Category: วัฒนธรรม

  • กรมการจัดหางาน จับมือ ม.เซาธ์อีสท์บางกอก ลงนาม MOU ขับเคลื่อน “3 ม. มีงาน มีเงิน มีวุฒิ” ปั้นบัณฑิตไทยสู่ตลาดงานต่างประเทศ

    กรมการจัดหางาน จับมือ ม.เซาธ์อีสท์บางกอก ลงนาม MOU ขับเคลื่อน “3 ม. มีงาน มีเงิน มีวุฒิ” ปั้นบัณฑิตไทยสู่ตลาดงานต่างประเทศ

    กรมการจัดหางาน จับมือ ม.เซาธ์อีสท์บางกอก ลงนาม MOU ขับเคลื่อน “3 ม. มีงาน มีเงิน มีวุฒิ” ปั้นบัณฑิตไทยสู่ตลาดงานต่างประเทศ


    5/03/2569 | 40 |

    วันที่ 4 มีนาคม 2569 กรมการจัดหางาน โดยนายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการส่งเสริมให้คนไทยมีงานทำในต่างประเทศ โครงการ 3 ม. (มีงาน มีเงิน มีวุฒิ)

    ร่วมกับมหาวิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก โดยดร.สมศักดิ์ รุ่งเรือง อธิการบดีมหาวิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก  โดยมีนายมงคล สงคราม รองอธิบดีกรมการจัดหางาน ผู้บริหารกรมการจัดหางาน และคณาจารย์ ร่วมเป็นเกียรติ ณ ห้องประชุมเทียน อัชกุล ชั้น 10 กรมการจัดหางาน

    นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า กรมการจัดหางาน มุ่งขับเคลื่อนนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน “คนไทยต้องมีงานทำ” โดยส่งเสริมการมีงานทำ ทั้งในและต่างประเทศอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมและพัฒนาทักษะให้มีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน พร้อมทั้งบูรณาการความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาต่าง ๆ เพื่อเชื่อมโยงการเรียน การสอน สู่การมีงานทำอย่างเป็นรูปธรรม กรมการจัดหางาน จึงได้จัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการส่งเสริมให้คนไทยมีงานทำในต่างประเทศ โครงการ 3 ม (มีงาน มีเงิน มีวุฒิ) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ทำงานต่างประเทศอย่างถูกต้อง ควบคู่กับการได้ศึกษาต่อเนื่องและมีรายได้มั่นคง พร้อมพัฒนาหลักสูตรและเตรียมความพร้อมให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานต่างประเทศ

    นายสมชาย มรกตศรีวรรณ กล่าวต่อว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจครั้งนี้ มุ่งหวังให้นักศึกษาทุกคนได้รับการพัฒนาศักยภาพของตนเอง มีทักษะ และสามารถนำความรู้ ประสบการณ์ที่ได้กลับมาพัฒนาต่อยอด มีอาชีพที่มั่นคงในอนาคตอันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานและครอบครัว ตลอดจนเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม

    ทั้งนี้ นักเรียน นักศึกษา ที่ต้องการหางานทำสามารถใช้บริการที่เว็บไซต์ doe.go.th/overseas หรือ Facebook : กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ หรือสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ หมายเลขโทรศัพท์ 022451034 หรือ สายด่วน กระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/162059


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/482326&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Uf0-qqnQl4L-UhjZgB-Si

  • ผบ.สส. เปิด ‘มินิ วปอ.’ รุ่น 3 ปั้นผู้นำ เน้นบูรณาการความมั่นคงทุกมิติ

    ผบ.สส. เปิด ‘มินิ วปอ.’ รุ่น 3 ปั้นผู้นำ เน้นบูรณาการความมั่นคงทุกมิติ

    ผบ.สส. เปิดหลักสูตร วปอ.บอ. รุ่น 3 รวม 231 ผู้นำรัฐ–เอกชน เสริมศักยภาพรับมือภัยคุกคามโลกยุคใหม่ เน้นบูรณาการความมั่นคงทุกมิติ

    พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานในพิธีเปิดหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร สำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต (วปอ.บอ.) รุ่นที่ 3 ประจำปีการศึกษา 2569 ณ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ โดยมีผู้แทนจากเหล่าทัพและหน่วยงานด้านความมั่นคงเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

    โอกาสนี้ พลโท ทักษิณ ศิริสิงห ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร กล่าวรายงานว่า หลักสูตรดังกล่าวเริ่มการศึกษาเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ใช้ระยะเวลา 6 เดือน มีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 231 คน ประกอบด้วยข้าราชการทหารและตำรวจ 58 คน ข้าราชการพลเรือน 49 คน ข้าราชการการเมือง 5 คน เจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจ 7 คน องค์กรอิสระ 5 คน และภาคเอกชน 107 คน โดยมุ่งเน้นการเรียนรู้เชิงบูรณาการ การวิเคราะห์สถานการณ์ และการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายสู่ภาครัฐก่อนสำเร็จการศึกษา

    ในการปาฐกถาเปิดหลักสูตร พลเอก อุกฤษฎ์ กล่าวเน้นย้ำว่า วปอ.บอ. ไม่ใช่เพียงหลักสูตรพัฒนาผู้บริหาร แต่เป็นจุดเริ่มต้นของพันธกิจร่วมกันในการออกแบบอนาคตความมั่นคงของประเทศ ผู้เข้าร่วมทุกคนล้วนเป็นกำลังสำคัญจากหลากหลายภาคส่วน สะท้อนถึงทุนมนุษย์ที่เข้มแข็งของประเทศไทย

    ผู้บัญชาการทหารสูงสุดชี้ว่า โลกปัจจุบันกำลังเผชิญภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนและไร้พรมแดน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจดิจิทัล สงครามข้อมูล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ปัญหาสิ่งแวดล้อม และความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างรวดเร็วและลึกซึ้ง ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องเสริมสร้างความพร้อมทั้งด้านเศรษฐกิจ ดิจิทัล ข้อมูลข่าวสาร และศักยภาพผู้นำ ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน

    ผบ.สส. เปิด ‘มินิ วปอ.’ รุ่น 3 ปั้นผู้นำ เน้นบูรณาการความมั่นคงทุกมิติ

    พลเอก อุกฤษฎ์ ระบุเพิ่มเติมว่า หลักสูตร วปอ.บอ. จะเป็นเวทีฝึกคิดเชิงระบบ เสริมทักษะการตัดสินใจในสถานการณ์ซับซ้อน และเชื่อมโยงมิติความมั่นคงทุกด้านเข้าด้วยกัน เพราะภัยคุกคามยุคใหม่ไม่แยกส่วน การรับมือจึงต้องอาศัยความร่วมมือแบบบูรณาการ

    พร้อมกันนี้ ยังย้ำถึง “ทุน 3 ประการ” ที่หลักสูตรมุ่งสร้าง ได้แก่ ทุนทางปัญญา ทุนทางเครือข่าย และทุนทางคุณธรรม โดยยึดประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นศูนย์กลาง ภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงที่สมดุล ยั่งยืน และสามารถยืนหยัดอย่างสง่างามในเวทีโลก

    “ความมั่นคงในศตวรรษที่ 21 คือความสามารถในการปรับตัวให้เร็วกว่าความเปลี่ยนแปลงของโลก ผมเชื่อว่าผู้เข้าร่วมทุกท่านจะก้าวสู่การเป็นผู้นำแห่งอนาคต ที่กล้าคิด กล้าทำ และร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความมั่นคงที่ทันสมัย แข่งขันได้ และยั่งยืน” ผู้บัญชาการทหารสูงสุดกล่าวในตอนท้าย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/738899&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sJctuvgKHawr0ZdaMcS1M

