Category: วัฒนธรรม

  • เลือกตั้ง 2569: สำรวจความเห็นสื่อนอก มอง 3 ปัจจัยส่งภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง  – BBC News ไทย

    เลือกตั้ง 2569: สำรวจความเห็นสื่อนอก มอง 3 ปัจจัยส่งภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง – BBC News ไทย

    สื่อนอกชี้เหตุภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง ขุมอำนาจเก่าหนุน – เกาะกระแสชาตินิยม – เล่นการเมืองแบบอุปถัมภ์คนรากหญ้า

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, อนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวปราศรัยระหว่างการรณรงค์หาเสียงเมื่อ 30 ม.ค. ที่สวนลุมพินี กรุงเทพฯ ก่อนคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งเมื่อวานนี้ (8 ก.พ.) จากผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ

    หลังได้ทราบผลอย่างไม่เป็นทางการของการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดของไทย สื่อต่างชาติหลายสำนักตีข่าวถึงชัยชนะครั้งใหญ่ของฝ่ายอนุรักษนิยม ซึ่งมีพรรคภูมิใจไทยเป็นตัวแทนปลุกกระแสรักชาติ และดึงดูดใจผู้ออกเสียงด้วยโครงการแจกเงินแบบประชานิยม จนทำให้พรรคฝ่ายปฏิรูปอย่างพรรคประชาชนต้องพ่ายแพ้ไป ด้วยคะแนนที่ทิ้งห่างกันอย่างเหลือเชื่อ

    บีบีซีรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของไทย ได้ประกาศชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยพรรคฝ่ายอนุรักษนิยมนำโดยพรรคภูมิใจไทยของเขา มีคะแนนทิ้งห่างพรรคฝ่ายปฏิรูปที่เป็นคู่แข่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคประชาชนเป็นอย่างมาก ซึ่งหมายความว่าพรรคภูมิใจไทยของนายอนุทินจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่ และตัวเขาเองจะได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป

    ผู้สื่อข่าวบีบีซียังรายงานว่า ผลการเลือกตั้งดังกล่าวทำให้บรรดานักปฏิรูปผู้สนับสนุนพรรคประชาชน “ช็อก” และผิดหวังอย่างยิ่ง หลังต้องพ่ายแพ้ให้กับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นจากบรรดานักอนุรักษนิยม ที่สนับสนุนแนวนโยบายที่ปฏิบัติได้จริงและนโยบายชาตินิยมมากกว่า

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน สวมกอดผู้สนับสนุนที่เข้ามาให้กำลังใจ ภายหลังเขาประกาศยอมรับผลการเลือกตั้งที่พรรคไม่ได้รับเลือกเป็นอันดับหนึ่ง

    การที่อนุทินสามารถยกระดับพรรคภูมิใจไทย จากพรรคการเมืองเล็ก ๆ ของคนต่างจังหวัด ให้กลายมาเป็นพรรคใหญ่ที่ได้รับคะแนนเสียงเป็นอันดับหนึ่งของประเทศได้นั้น มีปัจจัยสนับสนุนที่เป็นสาเหตุอยู่หลายประการ รวมถึงการหาเสียงโดยเน้นแสดงอารมณ์ความรู้สึกรักชาติบ้านเมือง หลังไทยเกิดความขัดแย้งเรื่องแนวพรมแดนกับกัมพูชาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ทั้งยังแสดงท่าทีปกป้องสถาบันที่เป็นขุมอำนาจเก่าแก่ดั้งเดิมของไทย อย่างเช่นกองทัพกับสถาบันกษัตริย์อีกด้วย

    นอกจากนี้ การหาเสียงโดยเน้นนำเสนอนโยบายประชานิยมที่แจกเงินให้กับประชาชน และการแย่งชิง “บ้านใหญ่” หรือผู้กุมคะแนนเสียงในระดับท้องถิ่นของจังหวัดต่าง ๆ ให้ย้ายเข้ามาสังกัดพรรคภูมิใจไทยได้เป็นจำนวนมาก ก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่ง ที่เป็นแรงส่งให้พรรคของนายอนุทินชนะการเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขต ซึ่งคิดเป็นจำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรถึง 80% ของทั้งหมด

    ในขณะที่พรรคประชาชนได้คะแนนเสียงจากการเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อสูงกว่ามาก แต่กลับตกเป็นรองพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ต่างจังหวัดนอกกรุงเทพมหานคร ซึ่งหมายความว่าพรรคฝ่ายปฏิรูปหัวก้าวหน้านี้ ยังคงขาดการสร้างเครือข่ายฐานเสียงในระดับท้องถิ่นนอกเมืองหลวงอยู่

    ยังคงไม่แน่นอนว่า ผลการเลือกตั้งในครั้งนี้จะส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่ย่ำแย่กระเตื้องขึ้นหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาการขาดเสถียรภาพทางการเมือง และไม่มีวี่แววว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ได้ทำให้นักลงทุนต่างชาติวิตกกังวลและขาดความมั่นใจอย่างมาก แต่ถึงกระนั้น ชัยชนะของภูมิใจไทยทำให้ฝ่ายอนุรักษนิยมของไทยรู้สึกอุ่นใจขึ้น ว่าจะไม่ถูกคุกคามจากฝ่ายปฏิรูปไปในระยะหนึ่ง และจะไม่เกิดวิกฤตทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง เพราะพรรคที่ได้คะแนนอันดับหนึ่งไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ในครั้งนี้

    ส่วนการออกเสียงประชามติ เพื่อให้ความเห็นชอบต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น ผู้สื่อข่าวบีบีซีมองว่ามีแนวโน้มความเป็นไปได้สูงที่ประชาชนส่วนใหญ่จะให้ความเห็นชอบ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปีพ.ศ. 2560 ที่เป็นมรดกตกทอดมาจากรัฐบาลทหารนั้น ทำให้ระบอบประชาธิปไตยของประเทศตกอยู่ในสภาพถูกผูกมัดจำกัดอิสระ เสมือนกับถูกใส่ “กุญแจมือ” อยู่นั่นเอง

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า นายอนุทินซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของไทย “ชนะพนัน” ด้วยการเลือกแทงเข้าข้างกระแสชาตินิยม ซึ่งชัยชนะนี้อาจทำให้เขาเป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนแรกในรอบกว่าสองทศวรรษ ที่ได้รับเลือกตั้งให้กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศเป็นสมัยที่สอง

    ผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ยังมองว่า ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ได้ผลักดันให้นายอนุทินซึ่งเป็นนักอนุรักษนิยมที่จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์อย่างยิ่ง ได้โอกาสเรียกคะแนนเสียงเพิ่มจากเหล่าคนไทยผู้รักชาติ จนสามารถคว้าชัยชนะด้วยคะแนนเสียงที่ทิ้งห่างคู่แข่งไปไกลได้

    รอยเตอร์ยังกล่าวถึงประวัติของนายอนุทินว่า เขาเกิดในครอบครัวเชื้อสายจีนที่มีทั้งเงินและอิทธิพล ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่สนับสนุนให้เขาแจ้งเกิดและเติบโตบนเวทีการเมืองได้อย่างราบรื่น โดยนายอนุทินดำเนินรอยตามบิดาของเขา ทั้งในเรื่องของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและการลงเล่นการเมืองระดับชาติ

    ดร.ณพล จาตุศรีพิทักษ์ นักวิจัยจากสถาบันอนาคตไทยศึกษา แสดงความเห็นกับรอยเตอร์ว่า ชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้แสดงถึงความสามารถของนายอนุทิน ในการรักษาสมดุลระหว่างการชนะใจหัวคะแนนและผู้ออกเสียงเลือกตั้งในต่างจังหวัด กับการดึงดูดเหล่าผู้สนับสนุนในเมืองใหญ่ ซึ่งให้การยอมรับนโยบายที่เขานำ “เทคโนแครต” หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มีการศึกษาสูง เข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญในกระทรวงต่าง ๆ

    ดร.ณพลยังมองว่า ขุมอำนาจเก่าฝ่ายอนุรักษนิยมและผู้จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ ต่างให้การสนับสนุนอนุทินและพรรคภูมิใจไทยอย่างชัดแจ้ง “ผมว่าหลายคนก็เห็นว่าในเชิงกลยุทธ์แล้ว ภูมิใจไทยถือเป็นโอกาสที่ดีที่สุด ที่ฝ่ายอนุรักษนิยมจะสามารถรับมือและป้องกันพวกหัวก้าวหน้า และพวกนิยมชมชอบทักษิณไม่ให้ขึ้นครองอำนาจได้ จะว่าไปแล้วนี่ก็เหมือนกับการแต่งงานเพื่อผลประโยชน์นั่นเอง”

