Category: วัฒนธรรม

  • สจด. ร่วมเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. ร่วมเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/120653/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11RJx2Sw6SsdRkMq7XOMSq

  • เปิดโปรไฟล์ เสกสิทธิ์ จากแกนนำม็อบสายวิชาการสู่หอคอยงาช้าง

    เปิดโปรไฟล์ เสกสิทธิ์ จากแกนนำม็อบสายวิชาการสู่หอคอยงาช้าง

    วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.31 น.

    กลายเป็น ม้ามืด ที่สปอตไลท์ทุกดวงต้องหันไปจับจ้อง สำหรับ เสก-เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ ผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขต 2 (ราชเทวี, ปทุมวัน, สาทร) จากพรรคประชาชน หลังโชว์ฟอร์มดุทำคะแนนนำโด่งทิ้งห่างตัวเต็งพรรคใหญ่แบบหักปากกาเซียน จนหลายคนตั้งคำถามว่าชายหนุ่มคนนี้คือใคร และมีไม้เด็ดอะไรถึงครองใจคนเมืองชั้นในได้ขนาดนี้ ความน่าสนใจในชัยชนะครั้งนี้ คือการที่ เสกสิทธิ์ สามารถล้มคู่แข่งตัวเต็งในเขตเดียวกันที่มีดีกรีระดับ ดร. ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ดร.เดวิด มกรพงศ์ จากพรรคเพื่อไทย, ดร.เจษฎา เลิศธนสาร จากพรรคประชาธิปัตย์ และ ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ จากพรรคภูมิใจไทย

    แนวหน้าออนไลน์ จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับชายผู้ที่อาสาเข้ามา แก้ระบบเทา และเขย่าสนามเลือกตั้งเมืองหลวงในครั้งนี้กันครับ

    เสกสิทธิ์

    ประวัติการศึกษา สายตรงด้านรัฐศาสตร์

    หากจะกล่าวว่า เสก เสกสิทธิ์ คือผลผลิตทางการศึกษาที่ถูกบ่มเพาะมาเพื่อทำงานการเมืองโดยเฉพาะก็คงไม่ผิดนัก เพราะเส้นทางการเรียนของเขานั้นเรียกได้ว่า สายตรง และมีความเข้มข้นทั้งในเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ

    มัธยมศึกษา : โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย (ชมพู-ฟ้า)

    ปริญญาตรี : รัฐศาสตรบัณฑิต สาขาการเมืองการปกครอง (วิชาโทสังคมวิทยามานุษยวิทยา) เกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    ประสบการณ์ทำงาน นักวิชาการและนักกิจกรรม

    เส้นทางอาชีพของ เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ ไม่ได้เริ่มต้นจากห้องแอร์ในที่ทำการพรรค แต่เขาเลือกที่จะคลุกคลีอยู่กับการเคลื่อนไหวทางสังคมและการทำวิจัยเชิงลึก เพื่อทำความเข้าใจ ความยุติธรรม และ โครงสร้างอำนาจ ของไทยอย่างจริงจัง

    เสกสิทธิ์

    หัวหน้าฝ่ายวิชาการ : แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม (UFTD)

    ผู้ช่วยวิจัย : ศึกษาเรื่องความย้อนแย้งของการปราบปรามและขบวนการเคลื่อนไหวที่ไม่ใช้ความรุนแรงในไทย

    งานนิติบัญญัติ : อนุกรรมาธิการศึกษาการปฏิรูประบบราชการตำรวจ (คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ)

    งานสอน : อาจารย์พิเศษบรรยายวิชาพฤติกรรมการเมือง คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

    ย้อนรอยวีรกรรม เทเลือด ทวงมติมหาชน

     ย้อนกลับไปในปี 2566 ในช่วงที่สถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลกำลังคุกรุ่น ชื่อของ เสก-เสกสิทธิ์ เคยเป็นข่าวใหญ่ในฐานะฟันเฟืองสำคัญของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม โดยเขานำทีมเดินทางไปยังที่ทำการพรรคเพื่อไทย เพื่อทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์คัดค้านการข้ามขั้วจัดตั้งรัฐบาล

    เสกสิทธิ์

    ในวันนั้นมีการเทเลือดลงบนพื้นหน้าอาคารที่ทำการพรรค เพื่อสื่อถึงหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อของประชาชนที่สูญเสียไปในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการส่งสัญญาณเตือนและทวงถามสัญญามติมหาชน ที่เคยให้ไว้กับประชาชนในช่วงหาเสียง เหตุการณ์นี้กลายเป็นภาพจำที่สะท้อนถึงจุดยืนอันเด็ดเดี่ยวของเขา ก่อนจะตัดสินใจเข้าสู่ระบบรัฐสภาเพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงผ่านตัวบทกฎหมายในเวลาต่อมา

    เสกสิทธิ์

    นอกจากนี้เขายังมีผลงานเขียนบทความวิชาการที่ตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำ เช่น วารสารสังคมศาสตร์ จุฬาฯ และ Thammasat Journal โดยเน้นเรื่องพลังของการประท้วงและการเคลื่อนไหวภาคประชาชน

    เสกสิทธิ์

    นโยบายและประเด็นที่อยากผลักดัน

    สำหรับ เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ การก้าวเข้าสู่สภาไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนสถานะจากนักกิจกรรมมาเป็นนักการเมือง แต่เขาเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า เส้นทางนิติบัญญัติคือกุญแจสำคัญที่สุดในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน เพราะกฎหมายคือโครงสร้างที่กำหนดชีวิตผู้คน เขาจึงวางเป้าหมายหลักในการทำงานไว้อย่างเป็นระบบ ดังนี้

    1. ยกระดับคุณภาพชีวิต : พัฒนาเขตพื้นที่ชุมชนใน กทม. ให้มีความเท่าเทียมและปลอดภัย

    2. ปฏิรูปโครงสร้าง : ปฏิรูปตำรวจให้เป็นประชาธิปไตย และแก้ปัญหากฎหมายที่เป็นธรรม

    3. เกราะป้องกันประชาธิปไตย : ผลักดันกฎหมายป้องกันการรัฐประหารและร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

