที่ผู้บริหารระดับสูง ลงไปรับฟังปัญหาหน้างานพร้อมกัน ทำให้เห็นข้อเท็จจริงที่ชัดเจนกว่าการนั่งฟังรายงานอยู่บนหอคอย ซึ่งนำไปสู่การแก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ ให้ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับบริบทจริงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

    “ขอเน้นย้ำว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายกระทรวงฯ ตามแนวทางของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ว่า ที่ผ่านมาการศึกษาไทยมักมุ่งเป้าไปที่ ‘ตัวเด็ก’ ซึ่งเปรียบเสมือนผลผลิตที่มีค่า แต่เรามักละเลย ‘โรงงานและคนทำงาน’ นั่นคือ ครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่เป็นกลไกสำคัญที่สุดในการผลิต ถึงเวลาแล้วที่เราต้องหันกลับมาดูแลคนทำงานอย่างจริงจัง จึงขอฝากให้ศึกษาธิการจังหวัดและผู้บริหารทุกระดับ ช่วยกันดูแลสวัสดิการและความเป็นอยู่ของผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อให้พวกเขามีขวัญกำลังใจในการสร้างคุณภาพการศึกษาที่ดีต่อไป รวมทั้งนโยบาย “การจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์กลาง” เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินครู และโครงการ “บ้านพักครูสวัสดิการ” นั้น ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำรายละเอียดเสร็จสมบูรณ์และส่งเรื่องไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เรียบร้อยแล้ว เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตให้กับครูทั่วประเทศ”

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า บทบาทของศึกษาธิการจังหวัดและศึกษาธิการภาคยุคใหม่ ต้องไม่ใช่เพียงผู้ส่งสาร แต่ต้องเป็นโซ่ข้อกลางที่ประสานรอยต่อระหว่างหน่วยงานทุกสังกัดในพื้นที่ให้ทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ หากมีปัญหาติดขัดในระดับนโยบาย ขอให้แจ้งตรงมาที่ส่วนกลาง เพื่อที่เราจะได้ร่วมกันปรับปรุงและขับเคลื่อนการศึกษาไทยให้ตอบโจทย์พื้นที่อย่างแท้จริง

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/464516&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw170g8SQJRk2GNFG2AmiuD-

  • มนุษย์เคยขุดลงไปใต้ผิวโลกได้ลึกที่สุดแค่ไหน ?  – BBC News ไทย

    มนุษย์เคยขุดลงไปใต้ผิวโลกได้ลึกที่สุดแค่ไหน ? – BBC News ไทย

    มนุษย์เคยขุดลงไปใต้ผิวโลกได้ลึกที่สุดแค่ไหน ?

    A drawing showing the Earth with a slice cut out of it, revealing the crust, the thick mantle, and the bright hot core.

    ที่มาของภาพ, DeAgostini/Getty Images

    ที่ผ่านมาเคยมีภาพยนตร์ หนังสือ รวมถึงรายการโทรทัศน์จำนวนมากที่บอกเล่าถึงสิ่งที่อยู่ในแกนกลางของโลกของเรา

    จากโลกใต้ดินที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตยุคก่อนประวัติศาสตร์ไปจนถึงอารยธรรมมนุษย์ทางเลือก เรื่องราวเหล่านี้ทั้งน่าหลงใหลและน่าหวาดกลัวไม่แพ้กัน

    แต่ความจริงแล้ว เรารู้เกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ใต้พื้นโลกของเรามากมายทีเดียว แม้ว่าเราจะยังไม่เคยลงไปถึงจุดที่ลึกลงไปใต้โลกก็ตาม และความเป็นจริงนั้นแตกต่างออกไปมาก

    แล้วที่ผ่านมามนุษย์สามารถลงไปได้ลึกแค่ไหนใต้พื้นผิวโลกและเรารู้ได้อย่างไรว่ามีอะไรอยู่ที่นั่น

    โครงสร้างชั้นต่าง ๆ ของโลก

    บริเวณใต้พื้นผิวโลกประกอบไปด้วยโครงสร้างของชั้นต่าง ๆ ศาสตราจารย์อานา เฟอร์เรรา นักแผ่นดินไหววิทยาประจำมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (University College London) ระบุว่า แต่ละชั้นมีความแตกต่างกัน