    ด้านสำนักข่าวเอพีรายงานว่า แม้พรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นฝ่ายอนุรักษนิยมจะได้คะแนนเสียงมาเป็นอันดับหนึ่ง แต่ก็ยังคงต้องจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคอื่น โดยบรรดาผู้สังเกตการณ์เชื่อกันว่า พรรคเพื่อไทยซึ่งได้เป็นรัฐบาลในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว แต่ได้คะแนนเสียงลดลงมาเป็นอันดับสามในครั้งนี้ จะตอบรับคำเชิญของภูมิใจไทย เพื่อเข้าร่วมรัฐบาลสมัยที่สองของนายอนุทิน

    ส่วนพรรคประชาชนที่ได้คะแนนเสียงมาเป็นอันดับสองนั้น เชื่อว่าจะไม่สามารถชิงจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคใดได้ เนื่องจากมีแนวนโยบายปฏิรูปที่ไม่สอดคล้องกับจุดยืนของพรรคอื่น ๆ ที่มีคะแนนเสียงในอันดับต้นเลย นอกจากนี้ นายณัฐพล เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ยังได้แถลงยอมรับผลการเลือกตั้งแล้ว และยืนยันว่าจะเปิดโอกาสให้พรรคที่ได้คะแนนอันดับหนึ่งจัดตั้งรัฐบาลก่อน โดยจะไม่ชิงจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับภูมิใจไทยในขณะนี้อย่างแน่นอน

    เอพียังรายงานว่า นายอนุทินซึ่งเพิ่งเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้เพียง 5 เดือน กล่าวแสดงความขอบคุณต่อผู้ลงคะแนนเสียงสนับสนุนให้พรรคภูมิใจไทย โดยระบุว่าพี่น้องประชาชนได้มอบความไว้วางใจให้มากกว่าที่เคยคาดการณ์เอาไว้ และจากนี้ไปจะมุ่งทำงานรับใช้บ้านเมือง เพื่อตอบแทนอย่างสุดกำลังความสามารถ

    ผู้สื่อข่าวเอพียังวิเคราะห์ว่า พันธมิตรกลุ่มอำนาจเก่าระหว่างกองทัพและสถาบันกษัตริย์ มองว่าพรรคภูมิใจไทยคือผู้พิทักษ์คนสำคัญและทางเลือกที่ดีที่สุดของฝ่ายตนเอง ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ยังเปิดโอกาสให้อนุทินปรับปรุงภาพลักษณ์และจุดยืนเสียใหม่ จนกลายเป็นผู้นำในยามสงครามที่ทั้งห้าวหาญเด็ดขาดและรักชาติ ซึ่งช่วยเรียกคะแนนนิยมที่เสียไปในช่วงแรกของการดำรงตำแหน่ง จากกรณีที่แก้ปัญหาน้ำท่วมล้มเหลว และกรณีการทุจริตคอร์รัปชัน ให้หวนกลับคืนมาอีกครั้ง

    รายงานข่าวของเอพียังชี้ให้เห็นว่า พรรคภูมิใจไทยได้รับประโยชน์อย่างสูงจากกลยุทธ์การเลือกตั้งแบบเก่า ซึ่งอิงอาศัยการเมืองในระบอบอุปถัมภ์ และความเชี่ยวชาญเรื่องกลไกจัดตั้งรวบรวมคะแนนเสียงระดับรากหญ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีประชากรผู้มีสิทธิออกเสียงอยู่มาก

    ส่วนการออกเสียงประชามติ เพื่อให้ความเห็นชอบต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น ผู้สื่อข่าวเอพีรายงานว่า เสียงส่วนใหญ่อย่างน้อย 60% เห็นชอบให้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปีพ.ศ. 2560 เนื่องจากกลุ่มผู้สนับสนุนประชาธิปไตยหวังว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะลดทอนอำนาจและอิทธิพลของสถาบันนอกระบบการเลือกตั้ง อย่างเช่นกองทัพและศาลรัฐธรรมนูญลงบ้าง ทว่าก่อนหน้านี้ฝ่ายอนุรักษนิยมกลับออกมาเตือนว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายไร้เสถียรภาพแก่บ้านเมืองได้

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, ผู้สื่อข่าวเอพีวิเคราะห์ว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา เปิดโอกาสให้อนุทินเรียกคะแนนนิยมที่เสียไปในช่วงแรกของการดำรงตำแหน่ง ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากกรณีที่แก้ปัญหาน้ำท่วมล้มเหลว

    สำนักข่าวแชนแนลนิวส์เอเชีย (CNA) ของสิงคโปร์ รายงานว่ากลยุทธ์ที่ช่วยให้พรรคภูมิใจไทยคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือการสร้าง “กำแพงสีน้ำเงิน” ปิดล้อมพื้นที่สีส้มของพรรคประชาชนในกรุงเทพมหานคร โดยเน้นการรณรงค์หาเสียงไปที่กลุ่มคนต่างจังหวัด ซึ่งเป็นฐานเสียงขนาดใหญ่ที่แข็งแกร่งกว่า

    ซีเอ็นเอรายงานว่า แทนที่พรรคภูมิใจไทยจะเสนอนโยบายปฏิรูปหรืออุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นไปได้ยาก พวกเขากลับค่อย ๆ สร้างฐานเสียงที่คู่แข่งเจาะทะลวงเข้าทำลายได้ยากอย่างช้า ๆ ในหลายภูมิภาคที่สำคัญของไทย โดยสานสัมพันธ์กับตระกูลและกลุ่มการเมืองที่ทรงอิทธิพลในท้องถิ่น จนสามารถกุมบังเหียนขบวนการฝ่ายอนุรักษนิยมของไทยเอาไว้ได้ในที่สุด

    ยิ่งไปกว่านั้น พื้นที่ซึ่งเคยเป็นฐานเสียงหลักของพรรคอื่น อย่างเช่นพื้นที่สีแดงในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ที่เคยเป็นของพรรคเพื่อไทยมาก่อน ในคราวนี้กลับตกเป็นของพรรคภูมิใจไทยไปได้อย่างเหลือเชื่อ ส่งสัญญาณว่าพรรคเพื่อไทยของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ยากที่จะกลับมาผงาดบนเวทีการเมืองได้ในอนาคตแล้ว

    ดร.เติมศักดิ์ เฉลิมพลานุภาพ นักวิชาการอาวุโสประจำโครงการศึกษาประเทศไทย สถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค (ISEAS-Yusof Ishak Institute) ประเทศสิงคโปร์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีเอ็นเอว่า เหตุผลที่พรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้งนั้น เป็นเพราะผู้มีสิทธิออกเสียงส่วนใหญ่ ยังคงวิตกกังวลกับปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องเป็นสำคัญ ส่วนปัญหาความมั่นคงชายแดนที่เพิ่มเข้ามานั้น ยิ่งกระตุ้นให้คนไทยเล็งเห็นว่า สิ่งเหล่านี้คือปัญหาเร่งด่วนที่จำเป็นต้องแก้ไขก่อนสิ่งอื่นใดทั้งหมด

    “ความมั่นคงของแนวพรมแดนเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขทันที นั่นคือเหตุผลว่าทำไมอนุทินจึงหันมาเล่นกับอารมณ์ความรู้สึกรักชาติ เพราะกระแสชาตินิยมจะทำให้เขาชนะการเลือกตั้งได้” ดร.เติมศักดิ์กล่าว “ที่ผ่านมาอนุทินร่วมมือกับทางกองทัพได้ดี ในการจัดการปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ผู้คนตามแนวชายแดนต่างพึงพอใจกับท่าทีแข็งกร้าวของอนุทินต่อกัมพูชา ในขณะที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องท้าย ๆ ที่คนต่างจังหวัดจะคิดถึง”

    สำนักข่าวซีเอ็นเอยังรายงานถึงกรณีของพรรคกล้าธรรม แนวร่วมฝ่ายอนุรักษนิยมที่ผงาดขึ้นมาเป็นอันดับสี่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยระบุว่าอิทธิพลทางการเมืองของพรรคกล้าธรรมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด หลังดึงดูด สส.กลุ่มใหญ่จากพรรคอื่น อย่างเช่นพรรคพลังประชารัฐให้เข้าร่วมก๊วนได้สำเร็จ จนคว้าที่นั่ง สส.ได้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในภาคใต้และภาคเหนือของประเทศ โดยคาดว่าพรรคกล้าธรรมจะเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลผสมกับพรรคภูมิใจไทยต่อไป

    ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    คำบรรยายภาพ, สำนักข่าวซีเอ็นเอ มองอิทธิพลทางการเมืองของพรรคกล้าธรรมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด หลังดึงดูด สส.กลุ่มใหญ่จากพรรคอื่นจนคว้าที่นั่ง สส.ได้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    โทนี เฉิง ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวอัลจาซีรารายงานว่า บรรยากาศทั่วไปก่อนการเลือกตั้งครั้งนี้ในเขตกรุงเทพมหานคร เต็มไปด้วยกลิ่นอายของ “ความอ่อนล้าเหนื่อยหน่ายทางการเมือง” ผู้คนค่อนข้างเฉื่อยเนือย ไม่สู้จะกระตือรือร้นต่อการไปใช้สิทธิ์ออกเสียงมากเท่ากับการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ทว่าคนเมืองกรุงส่วนใหญ่ก็ยังคงหวังจะสร้างความเปลี่ยนแปลงผ่านการเลือกตั้งอยู่ ดังจะเห็นได้ว่าพรรคประชาชนซึ่งเป็นฝ่ายปฏิรูป กวาดที่นั่ง สส.เขตของกรุงเทพมหานครไปได้ทั้ง 33 เขต

    ดร.ณพล จาตุศรีพิทักษ์ นักวิจัยจากสถาบันอนาคตไทยศึกษา ยังแสดงความเห็นกับอัลจาซีราถึงการลงประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า “ผมเชื่อว่าพรรคใดก็ตามที่ชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ จะมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อทิศทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยจะเป็นผู้กำหนดว่า เราจะสามารถเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญฉบับเดิมที่รัฐบาลทหารเป็นผู้ร่างขึ้นได้หรือไม่”

    สำนักข่าวเอบีซี (ABC) ของออสเตรเลีย รายงานถึงความคิดเห็นของผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ที่วัดธาตุทองในเขตวัฒนาของกรุงเทพมหานคร ซึ่งผู้สื่อข่าวเอบีซีมองว่า หน่วยเลือกตั้งแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตที่อยู่อาศัยของชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นย่านธุรกิจใจกลางเมืองหลวง

    นางนิตยา ตั้งสิริธรรมมา วัย 71 ปี บอกกับผู้สื่อข่าวเอบีซีว่าเธอเลือกพรรคภูมิใจไทย เพราะมีความห่วงกังวลเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ โดยไม่อยากให้ประชาชนต้องเจอกับปัญหาปากท้องมากไปกว่านี้ เพราะการทำมาหากินในปัจจุบันก็ฝืดเคืองยากลำบากมากอยู่แล้ว

    ส่วนนางสาวศรีตลา ธนสารสมบัติ วัย 39 ปี บอกว่าเธอเลือกพรรคประชาชนเพราะต้องการ “เลือดใหม่” ให้เข้ามามีบทบาทในแวดวงการเมืองไทย แต่เธอเห็นด้วยว่าต้องเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้กับคนท้องถิ่นก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อยู่ในต่างจังหวัด

    วิดีโอสั้น

    ข่าวเด่น

    เรื่องน่าสนใจ

    วิดีโอสั้น

    ข่าวเด่น

    เรื่องน่าสนใจ

    บทความยอดนิยม

    ไม่มีเนื้อหานี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c93j5780w0qo.amp&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CG1m1kkhWvP_T3Rf6wxHn

  • เมื่อการเมืองทำเราใจสลาย โอกาสหัวใจวายก็เพิ่มขึ้น สถิติชี้ หลังเลือกตั้งผู้ป่วยโรคหัวใจมักเพิ่มขึ้น

    เมื่อการเมืองทำเราใจสลาย โอกาสหัวใจวายก็เพิ่มขึ้น สถิติชี้ หลังเลือกตั้งผู้ป่วยโรคหัวใจมักเพิ่มขึ้น

    หลังจากปิดหีบเลือกตั้ง ค่ำคืนแห่งการนับคะแนนสิ้นสุดลง บ้างเฉลิมฉลองชัยชนะ บ้างผิดหวังกับการพลาดฝันครั้งใหญ่ แต่ไม่ว่าอย่างไรดูเหมือนบทบาทของประชาชนจะเงียบหายไปกับวาระดังกล่าว 

    บรรยากาศการเลือกตั้งที่เคยเต็มไปด้วยความหวังและความคึกคัก กลับถูกแทนที่ด้วยความอึดอัดและคำถามที่ไม่มีคำตอบชัดเจน การจัดตั้งรัฐบาลที่ดูเหมือนการเจรจาบนหอคอยงาช้าง ยิ่งทิ้งระยะห่างระหว่าง ‘เสียงของประชาชน’ กับ ‘ความเป็นจริงทางการเมือง’ ให้กว้างขึ้นเรื่อยๆ 

    ในวันที่ผลคะแนนบนหน้าจอไม่ตรงกับภาพฝันของใครหลายคน เสียงของประชาชนจะไร้ความหมายหรือไม่ มวลมหาพลังงานแห่งความตึงเครียดนี้ไม่ได้ส่งผลต่อทิศทางของประเทศเพียงอย่างเดียว แต่สร้างบาดแผลทางใจลึกลงไปในชั้นเนื้อ และสามารถ ‘ฆ่า’ เราได้จริง เพราะความตึงเครียดทางการเมืองไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ แต่คือสาเหตุของความเครียดที่นำไปสู่ผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจที่อันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะกับผู้ที่มีภาวะเสี่ยงอยู่แล้ว และตอกย้ำว่ามันไม่ใช่เรื่องไกลตัว

    งานวิจัย Arrhythmia Risk During the 2016 US Presidential Election: The Cost of Stressful Politics ในปี 2016 เกี่ยวกับการศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างความเครียดทางการเมืองช่วงเลือกตั้งกับอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคหัวใจ พบว่าการเผชิญกับสถานการณ์ทางการเมืองที่ตึงเครียดอย่างการเลือกตั้ง มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะถึง 77% ในผู้ที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือดอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อผู้ป่วยโรคหัวใจในกลุ่มอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย 

    แน่นอนว่าตัวการสำคัญของเรื่องนี้คือ ‘ความเครียด’ ที่ปะทุขึ้นมาอย่างฉับพลัน เมื่อเรารู้สึกเครียด โกรธ หรือเสียใจ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) และอะดรีนาลีน (Adrenaline) ออกมาในปริมาณมาก ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง และเกิดการอักเสบบริเวณหลอดเลือด ซึ่งหากมีความเครียดติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน สารสื่อประสาทเหล่านี้จะไปรบกวนการทำงานของระบบไฟฟ้าหัวใจ นำไปสู่ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่อันตรายถึงชีวิต 

    ขณะที่ในอีกกรณีหนึ่งหากร่างกายแบกรับความเครียดมากเกินไป ความดันโลหิตที่เพิ่งสูงขึ้นจะทำลายแผ่นไขมันบริเวณหลอดเลือด (Plaque Rupture) จนทำให้ลิ่มเลือดเข้าไปอุดตันภายในอย่างเฉียบพลัน ส่งผลให้เกิดอาการหัวใจวายในหลายกรณี 

    แล้วถามว่าปกติคนเราเครียดหรือจริงจังกับการเมืองมากขนาดไหน ก็ต้องบอกเลยว่ามากกว่าที่คิด ยกตัวอย่างเช่น ผลสำรวจความเครียดประชากรอเมริกันจาก American Psychological Association (APA) ในปี 2024 พบว่า 77% มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับอนาคตของประเทศชาติ โดย 73% ของคนจำนวนนั้นยอมรับว่า สิ่งที่เครียดที่สุดคือ การเลือกตั้งสหรัฐฯ เมื่อปี 2024 และเมื่อถูกถามต่อว่า หมวดหมู่ข่าวสารหรือเหตุการณ์ที่ทำให้เครียด 62% ตอบว่าการเมือง รองลงมา 52% เป็นเรื่องสุขภาพ 