    4. Soft Power : ยกระดับกรุงเทพฯ ให้เป็น เมืองศิลปะโลก

    5. มุมมองส่วนตัว : เมื่อหันมองกรุงเทพฯ เมืองที่ผมเติบโตมา ผมพบว่าผู้คนจำนวนมากยังไม่สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ควรจะเป็น… มาร่วมกันสร้างวันพรุ่งนี้ เพื่อประเทศไทยที่เท่าเทียมสำหรับพวกเราและคนรุ่นต่อไป

    เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ จึงไม่ใช่เพียงคนรุ่นใหม่ที่อาสามาทำตามกระแส แต่คือปัญญาชนที่พกทั้งความรู้และประสบการณ์มาเพื่อรื้อโครงสร้างที่บิดเบี้ยว เขากำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าพลังของคนธรรมดาที่เชื่อในระบบรัฐสภา สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้กับกรุงเทพฯ และประเทศไทยได้จริง

    เสกสิทธิ์

    เสกสิทธิ์

    ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ – Seksit Yaemsanguansak, เฟซบุ๊ก จักรวาลด้อมส้ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/946133&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cf-nzCw2qC76q9QfpTliJ

  • โอกาสทอง! กรมการจัดหางาน พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน 100 อัตรา เงินเดือน 3.8 หมื่น+ สวัสดิการครบ

    โอกาสทอง! กรมการจัดหางาน พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน 100 อัตรา เงินเดือน 3.8 หมื่น+ สวัสดิการครบ

    โอกาสทอง! กรมการจัดหางาน พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน 100 อัตรา เงินเดือน 3.8 หมื่น+ สวัสดิการครบ


    10/02/2569 | 59 |

    โอกาสทอง! กรมการจัดหางาน พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน 100 อัตรา เงินเดือน 3.8 หมื่น+ สวัสดิการครบ
    นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางาน เร่งจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในต่างประเทศให้เป็นไปตามเป้าหมายกว่า 50,000 คน ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2569

    เพื่อสร้างโอกาสการทำงานในต่างประเทศ เพิ่มรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตตนเองและครอบครัว ล่าสุด กรมการจัดหางานเปิดรับสมัครคนไทยไปทำงานในประเทศสิงคโปร์ กับนายจ้างบริษัท Singapore Airlines Limited ซึ่งประกอบกิจการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ ตำแหน่ง พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน จำนวน 100 อัตรา เงินเดือน 1,550 เหรียญสิงคโปร์ หรือประมาณ 38,099 บาท ระยะเวลาจ้างงาน 5 ปี

     โดยนายจ้างจัดหาที่พักให้ใน 7 วันแรก มีเงินสนับสนุนค่าอาหาร ค่าโดยสารเครื่องบินเที่ยวไป (กรุงเทพฯ – สิงคโปร์)เมื่อลงนามในสัญญาจ้าง และบัตรโดยสารเครื่องบินเที่ยวกลับ (สิงคโปร์ – กรุงเทพฯ) เมื่อทำงานครบสัญญา นอกจากนี้ยังมีวันลาพักผ่อน 21 วันต่อปี ค่าประกัน และฝึกอบรมระหว่างการทำงานตามกฎหมายสิงคโปร์กำหนด ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและยื่นใบสมัครทางเว็บไซต์ของบริษัทโดยตรงที่เว็บไซต์ singaporeair.com.sg/en_UK/sg/careers 

    ได้ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ถึง 6 มีนาคม 2569 ไม่เว้นวันหยุดราชการ และตรวจสอบข้อมูลรายละเอียดการรับสมัครได้ที่ เว็บไซต์ doe.go.th/overseas หัวข้อ “ข่าวประกาศรับสมัคร”

    นายสมชาย กล่าวว่า สำหรับคุณสมบัติเบื้องต้น รับหญิงไทยส่วนสูง 158 เซนติเมตรขึ้นไป สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี จบการศึกษาไม่ต่ำกว่าชั้นปริญญาตรี มีใจรักงานบริการ และสมัครใจปฏิบัติงานที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งการรับสมัครในครั้งนี้เป็นการดำเนินการเพื่อจัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศโดยวิธีรัฐจัดส่งคนหางานไม่เสียค่าสมัครหรือค่าบริการใด ๆ ทั้งสิ้น โดยจะมีเพียงค่าใช้จ่ายสำหรับการเตรียมตัวเดินทางไปทำงาน ได้แก่ ค่าถ่ายรูป ค่าทำหนังสือเดินทาง (กรณียังไม่มี) และค่าสมัครสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ รวมค่าใช้จ่าย ประมาณ 1,600 บาท

    ทั้งนี้ กรมการจัดหางานจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกให้ทราบโดยทั่วกัน ที่เว็บไซต์ doe.go.th/overseas หัวข้อ “ข่าวประกาศรับสมัคร” ภายในวันที่ 24 เมษายน 2569 ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือกองบริหารแรงงานไทย ไปต่างประเทศ หมายเลขโทรศัพท์ 0 2245 1034 ในวันและเวลาราชการ หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/161444


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/474994&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EY9vhHqE2UYPzkZxE9G5D

  • เผยผลสำรวจ ยืนยัน ‘อ่าวมาหยา’ เป็นแหล่งเลี้ยงดูลูกฉลามที่สำคัญ หลังพบฉลามครีบดำกว่า 118 ตัว

    เผยผลสำรวจ ยืนยัน ‘อ่าวมาหยา’ เป็นแหล่งเลี้ยงดูลูกฉลามที่สำคัญ หลังพบฉลามครีบดำกว่า 118 ตัว

    วันนี้, 12:03น.

