Category: วัฒนธรรม

  • อัปเดต 31 สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ปชน. เปิด 8 หน้าใหม่ ดันแทน 44 สส.ส้ม

    อัปเดต 31 สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ปชน. เปิด 8 หน้าใหม่ ดันแทน 44 สส.ส้ม

    พรรคประชาชน (ปชน.) กำลังเผชิญความระส่ำระสายอย่างหนัก พลันที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิดอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ฐานผิดจริยธรรมร้ายแรง กรณีร่วมกันลงชื่อ และเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 

    โดยให้เหตุผลโดยสรุปว่า มีเจตนาลดทอนการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ การกระทำดังกล่าวเป็นการไม่ยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะส่งเรื่อง และความเห็นให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัยใน 30 วันนั้น

    อ่านข่าว: ฉบับเต็ม! ป.ป.ช.ฟันอดีต 44 สส.ก้าวไกล เจตนาลดความคุ้มครองสถาบันฯ

    ส่งผลให้ผู้สมัคร สส.ปชน.อย่างน้อย 10 คนที่อาจชนะการเลือกตั้ง จะต้องถูกส่งชื่อไปยังศาลฎีกา เพื่อพิจารณา โดยหากศาลฎีกาประทับรับฟ้อง จะต้องถูกหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยอัตโนมัติ แบ่งเป็น 

    สส.บัญชีรายชื่อ 8 คน คือ

    1. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับ 1 
    2. น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับ 2
    3. นายรังสิมันต์ โรม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับ 8
    4. นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับ 10
    5. นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับ 13
    6. นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับ 14
    7. นายวาโย อัศวรุ่งเรือง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับ 16
    8. นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับ  20

    สส.แบบแบ่งเขต 2 คน คือ

    1. นายธีรัจชัย พันธุมาศ ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 18
    2. นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 33

    อ่านข่าว: เปิดรายชื่อ 10 ว่าที่ สส.ปชน.ส่ออดไปต่อ โดน ป.ป.ช.ฟันคดี 44 สส.

    โดยผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการจาก กกต. เมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 ที่ผ่านมา คาดว่าพรรค ปชน.จะได้ สส.จำนวน 31 คน ในเมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด สส.บัญชีรายชื่อ ปชน.ไป 8 คน 

    ส่งผลให้ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ปัจจุบันเหลืออยู่ 23 คน ได้แก่

    1. นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค แคนดิเดตนายกฯลำดับที่ 3 ของพรรค ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3
    2. นายเซีย จำปาทอง ปีกแรงงานของพรรค ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4
    3. นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ทีมบริหาร The Professionals ด้านเศรษฐกิจใหม่ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 5
    4. น.ส.ณัฐยา บุญภักดี ทีมบริหาร The Professionals ด้านความมั่นคงของมนุษย์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 6
    5. นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ทีมบริหาร The Professionals ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 7
    6. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรค ปชน. ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 9
    7. นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล แกนนำพรรค ทีมบริหารด้านเศรษฐกิจ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 11
    8. นายธีระ สุธีวรางกูร ที่ปรึกษาด้านกฎหมายพรรค ปชน. ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 12
    9. นายกิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ อดีตทหารเรือ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 15
    10. นายวิสุทธิ์ ตันตินันท์ อดีตเจ้าหน้าที่ UNDP ไทย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 17
    11. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ทีมบริหารด้านเศรษฐกิจ ปชน. ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 18
    12. นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี ทีมบริหารด้านคุณภาพชีวิต ปชน. ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 19
    13. นายศุภโชติ ไชยสัจ ทีมบริหารด้านเศรษฐกิจพลังงานของพรรค ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 21
    14. นายประมวล สุธีจารุวัฒน ทีมบริหารด้านดิจิทัล ของพรรค ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 22
    15. นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทิดสกุล ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 23
    16. นายกิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ รองหัวหน้าพรรค ปชน. ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 24
    17. น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ แกนนำพรรคภาคใต้ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 25
    18. นายสรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ ทีมบริหารด้านเศรษฐกิจของพรรค ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 26
    19. นายปิยรัฐ จงเทพ อดีต สส.กทม. ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 27
    20. น.ส.รักชนก ศรีนอก อดีต สส.กทม. ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 28
    21. นายรอมฎอน ปันจอร์ แกนนำขับเคลื่อนนโยบายความมั่นคง 3 จังหวัดชายแดนใต้ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 29
    22. นายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ ทีมงานด้านความมั่นคงของมนุษย์ ปชน. ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 30
    23. นายธีรศักดิ์ จิระตราชู ทีมงานด้านการศึกษาพรรค ปชน. ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 31

    ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ที่จะเลื่อนขึ้นมาเพิ่มเติม 8 ลำดับ ได้แก่

    1. น.ส.ธนพร วิจันทร์ ปีกแรงงาน ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 32
    2. นายกรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรค ปชน. ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 33
    3. นายณรงเดช อุฬารกุล อดีตประธาน กมธ.เกษตรฯ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 34
    4. น.ส.ชุติมา คชพันธ์ อดีตกรรมการ บจ.ส้มจี๊ด ธุรกิจของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตผู้ชำนาญการประจำตัว “เจี๊ยบ อมรัตน์” ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 35
    5. น.ส.ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต สส.เพื่อไทย บ้านใหญ่เชียงใหม่ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 36
    6. นายนพณัฐ มีรักษา หัวหน้าฝ่ายนโยบาย ปชน. ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 37
    7. นายรัชนาท วานิชสมบัติ อดีตข้าราชการท้องถิ่น ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 38
    8. นายนิธิกร บุญยกุลเจริญ หรือ “ปาล์ม” ผู้ร่วมก่อตั้ง 9Geek ร่วมกับ “เท้ง ณัฐพงษ์” ทีมยุทธศาสตร์ดิจิทัลของพรรค ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 39

