Category: วัฒนธรรม

  • เปิดหลักสูตร วปอ.บอ. รุ่น 3 ปลุกผู้นำรับมือภัยความมั่นคงโลกยุคใหม่

    เปิดหลักสูตร วปอ.บอ. รุ่น 3 ปลุกผู้นำรับมือภัยความมั่นคงโลกยุคใหม่

    เปิดหลักสูตร วปอ.บอ. รุ่น 3 ปลุกผู้นำรับมือภัยความมั่นคงโลกยุคใหม่

    ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เปิดหลักสูตร ‘มินิ วปอ.’ รุ่น 3 ปลุกผู้นำแห่งอนาคตเตรียมพร้อมรับมือภัยความั่นคงโลกยุคใหม่

    พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานในพิธีเปิดหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร สำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต (วปอ.บอ.) รุ่นที่ 3 ประจำปีการศึกษา 2569 ณ ห้องประชุมวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร พร้อมด้วยผู้แทนจากเหล่าทัพ อาทิ พลเอก อัฏฐพล ลัดใหม่กุลวัฒน์ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก พลเรือเอก นเรศ วงศ์ตระกูล ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ พลอากาศเอก อิทธพร คณะเจริญ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพอากาศ พลตำรวจโท ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยมี พลโท ทักษิณ ศิริสิงห ผู้อํานวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กล่าวรายงาน

    เปิดหลักสูตร วปอ.บอ. รุ่น 3 ปลุกผู้นำรับมือภัยความมั่นคงโลกยุคใหม่ พล.ท.ทักษิณ กล่าวว่า หลักสูตร วปอ.บอ. เริ่มต้นเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ระยะเวลาการศึกษา 6 เดือน ประกอบด้วยนักศึกษาจำนวน 231 คน ได้แก่ ข้าราชการทหาร ตำรวจ 58 คน ข้าราชการพลเรือน 49 คน ข้าราชการการเมือง 5 คน เจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ 7 คน เจ้าหน้าที่องค์กรอิสระ 5 คนและบุคลากรจากภาคเอกชน 107 คน โดยมีการเรียนรู้ในหลากหลายมิติและการถกแถลงเพื่อที่จะนำมาสู่การเสนอนโยบายสู่ภาครัฐต่อไปในก่อนการสำเร็จการศึกษา

    เปิดหลักสูตร วปอ.บอ. รุ่น 3 ปลุกผู้นำรับมือภัยความมั่นคงโลกยุคใหม่

    ด้าน พล.อ.อุกฤษฎ์ กล่าวปาฐกถาในพิธีเปิดหลักสูตร วปอ.บอ. โดยมีใจความสำคัญว่า หลักสูตรนี้คือจุดเริ่มต้นพันธกิจร่วมกันในการออกแบบอนาคตด้านความมั่นคงของประเทศไทย ทุกคนเป็นผู้แทนหลากภาคส่วนที่เป็นกำลังสำคัญของประเทศไทย ทำให้เห็นว่าเรามีทุนมนุษย์อันเข้มแข็งพร้อมที่จะพัฒนาชาติต่อไป

    อย่างไรก็ตาม โลกปัจจุบันไม่ได้เผชิญภัยคุกคามแบบเดิม แต่ได้แปรรูปและแผ่ขยายเข้าสู่มิติที่ซับซ้อน อาทิ เศรษฐกิจดิจิทัล สงครามข้อมูล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ สิ่งแวดล้อม ภูมิรัฐศาสตร์ ฯลฯ ซึ่งบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยิ่งยวด รวดเร็วและเงียบงั้น ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องสร้างความพร้อมทั้งด้านเศรษฐกิจ ดิจิทัล ข้อความมูลข่าวสาร และความพร้อมของผู้นำ รวมทั้งสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชนให้เป็นพลังร่วมที่แข็งแกร่ง

    เปิดหลักสูตร วปอ.บอ. รุ่น 3 ปลุกผู้นำรับมือภัยความมั่นคงโลกยุคใหม่

    พล.อ.อุกฤษฎ์ กล่าวว่า หลักสูตร วปอ.บอ. เป็นเวทีในการคิดเชิงระบบ ฝึกการตัดสินใจในมิติที่ซับซ้อน พร้อมเชื่อมโยงทุกมิติให้เป็นภาพเดียวกัน เพราะภัยคุกคามแบบใหม่ไม่แยกส่วน เราต้องหาวิธีการรับมือที่บูรณาการทุกภาคส่วนเช่นกัน ทั้งนี้ พล.อ.อุกฤษฎ์ ยังกล่าวย้ำว่า หลักสูตรนี้จะสร้างทุน 3 ประการที่สำคัญ คือ ทุนทางปัญญา ทุนทางเครือข่าย และทุนทางคุณธรรม ที่ยึดประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นศูนย์กลาง ความมั่นคงที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากรากฐานของสังคมที่เข้มแข็ง ใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาประเทศชาติให้สมดุล มั่นคงและยั่งยืน พร้อมกับยืนหยัดอย่างสง่างามในเวทีโลก ต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างสถาบันที่เข้มแข็ง โปร่งใสและปรับตัวได้รวดเร็ว เพราะความมั่นคงของชาติในศตวรรษที่ 21 คือความสามารถในการปรับตัวให้เร็วกว่าแรงกระแทกของโลก

    “ผมเชื่อว่าทุกท่านจะไม่เป็นเพียงผู้บริหารที่เก่ง แต่เป็นผู้นำแห่งอนาคตที่กล้าคิดใหม่ ทำจริง และร่วมกันขับเคลื่อนประเทศสู่ความมั่นคงทันสมัย แข่งขันได้ และยั่งยืน อนาคตของประเทศไทยจะมั่นคงได้ก็ด้วยความร่วมมือของพวกเราทุกคน” พล.อ.อุกฤษฎ์ กล่าว

    เปิดหลักสูตร วปอ.บอ. รุ่น 3 ปลุกผู้นำรับมือภัยความมั่นคงโลกยุคใหม่ เปิดหลักสูตร วปอ.บอ. รุ่น 3 ปลุกผู้นำรับมือภัยความมั่นคงโลกยุคใหม่ เปิดหลักสูตร วปอ.บอ. รุ่น 3 ปลุกผู้นำรับมือภัยความมั่นคงโลกยุคใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862323&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1O9Y9Kqt36Ejf6_0AtTyLJ

  • ดราม่า “รับปริญญาอนุบาล” จำเป็นจริงหรือแค่สิ้นเปลือง? หวั่นทำชุดครุยด้อยค่า-สร้างภาระผู้ปกครอง | เดลินิวส์

    ดราม่า “รับปริญญาอนุบาล” จำเป็นจริงหรือแค่สิ้นเปลือง? หวั่นทำชุดครุยด้อยค่า-สร้างภาระผู้ปกครอง | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 4 มี.ค. กลายเป็นประเด็นถกเถียงในโลกออนไลน์ หลังสมาชิกเว็บไซต์พันทิปตั้งกระทู้ตั้งคำถามถึงกระแสการจัดพิธีมอบใบประกาศนียบัตรจบการศึกษาระดับอนุบาล ที่ปัจจุบันแทบทุกโรงเรียนมีการจัดงานอย่างเป็นทางการ

    เจ้าของกระทู้ระบุว่า การเข้ารับใบประกาศเมื่อจบปริญญาตรีเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่การจัดงานตั้งแต่ระดับอนุบาลนั้นจำเป็นหรือไม่ พร้อมตั้งคำถามว่า ในอนาคตจะมีพิธีลักษณะเดียวกันในทุกช่วงชั้นหรือไม่ เช่น จบ ป.4, ป.6 หรือ ม.3 และตั้งข้อสังเกตว่า เหตุผลของการจัดงานเป็นเพราะต้องการสร้าง “โมเมนต์” ให้เด็กหรือมีปัจจัยอื่น

    กระทู้ดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้ผู้ใช้งานรายอื่นเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลาย บางส่วนมองว่าเป็นการสร้างความทรงจำที่ดีให้เด็ก เมื่อเติบโตขึ้นจะได้ย้อนกลับมาดูภาพวันสำคัญในวัยเยาว์ อีกทั้งยังเป็นโอกาสให้เพื่อนและครอบครัวได้ร่วมแสดงความยินดี โดยสรุปว่า “เป้าหมายคือความประทับใจ” แต่ขณะเดียวกันก็เสนอว่า ค่าใช้จ่ายในการจัดงานไม่ควรเป็นภาระแก่ผู้ปกครอง

