Category: วัฒนธรรม

  • ‘ธนารักษ์’ ศึกษาแนวทางขึ้นค่าเช่าที่ราชพัสดุ ยกเครื่องราคาประเมินรอบใหม่ ดันรายได้พุ่ง

    ‘ธนารักษ์’ ศึกษาแนวทางขึ้นค่าเช่าที่ราชพัสดุ ยกเครื่องราคาประเมินรอบใหม่ ดันรายได้พุ่ง

    ‘ธนารักษ์’ เดินเครื่องศึกษาแนวทางขึ้นค่าเช่าที่ราชพัสดุสำหรับที่อยู่อาศัย-เกษตร คาดได้ข้อสรุปภายในปีนี้ ก่อนโยนฝ่ายนโยบายตัดสินใจ พร้อมลุยยกเครื่องราคาประเมินที่ดินรอบใหม่ ก่อนประกาศใช้ 1 ม.ค. 70 ชี้ที่ดินตามแนวรถไฟฟ้าราคาขยับไม่เกิน 10-20% เตรียมเปิดประมูลที่ราชพัสดุแปลงสำคัญ 41 แปลง ปั้นจัดเก็บรายได้ปีงบ 69 โตเกินเป้า 20%

    9 ก.พ. 2569 – นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยถึงภารกิจของกรมธนารักษ์ในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 ว่า กรมฯ ได้ดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ในการเพิ่มมูลค่าและคุณค่าทรัพย์สินของแผ่นดิน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม เดินหน้าประเทศไทยสู่ความยั่งยืน ผ่านยุทธศาสตร์ VALUE เพื่อให้เกิดการนำทรัพย์สินของแผ่นดินที่กรมธนารักษ์รับผิดชอบทั้งที่ราชพัสดุและเหรียญกษาปณ์มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    โดยเฉพาะในส่วนของที่ราชพัสดุที่กรมฯ ดูแลอยู่ราว 12 ล้านไร่ แบ่งเป็น ที่ราชพัสดุเพื่อความมั่นคง ราว 2 ล้านไร่ และพื้นที่เพื่อการบริหารจัดการ 10 ล้านไร่ โดยพื้นที่ส่วนใหญ่กว่า 9.6 ล้านไร่ ถูกใช้เพื่อประโยชน์ในราชการ ขณะที่พื้นที่ราชพัสดุที่สามารถสร้างรายได้จริงมีอยู่ราว 1.13 ล้านราย ซึ่งขณะนี้กรมธนารักษ์ อยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางการปรับขึ้นค่าเช่าที่ราชพัสดุสำหรับที่อยู่อาศัย และที่ดินเพื่อการเกษตร เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะมีข้อสรุปที่ชัดเจนภายในปีนี้ โดยปัจจุบัน พบว่า ที่ดินราชพัสดุเชิงพาณิชย์ ราว 30-40% ที่ดินราชพัสดุเพื่ออยู่อาศัย 10% และที่ดินราชพัสดุเพื่อการเกษตร ราว 30-40%

    “การปรับขึ้นค่าเช่าที่ราชพัสดุสำหรับที่อยู่อาศัยและที่ดินเพื่อการเกษตรนั้น เคยทำมาแล้ว 1 ครั้งเมื่อปี 2560 แต่เนื่องจากเป็นประเด็นที่ค่อนข้างอ่อนไหว เพราะเป็นเรื่องเชิงสังคม จึงมีการถอยมาเป็นว่าถ้าเป็นผู้เช่ารายเก่าให้ใช้ราคาเดิม ส่วนผู้เช่ารายใหม่ให้ใช้ราคาเช่าในปี 2560 และมาถึงปัจจุบันเห็นควรให้เริ่มมีการศึกษาเรื่องนี้อีกครั้ง แต่ต้องไม่ทำให้ประชาชนตกใจ ยืนยันว่าตรงนี้ยังเป็นแค่การศึกษา โดยแนวทางอาจจะมีการแบ่งเป็นพื้นที่ ไม่ได้ใช้ราคาเดียวกันทั่วประเทศ ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจ เมืองใหญ่ เมืองเล็ก เมืองรอง ก็จะมีการทำคล้าย ๆ การทำราคาประเมินที่ดิน ต้องมีการเก็บข้อมูลอย่างละเอียด ก็คาดว่าน่าจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้ ส่วนการบังคับใช้ต้องขึ้นอยู่กับฝ่ายนโยบาย ส่วนที่เชิงพาณิชย์นั้นปัจจุบันระบบดีอยู่แล้ว” อธิบดีกรมธนารักษ์ ระบุ

    นอกจากนี้ กรมฯ ยังอยู่ระหว่างการเร่งศึกษาแนวทางการปรับราคาประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรอบใหม่ ที่จะเริ่มใช้ในปี 2570-2573 กว่า 37 ล้านแปลง ซึ่งจะมีการประกาศในวันที่ 1 ธ.ค. 2569 เพื่อให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค. 2570 โดยเบื้องต้นคาดว่าราคาที่ดินตามแนวรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะปรับเพิ่มขึ้นไม่เกิน 10-20% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว ซึ่งยืนยันว่าราคาประเมินรอบใหม่จะมีความสอดคล้องทั้งเชิงพื้นที่และราคาตลาดมากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีการสำรวจสภาพพื้นที่และใช้ข้อมูลราคาตลาดที่อยู่ในช่วงเวลาปัจจุบัน และย้อนหลังไม่เกิน 3 ปี

    โดยพิจารณาจากข้อมูลราคาตลาด ได้แก่ ข้อมูลราคาซื้อขายจดทะเบียน ข้อมูลเสนอขาย ข้อมูลค่าเช่า ตลอดจนสภาพการพัฒนาของที่ดินในแต่ละพื้นที่ แต่ละถนน เช่น ถนนตัดใหม่ การก่อสร้างรถไฟฟ้า การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ตลอดจนการพัฒนาเมือง หรือการพัฒนาด้านอสังหาริมทรัพย์โครงการต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้กระบวนการจัดทำราคาประเมินในระดับจังหวัดผ่านคณะกรรมการประเมินราคาทรัพย์สินประจำจังหวัด มีความคืบหน้าไปกว่า 90% แล้ว และกำลังส่งข้อมูลให้ส่วนกลางตรวจสอบความเหมาะสม ก่อนสรุปและประกาศใช้ตามกำหนดต่อไป

    นายอัครุตม์ กล่าวอีกว่า กรมฯ ยังได้เร่งผลักดันให้มีการเปิดประมูลที่ดินราชพัสดุแปลงสำคัญ รวม 41 แปลง อาทิ แปลงที่โรงพยาบาลของโรงงานยาสูบเก่า, การประมูลสิทธิการเช่าอาคารราชพัสดุบ้านพายัพ เขตพระนคร, การเปิดประมูลพัฒนาที่ดินราชพัสดุแปลงริมแม่น้ำเจ้าพระยา เขตคลองสาน (ที่ดินติดกับไอคอนสยาม), แปลงสนามกอล์ฟบางพระพร้อมโรงเรียน เนื้อทืี่ 633 ไร่ 3 งาน 34 ตารางวา, แปลงที่ดิน อ.เมือง จ.ภูเก็ต 40 ไร่ เป็นต้น ส่วนความคืบหน้าที่ดินราชพัสดุหมอชิตนั้น ขณะนี้ได้ข้อยุติแล้วว่าจะไม่มีการสร้างหรือย้ายหมอชิตแต่อย่างใด ส่วนรายละเอียดที่เกี่ยวกับกรมฯ ดำเนินการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการเจรจากับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะเจรจาแล้วเสร็จในเดือน ก.ย. นี้

    อย่างไรก็ดี เชื่อว่า แนวทางการดำเนินงานทั้งหมดจะมีส่วนสำคัญให้กรมธนารักษ์ สามารถเดินหน้าจัดเก็บรายได้จากที่ราชพัสดุและเหรียญกษาปณ์ในปีงบประมาณ 2569 ได้สูงกว่าเป้าหมาย 1,500 ล้านบาท หรือราว 20% จากเป้าหมายที่ 11,900 ล้านบาท โดยผลการจัดเก็บรายได้ ณ วันที่ 31 ม.ค. 2569 กรมฯ จัดเก็บรายได้แล้ว 8,229 ล้านบาท