  • เลือกตั้ง 2569: ถอดรหัสบาร์โค้ดบนบัตร “เลือกตั้งจำลอง”  สืบย้อนกลับไปหาผู้เลือกได้ 88% – BBC News ไทย

    เลือกตั้ง 2569: ถอดรหัสบาร์โค้ดบนบัตร “เลือกตั้งจำลอง” สืบย้อนกลับไปหาผู้เลือกได้ 88% – BBC News ไทย

    สมชัย ศรีสุทธิยากร เป็นผู้ดำเนินการหลักในการสาธิต “เลือกตั้งจำลอง”

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, สมชัย ศรีสุทธิยากร เป็นผู้ดำเนินการหลักในการสาธิต “เลือกตั้งจำลอง” โดยเขาบอกว่าหากอยากให้ไปทดลองหน้าสำนักงาน กกต. จะ 50-100-300 ตัวอย่าง “จัดให้ได้ครับ”
      • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
    • เวลาอ่าน: 15 นาที

    ห้องรับรองสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชั้น 2 ของอาคารรัฐสภา แปรสภาพเป็น “หน่วยเลือกตั้งจำลอง” โดยมีอุปกรณ์ครบถ้วน ทั้งคูหาเลือกตั้ง หีบบัตรเลือกตั้ง ปากกา แบบขีดคะแนน และที่ขาดไม่ได้คือบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด (barcode)

    เมื่อถึงเวลานัดหมาย 13.55 น. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ชี้แจงขั้นตอนสาธิต “การเลือกตั้งจำลอง” ซึ่งคล้ายคลึงกับการเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) แทบทุกประการ เพียงแต่ในสถานการณ์จำลองนี้ ให้ผู้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกก๋วยเตี๋ยวที่ชอบแบบบัญชีรายชื่อ 1 เมนู จากทั้งหมด 6 เมนู เมื่อทุกฝ่ายเข้าใจกติกาตรงกัน ก็ได้เวลาเปิดหีบเลือกตั้ง

    อาสาสมัคร 10 คน ซึ่งมีทั้งผู้สื่อข่าว นักวิชาการ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และประชาชนรับบทผู้ใช้สิทธิออกเสียงเลือกก๋วยเตี๋ยวที่ชอบ โดยมีอาสาสมัครอีก 4 คนทำหน้าที่กรรมการประจำหน่วยลงคะแนน (กปน.) ให้โหวตเตอร์ลงลายมือชื่อที่ต้นขั้วบัตร จากนั้น กปน. ฉีกบัตรลงคะแนนที่มีบาร์โค้ดส่งให้ผู้ใช้สิทธิเข้าไปกากบาทเลือกในคูหา แล้วนำมาหย่อนลงหีบบัตรด้วยตนเอง

    ทว่ากติกาพิเศษที่ผิดแผกไปจากการเลือกตั้งจริงคือ ให้ผู้ใช้สิทธิสามารถถ่ายรูปบัตรลงคะแนนที่กากบาทแล้วเอาไว้เป็นหลักฐาน

    เมื่อโหวตเตอร์ทุกคนใช้สิทธิครบถ้วนแล้ว ก็เข้าสู่ขั้นตอนการนับคะแนน โดยมี “ทีมนักสืบ” 5 ทีมร่วมภารกิจพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดสามารถระบุผู้ลงคะแนนได้จริงหรือไม่

    ในขณะที่ กปน. เปิดหีบ-กางบัตรออกมาขานคะแนน-บันทึกคะแนนลงแบบขีดคะแนนบนกระดาน ทีมวิเคราะห์ข้อมูลก็ตั้งกล้องถ่ายรูปบัตรลงคะแนนทุกใบ ทดลองถอดรหัสด้วยอุปกรณ์ที่จัดเตรียมมาเองใช้เวลาไม่เกิน 20 นาที และเปรียบเทียบกับผลการนับคะแนน

    ผลปรากฏว่า ระดับความแม่นยำของ “ทีมนักสืบ” ทั้ง 5 ทีมมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 88% หรือสามารถระบุคำตอบได้ถูกต้อง 44 รายการ จากทั้งหมด 50 รายการ โดยมีอยู่ 3 ทีมที่สามารถถอดรหัสได้ 100% คือตอบถูกหมดว่าโหวตเตอร์ทั้ง 10 คนลงคะแนนเลือกก๋วยเตี๋ยวเมนูใด และ 1 ทีมถอดรหัสได้ 90% (ตอบถูก 9 จาก 10 คน) และอีก 1 ทีมถอดรหัสได้ 40% (ตอบถูก 4 จาก 10 คน)

    นายสมชัยระบุว่า ตัวเลขนี้มาจากการทดลองเชิงประจักษ์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ก่อนสรุปว่า “การออกแบบบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดเป็นฝันร้ายของ กกต. ที่อาจนำไปสู่การวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้”

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • A designed image showing a generic hotel room, black wheelie suitcase, a standard lamp, a double bed with a white bedspread and blue, gold and black and white checked pillow, and the words REC with a red recording dot emblazoned over the top.

    • A woman holding a picture of two children is hugged by another woman during a funeral for those killed in an airstrike on a school on 3 March 2026. Image by Amirhossein Khorgooei/ISNA/WANA (West Asia News Agency) via Reuters

    • Trump in a USA hat, with another image in the background of smoke rising. A different image of Jeremy Bowen is to the side.

    • A satellite image of Jebel Ali Port, after one of the berths caught fire because of debris from an intercepted missile, in Dubai, United Arab Emirates

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    บัตรเลือกตั้ง

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    กมธ.การเมืองฯ ปัดแทรกแซง กกต. แค่ “ศึกษาเชิงวิชาการ”

    กิจกรรมนี้จัดโดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ในวันเดียวที่ กกต. ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 100 คน จาก 21 พรรคการเมือง ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนกว่า 37.8 ล้านคน โดยใช้บัตรเลือกตั้งสีชมพูที่มีบาร์โค้ด ท่ามกลางข้อถกเถียงของสังคมว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ทำให้การออกเสียงลงคะแนน “ไม่เป็นความลับ” และ “ขัดต่อรัฐธรรมนูญ” หรือไม่

    นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธาน กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ กล่าวว่า การทดลองนี้มีจุดประสงค์เพื่อ “ศึกษาเชิงวิชาการ” และจะนำข้อมูลไปประกอบการจัดทำรายงานการศึกษากระบวนการการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม (Free & Fair Election) ซึ่งครอบคลุมทั้งช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการเลือกตั้ง โดยจะเสนอรายงานและข้อเสนอแนะให้วุฒิสภาพิจารณาในสมัยประชุมหน้า พร้อมยืนยันว่า ข้อสรุปที่เกิดขึ้น ไม่ใช่กระบวนการตีความข้อกฎหมายว่าการลงคะแนนเป็นความลับหรือไม่ลับ หรือขัดรัฐธรรมนูญอย่างไร แต่ต้องการพิสูจน์ความเสี่ยงจากการมีบาร์โค้ดเท่านั้น เพื่อ กกต. จะได้นำข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากการทดลองไปพิจารณาและปรับปรุงการการเลือกตั้งครั้งต่อไป

    เขาย้ำด้วยว่า กมธ. มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าให้จัดการเลือกตั้งจำลองนี้ตามที่ได้รับการประสานงานมา แต่ยอมรับว่ามีเพื่อน กมธ. บางส่วนตั้งคำถาม แต่เมื่ออธิบายว่าเป็นการพิสูจน์ทางวิชาการ ก็เข้าใจ