    ขณะที่ความเห็นจากกลุ่มผู้สูงวัยสะท้อนว่า ในอดีตไม่มีพิธีลักษณะนี้ โดยส่วนใหญ่จะมีเพียงพิธีรับปริญญาเมื่อสำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม รุ่นลูกหลานในปัจจุบันกลับมีพิธีรับประกาศหลายช่วงชั้น ตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยมต้น มัธยมปลาย จนถึงปริญญา

    อีกด้านหนึ่ง มีผู้แสดงความกังวลว่าการสวมชุดครุยในระดับอนุบาลอาจทำให้ความหมายของชุดครุยปริญญาดู “ด้อยค่า” ลง พร้อมมองว่าเป็นโครงการที่สิ้นเปลืองและได้ประโยชน์ไม่มากนัก บางรายระบุชัดว่าโดยส่วนตัวไม่ชื่นชอบพิธีการในลักษณะดังกล่าว

    ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวยังคงเป็นที่ถกเถียงในสังคมออนไลน์ สะท้อนมุมมองที่แตกต่างระหว่างคุณค่าทางจิตใจและภาระด้านค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจเป็นโจทย์ให้สถานศึกษาและผู้ปกครองร่วมกันหาจุดสมดุลต่อไปในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5655438/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16YoKPWoA92Mwh7u-SiZLR

  • หมอเกศ โดนแล้ว ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี ปมใช้วุฒิ – อ้างตำแหน่งศาสตราจารย์

    หมอเกศ โดนแล้ว ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี ปมใช้วุฒิ – อ้างตำแหน่งศาสตราจารย์

              ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หมอเกศ 10 ปี ปมวุฒิการศึกษา แอบอ้างตำแหน่งศาสตราจารย์ จูงใจในการเลือกเป็น สว. 

    หมอเกศ โดนแล้ว ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี
    ภาพจาก Instagram dr.kes.keskamol

              วันที่ 4 มีนาคม 2569 จส.100 รายงานว่า ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิการสมัครรับเลือกตั้งของ นางสาวเกศกมล เปลี่ยนสมัย หรือ หมอเกศ เป็นเวลา 10 ปี จากปมทุจริตใช้ตำแหน่งศาสตราจารย์ ชักจูงให้เข้าใจผิดในการคัดเลือก สว. ปี 2567 ซึ่งนางสาวเกศกมล ส่งทนายความมารับฟังคำสั่งแทน

    หมอเกศ โดนแล้ว ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

    ภาพจาก Instagram dr.kes.keskamol

              ทั้งนี้ สืบเนื่องจากกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ให้พิจารณาวินิจฉัยตรวจสอบคุณสมบัติของ สว.เกศกมล เนื่องจากข้อร้องเรียนเกี่ยวกับวุฒิการศึกษา ที่อาจเข้าข่ายเป็นการหลอกลวงให้ผู้อื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณ เพื่อจูงใจให้มีการเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 77 (4)

    หมอเกศ โดนแล้ว ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

    ภาพจาก Instagram dr.kes.keskamol

              โดยศาลฎีการับคำร้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ ลต สว 11/2568 และที่ผ่านมาได้มีการพิจารณาไต่สวนพยานหลักฐานจากทั้งฝ่ายผู้ร้องและผู้คัดค้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/view/252336&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YXJwzcMNrYtzCa15T7fb8

  • แต่งตั้งประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่

    แต่งตั้งประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่

    กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ แต่งตั้ง ‘สารัชต์ รัตนาภรณ์’ ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารไทยพาณิชย์คนใหม่ มีผล 1 พฤษภาคม 2569 นี้

              กรุงเทพฯ, 4 มีนาคม 2569 – กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ แจ้งความคืบหน้าการเปลี่ยนผ่านผู้บริหารระดับสูงของธนาคารไทยพาณิชย์ จากที่ได้แจ้งข่าวไว้เมื่อต้นปีถึงการครบวาระของ ‘คุณกฤษณ์ จันทโนทก’ และประสงค์ไม่ต่อสัญญานั้น ล่าสุด คณะกรรมการบริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) และ คณะกรรมการธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มีมติแต่งตั้ง ‘คุณสารัชต์ รัตนาภรณ์’ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ของธนาคารไทยพาณิชย์ โดยเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เพื่อให้การดำเนินงานในช่วงเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างต่อเนื่องตามกรอบยุทธศาสตร์และแผนงานที่กำหนดไว้ รวมถึงสอดคล้องกับทิศทางของกลุ่มเอสซีบีเอกซ์ต่อไป

              คุณสารัชต์เป็นผู้บริหารที่มีประสบการณ์ในธุรกิจการเงินมากกว่า 30 ปี ครอบคลุมทั้งตลาดเงิน ตลาดทุน การบริหารกลุ่มลูกค้ารายย่อย และลูกค้าองค์กร โดยมีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งและวางรากฐานให้กับ CardX ตั้งแต่ปี 2565 ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ก่อนหน้านั้น คุณสารัชต์ได้สั่งสมประสบการณ์ผ่านตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของธนาคารไทยพาณิชย์ในหลายสายงาน อาทิ ผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดลูกค้าบุคคล ผู้บริหารสูงสุดเครือข่ายสาขา และผู้บริหารสูงสุด Corporate Segment รวมถึงประสบการณ์ในสถาบันการเงินระดับโลก ซึ่งช่วยเสริมความเข้าใจเชิงลึกด้านโครงสร้างธุรกรรมการเงินและการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้าองค์กรระดับสากล

    คุณอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า

              “คุณสารัชต์คือผู้บริหารที่มีความเหมาะสมในบทบาทผู้นำของธนาคารไทยพาณิชย์เป็นอย่างสูง ผ่านประสบการณ์ครบทุกมิติ เป็นผู้บริหารที่มีความพร้อมในการขับเคลื่อนองค์กรในยุคที่ต้องการมุมมองเชิง   กลยุทธ์ที่ลึกซึ้ง และเท่าทันในการปรับตัว ผมเชื่อมั่นว่าคุณสารัชต์จะสามารถนำพาธนาคารไทยพาณิชย์ก้าวต่อไปสู่อนาคตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ภายใต้ยุทธศาสตร์ของกลุ่มเอสซีบีเอกซ์ และบริบทการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”

              ด้านการศึกษา คุณสารัชต์สำเร็จการศึกษาระดับ MBA จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ (SASIN) และระดับปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ จาก Boston University ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้มีพื้นฐานด้านกลยุทธ์ การวิเคราะห์ทางการเงิน และการมองภาพรวมระดับมหภาคที่แข็งแกร่ง

              ทั้งนี้ ตามแผนการสืบทอดตำแหน่ง (Succession Planning) กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ได้พิจารณาคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมเพื่อดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คาร์ด เอกซ์ จำกัด คนต่อไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างกระบวนการนำเสนอเพื่อขอความเห็นชอบต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.scb.co.th/th/about-us/news/mar-2569/scbx-new-ceo-appointment.html&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HSzbLxs8jL_kjxvAtQRs2

  • เผยผลจำลองการเลือกตั้ง บาร์โค้ดมีความเสี่ยง แต่ยังชี้ชัดไม่ได้ ‘เลือกตั้ง 69’ ไม่เป็นความลับ

    เผยผลจำลองการเลือกตั้ง บาร์โค้ดมีความเสี่ยง แต่ยังชี้ชัดไม่ได้ ‘เลือกตั้ง 69’ ไม่เป็นความลับ

    “สมชัย” จับมือ “กมธ. พัฒนาการเมืองฯ สว.” จำลองการเลือกตั้ง ถอดรหัสบาร์โค้ด – คิวอาร์โค้ด พบ ทีมตัวแทนนักสืบเช็กย้อนหลังได้ ใครกาเบอร์อะไร ครบทั้ง 10 คน ด้าน “นรเศรษฐ์” ย้ำเจตนารมย์แค่ศึกษา ไม่เกี่ยวตีความข้อกฎหมาย