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/944647/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ipVIagq4V0mHJ36yiX76t

  • จุฬาฯ จัดประชุมวิชาการเครือข่ายผู้บริหารระดับกลาง ครั้งที่ 3

    จุฬาฯ จัดประชุมวิชาการเครือข่ายผู้บริหารระดับกลาง ครั้งที่ 3

    Skip to content

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับคณะกรรมการเครือข่ายผู้บริหารระดับกลาง ที่ประชุมสภาข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้างมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปขมท.) จัดการประชุมวิชาการเครือข่ายผู้บริหารระดับกลาง ครั้งที่ 3 ประจำปี 2569 ภายใต้หัวข้อ“มหาวิทยาลัยไทยก้าวสู่อนาคต: ขับเคลื่อนความยั่งยืน นวัตกรรม และยกระดับบทบาทสายสนับสนุนเชิงกลยุทธ์” (Thai Universities into the Future: Driving Sustainability, Innovation and Elevating the Strategic Role of Support Staff) เมื่อวันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องพูนทรัพย์ นพวงศ์ ณ อยุธยา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเปิดงานและแสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “The Future-Ready University : ผู้นำยุคใหม่กับการบริหารมหาวิทยาลัยในโลกที่เปลี่ยนไป” นายเรวัต รัตนกาญจน์ ประธานเครือข่ายผู้บริหารระดับกลาง ปขมท. กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน และ รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ รองอธิการบดี จุฬาฯ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดประชุม

    .ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวเน้นย้ำบทบาทสำคัญของผู้บริหารระดับกลางในฐานะกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติ และเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนามหาวิทยาลัยให้มีความคล่องตัว มีประสิทธิภาพ และสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว พร้อมชี้ให้เห็นว่าบุคลากรสายสนับสนุนในปัจจุบันต้องมีทั้งความรู้เชิงวิชาชีพ วิสัยทัศน์เชิงระบบ และความสามารถในการปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและสังคม สามารถทำงานร่วมกันในรูปแบบเครือข่ายอย่างเข้มแข็ง

    การประชุมวิชาการเครือข่ายผู้บริหารระดับกลาง ปขมท. ครั้งที่ 3 จัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างความรู้และมุมมองใหม่ให้ผู้บริหารระดับกลาง สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการงาน รวมทั้งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้บริหารระดับกลางและบุคลากรจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ การประชุมครั้งนี้มีการบรรยายพิเศษในหัวข้อการบริหารทรัพยากรบุคคล การพัฒนากำลังคนในยุคดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงทักษะการสื่อสารในองค์กรสมัยใหม่ ซึ่งนับเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และยกระดับบทบาทของผู้บริหารระดับกลางและบุคลากรสายสนับสนุนให้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน

    จุฬาฯ มีลักษณะของความเป็นพี่น้อง ความอบอุ่น เป็นสังคมที่อยากอนุรักษ์ไว้

    ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/286717/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vyH_7-c7k-un6s9rmFAAg

  • ตลาดหลักทรัพย์ฯ “สานพลัง แบ่งปันโอกาสทางการศึกษา” มอบคอมพิวเตอร์-อุปกรณ์การเรียน แก่โรงเรียนบ้านวังข่อย จ.ประจวบคีรีขันธ์

    ตลาดหลักทรัพย์ฯ “สานพลัง แบ่งปันโอกาสทางการศึกษา” มอบคอมพิวเตอร์-อุปกรณ์การเรียน แก่โรงเรียนบ้านวังข่อย จ.ประจวบคีรีขันธ์

    นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ พร้อมด้วยผู้บริหาร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และคณะสื่อมวลชน ร่วมมอบอุปกรณ์การศึกษาให้แก่โรงเรียนบ้านวังข่อย ต.ทับใต้ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในกิจกรรม Press Trip 2569 เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ประกอบด้วย Notebook ที่บันทึกชุดความรู้ทางการเงิน จำนวน 20 เครื่อง ภายใต้ “โครงการคอมพิวเตอร์เพื่อเด็กไทย ใส่ใจเรื่องการเงิน” โต๊ะและเก้าอี้สำหรับห้องคอมพิวเตอร์ 12 ชุด และสนับสนุนงบประมาณในการปรับปรุงลานกิจกรรม จัดซื้อหนังสือสำหรับห้องสมุด มิกเซอร์เครื่องเสียงเพื่อใช้ในหอประชุม และเครื่องกรองน้ำ RO สำหรับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่อยู่ในพื้นที่เดียวกับโรงเรียน ภายใต้กิจกรรม “สานพลัง แบ่งปันโอกาสทางการศึกษา” ซึ่งเป็นความร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยมี พาสกร พรหมวิหาร ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ รับมอบ

    พร้อมนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอเชิญชวนบริจาคคอมพิวเตอร์สนับสนุน “โครงการคอมพิวเตอร์เพื่อเด็กไทย ใส่ใจเรื่องการเงิน”  โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะบันทึกชุดความรู้ทางการเงินและส่งมอบให้โรงเรียนที่ขาดแคลนต่อไป

    สามารถติดต่อบริจาคได้ที่ อีเมล์ : srm@set.or.th / โทร : 02 009 9959

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/40133&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2m_oiKEEFKen7a5hsJWNb8

  • ศธจ.แพร่ จัดการประชุมคณะกรรมการสมัชชาการศึกษาจังหวัดแพร่ ครั้งที่ 1/2569

    ศธจ.แพร่ จัดการประชุมคณะกรรมการสมัชชาการศึกษาจังหวัดแพร่ ครั้งที่ 1/2569

    เพาะปลูกแล้วกว่า 97% พื้นที่เกษตรเขื่อนแม่กวงฯ “ผอ.เฉลิมเกียรติ” จัดเจ้าหน้าที่ร่วมกับกลุ่มผู้ใช้น้ำ ติดตามการส่งน้ำต่อเนื่อง น้ำเพียงพอ เป็นไปตามแผน วันที่ 9 ก.พ. 2569 นายเฉลิมเกียรติ อินทกนก ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่กวงอุดมธารา เปิดเผยว่า โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่กวงอุดมธารา ลงพื้นที่ร่วมกับกลุ่มผู้ใช้น้ำ อาสาสมัครชลประทาน และเกษตรกรในการติดตามผลการปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2568/69 วันที่ 2 – 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 โดยมอบหมายให้เจ้าหน้าที่โครงการฯ ลงพื้นที่ร่วมกับกลุ่มผู้ใช้น้ำ อาสาสมัครชลประทานและเกษตรกรในการติดตามผลการส่งน้ำการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2568/69 ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่กวงอุดมธารา จำนวน 91,852 ไร่ ทั้งนี้ในส่วนของผลการเพาะปลูก ได้ดำเนินการเพาะปลูกไปแล้วจำนวน 53,000 ไร่ (รายงานการเพาะปลูกเฉพาะแผนการปลูกข้าวนาปรัง 54,120 ไร่ พืชไร่ จำนวน 2,160 ไร่พืชผัก 750 ไร่ รวมทั้งสิ้น 57,030 ไร่ ยกเว้น […]

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/prae/3879574/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VvVJUS2LIg7qXjDa5a6XW

  • ครบรอบ 72 ปี วันสถาปนา อส. รำลึกวีรชนผู้เสียสละเพื่อแผ่นดิน | TOPNEWS

    ครบรอบ 72 ปี วันสถาปนา อส. รำลึกวีรชนผู้เสียสละเพื่อแผ่นดิน | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 09/02/2026 17:51

    วันที่ 9 ก.พ. 2569 ที่กองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ 1 นายกองเอก สมชาย ลีหล้าน้อย ผู้บังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดนครศรีธรรมราช /ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานการจัดกิจกรรมวันคล้ายวันสถาปนากองอาสารักษาดินแดน ครบรอบ 72 ปี เพื่อระลึกถึงวีรกรรมของเหล่าวีรชนกองอาสารักษาดินแดน ที่ได้ทุ่มเท เสียสละพลีชีพ เพื่อรักษาประเทศชาติโดยมีนายกองเอก วิทยา เขียวรอด ผู้บังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดนครศรีธรรมราช ว่าที่นายกองเอก ประสูตร หอมบรรเทิง หัวหน้าฝ่ายอำนวยการกองบังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดนครศรีธรรมราช  พ.ต.อ.นัษฐวุฒิ ทองทิพย์ รอง ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช  หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บังคับบัญชากองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอ ผู้แทนส่วนราชการ หน่วยงาน องค์กรท้องถิ่น เหล่ากาชาดจังหวัด สมาคมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดนครศรีธรรมราช และกำลังพลสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน เข้าร่วมกิจกรรม

    กองบังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดนครศรีธรรมราช ประกอบด้วย กองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัด จำนวน 1 กองร้อย และกองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอ จำนวน 23 อำเภอ มีกำลังพลสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ทั้งสิ้นจำนวน 336 นาย ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติกองอาสารักษาดินแดน พ.ศ.2497 การประกอบพิธีในครั้งนี้ กำหนดให้มีการประกอบพิธีทางศาสนา,การอ่านสารของนายกองใหญ่ อนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดน ,ประธานกล่าวให้โอวาท พร้อมมอบประกาศเกียรติคุณแก่สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนผู้ปฏิบัติงานดีเด่นในรอบปี พ.ศ.2568 ระดับกองบังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัด จำนวน 2 ราย กำลังพลสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนที่ไปปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือฟื้นฟูบ้านเรือนประชาชนที่ประสบเหตุอุทกภัยในพื้นที่ 6 อำเภอของจังหวัดสตูล จำนวน 90 นาย มูลนิธิอาสารักษาดินแดน ในพระบรมราชินูปถัมภ์พิจารณามอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน จำนวน 8 ทุน และสมาคมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดนครศรีธรรมราช มอบทุนการศึกษาให้กับบุตรเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย จำนวน 23 ทุน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดนครศรีธรรมราช

    629078911_937965371994912_3791026526217844402_n

    002

    ตร. เปิดหลักสูตรเข้ม ยิงปืนยุทธวิธี Combat Handguns & Carbine รับมืออาชญากรรมรุนแรง

    ตร.จับมือสมาคมค้าทองคำ ยกระดับมาตรการกันเหตุชิงทรัพย์ หลังราคาทองพุ่งสูง

    ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดงานเทศกาลตรุษจีนสุดยิ่งใหญ่ สักการะหลวงปู่ไต้ฮง

    “จุรี” ขึ้นรถแห่หลังคว้าชัยเลือกตั้ง ขอบคุณชาวหาดใหญ่

    “ดร.ณัฏฐ์” แจงขั้นตอน วินิจฉัยความผิด อดีต 44 สส.ก้าวไกล ชี้ถ้าผลคดีเป็นลบ กระทบหนักตัวตึงพรรคส้ม

    อุตรดิตถ์รุกฆาตยาเสพติด! เปิด “ตำบลยั่งยืน” คุ้งตะเภา บำบัดครบวงจร 6 เดือนเต็ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1481960&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dJFRwANPbAJDMnEvIJF78

  • “เทใจ” ซอสน้องใหม่ ใช้กลยุทธ์มัดใจ Gen Z ตั้งเป้ากวาด 30 ล้าน

    “เทใจ” ซอสน้องใหม่ ใช้กลยุทธ์มัดใจ Gen Z ตั้งเป้ากวาด 30 ล้าน

    “ซอส” เป็นเครื่องปรุงที่ถูกวางอยู่ในครัว หรือบนโต๊ะอาหาร ในแต่ละวัน เราเหยาะมันลงบนอาหารเพื่อเพิ่มรสชาด เค็ม หวาน กลมกล่อม คือสิ่งที่คุ้นเคยจนไม่เคยตั้งคำถามเรื่องสุขภาพมากนัก 

    แต่สำหรับ ณัฐณิชา จิตชื่น ซอสขวดหนึ่งกลับไม่ใช่เรื่องเล็ก เธอมองว่าจะดีกว่าไหม ถ้าเราทานอาหารอร่อย โดยไม่ทำลายสุขภาพ 

    สาเหตุที่ตั้งคำถามแบบนี้ ณัฐณิชา เล่าให้ฟังว่า ท่ามกลางสถานการณ์ที่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) กลายเป็นปัญหาสุขภาพใกล้ตัวของหลายครอบครัว แม้แต่คนรอบตัวของเธอก็เช่นกัน

    “สามีเป็นเบาหวาน คุณแม่มีโรคหัวใจและความดัน ญาติพี่น้องทยอยตรวจพบโรค NCDs”

    ซึ่งสำหรับคนที่ทำงานด้านเทคโนโลยีอาหารมาทั้งชีวิต ณัฐณิชาไม่ได้มองว่านี่คือข้อจำกัด แต่คือโจทย์ที่ต้องแก้ การดูแลสุขภาพต้องเริ่มที่อาหาร และเครื่องปรุงคือหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของอาหาร นั่นจึงเป็นที่มาของซอส “เทใจ” ที่เกิดจากประสบการณ์จากคนรอบตัว รวมถึงอยากให้ลูกๆ ของเธอได้เลือกสิ่งที่ไม่ทำลายสุขภาพ 

    ความรู้หลังครัวที่ไม่เคยถูกเล่า

    เบื้องหลังของซอสเทใจนอกจากแรงผลักดันจากปัญหาสุขภาพในครอบครัวแล้ว ด้วยพื้นฐานจบการศึกษาด้าน Food Tech (เทคโนโลยีอาหาร) และได้ทำวิทยานิพนธ์ (Thesis) เกี่ยวกับเรื่องซอสโดยเฉพาะ ขณะที่สามีจบการศึกษาด้าน Biotech (เทคโนโลยีชีวภาพ) และ จุลชีววิทยา (Microbiology) บวกกับทั้งคู่ทำงานในวงการอุตสาหกรรมอาหารมานานประมาณ 20 ปี โดยเน้นหนักในด้าน การวิจัยและพัฒนา (R&D) มาโดยตลอด ทำให้มีความรู้ลึกซึ้งเรื่องส่วนผสม (Ingredient) และรู้ว่าวัตถุดิบตัวไหนมีคุณภาพจริง

    นอกจากนั้นยังเคยมีประสบการณ์รับจ้างผลิตซอสให้กับแบรนด์ร้านอาหารจีนชื่อดังมาก่อน เพื่อแก้ปัญหาเรื่องรสชาติอาหารที่ไม่นิ่งจากฝีมือเชฟ

    งานแบบนี้ไม่ค่อยมีชื่อบนป้ายร้าน แต่ต้องอาศัยความเข้าใจลึกถึงโครงสร้างของรสชาติ ว่าอะไรทำให้อาหารอร่อยเสมอ

    ไม่เพียงเท่านั้น ยังเคยร่วมมือกับ อาจารย์แพทย์เฉพาะทางด้านโภชนาการ พัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงที่ไม่ใช้โพแทสเซียม เพื่อให้เหมาะกับผู้ป่วยโรคไตและหัวใจ ทำให้เธอกลายเป็นผู้มีความรู้เรื่อง มาตรฐานวัตถุดิบในระดับสากล เช่น การคัดสรรวัตถุดิบเกรดส่งออก และการผลิตซอสที่ไม่ใส่ไอโอดีนเพื่อให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานของประเทศญี่ปุ่น

    และยังมีความเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์ซอสที่มีความเข้มข้นสูง (Concentrated) และการผลิต “หัวน้ำซอส” ของจริงที่มีโปรตีนสูงจนเกิดฟองอากาศเมื่อเขย่า ซึ่งแตกต่างจากซอสแต่งกลิ่นรสทั่วไปในตลาด

    ด้วยความรู้ และประสบการณ์ที่ถูกสั่งสมมาจึงถูกนำมาพัฒนาเป็นแบรนด์เทใจ ซึ่งใช้เวลาในการพัฒนาราว 2-3 ปีกว่าจะออกสู่ตลาดได้ โดยตัวสินค้าหลัก ๆ คือ ซีอิ้วขาว ซอสหอยนางรม ซอสเห็ดหอม ด้วยนวัตกรรมใหม่ ที่คิดค้นสูตรพิเศษ สามารถใช้ปรุงอาหารในปริมาณที่น้อยลง เพียงแค่ 60% ของปริมาณการใช้เดิม ก็อร่อย กลมกล่อม เข้มข้น เป็นทางเลือกใหม่สำหรับช่วยลดน้ำตาลในการปรุงอาหาร

