Category: วัฒนธรรม

  • เอกชน จี้รัฐบาลใหม่เร่งเครื่องดันเศรษฐกิจไทย 3 เดือนแรกต้องฟื้น

    เอกชน จี้รัฐบาลใหม่เร่งเครื่องดันเศรษฐกิจไทย 3 เดือนแรกต้องฟื้น

    นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย ให้สัมภาษณ์กับ ฐานเศรษฐกิจ ถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยภายหลังการเลือกตั้ง โดยสะท้อนมุมมองตรงไปตรงมาว่า รัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศ โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรก จำเป็นต้องเร่งแสดงบทบาทด้านเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นระบบ เพราะเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะเปราะบาง “หนักที่สุดในรอบหลายสิบปี”

    ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมารวมถึงปี 2569 เศรษฐกิจไทยยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างแท้จริงสะท้อนจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำ แม้ GDP จะเป็นเพียงตัวเลข แต่ก็เป็นดัชนีสำคัญที่สะท้อนศักยภาพการบริหารของรัฐบาลทั้งรัฐบาลในอดีตและรัฐบาลใหม่ในอนาคต

    รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องมีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเป็นระบบ ไม่ใช่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยควรวางโครงสร้างนโยบายให้ชัดเจนครอบคลุม 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อสร้างความต่อเนื่องและความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจ

    ระยะสั้น อัดฉีดได้ แต่ต้องไม่ใช่คำตอบเดียว

    ในระยะสั้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยังคงมีความจำเป็น โดยเฉพาะการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ เพื่อประคองกำลังซื้อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นแนวทางที่รัฐบาลหลายชุดเคยใช้ อย่างไรก็ตาม นายสรเทพเตือนว่า มาตรการลักษณะนี้เป็นเพียง “ยาพยุงอาการ” หากไม่มีแผนระยะกลางและระยะยาวรองรับ ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้

    ระยะกลาง เปลี่ยนรัฐราชการ สู่รัฐประชาชน

    หัวใจสำคัญอยู่ที่มาตรการระยะกลาง โดยรัฐบาลใหม่โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ต้อง “ปรับวิธีคิด” จากการบริหารแบบ รัฐราชการ ที่ภาครัฐเป็นศูนย์กลางในการกำหนดทิศทางและออกกฎหมายควบคุม มาเป็น รัฐประชาชน ที่ยึดประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบเศรษฐกิจเป็นศูนย์กลาง

    นายสรเทพ โรจน์พจนารัช

    โดยเสนอให้เปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข หรืออุตสาหกรรมต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบและวางแผนพัฒนาประเทศอย่างบูรณาการ เพราะกลุ่มเหล่านี้เข้าใจปัญหาเชิงลึก จุดอ่อน และข้อจำกัดของเศรษฐกิจไทยได้ดีกว่าการกำหนดนโยบายจากส่วนกลางเพียงฝ่ายเดียว

    ในมิติภาคอุตสาหกรรมประเทศไทยไม่สามารถพึ่งพาโมเดล “รับจ้างผลิต” ต่อไปได้อีกแล้ว รัฐบาลใหม่ต้องยกเครื่องโครงสร้างอุตสาหกรรม หันไปสู่การผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ มีนวัตกรรม และมีมูลค่าเพิ่มสูง พร้อมกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมใหม่อย่างชัดเจน

    ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาของภาครัฐมักเป็นลักษณะเฉพาะหน้า ขาดแผนพัฒนาเศรษฐกิจแบบบูรณาการ ทั้งด้านการส่งออก การรับมือมาตรการภาษีจากต่างประเทศ และการสร้างอุตสาหกรรมอนาคต ส่งผลให้ภาคธุรกิจขาดความเชื่อมั่นและไม่กล้าลงทุนระยะยาว

    สำหรับภาคเกษตรโครงสร้างเกษตรไทยแทบไม่เปลี่ยนแปลงตลอดหลายปีที่ผ่านมา เกษตรกรยังยากจนต่อเนื่องหลายชั่วอายุคน ขณะเดียวกันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้แรงงานภาคเกษตรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

    รัฐบาลจึงควรวางยุทธศาสตร์ใหม่ ปรับสู่ เกษตรสมัยใหม่ กำหนดพื้นที่เพาะปลูกให้เหมาะสมกับชนิดสินค้า ลดปัญหาสินค้าล้นตลาดและราคาตกต่ำ ซึ่งทั้งหมดควรถูกบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะกลางแบบบูรณาการ ครอบคลุมทั้งภาคการท่องเที่ยว อุตสาหกรรม และเกษตรกรรม ไม่แยกส่วนเหมือนที่ผ่านมา

    ระยะยาว โครงสร้างพื้นฐาน–การศึกษา–ราชการ ต้องเดินพร้อมกัน

    ในระยะยาวรัฐบาลต้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะระบบคมนาคม เช่น รถไฟความเร็วสูง ที่ถูกพูดถึงมากว่า 10 ปีแต่ยังไม่คืบหน้า ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเดินหน้าไปไกลแล้ว

    แม้ระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ จะมีการขยายเส้นทางจำนวนมาก แต่ยังขาดการเชื่อมโยงเป็นระบบเดียว ทั้งด้านเทคโนโลยีและระบบตั๋วโดยสาร ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถเริ่มแก้ไขได้ทันที หากมีการบริหารจัดการที่จริงจัง

    ด้านการศึกษาเห็นว่าต้องเริ่มปฏิรูปตั้งแต่วันนี้ ทั้งการปรับระยะเวลาการเรียนให้สอดคล้องกับความต้องการแรงงานจริง เช่น สาขาการท่องเที่ยวหรือคหกรรมศาสตร์ รวมถึงการใช้งบประมาณด้านการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะคุณภาพการศึกษาของไทยกำลังถดถอยและถูกหลายประเทศในอาเซียนแซงหน้าไปแล้ว

    รีเชฟระบบราชการ ลดภาระงบประจำ

    อีกโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลใหม่ต้องเผชิญคือการปรับโครงสร้างระบบราชการ ปัจจุบันงบประมาณแผ่นดินกว่า 70% ถูกใช้ไปกับเงินเดือน สวัสดิการข้าราชการ และนโยบายประชานิยม ทำให้เหลืองบลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศในสัดส่วนจำกัด

    นายสรเทพเสนอให้รัฐบาลต้องมีความกล้าหาญในการ “รีเชฟ” ระบบราชการ ลดจำนวนข้าราชการส่วนกลาง และกระจายทรัพยากรสู่ระดับภูมิภาค พร้อมยกตัวอย่างประเทศเวียดนามที่ลดขนาดภาครัฐและเปิดทางเกษียณก่อนกำหนด ส่งผลให้ประหยัดงบประมาณได้ถึง 15%

    เสถียรภาพการเมือง ต้องเดินคู่เศรษฐกิจ

    ท้ายที่สุด นายสรเทพเปรียบความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับเศรษฐกิจว่าเป็น “ไก่กับไข่” หากมีนโยบายเศรษฐกิจที่ดี แต่รัฐบาลขาดเสถียรภาพ ก็ไม่สามารถขับเคลื่อนประเทศในระยะยาวได้

    โดยมองว่าประเทศไทยติดหล่มทั้งปัญหาเสถียรภาพการเมืองและกฎหมายที่ล้าสมัย การแก้ไขกฎหมายและรัฐธรรมนูญให้ทันสมัย เพื่อสร้างสมดุลอำนาจ ควบคู่กับการวางนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจน จึงเป็นสิ่งที่ต้องเดินไปพร้อมกัน

    “ประเทศต้องมีทั้งเสถียรภาพและนโยบายเศรษฐกิจ ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง” นายสรเทพกล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/651475&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yPBIWXMi9wac_krFjRtYn

  • นิด้าโพล ชี้ประชาชนเชื่อ กกต.ไม่สามารถลงโทษผู้ทุจริตการเลือกตั้งได้

    นิด้าโพล ชี้ประชาชนเชื่อ กกต.ไม่สามารถลงโทษผู้ทุจริตการเลือกตั้งได้

    15 ก.พ. 2569 – ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “กกต. จะลงโทษผู้ทุจริตการเลือกตั้ง ได้ไหม” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 11-12 กุมภาพันธ์ 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้ง กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการลงโทษผู้ที่กระทำการทุจริตการเลือกตั้ง การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามประชาชนถึงการทุจริตการเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งของตนเอง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569ที่ผ่านมา พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 40.08 ระบุว่า ไม่มีแน่นอน รองลงมา ร้อยละ 23.51 ระบุว่า ไม่แน่ใจว่ามีหรือเปล่า ร้อยละ 19.54 ระบุว่า อาจจะมี และร้อยละ 16.87 ระบุว่า มีแน่นอน

    เมื่อสอบถามตัวอย่างที่ระบุว่า มีการทุจริตการเลือกตั้งแน่นอนและอาจจะมีการทุจริต ในเขตเลือกตั้ง
    ของตนเอง
    เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 (จำนวน 477 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับความสามารถของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการลงโทษผู้ที่กระทำการทุจริตการเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งของตนเอง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 58.28 ระบุว่า จะไม่สามารถลงโทษใครได้เลย รองลงมา ร้อยละ 28.93 ระบุว่า อาจจะลงโทษได้บ้าง บางกรณี ร้อยละ 11.32 ระบุว่า จะสามารถลงโทษได้แน่นอน และร้อยละ 1.47 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ 