    6 เมนูก๋วยเตี๋ยวที่ให้ผู้ออกเสียงโหวตเลือกในการเลือกตั้งจำลอง

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, 6 เมนูก๋วยเตี๋ยวที่ให้ผู้ออกเสียงโหวตเลือกในการเลือกตั้งจำลอง

    ส่วนที่มีนักกฎหมายออกมาตั้งข้อสังเกตว่า กมธ. ไม่มีอำนาจตรวจสอบการจัดการเลือกตั้งขององค์กรอิสระ เข้าข่ายแทรกแซงอำนาจหน้าที่ของ กกต. นั้น นายนรเศรษฐ์ย้ำว่าเจตนาของ กมธ. คือศึกษาเชิงวิชาการ ไม่ได้ทำเพื่อหาว่าใครถูกใครผิด กมธ. ไม่มีเจตนาก้าวล่วงหรือบอกว่า กกต. ต้องทำหรือไม่ทำอะไร แต่มองว่าการพัฒนาการเมืองที่ง่ายที่สุดคือเริ่มจากคูหาเลือกตั้ง และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนก็เริ่มที่คูหาเช่นกัน หากมีความสงสัยในกระบวนการเลือกตั้งย่อมกระทบต่อกระบวนการประชาธิปไตย

    เช่นเดียวกับเสียงวิจารณ์ที่ว่าการจัดจำลองการเลือกตั้งเพื่อ “ฟอกขาว” ให้กลุ่มบุคคลที่ถูก กกต. กล่าวโทษดำเนินคดีอาญา ซึ่งประธาน กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ ขอปฏิเสธ โดยบอกว่าเรื่องดังกล่าวให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย แต่ขณะนี้มีเพียงข่าว ยังไม่มีใครเห็นเนื้อหาของหมายแจ้งข้อกล่าวหาประชาชนแต่อย่างใด

    ทีมนักสืบแกะรอยบาร์โค้ดหาผู้เลือกได้อย่างไร

    สำหรับ “ทีมนักสืบ” ที่เข้าร่วมภารกิจแกะรอยบาร์โค้ดมีทั้งหมด 5 ทีม ประกอบด้วย ทีมนักศึกษามหาวิทยาลัย 2 ทีม ทีมนักเรียนมัธยม 1 ทีม และทีมประชาชนทั่วไป 2 ทีม แต่ละทีมใช้เทคนิคถอดรหัสบาร์โค้ดแตกต่างกันไป

    ในการวัดความแม่นยำ ผู้จัดงานให้โหวตเตอร์อาสาสมัครมายืนประจันหน้ากับทีมนักสืบ แล้วให้แต่ละทีมทายผลการลงคะแนนของโหวตเตอร์รายนั้น ๆ

    หญิงที่ชื่อ “ศิ” คือโหวตเตอร์คนแรกที่ใช้สิทธิและถูกทายผลการออกเสียง ซึ่งปรากฏว่ามี 4 จาก 5 ทีม ตอบถูกว่าเธอกากบาทเลือกก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น หรือคิดเป็นความแม่นยำที่ 80%

    จากนั้นโหวตเตอร์ที่เหลือ ก็ทยอยมาแสดงตัว-ให้ทีมนักสืบทายผลการออกเสียง พบว่า

    • มีบัตรลงคะแนนของโหวตเตอร์ 5 คน ที่ทีมนักสืบทุกทีมตอบถูกว่าออกเสียงอย่างไร คิดเป็น 100%
    • มีบัตรลงคะแนนของโหวตเตอร์ 4 คน ที่ทีมนักสืบ 4 จาก 5 ทีมตอบถูกว่าออกเสียงอย่างไร คิดเป็น 80%
    • มีบัตรลงคะแนนของโหวตเตอร์ 1 คน ที่ทีมนักสืบ 3 จาก 5 ทีมตอบถูกว่าออกเสียงอย่างไร คิดเป็น 60%

    โหวตเตอร์อาสาสมัครรายแรกเริ่มใช้สิทธิเลือกก๋วยเตี๋ยวที่ชอบ

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, โหวตเตอร์อาสาสมัครรายแรกเริ่มใช้สิทธิเลือกก๋วยเตี๋ยวที่ชอบ

    ทีมนักสืบปฏิบัติภารกิจสแกนบาร์โค้ด ในระหว่างการนับคะแนนเลือกตั้งจำลอง

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, ทีมนักสืบปฏิบัติภารกิจสแกนบาร์โค้ด ในระหว่างการนับคะแนนเลือกตั้งจำลอง

    ทีมนักสืบแสดงแบบบันทึกรายละเอียดการใช้สิทธิออกเสียงของโหวตเตอร์ เทียบคิวการเข้าคูหา และสามารถระบุตัวตนและผลการเลือกของโหวตเตอร์ได้ในที่สุด

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, ทีมนักสืบแสดงแบบบันทึกรายละเอียดการใช้สิทธิออกเสียงของโหวตเตอร์ เทียบคิวการเข้าคูหา และสามารถระบุตัวตนและผลการเลือกของโหวตเตอร์ได้ในที่สุด

    เมื่อประมวลภาพรวมทั้งหมด ปรากฏว่ามี 3 ทีมที่สามารถถอดรหัสบาร์โค้ดได้ 100% คือตอบถูกหมดว่าโหวตเตอร์ทั้ง 10 คนเลือกกินก๋วยเตี๋ยวเมนูใด รู้กระทั้งโหวตเตอร์รายใดทำบัตรเสีย

    ในบัตรเลือกกินก๋วยเตี๋ยวที่มีบาร์โค้ดอยู่ด้านล่าง เมื่อสแกนบาร์โค้ด จะปรากฏตัวอักษรขึ้นมา 9 หลัก ตัวแรกเป็นตัวหนังสือ ตามด้วยตัวเลขอีก 8 หลัก ซึ่งบัตรลงคะแนนแต่ละปึก จะเรียงลำดับหมายเลขจากน้อยไปหามาก เช่น A00000001 A00000002…

    ทีมนักศึกษาสายสืบ 1 ที่ทายผลถูกทั้งหมด เฉลยวิธีการถอดรหัสบาร์โค้ดเพื่อสืบย้อนกลับไปถึงผู้ลงคะแนนเสียงว่าใช้วิธีการถ่ายภาพ และใช้แอปพลิเคชันไลน์สแกนบาร์โค้ดแบบสด ๆ ตอนนับคะแนนซึ่งตรวจจับได้ไวมาก มีตัวเลขรหัสขึ้นมาเลย จึงสามารถระบุได้ว่าโหวตเตอร์ลงคะแนนอย่างไรหากรู้ว่าอยู่ในลำดับผู้ใช้สิทธิที่เท่าไร ทีมนี้ใช้เวลาเพียง 12 นาทีในการถอดรหัสบาร์โค้ด โดยไม่มีการสุ่มหรือคาดเดาเลย

    ทีมนักศึกษาสายสืบ 2 อีกทีมที่ทายผลถูก 100% ใช้การถ่ายภาพนิ่งผู้ใช้สิทธิ และถ่ายภาพนิ่งบาร์โค้ดตอนนับคะแนน จากนั้นเอาภาพบาร์โค้ดมาสแกนหาตัวเลขภายหลัง แล้วนำมาเทียบหาลำดับผู้ลงคะแนน แต่มีอุปสรรคเล็กน้อยจากการที่บาร์โค้ดโหวตเตอร์คนที่ 5-6 สแกนไม่ติด จึงต้องอาศัยการสุ่ม แต่ก็เดาถูก