              ศูนย์ศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 3 (ตรัง) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ดำเนินการสำรวจติดตามประชากรและพฤติกรรมของฉลามครีบดำ (Carcharhinus melanopterus) ภายใต้โครงการ “Shark Watch Project” ระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 6 กุมภาพันธ์ 2568 ณ อ่าวมาหยา อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ พบประชากรฉลามครีบดำจำนวนมากถึง 118 ตัวในช่วงเวลาเดียว ยืนยันความสำคัญของพื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์และเลี้ยงดูลูกฉลามที่มีคุณค่าต่อระบบนิเวศทางทะเล

              จากการใช้เทคโนโลยีการบินโดรนสำรวจตลอดระยะเวลา 7 วัน รวม 17 เที่ยวบิน พบว่าช่วงเช้าเป็นเวลาที่พบฉลามมากที่สุด โดยมีจำนวนเฉลี่ย 69 ตัว (±23.97) รองลงมาคือช่วงเย็นและช่วงเที่ยง พบเฉลี่ย 52.83 และ 46.40 ตัวตามลำดับ

               การสำรวจครั้งนี้ คือการพบจำนวนฉลามสูงสุดถึง 118 ตัวในช่วงเช้าของวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งเป็นค่าสูงสุดของการสำรวจครั้งนี้ พร้อมทั้งพบพฤติกรรมการเกาะกลุ่มของฉลามครีบดำตัวเต็มวัยบริเวณน้ำตื้นใกล้ชายฝั่งเพื่อไล่ล่าเหยื่อในช่วงเช้าอย่างชัดเจน

              นอกจากนี้การติดตั้งกล้องใต้น้ำระบบ BRUV (Baited Remote Underwater Video) เผยข้อมูลสำคัญว่า ฉลามส่วนใหญ่ที่ตอบสนองต่อเหยื่อล่อเป็นฉลามวัยอ่อน (ขนาดน้อยกว่า 1 เมตร) ในขณะที่ฉลามตัวเต็มวัย (ขนาดมากกว่า 1 เมตร) มักว่ายอยู่บริเวณโดยรอบ ที่น่าประทับใจ คือการพบเห็นฉลามครีบดำแรกเกิดที่มีสีอ่อนและขนาดตัวเพียง 30 เซนติเมตรจำนวนมากเข้ามาในเขตน้ำตื้นติดชายหาด ยืนยันว่าอ่าวมาหยาเป็นพื้นที่เลี้ยงดูลูกฉลามที่สำคัญ (Nursery Area) ของฉลามครีบดำในทะเลอันดามัน

               ข้อมูลจากกล้องใต้น้ำยังพบว่าช่วงเช้าและช่วงค่ำเป็นเวลาที่ฉลามเข้ามาหาอาหารมากที่สุด โดยสามารถนับได้สูงสุด 7 ตัวในเฟรมเดียวกัน ส่วนช่วงเที่ยงฉลามมักกระจายตัวไปยังน้ำลึกและบริเวณด้านข้างของอ่าว

              ในการตรวจวัดคุณภาพน้ำทะเลในพื้นที่พบว่ามีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ได้แก่ อุณหภูมิน้ำเฉลี่ย 28.43 องศาเซลเซียส ความเค็มเฉลี่ย 39.90 พีพีที ค่าออกซิเจนละลายน้ำเฉลี่ย 5.96 มิลลิกรัมต่อลิตร และค่าความเป็นกรด-ด่างเฉลี่ย 8.08 ซึ่งเป็นสภาพที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตและเจริญเติบโตของฉลามครีบดำ

              สำหรับโครงการ Shark Watch Project สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในการอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเล โดยใช้เทคโนโลยีและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจจะถูกนำไปวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อกำหนดแนวทางการจัดการและอนุรักษ์พื้นที่อย่างยั่งยืน รวมทั้งเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญในการศึกษาระบบนิเวศทางทะเลของประเทศไทย

              ฉลามครีบดำถือเป็นสัตว์ทะเลที่มีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศ โดยทำหน้าที่เป็นผู้ล่าชั้นบนสุดที่ช่วยควบคุมสมดุลของสัตว์ทะเลชนิดอื่นๆ การพบประชากรฉลามที่มีจำนวนมากและมีลูกอ่อนในพื้นที่แสดงถึงความสมบูรณ์ของระบบนิเวศทางทะเลในบริเวณดังกล่าว.

    #ฉลามครีบดำ

    #อ่าวมาหยา 

    Cr:ศูนย์ศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 3 (ตรัง)

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159138&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BQaUavI7rfNVXFGv93m6x

  • อยุธยาจัดงาน ‘วันการศึกษาเอกชน’ เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ นวัตกรรมทางการศึกษา | เดลินิวส์

    อยุธยาจัดงาน ‘วันการศึกษาเอกชน’ เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ นวัตกรรมทางการศึกษา | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 10ก.พ. ที่ Ayutthaya Hall ศูนย์การค้าเซ็นทรัลอยุธยา นายวรวิทย์ ยอแสง รองผวจ.พระนครศรีอยุธยา เป็นประธานเปิดงานวันการศึกษาเอกชนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประจำปีการศึกษา 2568 “รวมพลังการศึกษาเอกชนอยุธยา พลิกโฉมการเรียนรู้สู่โลกอนาคต” โดยมีนายชัยวัฒน์ คลังทรัพย์ ศึกษาธิการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดร.สมจิตร สิริเสนา นายกสมาคมการศึกษาเอกชนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมคณะบริหารสมาคมฯ เข้าร่วม

    นายวรวิทย์ กล่าวว่า ภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมจัดการศึกษาและมีบทบาทสำคัญในการจัดการศึกษาควบคู่กับการจัดการศึกษาของภาครัฐ เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนของชาติให้เป็นพลเมืองที่ดี และมีคุณภาพ การจัดการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของภาคเอกชนสนองตอบต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมและความต้องการของผู้ปกครองและนักเรียนได้เป็นอย่างดี จากข้อมูลด้านการศึกษา พบว่านักเรียนจากสถานศึกษาเอกชนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในระดับสูง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ในการจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ

    สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลการศึกษาเอกชนในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บูรณาการความร่วมมือกับสมาคมการศึกษาเอกชน และคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จัดงาน “รวมพลังการศึกษาเอกชนอยุธยา พลิกโฉมการเรียนรู้สู่โลกอนาคต” ครั้งนี้ นับเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้สถานศึกษาเอกชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้เผยแพร่ประชาสัมพันธ์กิจกรรมของสถานศึกษาเอกชน และผลงานของนักเรียนให้เป็นที่ประจักษ์ และเป็นที่ยอมรับแก่สังคม

    โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้นักเรียน ครู ผู้บริหารโรงเรียนเอกชน และผู้เกี่ยวข้องได้มีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการ และนวัตกรรมทางการศึกษา รวมทั้งนักเรียนได้มีโอกาสแสดงศักยภาพและความสามารถ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน การจัดกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการแสดงผลงานของนักเรียน ครู และโรงเรียนเอกชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา การแสดงกิจกรรมของนักเรียน และการยกย่องเชิดชูเกียรติผู้บริหารโรงเรียนเอกชน ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อการศึกษาเอกชน ผู้ร่วมงานประกอบด้วย ท่านนายกสมาคมการศึกษาเอกชน คณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัด ผู้บริหาร ครู บุคลากร และนักเรียนโรงเรียนเอกชนทุกประเภท สถานศึกษาประเภทอาชีวศึกษาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา บุคลากรของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด รวมประมาณ 1,000 คน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5588469/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RuH9N6_JV7N-cMYuqBLfu

  • จากครูสู่สภา! ‘ธีรศักดิ์ จิระตราชู’ ชาวบางสะพานน้อย ประกาศดันการศึกษาเต็มกำลัง

    จากครูสู่สภา! ‘ธีรศักดิ์ จิระตราชู’ ชาวบางสะพานน้อย ประกาศดันการศึกษาเต็มกำลัง

    “ครูหนึ่ง” ธีรศักดิ์ จิระตราชู ชาวบางสะพานน้อย ได้รับเลือกเป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คนแรกของพื้นที่ ประกาศเดินหน้าผลักดันนโยบายการศึกษาในสภาเต็มกำลัง แม้พรรคไม่ได้เป็นแกนนำรัฐบาล

    วันที่ 10 ก.พ.69 ภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการคำนวณจำนวน สส.แบบบัญชีรายชื่อ ปรากฏว่า นายธีรศักดิ์ จิระตราชู หรือ “ครูหนึ่ง” ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ หมายเลข 31 พรรคประชาชน ได้รับคะแนนเสียงเพียงพอ ส่งผลให้ก้าวขึ้นเป็น ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนแรกในประวัติศาสตร์ ที่มีภูมิลำเนาเป็นชาวอำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

    หลังทราบผลการเลือกตั้ง ครูหนึ่งได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย สะท้อนมุมมองต่อทิศทางการเมือง โดยยอมรับว่า พรรคประชาชนอาจไม่สามารถเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ในครั้งนี้ พร้อมระบุว่า สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดคือ อุดมการณ์และความฝันร่วมกันของผู้คนจากหลากหลายวงการ ซึ่งถูกบรรจุไว้ในหนังสือ Thailand’s Blueprint ยังไม่อาจถูกนำไปใช้ในฐานะฝ่ายบริหารของประเทศ

    อย่างไรก็ตาม ครูหนึ่งยืนยันอย่างหนักแน่นว่า “ทุกนโยบาย โดยเฉพาะด้านการศึกษา จะถูกผลักดันในสภาผู้แทนราษฎรอย่างเต็มกำลัง” ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม เท่าที่อำนาจหน้าที่จะเอื้ออำนวย พร้อมย้ำว่า “ทุกคนยังมีความหวังอยู่”

    ครูหนึ่งยังกล่าวขอบคุณประชาชนที่มอบความไว้วางใจให้กับพรรคประชาชน ตลอดระยะเวลา 2 เดือนของการรณรงค์หาเสียง ขอบคุณครูบาอาจารย์ พี่น้อง เพื่อน ๆ และประชาชนจากหลากหลายวงการ ที่กล้าเปลี่ยนใจเลือกพรรคประชาชน เพื่อหวังเห็นการแก้ไขปัญหาประเทศอย่างจริงจัง

    ครูหนึ่ง ยังระบุด้วยว่า “การปลูกต้นไม้แห่งความหวังคือการเชื่อมั่นว่า ในวันพรุ่งนี้ต้นความหวังนี้จะเติบโต”

    สำหรับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ (Party-List) ถือเป็นผู้แทนของประชาชนทั้งประเทศ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง โดยมีบทบาทสำคัญในการพิจารณากฎหมาย และกำหนดทิศทางนโยบายระดับประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/128416&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1F3REbP0Ls1ItDHagJrrnN

  • PTTEP แจ้งผลการดำเนินงานปี 2568 – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    PTTEP แจ้งผลการดำเนินงานปี 2568 – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ปตท.สผ. เผยผลการดำเนินงานปี 2568 ประสบความสำเร็จตามแผนงาน สะท้อนบทบาทในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ พร้อมสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งให้กับบริษัทและสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอแก่ผู้ถือหุ้น โดยมีมติเสนอจ่ายเงินปันผล 8.75 บาทต่อหุ้น รวมทั้งสามารถนำส่งรายได้ให้รัฐเพื่อการพัฒนาประเทศกว่า 49,800 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายปี 2569 เพิ่มปริมาณขายขึ้นประมาณร้อยละ 10

    นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่าในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทมีความคืบหน้าที่สำคัญในการดำเนินงานตามแผนกลยุทธ์ โดยในด้านการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ปตท.สผ. ได้เข้าถือสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 50 ในโครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เอ18 (MTJDA A18) ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อการผลิตไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานในพื้นที่ภาคใต้ของไทย นอกจากนี้  ได้เพิ่มปริมาณการขายก๊าซฯ ที่แหล่งอาทิตย์ โดยเพิ่มปริมาณการส่งก๊าซธรรมชาติ (DCQ) ตามสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติส่วนเพิ่มจาก 280 เป็น 330 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพื่อตอบสนองความต้องการใช้พลังงานของประเทศ ในขณะที่โครงการคอนแทร็ค 4 (Contract 4) หรือแปลงบี 12/27 (B12/27) ซึ่ง ปตท.สผ. เป็นผู้ถือสัดส่วนการลงทุนรายใหญ่ ได้รับการต่ออายุระยะเวลาการผลิตจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติไปอีก 10 ปี ตั้งแต่ปี 2571 จนถึงปี 2581 โดยโครงการดังกล่าวเป็นอีกแหล่งปิโตรเลียมที่มีความสำคัญต่อประเทศ สามารถผลิตก๊าซฯ ได้มากกว่าร้อยละ 13 ของการผลิตก๊าซฯ ภายในประเทศ นอกจากนี้ บริษัทยังได้เข้าซื้อสัดส่วนเพิ่มเติมในโครงการสินภูฮ่อม เป็นร้อยละ 90 ซึ่งก๊าซฯ จากโครงการสินภูฮ่อมมีความสำคัญต่อการผลิตไฟฟ้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