    4 มีนาคม 2569 – เมื่อเวลา 14.00 น. ที่รัฐสภา มีการจัดจำลองการเลือกตั้งโดยภาคประชาชน ร่วมกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มีนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการฯ ร่วมกับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อศึกษาว่าการมีบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง จะสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้ลงคะแนนได้หรือไม่

    สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม อาทิ นายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ หรือ ดร.เรือบิน ผอ.ดีโหวท มหาวิทยาลัยศรีปทุม และ นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Domecloud พร้อมทีมนักสืบที่จะมาร่วมถอดรหัสบัตรเลือกตั้งจำลอง, นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. , น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว., นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว., นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ, นายธนพร ศรียากูล นักวิชาการและนักวิเคราะห์การเมือง, นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, น.ส.นารากร ติยายน อดีตผู้สมัคร สส. พรรคประชาธิปัตย์, นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์

    โดยนายเจษฎ์ กล่าวช่วงหนึ่งว่า ใครบอกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้โมฆะหรือไม่โมฆะแสดงว่ามีธง ซึ่งตนไม่เคยพูดว่าโมฆะหรือไม่โมฆะ แต่พูดอยู่เสมอว่าระดับความลับของการเลือกตั้งมีอยู่ 3 ระดับ 1. เดินผ่านด้านหลังคูหาแล้วมีโอกาสเห็น 2. ระดับเจ้าหน้าที่ ที่ถูกตั้งคำถามว่าหัวกับหางมาเจอกันหรือไม่ และ 3. ความลับในระบบที่มีถึง 3 ชั้น ที่เป็นข้อถกเถียงกันว่าสแกนบาร์โค้ดแล้วไปเจอหัวในระบบไปตามเจอได้หรือไม่ แล้วจะไปตามเจอได้อย่างไร

    ขณะที่นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า ตนได้ประสานนายสมชัย ในแง่ข้อมูลความเสี่ยงในการมีบาร์โค้ดบำบัดเลือกตั้ง ซึ่งเข้าใจว่าเป็นข้อกังวลของหลายคนในตอนนี้ และคิดว่าเป็นการดี หากจะทำให้ข้อมูลนี้ความชัดเจน และน่าจะมีพื้นที่ทำการศึกษาในเชิงวิชาการ โดยกมธ. สามารถเปิดพื้นที่ตรงนี้ได้ และให้เวทีในวันนี้ เป็นการพิสูจน์ความเสี่ยงว่าการมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สามารถถูกตรวจสอบกลับไปจนรู้ว่าผู้มาออกเสียง เลือกใครได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม เจตนารมย์ในครั้งนี้ของ กมธ. เพื่อเป็นการศึกษาในเชิงวิชาการ เพราะขณะนี้ กมธ. ทำรายงานการเลือกตั้งที่โปร่งใส และเป็นธรรม คือการศึกษาการเลือกตั้ง ทั้งก่อนเลือกตั้ง และหลังเลือกตั้ง และขอให้การพิสูจน์ในวันนี้ ก็จะนำไปศึกษาและเป็นข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าจะทำอย่างไรต่อไปในอนาคต

    นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า ย้ำว่าข้อสรุปในวันนี้จะไม่ใช่ประเด็น หรือการตีความในเรื่องข้อกฎหมายว่าลับหรือไม่ลับ หรือผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งอาจจะไม่ได้อยู่ในขอบข่ายที่ กมธ. ได้ศึกษาในวันนี้ แต่เราต้องพิสูจน์ความเสี่ยงของการมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเท่านั้น

    ด้านนายสมชัย ได้กล่าวชี้แจงกติกาว่า ขอตัวแทนประชาชน 10 คน ที่จะแสดงตนเพื่อรับบัตร เข้าไปกาในคูหา และหย่อนบัตร โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

    ทั้งนี้ ในระหว่างที่อาสาสมัครรับบัตรนั้นเกิดไฟดับภายในห้องที่ใช้จำลองสถานการณ์ ทำให้นายสมชัย ถึงกับเอ่ยปากแซวว่า “เป็นการจำลองที่เสมือนจริง”

    นายสมชัย กล่าวชี้แจงขั้นตอนต่อไปว่า การเลือกในวันนี้จะเป็นการ ลงคะแนนก๋วยเตี๋ยวที่ชอบแบบบัญชีรายชื่อซึ่งประกอบไปด้วย ก๋วยเตี๋ยวเรือ, ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ, ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ, ก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น, ก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ และก๋วยเตี๋ยวเป็ด หลังจากลงคะแนนแล้ว ขอให้อาสาสมัครถ่ายบัตรที่ลงคะแนนไว้และเก็บไว้กับตัวเองเป็นความลับ พร้อมย้ำว่า ตามขั้นตอนของ กกต. แล้ว ไม่มีขั้นตอนนี้ เพราะหากใครละเมิด จะถือว่าผิดกฎหมาย โดยหลังจากอาสาสมัครลงคะแนนแล้ว จะมีทีมนักสืบที่จะถอดรหัส ว่าใครเลือกเมนูก๋วยเตี๋ยวแบบไหน

    ทั้งนี้ อาสาสมัครทั้ง 10 คน ได้มีตัวแทนจากภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นมี นพ.ทศพร เสรีรักษ์ และรศ.ดร.ธนพร ศรียากูล และยังมีตัวแทนจากสื่อมวลชนด้วย ขณะที่นักสืบ จะมีตัวแทนจากหลากหลายช่วงวัย และหลากหลายอาชีพ จำนวน 5 ทีม

    จากนั้น ได้เริ่มนับคะแนน โดยสรุปผลการลงคะแนน พบว่า บัตรดี 7 ใบ บัตรเสีย 2 ใบ และไม่ประสงค์ลงคะแนน 1 ใบ โดยนายสมชายได้ให้ทีมนักสืบถอดรหัสว่าใครเลือกอะไรภายในเวลา 20 นาที

    สำหรับผลการทดลองถอดรหัสกับทีมนักสืบคะแนนปรากฏว่า
    คนที่หนึ่ง ทีมนักสืบจาก 5 ทีมตอบถูก 4 ทีม
    คนที่สอง ทีมนักสืบตอบถูกทั้ง 5 ทีม
    คนที่สาม ทีมนักสืบตอบถูกทั้ง 5 ทีม
    คนที่สี่ ทีมนักสืบตอบถูก 4 ทีม
    คนที่ห้า ทีมนักสืบตอบถูก 4 ทีม
    คนที่หก ทีมนักสืบตอบถูก 3 ทีม
    คนที่เจ็ด ทีมนักสืบตอบถูก 4 ทีม
    คนที่แปด ทีมนักสืบตอบถูกทั้ง 5 ทีม
    คนที่เก้า ทีมนักสืบตอบถูก 4 ทีม
    คนที่สิบ ทีมนักสืบตอบถูกทั้ง 5 ทีม

    โดยทีมที่ตอบถูก 10 ข้อ ทั้ง 3 ทีมได้เปิดเผยวิธีการคำนวณ โดยทีมแรก ระบุว่า ใช้วิธีถ่ายภาพและใช้แอปยิงคิวอาร์โค้ด ทั่วไปแต่เจอว่าใช้แอปพลิเคชั่นไลน์ สแกนง่ายกว่าจึงลองใช้สแกนตัวบัตรเต็ม ๆ ซึ่งไวกว่าถ่ายภาพ และตรวจจับได้ไวมาก ขอแค่ตรวจเก็บคิวอาร์โค้ด ให้ครบรู้เลยว่าบัตรเสียและเสียเพราะอะไร และรู้ได้ว่าเป็นของผู้ที่ลงคะแนนลำดับที่เท่าไหร่ และเหตุผลที่ไม่ประสงค์ลงคะแนนเพราะอะไร

    ส่วนอีกทีมหนึ่งใช้วิธีถ่ายภาพนิ่งให้ชัดเจนและนำมาสแกนเอารหัสและนำรหัสนั้นไปเทียบ กับรายชื่อคนลงคะแนน แต่จะมีปัญหาในบางคนที่สแกนไม่ติด