    ทีนี้ตัดกลับเข้ามาที่การเมืองบ้านเรา ปัจจุบันคนไทยตึงเครียดเรื่องนี้ขนาดไหน จากข้อมูลของกรมสุขภาพจิต เมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ผ่านการเก็บรวบรวมข้อมูลประชากรจำนวน 14,502 คน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีระดับอารมณ์ทางการเมืองอยู่ในระดับปกติคิดเป็น 63.39% มีแนวโน้มอารมณ์ปานกลางถึงรุนแรงคิดเป็น 36.61% ขณะที่ 9.91% มีอารมณ์รุนแรงในระดับที่น่ากังวล โดยเพศชายมีแนวโน้มแสดงอารมณ์ทางการเมืองมากกว่าเพศหญิงในระดับรุนแรง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการเมืองเป็นอย่างมาก จึงปฏิเสธได้ยากว่าความเครียดอันเกิดจากปมปัญหาทางการเมืองเป็นเรื่องไกลตัว 

    ถึงแม้ความเครียดจากการเมืองค่อนข้างน่ากลัว แต่ไม่ได้แปลว่าเราต้องเพิกเฉยไปกับมัน เพียงแค่เลือกเสพข่าวที่มี ‘คุณภาพ’ จากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ โดยกำหนดกรอบระยะเวลาไม่ให้มากจนรบกวนเวลาในการทำสิ่งอื่น หันมาโฟกัสกับเรื่องที่ผ่อนคลายบ้างเป็นครั้งคราว แต่ไม่หลงลืมอุดมการณ์และสิทธิของตัวเอง เพราะหัวใจที่แข็งแรงคืออาวุธสำคัญที่สุดในการสู้ต่อระยะยาว การเมืองไม่ใช่แข่งวิ่งร้อยเมตร แต่เป็นการแข่งวิ่งมาราธอนที่ต้องดูกันไปยาวๆ ดังนั้นติดตามเรื่องการเมืองแล้ว อย่าลืมติดตามฟังเสียงของหัวใจตนเอง การเมืองยังมีหวังเสมอ ถ้ามีวันพรุ่งนี้ 

    ที่มา:

    https://www.ahajournals.org/doi/full/10.1161/JAHA.120.020559

    https://www.apa.org/pubs/reports/stress-in-america/2024

    https://cvhealthclinic.com/news/the-impact-of-stress-on-your-heart-what-the-science-says/

    https://www.hfocus.org/content/2025/06/34541

    Tags: , , , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/wisdom-political-stress/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0N3Ry1ZQrizAXIFZ9R-EnB

  • ‘คนกรุงเทพฯ’ ไม่มีอยู่จริง วาทกรรม ‘ชนชั้น-ศีลธรรม’ กับดัก ‘หลังเลือกตั้ง’

    ‘คนกรุงเทพฯ’ ไม่มีอยู่จริง วาทกรรม ‘ชนชั้น-ศีลธรรม’ กับดัก ‘หลังเลือกตั้ง’

    หลัง ‘ผลการเลือกตั้ง’ ปรากฏชัด ความตึงเครียดทางการเมืองไม่ได้หยุดอยู่ที่ ‘ตัวเลขคะแนน’ หากแต่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในพื้นที่โซเชียลมีเดีย ผ่านการถกเถียง ‘โต้เถียง’ และ ‘กล่าวโทษ’ กันข้ามภูมิภาค หนึ่งในปรากฏการณ์ที่เห็นได้ชัดคือการหันไปตั้งคำถามและโจมตี ‘คะแนนเสียงจากต่างจังหวัด’  

    โดยเฉพาะจากกลุ่มผู้สนับสนุน ‘การเมืองฝ่ายเสรีนิยม – ประชาธิปไตย’ ที่มองว่าผลการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามความคาดหวัง ขณะเดียวกัน ภาพของ ‘คนกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่’ ก็ถูกยกขึ้นมาในฐานะ ‘ผู้เลือกการเมืองใหม่’ เต็มไปด้วยความตื่นรู้ เป็นผู้ก้าวหน้า กว่าโหวตเตอร์กลุ่มอื่นในสังคม 

    วาทกรรมเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมการเมืองไทย หากแต่จะปรากฏชัดขึ้นทุกครั้งหลังการเลือกตั้ง โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ผลคะแนนไม่เป็นไปตามความคาดหวังของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การเปรียบเทียบคุณค่าระหว่าง ‘คนกรุงเทพฯ – คนชนบท’ ถูกผลิตซ้ำอย่างเข้มข้น ตั้งแต่ความฉลาด ระดับการศึกษา ไปจนถึงความก้าวหน้าและความเข้าใจประชาธิปไตย ราวกับว่าภูมิศาสตร์สามารถกำหนดคุณภาพของพลเมืองได้ 

    อย่างไรก็ตาม การอธิบายการเมืองด้วยกรอบง่ายๆ อย่าง ‘ฉลาด–โง่’ หรือ ‘ตื่นรู้–ล้าหลัง’ อาจเป็นคำตอบที่สะดวก แต่กลับปิดบังโครงสร้างความจริงที่ซับซ้อนบางอย่าง ไม่ว่าจะมิติของเมือง ชนชั้น ระบบเศรษฐกิจ และความสัมพันธ์เชิงอำนาจ  

    การที่ ‘พรรคสีส้ม’ ได้รับคะแนนสูงในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ ไม่ได้เกิดจากคุณสมบัติพิเศษของ ‘ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง’ หากเป็นผลสะสมจากโครงสร้างการรวมศูนย์ทรัพยากร โอกาส และอำนาจการตัดสินใจ ที่ทำให้คนบางกลุ่มมีอิสระทางเศรษฐกิจและการเมืองมากกว่าพื้นที่อื่น 

    ในอีกด้านหนึ่ง ความมั่งคั่งที่กระจุกตัวในเมืองใหญ่ก็เปิดพื้นที่ให้คนส่วนน้อยสามารถจัดการการเมืองผ่านเครือข่ายส่วนตัวได้อย่างแนบเนียน ขณะที่ระบบตรวจสอบทั้งส่วนกลางและท้องถิ่นยังตามไม่ทันความซับซ้อนของอำนาจสมัยใหม่ บริบทเช่นนี้ทำให้คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ ‘ใครเลือกผิด’ แต่คือ โครงสร้างแบบใดที่ทำให้บางเสียงดัง บางเสียงเงียบ และบางพื้นที่ถูกมองข้าม 

    ภาพลวงตา ‘คนกรุงเทพฯ’ กับความจริงของคะแนนเสียง

    ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่เต็มไปด้วยอารมณ์และการแบ่งขั้ว จึงชวน ‘รศ.ดร.เก่งกิจ กิติเรียงลาภ’ อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วิเคราะห์ปรากฏการณ์ เพื่อมองการเมืองไทยผ่านโครงสร้างเมือง ชนชั้น และวาทกรรมที่ถูกใช้ซ้ำหลังการเลือกตั้งอย่างมีสติ 

    เก่งกิจมองว่า การอธิบายการเมืองผ่านกรอบเหมารวม ไม่เพียงคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง หากยังเป็นวาทกรรมทางการเมืองที่อันตราย เพราะย้อนกลับมาทำลายความเข้าใจต่อสังคมไทยเอง โดยเฉพาะภาพลวงตาเกี่ยวกับ ‘คนกรุงเทพฯ’ ที่มักถูกทำให้เป็นก้อนเดียวกันทางการเมือง 

    เขายกตัวอย่างด้วยการย้อนดูผลการเลือกตั้งในอดีต โดยเฉพาะ ‘คะแนนแบบบัญชีรายชื่อ’ จะเห็นว่าพฤติกรรมทางการเมืองของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพฯ มีความหลากหลายและซับซ้อนกว่าภาพจำที่ถูกเล่าซ้ำ  

    ในการเลือกตั้งปี 2554 ‘พรรคประชาธิปัตย์’ ได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ในกรุงเทพฯ ราว 1.27 ล้านเสียง ขณะที่ ‘พรรคเพื่อไทย’ ได้ประมาณ 1.2 ล้านเสียง ตัวเลขที่ต่างกันเพียงหลักแสน ไม่ได้สะท้อนภาพการ ‘เทคะแนน’ อย่างเบ็ดเสร็จ 

    เช่นเดียวกับการเลือกตั้งปี 2562 เมื่อ ‘พรรคอนาคตใหม่’ และ ‘พรรคเพื่อไทย’ รวมกันได้คะแนนใกล้เคียงกับ ‘กลุ่มพรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยม’  ความแตกต่างของคะแนนไม่ได้ห่างไกลจนสามารถสรุปได้ว่าคนกรุงเทพฯ เลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเป็นเอกฉันท์ ดังนั้นการมองเพียงผล ‘สส.เขต’ โดยไม่พิจารณาผล ‘ปาร์ตี้ลิสต์’ จึงเป็นการอ่านการเมืองแบบตัดทอนความซับซ้อนนี้ออกไป  

