Category: วัฒนธรรม

  • ครั้งแรกในไทย ! พบตะโขงในธรรมชาติ หลังเชื่อสูญพันธุ์ไปแล้ว ตะลึงไม่ได้มีตัวเดียว

    ครั้งแรกในไทย ! พบตะโขงในธรรมชาติ หลังเชื่อสูญพันธุ์ไปแล้ว ตะลึงไม่ได้มีตัวเดียว

              ครั้งแรกในไทย ! พบตะโขงในธรรมชาติ ยาวประมาณ 3 เมตร ที่คลองใน จ.นราธิวาส แม้เชื่อสูญพันธุ์จากไทยไปแล้ว ย้ำสถานะ ห้ามล่าหรือค้าเด็ดขาด

    พบตะโขงในธรรมชาติ ครั้งแรกในไทย

    พบตะโขงในธรรมชาติ ครั้งแรกในไทย

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก กลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า Wildlife Research Division

              วานนี้ (13 กุมภาพันธ์ 2569) เฟซบุ๊ก กลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า Wildlife Research Division ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านวิชาการสัตว์ป่า ภายใต้สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เผยรายงานการพบตะโขงในธรรมชาติครั้งแรกในประเทศไทย โดยมีการพบตะโขง ความยาว 3 เมตร ในคลองบางสน อ.ตากใบ จ. นราธิวาส เมื่อวันที่ 25 มกราคม ที่ผ่านมา ยืนยันได้จากภาพถ่าย ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการถ่ายภาพและสามารถจำแนกชนิดได้อย่างชัดเจน

              จากการสอบถาม นายณัฐวุฒิ ยืนชนม์ ผู้บันทึกภาพ เล่าว่าพบตะโขงลอยคออยู่ริมคลองในตอนหัวค่ำ ความยาวประมาณ 3 เมตร จึงเข้าไปใกล้และใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกภาพ จากนั้นมีชาวบ้านเข้าไปดูมากขึ้น ตะโขงตัวนี้จึงว่ายน้ำหายไปในความมืด 

    พบตะโขงในธรรมชาติ ครั้งแรกในไทย

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก กลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า Wildlife Research Division

              ต่อมาวันที่ 26 มกราคม ทีมจากสถานีวิจัยสัตว์ป่าป่าพรุ-ป่าฮาลาบาลา ได้ไปตามหา โดยการเดินส่องไฟหาในบริเวณริมคลองที่พบก่อนหน้านี้ พบตะโขงในบริเวณที่ไม่ไกลจากที่พบครั้งแรกมากนัก แต่ไม่สามารถถ่ายภาพได้เนื่องจากพบตะโขงขณะว่ายน้ำหนีไป

              อย่างไรก็ตาม ตะโขงที่พบครั้งนี้ความยาวเพียง 1.5 เมตร จึงอนุมานได้ว่ามีตะโขงในบริเวณนี้ไม่น้อยกว่า 2 ตัว

              สำหรับ ตะโขง (False gharial) มีสถานภาพเป็นสัตว์ชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์ (Endangered) ตาม IUCN red list ในปี 2566 และในประเทศไทยเชื่อว่าสูญพันธุ์แล้ว แต่จากรายงานการพบเห็นล่าสุด ประเทศไทยยังมีตะโขงอย่างแน่นอน

              ส่วนสถานะในอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าใกล้สูญพันธุ์ (ไซเตส) ถูกจัดให้อยู่ในบัญชีรายชื่อหมายเลขหนึ่ง (Appendix I) คือ ห้ามล่าหรือค้าโดยเด็ดขาด เว้นแต่เป็นไปเพื่อการศึกษาวิจัย !!!

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก กลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า Wildlife Research Division

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/view/252016&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0g6o5AMpaL_FPskdbSV4vR

  • เจเนอเรชันที่โง่ที่สุดในประวัติศาสตร์!!!

    เจเนอเรชันที่โง่ที่สุดในประวัติศาสตร์!!!

    ด้วยเหตุเพราะโดยข้อมูล โดยตัวเลขสถิติ ที่นักวิทยาศาสตร์ด้านประสาทวิทยารายนี้ รวบรวมและสุ่มสำรวจภายในสังคมอเมริกัน รวมทั้งสังคมของประเทศต่างๆ อีก 80 ประเทศ ได้ระบุถึงแนวโน้มที่สามารถ ฟันธง และ ฟันเฟิร์ม ได้แบบเต็มผืน เต็มด้าม ว่าบรรดาผู้คนที่เรียกว่า Gen Z หรือ Gen Zers ทั้งหลายนี่แหละ คือกลุ่มคนที่มีความฉลาดลดน้อยถอยลงไปกว่าคนรุ่นก่อนๆ รุ่นพ่อ-รุ่นแม่ รุ่นปู่-ย่า-ตา-ยาย ฯลฯ หรือออกอาการ โง่ขึ้นๆ นับตั้งแต่ได้มีการรวบรวมข้อมูล สถิติ เกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้มาตั้งแต่ปลายยุค 1800 เอาเลยก็ว่าได้ หรือจะเรียกว่ากลายเป็น เจเนอเรชันที่โง่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ก็คงพอได้…

    โดยไม่ว่าจะวัดจากความสนใจต่อสิ่งหนึ่ง-สิ่งใด ที่มีลักษณะสับสน เสื่อมโทรม อย่างเห็นได้ชัด ไปจน ความจำ ความสามารถในการ อ่าน ความเชี่ยวชาญด้านตัวเลข หรือ คณิตศาสตร์ ตลอดไปจนขีดความสามารถในการ แก้ปัญหา รวมทั้งระดับ สติปัญญา ที่เรียกว่า IQ อีกด้วย ฯลฯ อันเนื่องมาจากสาเหตุสำคัญโดยตรง นั่นคือ ความยึดมั่น-ถือมั่นที่เกินเลยต่อเทคโนโลยีดิจิตอล ของบรรดาสถานศึกษาทั้งหลาย ที่พยายามนำเอาสิ่งเหล่านี้มายัดเยียด มาประยุกต์ใช้ กับระบบการศึกษา แบบที่เรียกว่า Educational Technology หรือ EdTech นั่นเอง โดยอาศัยคอมพิวเตอร์ หรือแท็บเล็ต เป็นอุปกรณ์ เครื่องมือในการเรียนรู้ ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลให้เกิดความปั่นป่วนต่อกระบวนการทางชีวภาพ เกิดอาการ สมองบวม หรือ สมองหมา-ปัญญาควาย อย่างที่สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ด้านยีนและดีเอ็นเอ Dr. Gerald Crabtree ท่านเคยสรุปไว้ในงานวิจัยเรื่อง Our fragile Intellect ตั้งแต่สิบกว่าปีมาแล้ว…

    แต่การเรียนรู้จากคลิปวิดีโอสั้นๆ ที่มักเห็นอยู่ในสื่อออนไลน์ หรือการอ่านจากบทสรุปย่อๆ ที่ตัดทอนมาจากหนังสือเล่มใหญ่ ฯลฯ บรรดาสิ่งต่างๆ เหล่านี้นักประสาทวิทยาอย่าง Dr. Horvath ท่านเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ออกจะขัดแย้งกับกระบวนการรับรู้โดยธรรมชาติของมนุษย์ หรือ… “มนุษย์โดยทางชีววิทยาแล้ว ถูกโปรแกรมให้เรียนรู้จากมนุษย์ด้วยกันและจากการศึกษาอย่างลึกซึ้ง ด้วยการเรียนรู้แบบเผชิญหน้าไม่ว่ากับครูหรือผู้ที่มีฐานะเดียวกัน ไม่ใช่จากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถมองผ่านๆ จากคลิปวิดีโอสั้นๆ หรือบทสรุปย่อที่มุ่งสู่จุดสำคัญแบบเอาเร็วเข้าว่า” ดังนั้น…โดย ตัวเลขสถิติ ที่แสดงถึงขีดความสามารถในการรับรู้ไม่ว่าในแวดวงธุรกิจ หรือสถานศึกษา นับจากปี ค.ศ.2010 เป็นต้นมา หลังจากเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกนำเอามาใช้เป็นอุปกรณ์ เครื่องมืออย่างจริงๆ จังๆ ส่งผลให้ระดับความรับรู้และสถิติปัญญาของบรรดา Gen Z ทั้งหลาย เกิดอาการ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ!!!