    ส่วนผู้สมัคร สส.เขต 2 คนของพรรค ปชน.คือ นายธีรัจชัย พันธุมาศ ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 18 และนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 33 ที่ถูกกล่าวหาในคดี 44 สส.ก้าวไกลนั้น หากศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุด กกต.จะต้องดำเนินการจัดเลือกตั้งใหม่

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1220533&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SFR0HJc24rFA5qHQz0ARa

  • ‘ภูมิใจไทย’ เร่งเครื่องนโยบาย 10 Plus ‘เอกนิติ’ฟื้นเชื่อมั่นกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ‘ภูมิใจไทย’ เร่งเครื่องนโยบาย 10 Plus ‘เอกนิติ’ฟื้นเชื่อมั่นกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ผลการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ไม่เป็นทางการชัดเจนถึงการที่ พรรคภูมิใจไทย จะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล โดยพรรคภูมิใจไทยได้หาเสียงนโยบายเศรษฐกิจ “10 Plus” ที่จะปรับมาเป็นนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า แนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้งมีความจำเป็นดำเนินงานพร้อมกัน 3 ด้าน คือ การฟื้นตัวเศรษฐกิจระยะสั้น การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตระยะยาว และการกระจายรายได้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของนโยบาย “10 Plus” ที่ตั้งใจดำเนินการ

    ส่วนการลงทุนภาครัฐที่ต้องรองบประมาณปี 2570 ที่อาจล่าช้าจากกระบวนการรับรองผลการเลือกตั้ง โดยจะใช้กลไก “BOI Fast Pass” ของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มาปลดล็อกการลงทุนภาคเอกชนที่รอการอนุมัติ 480,000 ล้านบาท เพื่อให้เงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทันทีจะช่วยการฟื้นตัวระยะสั้นและสร้างการเติบโตระยะยาวพร้อมกัน

    ทั้งนี้ จะเร่งเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายในปี 2569 ซึ่งไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมและดำเนินการต่อเนื่องได้ทันที โดยไม่ติดข้อจำกัดกฎหมาย

    นอกจากนี้ ได้วางยุทธศาสตร์ใน 3 ภาคส่วนหลักเพื่อดึงดูดนักลงทุนและเพิ่มรายได้ประเทศ ได้แก่ 

    1. เกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) นำเทคโนโลยีมาใช้ลดต้นทุนและยกระดับสินค้าเกษตรให้เป็นระดับพรีเมียม เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมอาหารในตลาดโลก 

    2. อุตสาหกรรมสมัยใหม่ สานต่อการลงทุนในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ 

    3. ภาคบริการระดับพรีเมียม ยกระดับการท่องเที่ยวไปสู่กลุ่มที่มีมูลค่าสูง เช่น อุตสาหกรรม Wellness และการท่องเที่ยวสมัยใหม่

    “การลงทุนผ่าน BOI Fast Pass จะดำเนินการต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันยังอยู่ ผมยังเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และยังกำกับ BOI”

    งบประมาณปี 70 ล่าช้า 1-2 เดือน

    สำหรับความกังวลงบประมาณปี 2570 ล่าช้า นายเอกนิติ ชี้แจงว่าได้เตรียมจัดทำงบประมาณแล้วตั้งแต่ก่อนยุบสภา หากโครงสร้างรัฐบาลใหม่ไม่ปรับมากเชื่อว่าจะไม่ล่าช้าและสานต่อได้ทันทีเพราะความต่อเนื่องเป็นกุญแจสำคัญสุด

    “หากตั้งรัฐบาลได้เร็วงบประมาณจะเริ่มใช้เดือน พ.ย.หรือ ธ.ค.2569 ในช่วงรอรัฐบาลใหม่ รัฐบาลชุดปัจจุบันยังเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการเดิมต่อเนื่อง เช่น SME Clinic Boost และการทำงานร่วมกับภาคเอกชน (กกร.) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน”

    ลุยคนละครึ่งพลัส เฟส 2

    ด้านนโยบายที่เป็นที่จับตามองอย่าง “คนละครึ่งพลัส” นายเอกนิติ ยืนยันว่า จะสานต่อและเตรียมความพร้อมรอรัฐบาลใหม่ โดยจะเพิ่มเงื่อนไขการ “เพิ่มทักษะ” (Reskill/Upskill) ให้ผู้ร่วมโครงการ ซึ่งผลการทดลองระยะสั้นก่อนหน้านี้พบร้านค้าที่ผ่านการอบรมมีรายได้เพิ่มขึ้นชัดเจนจาก 10,000 บาท เป็น 50,000 บาทต่อเดือน

    ทั้งนี้ เป้าหมายเฟส 2 ยังเน้นกระจายรายได้สู่ร้านค้าขนาดย่อมไม่ให้ร้านค้าใหญ่เข้าร่วม เพื่อให้เงินกระจายสู่ต่างจังหวัด และจะเปิดให้ลงทะเบียนรอบใหม่สำหรับกลุ่มผู้ตกหล่นรอบที่แล้ว รวมถึงกลุ่มเดิมยังได้รับสิทธิ์ และใช้งบประมาณปี 2569 หรือ 2570 ขึ้นกับระยะเวลาตั้งรัฐบาล