    ขณะที่อีกทีมหนึ่ง ใช้วิธีการตีตารางและไล่ว่าใบที่ 1 ขานอะไร และเมื่อสแกนแล้วแต่ละใบรหัสอะไร ทำให้รู้ได้ว่าแต่ละลำดับเลือกอะไร ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกันกับตอนที่ทีมนี้ใช้ติดตามการลงคะแนนเลือกสว. และใช้เวลาเพียงแค่ 5 นาที ถูกทั้งหมด หากมีการเตรียมการล่วงหน้าก็จะสามารถถอดออกมาได้

    โดยนายปริญญา กล่าวว่า เป็นเรื่องที่พิสูจน์แล้วว่าไม่ต้องรอต้นขั้วไม่ต้องมีรายชื่อของผู้ใช้สิทธิ์ ก็สามารถรู้ได้ และถามว่า กกต. จะมั่นใจได้อย่างไรว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่หน่วยใด หรือเขตใด ที่อาจเป็นหัวคะแนน หรือไม่มีทางรู้ได้ว่าใครเลือกใคร หากประชาชนเลือกมา ก็ต้องมีมีสิทธิ์ที่จะกากบาทในแบบที่กา หรือแม้แต่อยู่ในเขตอิทธิพล หากจะไม่เลือกตั้งใหญ่ ก็ต้องกล้าไม่เลือก ต้องไม่กลัวว่าพรรคที่เลือกไปจะทำให้เดือดร้อนหรือไม่ เป็นหน้าที่ที่ กกต. ต้องคุ้มครองประชาชนที่มาใช้สิทธิ์ ขอเพียงรู้ลำดับ ก็รู้แล้วว่าใครเลือกใคร

    ด้านนายสมบัติ กล่าวว่า หากสิ่งนี้มีเจตนาซ่อนอยู่เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก หากยืนยันว่าจะใช้วิธีการนี้ต่อไปโดยบอกว่าเป็นการลับ ต่อให้ไม่มีการถ่ายรูปก็คงจะมีวิธีการอื่น พร้อมยกตัวอย่างวิธีการนับคะแนนการเลือกตั้งใหม่ ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ที่พบว่าจำนวนบัตรไม่ตรงกันกับการนับครั้งแรก จึงขอเสนอให้กกต. เปิดหีบจำนวนหนึ่ง อาจจะ 100 – 500 หน่วย ทำแบบเป็นทางลับ ไม่สามารถนำกล้องไปถ่ายขณะที่นับได้ แต่เพื่อดูว่าคะแนนที่ต้องการนั้น ตรงกับคะแนนที่รวบรวมไว้ได้หรือไม่ จะเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่ามีความพยายามที่จะยืนยันว่าสิ่งที่ทำงานอยู่นั้นเป็นไปด้วยความโปร่งใสและอาจเกิดความผิดพลาดมาจากคณะกรรมการประจำหน่วย (กปน.)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/vote69/957465/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09H39_t1xPp2BnfXHe_mb3

  • ”ซีพี ออลล์“ เดินหน้าสร้างคน สร้าง Future Skills สู่อนาคต

    ”ซีพี ออลล์“ เดินหน้าสร้างคน สร้าง Future Skills สู่อนาคต

    ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา “ซีพี ออลล์” มุ่งมั่นสร้างคนผ่านการศึกษาตามแนวทาง นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เพื่อสร้างโอกาสและสร้างรากฐานทางการศึกษา ให้เยาวชนสามารถเข้าถึงการศึกษาทุกระดับผ่านการสร้างความมือร่วมกับเครือข่ายการศึกษา จากจุดเริ่มต้นในปี 2538 ร่วมมือกับสถานศึกษาอาชีวศึกษารัฐบาล ผลิตนักเรียน นักศึกษา ระดับ ปวช.และปวส.

    ก่อนจะริเริ่มสร้างโรงเรียนปัญญาภิวัฒน์เทคโนธุรกิจเป็นแห่งแรก ในปี 2548 ต่อมายกระดับเป็นวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ (PAT)  ผลิตนักเรียน นักศึกษา ระดับ ปวช. และ ปวส. พร้อมกับขยายศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์กว่า 20 ศูนย์ทั่วประเทศ ในปีถัดมา และในปี 2550 สร้างสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) ยกระดับการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษา

    พร้อมขยายความร่วมมือร่วมกับเครือข่ายการศึกษา ร่วมกับ สมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, เครือข่ายอุดมศึกษา, โครงการสนับสนุนทุนการศึกษาเพื่ออาชีพแก่เยาวชนในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ , สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, กรมส่งเสริมการเรียนรู้ และมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี (Connext ED) ตลอดระยะเวลา 9 ปีเต็ม 

    ต่อมาในปี 2560 สร้างโรงเรียนสาธิตสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ หรือ (สาธิตพีไอเอ็ม) เปิดสอนระดับมัธยมศึกษา และเปิดสถาบันการศึกษาวิทยาการหุ่นยนต์ ALL Robotics ซึ่งเป็นความร่วมมือพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้เทคโนโลยีหุ่นยนต์สำหรับภาคการศึกษาระหว่าง Robot LAB สหรัฐอเมริกา ในปี 2565 ก่อนที่จะขยายความร่วมมือกับพันธมิตรมากมายรวมถึงมูลนิธิชาวปักษ์ใต้ และมูลนิธิรักเมืองไทย ในปีที่ผ่านมา

    ล่าสุดในปี 2569 บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ ยังเดินหน้าพันธกิจอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมกับสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM), วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ (PAT) และโรงเรียนสาธิตสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (SATIT PIM)

    ”ซีพี ออลล์“ เดินหน้าสร้างคน สร้าง Future Skills สู่อนาคต

    จัดงาน CP ALL Education Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “Future-Ready People: คนที่โลกอนาคตเลือก” ไม่เพียงเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการศึกษาและทักษะแห่งอนาคต แต่ยังเป็นเวทีแห่ง “โอกาส” ผ่านการสนับสนุนทุนการศึกษากว่า 40,200 ทุน มูลค่ารวมกว่า 1,678 ล้านบาท ให้กับเยาวชนไทยทั่วประเทศ ผ่าน 12 เครือข่ายความร่วมมือ เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เยาวชนที่สนใจสามารถสมัครรับทุนได้ที่เซเว่น อีเลฟเว่นทั่วประเทศ  

    งาน CP ALL Education Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “Future-Ready People: คนที่โลกอนาคตเลือก” ได้รับเกียรติจาก นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ. ซีพี ออลล์ ร่วมเปิดมุมมองการสร้างคนผ่านการศึกษาผ่าน ปาฐกถาพิเศษ  “Go for Growth: วางหมากการศึกษา สร้างคนก้าวทันโลกอนาคต”

    ชี้ให้เห็นว่า ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ซีพี ออลล์ ได้ย้ำจุดยืนเชิงนโยบายที่ขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปี ว่า “การสร้างคนผ่านการศึกษา” คือรากฐานสำคัญของความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนของประเทศ  

    ”ซีพี ออลล์“ เดินหน้าสร้างคน สร้าง Future Skills สู่อนาคต

    หัวใจสำคัญคือการส่งเสริมการเรียนรู้แบบ Work-based Learning (WBL) ที่เชื่อมการเรียนในห้องเรียนเข้ากับประสบการณ์ทำงานจริง ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ เผชิญสถานการณ์จริง และพัฒนาทักษะที่สามารถใช้งานได้ทันทีหลังจบการศึกษา ผ่านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือและก่อตั้งสถาบันการศึกษาครอบคลุมหลายระดับ

    ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนสาธิตสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (SATIT PIM) ที่นำรูปแบบการเรียนการสอนสไตล์ฟินแลนด์มาประยุกต์ใช้ เน้น Active Learning ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม คิด วิเคราะห์ ทดลอง และลงมือปฏิบัติจริง เพื่อสร้างทักษะสำคัญแห่งอนาคตตั้งแต่วัยเรียน

    ระดับอาชีวศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ (PAT) จะทำหน้าที่ผลิตกำลังคนสายวิชาชีพระดับ ปวช. และ ปวส. ที่มีทักษะตรงกับความต้องการของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ลดช่องว่างระหว่างสถานศึกษาและตลาดแรงงาน 

    ระดับอุดมศึกษา สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) จะเปิดโอกาสให้เยาวชนต่อยอดการศึกษาในระดับปริญญาตรี โท และเอก โดยมุ่งสร้างคนให้ “คิดเป็น ทำเป็น และเติบโตได้จริง” บนฐานความรู้ ทักษะวิชาชีพ และคุณธรรม  