    นี่…จริง-ไม่จริง น่าเชื่อ-ไม่น่าเชื่อ ก็ลองไปคิดๆ เอาเองก็แล้วกัน แต่การลงทุน-ลงแรงสำรวจความเป็นไปดังกล่าวครอบคลุมถึง 80 ประเทศ ไม่ใช่แต่เฉพาะประเทศอเมริกาเท่านั้น บทสรุปและข้อเสนอแนะให้ผู้มีอำนาจทั้งหลายหันมาควบคุมและจำกัดบทบาทของเทคโนโลยีเหล่านี้ เช่นเดียวกับที่กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียได้กระทำไปแล้วต้องถือเป็นสิ่งที่น่าคิด น่าสะกิดใจ มิใช่น้อย ส่วนประเทศไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮา จะเอาไงดี…ก็คงต้องแล้วแต่ รสนิยม ของใคร-ของมันก็แล้วกัน เพราะถ้ามองจาก การเลือกตั้ง ที่ทำให้พรรคของคนรุ่นใหม่อย่าง พรรคประชาชน เขาสามารถ แลนด์สไลด์ ในกรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะส่งเสาไฟฟ้า หรือส่งใครลงสมัครก็ตามที อันนี้…จะไปกล่าวหา กล่าวโทษ ว่าเป็นเพราะมีพวก Gen Z อยู่เยอะแยะมากมายใน กทม. ก็คงไม่น่าจะถูกเรื่องกันซักเท่าไหร่นัก…

    คือไม่ว่าจังหวัดไหนก็เถอะ จะ กทม.หรือต่างจังหวัด ต่างก็ต้องมีทั้งพวก Gen X, Gen Y, Gen Z ไปจนพวก Baby Boomer คละเคล้ากันไป เพียงแต่พวก Gen X, Gen Y ใน กทม.อาจมีลักษณะแบบที่ ไอ้หนุ่มผมยาว คุณน้อง สุรวิชช์ วีรวรรณ ท่านระบุเอาไว้ในหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ นั่นแหละว่า…ออกจะหนักไปทาง สรยุทธ์-ใบตองแห้ง-หนุ่มเมืองจันท์-นิ้วกลม ฯลฯ ซะเป็นหลักใหญ่ แม้กระทั่ง เจเนอเรชันแห่งความล้มเหลว อย่างพวก Baby Boomer ก็ดูจะออกไปในแนวเหลวเป๋วแบบเดียวกับ อาเฮียสุทธิชัย หรือ คุณปู่บรรยง อะไรประมาณนั้น พรรคประชาชน เขาเลย แ-ก…เรียบ ทั้ง 33 เขต ไปด้วยประการฉะนี้.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/947698/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20nWv1M2tNm84vyZ9vLSVQ

  • เปิดประวัติ ก้อย อรัชพร สวย-เก่ง มากความสามารถ หวานใจ ทิม พิธา

    เปิดประวัติ ก้อย อรัชพร สวย-เก่ง มากความสามารถ หวานใจ ทิม พิธา

    นาทีนี้ ไม่มีใครไม่รู้จัก ก้อย อรัชพร โภคินภากร หวานใจของ ทิม พิธา ที่เพิ่งเปิดตัวกันไปแบบตะโก้นนนนนนน หลังจากที่ช่วงบ่ายของวันนี้ (14 ก.พ.) มีภาพของทั้งคู่ไปเที่ยวฮ่องกง 

    วันนี้ไทยรัฐบันเทิงจะพาไปทำความรู้จักก้อยอีกครั้ง สำหรับ ก้อย อรัชพร นั้นเรียกว่าทั้งสวย เรียนเก่ง และเป็นนักกิจกรรมตัวยง เธอคือสาวมากความสามารถจากรั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

    ปัจจุบัน ก้อย อายุ 31 ปี จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) จบมาด้วยเกรดเฉลี่ยสูงถึง 3.86 จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะนิเทศศาสตร์ เอกประชาสัมพันธ์ โทการแสดง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ก่อนจะเข้ามหาวิทยาลัย ครอบครัวอยากให้ก้อยเรียนต่อสายแพทยศาสตร์ แต่เธอรู้ว่านั่นไม่ใช่ทางของเธอ เพราะรู้สึกว่าชอบดูละคร ภาพยนตร์ และการเป็นนักกิจกรรม จึงเลือกสายนิเทศศาสตร์ 

    ก้อยเริ่มต้นจากการเป็นนักแสดงสมทบที่โดดเด่นจนกลายเป็นที่จดจำในหลายบทบาท

    – Hormones 3 The Final Season: แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวในบทดิว เด็กสาวผู้มั่นใจและแอบร้าย ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าเธอมีทักษะการแสดงที่ไม่ธรรมดา

    – O-Negative รักออกแบบไม่ได้: รับบทเป็นชมพู่ เพื่อนรักในกลุ่มที่สร้างรอยยิ้มและเรียกน้ำตาจากผู้ชมได้ดีเยี่ยม

    – มีผลงานต่อเนื่องทั้งทางทีวีและสตรีมมิ่ง รวมถึงภาพยนตร์แนวสยองขวัญอย่าง The Whole Truth (ปริศนารอยแยก) ทาง Netflix

    ความเก่งของก้อยไม่ได้หยุดแค่การแสดง แต่ก้อยยังอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของโปรเจกต์ระดับประเทศหลายเรื่องอาทิ My Ambulance รักฉุดใจนายฉุกเฉิน ก้อยเป็นหนึ่งในทีมเขียนบทที่ทำให้กระแส หมอเป้ง-ทานตะวัน ฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมือง, แปลรักฉันด้วยใจเธอ (I Told Sunset About You) ซีรีส์วายระดับขึ้นหิ้งที่โด่งดังไปทั่วเอเชีย ซึ่งเธอก็เป็นหนึ่งในทีมร่วมเขียนบทที่ถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้อย่างลึกซึ้ง

    ถ้าพูดถึงก้อยในยุคนี้ ต้องนึกถึงรายการ YouTube GoyNattyDream ที่เธอทำร่วมกับเพื่อนสนิท

    – รายการ “ถ้าหนูรับ พี่จะรักป่ะ” รายการวาไรตี้คุยกับหนุ่มฮอตที่มียอดวิวถล่มทลาย และสร้างชื่อเสียงให้เธอเป็นยูทูบเบอร์ระดับท็อปของไทย

    ด้วยบุคลิกที่ฉลาด มีไหวพริบ และเป็นตัวของตัวเอง ทำให้ก้อยกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่หลายแบรนด์เลือกทำงานด้วยเสมอ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/entertain/news/2914275&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yj6qyNEM9HlP1VgcXCcdw

  • “ราศีพิจิก” งานใหม่มาแรง ตำแหน่งพุ่ง การเงินมั่นคง ความรักต้องระวังผลประโยชน์แอบแฝง

    “ราศีพิจิก” งานใหม่มาแรง ตำแหน่งพุ่ง การเงินมั่นคง ความรักต้องระวังผลประโยชน์แอบแฝง

    สัปดาห์พยากรณ์/ ภิญโญ  พงศ์เจริญ

    พยากรณ์ระหว่างวันเสาร์ที่ 14 ก.พ. – วันศุกร์ที่ 20 ก.พ. 2569

    ราศีเมษ 

    ท่านที่เกิดระหว่างวันที่  13  เมษายน – 14  พฤษภาคม

    จะมีคู่แข่งทางการงานเพิ่มขึ้น การวิ่งเต้นติดต่อประสานงานจะประสบความสำเร็จ จะได้รับมอบหมายให้ทำงานสำคัญ  ควรรับฟังคำแนะนำของคนรอบข้างไว้บ้าง  จะมีการเดินทางไปร่วมกิจกรรมสำคัญมีโอกาสได้รู้จักกับบุคคลในระดับสูงและคนต่างถิ่นต่างแดน  การผลีผลามทำให้เกิดการผิดพลาดได้ง่าย  ควรรับฟังคำแนะนำของคนรอบข้างไว้บ้าง  มีรายได้เข้ามาหลายทางเหนือความคาดหมาย  เงินทองถูกใช้จ่ายไปกับการเดินทาง  การสมาคมและการสังคมสงเคราะห์ การปรับปรุงที่อยู่อาศัย  มีโอกาสได้ซื้อทรัพย์สินของมีค่า จะได้รับการชำระหนี้ที่ผู้อื่นค้างชำระเป็นเวลานาน ควรระมัดระวังเรื่องการเงินให้ดี อาจถูกหลอกลวงได้ง่าย   