    โดยวัตถุดิบเทใจไม่เติมน้ำตาล ใช้อินูลินทดแทน ผ่านกรรมวิธีการหมักธรรมชาติ  ไม่ใส่วัตถุกันเสีย  ไม่ใส่สี ไม่ใส่สารให้ความหวาน ไม่มีสารก่อมะเร็ง ไม่ใส่ผงชูรส ไม่ใส่ไดโซเดียม 5 ไรโบนิวคลิโอไทด์  ไม่ใส่เกลือโพแทสเซียม เพื่อให้คนที่ป่วยหรือกังวลสุขภาพ ทานได้อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองถูกแยกออกจากโต๊ะอาหาร

    เธอเปรียบเปรยให้เห็นภาพชัดด้วยว่า ความเข้มข้นของซอสก็เหมือนกับ น้ำยาปรับผ้านุ่ม ใช้นิดเดียวก็ได้กลิ่นหอม หรือแม้แต่รายละเอียดเล็ก ๆ อย่าง

    การเขย่าขวดแล้วเกิด ฟองอากาศ ในผลิตภัณฑ์ของเทใจ เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าผลิตภัณฑ์นั้นคือ “ซอสจริง” หรือ “หัวน้ำซอส” ไม่ใช่น้ำเกลือที่นำมาแต่งสี แต่งกลิ่น หรือแต่งรส

    สาเหตุที่เกิดฟองเนื่องจากในซอสมี โปรตีน อยู่ในปริมาณสูง โดยคุณสมบัติของโปรตีนที่มีขั้วบวกและขั้วลบจะทำให้มันสามารถจับกับอากาศและเกิดเป็นฟองได้เมื่อถูกเขย่า หากเป็นซอสที่ไม่มีโปรตีนเป็นส่วนประกอบหลัก (เช่น ซอสที่ใช้การแต่งกลิ่นรส) ก็จะไม่สามารถจับอากาศจนเกิดเป็นฟองในลักษณะนี้ได้ 

    ออกแบบมินิมอลเพื่อครัวของ Gen Z

    เธอยังเล่าอีกว่า ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มพัฒนาแบรนด์เทใจ เธอรู้ชัดว่า สินค้าสุขภาพไม่จำเป็นต้องมีภาพจำแบบ “อาหารคนป่วย” แม้ตัวผลิตภัณฑ์จะเน้นเรื่องสุขภาพ แต่แบรนด์กลับเลือกเล่าเรื่องในทิศทางสดใส เข้าถึงง่าย และรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

    เธอจึงตั้งใจทำให้ผลิตภัณฑ์ถูกออกแบบสไตล์ Japanese Minimal โทนสีพาสเทลที่ดูสะอาดและร่วมสมัย พร้อมการสื่อสารที่เล่าเรื่องอย่างเป็นมิตร ไม่ใช่เชิงการแพทย์ โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดญี่ปุ่นช่วยวางโครงเรื่องแบรนด์ เพื่อให้ภาพลักษณ์สอดคล้องกับความคาดหวังของคนรุ่นใหม่

    “สาเหตุที่สื่อสารแบบญี่ปุ่น เนื่องจากวัตถุดิบหลักที่ใช้ผลิตซอสมาจาก โรงงานของญี่ปุ่นและใช้ความรู้ (Know-how) จากญี่ปุ่นโดยตรง แบรนด์จึงต้องการชูความจุดเด่นเรื่องความเป็นซีอิ๊วญี่ปุ่น เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจในคุณภาพ”

    แต่ความตั้งใจไม่ได้หยุดแค่รูปลักษณ์ ภายในขวดขนาด 250 มล. ราคา 38 บาท ถูกออกแบบให้เป็น “จุดเปลี่ยนพฤติกรรม” มากกว่าป้ายราคา เป้าหมายคือทำให้ Gen Z กล้าสวิตช์จากซอสทั่วไปมาใช้ซอสสุขภาพ โดยไม่รู้สึกว่าต้องลงทุนสูง เพราะคนรุ่นนี้เริ่มหันมาทำอาหารกินเอง และให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้นหลังยุคโควิด

    สิ่งที่น่าสนใจคือ วิธีเข้าใจผู้บริโภคของณัฐณิชาไม่ได้มาจากรีเสิร์ชราคาแพง แต่เริ่มจากบ้านของตัวเอง เธอทดลองรสชาติและดีไซน์กับลูกๆ ของเธอเองโดยตรง รับฟังความคิดเห็น เพราะเชื่อว่า Gen Z และ Gen Alpha เป็นกลุ่มที่พูดตรง และสะท้อนความรู้สึกจริง ก่อนนำอินไซต์เหล่านั้นไปพัฒนางานออกแบบให้โดนใจเป้าหมาย

    แนวคิดนี้สะท้อนผ่านบรรจุภัณฑ์ที่ “ต้องขายตัวเองได้” ดีไซน์เรียบสะอาด พร้อมรายละเอียดภาษาญี่ปุ่นที่สื่อถึงแหล่งความรู้และมาตรฐานการผลิต สิ่งที่คนรุ่นใหม่มองหาในแบรนด์ที่เชื่อถือได้

    “ในด้านการสื่อสาร เราลงทุนกับ Storytelling อย่างจริงจัง เพราะรู้ว่า Gen Z ไม่ได้ซื้อแค่สินค้า แต่ซื้อความรู้สึกและตัวตนของแบรนด์ หากเรื่องราวโดนใจ พวกเขาพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่” ณัฐณิชาเล่า 

    เธอบอกว่า แบรนด์ยังมองเห็นพฤติกรรมใหม่ของผู้บริโภคที่ใช้ AI เป็นผู้ช่วยค้นหาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ สะท้อนว่าแบรนด์ยุคใหม่ต้องมีตัวตนในโลกดิจิทัลที่เข้าถึงได้ง่าย

    ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงไปสู่หัวใจของผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมซอสเข้มข้นที่ใช้ในปริมาณน้อยลง แต่ยังให้รสชาติเต็ม ลดโซเดียมและน้ำตาล ซึ่งเป็นสองสิ่งที่ Gen Z ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน

    ตั้งเป้ายอดขาย 20- 30 ล้าน

    เทใจเริ่มจำหน่ายในปี 2564 โดยวางขายในโลตัสเป็นที่แรก เข้าสู่ตลาดช่วงที่ผู้คนหันมาทำอาหารกินเองมากขึ้น และเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่ใส่ลงในจาน ในปีที่ผ่านมาแบรนด์มียอดขายประมาณ 10 กว่าล้านบาท และตั้งเป้าว่าในปีนี้จะมียอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 20-30 ล้านบาท หลังจากที่เคยทำสถิติเติบโตสูงถึง 156%

    ช่องทางจำหน่ายตอนนี้มีที่ Lotus และ Big C Hyper Mart, ริมปิง เชียงใหม่,  แคทวัน (ยโสธร, ร้านวรรณ ระยอง) และในช่องทางออนไลน์โดยต่อไปวางแผนขยายให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ โดยมุ่งเข้าสู่ร้านสะดวกซื้อใกล้คอนโด ออฟฟิศ และมหาวิทยาลัย ใกล้ชิด Gen Z มากขึ้น และไลฟ์สไตล์คนที่ต้องการความสะดวกและทำอาหารทานเอง

    ขณะนี้แบรนด์อยู่ระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ แต่ยังต้องรอขั้นตอนการจดสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าให้เสร็จสิ้นก่อนจึงจะเริ่มวางจำหน่ายได้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงในฐานะรายเล็ก 

    นอกจากนี้ ณัฐณิชา บอกว่า มีความสนใจตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะออสเตรเลีย ด้วยเล็งเห็นว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพและตั้งเป้าให้เป็นประเทศแรกในการส่งออก

    เช่นเดียวกับตะวันออกกลางเป็นตลาดที่แบรนด์ให้ความสำคัญ เนื่องจากพบ Pain Point ว่าประชากรในแถบนั้นประสบปัญหาโรค NCDs (เช่น เบาหวาน และความดัน) จำนวนมาก เพราะติดรสชาติหวานจัดและเค็มจัด หากดูข้อมูลจากโรงพยาบาลในไทยระบุว่าชาวตะวันออกกลางนิยมมารักษาตัวที่ไทยเป็นจำนวนมาก แบรนด์จึงเห็นโอกาสในการนำเสนอซอสสุขภาพเพื่อตอบโจทย์คนกลุ่มนี้