    “”เรามีเปลือกโลก ซึ่งเป็นชั้นบาง ๆ ที่เปราะบางมากซึ่งเป็นที่ที่พวกเราใช้อยู่อาศัย” เธอบอกกับรายการ The Infinite Monkey Cage ทางสถานีวิทยุบีบีซี เรดิโอ โฟร์

    แผนภูมิอธิบายโครงการของชั้นต่าง ๆ ของโลก

    คำบรรยายภาพ, แผนภูมิอธิบายโครงการของชั้นต่าง ๆ ของโลก

    เปลือกโลกมหาสมุทรจะบางกว่า แต่สำหรับเปลือกโลกที่ภาคพื้นทวีปอาจหนาได้ถึง 70 กิโลเมตร

    ขณะที่ส่วนที่อยู่ใต้เปลือกโลกนั้นคือ “ชั้นแมนเทิล” (mantle) หรือ “เนื้อโลก” ซึ่งมีความหนาประมาณ 3,000 กิโลเมตร และประกอบด้วยหินที่เรียกว่า “แมกมา” (magma) ซึ่งดูเหมือนของแข็งในระยะเวลาที่มนุษย์เรามองเห็นได้

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • A soldier in a camo jacket and trouser lies with a hand cradling his head on a sofa. His eyes are closed, as if he has, or it just about to fall asleep.

    • .

    • บัตรเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 1 ก.พ. จะถูกส่งไปยังที่บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อคัดแยกแล้วส่งไปยังเขตเลือกตั้งตามภูมิลำเนาแท้จริงของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อนับคะแนนพร้อมกับวันจริง 8 ก.พ. ต่อไป

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    “แต่จริง ๆ แล้ว ในระยะเวลาหลายล้านปี มันมีการไหล” เฟอร์เรรากล่าว

    ชั้นที่ลึกในระดับถัดไปคือแก่นโลกชั้นนอก ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยเหล็กและนิกเกิลเหลว ซึ่งเป็นส่วนที่สร้างสนามแม่เหล็กของโลก

    แก่นโลกชั้นในประกอบด้วยเหล็กและนิกเกิลแข็ง และเป็นส่วนที่ร้อนที่สุดของโลก โดยมีอุณหภูมิสูงถึง 5,500 องศาเซลเซียส

    ดำดิ่งลึกลงไป

    จุดที่มนุษย์เคยลงไปลึกที่สุดในเปลือกโลกนั้นอยู่ที่เหมืองทองคำมโปเนง (Mponeng Gold Mine) ในแอฟริกาใต้ ซึ่งอยู่ห่างจากนครโจฮันเนสเบิร์กไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 75 กิโลเมตร โดยสามารถขุดเจาะลึกลงไปถึง 4 กิโลเมตรใต้พื้นผิวโลก

    A man wearing a beige shirt and a blue hard hat with his back to the camera, pointing a jet of water into a rocky cavern in a cave.

    ที่มาของภาพ, Eva-Lotta Jansson/Bloomberg via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, เหมืองทองคำมโปเนงในแอฟริกาใต้มีความลึกลงไปใต้ดินราว 4 กิโลเมตร

    แต่ถึงแม้ว่ามนุษย์อาจจะไม่สามารถลงไปลึกกว่านี้ในทางกายภาพ แต่เราก็ใช้เครื่องเจาะเพื่อลงไปได้ลึกกว่านั้นอีก

    หลุมที่มนุษย์เจาะลงไปได้ลึกที่สุดคือ หลุมโคลา ซูเปอร์ดีป (Kola Superdeep Borehole) ซึ่งขุดโดยสหภาพโซเวียตในภาคเหนือของรัสเซีย หลุมนี้แล้วเสร็จในปี 1992 หลังจากใช้เวลาเกือบ 20 ปี โดยมีความลึกลงไปในพื้นดิน 12.2 กิโลเมตร

    นั่นเทียบเท่ากับตึกเอ็มไพร์สเตทของนิวยอร์ก 27 ตึกที่วางซ้อนกัน แต่ ณ จุดนั้นมันก็ยังลึกเพียงประมาณ 1 ใน 3 ของเปลือกโลกเท่านั้น