    ราศีพฤษภ   

    ท่านที่เกิดระหว่างวันที่  15  พฤษภาคม – 14 มิถุนายน

    ผู้ใหญ่และเพื่อนร่วมงานจะให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี มีโอกาสได้ศึกษาวิชาการใหม่ๆ ส่วนท่านที่ยังไม่ได้งานทำก็จะได้งานทำที่พึงพอใจ    มีโอกาสได้ศึกษาวิชาการที่แปลกใหม่  การเจรจาติดต่อประสานงานจะประสบความสำเร็จ  มีความมุ่งมั่นในสิ่งที่ตนเองปรารถนาเพื่อความสำเร็จ  มีเงินผ่านมือเข้ามามาก แต่ก็มีรายจ่ายมาก จึงไม่ค่อยมีเงินเก็บ จะได้สมบัติที่หายาก  เงินทองหมุนเวียนดีขึ้น หากมีเงินเหลือก็ควรเก็บออมไว้ใช้ในยามจำเป็นบ้าง การใจอ่อนและไม่รอบคอบจะเป็นเหตุทำให้ต้องเสียเงินโดยไม่เกิดประโยชน์ มีงานหลายอย่างมาให้ทำ ปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากการทำงานสามารถแก้ไขได้โดยอาศัยความรู้ความสามารถตลอดจนอุปกรณ์การทำงานที่ทันสมัย  มีโอกาสได้ร่วมงานสังคมหลายครั้ง  ระวังจะเกิดศัตรูจากสาเหตุเล็กน้อย  ควรระวังเรื่องการคบเพื่อน  การไม่ยับยั้งชั่งใจหรือเอาแต่อารมณ์หรือมีโทสะบ่อยครั้ง  ทำให้มีปัญหากับเพื่อนร่วมงานได้ง่าย

    ราศีเมถุน 

    ท่านที่เกิดระหว่างวันที่  15  มิถุนายน – 15  กรกฎาคม

    โชคดีมีรายได้เข้ามาหลายทาง มีโอกาสได้ลาภก้อนใหญ่ ทรัพย์สินที่ต้องการขายแต่ยังขายไม่ได้ก็จะขายได้ มีโอกาสได้ช่วยเหลือบุคคลอื่นบ้าง ไม่ควรให้ใครกู้ยืมเงินโดยไม่มีหลักประกันที่มั่นคง การใช้จ่ายควรประหยัดและเก็บออมไว้บ้าง  เอกสารทางการเงินควรตรวจดูให้เรียบร้อยดีอยู่เสมอ การค้ำประกันบุคคลหรือทรัพย์สินควรหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธเสียเลยจะดีกว่า เพราะจะนำความเดือดร้อนมาสู่ท่านในภายหลัง  กำลังเนื้อหอม เพศตรงข้ามเข้ามาคบหาสมาคมทำให้มีความสนิทสนมกัน มีโอกาสเดินทางไปทำกิจกรรมร่วมกันนอกสถานที่หลายครั้ง  เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้แต่งงานหรือประกาศความสัมพันธ์กัน  นำคนรักไปเปิดเผยในสังคม  แต่ควรระมัดระวังการมีรักซ้อน  คนที่มีครอบครัวแล้วก็สามารถครองรักกันได้ด้วยดี  มีการพาไปท่องเที่ยวพักผ่อนและมีการให้สิ่งของที่มีค่าแก่กันด้วย

    ราศีกรกฎ  

    ท่านที่เกิดระหว่างวันที่  16  กรกฎาคม – 16  สิงหาคม

    มีโอกาสได้ทำงานสังคม  มีผู้ใหญ่ผู้อุปถัมภ์คอยให้การช่วยเหลือสนับสนุน มีเพื่อนใหม่เพิ่มขึ้นหลายคน เป็นผู้ใหญ่คนมีเกียรติในสังคมเป็นคนดีมีความรู้ความสามารถ  มีการวิ่งเต้นติดต่อเจรจาประสานงานจะมีมากขึ้น จะได้รับเกียรติมอบหมายให้ทำงานสำคัญที่มีความรับผิดชอบสูง  ควรรับฟังคำแนะนำของผู้ใหญ่ผู้รู้คนรอบข้างไว้บ้าง มีโอกาสได้เดินทางไกล จะมีการเดินทางไปร่วมกิจกรรมสำคัญมีโอกาสได้รู้จักกับบุคคลในระดับสูง บุคคลแปลกหน้าต่างถิ่นต่างแดนหลายคน เป็นห้วงเวลาที่มีความเพียรพยายามและความตั้งใจในการทำงานสูง ผู้หลักผู้ใหญ่คนดีมีความรู้จะถ่อมตัวเข้ามาคบหาสมาคมด้วย  การขอความช่วยเหลือ  ขอความกรุณาปราณี การขอความร่วมมือร่วมใจจะประสบความสำเร็จ จะมีโชคลาภหรือเกิดผลกำไร

    ราศีสิงห์ 

    ท่านที่เกิดระหว่างวันที่  17  สิงหาคม – 16  กันยายน

    ควรระมัดระวังการพูดจา  ควรพูดจาให้น้อยลง  คนใกล้ตัวจะหลงรัก  ความไม่เชื่อมั่นในตัวเอง  ความหวาดระแวง  ความขี้หึงและอารมณ์ร้ายทำให้ความรักมีปัญหาได้  จึงควรเอาใจเขามาใส่ใจเราและยับยั้งชั่งใจให้ดี  มักจะมีเรื่องวุ่นวายในเรื่องรักๆ ใคร่ๆ อยู่เสมอ   ควรรอบคอบในการทำงาน จะได้ผลประโยชน์จากการงาน  ควรรักษาผลงานเก่าๆ และวิถีทางเก่าๆ ไว้ให้ดี  ท่านจะประสบความสำเร็จในชีวิตการงาน  จะมีงานใหม่ๆ เข้ามาให้ทำ  การงานที่ทำอยู่จะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น  ต้องใช้ความรู้ความสามารถมากขึ้น ทำให้ได้ตำแหน่งที่ดีและมีความก้าวหน้า   มีเงินทองผ่านมือเข้ามามากกว่าปกติ  แต่มักจะใช้จ่ายเงินหมดไปในระยะเวลาอันรวดเร็วโดยไม่สนใจการออมเท่าใดนัก  จึงไม่ค่อยมีเงินเก็บ   มีการซื้อหาทรัพย์สินมากขึ้น การลงทุนและการสำรองจ่ายควรจะพิจารณาให้รอบคอบ  

    ราศีกันย์ 

    ท่านที่เกิดระหว่างวันที่  17  กันยายน – 16  ตุลาคม

    การงานมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี  มีงานใหม่ๆ เข้ามา   หุ้นส่วนและเพศตรงข้ามจะให้การสนับสนุนช่วยเหลือ   มีการทำงานพิเศษด้วย   มีการปรับปรุงเกี่ยวกับบ้านเรือนที่อยู่อาศัยให้ดีขึ้น  จะมีการเดินทางเพราะตำแหน่งหน้าที่การงาน  มีปัญหายุ่งยากต้องแก้ไข  ต้องใช้ความขยันหมั่นเพียรจึงจะประสบความสำเร็จ  มีโอกาสได้ใช้ความรู้ความสามารถ  จะได้ทำงานพิเศษเกี่ยวกับการให้บริการสังคม  มีโอกาสได้เดินทางเพราะตำแหน่งหน้าที่การงาน  เป็นที่ชื่นชมของผู้ใหญ่และบุคคลที่สัมพันธ์ด้วย  มีเงินทองเข้ามาหลายทาง เป็นเงินหมุนเวียนที่เกิดจากการทำงาน  เงินทองที่หามาได้จะถูกนำไปใช้ในการซ่อมแซมบ้านเรือนที่อยู่อาศัย  ยานพาหนะและการศึกษาต่อเสียเป็นส่วนใหญ่  คู่ครองคนรักสนใจท่านมากเป็นพิเศษ  ควรลดอาการจู้จี้ ขี้บ่นลงไปบ้างก็จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น

    ราศีตุลย์  

    ท่านที่เกิดระหว่างวันที่  17  ตุลาคม  –  15  พฤศจิกายน

    เพศตรงข้ามที่ดีจะเข้ามาให้การสนับสนุนทำให้มีผลงานดีขึ้น  จะได้ทำงานที่ตรงกับความรู้ความสามารถและวุฒิภาวะ   มีโอกาสได้ทำงานพิเศษเกี่ยวกับการให้บริการสังคม งานที่เกี่ยวข้องกับส่วนรวมอีกด้วย มีการปรับปรุงเกี่ยวกับบ้านเรือนที่อยู่อาศัยให้ดีขึ้น  โดยใช้ความละเอียดรอบคอบและความรับผิดชอบสูง มีโอกาสได้เดินทางเพราะตำแหน่งหน้าที่การงาน  จะเป็นที่ชื่นชมของผู้ใหญ่และบุคคลที่สัมพันธ์ด้วย  เงินทองถูกใช้ไปเกี่ยวกับการรักษาหน้าตาในสังคม  มีเรื่องต้องใช้เงินอยู่เสมอ  ทั้งรายจ่ายที่จำเป็นและจำใจ  เอกสารทางการเงินควรตรวจดูให้เรียบร้อย  การค้ำประกันบุคคลหรือทรัพย์สินควรหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธเสียเลยจะดีกว่า เงินทองถูกนำไปใช้ในการซื้ออุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวก  การปรับปรุงซ่อมแซมต่อเติมอาคารที่อยู่อาศัย 