    ส่วนตลาดยุโรปและอเมริกา แม้จะมองว่าเป็นตลาดที่ยากและแบรนด์ยังไม่มีความพร้อมในการไปเอง แต่มีความยินดีหากมี “พาร์ทเนอร์” ที่พร้อมจะรับหน้าที่เป็นตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่ 

    ทั้งนี้เพื่อให้สามารถแข่งขันในระดับสากลได้ แบรนด์ได้เตรียมความพร้อมไว้หลายด้าน เช่น มาตรฐานฮาลาล (Halal) ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ได้รับเครื่องหมายฮาลาลเรียบร้อยแล้ว และอยู่ในขั้นตอนการทยอยเปลี่ยนฉลากใหม่เพื่อรองรับการส่งออก

    หรือแม้แต่วัตถุดิบระดับสากล แบรนด์คัดสรรวัตถุดิบเกรดส่งออก เช่น ไม่ใส่ไอโอดีน (Iodine) เนื่องจากผู้บริโภคในบางประเทศอย่างญี่ปุ่นกังวลเรื่องสารกัมมันตรังสี และเน้นความเป็นธรรมชาติ (Natural) ไม่ใส่สารกันเสียหรือผงชูรส ซึ่งตรงกับเทรนด์สุขภาพโลก ส่วนฉลากและภาษา มีการขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดเพื่อออกแบบฉลากให้มีความเป็นสากลและดึงดูดใจผู้บริโภคยุคใหม่

    สำหรับณัฐณิชา เทใจไม่ใช่แค่แบรนด์ซอส แต่คือความพยายามเปลี่ยนวัฒนธรรมการปรุงอาหาร ให้สุขภาพและความอร่อยเดินไปพร้อมกัน จากครัวเล็ก ๆ ที่เริ่มต้นด้วยความรักในครอบครัว วันนี้เทใจกำลังเติบโตเป็นตัวแทนของเครื่องปรุงยุคใหม่ ที่สะท้อนว่า “อาหารที่ดี” ไม่ควรเป็นทางเลือก แต่ควรเป็นมาตรฐาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/737738&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GOWCdZ2ZajINt6r8db8-3

  • ภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง ดันนโยบาย 10 พลัส กระตุ้นเศรษฐกิจ ตั้งเป้า GDP โต 3%

    ภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง ดันนโยบาย 10 พลัส กระตุ้นเศรษฐกิจ ตั้งเป้า GDP โต 3%

    ภายหลังพรรคภูมิใจไทยคว้าชัยชนะการเลือกตั้ง และอยู่ระหว่างกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล ทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่จึงกลายเป็นประเด็นที่ภาคธุรกิจ นักลงทุน และตลาดการเงินจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเป้าหมายผลักดันอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ให้ขยายตัวแตะระดับ 3% ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความผันผวนสูง

    นโยบายที่พรรคประกาศไว้ในช่วงหาเสียงครอบคลุมหลายมิติ ทั้งการยกระดับรายได้ภาคเกษตร การเพิ่มขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรม การเร่งฟื้นตัวภาคการท่องเที่ยว การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ตลอดจนมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อและสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ

    คำถามสำคัญคือ เมื่อสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ จะมีการจัดลำดับความสำคัญของมาตรการใดเป็นลำดับแรก และกรอบเวลาดำเนินการจะชัดเจนเพียงใด

    จังหวะการขับเคลื่อนนโยบายในช่วง 100 วันแรกของรัฐบาลใหม่ จึงมีนัยต่อความเชื่อมั่นของตลาดทุน ค่าเงินบาท และทิศทางการลงทุนโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ

    เนื้อหาต่อจากนี้จะพาไปเจาะลึกว่า พรรคภูมิใจไทยวางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไว้อย่างไร และมาตรการใดมีแนวโน้มถูกหยิบขึ้นมาเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

    คนละครึ่งพลัส – ดำเนินการต่อเนื่องกระตุ้นเศรษฐกิจ

    พรรคภูมิใจไทยระบุว่าหากได้รับการสนับสนุน โครงการ “คนละครึ่งพลัส” จะดำเนินการต่อเนื่อง โดยอ้างอิงผลสำเร็จของโครงการที่ผ่านมาซึ่งเปิดใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึง 31 ธันวาคม 2568

    โครงการมีมูลค่าการใช้จ่ายรวม 84,185.7 ล้านบาท แบ่งเป็นการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 81,151.3 ล้านบาท และผ่านแพลตฟอร์มส่งอาหาร 3,034.4 ล้านบาท มีประชาชนใช้สิทธิครบวงเงิน 9,211,118 ราย ร้านค้าเข้าร่วม 999,350 ราย และผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการพัฒนาทักษะ 98,930 ราย

    พรรคอธิบายว่าโครงการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 0.2% ในปี 2568 โดยเม็ดเงินที่ลงสู่ระบบช่วยลดภาระค่าครองชีพ สร้างรายได้และสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ เมื่อผู้บริโภคมีกำลังซื้อมากขึ้น ร้านค้าขนาดเล็กมีรายได้หมุนเวียน จะก่อให้เกิดการผลิต การค้าขาย การจ้างงาน และการคมนาคมขนส่งเป็นวงกว้าง สร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อเนื่องไปยังต้นปี 2569

    รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และค่าไฟต่ำ 3 บาท

    ภายใต้นโยบายเศรษฐกิจสีเขียว พรรคนำเสนอ “โครงการรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ให้ประชาชนผ่อนเพียงเดือนละ 300 บาท 60 งวด เป็นการลดรายจ่ายการเดินทางและผลักดันไปสู่ Net Zero 2050

    สำหรับค่าไฟฟ้า พรรควิเคราะห์ว่าเป็นรายจ่ายสำคัญสำหรับครอบครัวกว่า 29 ล้านครัวเรือน จึงเสนอมาตรการพลังงานสีเขียว (Direct PPA) โดยทำโซล่าเซลล์ชุมชนส่งไฟฟ้าตรงถึงบ้านเรือน ไม่ผ่านหน่วยงานที่คิดค่าดำเนินการและค่าภาษี ส่งผลให้ประชาชนจ่ายค่าไฟต่ำกว่า 3 บาทต่อยูนิต สำหรับ 200 ยูนิตแรก

    ทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการ พลัส ทำบัตรคนจนใหม่

    พรรควิเคราะห์ว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจนสำหรับผู้มีรายได้น้อยเข้าไม่ถึงเป็นจำนวนมาก มีการร้องเรียนผ่านหน่วยงานของรัฐ จึงต้องทบทวนสิทธิและทำใหม่ทั้งหมด โดยคัดกรองให้เป็นคนที่จนจริง คนที่ไม่จนจริงจะถูกยกเลิกบัตร ไม่จำกัดว่าจะมีเท่าไร แต่ให้สิทธิทุกคน เมื่อมีฐานข้อมูลใหม่ที่ทราบจำนวนแน่นอนแล้ว คนจนจะได้สิทธิมากยิ่งขึ้น

    กองทุนภัยพิบัติ – ประกันทุกครัวเรือน

    พรรคเสนอนโยบาย “พร้อมก่อนภัย เคียงข้างไทยทุกสถานการณ์” ผ่านการปรับปรุงระบบเตือนภัย และมาตรการเยียวยา

    ระบบเตือนภัยจะยกระดับฐานข้อมูลการพยากรณ์ เสริมอุปกรณ์วิเคราะห์ด้วยเทคโนโลยีดาวเทียมและ AI ระดับโลก บูรณาการข้อมูลทุกหน่วยงานอย่างโปร่งใส จัดทำผังรายละเอียดรายตำบล และสร้างช่องทางส่งต่อข้อมูลถูกต้องให้ประชาชน

    สำหรับมาตรการเยียวยา พรรคอ้างว่าที่ผ่านมาช่วง 3 เดือนที่เป็นรัฐบาล ต้องจ่ายเงินเยียวยาภัยพิบัติกว่า 33,000 ล้านบาท จึงเสนอตั้ง “กองทุนภัยพิบัติ” โดยรัฐจ่ายค่าประกันภัย 1,000 บาทต่อครัวเรือนให้ครัวเรือนทั้งหมด 29,505,775 ครัวเรือน รวมมูลค่าเกือบ 30,000 ล้านบาท เมื่อเกิดภัย AI จะจับข้อมูลและจ่ายเงินทันทีครัวเรือนละ 100,000 บาท ประชาชนสามารถเพิ่มวงเงินประกันสูงขึ้นได้ด้วยตนเอง