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความพึงพอใจของประชาชนต่อการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
    ในการจัดการการเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งของตนเอง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 38.55 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ รองลงมา ร้อยละ 22.29 ระบุว่า พอใจมาก ร้อยละ 20.84 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ ร้อยละ 17.63 ระบุว่าไม่พอใจเลย และร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/947936/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JOF6Ke338eRkDe3sMM1lK

  • นิด้าโพล เผย เลือกตั้ง69 กว่า 58% ไม่เชื่อ กกต.จะลงโทษคนโกงได้

    นิด้าโพล เผย เลือกตั้ง69 กว่า 58% ไม่เชื่อ กกต.จะลงโทษคนโกงได้


    นิด้าโพล เผย เสียงสะท้อนหลังศึกเลือกตั้ง69: กว่า 58% ไม่เชื่อ กกต.จะลงโทคนผู้โกงได้ ขณะที่ 38.55% ค่อนข้างพอใจ กกต.ในการจัดการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งของตนเอง

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “กกต. จะลงโทษผู้ทุจริตการเลือกตั้ง ได้ไหม” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 11-12 กุมภาพันธ์ 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้ง กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการลงโทษผู้ที่กระทำการทุจริตการเลือกตั้ง การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามประชาชนถึงการทุจริตการเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งของตนเอง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 40.08 ระบุว่า ไม่มีแน่นอน รองลงมา ร้อยละ 23.51 ระบุว่า ไม่แน่ใจว่ามี หรือเปล่า ร้อยละ 19.54 ระบุว่า อาจจะมี และร้อยละ 16.87 ระบุว่า มีแน่นอน

    เมื่อสอบถามตัวอย่างที่ระบุว่า มีการทุจริตการเลือกตั้งแน่นอนและอาจจะมีการทุจริต ในเขตเลือกตั้งของตนเอง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 (จำนวน 477 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับความสามารถของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการลงโทษผู้ที่กระทำการทุจริตการเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งของตนเอง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 58.28 ระบุว่า จะไม่สามารถลงโทษใครได้เลย รองลงมา ร้อยละ 28.93 ระบุว่า อาจจะลงโทษได้บ้าง บางกรณี ร้อยละ 11.32 ระบุว่า จะสามารถลงโทษได้แน่นอน และร้อยละ 1.47 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความพึงพอใจของประชาชนต่อการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการจัดการการเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งของตนเอง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 38.55 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ รองลงมา ร้อยละ 22.29 ระบุว่า พอใจมาก ร้อยละ 20.84 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ ร้อยละ 17.63 ระบุว่าไม่พอใจเลย และร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

    ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.34 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 95.04 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.51 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 1.45 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

    ตัวอย่าง ร้อยละ 36.34 สถานภาพโสด ร้อยละ 60.61 สมรส และร้อยละ 3.05 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.31 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 22.37 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 34.27 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 8.78 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 29.54 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 4.73 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    ตัวอย่าง ร้อยละ 9.24 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 17.10 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 20.99 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจส่วนตัว/อาชีพอิสระ ร้อยละ 11.83 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 15.73 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 18.47 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 6.64 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

    ตัวอย่าง ร้อยละ 20.53 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 4.58 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 16.11 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 31.45 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 10.46 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 4.35 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 2.44 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 1.30 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.69 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.08 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 0.99 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 7.02ไม่ระบุรายได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/40277&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pdYlkdJrYt8LkJkboGipU

  • ข่าวสื่อสารองค์กร : ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ข่าวสื่อสารองค์กร : ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    หลังบรรยากาศการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านพ้นไป พร้อมกับเดือนแห่งความรักที่ชวนให้หันมาใส่ใจคนรอบตัว สภาผู้บริโภคยังคงเดินหน้าทำงานด้วยความรักและความรับผิดชอบ ต่อผู้บริโภคในทุกมิติ ทั้งการวางรากฐานองค์กร เสริมความแข็งแกร่งให้เครือข่าย ผลักดันนโยบายสู่เวทีการเมือง และสื่อสารข้อมูลสำคัญเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจได้อย่างรู้เท่าทัน

    เสริมความพร้อมภารกิจคุ้มครองผู้บริโภค ฝ่ายงานเลขาธิการ เข้าพบสำนักงบประมาณเพื่อชี้แจงบทบาทและภารกิจสำคัญขององค์กร พร้อมขอคำแนะนำในการจัดทำคำของบประมาณให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การพิจารณา โดยเน้นความชัดเจนของข้อมูล รายละเอียดที่ครบถ้วน และความเหมาะสมของค่าใช้จ่าย เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประสิทธิภาพสูงสุด


    สร้างองค์กรเข้มแข็ง พร้อมเดินหน้าทำงานเพื่อผู้บริโภค ฝ่ายบริหารสำนักงาน จัดกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ปีใหม่ 2569 ให้กับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ภายในบรรยากาศอบอุ่น เป็นกันเอง ผ่านกิจกรรมสังสรรค์และแลกเปลี่ยนของขวัญ ซึ่งไม่เพียงสร้างรอยยิ้ม แต่ยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ เสริมความเข้าใจระหว่างกัน และต่อยอดสู่การทำงานเป็นทีมที่แข็งแรง อันเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจคุ้มครองผู้บริโภคต่อไป


    ลงพื้นที่ 7 จังหวัด ยกระดับกลไกคุ้มครองสิทธิ ฝ่ายสนับสนุนสมาชิกและองค์กรของผู้บริโภค เดินหน้าภารกิจเชิงรุกในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก ถ่ายทอดองค์ความรู้และกระบวนการทำงานเชิงปฏิบัติการให้กับองค์กรสมาชิก เพื่อเพิ่มศักยภาพ ไปจนถึงการผลักดันนโยบายระดับพื้นที่ ครอบคลุมจังหวัดสมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี จันทบุรี ปทุมธานี อ่างทอง และสิงห์บุรี สะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งและพึ่งพาได้สำหรับผู้บริโภคทั่วประเทศ


    เปิดเวทีพรรคการเมือง ดันนโยบายเพื่อผู้บริโภคสู่การเปลี่ยนแปลง ฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม จัดเวที “ผู้บริโภคขยับนโยบาย พรรคการเมืองขยายต่อ” เปิดพื้นที่ให้พรรคการเมืองร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนนโยบายสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ภัยออนไลน์ เมืองที่เป็นธรรม และคุณภาพชีวิต ครอบคลุมตั้งแต่กองทุนเยียวยาผู้เสียหาย มาตรการความปลอดภัยในการซื้อสินค้า การควบคุมค่าเดินทาง การดูแลค่ารักษาพยาบาล ไปจนถึงการเรียนฟรีที่ควรฟรีจริง ผู้แทนพรรคการเมืองต่างตอบรับนโยบายจากสภาผู้บริโภค


    คู่มือเช็กนโยบายก่อนเลือกตั้ง ช่วยผู้บริโภคตัดสินใจอย่างรู้เท่าทัน ฝ่ายสื่อสารสาธารณะและประชาสัมพันธ์ เร่งสื่อสารข้อมูลสำคัญผ่าน “คู่มือช็อปนโยบายพรรคการเมืองฉบับผู้บริโภค” ภายใต้แนวคิด “เลือกตั้ง 69 ชี้อนาคตผู้บริโภค” ชวนประชาชนตรวจสอบนโยบายให้ชัดก่อนลงคะแนน ที่การเลือกตั้งจึงไม่ใช่เพียงหน้าที่ทางการเมือง แต่คือโอกาสกำหนดอนาคตคุณภาพชีวิตของตนเอง พร้อมเสนอ “3 เช็กก่อนจ่ายคะแนน” เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคเลือกนโยบายที่แก้ปัญหาได้จริง ไม่ใช่เพียงคำโฆษณา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/feb-2026-wrapup/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bqKci0ZSY48YIHXxIro8P

  • นิด้าโพลเผย ปชช.ไม่เชื่อน้ำยา กกต.จะเอาผิดคนทุจริตเลือกตั้งได้

    นิด้าโพลเผย ปชช.ไม่เชื่อน้ำยา กกต.จะเอาผิดคนทุจริตเลือกตั้งได้

    นิด้าโพลเผย ปชช.ไม่เชื่อน้ำยา กกต.จะเอาผิดคนทุจริตเลือกตั้งได้

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “กกต. จะลงโทษผู้ทุจริตการเลือกตั้ง ได้ไหม” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 11-12 กุมภาพันธ์ 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้ง กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการลงโทษผู้ที่กระทำการทุจริตการเลือกตั้ง

    จากการสำรวจเมื่อถามประชาชนถึงการทุจริตการเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งของตนเอง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 40.08 ระบุว่า ไม่มีแน่นอน รองลงมา ร้อยละ 23.51 ระบุว่า ไม่แน่ใจว่ามีหรือเปล่า ร้อยละ 19.54 ระบุว่า อาจจะมี และร้อยละ 16.87 ระบุว่า มีแน่นอน

    เมื่อสอบถามตัวอย่างที่ระบุว่ามีการทุจริตการเลือกตั้งแน่นอน และอาจจะมีการทุจริต ในเขตเลือกตั้งของตนเอง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 (จำนวน 477 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับความสามารถของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการลงโทษผู้ที่กระทำการทุจริตการเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งของตนเอง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 58.28 ระบุว่า จะไม่สามารถลงโทษใครได้เลย รองลงมา ร้อยละ 28.93 ระบุว่า อาจจะลงโทษได้บ้าง บางกรณี ร้อยละ 11.32 ระบุว่า จะสามารถลงโทษได้แน่นอน และร้อยละ 1.47 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงความพึงพอใจของประชาชนต่อการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการจัดการการเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งของตนเอง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 38.55 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ รองลงมา ร้อยละ 22.29 ระบุว่า พอใจมาก ร้อยละ 20.84 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ ร้อยละ 17.63 ระบุว่าไม่พอใจเลย และร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9690000015542&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gjWIBu5jFiosqVGJHGvfj