    ทีมนักสืบประชาชน สามารถถอดรหัสได้ภายในเวลาเพียง 5 นาที เนื่องจากเตรียมตารางลำดับผู้ใช้สิทธิมาจากบ้าน จากนั้นก็เก็บภาพผู้ใช้สิทธิ ภาพการลงคะแนนบัตรเลือกตั้งเป็นรายใบ เมื่อนำไปสแกนบาร์โค้ด ก็สามารถจับคู่เช็กลำดับผู้ใช้สิทธิกับผลการออกเสียงได้ทันที

    ขณะที่ทีมนักเรียนสายสืบ ที่ทายถูก 60% แจ้งว่า พวกเขาใช้การอัดคลิปวิดีโอทั้งช่วงเลือกตั้งและขานคะแนน ทำให้ภาพบาร์โค้ดไม่ชัดเจน นำมาสแกนไม่ได้ ต้องอาศัยการคาดเดาร่วมด้วย

    ผู้จัดงานสรุปว่า ความแม่นยำขึ้นกับการเตรียมตัว ความเข้าใจต่อกระบวนการเลือก และอุปกรณ์ที่ใช้งาน

    ทีมนักสืบ 3 ทีมที่ทำผลงานการถอดรหัสบาร์โค้ดได้ถูกต้อง 100%

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, โฉมหน้าของทีมนักสืบ 3 ทีม ที่ทำผลงานการถอดรหัสบาร์โค้ดได้ถูกต้อง 100%

    “เสียลับ” ในเลือกตั้งจำลอง จะส่งผลต่อเลือกตั้ง 8 ก.พ. หรือไม่

    กระบวนการการเลือกตั้งจำลองใช้เวลา 2 ชม. ได้รับความสนใจจากผู้คนหลากหลายแวดวง อาทิ นักวิชาการด้านกฎหมาย นักการเมือง นักกิจกรรมการเมือง ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน รวมถึงประชาชนที่มีชื่อปรากฏว่าถูก กกต. แจ้งความดำเนินคดี ร่วมสังเกตการณ์การถอดรหัสบาร์โค้ดด้วย

    อย่างไรก็ตามไม่มีผู้แทนจากสำนักงาน กกต. และตัวแทนจากสถานเอกอัครราชทูตมาร่วมแต่อย่างใด ถึงแม้ กมธ. ทำหนังสือเชิญไปแล้วก็ตาม

    ผู้ร่วมสังเกตการณ์ 2 คนคือ รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ “บก.ลายจุด” นักเคลื่อนไหวการเมือง บอกตรงกันว่า กิจกรรมนี้ไม่ควรต้องจัดด้วยซ้ำ หาก กกต. ยอมรับว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งทำให้สืบย้อนกลับไปหาผู้ออกเสียงลงคะแนนได้

    รศ.ดร.ปริญญาเรียกร้องให้ กกต. ยืนยันกับประชาชนว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะไม่มีการใช้บาร์โค้ดอีก ซึ่งการพิสูจน์ในวันนี้สะท้อนว่าเพียงแค่รู้ลำดับการใช้สิทธิ ก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าใครเลือกใคร เพราะบัตรเลือกตั้งไล่เรียงไปตามหมายเลข หากหัวคะแนนเพียงไปนั่งเฝ้า ก็สามารถจำหน้าผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้ และแค่สแกนบาร์โค้ดก็สามารถตรวจสอบผลการลงคะแนนได้ โดยไม่ต้องมีต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง ดังนั้น กกต. จะมั่นใจได้อย่างไรว่าไม่มีเจ้าหน้าที่หน่วยใด เขตใด ทุจริต

    “ถ้าประชาชนรับเงินมา เขาต้องมีสิทธิกาไม่เลือกได้ นี่คือหลักเลือกตั้งโดยลับที่ กกต. ต้องคุ้มครองประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย” นักกฎหมายจาก มธ. กล่าว

    นักกฎหมายอีกคนที่มาร่วมสังเกตการณ์คือ ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก อดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้ความเห็นว่า คนที่บอกว่าการเลือกตั้งจะเป็นโมฆะหรือไม่เป็นโมฆะถือว่า “มีธง” ส่วนตัวไม่มีธง และขอแบ่งความลับการเลือกตั้งออกเป็น 3 ระดับ

    • ระดับผู้ใช้สิทธิออกเสียง หากเดินผ่านคูหาเลือกตั้ง ก็จะรู้ได้ว่าใครลงคะแนนอย่างไร แบบที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งปี 2549
    • ระดับเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีข้อถกเถียงว่าหากจับหัวกับหางบัตรเลือกตั้งมาเจอกัน ก็จะรู้ได้ว่าใครเลือกอะไร
    • ความลับในระบบ ซึ่งต้องหาต้นขั้วบัตรมาประกบกับหางบัตร ถึงจะรู้ว่าใครลงคะแนนอย่างไร

    “ที่ผ่านมา มีผู้ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ หากเจ้าหน้าที่ถูกซื้อจริง สิ่งที่ทำในวันนี้เปิดเผยให้เห็นว่ามันเปิดเผยผลการเลือกได้ทั้งหน่วย ถ้ารู้ลำดับที่การใช้สิทธิ และหมายเลขบัตรเลือกตั้ง ก็มีโอกาสรู้ว่าใครกาอย่างไร” ดร.เจษฎ์กล่าว

    นักกฎหมายรายนี้กล่าวต่อไปว่า หาก กกต. คาดเดาได้ว่าเหตุที่เกิดการทราบคะแนนจากการทดลองต่าง ๆ 7 กกต. และเลขาธิการ กกต. ก็อาจถูกกล่าวหาว่ามีส่วนรู้เห็นเป็นใจกับกระบวนการนี้

    เขาจึงคาดหวังว่าผู้ตรวจการแผ่นดินและศาลรัฐธรรมนูญจะรับเรื่องไปแล้วพิจารณา เพราะหากยังอยู่ในความคลางแคลงใจ การเลือกตั้งครั้งนี้ก็ทำให้คนเชื่อว่าสุจริตไม่ได้ คนก็จะมองว่ารัฐบาลมาจากการโกง รัฐมนตรีมาจากการโกง ไม่ทำให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าได้

    เจษฎ์ โทณะวณิก บอกว่า เขาไม่มีธงว่าการเลือกตั้ง 8 ก.พ. ต้องเป็นโมฆะหรือไม่

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, เจษฎ์ โทณะวณิก บอกว่า เขาไม่มีธงว่าการเลือกตั้ง 8 ก.พ. ต้องเป็นโมฆะหรือไม่

    ผลการพิสูจน์ข้อเท็จจริงด้วยวิธีที่เป็นวิทยาศาสตร์-ผ่านบัตรเลือกตั้งจำลองในวันนี้ อาจเพิ่มน้ำหนักให้กับสมมติฐานของฝ่ายที่ระบุว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสีชมพู ทำให้ “เสียลับ” ตามทัศนะของ ดร.เจษฎ์

    เขายอมรับว่านี่เป็นเพียงการ “พิสูจน์ทางทฤษฎี” ยังไม่มีผลทางกฎหมาย ซึ่งภาระในการพิสูจน์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส.ปาร์ตี้ลิสต์ เป็นของผู้ร้อง และต้องไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการเรียกพยานหลักฐานต่าง ๆ เพื่อพิสูจน์ความลับ เช่น อาจให้นำต้นขั้วบัตรและหางบัตรที่มีบาร์โค้ดเมื่อ 8 ก.พ. ไปพิสูจน์ หรือถ้าศาลเห็นว่าการเลือกตั้งจำลองวันนี้มีประโยชน์ ก็อาจนำไปประกอบได้ ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลเลย

    รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 85 กำหนดให้การเลือกตั้ง สส. ใช้วิธี “ออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ”

    เอกสารความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตรา ของรัฐธรรมนูญ 2560 จัดทำโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ขยายความหมาย “การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ” ว่าบุคคลอื่น “ไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงได้ลงคะแนนเสียงอย่างไรหรือออกเสียงลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใด”

    รองเลขาฯ กกต. ไม่แจงเหตุฟ้องดำเนินคดีสื่อ-ประชาชน

    ธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์  (ซ้าย) กับ ธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์  ซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถูกกล่าวหา 2 จาก 6 คน โดยมี กกต. เป็นผู้ฟ้องคดี

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, ธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ (ซ้าย) กับ ธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถูกกล่าวหา 2 จาก 6 คน โดยมี กกต. เป็นผู้ฟ้องคดี

    ภายหลังการเลือกตั้ง มีนักการเมือง นักกิจกรรมการเมือง และประชาชนฟ้องดำเนินคดีกับ กกต. จากกรณีปรากฏบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งในหลายศาลและหลายคดี นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ออกมาพูดถึงความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นครั้งแรกเมื่อ 3 มี.ค. ว่า ไม่มีความกังวลใจ เพราะถือว่าได้ทำหน้าที่ตามกฎหมาย และเป็นสิทธิของผู้ยื่นเรื่องฟ้องร้อง กกต. ก็จะสู้คดีต่อไป ไม่มีอะไร

    นอกจากตกที่นั่งผู้ถูกกล่าวหา กกต. ก็ขอเป็นผู้กล่าวหา โดยมอบหมายให้นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. เข้าแจ้งความต่อกองปราบปรามเพื่อดำเนินคดีอาญากับกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และพยายามถอดรหัสคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ ในระหว่างการออกเสียงลงคะแนนใหม่หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 คันนายาว กทม. เมื่อ 22 ก.พ.

    ถึงตอนนี้ กกต. ยังไม่เคยระบุชัดเจนว่าบุคคลที่ถูกฟ้องคือใคร แต่สื่อหลายสำนักรายงานตรงกันว่ามีผู้ถูกกล่าวหา 6 คน ซึ่งมีทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี/ไอที/เอไอ, นักการเมือง, อดีต กกต. และสื่อมวลชน โดยตั้งข้อกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 66 วรรคสอง (ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.), ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 (ยุยงปลุกปั่นฯ) มาตรา 209 (อั้งยี่) มาตรา 322 (เปิดเผยความลับ) และผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14

    ในวันนี้มี 3 จาก 6 คนที่ปรากฏชื่อในข่าวว่า กกต. แจ้งความดำเนินคดีมาร่วมกิจกรรมจำลองการเลือกตั้งด้วย ประกอบด้วย นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต., นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ หรือ “ดร.เรือบิน” ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม, นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีบล็อกเชน ซึ่งทั้งหมดบอกว่ายังไม่มีหมายเรียกไปให้ข้อมูลต่อพนักงานสอบสวนแต่อย่างใด

    ในระหว่างเปิดแถลงข่าวที่สำนักงาน กกต. นายครรชิตกล่าวถึงการแจ้งความดำเนินคดีกับ 6 ประชาชนว่า อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อไปให้ถ้อยคำเพิ่มเติมกับพนักงานสอบสวน

    ส่วนที่มีข้อสงสัยว่าในวันดังกล่าว สื่อมวลชนหลายสำนักก็ถ่ายรูปในลักษณะเดียวกัน สื่อที่ถูกแจ้งความมีพฤติกรรมแตกต่างกันอย่างไรนั้น รองเลขาธิการ กกต. ตอบว่า ที่แจ้งความดำเนินคดีไปเป็นการดูเบื้องต้น ขณะนี้มีการเอาวงจรปิด รวมถึงคลิปต่าง ๆ มาดูเพิ่มเติมอยู่ ส่วนเหตุผลเหตุผลที่แจ้งความ ขอไปอธิบายเหตุผลกับพนักงานสอบสวน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cq57y97l405o&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09mRcC7q4v-zePGoEsY0eh

  • ภาคประชาชน ‘ถอดรหัสบาร์โค้ด’ ได้แล้ว หลังจำลองการเลือกตั้ง พบ ทีมตัวแทนนักสืบเช็คได้ทั้งหมด ใครกาเบอร์อะไร

    ภาคประชาชน ‘ถอดรหัสบาร์โค้ด’ ได้แล้ว หลังจำลองการเลือกตั้ง พบ ทีมตัวแทนนักสืบเช็คได้ทั้งหมด ใครกาเบอร์อะไร

    ในการจัดจำลองการเลือกตั้ง โดยภาคประชาชน ร่วมกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มี นรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการฯ ร่วมกับ สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อศึกษาว่า การมีบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง จะสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้ลงคะแนนได้หรือไม่

    Senate-ECT-4Mar2026-SPACEBAR-Photo01.jpg

    โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม อาทิ ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ หรือ ดร.เรือบิน ผอ.ดีโหวท มหาวิทยาลัยศรีปทุม, ธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Domecloud พร้อมทีมนักสืบที่จะมาร่วมถอดรหัสบัตรเลือกตั้งจำลอง, นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. , นันทนา นันทวโรภาส สว., เทวฤทธิ์ มณีฉาย สว., เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ, ธนพร ศรียากูล นักวิชาการและนักวิเคราะห์การเมือง, ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นารากร ติยายน อดีตผู้สมัคร สส. พรรคประชาธิปัตย์, สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด และ เพจแม่แนนน้องสมาร์ท ร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์

    Senate-ECT-4Mar2026-SPACEBAR-Photo02.jpg

    เจษฎ์ กล่าวช่วงหนึ่งว่า ใครบอกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้โมฆะหรือไม่โมฆะแสดงว่ามีธง ซึ่งตนเองไม่เคยพูดว่า โมฆะหรือไม่โมฆะ แต่พูดอยู่เสมอว่า ระดับความลับของการเลือกตั้งมีอยู่ 3 ระดับ คือ 1. เดินผ่านด้านหลังคูหาแล้วมีโอกาสเห็น 2. ระดับเจ้าหน้าที่ ที่ถูกตั้งคำถามว่าหัวกับหางมาเจอกันหรือไม่ และ 3. ความลับในระบบที่มีถึง 3 ชั้น ที่เป็นข้อถกเถียงกันว่า สแกนบาร์โค้ดแล้วไปเจอหัวในระบบ ไปตามเจอได้หรือไม่ แล้วจะไปตามเจอได้อย่างไร

    ขณะที่ นรเศรษฐ์ กล่าวว่า ตนเองได้ประสานสมชัย ในแง่ข้อมูลความเสี่ยงในการมีบาร์โค้ดบำบัดเลือกตั้ง ซึ่งเข้าใจว่าเป็นข้อกังวลของหลายคนในตอนนี้ และคิดว่าเป็นการดี หากจะทำให้ข้อมูลนี้ความชัดเจน และน่าจะมีพื้นที่ทำการศึกษาในเชิงวิชาการ โดย กมธ. สามารถเปิดพื้นที่ตรงนี้ได้ และให้เวทีในวันนี้ เป็นการพิสูจน์ความเสี่ยงว่า การมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สามารถถูกตรวจสอบกลับไปจนรู้ว่าผู้มาออกเสียง เลือกใครได้หรือไม่

    Senate-ECT-4Mar2026-SPACEBAR-Photo04.jpg

    อย่างไรก็ตาม เจตนารมย์ในครั้งนี้ของ กมธ. เพื่อเป็นการศึกษาในเชิงวิชาการ เพราะขณะนี้ กมธ. ทำรายงานการเลือกตั้งที่โปร่งใส และเป็นธรรม คือการศึกษาการเลือกตั้ง ทั้งก่อนเลือกตั้ง และหลังเลือกตั้ง ขอให้การพิสูจน์ในวันนี้ ก็จะนำไปศึกษาและเป็นข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าจะทำอย่างไรต่อไปในอนาคต