    ศูนย์บำบัดยาเสพติดทุกอำเภอ และพยาบาลอาสา

    พรรคเสนอมาตรการ “1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัดยาเสพติด” เป็นการบูรณาการระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดตั้งศูนย์บำบัดครอบคลุมทั้ง 878 อำเภอ ช่วยให้เข้าถึงการรักษาได้สะดวก ลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

    โครงการ “1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา” จะจ้างงานผู้จบการศึกษาด้านพยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล เทคนิคการแพทย์ เข้ามาอบรมเพิ่มเติม จำนวนเกือบ 100,000 อัตรา เงินเดือน 15,000 บาท สัญญาจ้างขั้นต่ำ 4 ปี ทำงานเชิงรุกเคาะประตูบ้านทุกหมู่บ้านเพื่อดูแลผู้สูงอายุและสตรีตั้งครรภ์

    มาตรการผู้สูงอายุ – รับมือสังคมสูงวัย

    พรรคตระหนักถึงสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) จึงเสนอ 4 มาตรการ ได้แก่ การให้นายจ้างที่จ้างผู้สูงอายุลดหย่อนเป็นค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า สูงสุด 30,000 บาท, ผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปีได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุดร้อยละ 50, การสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุโดยนำที่ดินรัฐมาเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนลงทุน พร้อมให้การส่งเสริมการลงทุน (BOI) และความช่วยเหลือทางด้านภาษี เพื่อลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดูแล

    การศึกษาเท่าเทียม พลัส – เรียนฟรีต้องมีจริง

    พรรควิเคราะห์ว่าแม้ประเทศไทยมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่ยังไม่ใช่การเรียนฟรีที่แท้จริง มีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และมีเด็กกว่า 1 ล้านคนถูกผลักออกจากระบบการศึกษา จึงเสนอนโยบายที่ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก

    การศึกษาเท่าเทียม พลัส 1 คือการสร้างแพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์ฟรี รวมคลังความรู้ครอบคลุมการศึกษาทุกระดับ ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัยและวัยทำงาน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา

    การศึกษาเท่าเทียม พลัส 2 คือ Skill Bridge สะพานที่จะพาคนไทยข้ามไปสู่อนาคตที่ดีกว่า เน้นทักษะ เน้นงาน มีรายได้ โดยดึงดูดบริษัทเอกชนเป็นผู้เขียนหลักสูตรวิชาที่มีเนื้อหาตรงกับตำแหน่งงานที่บริษัทต้องการรับสมัคร แล้วนำหลักสูตรบรรจุในแพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์ ทำให้แรงงานสามารถพัฒนาความรู้ความสามารถให้ตรงกับความต้องการทางการตลาด ลดอัตราการว่างงาน และเพิ่มโอกาสการเข้าทำงาน

    ติดปีก SMEs และบาร์เตอร์เทรด

    พรรคมองว่า SMEs เป็นการสร้างรายได้ของ “คนตัวเล็ก” ที่รัฐควรสนับสนุน จึงเสนอนโยบาย เมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัส ด้วยการติดปีก SMEs ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เสริมสภาพคล่อง ลดต้นทุนโดยการออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มีกลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่ที่ใหญ่กว่าบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บยส.) เปิดตลาดใหม่สู่ระบบออนไลน์ เพิ่มแหล่งทุน สร้างความเป็นธรรมค่า GP, E-Commerce Platform SME, จัดการ Nominee, ขยาย Local content ฉวยโอกาส RVC traps, หาตลาดใหม่ เสริม Business matching, ติดปีกทูตพาณิชย์ ชูธุรกิจบริการ Off-to-On Plus

    ภายใต้นโยบาย เกษตรมั่นคง พรรคเสนอให้การสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศที่ใช้งบประมาณมาก เช่น ฝูงบินรบ เรือดำน้ำ เรือฟรีเกต ต้องทำในลักษณะบาร์เตอร์เทรด หรือการค้าแลกเปลี่ยน โดยต้องเจรจาต่อรองให้ซื้อสินค้าทางการเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพด จากประเทศไทย ใช้หลักการหาประโยชน์ร่วมเพื่อเป็นช่องทางระบายสินค้าการเกษตร หากดำเนินมาตรการนี้อย่างเคร่งครัด จะทำให้ไม่มีสินค้าการเกษตรตกค้าง และราคาพืชผลการเกษตรจะสูงขึ้น

    สร้างกำแพงปกป้องประเทศ

    พรรคเสนอนโยบาย “สร้างกำแพง” เพื่อปกป้องประเทศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ ไม่เพียงเฉพาะภัยทางทหารเท่านั้น แต่รวมถึงภัยคุกคามทางเศรษฐกิจและสังคม ทั้งการลักลอบนำของเถื่อนเข้าประเทศ สินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านที่ทะลักเข้ามากดราคาพืชผล แรงงานผิดกฎหมาย ยาเสพติด เครือข่ายสแกมเมอร์ การพนัน กาสิโน และทุนสีเทา เพื่อปกป้องอธิปไตย เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน

    ไทยเป็นไท ในเวทีโลก และเศรษฐกิจสีเขียว

    พรรคเสนอการทูตเชิงรุกครอบคลุมทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ สแกมเมอร์ ค้ามนุษย์ และยาเสพติด โดยต้องมีบทบาทในการทำให้โลกดีขึ้น ให้ไทยเข้าไปมีบทบาทเด่นในเวทีโลก ยืนยันคุณค่าของประเทศไทยในฐานะประเทศประชาธิปไตย ที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับรู้ทิศทาง การต่างประเทศต้องโปร่งใสและได้รับการสนับสนุนจากประชาชน

    สำหรับนโยบายเศรษฐกิจสีเขียว พรรคให้ความสำคัญกับการเลื่อนเวลาการเข้าถึง Net Zero คือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์ผลิตขึ้นจนเหลือเป็นศูนย์ ในปี 2050 ให้เร็วขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยเข้าถึง Net Zero ได้เร็วขึ้นทัดเทียมนานาประเทศ ลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ลดอุณหภูมิของโลก ซึ่งเป็นสาเหตุของภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง และพายุรุนแรง

    นโยบายเหล่านี้เป็นข้อเสนอในระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง รายละเอียดการนำไปสู่การปฏิบัติจริง กรอบเวลา และงบประมาณที่ชัดเจนคาดว่าจะมีการเปิดเผยหลังจากพรรคภูมิใจไทยจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/651134&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CLqXWCtkh4G2pntzo2jNy

  • ว.เทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคายฯ เปิดรับน้องผู้พิการเรียนกินอยู่ฟรี!  สร้างโอกาสสู่อาชีพยั่งยืน

    ว.เทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคายฯ เปิดรับน้องผู้พิการเรียนกินอยู่ฟรี! สร้างโอกาสสู่อาชีพยั่งยืน

    ว.เทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคายฯ เปิดรับน้องผู้พิการเรียนกินอยู่ฟรี! สร้างโอกาสสู่อาชีพยั่งยืน

    วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.58 น.

    วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  เปิดรับสมัครนักเรียน นักศึกษาคนพิการ เข้าศึกษาประจำปีการศึกษา 2569 โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งค่าเล่าเรียน ที่พัก และอาหาร กับหลักสูตรต่างๆ ทั้งระดับ ปวช. ปวส. และชั้นเตรียมการศึกษา (สำหรับคนพิการที่ไม่มีวุฒิมัธยมศึกษาตอนต้น อายุ 15 ปี ขึ้นไป) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้พิการได้มีโอกาสทางการศึกษา พัฒนาศักยภาพ และต่อยอดสู่อาชีพอย่างยั่งยืน และขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตคนพิการให้มีชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนต่อไป เริ่มสมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้จนถึง 28 มีนาคม 2569 และผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษาน้องๆ ซึ่งสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้

    นายชิด สุขหนู ผู้อำนวยการ วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เปิดเผยว่า วิทยาลัยฯ เป็นสถานศึกษาสำหรับคนพิการแห่งแรกของภาคอีสาน ก่อตั้งขึ้นปี 2560 มุ่งจัดการศึกษาและฝึกอาชีพให้กับผู้พิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย ให้ดูแลตนเองและครอบครัวได้ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รับวิทยาลัย ไว้ในพระราชูปถัมภ์ตั้งแต่ 16 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมาวิทยาลัยฯ สามารถผลิตบุคลากรคนพิการเข้าสู่ตลาดแรงงานระดับมืออาชีพเพื่อทำงานรับใช้สังคมมาแล้วกว่า 628 คน

    สำหรับปีการศึกษา 2569 วิทยาลัยฯ จะเปิดรับสมัคร 3 หลักสูตร คือ

    1.) หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล (ผู้จบ ม.3 หรือเทียบเท่า)

    2.) หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล (ผู้จบ ม.6)  มุ่งเน้นการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ การเขียนโปรแกรม การออกแบบกราฟิก และการพัฒนาเว็บไซต์  ฯลฯ

    3.) หลักสูตรขั้นเตรียมการศึกษา สำหรับคนพิการที่ไม่มีวุฒิมัธยมศึกษาตอนต้นอายุ 15ปี ขึ้นไป

    ทั้งนี้เอกสารที่ใช้ในการสมัคร ได้แก่ สำเนาบัตรประชาชน  สำเนาทะเบียนบ้าน รูปถ่าย 1.5 นิ้ว 4 รูป  สำเนาบัตรคนพิการ สำเนาวุฒิการศึกษา ใบสูติบัตร(ถ้ามี) ใบรับรองแพทย์ (ไม่เป็นโรคติดต่อ) โดยน้องๆ ผู้เรียนจะได้รับการสนับสนุนให้ศึกษาจนจบระดับ ปวช.–ปวส. เพื่อให้สามารถมีงานทำ ดูแลตนเองและครอบครัวได้

    ทางวิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย มีหอพักและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ พร้อมอาหาร 3 มื้อ รวมทั้งอุปกรณ์การเรียนการสอนที่เป็นสื่อทันสมัย โดยเปิดรับตั้งแต่วันนี้ถึง 28 มีนาคม 2569 ซึ่งผู้พิการทางการเคลื่อนไหวสามารถสมัครได้แล้วที่ ว.เทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ฯ หรือ fb วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ฯ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่คุณแพร โทร 064 109 4401 หรือ 042 465 645 หรือดูรายละเอียดที่เว็บไซต์ www.nrtc.ac.th

    ทั้งนี้ สำหรับผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ธนาคารกรุงไทย สาขาหนองคาย เลขที่ 295 6 00370 4 หรือผ่านระบบ e -Donation โดยสามารถนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ รายได้ทั้งหมดจะนำไปใช้ในการจัดการศึกษา ฝึกอาชีพ บริหารจัดการ และยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการอย่างยั่งยืนต่อไป

    -(016)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/946009&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Tr1-w7_AWYSN0BJXRW4d9

  • ZoomIn: ส่อง 8 นโยบายเรือธงภูมิใจไทย ลงทุน 1.48 แสนลบ. ที่มางบฯชัดเจน-คุ้มค่า : อินโฟเควสท์

    ZoomIn: ส่อง 8 นโยบายเรือธงภูมิใจไทย ลงทุน 1.48 แสนลบ. ที่มางบฯชัดเจน-คุ้มค่า : อินโฟเควสท์

    เปิดชุดนโยบายขับเคลื่อนประเทศของพรรคภูมิใจไทย หลังได้รับคะแนนเสียงท่วมท้นในการเลือกตั้ง โดยนโยบายของพรรคภูมิใจไทยที่เสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ ความมั่นคง และคุณภาพชีวิต ผ่าน 8 นโยบายหลัก ตั้งแต่การดึง “รัฐมนตรีมืออาชีพ” บริหารประเทศ การศึกษาเท่าเทียม เรียนฟรีมีงานทำ เสริมความมั่นคง สร้างกำแพงชายแดน ทหารอาสา-พยาบาลอาสา ลดค่าครองชีพด้วยค่าไฟ 3 บาท มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าราคาประหยัด ไปจนถึง “คนละครึ่ง พลัส” ใช้วงเงินงบประมาณรวม 148,326 ล้านบาท โดยเป็นการใช้งบประมาณแผ่นดิน 145,126 ล้านบาท (97.84%) ใช้การดำเนินการตามมาตรา 28 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 800 ล้านบาท (0.54%) และการร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน (PPP) 400 ล้านบาท (0.27%) และกองทุนหมุนเวียนต่างๆ 2,000 ล้านบาท (1.35%)

    1. การคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี (รัฐมนตรีมืออาชีพ) :

    เลือกพรรคภูมิใจไทย ได้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง

    • วงเงินที่ต้องใช้: ไม่ใช้งบประมาณ
    • ที่มาของเงิน: ไม่ใช้งบประมาณ
    • ความคุ้มค่า: คุ้มค่าในเชิงการบริหารและการใช้ทรัพยากรของรัฐ และได้บุคคลที่มีความรู้ และความมีประสบการณ์ตรงกับภารกิจ
    • ประโยชน์: การขับเคลื่อนนโยบายมีความเป็นมืออาชีพเป็นทีมเดียวกัน และตอบสนองความต้องการและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้ดี
    • ผลกระทบ: โครงสร้างการบริหารมีความชัดเจน และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
    • ความเสี่ยง: ไม่มี

    2. การศึกษาเท่าเทียม พลัส (เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ เรียนฟรีได้ทุกที่ทุกเวลา) :

    Online Learning Platform เรียนฟรีออนไลน์, Skill Bridge สะพานพาคนไทยสู่อนาคต เรียนจบมีงานทำ เอกชนร่วมเขียนหลักสูตร และ Learning Passport สะสมผลการเรียน เทียบโอนหน่วยกิตได้ เก็บครบรับปริญญาบัตร

    • วงเงินที่ต้องใช้: 700 ล้านบาทในปีแรก เพื่อจัดทำแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเกลี่ยงบจากค่าหนังสือเรียนปี 2569 ของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
    • ที่มาของเงิน: งบประมาณรายจ่ายประจำปี และการบริหารงบประมาณภาครัฐแนวใหม่ โดยเกลี่ยงบประมาณที่มีความจำเป็นน้อยมาใช้ประโยชน์
    • ความคุ้มค่า: ยกระดับโอกาสคนไทยทุกช่วงวัย, ลดต้นทุนทางสังคม เช่น การว่างงาน, ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัย และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
    • ประโยชน์: เชื่อมการเรียนกับการทำงานผ่านแพลตฟอร์ม Up skill, Re skill ตอบโจทย์ตลาดแรงงานยุคใหม่, เพิ่มโอกาสการมีงานทำและการเพิ่มรายได้อย่างเป็นรูปธรรม และต่อยอดการเรียนรู้ตลอดชีวิต
    • ผลกระทบ: เปลี่ยนบทบาทรัฐจากผู้ควบคุมเป็นผู้สนับสนุน และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีทางการศึกษา
    • ความเสี่ยง: บุคลากรบางส่วนขาดความพร้อมด้านดิจิทัล และการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น

    3. สร้างกำแพงชายแดนป้องกันภัยรุกราน :

    ชายแดนไทย-กัมพูชา มีความยาวประมาณ 798 กิโลเมตร สร้างกำแพงกิโลเมตรละ 8.66 ล้านบาท

    • วงเงินที่ต้องใช้: 866 ล้านบาท (ที่มา : สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) อนุมัติหลักการให้สร้างรั้ว/ กำแพง เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 68)
    • ที่มาของเงิน: งบประมาณรายจ่ายประจำปี และงบประมาณความร่วมมือกับภาคเอกชน
    • ความคุ้มค่า: เพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาความมั่นคงและป้องกันปัญหาตามแนวชายแดน
    • ประโยชน์: ป้องกันการข้ามแดน เช่น แรงงานเถื่อน และป้องกันการลักลอบสินค้าผิดกฎหมาย และยาเสพติด
    • ผลกระทบ: ความคุ้นชินของคนตามแนวชายแดน
    • ความเสี่ยง: ความเสี่ยงและความยากในพื้นที่ก่อสร้าง

    4. ทหารอาสา :