    ด้านการลงทุนในต่างประเทศ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะยาวนั้น ปตท.สผ. ได้ขยายการลงทุนเพิ่มเติมในประเทศแอลจีเรีย โดยได้ชนะการประมูลแปลงเร็กเกนเน่ ทู (Reggane II)  ซึ่งแปลงดังกล่าวมีการค้นพบแหล่งก๊าซฯ แล้ว และยังมีพื้นที่ที่มีศักยภาพในการสำรวจเพิ่มเติม สำหรับในประเทศมาเลเซีย ปตท.สผ. ได้ขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเข้าร่วมลงทุนกับ TotalEnergies ในแปลงเอสเค408 (SK408) ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณการผลิตและปริมาณสำรองปิโตรเลียมให้ ปตท.สผ. ทันที

    ในปี 2568 ปตท.สผ. สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตการดำเนินงานของบริษัทฯ ได้มากกว่า 568,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยได้ดำเนินโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง เช่น การนำก๊าซส่วนเกินจากกระบวนการผลิตที่ต้องเผาทิ้งกลับมาใช้ใหม่ การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการบริหารจัดการเพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทนอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ จากการดำเนินโครงการดังกล่าวพร้อมกับการบริหารจัดการอื่น ๆ ส่งผลให้ความเข้มของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมของบริษัท ลดลงร้อยละ 19.5 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2563 โดยในปี 2568 มีตัวอย่างโครงการสำคัญ เช่น การสร้างนวัตกรรมหัวเผาก๊าซทิ้งที่มีค่าความร้อนต่ำมาก การบริหารจัดการก๊าซมีเทน และการพัฒนาโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ที่แหล่งอาทิตย์

    ด้านความก้าวหน้าของโครงการ CCS ที่แหล่งอาทิตย์ ซึ่งเป็นโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศปี พ.ศ. 2564 – 2573 ปตท.สผ. ได้ประกาศตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) เพื่อเดินหน้าโครงการให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างทำแบบเพื่อการก่อสร้าง โดยมีเป้าหมายเริ่มการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในปี 2571 ซึ่งคาดว่าจะสามารถดักจับและอัดกลับคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงสุด 1 ล้านตันต่อปี

    สำหรับผลประกอบการในปี 2568 ปตท.สผ. มีรายได้รวม 294,849 ล้านบาท (เทียบเท่า 8,970 ล้านดอลลาร์ สรอ.) โดยมีปริมาณขายปิโตรเลียมเฉลี่ยสูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 509,906 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4  เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการผลิตปิโตรเลียมของโครงการจี 1/61 (G1/61) ได้ที่ระดับ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันตามสัญญาแบ่งปันผลผลิตเต็มปี และความสำเร็จจากการเข้าลงทุนในโครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เอ 18 (MTJDA A18) ขณะที่ราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยอยู่ที่ 43.82 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ลดลงประมาณร้อยละ 6 ตามทิศทางการปรับตัวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ส่งผลให้ในปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิ 60,273 ล้านบาท (เทียบเท่า 1,830 ล้านดอลลาร์ สรอ.)

    นำส่งรายได้ให้กับรัฐกว่า 49,800 ล้านบาท และให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้

    ในปี 2568 ที่ผ่านมา ปตท.สผ. ได้นำส่งรายได้ให้กับรัฐในรูปของภาษีเงินได้ ค่าภาคหลวง และส่วนแบ่งผลประโยชน์อื่น ๆ จำนวนกว่า 49,800 ล้านบาท เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ เช่น การพัฒนาชุมชน การศึกษา และการวิจัยและพัฒนา เป็นต้น นอกจากนี้ รัฐยังได้รับส่วนแบ่งจากผลผลิตปิโตรเลียมของโครงการจี 1/61 (G1/61) และจี 2/61 (G2/61) ซึ่งอยู่ภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) ซึ่งเป็นรายได้ทางตรงจากการผลิตปิโตรเลียมที่รัฐสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศอีกส่วนหนึ่งด้วย

    ทั้งนี้ ในช่วงสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ที่ผ่านมา ปตท.สผ. ได้ให้การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบในจังหวัดสงขลาและพื้นที่ภาคใต้ โดยมอบเงินสนับสนุนและเครื่องอุปโภคบริโภค รวม 100 ล้านบาท ตั้งแต่ช่วงที่เกิดสถานการณ์ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบอุทกภัยอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องในระยะฟื้นฟู โดยมุ่งเน้นด้านสาธารณสุขและด้านการศึกษา ด้วยการร่วมสร้างอาคารใหม่ให้แก่โรงพยาบาลหาดใหญ่ ฟื้นฟูสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้ง สนับสนุนโครงการ ซ่อม สร้าง สุข เพื่อส่งเสริมให้ทุกภารกิจ สามารถกลับมาให้บริการประชาชนได้อย่างเข้มแข็ง และมีประสิทธิภาพอีกครั้ง

    เสนอจ่ายเงินปันผลปี 2568 ที่ 8.75 บาทต่อหุ้น

    บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยจากผลการดำเนินงานในปี 2568 และสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติเสนอจ่ายเงินปันผลสำหรับปี 2568 ให้แก่ผู้ถือหุ้น ที่ 8.75 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลต่อกำไรสุทธิที่ร้อยละ 59 รวมเป็นเงินปันผลทั้งสิ้น 34,737 ล้านบาท โดยบริษัทฯ ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2568 ไปแล้วเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ในอัตรา 4.10 บาทต่อหุ้น ส่วนที่เหลืออีก 4.65 บาทต่อหุ้น จะจ่ายในวันที่ 22 เมษายน 2569 ภายหลังจากที่ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569  ซึ่งส่วนหนึ่งของเงินปันผลดังกล่าว จะถูกนำส่งให้กระทรวงการคลังผ่านการถือหุ้นในบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ ปตท.สผ. เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศต่อไป