    ”ซีพี ออลล์“ เดินหน้าสร้างคน สร้าง Future Skills สู่อนาคต

    ซีพี ออลล์ ยังเชื่อมโยง 12 เครือข่ายความร่วมมือทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันต่างๆ อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2538 โดยมีศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์กว่า 20 แห่งทั่วประเทศ และมหาวิทยาลัยเครือข่ายกว่า 50 แห่ง ช่วยลดข้อจำกัดด้านพื้นที่ ขยายโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชน พร้อมมีทุนการศึกษาและรายได้ระหว่างเรียน จบแล้วมีงานทำ 

    “นี่คือแนวทางการศึกษาของเรา ที่เรียกว่า “มนุษยนิยม“ คือการให้คนได้รับการเรียนรู้ ได้ภูมิใจในตัวเอง แล้วก็พร้อมที่จะทำงานร่วมกัน สร้างระบบทีมเวิร์ค ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่ที่เป็นเพื่อน เป็นมิตร มีความเมตตาต่อกัน และแนวทางการศึกษาแบบนี้ไม่จำเป็นต้องกังวลว่า Ai จะมาครองโลก แม้จะคนจะแพ้โรบ็อตแต่จะได้เรียนรู้จากการพ่ายแพ้ ได้รู้จักตัวเองและเข้าใจคู่ต่อสู้ รู้จักความต้องการของคนอื่น”

    รองศาสตราจารย์ ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม) กล่าวว่า ในส่วนของสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์คือมหาวิทยาลัยทางเลือก ที่ใช้วิธีการเรียนการสอนเชื่อมโยงกับภาคปฏิบัติ โดยใช้ Work-based learning (WBL) ทั้งการเรียนและการสอน รวมทั้งอาจารย์ผู้ทำวิจัยต่างก็เชื่อมโยงกับภาคปฏิบัติ

    ”ซีพี ออลล์“ เดินหน้าสร้างคน สร้าง Future Skills สู่อนาคต

    “เราให้ความสำคัญต่อภาคปฏิบัติมาก เพราเราต้องสร้างคนให้พร้อมทำงานได้ทันที ที่เรียกว่า Ready to Work ซึ่งสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ทันทีโดยไม่ต้องเรียนรู้ใหม่ เพราะเราตระหนักถึงความสำคัญของเวลา ทุกอย่างเป็น Real Time เพียงชั่วพริบตาทุกอย่างก็ไปไวแล้ว”

    ดังนั้น การสร้างคนของ ซีพี ออลล์ ที่มีความพร้อม เก่ง กล้า ดี คิดเป็นทำเป็นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันก็ต้องมีความสามารถอ่านออกเขียนได้ทั้งด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี พร้อมดัดแปลงสิ่งเหล่านี้ให้เข้ากับการทำงานได้ ตลอดจนรู้การบริหารจัดการเรื่องเงินให้เป็น และปรับตัวเข้ากับตลาดแรงงานได้

    ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าว  Special Talk ในหัวข้อ “Future-Ready People: คนที่โลกอนาคตเลือก” โดยระบุว่า มี 3 ปัจจัยหลักที่จะกําหนดงานในอนาคต คือ 

    1.เทคโนโลยี – Technological Advancements ที่จะสร้าง 170 ล้านตําแหน่งงานใหม่ ภายในปี 2030 เช่น วิศวกรฟินเทค (FinTech Engineers) ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูล (Big Data Specialists) ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Learning Specialists) 

    2.เศรษฐกิจสีเขียว – Green Transition การเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจสีเขียวจะเพิ่ม 34 ล้านตําแหน่ง ในภาคเกษตรกรรมอัจฉริยะ (Smart Agriculture) ทําให้จํานวนแรงงานเกษตรเพิ่มจาก 200 ล้าน เป็น 234 ล้านคน 

    3.การเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากร -Demographic Transition ประเทศที่มีประชากรสูงวัยมากขึ้นต้องการแรงงานด้านสุขภาพ มากขึ้น เช่น นักโภชนาการ พยาบาลวิชาชีพ ขณะที่ประเทศที่ยังมีเยาวชนจํานวนมากขึ้นต้องการ บุคลากรทางการศึกษา เพิ่มขึ้น เช่น ผู้ฝึกอบรมด้านทักษะอาชีพ ผู้ออกแบบการเรียนรู้

    ”ซีพี ออลล์“ เดินหน้าสร้างคน สร้าง Future Skills สู่อนาคต

    โดยทักษะของแรงงานในอนาคต (Future Skills) จะต้องประกอบไปด้วยด้านเทคโนโลยี (Technological Proficiency), อารมณ์และสังคม (Human-Centric Skills) และการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Continuous Learning) ซึ่งศตวรรษที่ 21 จะเน้นการใช้ชีวิตที่ต้องประยุกต์ใช้มากกว่าท่องจํา การเรียนรู้จึงต้องปรับเปลี่ยน คือ

    1. เน้นการให้งาน (Task) เพื่อให้เด็กร่วมกันคิดมากกว่าการสอบ เช่น การใช้เกมในการสอนเรื่องที่ยากให้เข้าใจง่ายขึ้น (Gamification) 

    2. ครูต้องสามารถปรับแต่งกิจกรรมการเรียนรู้ได้ตามทักษะที่ผู้เรียนต้องการแตกต่างกัน 

    3. ใช้ประโยชน์เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อให้ติดตามความก้าวหน้าของเด็กได้เป็นรายบุคคล 

    นอกจากนี้ แนวทางการสร้างคนต้องมี AI (AI-driven Future) ขับเคลื่อนร่วมด้วย เพราะจะช่วยปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม ได้อย่างชาญฉลาด แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงตระหนักถึงข้อจํากัดและข้อพึงระวังเทคโนโลยีดังกล่าว  โดยเฉพาะข้อมูล ความเข้าอกเข้าใจ ตลอดจนจริยธรรม และแน่นอนว่าจะต้อง Call to Action – จากความรู้สู่การลงมือทํา 

    ”ซีพี ออลล์“ เดินหน้าสร้างคน สร้าง Future Skills สู่อนาคต

    อย่างไรก็ตาม ความเสมอภาคทางการศึกษาก็เป็นสิ่งสำคัญ ต้องทลายกำแพงทางดิจิทัลและได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ยกตัวอย่างกลุ่มนักเรียนทุน ที่ส่วนใหญ่ จะใช้อินเตอร์เน็ตจากมือถือเพียงอย่างเดียว เนื่องจากการใช้อินเตอร์เน็ตบ้านมีต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า ส่วนกลุ่มของบุคคลทั่วไปจะใช้อินเตอร์เน็ตบ้านและมือถือร่วมกัน สะท้อนถึงทางเลือกที่หลากหลายและความสามารถในการจ่ายที่สร้างโอกาสได้มากกว่า

    ดังนั้น ในโลกอนาคตของเด็กรุ่นใหม่หรือ Gen Alpha จะต้องมีหน่วยงานสนับสนุนและลงทุนสิ่งเหล่านี้ด้วย เพราะ Gen Alpha เป็นคนรุ่นแรกที่เกิดและจะเติบโตเข้าสู่ตลาดแรงงานในศตวรรษที่ 21 อย่างเต็มตัว

    สำหรับงาน “CP ALL EDUCATION FORUM 2026”  ซีพี ออลล์ สนับสนุนทุนการศึกษาประจำปีการศึกษา 2569 ผ่าน 12 เครือข่ายความร่วมมือกว่า 40,200 ทุน มูลค่ารวมกว่า 1,68 ล้านบาท เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาสู่เยาวชนไทยคน

    พร้อมการแลกเปลี่ยนมุมมองจากตัวแทนคนรุ่นใหม่จากภาคการศึกษา ผู้นำความคิด นำทีม ดร.ศรประภา สิริภัทรวิช ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย,  ม๊าเดี่ยว-อภิเชษฐ์ เอติรัตนะ CEO / influencer, แจ๊คกี้ – จักริน กังวานเกียรติชัย CEO OTH Ent มาร่วมถ่ายทอดมุมมอง แบ่งปันประสบการณ์ ในช่วงเสวนา Go Inspire Talk  หัวข้อ No Fixed Path: คนที่โลกอนาคตเลือก ไม่ได้เดินเส้นเดียวกัน  ซึ่งภายในงานมีเครือข่ายการศึกษา คณาจารย์ นักเรียนเข้าร่วมงานกว่า 1,000 คน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/marketing/653014&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3w4THdjyTQD4_HuqSJ9yhQ

  • ศาลฎีกาฯเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี ‘หมอเกศ’ ใช้ ‘ศ.’ ลวงสมัคร สว.

    ศาลฎีกาฯเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี ‘หมอเกศ’ ใช้ ‘ศ.’ ลวงสมัคร สว.

    ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง พิพากษาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี ‘หมอเกศ’ ปมใช้วุฒิการศึกษา-ตำแหน่งศาสตราจารย์ หลอกลวงให้คนมาเลือก สว.ปี 67

    เมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2569 เวลา 14.00 น. ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งนัดฟังคำพิพากษา กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของ น.ส.เกศกมล เปลี่ยนสมัย หรือ “หมอเกศ” สว. หลังปรากฏข้อร้องเรียนเกี่ยวกับวุฒิการศึกษา อาจเข้าข่ายเป็นการหลอกลวงให้ผู้อื่นเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณ ในการสมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 77 (4) โดย น.ส.เกศกมล ส่งทนายความมารับฟังคำพิพากษาแทน

    โดย กกต. ในฐานะผู้ร้อง ได้มีมติยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของ น.ส.เกศกมล พร้อมส่งหนังสือลงวันที่ 18 ก.ค. 2568 ให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าว ต่อมาศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้รับคำร้องไว้พิจารณา เป็นคดีเลือกตั้งหมายเลขดำที่ ลต สว 11/2568 ระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ร้อง กับ น.ส.เกศกมล เปลี่ยนสมัย ผู้คัดค้าน

    ล่าสุด ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง พิพากษา เพิกถอนสิทธิการสมัครรับเลือกตั้งของ น.ส.เกศกมล หรือ “หมอเกศ” 10 ปี กรณีถูกกล่าวหาว่า ทุจริตใช้ตำแหน่งศาสตราจารย์ ชักจูงให้เข้าใจผิดในการเลือก สว.เมื่อปี 2567

    โดยในใบสรุปคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง พิเคราะห์ข้อเท็จของทั้งสองฝ่ายแล้วฟังเป็นที่ยุติเห็นว่า ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2567  ผู้คัดค้านสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภากลุ่มที่ 19กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรืออื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน ในแบบข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัคร (สว. 3) ผู้คัดค้าน ระบุในประวัติการศึกษา ว่า ศาสตราจารย์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

    และระบุประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานในกลุ่มที่สมัคร ว่า “ศาสตราจารย์ ดร.แพทย์หญิง เกศกมล เปลี่ยนสมัย” สถาบันแคลิฟอร์เนียร์ ยูนิเวอร์ซิตี้ เอฟซีอี ตั้งอยู่ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็นสถาบันที่ให้บริการประเมินและเทียบคุณวุฒิทางการศึกษาโดยได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย และกระทรวงศึกษาธิการรัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกา มีภารกิจในการเทียบคุณวุฒิทางการศึกษาและมอบปริญญาบัตรแก่นักศึกษาชาวต่างชาติ

    ยังไม่มีบุคคลใดนำคุณวุฒิทางการศึกษาจากแคลิฟอร์เนียร์ ยูนิเวอร์ซิตี้เอฟซีอี (California University Foreign Credential Evaluation) ไปยื่นเทียบคุณวุฒิทางการศึกษาต่อสำนักงาน ก.พ. เพื่อเข้ารับราชการ การพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งทาง วิชาการ “ศาสตราจารย์” สำหรับกรณีข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา มีขั้นตอนการดำเนินการตามพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม 

    สำหรับกรณีคณาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน มีขั้นตอนการดำเนินการตามพ.ร.บสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 ทั้งนี้การกำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ต้องเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้ง บุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ พ.ศ.2564และระเบียบคณะกรรมการการอุดมศึกษาที่เกี่ยวข้อง

    สำหรับการขอตำแหน่งทางวิชาการของ บุคลากรที่มีสถานภาพเป็นพนักงานในสถาบันอุดมศึกษานั้น เป็นอำนาจของสภาสถาบันอุดมศึกษาในการออกข้อบังคับและดำเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับ ซึ่งเป็นไปตามพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ผู้คัดค้านไม่มีชื่ออยู่ในฐานข้อมูลผู้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) และคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กำหนด และไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีสถาบันอุดมศึกษาใดเคยขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม พิจารณาดำเนินการเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้คัดค้านให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ 

    คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และพรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62 หรือไม่ เห็นว่า ประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานเป็นการระบุถึงงานที่ผู้คัดค้านกำลังทำอยู่หรือเคยทำมาแล้วในอดีต

    เมื่อผู้คัดค้านระบุว่า “ศาสตราจารย์ ดร.แพทย์หญิงเกศกมล เปลี่ยนสมัย” ผู้คัดค้านจึงต้องมีประสบการณ์การสอนหนังสือหรือประวัติการทำงาน สอนหนังสือมาก่อน หากผู้คัดค้านไม่เคยทำการสอนหนังสือมาก่อนก็ไม่อาจระบุว่าเป็นศาสตราจารย์ ในเอกสารข้อมูลแนะนำตัวผู้สมัคร ประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานในกลุ่มที่สมัครได้ ที่ผู้คัดค้านอ้างว่า ผู้ร้องได้มีการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติการเป็นศาสตราจารย์ของผู้คัดค้านแล้วโดยผู้คัดค้านทำหนังสือขอหารือไปยังสำนักงานของผู้ร้อง เรื่องการกรอกเอกสารข้อมูลการแนะนำตัวผู้สมัคร (สว. 3)

    ในส่วนข้อที่1 เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 ไม่มีบทบัญญัติห้ามมิให้ผู้สมัครที่ได้รับคุณวุฒิทางการศึกษาหรือได้รับตำแหน่งทางวิชาการจากต่างประเทศระบุในเอกสารแบบข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัคร (สว. 3 ) แต่ผู้คัดค้านก็ยังคงมีหน้าที่ต้องระบุข้อมูลด้วยความถูกต้องไม่แอบอ้างตนเองว่ามีประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ทำงานในตำแหน่งศาสตราจารย์เพื่อให้ ผู้สมัครอื่นเข้าใจผิดในสาระสำคัญของประวัติการทำงานของผู้คัดค้าน

    การกระทำของผู้คัดค้านเป็นการกระทำอันเป็นการทุจริตด้วยการให้ข้อมูลแนะนำตัวในส่วนประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานในกลุ่มที่สมัครไม่ตรงต่อความจริง เพื่อให้ผู้สมัครอื่นลงคะแนนให้แก่ตนเอง ทำให้การเลือกที่ต้องเป็นไปตามวิธีการที่กำหนดไว้ในพรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ไม่เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และเสมอภาคกันบนพื้นฐานของการนำเสนอข้อมูลประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานที่ตรงต่อความเป็นจริงของผู้สมัครแต่ละราย

    ทำให้เจตนารมณ์ของการเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่กำหนดให้ผู้สมัครเลือกกันเองภายในกลุ่มและเลือกผู้สมัครในกลุ่มอื่นที่อยู่สายเดียวกันของผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามวิธีการที่กำหนดไว้ ซึ่งต้องการบุคคลที่ซื่อสัตย์สุจริต มีความรู้ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ หรือการทำงานด้านต่าง ๆ ที่หลากหลายของสังคมเพื่อเข้าไปทำหน้าที่ในวุฒิสภาเสียไป 

    การกระทำของผู้คัดค้านจึงเป็นการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และตามพรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มตรา 62 

    พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนางสาวเกศกมล เปลี่ยนสมัย ผู้คัดค้านเป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1223740&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eyrcsjc7nB4KCZghS71fx

  • รฟม. เร่งเครื่องรถไฟฟ้าสายสีส้ม-ม่วงใต้ พร้อมทบทวนผลศึกษา 2 เส้นใหม่ : อินโฟเควสท์

    รฟม. เร่งเครื่องรถไฟฟ้าสายสีส้ม-ม่วงใต้ พร้อมทบทวนผลศึกษา 2 เส้นใหม่ : อินโฟเควสท์

    นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า รถไฟฟ้าสายสีส้ม ตะวันออก ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ระยะทาง 22.5 กม. มี 17 สถานี งานก่อสร้างโยธาเสร็จหมดแล้ว ส่วนงานระบบมีความคืบหน้าแล้ว 38% โดยจะเร่งรัดให้เปิดบริการปลายปี 2570 จากเดิมที่บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ [BEM] ผู้รับสัมปทานตั้งเป้าจะเปิดบริการในเดือนมกราคม 2571

    ส่วนสายสีม่วงใต้ ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ มี 17 สถานี งานโยธาก่อสร้างไปแล้ว 68% โดยจะเร่งรัดเปิดบริการภายในปี 2572 โดยปัจจุบันต้องทบทวนผลการศึกษา คาดว่าจะเป็นการลงทุนรูปแบบ PPP – Gross Cost ภาครัฐจัดเก็บรายได้ทั้งหมดและชดเชยค่าตอบแทนให้บริษัทเอกชน

    ส่วนรถไฟฟ้า 3 สายใหม่ที่โอนจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) ตามมติคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ได้แก่

    1.รถไฟฟ้าสายสีเงิน ช่วงบางนา-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

    2.รถไฟฟ้าสายสีเทา ช่วงวัชรพล-ทองหล่อ

    3.รถไฟฟ้าสายสีฟ้า ช่วงดินแดง-สาทร

    โดย รฟม.เตรียมจ้างที่ปรึกษาทบทวนผลการศึกษาของกทม. 2 โครงการก่อน คือ สายสีเงิน และสายสีเทา เนื่องจากกายภาพในพื้นที่ตามแนวเส้นทาง มีการกระบวนการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) และอัตราค่าโดยสาร โดยตั้งงบประมาณปี 2569 โครงการละประมาณ 70-80 ล้านบาท ระยะเวลาศึกษา 1 ปี คาดสรุปและนำเสนอ ครม. ในปี 2571

    โดยสายสีเงิน ช่วงบางนา-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะทาง 19.7 กม.มีจำนวน 14 สถานี วงเงินลงทุนประมาณ 89,948.27 ล้านบาท แบ่งเป็นระยะที่ 1 บางนา-ธนาซิตี้ ระยะทาง 14.6 กม.มี 12 สถานี ระยะที่ 2 ธนาซิตี้-สุวรรณภูมิ ระยะทาง 5.1 กม.มี 2 สถานี จะศึกษาออกแบบเส้นทางให้เชื่อมกับอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) ของสนามบินสุวรรณภูมิ รูปแบบเป็นรถไฟฟ้ารางคู่ขนาดเบา(Light Rail Transit) ข้อดี คือ สามารถแยกงานโยธาออกมาทำก่อนได้ โดยรัฐลงทุนงานโครงสร้าง ส่วนงานระบบทำภายหลัง รูปแบบเอกชนร่วมทุน PPP Gross Cost คล้ายกับรถไฟฟ้าสายสีม่วงได้ ต่างจาก รถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Monorail) ที่งานระบบกับโยธาผูกโยงกัน และต้องเลือกงานระบบก่อนจึงจะออกแบบงานโยธาให้สอดคล้องกับระบบต่อไป

    สายสีเทาระยะที่ 1 ช่วงวัชรพล-ทองหล่อ ระยะทางประมาณ 16.3 กม.มี 15 สถานี ลงทุนประมาณ 29,130 ล้านบาท รูปแบบเป็นรถไฟฟ้า Light Rail ส่วนสายสีน้ำตาล ระยะทาง22.10 กม.อยู่ระหว่างการทบทวนให้สอดคล้องกับ โครงการทางด่วนขั้นที่ 3 ตอนเหนือ ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เนื่องจากต้องใช้พื้นที่เขตทางเดียวกัน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/574065&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QzgnBpkq32LNZ-7Sp-SGN

  • ‘ทะเลสาบไร้พระเจ้า’ ของญี่ปุ่นส่งสัญญาณเตือนการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ | เดลินิวส์

    ‘ทะเลสาบไร้พระเจ้า’ ของญี่ปุ่นส่งสัญญาณเตือนการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ | เดลินิวส์

    นักบวชชาวญี่ปุ่นและสมาชิกศาลเจ้า รวมตัวกันก่อนรุ่งสาง โดยหวังว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศจะไม่พรากโอกาสที่จะสัมผัสการเชื่อมโยงกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เกิดขึ้นได้ยาก

    ชายหลายสิบคน ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 60 ปี มุ่งหน้าไปยังทะเลสาบสุวะ ในจังหวัดนากาโนะ เพื่อค้นหาปรากฏการณ์ที่เรียกว่า มิวาตาริ ในภาษาญี่ปุ่น หรือ God’s Crossing ที่แปลว่า ทางข้ามของพระเจ้า ซึ่งเคยเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ แต่กลายเป็นเหตุการณ์หายากในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา

    ปรากฏการณ์มิวาตาริ เกิดขึ้นเมื่อรอยแตกเปิดบนพื้นผิวทะเลสาบที่เป็นน้ำแข็ง ทำให้เศษน้ำแข็งที่บางกว่าดันทะลุขึ้นมาเป็นทางยาว ซึ่งชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่า เทพเจ้าท้องถิ่นเดินข้ามผ่านที่นี่

    ตลอดหลายศตวรรษ นักบวชของศาลเจ้ายัตสึรุกิ นำการเฝ้าสังเกตการณ์ปรากฏการณ์มิวาตาริ ประจำปี ซึ่งในปีนี้เริ่มต้นเมื่อวันที่ 5 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยนายคิโยชิ มิยาซากะ นักบวชศาสนาชินโต เป็นผู้นำกลุ่ม และพวกเขาออกเดินทางด้วยความหวัง แม้ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ไม่เกิดปรากฏการณ์มิวาตาริเลยแม้แต่ครั้งเดียวก็ตาม

    อนึ่ง นักบวชรุ่นก่อนหน้าของมิยาซากะ บันทึกช่วงเวลาที่พื้นผิวทะเลสาบทั้งหมดกลายเป็นน้ำแข็ง และช่วงเวลาเกิดปรากฏการณ์มิวาตาริ โดยเมื่อไม่นานมานี้ พวกเขาเพิ่มการวัดอุณหภูมิและความหนาของน้ำแข็งด้วย

    บันทึกดังกล่าวแสดงข้อมูลที่เก็บรวบรวมจากสถานที่แห่งเดียวเป็นเวลาหลายร้อยปี ด้วยเหตุนี้ เราจึงสามารถเห็นได้ว่า สภาพอากาศเป็นอย่างไรเมื่อหลายศตวรรษก่อน นางนาโอโกะ ฮาเซงาวะ นักภูมิศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโอชาโนมิซุ ในกรุงโตเกียว กล่าว

    อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์มิวาตาริไม่เกิดขึ้นอีกเลย นับตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งทั้งนักวิทยาศาสตร์และผู้ศรัทธาต่างเชื่อว่าเป็นผลจาก การเปลี่ยน แปลงสภาพอากาศ

    เรากำลังเห็นสัญญาณของการเปลี่ยน แปลงสภาพอากาศในสถานที่หลายแห่งทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ทะเลสาบสุวะ และธรรมชาติไม่เคยโกหก มิยาซากะ กล่าวเพิ่มเติม

    ด้าน นายทาเคฮิโกะ มิคามิ ศาสตราจารย์กิตติคุณจากมหาวิทยาลัยโตเกียว เมโทรโพลิแทน และผู้ศึกษาปรากฏการณ์มิวาตาริร่วมกับฮาเซงาวะ กล่าวว่า เขาเคยเห็นปรากฏการณ์นี้ในปี 2541 โดยพื้นผิวทะเลสาบเป็นน้ำแข็งหนาประมาณ 15 เซนติเมตร และพวกเขาสามารถเดินข้ามทะเลสาบไปยังอีกฝั่งได้

    งานวิจัยของมิคามิ แสดงให้เห็นว่า ปรากฏการณ์มิวาตาริเกิดขึ้นในฤดูหนาวเกือบทุกปี จนถึงช่วงทศวรรษที่ 1980 แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา อุณหภูมิในตอนเช้ามักไม่ลดลงมากพอที่จะทำให้ทะเลสาบกลายเป็นน้ำแข็งได้

    สำหรับมิคามิ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็น “สัญญาณเตือนจากธรรมชาติ” และบ่งบอกถึงภาวะโลกร้อนที่เร่งตัว ซึ่งหากแนวโน้มดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไป เขาเกรงว่าปรากฏการณ์มิวาตาริจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5652041/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2In9T1xxafrXGy9QMr3DX9

  • เปิดคำพิพากษา ศาลตัดสิทธิ 10 ปี หมอเกศ ใช้วุฒิการศึกษาปลอม ลงสมัคร สว.