    “ถ้าเราบอกว่าคนกรุงเทพฯ เลือกพรรคหนึ่งมากกว่าอีกพรรคหนึ่งเล็กน้อย แล้วเราจะได้ข้อสรุปว่าคนกรุงเทพฯ เป็นแบบไหนได้…คงไม่ใช่อย่างนั้น”  

    เก่งกิจตั้งคำถาม พร้อมย้ำว่า ไม่ว่าจะเป็นการเหมาว่า ‘คนกรุงเทพฯ เป็นสลิ่ม’ หรือ ‘คนกรุงเทพฯ ฉลาดกว่า’ ต่างก็เป็น ‘ภาพลวงตา’ ที่ไม่ตั้งอยู่บนฐานข้อมูลจริง 

    “การใช้คำพวกนี้มันอันตรายทางการเมืองอยู่แล้ว เพราะกรุงเทพฯ ไม่ได้มีแต่สลิ่ม กรุงเทพฯ มีประชากรทั้งทะเบียนบ้านและประชากรแฝงรวมสิบล้านคน คนส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ คือคนจนเมือง”

    — เก่งกิจ กล่าว 

    หนึ่งในแก่นสำคัญที่เก่งกิจพยายามชี้ให้เห็น คือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ ‘โครงสร้างประชากร’ ของ ‘กรุงเทพมหานคร’ สังคมไทยมักผูกกรุงเทพฯ เข้ากับภาพของ ‘ชนชั้นกลาง’ คนมีการศึกษา และความพร้อมทางเศรษฐกิจ ทั้งที่ในความเป็นจริง กรุงเทพฯ เต็มไปด้วย ‘คนจนเมือง’ และแรงงานอพยพจากภูมิภาคต่างๆ ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานยาวนานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 

    แรงงานเหล่านี้จำนวนมากมีทะเบียนบ้านอยู่ในกรุงเทพฯ กลายเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเมืองหลวง เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเศรษฐกิจเมือง แต่กลับถูกมองข้ามเมื่อมีการพูดถึง ‘คนกรุงเทพฯ’ ในเชิงโวหารทางการเมือง เก่งกิจชี้ว่า หากย้อนดูการชุมนุมของคนเสื้อแดงในช่วงปี 2552–2553 จะเห็นชัดว่าคนจนเมืองคือ ‘มวลชน’ สำคัญของการเคลื่อนไหวทางการเมืองในกรุงเทพฯ 

    กรุงเทพฯ ไม่ใช่ชนชั้นกลางทั้งเมือง

    สำหรับเก่งกิจ คำว่า ‘คนกรุงเทพฯ’ จึงไม่ใช่คำอธิบายทางสังคม หากแต่เป็น ‘เครื่องมือทางการเมือง’ ที่ถูกใช้เพื่อโยนทั้ง ‘ความดี’ และ ‘ความเลว’ ให้กับกลุ่มคนที่ถูกทำให้เป็นก้อนเดียวกัน วาทกรรมนี้ถูกใช้ทั้งจาก ‘ฝ่ายอนุรักษ์นิยม’ และฝ่ายที่นิยามตนเองว่าเป็น ‘ประชาธิปไตย’  

    ไม่ว่าจะเป็นการยกย่องว่าคนกรุงเทพฯ ตื่นรู้ ฉลาด เลือกการเมืองใหม่ หรือการโจมตีว่าคนกรุงเทพฯ เห็นแก่ตัว เป็นสลิ่ม ล้วนตั้งอยู่บนตรรกะเดียวกัน คือการลดทอนความหลากหลายของผู้คนลงเหลือเพียงภาพจำที่สะดวกต่อการโต้เถียง 

    เขาเตือนว่า การเมืองแบบนี้ทำให้สังคมติดอยู่กับการแบ่งขั้วอย่างง่าย และหลีกเลี่ยงการทำความเข้าใจโครงสร้างทางสังคมที่แท้จริงของพื้นที่ต่างๆ 

    ในประเด็นเรื่อง ‘การเมืองศีลธรรม’ เก่งกิจมองว่า แม้หลายคนจะพยายามแยกการเมืองออกจากเรื่อง ‘คนดี–คนเลว’ แต่ในความเป็นจริง การเมืองแทบทุกยุคทุกสมัยล้วนผูกโยงกับศีลธรรมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ฝ่ายหนึ่งอาจอ้างความเข้าใจคนจน ความติดดิน ขณะที่อีกฝ่ายอาจอ้างความโปร่งใส ความไม่เทา หรือการเมืองแบบใหม่ ทั้งหมดล้วนเป็นศีลธรรมคนละชุด ที่ถูกใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับจุดยืนของตนเอง 

    ความโกรธหลังเลือกตั้ง : เรื่องปกติของประชาธิปไตย

    สำหรับความโกรธและการด่าทอกันหลังการเลือกตั้ง เก่งกิจมองว่าเป็นเรื่องปกติในทุกสังคมประชาธิปไตย เมื่อผลการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามความคาดหวัง ผู้คนย่อมหาเหตุผลและเป้าหมายในการระบายอารมณ์ เช่นเดียวกับกรณีของ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ในสหรัฐอเมริกา ที่แม้มาจากการเลือกตั้ง แต่ก็ถูกต่อต้านอย่างรุนแรง 

    สิ่งที่ต้องระวังคือการปล่อยให้อารมณ์เหล่านี้ถูกแปรรูปเป็นวาทกรรมดูถูก เหยียด หรือแบ่งแยก ซึ่งอาจย้อนกลับมาบ่อนทำลายฐานสนับสนุนของฝ่ายประชาธิปไตยเองในระยะยาว 

    ในเรื่องการเมืองท้องถิ่นและการใช้เงิน เก่งกิจเสนอให้มองอย่างรอบด้านมากกว่าการเหมารวมว่าเป็น ‘การซื้อเสียง’ เงินมีบทบาทในทุกระบบการเมือง แต่คำถามสำคัญคือ เงินถูกใช้ผ่านโครงสร้างความสัมพันธ์แบบใด ในชนบท ระบบหัวคะแนนและเครือญาติทำงานบนฐานความใกล้ชิด ขณะที่เมืองใหญ่มีโครงสร้างสังคมที่แยกตัวสูง จนแทบไม่เอื้อต่อการซื้อเสียงแบบตรงไปตรงมา 

    ท้ายที่สุด เก่งกิจมองว่าบทเรียนจากการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ควรจบลงที่การหาคนผิด หากควรถูกใช้เพื่อทำความเข้าใจความจริงของสังคม การเมืองที่หมกมุ่นกับการดูถูกกันไปมา จะไม่ช่วยให้ประชาธิปไตยเดินหน้าได้ 

    “คุณจะโวยวายอะไรก็ได้ แต่คุณทำรัฐประหารไม่ได้ แต่ประเด็นของผมก็คือว่าทั้งหมดนี้มันก็เป็นกิจกรรมทางการเมืองที่โลกของการเมืองมันต่อสู้กันด้วยวิธีการแบบเนี้ย ซึ่งถามว่าผมเห็นด้วยมั้ย ผมไม่เห็นด้วย แต่ถามว่ามันเป็นเช่นนั้นไหม มันก็คงมันก็เป็นเช่นนั้นมาตลอดไม่ใช่หรือ”

    — เก่งกิจ ทิ้งท้าย

    ผู้เขียนขอเสนอมุมคิดว่า เราหากยังหวังเห็น ‘ประชาธิปไตย’ ที่มั่นคง เราจำเป็นต้องเลิกถามว่า ‘ใครตื่นรู้กว่าใคร’ และเริ่มถามว่าโครงสร้างแบบใด จะทำให้คนธรรมดาทุกกลุ่ม มีอำนาจกำหนดอนาคตร่วมกันได้จริง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/bangkokians-donot-really-exist&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZRty8yQ3o3oEC-s1CFx0N

  • ราชบุรี เดินหน้าขจัดความยากจนเชิงรุก ชูกลยุทธ์ “5 พร้อม” ตั้งเป้าช่วย 328 ครัวเรือนเป้าหมาย ให้ “อยู่รอด พอเพียง ยั่งยืน” ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

    ราชบุรี เดินหน้าขจัดความยากจนเชิงรุก ชูกลยุทธ์ “5 พร้อม” ตั้งเป้าช่วย 328 ครัวเรือนเป้าหมาย ให้ “อยู่รอด พอเพียง ยั่งยืน” ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