  • ประวัติ “ทิม พิธา” ฉายา “ส้มรักพ่อ” วาเลนไทน์หวานฉ่ำ เปิดตัว “ก้อย อรัชพร”

    ประวัติ “ทิม พิธา” ฉายา “ส้มรักพ่อ” วาเลนไทน์หวานฉ่ำ เปิดตัว “ก้อย อรัชพร”

    เปิดประวัติ “ทิม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล เจ้าของฉายา “ส้มรักพ่อ” ที่สาวๆ แห่ต่อแถวรอเป็นแฟน ล่าสุดไม่โสดแล้ว ได้ “ก้อย อรัชพร” ดาราสาวมาดูแลหัวใจ เปิดตัวหวานฉ่ำในวันวาเลนไทน์

    วันที่ 14 ก.พ. 2569 โซเชียลร้อนฉ่า รับวันวาเลนไทน์ เมื่อมีคนตาดีเห็นนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ควงสาวหน้าตาดีไปเที่ยวต่างประเทศในวันวาเลนไทน์ ล่าสุดเจ้าตัวเฉลยเองแล้วว่าสาวคนดังกล่าว คือ ก้อย อรัชพร โภคินภากร ดารา นักแสดง จากแก๊งก้อย นัตตี้ ดรีม ด้วยรูปมอบดอกกุหลาบช่อโต พร้อมแคปชั่น “Sweet Comic Valentine” ซึ่งมีความหมายว่า วาเลนไทน์ที่แสนหวานและสนุกสนาน แถมยังพา ก้อย อรัชพร ไปเจอครอบครัว และน้องพิพิม ลิ้มเจริญรัตน์ บุตรสาวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    ประวัติ “ทิม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์”

    สำหรับประวัติ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ชื่อเล่น ทิม เกิดวันที่ 5 กันยายน พ.ศ.2523 เป็นนักธุรกิจ อดีตแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคก้าวไกล อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ เป็นบุตรชายคนโต ในบรรดาพี่น้อง 2 คน ของ นายพงษ์ศักดิ์ ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับ นางลิลฎา ลิ้มเจริญรัตน์ และยังมีศักดิ์เป็นหลานลุงของ นายผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คนใกล้ชิดอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ชีวิตส่วนตัวเคยสมรสกับ ชุติมา ทีปนาถ (ต่าย) ดารา นักแสดง จากภาพยนตร์เรื่อง Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย และภาพยนตร์เรื่องหนีตามกาลิเลโอ แต่ได้หย่าร้างกันไปหลายปีแล้ว โดยมีบุตรสาวด้วยกัน 1 คน คือ น้องพิพิม ลิ้มเจริญรัตน์

    ประวัติการศึกษา “ทิม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์”

    ทางด้านการศึกษา นายพิธา เรียนชั้นประถมจนถึงมัธยมศึกษาตอนต้น ที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย จากนั้นไปศึกษาต่อชั้นมัธยมตอนปลายที่ประเทศนิวซีแลนด์ และจบปริญญาตรี สาขาการเงิน (ภาคภาษาอังกฤษ) เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโท การเมืองการปกครอง สาขาการบริหารภาครัฐ ที่ John F. Kennedy School of Government มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ปริญญาโท การบริหารธุรกิจ Sloan สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์

    โดยในปี พ.ศ.2551 นายพิธา ยังได้ถูกรับเลือกจากนิตยสารคลีโอ ให้เป็น 1 ใน 50 หนุ่มหล่อประจำปีนั้นด้วย

    เส้นทางการทำงาน “ทิม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์”

    หลังเรียนจบ นายพิธา ได้กลับมาช่วยธุรกิจน้ำมันรำข้าวของครอบครัว (บริษัท ซีอีโอ อกริฟู้ด จำกัด) เนื่องจากคุณพ่อเสียชีวิต โดยนายพิธา เคยให้สัมภาษณ์กับไทยรัฐ เรื่องการบริหารบริษัท ซีอีโอ อกริฟู้ด จำกัด ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัว สามารถพลิกฟื้น บริษัทที่ติดลบและเป็นหนี้มหาศาล ให้กลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบจากรำข้าวรายใหญ่ของประเทศไทย และเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรำข้าวรายใหญ่ของโลก ในเวลาเพียง 5 เดือน นอกจากนี้ นายพิธา ยังเคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหาร (Executive Director) บริษัท แกร็บ ประเทศไทย (Grab Thailand) ด้วย

    เส้นทางการเมือง “ทิม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์”

    นายพิธา เริ่มต้นเข้าสู่การเมือง ด้วยการเป็น สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4 ของพรรคอนาคตใหม่ ในปี 2562 ที่มีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ด้วยแคมเปญคนรุ่นใหม่ ไม่เอารัฐประหาร ที่สามารถกวาด สส. ได้ครั้งแรกไปถึง 81 ที่นั่ง โดยนายพิธา เป็นที่จดจำจากการอภิปรายเรื่องนโยบายทางการเกษตรของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่นำเสนอเรื่องปัญหากระดุม 5 เม็ด จนทำให้พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถึงกับเอ่ยปากชมนายพิธา ที่เป็นฝ่ายค้านแต่อภิปรายได้อย่างสร้างสรรค์ ทั้งในเรื่องกลุ่มชาติพันธุ์ คนชายขอบ เรื่องที่ดินทำกิน ซึ่งพูดได้เข้าประเด็นทั้งหมด และทำการบ้านมาดี พร้อมขอบคุณคำแนะนำอีกด้วย

    เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ จึงย้าย สส. มาสังกัดพรรคใหม่ในนามพรรคก้าวไกล นายพิธา ถูกโหวตให้เป็นหัวหน้าพรรค ช่วงหาเสียงได้รับฉายาจากสาวๆ ว่า “ส้มรักพ่อ” พร้อมประกาศแคมเปญหาเสียงโค้งสุดท้าย “มีลุง ไม่มีเรา” นโยบายแก้ม.112 จนชนะเลือกตั้งเป็นอันดับ 1 ได้ สส. ไปทั้งสิ้น 151 ที่นั่ง แต่ต้องพลาดเก้าอี้นายกรัฐมนตรี เพราะติดบ่วง สว. ที่โหวตไม่เห็นชอบให้นายพิธาได้นั่งเก้าอี้ ทำให้พรรคเพื่อไทยที่เป็นผู้ชนะการเลือกตั้งอันดับ 2 ไปจับขั้วกับพรรครวมไทยสร้างชาติของ พล.อ.ประยุทธ์ และพรรคพลังประชารัฐของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ และผลักให้พรรคก้าวไกลไปเป็นฝ่ายค้าน

    นายพิธา จึงขึ้นแท่นเป็นผู้นำฝ่ายค้าน แต่ก็เจอคดีถือหุ้นสื่อ ในบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) จนถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. ถึง 6 เดือน แต่ได้กลับเข้ามาทำหน้าที่ สส. อีกครั้ง เนื่องจากศาลเห็นว่าในวันที่นายพิธาลงสมัครรับเลือกตั้ง iTV ไม่ได้ประกอบกิจการสื่อแล้ว (เนื่องจากถูกยกเลิกสัญญาและไม่มีคลื่นความถี่ในการออกอากาศมาตั้งแต่ปี 2550) จึงไม่ถือว่าเป็นหุ้นสื่อตามลักษณะต้องห้าม แต่ต้องมาติดบ่วงทางการเมืองเรื่องการเสนอนโยบายแก้ ม.112 จนทำให้พรรคก้าวไกลถูกยุบ ตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 10 ปี

    แม้นายพิธา จะถูกเว้นวรรคทางการเมืองในทางนิติบัญญัติไปแล้ว แต่นายพิธา ยังคงเคลื่อนไหวทำการเมืองนอกสภา พร้อมเขียนหนังสือที่ชื่อว่า “The Almost Prime Minister” หรือ “นายกฯ ที่เกือบได้เป็น” ซึ่งนิตยสาร TIME ยังนำเขาขึ้นทำเนียบ TIME100 Next ในปี 2023 ด้วย พร้อมทั้งยังทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยหาเสียงให้กับพรรคประชาชน ภายใต้การนำของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กระทั่งในวันวาเลนไทน์ นายพิธา มามีข่าวโด่งดังอีกครั้งจากการเปิดตัวแฟนสาว “ก้อย อรัชพร โภคินภากร” ด้วยรูปสุดหวานพร้อมกุหลาบช่อโต กลาง อินสตาแกรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2914285&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yTsQjdU_vMkSny1EVvKXR