    ราศีพิจิก  

    ท่านที่เกิดระหว่างวันที่  16  พฤศจิกายน – 15  ธันวาคม

    จะมีงานใหม่ๆ เข้ามาให้ทำ  หากไม่จัดระบบให้ดีจะมีความสับสนวุ่นวาย  การงานที่ทำอยู่จะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น  เป็นที่ไว้วางใจของผู้ใหญ่และเพื่อนร่วมงาน  มีความพึงพอใจในผลงานของตน  ทำให้ได้ตำแหน่งที่ดีและมีความก้าวหน้า  การเงินหมุนเวียนดี  ฐานะการเงินเข้มแข็งขึ้น  ปัญหาที่เกิดขึ้นก็สามารถแก้ไขได้  จะได้อุปกรณ์การทำงานที่ทันสมัย    มีโอกาสได้ออกงานแสดงผลงานหลายครั้ง  มีรายได้เข้ามาเป็นระยะๆ สิ่งที่ลงทุนหรือทำไว้จะประสบความสำเร็จ  การรู้จักบริหารเงินทองด้วยตนเอง  การใช้จ่ายควรรอคอบ ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย  การเงินจะดีขึ้นไปพร้อม ๆ กับตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูงขึ้นด้วย  จะได้พบคู่รักที่เชิดหน้าชูตา  แต่แอบแฝงด้วยผลประโยชน์และความลุ่มหลง   รักใหม่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว  มีปัญหาอะไรก็ควรแก้ไขให้กระจ่างเสียแต่เนิ่นๆ  ก่อนที่จะเข้าใจผิดมากไป 

    ราศีธนู 

    ท่านที่เกิดระหว่างวันที่  16  ธันวาคม – 14 มกราคม

    มีโอกาสได้ศึกษาอบรมมีความรู้เพิ่มเติม มีการเจรจานัดหมายกำหนดการต่างๆ อันเป็นผลประโยชน์  มีการโต้ตอบทางการเจรจาและเอกสาร  ถึงแม้จะฉลาดก็ไม่วายถูกล่อลวงเรื่องการเงิน  ไม่ชอบการเสี่ยงโชคและการพนันขันต่อ  ไม่สนใจเรื่องจำนวนเงินมากนัก  แต่ไม่ประมาทในการใช้จ่าย  มีรายได้เข้ามาหลายทาง การบริหารจัดการทางการเงินและทรัพย์สินที่ดีทำให้ฐานะการเงินดีขึ้น มีโอกาสได้ช่วยเหลือบุคคลอื่น ไม่ควรให้ใครกู้ยืมเงินโดยไม่มีหลักประกันที่มั่นคง การใช้จ่ายควรประหยัดและเก็บออมไว้บ้าง   มีการนัดหมายกับคนรัก  มีโอกาสได้ร่วมเดินทางไปกับคนรัก  ทำให้เข้าใจกันในคนรักมากขึ้น  มีการโต้ตอบทางการเจรจาและเอกสาร  อารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงทำให้เกิดความไม่เข้าใจกับคนรัก 

    ราศีมังกร  

    ท่านที่เกิดระหว่างวันที่  15 มกราคม – 12  กุมภาพันธ์

    การมีแผนงานที่ดีและได้รับการสนับสนุนและร่วมมือจากเพื่อนร่วมงานทำให้การงานของท่านฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว   ควรมอบหมายหน้าที่การงานให้กับบริวารอย่างชัดเจน จะทุ่มเทให้เวลากับการทำงานมากขึ้น  ชาวราศีมังกรที่เป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัวหรืองานอิสระก็จะได้รับงานเข้ามาจากมิตรสหายที่เคยคบกับมาตั้งแต่ยังศึกษาอยู่ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ความประณีตและมีค่าตอบแทนที่น่าพอใจมากๆ สำหรับชาวราศีมังกรที่ประกอบอาชีพอื่นๆจะได้รับผลดีจากการมีผู้ร่วมงานเพศตรงข้ามคอยชี้แนะประสบการณ์การทำงานร่วมกับฝ่ายบริหารขององค์กรให้แก่ท่านเพราะเธอผู้นั้นเคยทำงานในลักษณะนี้มาก่อน   ได้เงินมามากก็ใช้เงินมากเช่นกัน  มีเรื่องต้องใช้เงินอยู่เสมอ  ทั้งรายจ่ายที่จำเป็นและจำใจ  ญาติบุตรบริวารทำให้ท่านมีรายจ่ายมากขึ้น 

    ราศีกุมภ์

    ท่านที่เกิดระหว่างวันที่  13  กุมภาพันธ์ – 14  มีนาคม

    มีเกณฑ์ต้องเดินทางเพื่อที่จะไปติดต่องานต่างๆ รับรองการงานจะมั่นคงขึ้น  ควรรอบคอบเรื่องนิติกรรมสัญญา มีการเจรจาและจัดการเรื่องทรัพย์สินเงินทอง พี่น้องเพื่อนฝูงจะเป็นผู้สนับสนุนและให้ความช่วยเหลือทางด้านการงาน  ชอบทำอะไรตามลำพังมากขึ้น แต่ผลงานที่ทำไว้กลับปรากฏเป็นที่นิยมชมชอบของประชาชน ผู้ใหญ่จะให้การสนับสนุนท่านเป็นอย่างดี  มีโอกาสได้ศึกษาวิชาการที่แปลกใหม่ ไม่ควรลงทุนในระยะนี้เพราะอยู่ในสภาวะแห่งการเสี่ยง มีรายได้เข้ามาหลายทาง ได้รับเงินจากผลงานที่ทำไว้ทำให้มีเงินทองมากขึ้น บัญชีการเงินเดินสะพัดดี มีโชคฟลุ้คโดยไม่คาดฝัน มีลาภจากทางไกล แต่ควรระมัดระวังการใช้จ่ายให้ดี เพราะอาจจะเสียเงินโดยไม่จำเป็น ความรักจะเกิดจากความใกล้ชิดเป็นรักที่มีความสัมพันธ์แบบเพื่อนฝูงที่สนิทคอยช่วยเหลือและเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน 

    ราศีมีน 

    ท่านที่เกิดระหว่างวันที่  15  มีนาคม – 12  เมษายน

    มีเงินเหลือก็ควรเก็บออมไว้ใช้ในยามจำเป็นบ้าง  เงินทองถูกนำไปใช้เพื่อปรับปรุง ซ่อมแซมบ้านเรือนที่อยู่อาศัยตลอดจนยวดยานพาหนะ  ตนเองมักจะไม่ได้ใช้จ่ายของตน  แต่กลับถูกนำไปใช้เพื่อคนอื่น มีความสำเร็จจากการต่อสู้แข่งขัน  จะได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ที่ไม่ดี มีทุกขลาภหรือเรื่องอันคิดว่าเสียหายแล้ว หรือเรื่องราวนั้นเป็นเรื่องเลวร้ายแต่ครั้งแล้วกลับได้รับประโยชน์จากเรื่องราวนั้นๆ  ได้ศึกษาวิชาลี้ลับมหัศจรรย์   ครุ่นคิดแต่เรื่องการเงิน การเสี่ยงโชคเป็นผล ใช้เงินเพื่อหาความสะดวกสบาย  ซื้อหาสิ่งของวัตถุอันประณีตและเชิดหน้าชูตา  จึงต้องใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนมาก   ชอบเรื่องความรักแต่ไม่ใช่รักของตนเอง  ชอบเป็นแม่สื่อแม่ชักช่วยเหลือคนอื่น  พบรักในเชิงนโยบายเพื่อผลประโยชน์เสียมากกว่ารักในอุดมคติ  ควรระวังอวัยวะตั้งแต่ตาตุ่มถึงปลายเท้าและระบบประสาทสัมผัสต่างๆ  ควรระวังรักษาสุขภาพดวงตาให้ดี  การใช้สายตามากจนไม่ได้พักผ่อนและแสงสว่างที่กล้ามากเกินไปย่อมเป็นอันตรายต่อสายตา 

    #ราศีพิจิก #ดวงวันนี้ #ดวงการเงิน #ดวงความรัก #ดวง12ราศี #สายมู #พยากรณ์ดวง #ดวงรายสัปดาห์ #ดวงแม่นๆ #12ราศี #ภิญโญพงศ์เจริญ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/variety/horoscope/128746&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3a4L4FCLuYFg_s5qP2rkZk

  • ความพิการไม่ใช่อุปสรรค! ‘พระนิสิตมจร บุรีรัมย์’ ใส่ขาเทียมไปสอบบาลีป.ธ.3   | เดลินิวส์

    ความพิการไม่ใช่อุปสรรค! ‘พระนิสิตมจร บุรีรัมย์’ ใส่ขาเทียมไปสอบบาลีป.ธ.3   | เดลินิวส์

    นับเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นในการสอบบาลีสนามหลวงครั้งที่ 1 ครั้งหลัง ประจำปี 2569 ซึ่งเป็นการสอบในชั้นประโยค1-2 และประโยคเปรียญธรรม (ป.ธ.) 3 ถึง 5 ในสนามสอบทั่วประเทศ โดยวันที่ 14 ก.พ. เป็นวันสุดท้ายของการสอบ เมื่อในสื่อสังคมออนไลน์ได้มีการส่งต่อภาพ พระสงฆ์ที่แม้จะมีความพิการ ต้องใส่ขาเทียม แต่ยังมีความมุ่งมั่นเดินทางมาสอบบาลีสนามหลวง ที่จ.บุรีรัมย์

    โดยต่อมาทราบชื่อว่า พระประดิษฐ์ เตชปญฺโญ อายุ 50 พรรษา 8 สังกัดวัดกลาง พระอารามหลวง จ.บุรีรัมย์ และยังเป็นพระนิสิตปี 2 คณะพุทธศาสตร์ วิทยาลัยสงฆ์บุรีรัมย์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) เข้าสอบความรู้บาลีสนามหลวง ชั้นประโยคป.ธ.3 ที่สนามสอบจ.บุรีรัมย์              

    ขณะที่ทางเพจเฟซบุ๊ก จริยธรรม Jariyatam News ได้โพสต์รูปดังกล่าวเช่นเดียวกัน พร้อมโพสต์ข้อความว่า เรื่องราวอันน่าประทับใจในสนามสอบบาลีสนามหลวงปีนี้ เมื่อ “หลวงตาประดิษฐ์” พระนิสิตชั้นปีที่ 2 จาก มจร บุรีรัมย์ ในวัย 50 ปี ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ความพิการทางกาย มิใช่อุปสรรคของการศึกษาพระธรรม ท่านเพียรพยายามบากบั่นเข้าสอบชั้นประโยคป.ธ.3 ด้วยหัวใจที่มุ่งมั่นเพื่อสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา เป็นแบบอย่างแห่งความวิริยะอุตสาหะให้แก่ลูกหลาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5603372/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ki8DAB-KGa5_3xL7kQTzy

  • ชมรมสถานีวิทยุเชียงราย จับมือทวียนต์ มาร์เก็ตติ้ง จัด “ปันน้ำใจให้น้อง” ปีที่ 12

    ชมรมสถานีวิทยุเชียงราย จับมือทวียนต์ มาร์เก็ตติ้ง จัด “ปันน้ำใจให้น้อง” ปีที่ 12

    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ชมรมสถานีวิทยุจังหวัดเชียงราย ร่วมกับ บริษัท ทวียนต์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด จัดกิจกรรมเพื่อสังคมตามโครงการ “ช่วยกันด้วยใจ ปันน้ำใจให้น้อง” ปีที่ 12 ณ โรงเรียนบ้านดงอินตา ต.บ้านเหล่า อ.แม่ใจ จ.พะเยา เพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพเยาวชนในพื้นที่

    ภายในงานมีการมอบทุนการศึกษา จำนวน 20 ทุน พร้อมมอบอุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา เครื่องใช้ไฟฟ้า และสิ่งของจำเป็นสำหรับการเรียนการสอน รวมทั้งเลี้ยงอาหารกลางวันและขนมแก่นักเรียน นอกจากนี้ยังจัดกิจกรรมสอนทักษะฟุตบอลโดยทีมผู้ฝึกสอน เพื่อเสริมสร้างทักษะด้านกีฬาและแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ

    นายรัชพล งามกระบวน ประธานชมรมสถานีวิทยุจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ชมรมฯ เกิดจากการรวมตัวของสถานีวิทยุกระจายเสียงคลื่นหลัก 7 สถานีในจังหวัดเชียงราย และได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมร่วมกับภาคเอกชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการ “ปันน้ำใจให้น้อง” จัดขึ้นเป็นปีที่ 12 แล้ว เพื่อร่วมกันแบ่งปันและสร้างโอกาสให้กับเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล

    ด้านนายนิธิศ ไชยปีน ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดงอินตา กล่าวขอบคุณชมรมสถานีวิทยุจังหวัดเชียงรายและบริษัท ทวียนต์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ที่ให้การสนับสนุนทุนการศึกษา อุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา รวมถึงอาหารกลางวันในครั้งนี้ พร้อมยืนยันว่าจะนำสิ่งของที่ได้รับไปใช้ประโยชน์และดูแลรักษาให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเด็กนักเรียน

    สำหรับโรงเรียนบ้านดงอินตา เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก เปิดสอนตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 1 ปัจจุบันมีนักเรียนทั้งหมด 103 คน แบ่งเป็นนักเรียนชาย 47 คน และหญิง 56 คน

    กิจกรรมครั้งนี้ไม่เพียงเติมเต็มด้านอุปกรณ์และทุนการศึกษาเท่านั้น แต่ยังสร้างรอยยิ้ม ความสุข และแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ ในพื้นที่ สะท้อนพลังความร่วมมือของภาคสื่อมวลชนและภาคเอกชนในการขับเคลื่อนสังคมแห่งการแบ่งปันอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3882053/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UKdOq8RfVrMHC7CBjmog2

  • มูลนิธิเพื่อเด็กและคนพิการ ประกาศรางวัลการประกวดเขียนเรียงความ พร้อมมอบทุนการศึกษา

    มูลนิธิเพื่อเด็กและคนพิการ ประกาศรางวัลการประกวดเขียนเรียงความ พร้อมมอบทุนการศึกษา

    วันเสาร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.31 น.

    มูลนิธิเพื่อเด็กและคนพิการ จัดงานประกาศผลรางวัล การประกวดเขียนเรียงความเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษา และความคิดสร้างสรรค์ ประจำปี’69 พร้อมดึง 2 ดารา-นักเขียนดัง อาย-กมลเนตร เรืองศรี เต็ก-ชัยรัตน์ พิพิธพัฒนาปราปต์ เจ้าของผลงาน กาหลมหรทึก ร่วมขึ้นเวทีเสวนา พร้อมมอบทุนการศึกษา นักเรียนด้อยโอกาส, นิสิต, นักศึกษา ฯลฯ

    มูลนิธิเพื่อเด็กและคนพิการ โดยการสนับสนุน ของ บริษัท อาร์ ซี แอล จำกัด (มหาชน) จัดงานประกาศผลรางวัล การประกวดเขียนเรียงความเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษา และความคิดสร้างสรรค์ ของเด็กและเยาวชน ชิงทุนการศึกษา ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 (รับโล่เกียรติยศ จากท่านองคมนตรี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ เกษม วัฒนชัย) พร้อมจัดการเสวนา โดย คุณอาย-กมลเนตร เรืองศรี นักแสดงหญิงชื่อดัง, คุณเต็ก-ชัยรัตน์ พิพิธพัฒนาปราปต์ เจ้าของผลงาน กาหลมหรทึก และ อาจารย์ธรรมวัฒน์ พัฒนาสุทธินนท์ จาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมการมอบทุนการศึกษา ให้กับ นักเรียนด้อยโอกาส, นิสิต, นักศึกษา ฯลฯ

    นายเอกกมล แพทยานันท์ ประธานมูลนิธิเพื่อเด็กและคนพิการ กล่าวว่า มูลนิธิเพื่อเด็กและคนพิการ ตระหนักถึงความสำคัญของภาษาไทยและการพัฒนาทักษะการเขียนของเด็กและเยาวชน มูลนิธิฯ จึงจัดโครงการเขียนเรียงความ เพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชน ชิงทุนการศึกษา ครั้งที่ 2 เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้ตระหนักรักษ์ในภาษาไทย และเป็นเวทีในการแสดงความคิด ทัศนคติของตนเองถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องราวอย่างสร้างสรรค์ ผ่านกระบวนการเขียนเรียงความที่ถูกต้องตามหลักภาษาไทย

    โครงการประกวดการเขียนเรียงความ เพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาและความคิดสร้างสรรค์ ของเด็กและเยาวชน ชิงทุนการศึกษา ครั้งที่ 2 (รับโล่รางวัลเกียรติยศองคมนตรี) โดย มูลนิธิเพื่อเด็กและคนพิการ มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาทักษะการใช้ภาษาไทย ให้กับเด็กกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ เพื่อให้นักเรียน นิสิต และนักศึกษา เห็นคุณค่าของวิชาภาษาไทย และได้แสดงความสามารถทางภาษาไทย ต่อสาธารณะชน เพื่อให้นักเรียน นิสิต และนักศึกษา ได้พัฒนาทักษะด้านการเขียนเรียงความของตนเองให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้นักเรียน นิสิต และนักศึกษา ได้พัฒนากระบวนการคิด การค้นคว้าข้อมูล และจินตนาการผ่านการเขียนเรียงความ