    เปิดคำพิพากษา ศาลตัดสิทธิ 10 ปี หมอเกศ ใช้วุฒิการศึกษาปลอม ลงสมัคร สว.

    วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.16 น.

    ด่วน!ศาลฎีกาฯคดีเลือกตั้งสั่ง เพิกถอนสิทธิหมอเกศ รับเลือกตั้ง 10 ปี ปมทุจริตใช้ตำแหน่งศาสตราจารย์ที่ไม่ผ่านการรับรองสมัครสว.ชักจูงให้ผู้อื่นเข้าใจผิดการคัดเลือกสว.ปี 67

    เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 4 มีนาคม ที่ห้องพิจารณาคดี5 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง สนามหลวง ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดีดำ ลต.สว.11 /2568 ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ผู้ร้อง ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของ น.ส.เกศกมล เปลี่ยนสมัย หรือ “หมอเกศ” สมาชิกวุฒิสภา (สว.)  ผู้คัดค้าน เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของ น.ส.เกศกมล เกี่ยวกับการใช้วุฒิการศึกษา ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นการหลอกลวงให้ผู้อื่นเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณ ในการสมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.)ตามพรป.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 77 (4)

    โดยคดีนี้ กกต. ผู้ร้อง ได้มีมติยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของ น.ส.เกศกมล พร้อมส่งหนังสือลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 ให้ศาลฎีกาฯ ไต่สวนกรณีน.ส.เกศกมล เปลี่ยนสมัย ใช้คำว่า ‘ศาสตราจารย์’ ทั้งที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์ตามกฎหมายของประเทศไทยลงสมัคร สว. ศาลฎีกาพิพากษา

    โดยวันนี น.ส.เกศกมล หรือหมอเกศ ไม่ได้เดินทางมาฟังคำสั่งศาล มีเพียงผู้รับมอบอำนาจมาฟังคำสั่งศาลแทน

    ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิเคราะห์ข้อเท็จของทั้งสองฝ่ายแล้วฟังเป็นที่ยุติเห็นว่า ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2567  ผู้คัดค้านสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภากลุ่มที่ 19กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรืออื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน ในแบบข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัคร (สว. 3) ผู้คัดค้าน ระบุในประวัติการศึกษา ว่า ศาสตราจารย์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และระบุประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานในกลุ่มที่สมัคร ว่า “ศาสตราจารย์ ดร.แพทย์หญิง เกศกมล เปลี่ยนสมัย” สถาบันแคลิฟอร์เนียร์ ยูนิเวอร์ซิตี้ เอฟซีอี ตั้งอยู่ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็นสถาบันที่ให้บริการประเมินและเทียบคุณวุฒิทางการศึกษาโดยได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย และกระทรวงศึกษาธิการรัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกา มีภารกิจในการเทียบคุณวุฒิทางการศึกษาและมอบปริญญาบัตรแก่นักศึกษาชาวต่างชาติ ยังไม่มีบุคคลใดนำคุณวุฒิทางการศึกษาจากแคลิฟอร์เนียร์ ยูนิเวอร์ซิตี้เอฟซีอี (California University Foreign Credential Evaluation) ไปยื่นเทียบคุณวุฒิทางการศึกษาต่อสำนักงาน ก.พ. เพื่อเข้ารับราชการ การพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งทาง วิชาการ “ศาสตราจารย์” สำหรับกรณีข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา มีขั้นตอนการดำเนินการตามพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม 

    สำหรับกรณีคณาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน มีขั้นตอนการดำเนินการตามพ.ร.บสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 ทั้งนี้การกำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ต้องเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้ง บุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ พ.ศ.2564และระเบียบคณะกรรมการการอุดมศึกษาที่เกี่ยวข้อง สำหรับการขอตำแหน่งทางวิชาการของ บุคลากรที่มีสถานภาพเป็นพนักงานในสถาบันอุดมศึกษานั้น เป็นอำนาจของสภาสถาบันอุดมศึกษาในการออกข้อบังคับและดำเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับ ซึ่งเป็นไปตามพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ผู้คัดค้านไม่มีชื่ออยู่ในฐานข้อมูลผู้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) และคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กำหนด และไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีสถาบันอุดมศึกษาใดเคยขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม พิจารณาดำเนินการเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้คัดค้านให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ 

    คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และพรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62 หรือไม่ เห็นว่า ประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานเป็นการระบุถึงงานที่ผู้คัดค้านกำลังทำอยู่หรือเคยทำมาแล้วในอดีต เมื่อผู้คัดค้านระบุว่า “ศาสตราจารย์ ดร.แพทย์หญิงเกศกมล เปลี่ยนสมัย” ผู้คัดค้านจึงต้องมีประสบการณ์การสอนหนังสือหรือประวัติการทำงาน สอนหนังสือมาก่อน หากผู้คัดค้านไม่เคยทำการสอนหนังสือมาก่อนก็ไม่อาจระบุว่าเป็นศาสตราจารย์ ในเอกสารข้อมูลแนะนำตัวผู้สมัคร ประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานในกลุ่มที่สมัครได้ ที่ผู้คัดค้านอ้างว่า ผู้ร้องได้มีการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติการเป็นศาสตราจารย์ของผู้คัดค้านแล้วโดยผู้คัดค้านทำหนังสือขอหารือไปยังสำนักงานของผู้ร้อง เรื่องการกรอกเอกสารข้อมูลการแนะนำตัวผู้สมัคร (สว. 3)

    ในส่วนข้อที่1 เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 ไม่มีบทบัญญัติห้ามมิให้ผู้สมัครที่ได้รับคุณวุฒิทางการศึกษาหรือได้รับตำแหน่งทางวิชาการจากต่างประเทศระบุในเอกสารแบบข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัคร (สว. 3 ) แต่ผู้คัดค้านก็ยังคงมีหน้าที่ต้องระบุข้อมูลด้วยความถูกต้องไม่แอบอ้างตนเองว่ามีประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ทำงานในตำแหน่งศาสตราจารย์เพื่อให้ ผู้สมัครอื่นเข้าใจผิดในสาระสำคัญของประวัติการทำงานของผู้คัดค้าน การกระทำของผู้คัดค้านเป็นการกระทำอันเป็นการทุจริตด้วยการให้ข้อมูลแนะนำตัวในส่วนประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานในกลุ่มที่สมัครไม่ตรงต่อความจริง เพื่อให้ผู้สมัครอื่นลงคะแนนให้แก่ตนเอง ทำให้การเลือกที่ต้องเป็นไปตามวิธีการที่กำหนดไว้ในพรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ไม่เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และเสมอภาคกันบนพื้นฐานของการนำเสนอข้อมูลประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานที่ตรงต่อความเป็นจริงของผู้สมัครแต่ละราย ทำให้เจตนารมณ์ของการเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่กำหนดให้ผู้สมัครเลือกกันเองภายในกลุ่มและเลือกผู้สมัครในกลุ่มอื่นที่อยู่สายเดียวกันของผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามวิธีการที่กำหนดไว้ ซึ่งต้องการบุคคลที่ซื่อสัตย์สุจริต มีความรู้ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ หรือการทำงานด้านต่าง ๆ ที่หลากหลายของสังคมเพื่อเข้าไปทำหน้าที่ในวุฒิสภาเสียไป 

    การกระทำของผู้คัดค้านจึงเป็นการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และตามพรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มตรา 62 

    พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนางสาวเกศกมล เปลี่ยนสมัย ผู้คัดค้านเป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา
     

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/950651&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TUHpOpWmi8WlWRktiV4LX