    “ปลัดคลัง” รับนโยบายเคลื่อนเศรษฐกิจ 

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้ง ซึ่งพรรคภูมิใจไทยจะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลและวางตัวนายเอกนิติ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยกระทรวงการคลัง พร้อมสนองนโยบายที่เคยติดขัดช่วงรอยต่อทางการเมืองให้เดินหน้าได้ทันที

    ส่วนนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” จะดำเนินการเฟส 2 ตามที่พรรคภูมิใจไทยประกาศไว้ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยช่วงปลายปี 2568 กระตุ้น GDP ถึง 0.3% โดยงบประมาณวงเงิน 44,000 ล้านบาท จะเพียงพอหรือไม่ จะดูรายละเอียดอีกครั้ง

    “เชื่อว่า รองนายกฯเอกนิติ เห็นภาพเหล่านี้อยู่แล้ว ว่าสามารถดำเนินการได้มากน้อยเพียงใด และต้องไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจเครื่องยนต์ใดบ้าง ยืนยันว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 จะต้องเดินหน้าแน่นอน“

    เดินหน้ามาตรการ TISA

    ส่วนโครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล (Thailand Individual Savings Account หรือ TISA) จะผลักดันต่อเพราะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างทางเลือกสำหรับการออมและการลงทุนระยะยาว แม้ที่ผ่านมาจะมีประเด็นเห็นต่างในรายละเอียดบางส่วน แต่เชื่อว่าหากมีการปรับปรุงให้เหมาะสมจะสามารถเดินหน้าต่อได้เพื่อประโยชน์ของผู้ออมรายย่อย

    นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ซึ่งเป็นโครงการที่ประชาชนให้ความสนใจและมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว ซึ่งพร้อมดำเนินการได้ทันทีเมื่อมีรัฐบาลใหม่หรือภายใต้รัฐบาลรักษาการหากไม่ขัดต่อกฎหมาย

    เปิดนโยบาย 10 พลัสภูมิใจไทย

    สำหรับนโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยได้หาเสียงไว้ภายใต้กลยุทธ์ “Thailand 10 Plus” โดยเน้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากภาวะชะลอตัว โดยตั้งเป้าหมาย GDP เติบโตไม่น้อยกว่า 3% (3% พลัส) ดังนี้

    1.) นโยบายเพื่อการเติบโตอย่างทั่วถึง (Inclusive Growth) เน้นดูแลคนตัวเล็กและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ประกอบด้วย ดังนี้ 

    นโยบายคนตัวเล็ก Plus มุ่งแก้ปัญหาปากท้องและลดภาระค่าครองชีพ เช่น นโยบายค่าไฟฟ้าต่ำกว่า 3 บาทต่อหน่วย สำหรับ 200 ยูนิตแรก ใช้วงเงินปีละ 63,000 ล้านบาท รวมทั้งเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยเน้นผู้เข้าไม่ถึงเป็นจำนวนมาก ซึ่งต้องทบทวนสิทธิต้องเป็นผู้มีรายได้น้อยจริง ส่วนผู้ไม่เข้าข่ายจะถูกยกเลิกบัตร 

    นโยบายสูงวัย Plus เพื่อเตรียมรับมือสังคมผู้สูงอายุ โดยส่งเสริมให้มีงานและรายได้ เช่น มาตรการภาษีเพื่อจ้างงานผู้สูงอายุนำมาลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า (สูงสุด 30,000 บาท) การลดหย่อนภาษีเงินได้ให้ผู้สูงอายุ และการสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุครบวงจรทั่วประเทศ 

    นโยบายชุมชน Plus มุ่งสร้างความเข้มแข็งระดับท้องถิ่นให้มีงานทำงานและมีรายได้ในถิ่นฐานบ้านเกิดโดยไม่ต้องย้ายถิ่นฐาน

    นโยบาย SME Plus สนับสนุน SME ไทยผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เสริมสภาพคล่องด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และมีกลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่ ส่วนนโยบายธุรกิจ Plus จะส่งเสริมธุรกิจขนาดใหญ่ให้เติบโตควบคู่การสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก

    เพิ่มขีดความสามารถการแข่ง

    2.) นโยบายเพื่อการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน (Competitive Growth) โดยเน้นปฏิรูปโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศระยะยาว ดังนี้

    นโยบายการศึกษาเท่าเทียม Plus (Skill Bridge) เน้นเรียนฟรีมีงานทำและเพิ่มทักษะ (Upskill/Reskill) สอดคล้องตลาดงานยุคใหม่

    นโยบายเศรษฐกิจสีเขียว Plus (Green Economy) เร่งเป้าหมาย Net Zero เร็วขึ้นเป็นปี 2050 ส่งเสริมพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ชุมชน และโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ

    นโยบายเศรษฐกิจสีเขียว Plus เพิ่มมูลค่าสินค้าผลิตรักษ์โลก ซึ่งจะต้องใช้มาตรการกฎหมายและมาตรฐานสีเขียว รวมถึงการเงินสีเขียว ตลาดทุนสีเขียว ตลาดแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต

    นโยบายการลงทุน พลัสกระตุ้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานผ่านกองทุนรวมเพื่อโครงสร้างพื้นฐาน (Thailand Future Fund) เพื่อให้รัฐไม่ต้องกู้เงินเพิ่ม และไม่กระทบหนี้สาธารณะ 

    นโยบาย Trade Plus สำหรับหาตลาดใหม่สำหรับสินค้าสีเขียวและใช้ระบบ Barter Trade โดยเฉพาะการซื้ออาวุธหรืออุปกรณ์จากต่างประเทศที่ต้องเจรจาซื้อสินค้าเกษตรด้วย

    นโยบาย Thailand Plus หรือ BOI Fast Pass จะปรับปรุงกฎระเบียบภาครัฐให้อนุมัติไวเพื่ออำนวยความสะดวก และเร่งเงินลงทุนจากต่างชาติให้ลงสู่เศรษฐกิจเร็ว

    นโยบาย AI Plus นำเทคโนโลยี AI ใช้วิเคราะห์ข้อมูลและการเตือนภัยธรรมชาติ และสร้างทักษะด้าน AI ให้ประชาชนมากขึ้น

    เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น

    3.) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการจัดการหนี้ (Quick Big Win) เป็นมาตรการที่เน้นผลสัมฤทธิ์รวดเร็ว โดยเดินหน้าคนละครึ่ง Plus เฟส 2 ต่อยอดการบริโภคในประเทศ และเพิ่มทักษะการค้าออนไลน์ให้ผู้ประกอบการ โดยใช้งบประมาณกลางที่เหลือ 30,000 ล้านบาท

    นโยบายปิดหนี้ไว ไปต่อได้ Plus สำหรับผู้ที่มีหนี้เสียวงเงินต่ำกว่า 100,000 บาท เพื่อปรับโครงสร้างหนี้และให้ความรู้การเงิน โดยใช้เงินกองทุน FIDF มาช่วยปรับโครงสร้างหนี้ควบคู่กับการให้ความรู้ทางการเงิน

    นโยบายตั้งกองทุนภัยพิบัติให้ทุกครัวเรือน โดยรัฐจ่ายค่าเบี้ยประกันให้ (1,000 บาทต่อครัวเรือน) หากเกิดภัยพิบัติ และ AI ตรวจพบข้อมูลจะจ่ายเงินเยียวยาทันที 100,000 บาท

    นโยบายส่งเสริมการออม (TiSA) พัฒนาบัญชีออมส่วนบุคคลที่ไม่เก็บภาษีเงินปันผลเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว โดยทบทวนมาตรการที่เคยเข้า ครม.ก่อนหน้านี้เพื่อสร้างการออมระยะยาวให้ประชาชนมีเงินใช้ยามเกษียณ

    ส่งเสริมลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย

    4.) อุตสาหกรรมเป้าหมายสร้างรายได้ จะดึงดูดการลงทุน 6 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ อาหารแห่งอนาคต (เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง), Data Center และ Cloud Service, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (แผ่นวงจร PCB), และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมห่วงโซ่อุปทาน

    รวมทั้งผลักดัน BOI Fast Pass โดยปรับปรุงกฎระเบียบอำนวยความสะดวกให้นักลงทุนผ่านระบบ Fast Pass เพื่อเร่งรัดให้เม็ดเงินลงทุนที่อนุมัติการส่งเสริมการลงทุนแล้ว 480,000 ล้านบาท ให้ลงสู่ระบบเศรษฐกิจจริงเร็วที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1220535&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23-Te6GJNypVR6PCvXF8Y0

  • มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ จัดพิธีประสาทปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ปีการศึกษา 2568

    มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ จัดพิธีประสาทปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ปีการศึกษา 2568

    พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานในพิธีประสาทปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ ประจำปีการศึกษา 2568 โดยมี ภราดา ดร.บัญชา แสงหิรัญ นายกสภามหาวิทยาลัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิทธิพร ประวัติรุ่งเรือง อธิการบดีมหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ พร้อมคณะผู้บริหารและคณาจารย์ให้การต้อนรับ 

    ปัจจุบันมหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ จัดการเรียนการสอนใน 2 วิทยาเขตและ 1 ศูนย์การศึกษา คือ วิทยาเขตสะพานใหม่ กรุงเทพมหานคร วิทยาเขตรังสิต จังหวัดปทุมธานี และศูนย์การศึกษาจังหวัดนนทบุรี โดยปัจจุบันเปิดสอนระดับปริญญาตรี ระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต ระดับปริญญาโท ระดับปริญญาเอก ใน 7 คณะ และ 1 วิทยาลัยนานาชาติ รวม 45 หลักสูตร 

    มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ ดำเนินงานตามพันธกิจหลัก คือ ด้านการผลิตบัณฑิต ด้านการวิจัย ด้านการบริการวิชาการแก่สังคม ด้านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม และด้านการบริหารจัดการ สามารถผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถ มีคุณธรรมจริยธรรม มีความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นทรัพยากรบุคคลที่เป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ 

    โดยในปีการศึกษา 2568 มีผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ จำนวน 1,257 คน เป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก จำนวน 41 คน ระดับปริญญาโท จำนวน 205 คน ประกาศนียบัตรบัณฑิต จำนวน 21 คน และระดับปริญญาตรี จำนวน 990 คน เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องปทุมรัตน์ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ วิทยาเขตรังสิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2913283&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Wl5_93ZMCIj5PN2vj4hzl

  • เลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนสันกำแพง

    เลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนสันกำแพง

    เลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนสันกำแพง มอบนโยบายขับเคลื่อนการจัดการศึกษา

    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16.00 น. ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและพบปะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนสันกำแพง เพื่อมอบนโยบายและแนวทางในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษา โดยมี นายเทอดเกียรติ ยามโสภา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ พร้อมด้วย รองผู้อำนวยการโรงเรียนสันกำแพง ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุมโรงเรียนสันกำแพง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่

    ในการนี้ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้มอบนโยบายและหลักคิดในการทำงาน โดยเน้นการยึดหลักราชการ บูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน ถือผู้เรียนเป็นสำคัญ ก้าวทันเทคโนโลยี มีจิตอาสา พัฒนาอย่างต่อเนื่อง รุ่งเรืองด้วยคุณธรรม เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และแสดงความจงรักภักดี เพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทและการเปลี่ยนแปลงของสังคมในปัจจุบัน

    นอกจากนี้ ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี ยังได้พบปะพูดคุยกับครูผู้สอนและนักเรียน พร้อมให้กำลังใจและข้อเสนอแนะในการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจแก่นักเรียนในการเรียนรู้ การตั้งเป้าหมายในชีวิต และการพัฒนาตนเองอย่างรอบด้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3879846/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21FHUlW5jy3RErKpca1XLL

  • ‘โอฬาร’ เตือนด้อมส้ม หลังแพ้เลือกตั้ง หยุดค่านิยมอภิสิทธิ์คนเมือง ต่อต้านคนส่วนใหญ่

    ‘โอฬาร’ เตือนด้อมส้ม หลังแพ้เลือกตั้ง หยุดค่านิยมอภิสิทธิ์คนเมือง ต่อต้านคนส่วนใหญ่

    9 ก.พ.2569-รศ.ดร.โอฬาร ถื่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.บูรพา ให้ความเห็นผ่านฟซบุ๊ก ระบุว่าผลการเลือกตั้งที่พรรคประชาชนสามารถครองที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในกรุงเทพมหานครได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่กลับพ่ายแพ้อย่างย่อยยับในต่างจังหวัดมวลชนผู้สนับสนุนพรรคประชาชนควรมีจุดตั้งต้นของการทบทวนเชิงโครงสร้างว่าเหตุใดฐานสนับสนุนจึงกระจุกตัวอยู่เพียงในพื้นที่เมืองใหญ่

    ทว่าแทนที่มวลชนและผู้สนับสนุนบางส่วนจะใช้ผลการเลือกตั้งเป็นบทเรียนทางการเมือง กลับปรากฏท่าทีที่เลือกอธิบายความพ่ายแพ้ผ่านการดูหมิ่นประชาชนในต่างจังหวัด

    ทัศนคติดังกล่าวสะท้อนกรอบความคิดแบบ “อภิสิทธิ์ทางปัญญาของคนเมือง” (urban intellectual superiority) ที่เชื่อโดยปริยายว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานครคือกลุ่มคนที่มีเหตุผล มีการศึกษา และเข้าใจประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

    ในขณะที่ประชาชนในต่างจังหวัดถูกลดทอนให้เป็นเพียงมวลชนที่ “โง่ จน และถูกชักจูงได้ง่าย” ไม่สามารถตัดสินใจทางการเมืองด้วยตนเองอย่างมีวิจารณญาณ

    วิธีคิดเช่นนี้ไม่แตกต่างจากวาทกรรมอำนาจนิยมที่ชนชั้นนำไทยใช้ดูแคลนประชาชนมาอย่างยาวนาน หากเพียงเปลี่ยนผู้พูดจากรัฐหรือชนชั้นนำดั้งเดิม มาเป็นมวลชนของพรรคการเมืองที่อ้างตนว่าเป็นตัวแทนประชาธิปไตยก้าวหน้า

    การอธิบายความพ่ายแพ้ด้วยการโทษ “ความโง่เขลา” ของคนต่างจังหวัด ไม่เพียงสะท้อนความล้มเหลวในการทำความเข้าใจบริบททางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของพื้นที่นอกเมืองใหญ่ แต่ยังตอกย้ำความเหลื่อมล้ำเชิงวัฒนธรรมและศักดิ์ศรีของความเป็นพลเมืองอย่างรุนแรง

    ในทางกลับกัน ท่าทีดังกล่าวยิ่งเปิดโปงข้อจำกัดของการเมืองแบบศูนย์กลางเมือง ที่ไม่สามารถแปร “ความถูกต้องทางอุดมการณ์” ให้กลายเป็นความชอบธรรมในสายตาประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้

    การไม่ยอมรับว่าประชาชนในต่างจังหวัดมีเหตุผล มีประสบการณ์ และมีตรรกะทางการเมืองของตนเอง เท่ากับปฏิเสธหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยเสียเอง กล่าวคือ การยอมรับความเสมอภาคของพลเมืองในการตัดสินใจทางการเมือง แม้ผลลัพธ์นั้นจะไม่สอดคล้องกับความคาดหวังของตนก็ตาม

    หากพรรคประชาชนและมวลชนผู้สนับสนุนยังคงยึดติดกับกรอบคิดที่มอง “กรุงเทพ คือ ศูนย์กลางของปัญญา” และมองประชาชนในต่างจังหวัดอย่างหยามหมิ่น ความพ่ายแพ้ทางการเมืองก็จะไม่ใช่อุบัติเหตุชั่วคราว หากแต่เป็นโครงสร้างความพ่ายแพ้ที่ผลิตซ้ำขึ้นจากทัศนคติแบบต่อต้านประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างไม่รู้ตัว.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/944968/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3I1Tgui2JBpOKRxS31AnoZ

  • ประกาศสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เรื่อง ขยายกำหนดเวลารับสมัครบุคคลเข้าปฏิบัติงานในสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา รับสมัครบุคคล เข้าปฏิบัติงานสายสนับสนุน ตำแหน่ง นักวิชาการทรัพย์สินทางปัญญา จำนวน 1 อัตรา — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ประกาศสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เรื่อง ขยายกำหนดเวลารับสมัครบุคคลเข้าปฏิบัติงานในสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา รับสมัครบุคคล เข้าปฏิบัติงานสายสนับสนุน ตำแหน่ง นักวิชาการทรัพย์สินทางปัญญา จำนวน 1 อัตรา — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/120647/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1e8pWIhhRRhhfUPVh3GNhx

  • 8 นโยบายด่วน ระยะสั้น  ภูมิใจไทยต้องเร่งผลักดัน

    8 นโยบายด่วน ระยะสั้น ภูมิใจไทยต้องเร่งผลักดัน

    Loading…

    8 นโยบายด่วน ระยะสั้น ภูมิใจไทยต้องเร่งผลักดัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-283&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13lxZB20wbn9B2P7MyXoIi

  • เลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่พบปะบุคลากรทางการศึกษา สพม.เชียงใหม่

    เลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่พบปะบุคลากรทางการศึกษา สพม.เชียงใหม่

    เลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่พบปะบุคลากรทางการศึกษา สพม.เชียงใหม่ มอบนโยบายขับเคลื่อนการจัดการศึกษา

    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.00 น. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ นำโดย นายเทอดเกียรติ ยามโสภา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ พร้อมด้วย รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ และบุคลากรทางการศึกษา ให้การต้อนรับ ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมคณะ ในโอกาสลงพื้นที่พบปะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด สพม.เชียงใหม่ เพื่อมอบนโยบายและแนวทางในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษา

    ในการนี้ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้มอบนโยบายและหลักคิดในการทำงาน โดยเน้นการยึดหลักราชการ บูรณาการความร่วมมือ ถือผู้เรียนเป็นสำคัญ ก้าวทันเทคโนโลยี มีจิตอาสา พัฒนาอย่างต่อเนื่อง รุ่งเรืองด้วยคุณธรรม เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และแสดงความจงรักภักดี เพื่อให้การจัดการศึกษามีคุณภาพและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมในปัจจุบัน

    โอกาสนี้ นายเทอดเกียรติ ยามโสภา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ ได้กล่าวขอบคุณเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ได้กรุณาลงพื้นที่ให้แนวคิด ข้อเสนอแนะ และถ่ายทอดประสบการณ์ในการทำงานอันเป็นประโยชน์แก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งนับเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้ปฏิบัติงานเป็นอย่างยิ่ง พร้อมยืนยันว่า สพม.เชียงใหม่ จะนำแนวทางและนโยบายดังกล่าวไปขับเคลื่อนการจัดการศึกษาให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/chiangmai/3879576/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02iEkdqIDgHwDTLtyi7iOh

  • สรุปรวมนโยบายเศรษฐกิจ  ‘ภูมิใจไทย’  พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลปี 69

    สรุปรวมนโยบายเศรษฐกิจ ‘ภูมิใจไทย’  พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลปี 69

    จากผลการ “เลือกตั้ง ปี 2569” อย่างไม่เป็นทางการล่าสุด ณ เวลา 8.14 น. วันที่ 9 ก.พ.69 นับคะแนนแล้ว 92.83% พรรคที่มีคะแนนนำมาเป็นอันดับ 1 คือ พรรคภูมิใจไทย ได้จำนวน สส.ทั้งหมด 194 คน เป็น สส.แบบแบ่งเขต 175 คน และ สส.บัญชีรายชื่อ 19 คน

    “กรุงเทพธุรกิจ” สรุปรวม นโยบายเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทย ที่ได้มีการหาเสียงไว้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ดังนี้  

    นโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยภายใต้กลยุทธ์ “Thailand 10 Plus” มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากภาวะชะลอตัว โดยตั้งเป้าหมายอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ไว้ที่ 3% พลัส ซึ่งแบ่งรายละเอียดออกเป็นด้านต่าง ๆ ดังนี้ครับ

    1. นโยบายเพื่อการเติบโตอย่างทั่วถึง (Inclusive Growth)

    พรรคภูมิใจไทย ให้ความสำคัญมุ่งเน้นการดูแลคนตัวเล็ก และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ได้แก่ นโยบาย

    – คนตัวเล็ก พลัส: แก้ไขปัญหาปากท้อง และลดภาระค่าครองชีพ เช่น นโยบายค่าไฟฟ้าต่ำกว่า 3 บาทต่อหน่วย สำหรับ 200 ยูนิตแรก ใช้วงเงินประมาณ 6.3 หมื่นล้านบาทต่อปี

    เตรียมเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน สำหรับผู้มีรายได้น้อยรอบใหม่ โดยเน้นที่ยังเข้าไม่ถึงเป็นจำนวนมาก มีการร้องเรียนผ่านหน่วยงานของรัฐ จึงต้องมีการทบทวนสิทธิ และทำใหม่ทั้งหมด