    ในโอกาสนี้ ยังมีการจัดการเสวนา เรื่อง นักเขียนรุ่นใหม่ในยุค AI เสาวนาโดย คุณอาย-กมลเนตร เรืองศรี นักแสดงหญิง นักเขียน และคอลัมนิสต์ประจำนิตยสาร a day, คุณเต็ก-ชัยรัตน์ พิพิธพัฒนาปราปต์ นักเขียนเจ้าของนามปากกา ปราปต์ เจ้าของผลงาน กาหลมหรทึก และ อาจารย์ธรรมวัฒน์ พัฒนาสุทธินนท์ อาจารย์ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (กรรมการตัดสินการประกวดเรียงความ)

    พิธีมอบทุนการศึกษา นักเรียนด้อยโอกาส โรงเรียนวัดสังวรพิมลไพบูลย์ (จันทานุกูล) จ.นนทบุรี, นักเรียนด้อยโอกาส ในพื้นที่ กทม. และนักเรียนตาบอด โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ มอบทุนโดย นางสาวรัชฎาภรณ์ โพธิ์ทอง กรรมการและเลขานุการมูลนิธิเพื่อเด็กและคนพิการ, นิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, นักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มอบทุนโดย นายเอกกมล แพทยานันท์ ประธานมูลนิธิเพื่อเด็กและคนพิการ

    การประกาศผลรางวัลนักเรียน/นักศึกษา ที่ได้รับรางวัลของแต่ละระดับชั้น พร้อมทั้งการอ่านผลงานที่ได้รับรางวัล มีดังนี้

    รางวัลพิเศษ “ความตั้งใจดี” ได้รับทุนการศึกษา 3,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร (8 รางวัล) มอบรางวัลโดย นางสาวธนาพันธ์ เค้าสิม เจ้าหน้าที่ส่วนงานอาสาสมัคร โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ ได้แก่

    1. ด.ช.ธนาภัทร สุขไสย โรงเรียนวัดแม่เตย จ.สงขลา

    2. ด.ญ.น้ำหวาน โรงเรียนวัดเมืองสาตร จ.เชียงใหม่

    3. ด.ญ.ป้อม พรหมพรรณ โรงเรียนปริยัติรังสรรค์ จ.เพชรบุรี

    4. น.ส.จิรัชญา จวงเงิน โรงเรียนนครขอนแก่น จ.ชัยภูมิ

    5. น.ส.เอมี่ โรงเรียนกะปงพิทยาคม จ.พังงา

    6. นายอัครเดช โคตรนายูง มหาวิทยาลัยรามคำแหง กรุงเทพฯ

    7. ด.ช.ปรัชญา เอสุจินต์ โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ กรุงเทพฯ

    8. ด.ญ.แสงคำ โรงเรียนวัดสังวรพิมลไพบูลย์ (จันทานุกูล) จ.นนทบุรี

    รางวัลชนะเลิศ ระดับประถมศึกษาตอนต้น ในหัวข้อ “คนพิเศษของฉัน” มอบรางวัลโดย อาจารย์ธรรมวัฒน์ พัฒนาสุทธินนท์ อาจารย์ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้แก่ ด.ญ.จิณห์วรา ครุฑจันทร์ ป.3 โรงเรียนบ้านหนองมะค่า จ.ลพบุรี ได้รับทุนการศึกษา 3,000 บาท โล่เกียรติยศ พร้อมเกียรติบัตร

    รางวัลชนะเลิศ ระดับประถมศึกษาตอนปลาย ในหัวข้อ “สิ่งที่ฉันประทับใจ” มอบรางวัลโดย อาจารย์ ดร. นริศรา หาสนาม อาจารย์ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้แก่ ด.ญ.กัญญารัตน์ อินเพ็ชร ป.6 โรงเรียนวัดท่าข้าม จ.สุพรรณบุรี ได้รับทุนการศึกษา 5,000 บาท โล่เกียรติยศ พร้อมเกียรติบัตร

    รางวัลชนะเลิศ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในหัวข้อ “แต่เล็กจนโตความฝันที่เป็นจริง และความฝันที่เปลี่ยนแปลง” มอบรางวัลโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิทธิธรรม อ่องวุฒิวัฒน์ อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้แก่ ด.ญ.ณัฐธิดา งามมี ม.2 โรงเรียนชุมชนเลิศพินิจพิทยาคม จ.ปทุมธานี ได้รับทุนการศึกษา 10,000 บาท โล่เกียรติยศ พร้อมเกียรติบัตร

    รางวัลชนะเลิศ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ในหัวข้อ “Ai คือเพื่อน หรือแค่เสมือนคนรู้จัก” หรือ หัวข้อ “สังคมผู้สูงอายุ โอกาสและความท้าทายของอนาคตประเทศไทย” มอบรางวัลโดย นางสาวรัชฎาภรณ์ โพธิ์ทอง กรรมการและเลขานุการมูลนิธิเพื่อเด็กและคนพิการ ได้แก่ นายอิรฟาน สามะ ม.5 โรงเรียนอุดมศาสน์วิทยา จ.ยะลา ได้รับทุนการศึกษา 15,000 บาท โล่เกียรติยศ พร้อมเกียรติบัตร

    รางวัลชนะเลิศ ระดับอุดมศึกษา (ปริญญาตรี) หรือเทียบเท่า ในหัวข้อ “อิทธิพลของสื่อ และการใช้ภาษา ต่อการสร้างเจตคติของสังคมที่มีต่อคนพิการ” หรือ หัวข้อ “เงินตรา คุณค่า และความสุขของมนุษย์” มอบรางวัลโดย นายเอกกมล แพทยานันท์ ประธานมูลนิธิเพื่อเด็กและคนพิการ ได้แก่ นางสาวณิชกานต์ ลี้สกุล นักศึกษาชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับทุนการศึกษา 20,000 บาท โล่เกียรติยศ พร้อมเกียรติบัตร

    การจัดโครงการประกวดการเขียนเรียงความในครั้งนี้ คาดว่า จะทำให้ นักเรียน, นักศึกษา สามารถพัฒนาทักษะการใช้ภาษาไทย ให้กับเด็กกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ, ได้เห็นคุณค่าของวิชาภาษาไทยและได้แสดงความสามารถทางภาษาไทยให้ปรากฏต่อสาธารณะชน, ได้พัฒนาทักษะด้านการเขียนเรียงความของตนเองให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และได้พัฒนากระบวนการคิด การค้นคว้าข้อมูล และจินตนาการผ่านการเขียนเรียงความ มูลนิธิฯ ขอขอบคุณคุณครู ผู้ปกครอง และน้องๆ ทุกคน ที่ให้ความสนใจโครงการประกวดเรียงความฯ ของเรา สำหรับใครที่ไม่ได้รางวัลในปีนี้ ขอให้มาพยายามด้วยกันใหม่ในปีหน้า ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ inbox : เพจมูลนิธิเพื่อเด็กและคนพิการ, Line OA : @283muxxy, Tel : 095-9295163, Website : www.childrenandpwds.org, YouTube : https://www.youtube.com/@Fcd2003

    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : โทร. 083-483-1618, 096-170-8638

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/947193&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03RR3qz9yHxak6X4CiceLe

  • ลุ้น! ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย กทม. 2569 ได้บรรจุเติมอัตราว่าง

    ลุ้น! ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย กทม. 2569 ได้บรรจุเติมอัตราว่าง

    ลุ้น งานราชการ 2569 ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย กทม. 2569 มียอดผู้สอบผ่านพุ่ง 1.5 หมื่นคน วันนี้ถึงคิวสอบสัมภาษณ์ ได้บรรจุเติมอัตราว่าง เช็กวันประกาศรายชื่อตัวจริง เมษายนนี้

    ใครจะได้เป็นครู? ลุ้นระทึก! งานราชการ 2569 ประกาศ ผลสอบครูผู้ช่วย กทม. 2569 มียอดผู้สอบผ่านพุ่ง 1.5 หมื่นคน วันนี้ถึงคิว สอบสัมภาษณ์ ได้บรรจุเติมอัตราว่าง เช็กวันประกาศรายชื่อผู้ชนะตัวจริง เมษายนนี้ พร้อมเปิดช่องทางดูผลสอบด่วน

    ลุ้น! ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย กทม. 2569 ได้บรรจุเติมอัตราว่าง

    กทม. ตรวจเข้มสัมภาษณ์ภาค ค “รองผู้ว่าฯ ศานนท์” ให้กำลังใจว่าที่ครูใหม่

    วันนี้ 14 กุมภาพันธ์ 2569 นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตรวจเยี่ยม พร้อมพูดคุยให้กำลังใจแก่ว่าที่ ครูผู้ช่วยกทม. ในการสอบภาค ค ความเหมาะสมกับวิชาชีพครู (สัมภาษณ์) ตำแหน่งครูผู้ช่วย โดยมีนางสาวพิศมัย เรืองศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา พร้อมด้วยนางธัญรัศม์ สร้อยสยัมภู,

    นายโกศล สิงหนาท รองผู้อำนวยการสำนักการศึกษา นางสาวรพีพรรณ กี่จนา ผู้อำนวยการส่วนบริหารอัตรากำลัง และเจ้าหน้าที่สำนักงานการเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับ และนำตรวจเยี่ยม ณ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

    ลุ้น! ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย กทม. 2569 ได้บรรจุเติมอัตราว่าง

    ลุ้น! ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย กทม. 2569 ได้บรรจุเติมอัตราว่าง

    ลุ้น! ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย กทม. 2569 ได้บรรจุเติมอัตราว่าง

    เจาะสถิติคนสอบพุ่งพุ่ง 2.8 หมื่นคน! ใครจะอยู่ใครจะไปใน 13 กลุ่มวิชา?