  • สุดสัปดาห์คนหล่อขอทำดีปี 19 POWER OF YOUTH

    สุดสัปดาห์คนหล่อขอทำดีปี 19 POWER OF YOUTH

    สุดสัปดาห์คนหล่อขอทำดีปี 19 “POWER OF YOUTH ” รวมพลัง 16 ศิลปินเจนใหม่มาร่วมทำดี

    โปรเจ็กต์แห่งปีกลับมาอีกครั้ง กับโครงการสุดสัปดาห์คนหล่อขอทำดีปี 19 “POWER OF YOUTH ” ซึ่งปีนี้เป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของเหล่าศิลปิน และนักแสดงหนุ่มสุดฮอตตัวแทนพลังคนรุ่นใหม่ ได้แก่ กลัฟ-คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์, กฤติน สอสูงเนิน, ปลั๊กกี้-ธรากร คำสิงห์, จั๋ง-วิกร บูรณภิญโญ, เน-ณรัณ วิกัยรุ่งโรจน์, ปาล์ม-พีรวิชญ์ พินธะ, พูห์-กฤติน กิจจารุวรรณกุล, พาเวล-นเรศ พร้อมเผ่าพันธ์, มาร์ค-ภาคิน คุณาอนุวิทย์, โอม-ฐิภากร ฐิตะฐาน, แอลม่อน-ภูมิสุวรรณ สุวรรณสถิตย์, โปรเกรส-ภาสวิชญ์ ธรรมสังคีติ, เน็ต-สิรภพ มานิธิคุณ, เจเจ-รัชพล พรพินิต, ตี๋ตี๋-วันพิชิต นิมิตภาคภูมิ และ ป๋อ-ศุภการ จิรโชติกุล ที่จะมาร่วมภารกิจทำความดีเพื่อขับเคลื่อน และเป็นกระบอกเสียงบอกต่อในมิติต่างๆ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การศึกษา และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อให้เมืองไทยให้เป็นสังคมที่แข็งแรงอย่างยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    สุดสัปดาห์ขอเสิร์ฟ Digital Cover ที่มาแบบ minimal เรียบๆ น้อยๆ แต่หล่อแบบเริดๆ เลยแหละ พร้อมกับบทสัมภาษณ์แฝงแนวคิดดีๆ เพื่อสังคม เพื่อโลกที่แข็งแรงและยั่งยืน 

    PERSES

    จั๋ง-วิกร บูรณภิญโญ, เน-ณรัณ วิกัยรุ่งโรจน์, กฤติน สอสูงเนิน

    ปาล์ม-พีรวิชญ์ พินธะ และ  ปลั๊กกี้-ธรากร คำสิงห์

    ความรู้สึกที่ได้ร่วมโครงการ “สุดสัปดาห์คนหล่อขอทำดีปี 19” ซึ่ง PERSES ได้มาร่วมโครงการเป็นครั้งที่ 3 แล้ว

    จั๋ง:  เป็นปีที่ 3 แล้วที่ PERSES ได้มาร่วมทำความดีกับสุดสัปดาห์ เป็นเกียรติกับพวกเรามากๆ ครับ ทุกครั้งที่ไปลงพื้นที่ทำภารกิจพวกเราเองก็ได้รับความสุขเช่นกัน จากการที่ได้เห็นรอยยิ้มของน้องๆ และพี่ๆ ที่ได้ไปเจอกัน

    คอนเซปต์ปีนี้ Power of Youth กับพลังของคนรุ่นใหม่ที่อยากส่งต่อสิ่งดีๆ เพื่อโลกและสังคม 

    ปลั๊กกี้:  คอนเซปต์โครงการปีนี้เข้ากับพวกเราชาว GEN Z เลยแหละ พวกเราเป็นเจนที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ การรวมตัวครั้งนี้เป็นพลังที่ส่งต่อไปในวงกว้าง การมารวมตัวของ PERSES ในปีที่ 3 รับรองว่าพวกเราทั้ง 5 คน และพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ทุกคนในโครงการ จะเป็นพลังเล็กๆ ที่ช่วยให้ประเทศไทยและโลกของเราน่าอยู่ขึ้นครับ

    ปาล์ม:  คนรุ่นใหม่พลังเยอะครับ และมีความคิดเป็นของตัวเอง รุ่น GEN Z พวกเขาสามารถเป็นพลังขับเคลื่อนให้สังคมแข็งแรงขึ้น พวกเราเองก็เป็น GEN Z มีส่วนช่วยเป็นแรงบันดาลใจให้คนหลายได้ เราอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้ทุกคนก้าวออกมาทำสิ่งๆ ดีด้วยกัน รู้สึกยินดีมากๆ ที่ได้มาร่วมโครงการคนหล่อขอทำดีปี 19 ครับ

    แนวคิดเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) ต่อโลกและสังคมที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว 

    เน:  สำหรับเรื่อง Sustainability หรือความยั่งยืน อยู่ในชีวิตประจำวันของเราทุกคน เป็นอะไรที่ส่งผลต่อเราเหมือนกันนะ ถ้าเราไม่ช่วยกัน หรือผลักภาระให้เป็นเรื่องของคน หรือเป็นเรื่องขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง ไม่ว่าจะเรื่องลดการใช้พลังงาน การคัดแยกขยะ เหล่านี้มันเป็นเรื่องใกล้ตัวที่อยู่ในทุกที่ ทุกสังคม ถ้าเราช่วยกัน สิ่งเล็กๆ ในชีวิตประจำวันนี้แหละ จะส่งผลดีให้โลกนี้น่าอยู่มากขึ้นครับ

    จั๋ง:  ความยั่งยืนยังครอบคลุมไปถึงมิติสังคม เช่น การสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกันให้คนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นโอกาสทางการศึกษา และทางอาชีพ เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิต และเป็นการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและยังยืน

    โครงการคนหล่อขอทำดี ทำให้เราได้มีโอกาสไปเจอน้องๆ ที่ขาดโอกาส เราได้มีส่วนได้สร้างโอกาส สร้างความฝัน และเป็นแรงบันดาลให้กับน้องๆ ที่ไม่ได้รับโอกาสมากพอ ถือเป็นการต่อยอดอาชีพในอนาคตของเขาได้ ผมรู้สึกว่าการที่เราทำให้คนๆ หนึ่งมีความหวังได้ ผมว่าเป็นสิ่งที่เราน่าจะร่วมมือร่วมใจกันสร้างสิ่งนี้ไปด้วยกันครับ

    3 ปีที่ได้มาร่วมโครงการคนหล่อขอทำดี 

    กฤติน:  ประทับใจทุกปี ประทับใจทุกโมเมนต์เลย พวกเราไม่ได้มีโอกาสไปทำอะไรแบบนี้บ่อยๆ แบบที่ได้ไปทำกับโครงการคนหล่อขอทำดี ตั้งแต่ปีแรกที่เรารู้จะได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ เราตื่นเต้นมาก ส่วนใหญ่เราออกงานไปร้องเพลง ไปเต้น เรายังไม่เคยได้ไปมูลนิธิเด็ก มูลนิธิกระจกเงาแบบที่สุดสัปดาห์พาเราไป พอไปแล้วไปแล้ว เรารู้สึก appreciate ทีมงานในหน่วยงานนั้นๆ appreciate กับตัวเอง และรู้สึก appreciate ที่สุดสัปดาห์ชวนไป ปีนี้เป็นปีที่ 3 ของพวกเรา PERSES ผมดีใจมากๆ และปีนี้เราจะทำให้เต็มที่เช่นเคยครับ จัดเต็มทุกปี (ยิ้ม)

    จั๋ง:  ตอนไปโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก มูลนิธิเด็ก ที่กาญจนบุรี มีน้องคนหนึ่งเดินมาบอกผมว่า อยากเป็นตำรวจ อีกคนบอกอยากเป็นหมอมากๆ การที่เราได้ทำให้คนๆ หนึ่งมีความหวังและมองเห็นภาพตัวเองในอนาคต ผมใจฟูมาก มีน้องคนหนึ่งบอกอยากไปเจอเอเลี่ยน ผมบอกได้เลย คือจินตนาการของเด็กๆ ไม่ใช่เรื่องผิด โครงการคนหล่อขอทำดีเป็นส่วนหนึ่งทำให้เขามองเห็นปลายทางได้ชัดเจนขึ้น จินตนาการและความฝันเป็นเรื่องสวยงามมาก ใครจะรู้ว่า วันหนึ่งเขาอาจจะเป็นนักสร้างอนิเมชั่น เป็นผู้กำกับหนัง หรือไปทำงานในองค์การนาซ่าก็ได้ครับ

    ฝากโครงการคนหล่อขอทำดีปี 19 Power of Youth 

    เน:  ฝากโครงการคนหล่อขอทำดีปี 19 Power of Youth ด้วยครับ ติดตามว่าปีนี้ PERSES และทุกๆ คนในโครงการจะไปทำความดีที่ไหน เป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ

    พูห์-กฤติน กิจจารุวรรณกุล และ พาเวล-นเรศ พร้อมเผ่าพันธ์

    ความรู้สึกที่ได้ร่วมโครงการ “สุดสัปดาห์คนหล่อขอทำดีปี 19” ซึ่งพูห์-พาเวล ได้มาร่วมโครงการเป็นครั้งที่ 3 แล้ว

    พาเวล:  ดีใจและเป็นเกียรติทุกครั้ง มีความรู้สึกว่า การที่ได้เป็นผู้ให้ มีความสุขและอิ่มใจมากครับ

    คอนเซปต์ปีนี้ Power of Youth กับพลังของคนรุ่นใหม่ที่อยากส่งต่อสิ่งดีๆ เพื่อโลกและสังคม 