    ราชบุรี เดินหน้าขจัดความยากจนเชิงรุก ชูกลยุทธ์ “5 พร้อม” ตั้งเป้าช่วย 328 ครัวเรือนเป้าหมาย ให้ “อยู่รอด พอเพียง ยั่งยืน” ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง


    9/02/2569 | 11 |

    ราชบุรี เดินหน้าขจัดความยากจนเชิงรุก ชูกลยุทธ์ “5 พร้อม” ตั้งเป้าช่วย 328 ครัวเรือนเป้าหมาย ให้ “อยู่รอด พอเพียง ยั่งยืน” ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

    9 ก.พ. 2569 จังหวัดราชบุรี – นายคมกริช เจริญพัฒนสมบัติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เป็นประธานการประชุมการส่งเสริมการบูรณาการกลไกการขับเคลื่อนการขจัดความยากจน ระดับจังหวัด เพื่อติดตามและวางแนวทางการดำเนินงานขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ณ ห้องประชุมแม่กลอง ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดราชบุรี

    โดยในที่ประชุมได้มีการหารือและกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนงานที่สำคัญ คือเปิดปฏิบัติการ “ราชบุรี 5 พร้อม” ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง จังหวัดราชบุรีได้กำหนดกลยุทธ์ขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “คนราชบุรี ไม่ทิ้งกัน” ผ่านกลยุทธ์ “5 พร้อม” ได้แก่ ข้อมูลพร้อม: ใช้ฐานข้อมูลจากระบบ TPMAP ปี 2568 องค์กรและบูรณาการพร้อม: มีโครงสร้างการทำงานตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล จนถึงทีมพี่เลี้ยงในระดับหมู่บ้าน ภารกิจและเวลาพร้อม: มีแผนปฏิบัติการและไทม์ไลน์ที่ชัดเจน ระบบติดตามและรายงานพร้อม: จัดตั้ง War Room และรายงานผลทั้งแบบ Offline และ Online ประชาสัมพันธ์พร้อม: สร้างการรับรู้สู่สาธารณะอย่างทั่วถึง

    เจาะลึกกลุ่มเป้าหมาย 328 ครัวเรือน จากการสำรวจข้อมูลในระบบ TPMAP ปี 2568 พบว่าจังหวัดราชบุรีมีครัวเรือนยากจนเป้าหมายจำนวน 328 ครัวเรือน กระจายอยู่ใน 7 อำเภอ (อำเภอเมืองราชบุรี, บางแพ และวัดเพลง ไม่พบครัวเรือนเป้าหมาย) โดยอำเภอจอมบึงมีจำนวนสูงสุด (206 ครัวเรือน) ปัญหาที่พบมากที่สุดคือ มิติด้านรายได้ รองลงมาคือ ความเป็นอยู่, การศึกษา และสุขภาพ ตามลำดับ

    ส่วนกระบวนการช่วยเหลือด้วย “4 ท” ทีมปฏิบัติการในพื้นที่และทีมพี่เลี้ยงจะลงพื้นที่เพื่อวิเคราะห์ปัญหาด้วยหลัก 4 ท (ทัศนคติ, ทักษะ, ทรัพยากร, ทางออก) เพื่อออกแบบการช่วยเหลือที่ตรงจุดรายครัวเรือน หรือ “ตัดเสื้อพอดีตัว” โดยมีการแบ่งประเภทครัวเรือนเป็นกลุ่มสงเคราะห์และกลุ่มพัฒนาได้ เพื่อให้การช่วยเหลือมีความเหมาะสม พร้อมต้องติดตามและประเมินผล ให้ ศจพ. ทุกระดับ และทีมปฏิบัติการตำบล บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการช่วยเหลือและบันทึกข้อมูลการช่วยเหลือลงในระบบ พร้อมทั้งให้มีการติดตามผลอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มั่นใจว่าครัวเรือนเป้าหมายสามารถพึ่งพาตนเองได้ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาจังหวัดราชบุรีได้มีการดำเนินการช่วยเหลือเบื้องต้นไปแล้วในหลายด้าน อาทิ การมอบทุนการศึกษา การซ่อมแซมที่อยู่อาศัย การส่งเสริมอาชีพ และการมอบถุงยังชีพ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในระยะเร่งด่วน
    —————–


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/474553&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PdzFty8SCO8Wjm0jLw0qQ

  • การประเมินการเรียนการสอนออนไลน์ผ่านระบบ myCourseVille

    การประเมินการเรียนการสอนออนไลน์ผ่านระบบ myCourseVille

    สำนักบริหารวิชาการ จุฬาฯ ร่วมกับศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้ จุฬาฯ ขอเชิญนิสิตจุฬาฯ ร่วมประเมินการเรียนการสอนออนไลน์ผ่านระบบ myCourseVille ในระบบตรีภาค ภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2568

    ช่วงเวลาการประเมิน ระหว่างวันที่ 26 กุมภาพันธ์ – 22 มีนาคม 2569 ผ่านระบบ myCourseVille ได้ที่ https://www.mycourseville.com/

    สอบถามเพิ่มเติมได้ที่

    ศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้ (LIC) E-mail: elearning@chula.ac.th, Facebook: LIC chula

    สำนักบริหารวิชาการ E-mail: dad.oaa@chula.ac.th

    ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://academic.chula.ac.th/detail/news/68

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/286636/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3c8nUjWcebfNbvjyF8fnGy

  • SSP เปิดศูนย์เรียนรู้ร่มเกล้าวินด์ฟาร์ม ต้อนรับ มมส. ศึกษาพลังงานทดแทน

    SSP เปิดศูนย์เรียนรู้ร่มเกล้าวินด์ฟาร์ม ต้อนรับ มมส. ศึกษาพลังงานทดแทน

    กลุ่มบริษัท เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SSP สานต่อโครงการศูนย์การเรียนรู้พลังงานทดแทนและการพัฒนาพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้คณาจารย์และนักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จำนวน 150 คน เข้าศึกษาดูงาน ณ โครงการร่มเกล้าวินด์ฟาร์ม โรงไฟฟ้าพลังงานลม ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ SSP โดยมี คุณธีทัต สืบสังข์ ผู้จัดการฝ่ายบำรุงรักษาและปฏิบัติการ และคุณณัฐวรา สุขจร ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายบุคคล ให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกตลอดการเข้าศึกษาดูงาน ครั้งนี้

    กิจกรรมดังกล่าว ทางโรงไฟฟ้าร่มเกล้าวินด์ฟาร์มได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ จากวิศวกรประจำโรงไฟฟ้า และทีมวิศวกรของบริษัท Vestas ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมกระบวนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ระบบกังหันลม ระบบควบคุม การบำรุงรักษา ตลอดจนการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การเปิดโอกาสให้เข้ามาศึกษาดูงานในครั้งนี้ นับเป็นการส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบันการศึกษา และภาคอุตสาหกรรมพลังงาน ช่วยพัฒนาศักยภาพนักศึกษาให้มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน พร้อมปลูกฝังแนวคิดการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า

    SSP พร้อมขับเคลื่อนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษา พลังงานสะอาด และการพัฒนาประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างมั่นคง พร้อมให้การสนับสนุนกับทุกภาคส่วนที่ต้องการเข้ามาเรียนรู้และเยี่ยมชม ณ ศูนย์การเรียนรู้ ‘ร่มเกล้าวินด์ฟาร์ม’ จ.มุกดาหาร เพื่อสานต่อพลังงานสะอาดและสร้างการเรียนรู้อย่างยั่งยืน

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/pr/811985&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OiUM9M9g1w8SYcs5WanIx

  • สายหอยต้องรู้ก่อนสาย… 5 เรื่องจริงของ ‘หอยนางรมสด’ | เดลินิวส์

    สายหอยต้องรู้ก่อนสาย… 5 เรื่องจริงของ ‘หอยนางรมสด’ | เดลินิวส์

    วันนี้ “เดลินิวส์” นำบทความจากกรมอนามัย โดย ศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี นำ 5 เรื่องจริงของ “หอยนางรมสด” ที่คนชอบกินต้องรู้ก่อนจะสาย

    “หอยนางรมสด” คือเมนูเด็ดที่คนรักอาหารทะเลหลายคนต้องนึกถึงเป็นอันดับแรก ด้วยรสชาติหวานฉ่ำ เนื้อสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์ และชื่อเสียงในฐานะ “ยาโด๊ป” ชั้นดีจากธรรมชาติ ทำให้เมื่อมีโอกาส หลายคนก็ไม่พลาดที่จะลิ้มลองความอร่อยนี้

    แต่เบื้องหลังความอร่อยนั้นกลับแฝงไปด้วยอันตรายร้ายแรง ที่เราอาจคาดไม่ถึง ในช่วงที่ผ่านมา มีข่าวให้เห็นอยู่บ่อยครั้งเกี่ยวกับผู้ที่ล้มป่วยหนัก หรือแม้กระทั่งเสียชีวิตหลังจากรับประทานหอยนางรมสดเข้าไป ทำไมเมนูยอดนิยมนี้ถึงกลายเป็นภัยเงียบที่คร่าชีวิตได้?