    โดยการทบทวนสิทธิ จะต้องเป็นคนที่จนจริงๆ  คนที่ “ไม่จน” จริงจะถูกยกเลิกบัตร โดยไม่จำกัดว่าจะมีเท่าไร  แต่ให้สิทธิทุกคน และจากสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ดีในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา อาจจะมีคนจนมากขึ้น และเมื่อมีฐานข้อมูลใหม่ ที่ทราบจำนวนที่แน่นอนแล้ว คนจนจะได้สิทธิมากยิ่งขึ้น

    – สูงวัย พลัส เป็นนโยบายเตรียมรับมือสังคมผู้สูงอายุโดยส่งเสริมให้มีงาน และรายได้ เช่น มาตรการจ้างงานผู้สูงอายุที่นำมาลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า (สูงสุด 30,000 บาท) การลดหย่อนภาษีเงินได้ให้ผู้สูงอายุ และการสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุครบวงจรทั่วประเทศ

    – ชุมชน พลัส: เสริมสร้างความเข้มแข็งในระดับท้องถิ่น ให้คนสามารถทำงาน และมีรายได้ในถิ่นฐานบ้านเกิดโดยไม่ต้องย้ายถิ่นฐาน

    – SME พลัส (เมดอินไทยแลนด์): สนับสนุน SME ไทยผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เสริมสภาพคล่องด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และมีกลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่

     – ธุรกิจ พลัส ส่งเสริมธุรกิจขนาดใหญ่ให้เติบโตควบคู่ไปกับการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก

    2. นโยบายเพื่อการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน (Competitive Growth)

    โดยนโยบายของพรรคมุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในระยะยาว

    การศึกษาเท่าเทียม พลัส (Skill Bridge) เน้นโครงการเรียนฟรีมีงานทำ และการเพิ่มทักษะ (Upskill/Reskill) ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดงานยุคใหม่

    – เศรษฐกิจสีเขียว พลัส (Green Economy) เร่งเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้นเป็นปี 2050 ส่งเสริมพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ชุมชน และโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ (Floating Solar) เพื่อดึงดูดนักลงทุน โดยนโยบาย”เศรษฐกิจสีเขียว พลัส” พรรคมีแนวคิดว่าจะเป็นเป็นทางรวย ให้คนไทยโตอย่างยั่งยืน เพิ่มมูลค่าสินค้าจากการผลิตที่รักษ์โลก มีเรื่องที่จะทำคือ กฎหมาย และมาตรฐานสีเขียว , การเงินสีเขียว (Green Finance) , ตลาดทุนสีเขียว (ตลาดแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต) และอุตสาหกรรมสีเขียว เป็นต้น

    – ลงทุน พลัส กระตุ้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานผ่านกองทุนรวมเพื่อโครงสร้างพื้นฐาน (Thailand Future Fund) เพื่อให้รัฐไม่ต้องกู้เงินเพิ่ม และไม่กระทบหนี้สาธารณะ

    – เทรด พลัส หาตลาดใหม่สำหรับสินค้าสีเขียว และใช้ระบบ บาร์เทอร์เทรด (Barter Trade) หรือการค้าต่างตอบแทน โดยเฉพาะในการสั่งซื้ออาวุธหรืออุปกรณ์จากต่างประเทศที่ต้องมีการเจรจาซื้อสินค้าเกษตรไทยพ่วงไปด้วย

    – ไทยแลนด์ พลัส (BOI Fast Pass) ปรับปรุงกฎระเบียบภาครัฐให้อนุมัติไว เพื่ออำนวยความสะดวก และเร่งรัดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติให้ลงสู่เศรษฐกิจจริงโดยเร็ว

    – AI พลัส นำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล งาน และการเตือนภัยธรรมชาติ และสร้างทักษะด้าน AI ให้ประชาชนมากขึ้น

    3. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการจัดการหนี้ (Quick Big Win)

    เป็นมาตรการที่เน้นผลสัมฤทธิ์รวดเร็ว และเห็นผลเป็นรูปธรรมที่รวดเร็ว 

    – โครงการ คนละครึ่งพลัส เฟส2 ต่อยอดโครงการเดิมเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และเพิ่มทักษะการค้าออนไลน์ให้กับผู้ประกอบการ โดยมีแผนเดินหน้าเฟส 2 ต่อเนื่อง โดยใช้งบประมาณจากงบกลาง ที่เหลืออยู่ประมาณ 3 หมื่นล้านบาทเพื่อทำเฟสเก็บตก ก่อนจะทำเฟสต่อไป

    – การจัดการหนี้สิน  เดินหน้านโยบาย “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ Plus” สำหรับผู้ที่มีหนี้เสีย (NPL) วงเงินต่ำกว่า 1 แสนบาท เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ และให้ความรู้ทางการเงิน การเดินหน้าต่อในเรื่องนโยบายการแก้หนี้ โดยแก้ไขหนี้เสียภาคประชาชน โดยนโยบายการจัดการหนี้จะเดินหน้าโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ Plus” สำหรับคนที่มีหนี้เสีย (NPL) วงเงินต่ำกว่า 1 แสนบาท โดยใช้เงินกองทุน FIDF เข้ามาช่วยปรับโครงสร้างหนี้ควบคู่กับการให้ความรู้ทางการเงินซึ่งเป็นโครงการที่จะเข้ามาทำต่อเนื่อง