    พูห์:  ดีมากๆ เลยที่เราได้เป็นตัวแทนพลังของคนรุ่นใหม่ที่จะส่งต่อแนวคิด และไอเดียดีๆ ในการทำเพื่อโลกเพื่อสังคมอย่าง ตอนนี้อากาศในเมืองไทยไม่ค่อยดีนัก ค่าฝุ่น pm 2.5 สูงมาก  แค่จะเดินเล่นหน้าบ้าน สูดอากาศดีๆ บางวันยังทำไม่ได้เลย พวกเราก็ต้องมาร่วมกันเป็น Power of Youth ไปด้วยกันครับ

    แนวคิดเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) ต่อโลกและสังคมที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว 

    พูห์:   ไม่ใช่เรื่องยากเลยครับ เป็นเรื่องในชีวิตประจำวันง่ายๆ เช่น ถ้าเราจะไปไหนใกล้ๆ ซื้อของในซอยใกล้บ้าน ไม่จำเป็นต้องขับรถ อาจจะเดินเป็นการออกกำลัง ขี่จักรยานไป เป็นการลดการใช้พลังงาน ลดคาร์บอนจากรถยนต์ และประหยัดพลังงาน โลกเราจะ Youth และเยาว์วัยครับ

    พาเวล:  สำหรับสายท่องเที่ยว เวลาไปเที่ยวทะเล เดี๋ยวนี้คนทั่วโลกก็หันมาใส่ใจมากขึ้น แค่เราไม่ทิ้งขยะลงทะเล ระมัดระวังเรื่องพลาสติกตกสู่ท้องทะเล ก็ช่วยมากๆ เพราะมันมีผลกระทบต่อสัตว์น้ำใต้ทะเล อย่างที่เราเห็นกัน  พลาสติกที่ลอยอยู่ในทะเลจะเต่าก็จะกินเข้าไป เพราะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นอาหาร ส่งผลต่อระบบอวัยวะภายใน อาจจะนำไปสู่การตายของเต่าได้

    ฝากโครงการคนหล่อขอทำดีปี 19 Power of Youth 

    พาเวล:  ฝากพูห์-พาเวล กับโครงการคนหล่อขอทำดีปี 19 ด้วยนะครับ พวกยังคงอยู่ด้วยกันเหมือนเดิม เป็นคนหล่อที่ยังอยากทำสิ่งๆ ด้วยกันครับ

    กลัฟ-คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์

    ความรู้สึกที่ได้มาร่วมโครงการคนหล่อขอทำดีเป็นปีแรก 

    ผมได้ยินชื่อโครงการมานานแล้วครับ จัดมา 19 ปีแล้ว ขอบคุณสุดสัปดาห์มากๆ ครับ ที่มองเห็นความสำคัญของผม ในที่สุดก็ได้มาเป็นส่วหนึ่งของโครงการคนหล่อขอทำดี เรารอกันที่จะมาเจอกัน 5 ปี เวลาตรงกันแล้วนะครับ ดีใจที่ได้มาร่วมงานด้วยกัน ได้เจอเพื่อนๆ น้องๆ และดีใจที่ได้ร่วมทำบุญกับทุกคนครับ

    คอนเซปต์ปีนี้ Power of Youth กับพลังของคนรุ่นใหม่ที่อยากส่งต่อสิ่งดีๆ เพื่อโลกและสังคม 

    พลังของคนรุ่นใหม่ในการให้ เป็นสิ่งสวยงาม อย่างตัวผมอาจจะได้รับมาก เมื่อได้รับมาก ผมก็อยากตอบแทนด้วยการเป็นผู้ให้บ้าง ไม่ว่าจะมิติไหนก็ตาม เมื่อเรามีเราแบ่ง มันเกิดผลดีเสมอ เก็บไว้กับตัวไม่เกิดประโยชน์ในการพัฒนา การแบ่งปันต่อไปเรื่อยๆ มันเป็นการต่อยอดได้อย่างยั่งยืน และการที่ผมได้เห็นรีแอคจากผู้รับในทุกครั้ง ผมมีความสุข และอิ่มใจมากครับ

    แนวคิดเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) ต่อโลกและสังคมที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว 

    จริงๆ แล้วเรื่อง Sustainability เป็นเรื่องง่ายมากครับ บางคนคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว เป็นหน้าที่ขององค์กร แต่จริงๆ แล้วแค่เริ่มต้นที่ตัวเอง อย่าง เรื่องการใช้ถุงพลาสติกในชีวิตประจำ ซึ่งเราหลีกเลี่ยงในการใช้ไม่ได้หรอก แต่เราสามารถลดการใช้งานได้ ซื้อของชิ้นเล็กๆ ก็ไม่ต้องรับถุงพลาสติก หรือพกถุงผ้าไปช้อปปิ้ง อีกอย่างเรื่องการปลูกต้นไม้ บางคนบอกที่บ้านไม่มีพื้นที่ อยู่คอนโค แต่พื้นที่เล็กๆ บริเวณระเบียงคอนโดก็ปลูกต้นไม้ได้ครับ ต้นไม้กระถางเล็กๆ หรือต้นไม้แขวน ซึ่งไม่ต้องใช้พื้นที่เยอะ สามารถลดคาร์บอนและกรองฝุ่นได้ การปลูกต้นไม้ในกระถางเล็กๆ ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี ถึงไม่ใช่ต้นไม้ใหญ่ แต่อย่างน้อยก็ช่วยโลกใบนี้ได้ครับ

    ฝากโครงการคนหล่อขอทำดีปี 19 Power of Youth 

    ฝากโครงการคนหล่อขอทำดีปี 19 จากสุดสัปดาห์ด้วยนะครับ มีเปิดประมูลเสื้อการกุศลด้วย ได้ทำสิ่งดีๆ ด้วยกัน ได้ทำบุญด้วยครับ

    มาร์ค-ภาคิน คุณาอนุวิทย์ และ โอม-ฐิภากร ฐิตะฐาน

    ความรู้สึกที่ได้มาร่วมโครงการคนหล่อขอทำดีเป็นปีแรก 

    มาร์ค:  ผมเห็นโครงการนี้มานานมา คือตั้งแต่เด็กเลยครับ พี่ๆ ในค่าย GMMTV ก็มาร่วมโครงการกันทุกปี เคยหวังว่าจะได้มาเป็นส่วหนึ่งในโครงการคนหล่อขอทำดี ปีนี้ได้มาร่วมโครงการ เราสองคนดีใจมากๆ ครับ

    คอนเซปต์ปีนี้ Power of Youth กับพลังของคนรุ่นใหม่ที่อยากส่งต่อสิ่งดีๆ เพื่อโลกและสังคม 

    โอม:  พูดง่ายๆ เพื่อให้เห็นภาพ คือโลกของเราเหมือนบ้านที่ทุกคนมาอยู่รวมกัน ถ้าคนในบ้านไม่ช่วยกันดูแลรักษา ไม่ช่วยกันทำความสะอาด บ้านก็พัง มันก็จะส่งผลกระทบต่อคนรุ่นต่อๆ ไป  การดูแลโลกและสังคม เป็นเรื่องของคนทุกคน ทุกรุ่นครับ

    แนวคิดเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) ต่อโลกและสังคมที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว 

    มาร์ค:  ปีหลังๆ โลกเราเกิดภาวะโลกร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ขยะมากขึ้น แนวคิดเรื่องความยั่งยืนจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป สามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน หากหมุนเวียนนำกลับมาใช้ซ้ำได้ เป็นวิธีที่ช่วยโลกได้ง่ายเลย

    อย่างผมเองชอบเรื่องแฟชั่น ชอบเสื้อผ้า ชอบแต่งตัว ผมเลือกก็ที่จะซื้อเสื้อผ้าวินเทจ เสื้อผ้ามือสองที่คุณภาพดี ซึ่งราคาถูกลง  แถมยังเป็นแรร์ไอเท็ม นี่ก็เป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ผมทำได้ และเป็นความชอบส่วนตัวด้วยครับ

    โอม:  แฟชั่นวินเทจ แฟชั่นเสื้อผ้ามือสอง คือการหมุนเวียนนำมาใช้ใหม่ ไม่เพียงแต่ช่วยลดปริมาณขยะ แต่ยังช่วยลดการใช้วัตถุดิบใหม่จากธรรมชาติ เป็นการใช้ทรัพยากรให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดด้วยครับ

    มาร์ค:  หลังๆ คนเริ่มสนใจและรณรงค์เรื่อง Fast Fashion การหมุนเวียนของแฟชั่นที่มาไวไปไว ทำให้เพิ่มขยะบนโลกมากขึ้น ดังนั้นการหันมาใช้เสื้อผ้าวินเทจหรือของมือสอง หรือเลือกมิกซ์แอนด์แมทช์เสื้อผ้าที่มีอยู่ ก็ดูดีได้ในแบบเรา ซึ่งคนรุ่นใหม่ก็หันมาแต่งตัววินเทจมากขึ้น ก็เก๋ดีนะครับ เป็นอะไร Timeless ครับ (ยิ้ม)

    โอม:  คนแต่งตัวเก่งไม่ได้หมายถึงต้องใช้ของแพง แฟชั่นไม่มีผิดถูก แค่เรามิกซ์แอนด์แมทช์ได้ในแบบตัวเอง

    ฝากโครงการคนหล่อขอทำดีปี 19 Power of Youth 

    มาร์ค:   ฝากทุกคนติดตามโครงการคนหล่อขอทำดีปี 19 ด้วยนะครับ จะได้รู้ว่าพวกเราและทุกคนในโครงการทำอะไรบ้าง ติดตามได้ทุกช่องทางโซเชียลของสุดสัปดาห์ได้เลย ปีนี้มีศิลปินมาร่วมโครงการเยอะมากๆ ครับ