    สำหรับการสอบครั้งนี้ กทม. เปิดรับสมัครใน 13 กลุ่มวิชา ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมหาศาล

    • ผู้สมัครสอบทั้งหมด: 28,125 คน
    • ฝ่าด่านข้อเขียน (ภาค ก และ ข): 15,402 คน
    • เป้าหมาย: บรรจุทดแทนอัตราว่างให้เต็มพิกัด เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาโรงเรียนสังกัด กทม.

    เปิดตารางสอบสัมภาษณ์ 14-15 ก.พ. แบ่งกลุ่มวิชาชัดเจน

    การสอบสัมภาษณ์ภาค ค ความเหมาะสมกับวิชาชีพครู ถูกแบ่งออกเป็น 2 วัน ดังนี้

    • วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569: กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป และอนุบาลศึกษา
    • วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569: กลุ่มภาษาอังกฤษ, แนะแนว, นาฏศิลป์, ดนตรีสากล, ดนตรีไทย, คหกรรม, ประถมศึกษา, บรรณารักษ์, เกษตรกรรม, วัดผล และพลศึกษา

    หมายเหตุ: กทม. ได้จัดสนามสอบพิเศษเพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการอย่างเท่าเทียมตามนโยบาย Inclusive City

    ลุ้น! ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย กทม. 2569 ได้บรรจุเติมอัตราว่าง

    ลุ้น! ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย กทม. 2569 ได้บรรจุเติมอัตราว่าง

    ลุ้น! ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย กทม. 2569 ได้บรรจุเติมอัตราว่าง

    ปักหมุดรอ! ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย กทม. 2569 วันไหน? เช็กได้ที่นี่

    ข่าวดีสำหรับผู้เข้าสอบทุกคน กรุงเทพมหานครเตรียมสรุปคะแนนและ ประกาศรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ภายในเดือนเมษายน 2569 โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อได้ผ่านช่องทางหลัก ดังนี้

    • เว็บไซต์: teacherbkk.thaijobjob.com
    • Facebook: สำนักการศึกษา กทม.
    • Facebook: สำนักงานการเจ้าหน้าที่ สกจ.สนศ. สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร

    ลุ้น! ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย กทม. 2569 ได้บรรจุเติมอัตราว่าง

    ลุ้น! ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย กทม. 2569 ได้บรรจุเติมอัตราว่าง

    อ้างอิง-ภาพ : สำนักการศึกษา กทม.
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1221278&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20nwp-1DI8uavdnoPOMNh2

  • ไฟ-ฟ้า โดย ทีทีบี รวมพลังเยาวชนลดการบูลลี่

    ไฟ-ฟ้า โดย ทีทีบี รวมพลังเยาวชนลดการบูลลี่

    โครงการ “เท่อย่างไทย โดยไฟ-ฟ้า ทีทีบี” เดินหน้ารณรงค์ต่อต้านการบูลลี่ในสถานศึกษาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ผ่านการจัดประกวดโครงงาน “เท่ได้ ต้องไม่บูลลี่” ชิงถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนการศึกษา เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพ มีส่วนร่วมในการสร้างการเปลี่ยนแปลง และร่วมผลักดันให้สภาพแวดล้อมในโรงเรียนปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยผลงานกว่า 220 โครงงานที่ส่งเข้าประกวด ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงพลังความคิดสร้างสรรค์และความตั้งใจของเยาวชน ซึ่งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิได้คัดเลือกผลงานที่โดดเด่นด้านความแปลกใหม่ การต่อยอด และการนำไปใช้จริง เพื่อเป็นต้นแบบในการขยายผลต่อไป

    นางสาวมาริสา จงคงคาวุฒิ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้าสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ทีทีบี กล่าวว่า “เพราะเราเชื่อว่า โรงเรียนที่ปราศจากการบูลลี่ คือ จุดเริ่มต้นของการสร้างสังคมที่เคารพคุณค่าความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง จึงได้สนับสนุนการจัดการแข่งขันประกวด “โครงงาน เท่ได้..ต้องไม่บูลลี่” ซึ่งเป็น 1 ในกิจกรรมหลักภายใต้โครงการ “เท่อย่างไทย” โดยไฟ-ฟ้า ทีทีบี เพื่อเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้เด็ก ๆ ได้แสดงศักยภาพและเติบโตอย่างมั่นใจ ตอกย้ำปรัชญา Make REAL Change ที่ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายให้กับสังคม

    เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีการจัดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ “โครงงาน เท่ได้..ต้องไม่บูลลี่” มีน้อง ๆ จากหลายโรงเรียนที่ผ่านรอบคัดเลือกเข้ามาร่วมโชว์ไอเดียกันอย่างเต็มที่ โดยการประกวดครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเวทีให้เยาวชนแสดงความคิดสร้างสรรค์ แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้เด็กได้คิด และ ลงมือทำจริง พร้อมปลูกฝังคุณค่าของการเคารพ ความเข้าใจ และการอยู่ร่วมกันอย่างแตกต่าง โดยมุ่งหวังให้การรณรงค์ต่อต้านการบูลลี่เกิดขึ้นจากภายใน และเติบโตจนกลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ในโรงเรียน” มาริสากล่าว

    ปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความเข้าใจและตระหนักรู้ ในยุคโซเชียลเปราะบาง
    อาจารย์ศศกร วิชัย รองผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในการตัดสินรอบชิงชนะเลิศ ให้ความเห็นว่า “จากภาพรวมของโครงงานสะท้อนว่า เยาวชนไม่เพียงเข้าใจโจทย์อย่างแท้จริง แต่ยังนำไปประยุกต์ใช้กับบริบทของโรงเรียนได้อย่างสร้างสรรค์ และมีการต่อยอดไปถึงการสร้างสังคมให้น่าอยู่ รวมถึงเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ยั่งยืน ขอขอบคุณโครงการเท่อย่างไทย โดยไฟ-ฟ้า ทีทีบี ที่ให้โอกาสเยาวชนได้สร้างสรรค์ผลงานผ่านโจทย์ที่แฝงไปด้วยเรื่องราวของความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม ซึ่งจะช่วยสร้างเมล็ดพันธุ์ที่ดีมีภูมิคุ้มกัน กลายเป็นความหวังของสังคมในปัจจุบันและอนาคตได้ต่อไป”

    จาก “ความต่าง” สู่ “พลังบวก” เสียงสะท้อนจากกลุ่มชาติพันธุ์และผู้บกพร่องทางการได้ยินสะท้อนให้เห็นว่า “ความแตกต่างไม่ใช่จุดอ่อน” ทำให้กลุ่มเยาวชนผู้บกพร่องทางการได้ยินจากโรงเรียนเศรษฐเสถียร กรุงเทพฯ คว้ารางวัลชนะเลิศระดับชั้นมัธยมต้น และรางวัลชนะเลิศระดับชั้นมัธยมปลาย เป็นของโรงเรียนออมก๋อยวิทยา จ.เชียงใหม่

    น้อง ๆ กลุ่มชาติพันธุ์ โรงเรียนออมก๋อยวิทยา จ.เชียงใหม่ ผู้ชนะเลิศระดับชั้นมัธยมปลาย บอกว่า ที่โรงเรียนมีหลากหลายชาติพันธุ์ และมีความไม่เข้าใจในวัฒนธรรมของแต่ละชนเผ่า เกิดปัญหาการบูลลี่กันเยอะ จึงใช้แนวคิด “แตกต่างกันได้ แต่ต้องเคียงข้างกันอย่างให้เกียรติ” มาเป็นจุดขายหลักพร้อมทั้งกระตุ้นให้นำคำบูลลี่มาเป็นพลังบวก โดยเน้นสร้างคอนเทนท์ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นความสนใจของเพื่อนในโรงเรียน และภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือนเรามีแกนนำจิตอาสาเพิ่มขึ้นและสามารถลดพฤติกรรมการบูลลี่ในโรงเรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม ต้องขอบคุณการสนับสนุนจากไฟ-ฟ้า โดย ทีทีบี ที่มีโครงการดี ๆ มาเป็นจุดเริ่มต้นในโรงเรียน ซึ่งจะมีการวางแผนส่งต่อให้รุ่นน้อง