    “ปี 2568 เป็นอีกปีหนึ่งที่ ปตท.สผ. ประสบความสำเร็จในการดำเนินภารกิจได้ตามเป้าหมาย โดยเฉพาะด้านการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ และรองรับความต้องการใช้พลังงานของประเทศ สำหรับปี 2569 บริษัทจะเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเพิ่มปริมาณการผลิตปิโตรเลียมจากโครงการทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยจะเริ่มการพัฒนาโครงการที่มีการค้นพบปิโตรเลียมแล้วในประเทศมาเลเซีย และเร่งพัฒนาโครงการแอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซ (Algeria Hassi Bir Rekaiz) ในระยะที่สอง โครงการสัมปทานกาชา(Ghasha Concession) ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และโครงการโมซัมบิก แอเรีย 1 (Mozambique Area 1) อีกด้วย โดยในปี 2569 บริษัทได้ตั้งเป้าหมายปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ย (Averaged Sales Volume) ไว้ที่อัตรา 560,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณร้อยละ 10” นายมนตรีกล่าว

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/09/615756/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2R4eGDN1IJbJK8R4hqKERS

  • ชวนจับตา นโยบายการศึกษา รัฐบาลหลังเลือกตั้ง แก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ชวนจับตา นโยบายการศึกษา รัฐบาลหลังเลือกตั้ง แก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ชวนจับตา นโยบายการศึกษา รัฐบาลหลังเลือกตั้ง แก้ปัญหาได้จริงหรือไม่

    บทสรุปจากเวทีดีเบต นโยบายการศึกษา สะท้อนทั้งปัญหา “การศึกษา” ที่พรรคการเมืองเห็นตรงกัน และช่องว่างที่ยังไร้คำตอบ สภาผู้บริโภคชวนมองทิศทางการศึกษาไทยหลังการเลือกตั้ง

    การศึกษาไม่ใช่เพียงเรื่องของห้องเรียนหรือหลักสูตร แต่คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ ทั้งในมิติคุณภาพชีวิต ความเสมอภาคทางสังคม และศักยภาพในการแข่งขันของคนรุ่นต่อไป ด้วยเหตุนี้ นโยบายด้านการศึกษาจึงเป็นประเด็นสาธารณะที่ประชาชนจับตาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงการเลือกตั้งที่พรรคการเมืองต่างนำเสนอวิสัยทัศน์เพื่อกำหนดทิศทางประเทศในอนาคตเพื่อไม่ให้นโยบายการศึกษา จบลงเพียงช่วงหาเสียง หลังการเลือกตั้ง สภาผู้บริโภคร่วมกับสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย จึงจัดเวทีออนไลน์วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อขยายผลการสื่อสารสู่สาธารณะ และชวนสังคมร่วมติดตามทิศทางนโยบายภายใต้บริบทการเมืองหลังการเลือกตั้ง

    3 ปัญหาหลักที่ทุกพรรคเห็นตรงกัน

    จากการสรุปประเด็นดีเบต นโยบายการศึกษา ของพรรคการเมืองในปี 2569 ผ่าน 10 เวทีสำคัญ พบว่ามี 3 ปัญหาหลักที่ทุกพรรคเห็นตรงกัน คือ ประเด็นแรก คือ ความเหลื่อมล้ำ และเรียนฟรีที่ไม่มีอยู่จริง แม้จะเป็นโรงเรียนรัฐ ผู้ปกครองยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายแฝง ตั้งแต่ค่าชุดนักเรียน ค่าบำรุง ไปจนถึงอุปกรณ์การเรียน อีกทั้งการจัดสรรงบประมาณยังไม่เท่าเทียม ระหว่างโรงเรียนขนาดเล็กกับขนาดใหญ่ หรือระหว่างพื้นที่เมืองกับต่างจังหวัด

    ประเด็นที่สอง คือ ภาระงานครูและสุขภาวะจิตของนักเรียน ครูจำนวนมากต้องรับผิดชอบงานเอกสาร งานพัสดุ และงานธุรการ จนเวลาสำหรับการสอนและดูแลนักเรียนลดลง ขณะเดียวกัน ระบบนักจิตวิทยาในโรงเรียนก็เริ่มถูกมองว่าเป็นกลไกจำเป็นต่อการดูแลสุขภาพจิตของทั้งนักเรียนและครู

    และประเด็นสุดท้าย คือ การศึกษาต้องเชื่อมโยงกับโลกการทำงาน ทุกพรรคเห็นตรงกันว่า “เรียนแล้วต้องมีงานทำ” จึงผลักดันแนวคิดการพัฒนาทักษะใหม่ (Upskill/Reskill) และการยกระดับสายอาชีวะหรือวิชาชีพเฉพาะทางให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานมากขึ้น

    นโยบายการศึกษา ที่หายไปจากเวทีดีเบต

    อย่างไรก็ตาม แม้การดีเบตจะเกิดขึ้นในหลายเวที แต่ยังมีประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงน้อยหรือยังไร้แนวทางที่ชัดเจน หนึ่งในนั้นคือ อนาคตของโรงเรียนขนาดเล็ก พรรคการเมืองมักพูดถึงงบประมาณ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะยุบหรือคงไว้ หากต้องยุบ จะมีระบบขนส่งนักเรียนที่ปลอดภัยและทั่วถึงรองรับหรือไม่

    อีกประเด็นคือ โครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการที่ซับซ้อน การทำงานที่แยกส่วนทำให้การแก้ปัญหาขาดเอกภาพ และยังไม่มีข้อเสนอรูปธรรมในการปฏิรูปให้คล่องตัว

    ขณะเดียวกัน เสียงของนักเรียนในเชิงโครงสร้างยังเลือนราง แม้จะมีการพูดถึงสิทธิเด็ก แต่ในทางปฏิบัติ นักเรียนยังไม่มีพื้นที่ในคณะกรรมการสถานศึกษา และสภานักเรียนมักถูกจำกัดบทบาทไว้เพียงการจัดกิจกรรม

    นอกจากนี้ การศึกษาทางเลือก ยังขาดหน่วยงานเจ้าภาพที่ชัดเจน ส่งผลให้เมื่อเกิดปัญหามักหาผู้รับผิดชอบได้ยาก ขณะที่ นโยบายการศึกษา ของไทยยังขาดความต่อเนื่อง จากการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีบ่อยครั้ง ทำให้แผนระยะยาวตั้งแต่ปฐมวัยถึงวัยทำงานไม่มั่นคง รวมถึง ปัญหาหนี้ครู ที่แม้เริ่มถูกพูดถึง แต่ก็ยังไม่มีแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ

    ข้อเสนอเยาวชนถึงรัฐบาลใหม่

    ทั้งนี้ ตัวแทนจากสภาผู้บริโภคและสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทยได้มีข้อเสนอต่อรัฐบาลใหม่และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ ข้อเสนอแรก คือการทำให้เรียนฟรีเป็นไปได้จริง ในเชิงกฎหมาย โดยต้องนิยามให้ชัดว่าอะไรคือค่าใช้จ่ายที่รัฐต้องรับผิดชอบ เพื่อลดปรากฏการณ์เรียนฟรีที่มีบิล พร้อมยกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้เด็กทุกคนเข้าถึงได้โดยไม่ต้องพิสูจน์ความจน

    ข้อเสนอต่อมา การกำหนดเป้าหมายและโครงสร้างระยะยาว รัฐควรตอบให้ได้ว่าการศึกษามุ่งสร้างคนเพื่อการมีงานทำ หรือเพื่อการพัฒนาศักยภาพตามความฝันของแต่ละคน พร้อมวางแผนอย่างน้อย 10 ปี เพื่อรับมือวิกฤตเด็กเกิดน้อย และปรับขนาดกระทรวงให้สอดคล้องกับอนาคต และสิ่งสำคัญนโยบายการศึกษา ไม่ควรเปลี่ยนไปตามวาระทางการเมือง แต่ต้องเป็นแผนต่อเนื่องของประเทศ

    เสียงจากเยาวชนยังสะท้อนชัดว่า หากมีโอกาสบริหาร สิ่งที่อยากเร่งทำคือ การอุดหนุนต้นทุนการศึกษาอย่างแท้จริง ตั้งแต่ค่าเดินทาง อาหาร ไปจนถึงเครื่องแต่งกาย เพื่อให้ทุกคนเริ่มต้นชีวิตบนฐานที่ใกล้เคียงกัน พร้อมทั้ง ปฏิรูปโครงสร้างและระบบบุคลากร เพื่อคัดเลือกและสนับสนุนครูที่อยากเป็นครูจริง ๆ

    ท้ายที่สุด ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า การลงทุนในคนไม่เคยขาดทุน การพัฒนาศักยภาพมนุษย์คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับอนาคตของชาติ ขณะเดียวกัน โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยทั้งทางกายและใจ และต้องมีกลไกรับฟังเสียงของนักเรียนอย่างเป็นระบบ

    คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่านโยบายไหนดีที่สุด แต่คือ หลังการเลือกตั้งแล้ว รัฐบาลใหม่จะร่วมกันผลักดันให้คำสัญญาด้านการศึกษาเหล่านี้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร สภาผู้บริโภคจะยังคงติดตาม ตรวจสอบ และผลักดันนโยบายด้านการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกข้อเสนอไม่หยุดอยู่แค่บนเวทีหรือในช่วงหาเสียง แต่ถูกขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพราะอนาคตของผู้เรียนคืออนาคตของสังคมไทย

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/education-policy/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LFz7T-y5gJdqwSjxB1FLM

  • “สมชัย” แฉกลโกงขนานใหญ่! พบหลักฐานสำคัญทิ้งถังขยะชลบุรี จี้ กกต. แจก “ใบส้ม” แทนแค่นับใหม่ | เดลินิวส์

    “สมชัย” แฉกลโกงขนานใหญ่! พบหลักฐานสำคัญทิ้งถังขยะชลบุรี จี้ กกต. แจก “ใบส้ม” แทนแค่นับใหม่ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 69 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความเรื่อง “กกต. กับ การจัดการเลือกตั้งแบบมืออาชีพ” มีรายละเอียดว่า…

    “การเลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 มีหลายปรากฏการณ์ที่สะท้อนว่า กกต. ยังจัดการเลือกตั้งไม่เป็นมืออาชีพ

    การทำหน้าที่ของกรรมการประจำหน่วย (กปน.) ขาดความเป็นมาตรฐานเดียวกัน นับแต่ การติดป้ายประกาศที่สับสน ไม่ครบถ้วน การตรวจบัตรประชาชน บางแห่งไม่ให้ประชาชนเซ็นชื่อ การฉีกบัตรที่เสียหาย การทุจริตโดยกรรมการด้วยการแอบใส่บัตร ไปจนถึงการนับคะแนนที่ขาดความโปร่งใส

    เหตุการณ์ที่เขต 1 ชลบุรี ที่ตลอดคืนวันที่ 9 ถึงเช้าวันที่ 10 มีมวลชนเข้าล้อมศูนย์การเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้ขนย้ายหีบบัตรที่ส่อมีการทุจริต และเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ และยังพบใบขีดคะแนน (สส.11) และเอกสารอื่น ๆ รวมถึง สายรัด cable tie ที่มีลายเซ็นกรรมการประจำหน่วย จำนวนมาก ทิ้งในถังขยะ เป็นการบ่งบอกว่า มีการทุจริตการเลือกตั้งขนานใหญ่ในพื้นที่นี้ เนื่องจากไม่มีการดำเนินการตามระเบียบ ดังนี้

    1.เอกสารต่าง ๆ ที่ใช้ในการเลือกตั้ง อาทิ แบบขีดคะแนน (ส.ส.11) รายงานผลการนับคะแนน (ส.ส. 5/18) แบบข้อมูลจำนวนบัตรเลือกตั้ง (ส.ส. 5/12) ต้องใส่ถุงพลาสติก และใส่คืนในหีบเลือกตั้ง

    2.หีบเลือกตั้งที่ใส่เอกสารต่าง ๆ ต้องปิดเทปกาวโดยรอบ พร้อมใส่สายรัด cable tie ของ กกต. และให้กรรมการลงชื่อในป้ายสายรัด

    เรื่องเหล่านี้ เป็นเรื่องใหญ่ที่ กกต. ต้องมีคำตอบและหาทางแก้ไข ถ้าผลการตรวจสอบพบว่า ไม่ใช่หน่วยเดียว แต่เกิดหลายหน่วย หรือ ไม่ใช่เขตเดียว แต่เป็นหลายเขต