    บทความนี้จะเปิดเผย 5 เรื่องจริงที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับหอยนางรม ทั้งในแง่คุณประโยชน์ที่หลายคนเชื่อ และอันตรายที่มองไม่เห็น โดยอ้างอิงข้อมูลเชิงลึกจากนักวิชาการด้านโภชนาการ เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อีกครั้ง ก่อนจะรับประทานหอยนางรมสด คำต่อไป

    1.ยาโด๊ปในตำนาน? ความจริงเบื้องหลังพลังของหอยนางรม เป็นความเชื่อที่ว่าหอยนางรมช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศนั้นเป็นเรื่องที่ได้ยินกันมานาน แต่ในทางวิทยาศาสตร์แล้วมีหลักฐานสนับสนุนมากน้อยแค่ไหน?

    ความจริงคือ “หอยนางรม” เป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุสำคัญอย่าง สังกะสี (Zinc) และ ซีลีเนียม (Selenium) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับระบบสืบพันธุ์ โดยสังกะสีมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของสเปิร์มและการรักษาสมดุลของฮอร์โมนเพศชาย ส่วนซีลีเนียมก็ช่วยในเรื่องการเคลื่อนไหวของสเปิร์ม

    ข้อมูลระบุว่าหอยนางรมเพียง 100 กรัม สามารถให้สังกะสีได้มากถึง 86% ของปริมาณที่ผู้หญิงต้องการต่อวัน และ 48% สำหรับผู้ชาย อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องรู้คือ ปัจจุบันยังมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่จำกัดและยังไม่สามารถยืนยันได้โดยตรง ว่าการกินหอยนางรมจะช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศได้จริง ความเชื่อมโยงดังกล่าวจึงเป็นเพียงทฤษฎีตามคุณค่าทางโภชนาการเท่านั้น ยังไม่มีงานวิจัยที่ซัพพอร์ตอย่างแน่ชัด

    2.อันตรายที่มองไม่เห็น: รู้จักเชื้อ ‘วิบริโอ’ และพยาธิในหอยสด เป็นอันตรายที่ร้ายแรงที่สุดของการกินหอยนางรมดิบมาจากเชื้อโรคที่มองไม่เห็น โดยภัยคุกคามหลักคือ แบคทีเรียในกลุ่ม วิบริโอ (Vibrio) นอกจากนี้ หอยนางรมดิบยังเป็นแหล่งของพยาธิ เช่น พยาธิตัวแบน และ พยาธิตัวจี๊ด อีกด้วย

    จากการสำรวจในประเทศไทยพบว่ามีการปนเปื้อนของเชื้อวิบริโอและซัลโมเนลลาในตัวอย่าง “หอยนางรมดิบ”เกือบ 100% การได้รับเชื้อวิบริโออาจทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษรุนแรง และในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เชื้อนี้สามารถลุกลามจนเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งอันตรายถึงชีวิตได้ การได้รับเชื้อตัวนี้เนี่ย จะทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งจะสามารถทำให้เสียชีวิตได้

    “กรณีศึกษาที่น่าตกใจคือ หญิงชาวอเมริกันวัย 55 ปี เสียชีวิตจากการติดเชื้อวิบริโอหลังจากรับประทานหอยนางรมดิบไป 24 ตัว โดยเธอเริ่มแสดงอาการป่วยรุนแรงภายในเวลาเพียง 2 วันเท่านั้น”

    3.ไม่ใช่แค่คนป่วย: ใครบ้างที่ห้ามกินหอยนางรมดิบเด็ดขาด แม้ว่าทุกคนจะมีความเสี่ยงจากการกินหอยนางรมดิบ แต่มีคนบางกลุ่มที่ต้อง “ห้าม” อย่างเด็ดขาด เพราะมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและเสียชีวิตสูงกว่าคนทั่วไปอย่างมาก

    กลุ่มเสี่ยงสูงที่ห้ามรับประทานหอยนางรมดิบโดยเด็ดขาด ได้แก่:

    • ผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ
    • ผู้ป่วยโรคตับ
    • ผู้ติดเชื้อ HIV
    • ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด
    • ผู้ที่ปลูกถ่ายอวัยวะ

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยโรคตับจะมีความเสี่ยงสูงมาก เนื่องจากตับเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยกำจัดสารพิษและเชื้อโรคออกจากร่างกาย เมื่อตับทำงานบกพร่อง แบคทีเรียที่ปนเปื้อนมากับหอยจึงสามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่ายขึ้น

    อย่างไรก็ตาม นักโภชนาการได้ให้คำแนะนำที่ชัดเจนที่สุดว่า แม้ความเสี่ยงจะสูงสุดในกลุ่มคนเหล่านี้ แต่ “ไม่ว่าจะมีสุขภาพดีหรือไม่ดี ก็ไม่แนะนำให้รับประทานหอยนางรมดิบ”

    4.อร่อยเหมือนกินสดแต่ปลอดภัยกว่า: เคล็ดลับลวกหอยให้นุ่มเด้ง สำหรับคนที่ชื่นชอบเนื้อสัมผัสของหอยนางรมแต่ไม่อยากเสี่ยง ยังมีวิธีที่ทำให้คุณอร่อยได้อย่างปลอดภัย นั่นคือการปรุงให้สุก ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียและพยาธิที่อาจปนเปื้อนมา

    นักโภชนาการได้แนะนำเทคนิคการลวกหอยนางรมให้มีเนื้อสัมผัสใกล้เคียงกับหอยสดมากที่สุด ดังนี้:
    1. ตั้งน้ำให้เดือด อาจใส่ข่าหรือตะไคร้ลงไปเพื่อช่วยลดกลิ่นคาว
    2. นำหอยนางรมลงไป ลวก ในน้ำเดือด
    3. ตักขึ้นและนำไป น็อคในน้ำเย็นจัด ทันที วิธีนี้จะช่วยให้เนื้อหอยยังคงความหวาน นุ่ม และเต่งตึง คล้ายกับการกินสด แต่ปลอดภัยกว่ากันมาก

    5. กินสุกก็ต้องระวัง: ภัยเงียบจาก ‘โลหะหนัก’ ที่สะสมในร่างกาย แม้ว่าการปรุงสุกจะช่วยกำจัดเชื้อโรคได้ แต่หอยนางรมก็ยังมีความเสี่ยงอีกอย่างหนึ่งที่ซ่อนอยู่ นั่นคือการปนเปื้อนของ โลหะหนัก เช่น ตะกั่ว, ปรอท และแคดเมียม ซึ่งอาจพบได้ในอาหารทะเลทั่วไป

    อันตรายจากโลหะหนักไม่ได้เกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน แต่จะเกิดจากการบริโภคหอยนางรมในปริมาณมากอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ จนเกิดการสะสมในร่างกายและอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้

    ดังนั้น กุญแจสำคัญคือการรับประทานอย่างพอเหมาะ โดยแนะนำว่าหากจะรับประทานหอยนางรมเป็นโปรตีนหลักในมื้อนั้น ควรจำกัดปริมาณอยู่ที่ประมาณ 3-4 ช้อนโต๊ะ ก็ถือว่าเพียงพอและเหมาะสม

    โดยสรุป หอยนางรมเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่ความเสี่ยงจากการรับประทานแบบดิบนั้นมีอยู่จริงและร้ายแรง ตั้งแต่เชื้อแบคทีเรียวิบริโอที่อาจทำให้ติดเชื้อในกระแสเลือดจนเสียชีวิต ไปจนถึงพยาธิต่างๆ ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดคือการปรุงให้สุกก่อนรับประทานเสมอ เพื่อให้เราได้อร่อยกับเมนูนี้โดยไม่ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยง

    เมื่อรู้ถึงความเสี่ยงทั้งหมดนี้แล้ว ครั้งต่อไปที่เห็นหอยนางรมสดวางอยู่ตรงหน้า คุณจะเลือกอร่อยอย่างปลอดภัย หรือจะยอมเสี่ยงกับรสชาติเพียงชั่วครู่?