    การขุดลึกลงไปในเปลือกโลกนั้นยากมากด้วยเหตุผลหลายประการ

    ยิ่งลึกลงไปใต้โลกเท่าไหร่ อุณหภูมิก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

    อัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเรียกว่า การไล่ระดับความร้อนใต้พิภพ และค่าเฉลี่ยสำหรับเปลือกโลกภาคพื้นทวีปอยู่ที่ 25-32 องศาเซลเซียสต่อกิโลเมตร ศาสตราจารย์คริส แจ็กสัน นักธรณีวิทยาชาวอังกฤษกล่าว

    A ruined building on a stretch of gravelly ground underneath a blue sky.

    ที่มาของภาพ, Lenorlux via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ปัจจุบันหลุมโคลา ซูเปอร์ดีป (Kola Superdeep Borehole) ถูกทิ้งร้าง

    นอกจากนี้ แรงดันมหาศาลที่อยู่ลึกลงไปภายในโลกถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทาย

    แจ็กสันกล่าวว่า การต้านทานแรงดันนี้เพื่อรักษาให้หลุมนี้ยังเปิดอยู่ได้นั้น “เป็นเรื่องที่ยากอย่างเหลือเชื่อ”

    การสแกนพื้นโลก

    หากเราไม่สามารถลงไปใต้พื้นผิวโลกได้ลึกกว่านี้ แล้วเราจะศึกษาส่วนที่เหลือในโลกได้อย่างไร

    คำตอบนั้นน่าสนใจมาก นั่นคือ การใช้คลื่นแผ่นดินไหว (seismic waves) ซึ่งเป็นแรงสั่นสะเทือนที่เกิดจากแผ่นดินไหวและเดินทางผ่านพื้นโลก

    คลื่นแผ่นดินไหวจะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันเมื่อส่งผ่านวัสดุที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถวัดได้ด้วยเครื่องวัดแผ่นดินไหว

    “เราวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงมากมาย เราสร้างแบบจำลองด้วย จากนั้นจึงแปลงบันทึกเหล่านั้นให้เป็นภาพของภายในโลก” เฟอร์เรรากล่าว

    แจ็กสันอธิบายภาพเหล่านั้นว่าคล้ายกับ ภาพที่ได้จากการ “การทำซีทีสแกนโลก”

    Seismic waves depicted as lines drawn on a piece of white paper. They start off small but then get suddenly very large, before tapering off.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, คลื่นแผ่นดินไหวจะแสดงผลแตกต่างกันเมื่อเคลื่อนที่ผ่านวัสดุที่แตกต่างกัน

    ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองเห็นพ้องกันว่า การศึกษาชั้นต่าง ๆ ของโลกสามารถช่วยให้เราเข้าใจสิ่งต่างๆ มากมายเกี่ยวกับโลกของเราได้ เช่น กระบวนการที่อยู่เบื้องหลังแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด และการก่อตัวของภูเขา

    “ท้ายที่สุดแล้ว คุณจำเป็นต้องเข้าใจว่าเนื้อโลกทำงานอย่างไร” เฟอร์เรรากล่าว

    การเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้อาจนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลายด้าน เช่น ช่วยให้เราเข้าใจศักยภาพของพลังงานความร้อนใต้พิภพ ซึ่งเป็นพลังงานหมุนเวียนรูปแบบหนึ่งที่ใช้ความร้อนจากภายในโลก

    เธอกล่าวอีกว่า การวิจัยในด้านนี้บางครั้งเป็นการสำรวจมากกว่า และมันอาจช่วยให้เราเข้าใจว่าโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป และอาจนำไปประยุกต์ใช้กับดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ที่อยู่ไกลออกไปได้

    “แล้วเราสามารถใช้ความเข้าใจนี้เพื่อทำความเข้าใจดาวเคราะห์ดวงอื่นได้หรือไม่” เธอถามทิ้งท้ายไว้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c9vxlx3mk02o&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20RF8WTHR8iCB1LH8F5xGj