    จำนวน 100,000 คน รายได้ 12,000 บาทต่อเดือน ระยะเวลาประจำการ 4 ปี และฝึกอาชีพ เรียนหนังสือ มีโควต้าสอบเป็นนายสิบ

    • วงเงินที่ต้องใช้: 22,700 ล้านบาทต่อปี (เงินเดือน 14,400 ล้านบาทต่อปี และสวัสดิการ 8,300 ล้านบาทต่อปี)
    • ที่มาของเงิน: งบประมาณรายจ่ายประจำปี เกลี่ยงบประมาณที่มีความซ้ำซ้อนและมีความจำเป็นน้อย
    • ความคุ้มค่า: ได้ภาพลักษณ์กองทัพสมัยใหม่ที่ประชาชนเชื่อมั่น และได้ทหารอาสาที่สมัครใจแทนทหารเกณฑ์
    • ประโยชน์: ยกระดับทหารอาสาเป็นกำลังพลที่มีคุณภาพ กำลังพลมีขวัญกำลังใจสูง และลดภาระทหารเกณฑ์
    • ผลกระทบ: ปรับงบและอัตรากำลังใหม่ เพิ่มการฝึกเฉพาะทาง และมีวุฒิบัตรวิชาชีพต่อยอดในตลาดแรงงาน
    • ความเสี่ยง: ไม่มี

    5. พยาบาลอาสา ดูแลผู้สูงวัย (1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา) :

    อัตราจ้าง 15,000 บาทต่อเดือน สัญญาจ้าง 4 ปี 75,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ

    • วงเงินที่ต้องใช้: 13,500 ล้านบาทต่อปี
    • ที่มาของเงิน: งบประมาณรายจ่ายประจำปี เกลี่ยงบประมาณที่ซ้ำซ้อน และงบประมาณที่มีความจำเป็นน้อย
    • ความคุ้มค่า: ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพ และผู้สูงวัยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น
    • ประโยชน์: เสริมระบบสาธารณสุขปฐมภูมิ สร้างอาชีพใหม่ และมีเงินหมุนเวียนในหมู่บ้านและชุมชน
    • ผลกระทบ: การดูแลผู้สูงวัยมีคุณภาพ และลดปัญหาการแออัดในโรงพยาบาล
    • ความเสี่ยง: คุณภาพการดูแลผู้สูงวัยในแต่ละหมู่บ้านอาจแตกต่างกัน และผู้สูงวัยมีจำนวนไม่เท่ากันโดยเฉพาะผู้ป่วยติดเตียง

    6. ค่าไฟฟ้า หน่วยละ 3 บาท (สำหรับ 200 ยูนิตแรก) :

    จำนวนครัวเรือนจากทั่วประเทศ 22 ล้านครัวเรือน

    • วงเงินที่ต้องใช้: 63,360 ล้านบาทต่อปี
    • ที่มาของเงิน: งบประมาณรายจ่ายประจำปี และรายได้จากพลังงานสะอาดโซลาร์เซลล์ที่ลดต้นทุนไฟฟ้าได้บางส่วน
    • ความคุ้มค่า: ลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนเพื่อเพิ่มกำลังซื้อมากขึ้น โดยตัดค่าดำเนินการไม่ผ่านหน่วยงานกลางและตัดภาษีซ้ำซ้อน
    • ประโยชน์: ปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ให้เป็นธรรมมากขึ้น และปรับอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ เพื่อกระตุ้นให้ประหยัดพลังงาน
    • ผลกระทบ: อาจมีผลกระทบต่องบประมาณรายจ่ายประจำปี
    • ความเสี่ยง: ไม่มี

    7. มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ผ่อนเดือนละ 300 บาท 60 งวด :

    ภายใต้กรอบเศรษฐกิจสีเขียวและพลังงานสะอาด ประชาชนสมัครใจเข้าร่วมโครงการและผ่อนชำระเอง นำร่อง 100,000 คัน

    • วงเงินที่ต้องใช้: 3,200 ล้านบาทต่อปี
    • ที่มาของเงิน: งบประมาณรายจ่ายประจำปี, กองทุนพลังงาน, งบสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า, การร่วมลงทุนของภาคเอกชน, Green Finance และ Direct PPA (Power Purchase Agreement)
    • ความคุ้มค่า: เป็นการลงทุนเชิงโครงสร้างเพื่ออนาคตของประเทศ ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจระยะยาว และสนับสนุนเป้าหมายเศรษฐกิจสีเขียว และ Net Zero 2050
    • ประโยชน์: ช่วยลดค่าครองชีพประชาชน ช่วยลดมลพิษฝุ่น PM 2.5 ลดการนำเข้าน้ำมัน ประชาชนประหยัดค่าน้ำมัน และส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า
    • ผลกระทบ: ไม่มี
    • ความเสี่ยง: ไม่มี

    8. คนละครึ่ง พลัส (ลดรายจ่ายผู้ซื้อ เพิ่มรายได้ผู้ขาย) :

    • วงเงินที่ต้องใช้: 44,000 ล้านบาท (เฉพาะในส่วนของรัฐ โดยประชาชนร่วมจ่าย 44,000 ล้านบาท)
    • ที่มาของเงิน: งบประมาณรายจ่ายประจำปี
    • ความคุ้มค่า: เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน GDP ของประเทศ, ผู้บริโภคมีกำลังซื้อ ร้านค้ามีรายได้หมุนเวียน ก่อให้เกิดการผลิต การจ้างงาน และการคมนาคมขนส่ง
    • ประโยชน์: กระตุ้นการใช้จ่ายและกำลังซื้อ ลดค่าครองชีพ สร้างเงินหมุนเวียนในระบบ มีเงินสะพัดกว่า 80,000 ล้านบาท และ Up skill-Re skill เพิ่มทักษะค้าขายออนไลน์
    • ผลกระทบ: กระตุ้นกำลังซื้อมากขึ้น เสริมสภาพคล่องให้ร้านค้ารายย่อย และมีเงินหมุนเวียนกระจายสู่เศรษฐกิจฐานราก
    • ความเสี่ยง: ต้องบริหารงบประมาณอย่างรอบคอบ รัดกุม, เป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายแบบระยะสั้น ต้องมีการวางแผนระยะยาวควบคู่กัน และความเสี่ยงต่ำเพราะเป็นระบบดิจิทัลตรวจสอบการทุจริตได้

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/567668&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zKtShtOXyoRPRzZqt7mhI

  • โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ให้การต้อนรับ คณะหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง (ปธพ.) รุ่นที่ 12 และหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำทางการแพทย์ (ปนพ.) รุ่นที่ 3

    โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ให้การต้อนรับ คณะหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง (ปธพ.) รุ่นที่ 12 และหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำทางการแพทย์ (ปนพ.) รุ่นที่ 3

    เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 คณะผู้บริหาร แพทย์ พยาบาล และบุคลากร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้การต้อนรับนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง (ปธพ.) รุ่นที่ 12 และหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำทางการแพทย์ (ปนพ.) รุ่นที่ 3 รวมกว่า 200 ท่าน ในโอกาสเข้าศึกษาดูงานและเยี่ยมชมพื้นที่ภายในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

    การศึกษาดูงานในครั้งนี้ประกอบด้วยการเยี่ยมชมหน่วยงานสำคัญ อาทิ ศูนย์ฝึกสมองและศูนย์พาร์กินสัน, ศูนย์ฝึกผ่าตัด คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ศูนย์บูรณาการโรคมะเร็งและระบบ Kiosk, ศูนย์ความเป็นเลิศด้านภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง, ศูนย์โปรตอนสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ , ศูนย์ CHAMPS ศูนย์ฝึกทักษะเสมือนจริงทางการแพทย์, ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ และสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย เป็นต้น

    ในโอกาสนี้ คณะนักศึกษายังได้ร่วมมอบเงินบริจาคเพื่อสนับสนุนศูนย์ความเป็นเลิศด้านภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อีกด้วย

    อ่านข่าวประชาสัมพันธ์เพิ่มเติมได้ที่
    https://kcmh.chulalongkornhospital.go.th/digital-intelligence-fabric/

    Print Friendly, PDF & Email

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://kcmh.chulalongkornhospital.go.th/welcome-to-cgm-the-12th/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_rBPWb78kkfc6hUXBdHUP