    นอกจากเอาผิดทางอาญาแก่ผู้เกี่ยวข้องให้หลาบจำแล้ว

    เรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ อาจไม่พอ เพราะหีบบัตรไม่มี cable tie รัด บัตรในหีบอาจถูกเปลี่ยนใหม่แล้วก็ได้

    ต้องใบเหลือง เลือกตั้งใหม่หรือ ใบส้ม เลือกตั้งใหม่พร้อมให้ผู้สมัครที่เกี่ยวข้องออกจากสนาม

    อยากเห็น กกต.จัดการเลือกตั้งแบบมืออาชีพ ไม่ใช่ ส่งเสริมให้เกิดการโกงเลือกตั้งแบบมืออาชีพ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5587696/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gSdUwY1XPt_YiYVnGD9L4

  • อดีตไอดอล โปรไฟล์เริด เปิด 5 เงื่อนไข ประกาศหาคู่ ดูไม่ยากแต่ทำไมรอบแรกไม่ได้

    อดีตไอดอล โปรไฟล์เริด เปิด 5 เงื่อนไข ประกาศหาคู่ ดูไม่ยากแต่ทำไมรอบแรกไม่ได้

              อดีตไอดอล ประกาศหาคู่ชีวิต ตั้งเงื่อนไข 5 ข้อ ทำคนฮือฮา ชี้ทั้งสวยและเก่ง แต่เงื่อนไขเป็นมิตรสุด ๆ เผยแล้วทำไมหาคู่รอบแรกไม่เจอคนที่ใช่

    นัทสึพิ อดีตไอดอล
    ภาพจาก Instagram nats_upi

              กลายเป็นที่ฮือฮาและถูกพูดถึงอย่างมากบนโลกออนไลน์ไต้หวันเมื่อไม่นานมานี้ สำหรับ นัทสึพิ อดีตไอดอลสาวชาวญี่ปุ่น ที่ปัจจุบันอายุ 30 ปีแล้ว แต่ก็ยังครองตัวเป็นโสด แม้จะเคยประกาศหาคู่ไปรอบหนึ่งแล้วก็ตาม ซึ่งจากคุณสมบัติส่วนตัวของเธอก็ไม่น่าที่จะหาคู่ได้ยาก จนทำให้ผู้คนมากมายประหลาดใจ 

              โดยเว็บไซต์ TVBS เผยว่า นัทสึพิ มีหน้าตาน่ารัก เป็นถึงระดับอดีตไอดอล แถมยังมีสัดส่วนที่น่าดึงดูด สูง 157 เซนติเมตร หน้าอกคัพ E และจบการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโตเกียว ด้วยคุณสมบัติระดับนี้เมื่อเทียบกับเงื่อนไข 5 ข้อที่เธอตั้งไว้ในการประกาศหาคู่รอบ 2 ทำเอาชาวเน็ตถึงกับอึ้ง และพูดถึงเรื่องนี้บน PTT ชุมชนออนไลน์ของไต้หวัน โดยส่วนมากเห็นพ้องกันว่าเงื่อนไขของเธอดูจะใจดีเกินไปมาก ๆ 

    นัทสึพิ อดีตไอดอล
    ภาพจาก Instagram nats_upi

    สำหรับเงื่อนไขที่เธอประกาศผ่าน X เพื่อหาคนที่จะมาเป็นคู่ชีวิตของเธอ มีดังนี้ 

              – ชายโสด

              – อายุ 24-37 ปี

              – สูง 168 เซนติเมตรขึ้นไป 

              – รายได้ต่อปี 5 ล้านเยนขึ้นไป (ราว 1 ล้านบาท)

              – จบการศึกษาจาก MARCH ขึ้นไป (หมายถึงกลุ่มมหาวิทยาลัยเอกชนชั้นนำ 5 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยเมจิ, มหาวิทยาลัยอาโอยามะ กาคุอิน, มหาวิทยาลัยริกเคียว, มหาวิทยาลัยชูโอ และมหาวิทยาลัยโฮเซ)
     

    นัทสึพิ อดีตไอดอล
    ภาพจาก Instagram nats_upi

    นัทสึพิ อดีตไอดอล
    ภาพจาก Instagram nats_upi

    นัทสึพิ อดีตไอดอล
    ภาพจาก Instagram nats_upi

              โดยชาวเน็ตหลายคนมองว่าเงื่อนไขของเธอดูเป็นมิตรสุด ๆ แถมยังชี้ว่ารายได้ 5 ล้านเยนที่เธอตั้งไว้ ก็คือเงินเดือนเฉลี่ยของชาวญี่ปุ่น บางคนยังนำมาเทียบกับสาว ๆ ในไต้หวันที่ต้องการคู่ที่มีรายได้สูงกว่านั้นด้วย และคิดว่าหากเธอยินดีแต่งงานกับผู้ชายไต้หวัน คงจะมีคนต่อคิวรอให้พิจารณาเพียบแน่ ๆ

    นัทสึพิ อดีตไอดอล
    ภาพจาก Instagram nats_upi

    นัทสึพิ อดีตไอดอล
    ภาพจาก Instagram nats_upi

    นัทสึพิ อดีตไอดอล
    ภาพจาก Instagram nats_upi

              แต่แม้เงื่อนไขจะดูง่าย ขอย้ำว่านี่คือการประกาศหาคู่รอบ 2 โดย นัทสึพิ เผยว่า รอบแรกนั้นมีคนสนใจ สมัครเข้ามามากกว่าพันคน แต่ท้ายที่สุดเธอก็ไม่สามารถหาคนที่เหมาะสมได้ เธอคิดว่าบางคนอาจจะแค่อยากมาลอง หรือสมัครเพราะอยากรู้อยากเห็นเท่านั้น ในขณะที่ตัวเธอนั้นจะไม่สนใจเลยหากเจอคนที่ไม่ได้คิดอยากจะคบกันอย่างจริงจัง ไม่ได้คิดจะแต่งงาน หรือหวังเพียงแค่เรื่องบนเตียงเท่านั้น 

    ขอบคุณข้อมูลจาก TVBS

    ขอบคุณภาพจาก Instagram nats_upi

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/view/251920&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10NPDHTRW1vURMIKXG-CnT