    – ตั้งกองทุนภัยพิบัติ จัดทำประกันภัยพิบัติให้ทุกครัวเรือน โดยรัฐจ่ายค่าเบี้ยประกันให้ (1,000 บาทต่อครัวเรือน) หากเกิดภัยพิบัติ และ AI ตรวจพบข้อมูล จะจ่ายเงินเยียวยาทันที 100,000 บาท

    – การส่งเสริมการออม (TiSA) พัฒนาบัญชีออมส่วนบุคคลที่ไม่เก็บภาษีเงินปันผลเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว โดยจะทบทวนมาตรการที่เคยเข้า ครม.ไปก่อนหน้านี้เพื่อสร้างการออมระยะยาวให้ประชาชนมีเงินใช้ในยามเกษียณ

    4. อุตสาหกรรมเป้าหมายสร้างรายได้

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า พรรคให้ความสำคัญกับการดึงดูดการลงทุนใน 6 อุตสาหกรรมหลักเข้ามาลงทุนในไทย ได้แก่ อาหารแห่งอนาคต (เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง), Data Center และ Cloud Service, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (แผ่นวงจร PCB), และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมห่วงโซ่อุปทาน

    รวมทั้งผลักดันนโยบาย Thailand Plus หรือโครงการ BOI Fast Pass ที่ได้มีการริเริ่มกลไกนี้ร่วมกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักลงทุนผ่านระบบ Fast Pass เพื่อเร่งรัดให้เม็ดเงินลงทุนที่อนุมัติการส่งเสริมการลงทุนแล้วกว่า 4.8 แสนล้านบาทให้ลงสู่ระบบเศรษฐกิจจริงโดยเร็วที่สุด

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1220417&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lfEuPFhG2YS21t8NgQ32V

  • “เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์” ฝ่าดราม่า บอกอย่าเพิ่งตัดสิน ขอโอกาสอาบน้ำแต่งตัวก่อน

    “เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์” ฝ่าดราม่า บอกอย่าเพิ่งตัดสิน ขอโอกาสอาบน้ำแต่งตัวก่อน

    “เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์” ผู้สมัครจากพรรคประชาชน ฝ่าดราม่า หลังมีคะแนนนำคู่แข่งเหล่า ดร. จากพรรคต่างๆ  บอกอย่าเพิ่งตัดสิน ขอโอกาสอาบน้ำแต่งตัวก่อน

    วันที่ 9 ก.พ. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังรู้ผลการนับคะแนนเลือกตั้ง 2569 อย่างไม่เป็นทางการ ก็เกิดมีดราม่า และเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมายบนโลกโซเชียล หนึ่งในนั้น เป็นดราม่าของ นายเสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 2 พรรคประชาชน อดีตแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมที่มีคะแนนนำคู่แข่งในเขต ซึ่งเต็มไปด้วยเหล่า ดร. อาทิ ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ จากพรรคภูมิใจไทย, ดร.เจษฎา เลิศธนสาร จากพรรคประชาธิปัตย์ หรือ ดร.เดวิด มกรพงศ์ จากพรรคเพื่อไทย ได้เป็นว่าที่ สส. ในอนาคต 

    ซึ่งหลังทราบผลคะแนนการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ นายเสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ขอขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่มอบความไว้วางใจให้แก่เราพรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ 

    ทุกคะแนนเสียงของพ่อแม่พี่น้องทุกท่านในการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีความหมาย ผม เสก เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ จะนำเอาความหวังและความฝันของพ่อแม่พี่น้องไว้บนบ่า จะนำเอาปณิธานเพื่อความเปลี่ยนแปลงสังคมการเมือง ก้าวไปจนสุดทาง

    ผมพร้อมแล้วที่จะทำงานรับใช้พี่น้องทุกท่านด้วยความทุ่มเทและตั้งใจ เพื่อแก้ไขทุกปัญหาของพ่อแม่พี่น้องประชาชนครับ ตราบใดที่เรายังสู้เรายังคงไม่แพ้ และชัยชนะเพียงครั้งเดียวของเรา จะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ไปได้ตลอดกาล

    “หวังยังคงต้องหวัง ตราบชีพนั้นสู้ต่อไป”

    นอกจากนี้ ยังได้แสดงความคิดเห็นหลังจากที่มีดราม่าเกิดขึ้นด้วยว่า “อย่าเพิ่งตัดสินผม ขอโอกาสให้ผมได้อาบน้ำแต่งตัวก่อน ให้ผมได้อาบน้ำเซ็ทผมก่อนนะค้าบบบ”

    สำหรับ ประวัติของ นายเสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ 

    • จบการศึกษาจาก โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

    • ระดับปริญญาตรี: รัฐศาสตรบัณฑิต (สาขาการเมืองการปกครอง) เกียรตินิยมอันดับ 1 จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (วิชาโทสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา)

    • เป็นอดีตนักเคลื่อนไหวทางการเมืองในกลุ่ม “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม”

    • เป็นอดีตอนุกรรมาธิการการศึกษาการปฏิรูปตำรวจ

    • นักเขียนและนักวิชาการอิสระที่มีผลงานเผยแพร่ผ่านสื่ออย่าง The 101 World และประชาไท โดยมักเขียนประเด็นเกี่ยวกับความรุนแรงในสังคม และรัฐประหาร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2913191&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3T0WfymlvRcnXi8lVDXGSx