    แอลม่อน-ภูมิสุวรรณ สุวรรณสถิตย์ และ โปรเกรส-ภาสวิชญ์ ธรรมสังคีติ

    ความรู้สึกที่ได้มาร่วมโครงการคนหล่อขอทำดีเป็นปีแรก 

    โปรเกรส:   ปีนี้พวกเราดเด็กสุดเลย (ยิ้ม) ดีใจและตื่นเต้นมากๆ ครับที่ได้ร่วมงานกับสุดสัปดาห์

    แอลม่อน:  น้องใหม่เด็กสุด ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ (ยิ้ม)

    คอนเซปต์ปีนี้ Power of Youth กับพลังของคนรุ่นใหม่ที่อยากส่งต่อสิ่งดีๆ เพื่อโลกและสังคม 

    โปรเกรส:   การที่ได้ปลูกฝังสิ่งดีๆ ให้กับคนรุ่นใหม่ จะพลังเล็กๆ และเป็นจุดเริ่มในการเปลี่ยนแปลงโลกและสังคมให้ดีขึ้น ในฐานะที่เราเป็นนักแสดง ดีใจที่ได้เป็นกระบอกเสียงและเป็นแรงบันดาลใจเล็กๆ ในการส่งต่อสิ่งดีๆ ร่วมกับโครงการคนหล่อขอทำดีครับ

    แนวคิดเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) ต่อโลกและสังคมที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว 

    โปรเกรส:  ผมขอพูดในมุมของผมแล้วกันนะครับ คือผมชอบเดินป่า ช่วงแรกๆ ที่เดินป่า ผมอาจจะยังไม่อินเรื่องธรรมชาติขนาดนั้น แต่พอเราไปบ่อยๆ เราค่อยๆ ซึมซับไปเอง จนเราไม่อยากให้ธรรมชาติที่เปลี่ยนไป ผมเคยไปภูกระดึงครั้งหนึ่ง มีกิจกรรมให้เก็บขยะระหว่างทางลงเขาคนละ 1 กิโลกรัม ระหว่างทางผมก็ช่วยเก็บไปเรื่อยๆ ผมเก็บแม้กระทั่งขยะที่อยู่ในขี้ช้าง (หัวเราะ) ถ้ามีโอกาสไปทำอะไรแบบนั้นอีก ผมก็อยากทำครับ ครั้งนั้นได้เกียรติบัตรด้วยนะครับ (ยิ้มภูมิใจ)

    แอลม่อน:  ความยั่งยืนเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ทำได้ในชีวิตประจำวัน อย่างการใช้แก้วของตัวเองไปซื้อกาแฟที่เราดื่มทุกวัน ช่วยลดขยะได้มากเลยครับ ลองคิดดูว่าเราซื้อกาแฟทุกวัน เราก็จะเสียค่าแก้วทุกวันให้ร้านวันละ 5 บาท 1 ปี มี 365 วัน คิดเป็นเงิน 1,825 บาทแล้ว บางร้านถ้าเรานำแก้วไปเอง ได้ส่วนลดค่าแก้วด้วยครับ เราสามารถนำเงิน 1,825 บาท ไปซื้อแก้วเก๋ๆ มาใช้ ซึ่งราคาอาจจะไม่ถึงก็ได้ แถมช่วยภาวะโลกร้อนแบบง่ายๆ ที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวันครับ

    โปรเกรส:  เรื่องง่ายๆ อีกอย่างคือ เรื่อง Food Waste คือการสั่งอาหารให้พอดี ช่วยลดขยะอาหาร บางทีเรากินอาหารเหลือแล้วเสียดายนะครับ หรืออย่างที่บ้านผมก็หันมาใช้รถไฟฟ้า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการช่วยลดมลพิษในอากาศได้ครับ คือใครสะดวกแบบไหน ก็ลองเลือกปรับใช้ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้ครับ

    ฝากโครงการคนหล่อขอทำดีปี 19 Power of Youth 

    แอลม่อน:  ฝากโครงการการคนหล่อขอทำดีปี 19 ด้วยนะครับ ถ้าอยากรู้ว่าเราจะไปทำภารกิจอะไรต่อ ฝากติดตาม และให้กำลังใจด้วยนะครับ

    เน็ต-สิรภพ มานิธิคุณ และ เจเจ-รัชพล พรพินิต

    ความรู้สึกที่ได้มาร่วมโครงการคนหล่อขอทำดี เป็นปีแรก 

    เน็ต:  ผมได้ยินชื่อโครงการคนหล่อขอทำดีมานานแล้วครับ ดีใจได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการในปีนี้ มีโอกาสได้ทำดีร่วมกันครับ

    เจเจ:  ทั้งตื่นเต้นและดีใจ เป็นโครงการดีๆ ที่ได้มีโอกาสได้ทำบุญและช่วยเหลือสังคมไปพร้อมกัน ภูมิใจที่มีโอกาสได้ทำบุญกับสุดสัปดาห์และแฟนคลับครับ

    คอนเซปต์ปีนี้ Power of Youth กับพลังของคนรุ่นใหม่ที่อยากส่งต่อสิ่งดีๆ เพื่อโลกและสังคม 

    เน็ต:  ผมเป็นคนชอบทำบุญอยู่แล้ว เคยมีโอกาสช่วยเหลือนักเรียนโดยให้ทุนการศึกษา สร้างห้องกิจกรรมให้กับน้องๆ การที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเรื่องการเรียน ให้น้องๆ ได้พัฒนาศักยภาพของตัวเองเป็นสิ่งที่ดีมากๆ ครั้งนั้นผมก็ได้รวมพลัง ร่วมมือร่วมใจกับแฟนคลับไปทำบุญวันเกิดด้วยกัน

    แนวคิดเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) ต่อโลกและสังคมที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว 

    เจเจ:   จากที่พี่เน็ตเล่าในมุมของความยั่งยืน  คือการหยิบยื่นโอกาสในการต่อยอด พูดให้เห็นภาพ คือเราไม่ได้ให้ปลาแต่เราให้เบ็ดตกปลาเป็นเครื่องมือในการไปต่อยอด เช่นเดียวกัน การที่เราให้ความรู้ เพิ่มทักษะ และโอกาสให้คนหนึ่งได้ดูแลตัวเองได้ ไม่ว่าจะสร้างอาชีพ ต่อยอดทางการศึกษาต่อ คือการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ส่งผลให้สังคมเรายั่งยืนขึ้น

    เน็ต:   อยากที่ได้เล่าไปข้างต้น โปรเจ็กต์ที่เน็ตเคยรวมตัวกับแฟนคลับทำบุญวันเกิด เราได้รีเสิร์ชในชุมชนที่โคราช ซึ่งเป็นบ้านเกิดของคุณพ่อ ว่าเราจะสามารถพัฒนาหรือสนับสนุนชุมชนได้อย่างไร น้องๆ ต้องการอะไร จนเราพบว่าน้องๆ และชุมชนต้องการห้องอบรมไกด์หรือมัคคุเทศ เพราะในชุมชนมีแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งเป็นไอเดียในการต่อยอดที่น่าสนใจมาก เราก็สนับสนุนในการทำห้องนี้ พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ ไว้ให้น้องๆ ทำของที่ระลึกขาย การที่เราได้มีส่วนสร้างอาชีพในชุมชน คือรากฐานของความยั่งยืน ให้พวกเขาได้พึ่งพาตนเองได้ ผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจในชุมชน

    ฝากโครงการคนหล่อขอทำดีปี 19 Power of Youth 

    เน็ต:  ฝากเป็นกำลังใจให้ทุกคนในโครงการด้วยนะครับ มาติดตามกันว่าในปีนี้พวกเราจะไปทำภารกิจอะไร เชื่อว่าทุกคนเต็มที่มากแน่นอน

    ตี๋ตี๋-วันพิชิต นิมิตภาคภูมิ และ ป๋อ-ศุภการ จิรโชติกุล

    ความรู้สึกที่ได้มาร่วมโครงการคนหล่อขอทำดีเป็นปีแรก 

    ป๋อ:  ผมได้ยินชื่อโครงการมานานแล้วครับ แต่ยังไม่รู้ดีเทลมาก พอปีนี้ได้ผมได้ร่วมโครงการแล้ว ก็ได้รู้รายละเอียดเกี่ยวโครงการแล้วครับ เป็นโครงการที่ทำเพื่อสังคมที่ดีมากๆ เลย (ยิ้ม)
    ตี๋ตี๋:  ผมเองก็ได้ชื่อโครงการคนหล่อขอทำดีมานานมากเหมือนกัน และได้มารู้เพิ่มเติมตอนพี่เก่ง-หฤษฎ์ได้เข้ามาร่วมโครงการ พี่เก่งบอกว่า เนี่ย… พี่ดีใจมากเลยที่ได้ร่วมโครงการคนหล่อขอทำดี ตี๋เองก็ดีใจเหมือนที่ได้มาเป็นคนหล่อฯ ในโครงการกับเขาบ้างแล้ว (ยิ้ม)

    คอนเซปต์ปีนี้ Power of Youth กับพลังของคนรุ่นใหม่ที่อยากส่งต่อสิ่งดีๆ เพื่อโลกและสังคม 

    ป๋อ:  เป็นคอนเซปต์ที่ตรงกับพวกเรามากครับ พวกเราทำงานในวงการบันเทิง เป็นศิลปินรุ่นใหม่ ที่มีแฟนๆ คอยติดตาม เราสามารถเป็นพลังเล็กๆ เป็นตัวอย่างที่ดี และแรงบันดาลใจในการทำสิ่งดีๆ เพื่อสังคมได้ครับ

    แนวคิดเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) ต่อโลกและสังคมที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว 

    ป๋อ:  ผมว่าเรื่องง่ายๆ ใกล้ตัว ที่ทำได้ไม่ยาก คือการคัดแยกขยะ การลดขยะโดยการนำกลับมาใช้ใหม่ ในแต่ละบ้านและบริษัทมีขยะเกิดขึ้นทุกวัน ล้วนเป็นสิ่งที่ทุกคนสร้างขึ้นมา ดังนั้นเป็นเรื่องในชีวิตประจำวันที่ทุกคนทำได้และควรช่วยกันครับ

    ตี๋ตี๋:  การปลูกป่าในเมืองครับ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง ช่วยเพิ่มออกซิเจนและลดก๊าซคาร์บอน เพราะตอนนี้อากาศในเมืองแย่มาก ค่าฝุ่น pm 2.5 สูง ดังนั้นป่าในเมือง และพื้นที่สีเขียว จะเป็นตัวช่วยกรองฝุ่น pm 2.5 ได้เป็นอย่างดีครับ

    ฝากโครงการคนหล่อขอทำดีปี 19 Power of Youth 

    ป๋อ:  จากใจจากความรู้สึกเลย เราดีใจมากๆ ที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ ซึ่งเป็นโครงที่ดีมากในการทำประโยชน์เพื่อสังคม

    ตี๋ตี๋:   ปีที่แล้วรุ่นพี่ของเราก็จะมีพี่เก่ง พี่น้ำปิง พี่เติ้ล พี่เฟิร์สวัน มาร่วมโครงการ  ปีนี้พวกเราเป็นตัวแทนจากบ้านดูมันดิ มีตี๋ตี๋ ป๋อ พี่เน็ต เจเจ ฝากทุกคนติดตามว่าพวกเราจะไปทำภารกิจอะไร

    Entaintment Editor / Head Project : AuAi
    Interview & Text: AuAi

    Photographer: Bomtana / Praewa / Autoboy

    Assistant photographer: Phuwarin / Phattarapon
    Art Director: Wipawan Chantarakosol

    Retoucher : Tirapan Banpaphong

    Project Manager: Nichaphat Raveerit

    Content Creator : Patcharaporn Nuchbusaba / Nattakarn Saekhoo

    Coordinator: Yaranee Jitjampee

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sudsapda.com/issue/339490.html&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VdDeAZc5XC9P4EETpOPkF

  • นักศึกษาไทยในเทียนจินร่วมฉลองตรุษจีน สัมผัสหลากหลายประเพณีดั้งเดิม | เดลินิวส์

    นักศึกษาไทยในเทียนจินร่วมฉลองตรุษจีน สัมผัสหลากหลายประเพณีดั้งเดิม | เดลินิวส์

    สำนักข่าวซินหัวรายงานจากเทศบาลนครเทียนจิน ประเทศจีน เมื่อวันที่ 14 ก.พ. ว่า น.ส.กิรณา เวสารัชกิตติ หนึ่งในนักศึกษาไทยที่เข้าร่วมงานและได้สัมผัสเทศกาลตรุษจีนในจีนเป็นครั้งแรก บอกเล่าว่า ก่อนหน้านี้เธอรู้แค่ว่า ตรุษจีนเป็นวันหยุดสำคัญที่สุดในจีน เป็นช่วงเวลาที่มีความคึกคัก และให้ความสำคัญอย่างมากกับครอบครัวและประเพณี แต่ประสบการณ์นี้ช่วยให้เธอเข้าใจความหมายของเทศกาลตรุษจีนอย่างแท้จริง

    เป็นเวลาหลายชั่วอายุคนแล้วที่ภาพมงคลวันตรุษจีน หรือเหนียนฮว่า ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางสำคัญสำหรับครอบครัวในการบอกลาปีเก่า พร้อมถ่ายทอดคำอธิษฐานถึงความสงบสุขและความรุ่งเรืองในปีใหม่

    ภายในห้องจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์ มีการแนะนำแหล่งผลิตภาพมงคลวันตรุษจีนสำคัญหลายแห่ง อาทิ หยางหลิ่วชิงในเทียนจิน และโฝซานในมณฑลกวางตุ้ง โดยมีการจัดแสดงทั้งเครื่องมือแกะสลักแม่พิมพ์ไม้ เทคนิคการพิมพ์แบบแยกหลายชั้น และสารพัดผลงานชิ้นเอก ขณะที่ภาพของเทพผู้พิทักษ์ประตู เด็กน้อยอุ้มปลาคาร์ป และเทพเจ้าแห่งโชคลาภปรากฏให้เห็นในสีสันสดใส ซึ่งล้วนเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงคำอวยพรมงคล

    พิพิธภัณฑ์เฝิงจี้ไฉ เป็นสถานที่เก็บรักษาโบราณวัตถุและผลงานศิลปะหลายพันชิ้น โดยนิทรรศการอย่าง “ประวัติศาสตร์ภาพมงคลตรุษจีน” ได้ตอกย้ำบทบาทของพิพิธภัณฑ์ในการอนุรักษ์ และส่งเสริมวัฒนธรรมดั้งเดิมของจีน

    เฝิงจี้ไฉ นักเขียนและนักวิชาการวัฒนธรรมชื่อดังของจีน ชี้ว่า แก่นแท้ของประเพณีตรุษจีนคือความหวังและความปรารถนาในชีวิตของผู้คน ทั้งในเรื่องความสุข ความปลอดภัย ความปรองดอง สุขภาพแข็งแรง และการอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาของคนครอบครัว เทศกาลนี้จึงเป็นหน้าต่างบานสำคัญสู่การเรียนรู้วัฒนธรรมจีน และยังคงเป็นหนึ่งในประเพณีซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่นที่สุดของอารยธรรมจีน

    อนึ่ง เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2567 องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ขึ้นทะเบียนเทศกาลตรุษจีนของประชาชนชาวจีน เข้าสู่รายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ

    ด้าน น.ส.กิรณา กล่าวถึงประเพณีตรุษจีนในไทยว่า ครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีนมีการไหว้บรรพบุรุษ มอบซองแดงให้ลูกหลานและผู้ใหญ่ รวมถึงล้อมวงกินข้าวพร้อมหน้ากัน แม้เราจะอาศัยอยู่ในประเทศที่แตกต่าง แต่การให้ความสำคัญกับครอบครัวและการสืบทอดประเพณีนั้นไม่ต่างกันเลย

    น.ส.ณิชา เกา นักศึกษาไทยสาขาวิศวกรรมชีวภาพ มหาวิทยาลัยเทียนจิน ซึ่งมาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ด้วย บอกเล่าว่า นี่ไม่ใช่ตรุษจีนครั้งแรกของเธอในจีน สมัยที่เธอยังเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่จีนนั้น ช่วงวันหยุดที่มีนักเรียนต่างชาติอยู่เพียงไม่กี่คน บรรดาอาจารย์และเจ้าหน้าที่หอพักได้ชวนเธอไปร่วมโต๊ะอาหารที่บ้าน ซึ่งประสบการณ์นั้นทำให้เธอสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นเหมือนครอบครัวในช่วงตรุษจีน.

    ข้อมูล-ภาพ : XINHUA

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5602903/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oZv7RgahH_d-qn9afyZc1

  • ม.เกษตรศาสตร์ เปิดหลักสูตร KU VIPS รุ่นที่ 4 ปั้นผู้นำนวัตกรรมสังคมขับเคลื่อนไทยสู่ความยั่งยืน | เดลินิวส์

    ม.เกษตรศาสตร์ เปิดหลักสูตร KU VIPS รุ่นที่ 4 ปั้นผู้นำนวัตกรรมสังคมขับเคลื่อนไทยสู่ความยั่งยืน | เดลินิวส์

    ที่ห้องทิวลิป โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้จัดพิธีเปิดและปฐมนิเทศ หลักสูตรประกาศนียบัตรผู้บริหารระดับสูงด้านการสร้างคุณค่า นวัตกรรมสังคม และความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างยั่งยืน (Kasetsart University Value Creation & Innovation for Professionals and Sustainability : KU VIPS) รุ่นที่ 4โดยมี ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี ร่วมกับคณะสังคมศาสตร์ เพื่อเดินหน้าสร้างบุคลากรระดับผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนประเทศ

    บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความคึกคัก โดยมีผู้บริหารและบุคคลที่มีชื่อเสียงจากหลากหลายภาคส่วนเข้าร่วมรับการอบรม อาทิ นายพงษบุตร อวยชัยวัฒน์ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์ความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), คุณศจี วงศ์อําไพ ผู้ประกาศข่าวชื่อดังจากช่อง 7, ร.ต.ท.เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง (โค้ชซิโก้) อดีตนักฟุตบอลและหัวหน้าผู้ฝึกสอนฟุตบอลทีมชาติไทย รวมถึง พ.ต.อ.อนันต์ วรสาตร์ ผกก.สน.บางเขน และผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอีกจำนวนมาก

    ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม ได้กล่าวถึงทิศทางของหลักสูตรว่า ในยุคที่โลกต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม บทบาทของผู้นำจึงต้องเปลี่ยนไป ความสำเร็จขององค์กรเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบในระยะยาวต่อสังคมด้วย หลักสูตร KU VIPS จึงถูกออกแบบมาเพื่อบ่มเพาะผู้นำให้มีความเข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้าง มีความกล้าในการตัดสินใจบนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อส่วนรวม และสามารถเชื่อมโยงนวัตกรรมสังคมเข้ากับการบริหารงานได้อย่างยั่งยืน