    ปลุกความกล้า ปล่อยเด็กคิดนอกกรอบอย่างสร้างสรรค์
    ด้านมุมมองของคณะครูที่ปรึกษา โรงเรียนออมก๋อยวิทยา กล่าวว่า เด็กกลุ่มนี้ไม่ใช่เด็กกิจกรรม ไม่กล้าแสดงออก แต่มีไฟที่อยากเปลี่ยนทัศนคติการบูลลี่เรื่องชาติพันธุ์ เพราะเคยโดนมาก่อน ซึ่งความท้าทายของครู คือ การทำให้เด็กมีความคิดนอกกรอบอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้กิจกรรมประสบความสำเร็จมากที่สุด โดยทั้งหมดนี้เป็นกิจกรรมที่เด็กคิดเองและลงมือศึกษา ส่วนครูเป็นเพียงผู้ให้คำแนะนำ ไม่ได้ตัดสินใจแทน และวันนี้ดีใจมากที่ความทุ่มเทของเด็ก ๆ มีรางวัลชนะเลิศเป็นผลตอบแทน

    สามารถติดตามประกาศผลรางวัลต่าง ๆ และรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ “เท่อย่างไทย” โดย “ไฟ-ฟ้า ทีทีบี” ได้ที่ www.เท่อย่างไทย.com และติดตามกิจกรรมเพื่อสังคมอื่น ๆ ได้ที่ www.ttbfoundation.org

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/278057&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AU7gw8_OUuDw8FxRXaFc_

  • อ้างอิงตามหลักวิทยาศาสตร์ “5 กีฬาที่ใช้แรงเยอะที่สุด” บางอันดับมีเซอร์ไพรส์!

    อ้างอิงตามหลักวิทยาศาสตร์ “5 กีฬาที่ใช้แรงเยอะที่สุด” บางอันดับมีเซอร์ไพรส์!

    คำถามว่า กีฬาไหนใช้แรงเยอะที่สุด?” ไม่ได้วัดกันแค่ความเหนื่อยหรือความรู้สึกของผู้เล่นเท่านั้น

    แต่ในทางวิทยาศาสตร์จะพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น การใช้พลังงานของร่างกาย (แคลอรีที่เผาผลาญ), ค่า VO₂ max หรือความสามารถในการใช้ออกซิเจนของร่างกาย, ความทนทานของกล้ามเนื้อ รวมถึงความหนักของแรงปะทะ

    เมื่อพิจารณาจากตัวชี้วัดทางวิทยาศาสตร์การกีฬา พบว่ามีกีฬาหลายประเภทที่ต้องใช้พลังงานระดับสูงสุดของร่างกายมนุษย์ ซึ่งแต่ละชนิดมีความหนักในรูปแบบแตกต่างกัน ทั้งการใช้พลังงานต่อเนื่อง ความเข้มข้นของแรง หรือการใช้กล้ามเนื้อทั้งร่างกายพร้อมกัน

    และนี่คือ 5 อันดับกีฬาที่ผู้เล่นต้องใช้แรงมากที่สุดในแง่วิทยาศาสตร์

    san

    1. มวย — ใช้พลังงานทั้งร่างกายพร้อมกัน

    กีฬามวย ถูกยกให้เป็นหนึ่งในกีฬาที่ใช้พลังงานสูงที่สุด เพราะต้องอาศัยทั้งแรงระเบิด ความเร็ว ความอึด และสมาธิในเวลาเดียวกัน ผู้เล่นต้องเคลื่อนไหวตลอดเวลา ทั้งหลบ โจมตี และป้องกันตัว ส่งผลให้กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายทำงานพร้อมกัน

    นักวิทยาศาสตร์พบว่า การชกมวยสามารถเผาผลาญพลังงานได้ประมาณ 800–1,200 แคลอรีต่อชั่วโมง และเป็นกีฬาที่ใช้ทั้งระบบแอโรบิก (ความอึด) และแอนแอโรบิก (แรงระเบิด) พร้อมกัน จึงถูกจัดว่าเป็นการออกกำลังกายแบบใช้ร่างกายทั้งตัวที่หนักที่สุดประเภทหนึ่ง

    pourquoi-la-distance-dun-mara

    2. มาราธอน — การทดสอบขีดจำกัดความอึดของมนุษย์

    การวิ่งระยะไกลอย่าง มาราธอน ถือเป็นการใช้พลังงานต่อเนื่องยาวนานที่สุดของร่างกายมนุษย์ ระยะทางกว่า 42.195 กิโลเมตร ทำให้ร่างกายต้องใช้พลังงานสะสมจนเกือบหมด และสร้างความเครียดต่อระบบหัวใจและกล้ามเนื้ออย่างมาก

    นักวิ่งมาราธอนสามารถใช้พลังงานได้มากถึง 2,500–3,500 แคลอรีต่อการแข่งขัน และนักกีฬาระดับโลกมักมีค่า VO₂ max สูงมาก แสดงถึงความสามารถในการใช้ออกซิเจนที่ยอดเยี่ยม แม้จะไม่มีแรงปะทะหรือแรงระเบิดมาก แต่เป็นกีฬาที่ใช้พลังงานยาวนานและต่อเนื่องที่สุด

    000-67z26af

    3. จักรยานทางไกล — ใช้พลังงานสะสมสูงที่สุด

    การแข่งขันจักรยานทางไกลระดับอาชีพ เช่น ตูร์ เดอ ฟรองซ์ ถือเป็นกิจกรรมกีฬาที่ใช้พลังงานรวมสูงที่สุด เนื่องจากนักกีฬาต้องแข่งขันหลายชั่วโมงต่อวัน และแข่งต่อเนื่องหลายวันติดต่อกัน

    ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์พบว่านักปั่นจักรยานระดับอาชีพอาจใช้พลังงานมากถึง 5,000–7,000 แคลอรีต่อวัน กล้ามเนื้อขาทำงานอย่างหนักต่อเนื่อง และระบบหัวใจต้องทำงานในระดับสูงตลอดเวลา จึงเป็นกีฬาที่ใช้พลังงานสะสมมากที่สุดในโลกกีฬา

    d4k99

    4. MMA — ความหนักทั้งแรงปะทะและแรงระเบิด

    กีฬา MMA เป็นการผสมผสานหลายศาสตร์การต่อสู้ เช่น มวย มวยปล้ำ และยูโด ทำให้ผู้เล่นต้องใช้แรงต้านจากคู่ต่อสู้ตลอดเวลา พร้อมกับใช้แรงระเบิดและความอึดสลับกันอย่างต่อเนื่อง

    การศึกษาทางสรีรวิทยาพบว่า นักกีฬา MMA มีอัตราการเต้นหัวใจสูงถึง 85–95% ของระดับสูงสุดของร่างกาย และต้องใช้กล้ามเนื้อทั้งตัวอย่างเข้มข้น จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในกีฬาที่ใช้แรงต่อวินาทีสูงที่สุด

    eqewavlmdvta3epmqyb3

    5. ฮอกกี้น้ำแข็ง — ความเข้มข้นสูงที่สุดต่อนาที

    ฮอกกี้น้ำแข็ง มีลักษณะเด่นคือการเคลื่อนไหวเร็ว การเร่งสปีดสั้นๆ ซ้ำๆ และแรงปะทะสูง ผู้เล่นต้องเปลี่ยนทิศทางตลอดเวลา ทำให้หัวใจเต้นใกล้ระดับสูงสุดในช่วงการแข่งขัน

    แม้จะเล่นเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่มีความเข้มข้นสูงมาก โดยสามารถใช้พลังงานประมาณ 700–1,000 แคลอรีต่อชั่วโมง จึงถือเป็นหนึ่งในกีฬาที่ใช้แรงมากที่สุดเมื่อวัดจากความหนักต่อหน่วยเวลา

    สรุป: กีฬาไหนใช้แรงมากที่สุดในโลก?

    จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์พบว่า แต่ละกีฬามีความหนักต่างกันตามลักษณะการใช้พลังงาน โดย จักรยานทางไกล ใช้พลังงานรวมสูงที่สุด, มาราธอน ใช้พลังงานต่อเนื่องยาวนานที่สุด ส่วน มวย และ MMA ใช้แรงทั้งร่างกายอย่างเข้มข้นที่สุด

    โดยภาพรวม นักวิทยาศาสตร์การกีฬามักยกให้ มวย และ จักรยานทางไกลระดับอาชีพ เป็นกีฬาที่ใช้แรงหนักที่สุดของมนุษย์ เนื่องจากต้องใช้ทั้งความอึด ความแข็งแรง และพลังงานในระดับสูงสุดพร้อมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/sport/1632481/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S6hfJXXQGIo12IfptJ_tb