    ที่มา : Rama Square : กินหอยนางรมอย่างไรให้ปลอดภัย #อาหารกับข้อสงสัยเรื่องสุขภาพ #เปิดตู้เย็น 17.9.2562 https://www.youtube.com/watch?v=Sx9II3DiBFg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5581151/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3R5YoESXoaq3F8Ah37SVus

  • เปิดวาร์ป! พลอย ณัฐธิดา หลานเนวินดีกรีไม่ธรรมดา ว่าที่ สส.อายุน้อยที่สุด คว้าชัยบุรีรัมย์

    เปิดวาร์ป! พลอย ณัฐธิดา หลานเนวินดีกรีไม่ธรรมดา ว่าที่ สส.อายุน้อยที่สุด คว้าชัยบุรีรัมย์

    เปิดวาร์ป! พลอย ณัฐธิดา หลานเนวินดีกรีไม่ธรรมดา ว่าที่ สส.อายุน้อยที่สุด คว้าชัยบุรีรัมย์

    วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.10 น.

    พลอย ณัฐธิดา ‘ลูกไม้ใต้ต้น’ ตระกูลชิดชอบ คว้าชัยบุรีรัมย์ จ่อทุบสถิติ สส. อายุน้อยที่สุด

    กลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงที่ถูกจับตามองมากที่สุดในวินาทีนี้ สำหรับ “พลอย ณัฐธิดา เล็กอุดากร” ผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย เขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ล่าสุดสร้างปรากฏการณ์คะแนนนำโด่งทิ้งห่างคู่แข่ง เตรียมก้าวเข้าสู่สภาในฐานะ “ว่าที่ สส. อายุน้อยที่สุด” ด้วยวัยเพียง 25 ปี

    เปิดโปรไฟล์ไม่ธรรมดา ดีกรีนักเรียนนอกเมืองผู้ดี

    ความสำเร็จในครั้งนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่ พลอย ณัฐธิดา มาพร้อมกับต้นทุนทางความรู้ที่เข้มข้น โดยเธอจบการศึกษาจากสถาบันชั้นนำระดับโลก

    ปริญญาตรี ด้าน Accounting and Finance จาก University of Sussex ประเทศอังกฤษ

    ปริญญาโท ด้าน International Business จาก Hult International Business School ด้วยพื้นฐานด้านการเงินและธุรกิจสมัยใหม่ ทำให้เธอถูกมองว่าเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่นำหลักการวิเคราะห์ข้อมูลมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาพื้นที่ได้อย่างลงตัว

    สายเลือดการเมืองเข้มข้น หลานสาว ‘เนวิน ชิดชอบ’

    พลอย ณัฐธิดา คือ “ลูกไม้ใต้ต้น” ขนานแท้ เธอเป็นบุตรสาวของ นายภูษิต เล็กอุดากร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) บุรีรัมย์ และยังมีศักดิ์เป็นหลานสาวของ นายเนวิน ชิดชอบ ผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองแห่งค่ายเซราะกราว ทำให้การก้าวเข้าสู่สนามการเมืองครั้งนี้มีความพร้อมทั้งฐานเสียงและวิสัยทัศน์ที่สืบทอดกันมา

    คลื่นลูกใหม่ที่ต้องจับตา

    ชัยชนะของเธอสะท้อนถึงการปรับตัวของพรรคภูมิใจไทยที่ส่ง “เลือดใหม่” ลงสนามเพื่อชิงฐานเสียงคนรุ่นใหม่ โดยเน้นการผสมผสานระหว่าง “ประสบการณ์ของคนรุ่นก่อน” กับ “ความรู้เทคโนโลยีของคนรุ่นใหม่” ซึ่งผลคะแนนที่ออกมาเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า ชาวบุรีรัมย์พร้อมเปิดรับการเปลี่ยนแปลงนี้

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    นักเขียนดังฝากถึงด้อม จำชื่อลุงให้ขึ้นใจ สั้นๆ 4 คำที่ทำเอาสะเทือนทั้งโซเชียล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/945937&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18R8m7EV_3W3nSy7Hpyeq5

  • สมาคมส่งเสริมการศึกษาในถิ่นกันดารประชุมประจำปี

    สมาคมส่งเสริมการศึกษาในถิ่นกันดารประชุมประจำปี

    ประชาสัมพันธ์

    สมาคมส่งเสริมการศึกษาในถิ่นกันดารประชุมประจำปี

    วันจันทร์ ที่ 09 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.57 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    สมาคมส่งเสริมการศึกษาในถิ่นกันดารประชุมประจำปี

    สมาคมส่งเสริมการศึกษาในถิ่นกันดาร ในอุปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สศก.)ประชุมประจำปี

    ดร.มนวิภา ประชัญคดี นายกสมาคมส่งเสริมการศึกษาในถิ่นกันดาร ในอุปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สศก.) เป็นประธานจัดการประชุมสามัญประจำปี พ.ศ. 2568 ณ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.) กรุงเทพมหานคร โดยที่ประชุมรับทราบวาระสำคัญด้านข้อบังคับสมาคม ระบบ e-Donation และสรุปผลการดำเนินงานประจำปี

    ทั้งนี้มี พล.อ.สมโภชน์ นนท์ชัย, รศ.นพ.ปกิตติ ทยานิธิ, ดร.เกล้าสรวง สุพงศ์ธร, ทันตแพทย์ประสาธน์ชัย – ทันตแพทย์หญิงปิยะรัตน์ โพธิปฐม, พนิดา ปทุมารักษ์ และชุติพนธ์ นิยมิศร พร้อมด้วยคณะกรรมการ เข้าร่วมประชุม

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/relation/465403&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wtfOlsulJdXrpS_drwMyL

  • ครุศาสตร์ จุฬาฯ จัดการประชุมวิชาการนานาชาติ

    ครุศาสตร์ จุฬาฯ จัดการประชุมวิชาการนานาชาติ

    ระหว่างวันที่ 29–30 พฤษภาคม 2569 ณ คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ  

    คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ  

    ภาควิชานโยบาย การจัดการและความเป็นผู้นำทางการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับ Teachers College, Columbia Universityสหรัฐอเมริกา จัดการประชุมวิชาการนานาชาติด้านการบริหารระบบการศึกษาและภาวะผู้นำ ครั้งที่ 5 (The 5th International Conference on Educational System Management Leadership: ICESML 2026) ภายใต้หัวข้อ “การสร้างอนาคตการศึกษาระดับโลกผ่านภาวะผู้นำข้ามวัฒนธรรม” ระหว่างวันที่ 29–30 พฤษภาคม 2569 ณ คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ  

    ฟังปาฐกถาพิเศษโดย Prof. Brian K. Perkins, Ed.D., Teachers College, Columbia University สหรัฐอเมริกา และ Asst. Prof. Sam Bamkin, Ph.D., Global Education Center, University of Tokyo ประเทศญี่ปุ่น

    การนำเสนอผลงานวิชาการในรูปแบบการบรรยายและโปสเตอร์ ภายใต้หัวข้อ

    • การศึกษาระดับโลกและภาวะผู้นำข้ามวัฒนธรรม
    • ภาวะผู้นำทางการศึกษา
    • นโยบายการศึกษา
    • ระบบการศึกษา
    • การบริหารการศึกษา / การประกันคุณภาพการศึกษา
    • การบริหารทรัพยากรมนุษย์ทางการศึกษา

    การนำเสนอผลงานนวัตกรรมการบริหารสถานศึกษาเพื่อเข้ารับรางวัล ESML School Leadership Award ในประเภทต่าง ๆ ดังนี้

    • ผู้บริหารสถานศึกษาระดับปฐมวัยและประถมศึกษา
    • ผู้บริหารสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษา
    • ผู้บริหารสถานศึกษาระดับอาชีวศึกษา
    • ผู้บริหารสถานศึกษานานาชาติ
    • ผู้บริหารการศึกษา

    นอกจากนี้ยังมีการแข่งขัน MODEL APEC Junior – Thailand เวทีสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา เพื่อค้นหาและพัฒนาผู้นำเยาวชนไทยในอนาคต

    ค่าลงทะเบียน

    • ผู้เข้าร่วมการประชุม (29–30 พฤษภาคม 2569) 1,500 บาท
    • ผู้นำเสนอผลงานแบบบรรยาย 3,000 บาท
    • ผู้นำเสนอผลงานแบบโปสเตอร์ 3,000 บาท

    ลงทะเบียนเข้าร่วมงานตั้งแต่บัดนี้ – 31 มีนาคม 2569 ได้ที่ www.icesml.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/286609/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kR_QchUgVR3GcuJ678IQp