    นรเศรษฐ์ ย้ำว่า ข้อสรุปในวันนี้ จะไม่ใช่ประเด็น หรือการตีความในเรื่องข้อกฎหมายว่าลับหรือไม่ลับ หรือผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งอาจจะไม่ได้อยู่ในขอบข่ายที่ กมธ. ได้ศึกษาในวันนี้ แต่เราต้องพิสูจน์ความเสี่ยงของการมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเท่านั้น

    ด้านสมชัย ได้กล่าวชี้แจงกติกาว่า ขอตัวแทนประชาชน 10 คน ที่จะแสดงตนเพื่อรับบัตร เข้าไปกาในคูหา และหย่อนบัตร โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งในระหว่างที่อาสาสมัครรับบัตรนั้นเกิดไฟดับภายในห้องที่ใช้จำลองสถานการณ์ ทำให้สมชัย ถึงกับเอ่ยปากแซวว่า “เป็นการจำลองที่เสมือนจริง”

    Senate-ECT-4Mar2026-SPACEBAR-Photo09.jpg

    สมชัย กล่าวชี้แจงขั้นตอนต่อไปว่า การเลือกในวันนี้จะเป็นการ ลงคะแนนก๋วยเตี๋ยวที่ชอบแบบบัญชีรายชื่อซึ่งประกอบไปด้วย ก๋วยเตี๋ยวเรือ, ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ, ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ, ก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น, ก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ และก๋วยเตี๋ยวเป็ด หลังจากลงคะแนนแล้ว ขอให้อาสาสมัครถ่ายบัตรที่ลงคะแนนไว้และเก็บไว้กับตัวเองเป็นความลับ พร้อมย้ำว่า ตามขั้นตอนของ กกต. แล้ว ไม่มีขั้นตอนนี้ เพราะหากใครละเมิด จะถือว่าผิดกฎหมาย โดยหลังจากอาสาสมัครลงคะแนนแล้ว จะมีทีมนักสืบที่จะถอดรหัส ว่าใครเลือกเมนูก๋วยเตี๋ยวแบบไหน

    โดยอาสาสมัครทั้ง 10 คน ได้มีตัวแทนจากภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นมี นพ.ทศพร เสรีรักษ์ และ ธนพร และยังมีตัวแทนจากสื่อมวลชนด้วย ขณะที่นักสืบ จะมีตัวแทนจากหลากหลายช่วงวัย และหลากหลายอาชีพ จำนวน 5 ทีม

    จากนั้น ได้เริ่มนับคะแนน สรุปผลการลงคะแนน พบว่า บัตรดี 7 ใบ บัตรเสีย 2 ใบ และไม่ประสงค์ลงคะแนน 1 ใบ โดยสมชายได้ให้ทีมนักสืบถอดรหัสว่าใครเลือกอะไรภายในเวลา 20 นาที

    สำหรับผลการทดลองถอดรหัสกับทีมนักสืบคะแนนปรากฏว่า คนแรก ทีมนักสืบจาก 5 ทีมตอบถูก 4 ทีม, คนที่สอง ทีมนักสืบตอบถูกทั้ง 5 ทีม, คนที่สาม ทีมนักสืบตอบถูกทั้ง 5 ทีม, คนที่สี่ ทีมนักสืบตอบถูก 4 ทีม, คนที่ห้า ทีมนักสืบตอบถูก 4 ทีม, คนที่หก ทีมนักสืบตอบถูก 3 ทีม, คนที่เจ็ด ทีมนักสืบตอบถูก 4 ทีม, คนที่แปด ทีมนักสืบตอบถูกทั้ง 5 ทีม, คนที่เก้า ทีมนักสืบตอบถูก 4 ทีม และคนที่สิบ ทีมนักสืบตอบถูกทั้ง 5 ทีม

    โดยทีมที่ตอบถูก 10 ข้อ ทั้ง 3 ทีมได้เปิดเผยวิธีการคำนวณ โดยทีมแรก ระบุว่า ใช้วิธีถ่ายภาพและใช้ App ยิง QR Code ทั่วไปแต่เจอว่าใช้ Application LINE สแกนง่ายกว่าจึงลองใช้สแกนตัวบัตรเต็ม ๆ ซึ่งไวกว่าถ่ายภาพ และตรวจจับได้ไวมาก ขอแค่ตรวจเก็บ QR Code ให้ครบรู้เลยว่าบัตรเสียและเสียเพราะอะไร และรู้ได้ว่าเป็นของผู้ที่ลงคะแนนลำดับที่เท่าไหร่ และเหตุผลที่ไม่ประสงค์ลงคะแนนเพราะอะไร

    Senate-ECT-4Mar2026-SPACEBAR-Photo12-1.jpg

    ส่วนอีกทีมหนึ่งใช้วิธีถ่ายภาพนิ่งให้ชัดเจน และนำมาสแกนเอารหัส แล้วนำรหัสนั้นไปเทียบกับรายชื่อคนลงคะแนน แต่จะมีปัญหาในบางคนที่สแกนไม่ติด

    ขณะที่อีกทีมหนึ่ง ใช้วิธีการตีตารางและไล่ว่าใบที่ 1 ขานอะไร และเมื่อสแกนแล้วแต่ละใบรหัสอะไร ทำให้รู้ได้ว่าแต่ละลำดับเลือกอะไร ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกันกับตอนที่ทีมนี้ใช้ติดตามการลงคะแนนเลือก สว. และใช้เวลาเพียงแค่ 5 นาที ถูกทั้งหมด หากมีการเตรียมการล่วงหน้าก็จะสามารถถอดออกมาได้

    ภายหลัง ปริญญา กล่าวว่า เป็นเรื่องที่พิสูจน์แล้วว่าไม่ต้องรอต้นขั้วไม่ต้องมีรายชื่อของผู้ใช้สิทธิ์ ก็สามารถรู้ได้ และถามว่า กกต. จะมั่นใจได้อย่างไรว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่หน่วยใด หรือเขตใด ที่อาจเป็นหัวคะแนน หรือไม่มีทางรู้ได้ว่าใครเลือกใคร หากประชาชนเลือกมา ก็ต้องมีมีสิทธิ์ที่จะกากบาทในแบบที่กา หรือแม้แต่อยู่ในเขตอิทธิพล หากจะไม่เลือกตั้งใหญ่ ก็ต้องกล้าไม่เลือก ต้องไม่กลัวว่าพรรคที่เลือกไปจะทำให้เดือดร้อนหรือไม่ เป็นหน้าที่ที่ กกต. ต้องคุ้มครองประชาชนที่มาใช้สิทธิ์ ขอเพียงรู้ลำดับ ก็รู้แล้วว่าใครเลือกใคร

    ขณะที่สมบัติ กล่าวว่า หากสิ่งนี้มีเจตนาซ่อนอยู่เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก หากยืนยันว่าจะใช้วิธีการนี้ต่อไปโดยบอกว่าเป็นการลับ ต่อให้ไม่มีการถ่ายรูปก็คงจะมีวิธีการอื่น พร้อมยกตัวอย่างวิธีการนับคะแนนการเลือกตั้งใหม่ ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ที่พบว่าจำนวนบัตรไม่ตรงกันกับการนับครั้งแรก จึงขอเสนอให้ กกต. เปิดหีบจำนวนหนึ่ง อาจจะ 100 – 500 หน่วย ทำแบบเป็นทางลับ ไม่สามารถนำกล้องไปถ่ายขณะที่นับได้ แต่เพื่อดูว่าคะแนนที่ต้องการนั้น ตรงกับคะแนนที่รวบรวมไว้ได้หรือไม่ จะเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่ามีความพยายามที่จะยืนยันว่าสิ่งที่ทำงานอยู่นั้นเป็นไปด้วยความโปร่งใส และอาจเกิดความผิดพลาด มาจากคณะกรรมการประจำหน่วย (กปน.)