  • คุณ “พงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์” เข้ารับตำแหน่ง CEO ไทยออยล์ ต่อยอดรากฐานที่มั่นคง เสริมศักยภาพการแข่งขัน ขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

    คุณ “พงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์” เข้ารับตำแหน่ง CEO ไทยออยล์ ต่อยอดรากฐานที่มั่นคง เสริมศักยภาพการแข่งขัน ขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

    ที่ประชุมคณะกรรมการ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) มีมติแต่งตั้ง คุณพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 เป็นต้นไป ด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพความเป็นผู้นำที่มีมุมมองความคิดเชิงกลยุทธ์ ความเชี่ยวชาญเชิงลึกในอุตสาหกรรมพลังงาน และประสบการณ์บริหารธุรกิจในบริบทตลาดโลก พร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่ความเป็นเลิศ

    คุณพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี ด้านวิศวกรรมศาสตร์ จาก Carnegie Mellon University ประเทศสหรัฐอเมริกา และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทจาก 3 สาขาวิชา ได้แก่ ด้านวิชากฎหมายเศรษฐกิจ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้านบริหารธุรกิจ (Sloan School of Management) และด้านวิศวกรรมศาสตร์ จาก Massachusetts Institute of Technology (MIT) ประเทศสหรัฐอเมริกา อีกทั้ง ผ่านหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงชั้นนำของประเทศ อาทิ หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 67 หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาการพลังงาน (วพน.) รุ่นที่ 16 หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการ  ตลาดทุน (วตท.) รุ่นที่ 29 ซึ่งสะท้อนถึงความพร้อมในองค์ความรู้ที่หลากหลาย และศักยภาพการบริหารองค์กรในอุตสาหกรรมพลังงานระดับโลก

    ด้วยประสบการณ์การทำงานกว่า 30 ปี ในสายงานด้านธุรกิจและอุตสาหกรรมพลังงาน คุณพงษ์พันธุ์ เป็นลูกหม้อที่เคยทำงานกับไทยออยล์ โดยเติบโตจากประสบการณ์การทำงานในหลากหลายสายงาน ทั้งด้านวิศวกรรม การพาณิชย์ การพัฒนาธุรกิจ และ แผนกลยุทธ์องค์กร รวมถึงธุรกิจด้านปิโตรเคมี และ การบริหารการขนส่งของกลุ่มไทยออยล์ ซึ่งหล่อหลอมให้มีความรู้ความเข้าใจในบริบทการดำเนินธุรกิจของกลุ่มไทยออยล์อย่างลึกซึ้ง โดยดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านกลยุทธ์องค์กรเป็นตำแหน่งสุดท้ายที่ไทยออยล์ ก่อนไปปฏิบัติหน้าที่ที่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในปี พ.ศ. 2564 – มกราคม 2569

    ในช่วงเวลา 4 ปี ของการปฏิบัติหน้าที่ใน ปตท. คุณพงษ์พันธุ์ ดำรงตำแหน่ง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ และ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ทำให้มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการบริหารธุรกิจด้านพลังงานและปิโตรเคมีอย่างครบวงจร ก่อนจะได้รับความไว้วางใจให้กลับมานำทัพกลุ่มไทยออยล์ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ 

    คุณพงษ์พันธุ์ กล่าวว่า “ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้กลับมาร่วมงานกับไทยออยล์อีกครั้ง   ภารกิจสำคัญต่อจากนี้ คือการสานต่อและผลักดันโครงการต่างๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม บริหารจัดการเพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจภายใต้หลัก ESG ร่วมกับกลุ่ม ปตท. เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความมั่นคงให้กับองค์กรในระยะยาว”

    ในฐานะผู้นำกลุ่มไทยออยล์ คุณพงษ์พันธุ์มีความโดดเด่นในการผสานความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม  กลยุทธ์ การค้าระหว่างประเทศ และการบริหารองค์กรแบบบูรณาการ มีมุมมองเชิงองค์รวมต่ออุตสาหกรรมพลังงาน และสามารถขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ให้เกิดผลลัพธ์ได้ตามเป้าหมาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการร่วมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/940868/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aXqkMxcAmwGjRMkAEVUDp