    ขณะที่ ผศ.นาวาอากาศโท หญิง ดร.งามลมัย ผิวเหลือง คณบดีคณะสังคมศาสตร์ และประธานอำนวยการหลักสูตรฯ เปิดเผยรายละเอียดว่า หลักสูตรนี้เป็นรูปแบบ Executive Program ระยะเวลา 4–5 เดือน ที่เน้นการเรียนรู้แบบผสมผสาน ทั้งการรับฟังบรรยายเชิงลึก การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้บริหาร และที่สำคัญคือการทำโครงงานนวัตกรรมสังคม (Social Innovation Project) ที่สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาได้จริง

    เป้าหมายสำคัญของ KU VIPS คือการสร้างผู้นำที่มี “มุมมองเชิงระบบ” (Systems Thinking) และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เหนียวแน่น ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนสังคม โดยมุ่งหวังว่าผู้เข้าร่วมอบรมรุ่นที่ 4 นี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการนำพาองค์กรและประเทศชาติไปสู่อนาคตที่สมดุล มั่นคง และยั่งยืน ตามเจตนารมณ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สืบไป

    ขอบคุณภาพจากเพจ kuvips

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5602793/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04IzzEsInv-1VZwPuQR7d6

  • ทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุยคืบหน้า จ่อก่อสร้างปี 2572 เปิดใช้ปลายปี 2576

    ทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุยคืบหน้า จ่อก่อสร้างปี 2572 เปิดใช้ปลายปี 2576

    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 3 (สรุปผลการศึกษา) งานศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย

    โดยมีนายพชร ทองสุข ปลัดอำเภอเกาะสมุย (เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการพิเศษ) กล่าวต้อนรับ ณ ห้องประชุมเฉวง วิทยาลัยสหวิทยาการเกาะสมุย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุมฯ ครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบ

    รวมทั้งผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน องค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ องค์กรพัฒนาเอกชน สถาบันการศึกษา นักวิชาการอิสระ สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไปที่ให้ความสนใจ ประมาณ 180 คน

    ทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุยคืบหน้า จ่อก่อสร้างปี 2572 เปิดใช้ปลายปี 2576

    งานศึกษาของโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุยนี้ เพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชนผู้ใช้ทางได้รับความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทางสู่เกาะสมุย รวมไปถึงเป็นการเพิ่มศักยภาพด้านการคมนาคมและเพิ่มประสิทธิภาพ การเดินทางไปยังเกาะสมุย และส่งเสริมการท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น

    โดย กทพ. ได้มอบหมายให้กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ประกอบด้วย บริษัท เอเชี่ยน เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแต้นส์ จำกัด บริษัท เอ็ม เอ เอ คอนซัลแตนท์ จำกัด บริษัท เอพซิลอน จำกัด และบริษัท เทสโก้ จำกัด ดำเนินการศึกษาฯ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2566 มีระยะเวลาดำเนินการศึกษา 36 เดือน (1,080 วัน)

    โดยได้ดำเนินการแล้วเสร็จตามแผนงาน และได้นำมาจัดการประชุมเพื่อเสนอสรุปผลการศึกษาเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ผลการศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ และการเงิน ผลการสำรวจและออกแบบกรอบรายละเอียด งานศึกษาและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม งานวิเคราะห์ความเหมาะสมการให้เอกชนร่วมลงทุนโครงการ

    ตลอดการดำเนินงานของโครงการ ได้รับความสนใจและความร่วมมือตลอดจนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่ได้มีส่วนร่วมกันตั้งแต่การคัดเลือกเส้นทางที่เหมาะสมที่สุดจากทั้งหมด 7 แนวสายทางเลือก ร่วมกันกำหนดแนวเส้นทาง รูปแบบของโครงการ พิจารณามาตรการสำหรับการพัฒนาโครงการ จนได้ข้อสรุปผลแนวเส้นทางและรูปแบบของโครงการที่มีความเหมาะสมที่สุด ทั้งด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจการลงทุน และสิ่งแวดล้อม

    ทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุยคืบหน้า จ่อก่อสร้างปี 2572 เปิดใช้ปลายปี 2576

    สรุปแนวเส้นทางโครงการมีจุดเริ่มต้นโครงการ บริเวณ กม.14+500 ของทางหลวงหมายเลข 4142 ในพื้นที่ตำบลดอนสัก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผ่านพื้นที่ตำบลควนทอง ตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช และไปสิ้นสุดโครงการ โดยเชื่อมต่อกับทางหลวง หมายเลข 4170 ที่ กม.9+000 บริเวณ ตำบลตลิ่งงาม อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระยะทางรวม 37.41 กิโลเมตร

    รูปแบบของถนนในโครงการเป็นทางพิเศษขนาด 4 ช่องจราจรระดับดิน มีระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร บนเขตทางกว้าง 40 เมตร มีรั้วกั้นตลอดแนวเส้นทางโครงการทั้งสองฝั่ง เพื่อความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้ทางพิเศษ กรณีที่มีทางบริการทั้ง 2 ด้าน เพื่ออำนวยความสะดวกจะใช้เขตทางรวม 70 เมตร มีทางเข้า-ออก 3 แห่ง 

    สำหรับโครงสร้างสะพานข้ามทะเล มีระยะทางประมาณ 22 กิโลเมตร ใช้วิธีก่อสร้างเป็นชิ้นส่วนหล่อสำเร็จให้มากที่สุด เพื่อลดกิจกรรมการก่อสร้างในทะเลให้น้อยที่สุด และจะมีช่วงก่อสร้างสะพานขึง (Cable-stayed Bridge) ที่มีเสาสูงประมาณ 135 เมตร ซึ่งจะมีความสูงของช่องลอดใต้ช่วงกลางไม่น้อยกว่า 50 เมตรจากความสูงระดับน้ำทะเลปานกลาง เพื่อให้เรือขนาดใหญ่สามารถลอดผ่านได้อย่างปลอดภัย โดยการออกแบบตามมาตรฐานสากลให้มีเสถียรภาพมากที่สุดภายใต้แรงลมและแรงแผ่นดินไหว

    โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุยไม่มีช่วงเส้นทางที่ตัดผ่านพื้นที่ต้นน้ำลำธาร โดยตลอดเส้นทางตัดผ่านชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้น 5 ซึ่งถือว่า เป็นเส้นทางที่ไม่มีผลกระทบต่อสภาพความเป็นต้นน้ำลำธาร ในส่วนของช่วงเส้นทางที่อยู่บนแผ่นดิน

    ทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุยคืบหน้า จ่อก่อสร้างปี 2572 เปิดใช้ปลายปี 2576

    นอกจากพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ดูแลรับผิดชอบของทางราชการที่ต้องขอใช้พื้นที่ตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องแล้ว ยังมีที่ดินของเอกชนที่ต้องมีการเวนคืนที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการ โดยจะมีแปลงที่ดินที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 277 แปลงและมีอาคารและสิ่งปลูกสร้างอื่นๆในแนวเขตเวนคืน จำนวน 45 หลัง ซึ่งจะดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2562 หลักการสำคัญในการทดแทนค่าที่ดินจะอ้างอิงราคาการซื้อขายกันในท้องตลาดและมีกระบวนการและขั้นตอนที่ให้ความเป็นธรรม

    สรุปผลการศึกษาด้วยการมีส่วนร่วมของทุกภาคีที่เกี่ยวข้องทั้งในเกาะสมุย ฝั่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดนครศรีธรรมราช ทำให้โครงการนี้เป็นทางพิเศษเชื่อมแผ่นดินกับเกาะที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อโครงข่ายการเดินทางที่มีประโยชน์สูงสุด เป็นที่ยอมรับของผู้เกี่ยวข้อง

    รวมทั้งเป็นทางพิเศษโครงการแรกที่มีการบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานสาธารณูปโภคในการที่จะนำระบบไฟฟ้า ประปา และสื่อสาร ข้ามทะเลมายังเกาะสมุยบนโครงสร้างทางพิเศษ ซึ่งจะทำให้ระบบเหล่านั้นมีความมั่นคง และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนในพื้นที่ และสนับสนุนการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวได้เต็มประสิทธิภาพ

    ทางโครงการได้จัดการประชุมนี้เป็น 3 เวที เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้สนใจในแต่ละพื้นที่สามารถเข้าร่วมการประชุมและเข้าถึงข้อมูลได้สะดวก โดยจัดการประชุมสำหรับประชาชนในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ในวันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 พื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 และพื้นที่อำเภอเกาะสมุยในวันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569

    หลังจากการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 3 (สรุปผลการศึกษา) ครั้งนี้แล้ว กทพ. จะมีการจัดทำการทดสอบความสนใจของนักลงทุน (Market Sounding) และจะเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินการเพื่อพัฒนาโครงการ โดยดำเนินการขออนุมัติรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และขออนุมัติดำเนินโครงการต่อไป โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มงานก่อสร้างได้ในปี พ.ศ. 2572 และเปิดให้บริการปลายปี พ.ศ.2576

    ทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุยคืบหน้า จ่อก่อสร้างปี 2572 เปิดใช้ปลายปี 2576

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/738020&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GZ6gjQVuc8NUF7Owq4b7K