    Senate-ECT-4Mar2026-SPACEBAR-Photo13.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/senate-ect-4mar2026&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RXhboHL2hGq3eVY6oSFrk

  • ปิดฉาก ‘หมอเกศ’ ศาลฎีกาฯสั่งเพิกถอนสิทธิ 10 ปี ปม ‘ศาสตราจารย์’ ลงเลือก สว. 67 | เดลินิวส์

    ปิดฉาก ‘หมอเกศ’ ศาลฎีกาฯสั่งเพิกถอนสิทธิ 10 ปี ปม ‘ศาสตราจารย์’ ลงเลือก สว. 67 | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 4 มี.ค. ที่ศาลฎีกา สนามหลวง ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งนัดอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ ลต สว 11/2568 ที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นผู้ร้อง น.ส.เกศกมล เปลี่ยนสมัย ผู้คัดค้าน เรื่อง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาฯ (ขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง) กรณี น.ส.เกศกมล ใช้คำว่า ‘ศาสตราจารย์’ ทั้งที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์ตามกฎหมายของประเทศไทยลงสมัคร สว.

    ชี้ชะตา! ศาลฎีกานัดพิพากษา ‘หมอเกศ’ ใช้ศาสตราจารย์เป็นสว.มิชอบ 4 มี.ค.นี้

    ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งไต่สวนและตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 ผู้คัดค้านสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภากลุ่มที่ 19 กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรืออื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน ในแบบข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัคร (สว. 3) ผู้คัดค้าน ระบุในประวัติการศึกษา ว่า ศาสตราจารย์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และระบุประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานในกลุ่มที่สมัคร ว่า “ศาสตราจารย์ ดร.แพทย์หญิง เกศกมล เปลี่ยนสมัย” สถาบันแคลิฟอร์เนียร์ยูนิเวอร์ซิตี้ เอฟซีอี ตั้งอยู่ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็นสถาบันที่ให้บริการประเมินและเทียบคุณวุฒิทางการศึกษาโดยได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย และกระทรวงศึกษาธิการรัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกา มีภารกิจในการเทียบคุณวุฒิทางการศึกษาและมอบปริญญาบัตรแก่นักศึกษาชาวต่างชาติ ยังไม่มีบุคคลใดนำคุณวุฒิทางการศึกษาจากแคลิฟอร์เนียร์ ยูนิเวอร์ซิตี้ เอฟซีอี (California University Foreign Credential Evaluation) ไปยื่นเทียบคุณวุฒิทางการศึกษาต่อสำนักงาน ก.พ. เพื่อเข้ารับราชการ การพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการ “ศาสตราจารย์” สำหรับกรณีข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา มีขั้นตอนการดำเนินการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

    สำหรับกรณีคณาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน มีขั้นตอนการดำเนินการตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 ทั้งนี้การกำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ต้องเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ พ.ศ. 2564 และระเบียบคณะกรรมการการอุดมศึกษาที่เกี่ยวข้อง สำหรับการขอตำแหน่งทางวิชาการของบุคลากรที่มีสถานภาพเป็นพนักงานในสถาบันอุดมศึกษานั้น เป็นอำนาจของสภาสถาบันอุดมศึกษาในการออกข้อบังคับและดำเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับ ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

    ผู้คัดค้านไม่มีชื่ออยู่ในฐานข้อมูลผู้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) และคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กำหนด และไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีสถาบันอุดมศึกษาใดเคยขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พิจารณาดำเนินการเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้คัดค้านให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์

    คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 หรือไม่ เห็นว่า ประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานเป็นการระบุถึงงานที่ผู้คัดค้านกำลังทำอยู่หรือเคยทำมาแล้วในอดีต เมื่อผู้คัดค้านระบุว่า “ศาสตราจารย์ ดร.แพทย์หญิงเกศกมล เปลี่ยนสมัย” ผู้คัดค้านจึงต้องมีประสบการณ์การสอนหนังสือหรือประวัติการทำงาน สอนหนังสือมาก่อน หากผู้คัดค้านไม่เคยทำการสอนหนังสือมาก่อนก็ไม่อาจระบุว่าเป็นศาสตราจารย์ ในเอกสารข้อมูลแนะนำตัวผู้สมัคร ประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานในกลุ่มที่สมัครได้ ที่ผู้คัดค้านอ้างว่า ผู้ร้องได้มีการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติการเป็นศาสตราจารย์ของผู้คัดค้านแล้วโดยผู้คัดค้านทำหนังสือขอหารือไปยังสำนักงานของผู้ร้อง เรื่องการกรอกเอกสารข้อมูลการแนะนำตัวผู้สมัคร (สว. 3) ในส่วนข้อที่ 1 เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ไม่มีบทบัญญัติห้ามมิให้ผู้สมัครที่ได้รับคุณวุฒิทางการศึกษาหรือได้รับตำแหน่งทางวิชาการจากต่างประเทศระบุในเอกสารแบบข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัคร (สว. 3 ) แต่ผู้คัดค้านก็ยังคงมีหน้าที่ต้องระบุข้อมูลด้วยความถูกต้อง ไม่แอบอ้างตนเองว่ามีประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ทำงานในตำแหน่งศาสตราจารย์เพื่อให้ผู้สมัครอื่นเข้าใจผิดในสาระสำคัญของประวัติการทำงานของผู้คัดค้าน

    การกระทำของผู้คัดค้านเป็นการกระทำอันเป็นการทุจริตด้วยการให้ข้อมูลแนะนำตัวในส่วนประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานในกลุ่มที่สมัครไม่ตรงต่อความจริง เพื่อให้ผู้สมัครอื่นลงคะแนนให้แก่ตนเอง ทำให้การเลือกที่ต้องเป็นไปตามวิธีการที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ไม่เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และเสมอภาคกันบนพื้นฐานของการนำเสนอข้อมูลประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานที่ตรงต่อความเป็นจริงของผู้สมัครแต่ละราย ทำให้เจตนารมณ์ของการเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่กำหนดให้ผู้สมัครเลือกกันเองภายในกลุ่มและเลือกผู้สมัครในกลุ่มอื่นที่อยู่สายเดียวกันของผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามวิธีการที่กำหนดไว้ ซึ่งต้องการบุคคลที่ซื่อสัตย์สุจริต มีความรู้ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ หรือการทำงานด้านต่าง ๆ ที่หลากหลายของสังคมเพื่อเข้าไปทำหน้าที่ในวุฒิสภาเสียไป

    การกระทำของผู้คัดค้านจึงเป็นการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62

    พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนางสาวเกศกมล เปลี่ยนสมัย ผู้คัดค้าน เป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5656722/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KvyEuqr5q_gjNhfPGTTSs

  • ศาลฟันหมอเกศ! ถูกตัดสิทธิ 10 ปี ทุจริตใช้วุฒิการศึกษาปลอม : News Hour 04-03-69

    ศาลฟันหมอเกศ! ถูกตัดสิทธิ 10 ปี ทุจริตใช้วุฒิการศึกษาปลอม : News Hour 04-03-69

    เผยแพร่:

    ศาลฟันหมอเกศ! ถูกตัดสิทธิ 10 ปี ทุจริตใช้วุฒิการศึกษาปลอม : News Hour 04-03-69 Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/playlist03/watch/L-JOAhIIqdY&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39ZgyGOrq8j7wT5u3hYfZA

  • สถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ หารือความร่วมมือกับ PolyU ฮ่องกง

    สถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ หารือความร่วมมือกับ PolyU ฮ่องกง

    Skip to content

    สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย รศ.ดร.อุ่นเรือน เล็กน้อย ผู้อำนวยการสถาบัน ได้ร่วมหารือความร่วมมือกับ Prof. Kaye Chon, Dean, School of Hotel and Tourism Management, The Hong Kong Polytechnic University (PolyU) เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569

    การหารือในครั้งนี้เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและต่อยอดความร่วมมือที่สถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ และ The Hong Kong Polytechnic University ได้ริเริ่มร่วมกัน โดยมีเป้าหมายในการฝึกอบรมสำหรับผู้บริหารและชุมชนท้องถิ่นในอนาคต

    ทั้งนี้ The Hong Kong Polytechnic University (PolyU) เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก และ School of Hotel and Tourism Management (SHTM) ได้รับการยอมรับในฐานะสถาบันชั้นนำของฮ่องกง และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 1 ของโลกอย่างต่อเนื่อง จากการจัดอันดับของ ShanghaiRanking’s Global Ranking of Academic Subjects (2024–2025)

    หลังจากการปรึกษาหารือ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ จะนำข้อหารือในครั้งนี้มาพัฒนาเป็นหลักสูตรใหม่ที่ออกแบบเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาศักยภาพผู้นำและชุมชนในบริบทโลกยุคใหม่ต่อไป

    จุฬาฯ สนับสนุนให้อาจารย์ทำงานวิจัย นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากต่อทั้งอาจารย์ นิสิต รวมถึงภาคประชาสังคม

    รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/290701/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iwnG30k4WPG-YDobARtX1

  • สะเทือนสภา! สมชัย จับมือ กมธ.พัฒนาการเมือง สว. จำลองการเลือกตั้ง ถอดรหัส ‘บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด’

    สะเทือนสภา! สมชัย จับมือ กมธ.พัฒนาการเมือง สว. จำลองการเลือกตั้ง ถอดรหัส ‘บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด’

    วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.00 น.

    ‘อดีตกกต. สมชัย’ ผนึก ‘กมธ. พัฒนาการเมืองฯ สว.’ จัดจำลองการเลือกตั้ง ถอดรหัส ‘บาร์โค้ด – คิวอาร์โค้ด’ พบสืบเช็คย้อนหลังได้ ใครกาเบอร์อะไร ครบทั้ง 10 คน ด้าน ‘นรเศรษฐ์’ ยันเจตนารมย์แค่ศึกษา ไม่เกี่ยวตีความข้อกฎหมาย

    4มี.ค.2569 เมื่อเวลา 14.00 น. ที่รัฐสภา มีการจัดจำลองการเลือกตั้งโดยภาคประชาชน ร่วมกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มีนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการฯ ร่วมกับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อศึกษาว่าการมีบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง จะสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้ลงคะแนนได้หรือไม่ 

    สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม อาทิ นายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ หรือ ดร.เรือบิน ผอ.ดีโหวท  มหาวิทยาลัยศรีปทุม และ นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Domecloud พร้อมทีมนักสืบที่จะมาร่วมถอดรหัสบัตรเลือกตั้งจำลอง, นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. , น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว., นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว., นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ, นายธนพร ศรียากูล นักวิชาการและนักวิเคราะห์การเมือง, นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, น.ส.นารากร ติยายน อดีตผู้สมัคร สส. พรรคประชาธิปัตย์, นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์

    โดยนายเจษฎ์ กล่าวช่วงหนึ่งว่า ใครบอกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้โมฆะหรือไม่โมฆะแสดงว่ามีธง ซึ่งตนไม่เคยพูดว่าโมฆะหรือไม่โมฆะ แต่พูดอยู่เสมอว่าระดับความลับของการเลือกตั้งมีอยู่ 3 ระดับ 1. เดินผ่านด้านหลังคูหาแล้วมีโอกาสเห็น 2. ระดับเจ้าหน้าที่ ที่ถูกตั้งคำถามว่าหัวกับหางมาเจอกันหรือไม่ และ 3. ความลับในระบบที่มีถึง 3 ชั้น ที่เป็นข้อถกเถียงกันว่าสแกนบาร์โค้ดแล้วไปเจอหัวในระบบไปตามเจอได้หรือไม่ แล้วจะไปตามเจอได้อย่างไร

    ขณะที่นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า ตนได้ประสานนายสมชัย ในแง่ข้อมูลความเสี่ยงในการมีบาร์โค้ดบำบัดเลือกตั้ง ซึ่งเข้าใจว่าเป็นข้อกังวลของหลายคนในตอนนี้ และคิดว่าเป็นการดี หากจะทำให้ข้อมูลนี้ความชัดเจน และน่าจะมีพื้นที่ทำการศึกษาในเชิงวิชาการ  โดยกมธ. สามารถเปิดพื้นที่ตรงนี้ได้ และให้เวทีในวันนี้ เป็นการพิสูจน์ความเสี่ยงว่าการมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สามารถถูกตรวจสอบกลับไปจนรู้ว่าผู้มาออกเสียง เลือกใครได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม เจตนารมย์ในครั้งนี้ของ กมธ. เพื่อเป็นการศึกษาในเชิงวิชาการ เพราะขณะนี้ กมธ. ทำรายงานการเลือกตั้งที่โปร่งใส และเป็นธรรม คือการศึกษาการเลือกตั้ง ทั้งก่อนเลือกตั้ง และหลังเลือกตั้ง  และขอให้การพิสูจน์ในวันนี้ ก็จะนำไปศึกษาและเป็นข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าจะทำอย่างไรต่อไปในอนาคต

    นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า ย้ำว่าข้อสรุปในวันนี้จะไม่ใช่ประเด็น หรือการตีความในเรื่องข้อกฎหมายว่าลับหรือไม่ลับ หรือผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งอาจจะไม่ได้อยู่ในขอบข่ายที่ กมธ. ได้ศึกษาในวันนี้ แต่เราต้องพิสูจน์ความเสี่ยงของการมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเท่านั้น

    ด้านนายสมชัย ได้กล่าวชี้แจงกติกาว่า ขอตัวแทนประชาชน 10 คน ที่จะแสดงตนเพื่อรับบัตร เข้าไปกาในคูหา และหย่อนบัตร โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 

    ทั้งนี้ ในระหว่างที่อาสาสมัครรับบัตรนั้นเกิดไฟดับภายในห้องที่ใช้จำลองสถานการณ์ ทำให้นายสมชัย ถึงกับเอ่ยปากแซวว่า “เป็นการจำลองที่เสมือนจริง”

    นายสมชัย กล่าวชี้แจงขั้นตอนต่อไปว่า การเลือกในวันนี้จะเป็นการ ลงคะแนนก๋วยเตี๋ยวที่ชอบแบบบัญชีรายชื่อซึ่งประกอบไปด้วย ก๋วยเตี๋ยวเรือ, ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ, ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ, ก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น, ก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ และก๋วยเตี๋ยวเป็ด หลังจากลงคะแนนแล้ว ขอให้อาสาสมัครถ่ายบัตรที่ลงคะแนนไว้และเก็บไว้กับตัวเองเป็นความลับ พร้อมย้ำว่า ตามขั้นตอนของ กกต. แล้ว ไม่มีขั้นตอนนี้ เพราะหากใครละเมิด จะถือว่าผิดกฎหมาย โดยหลังจากอาสาสมัครลงคะแนนแล้ว จะมีทีมนักสืบที่จะถอดรหัส ว่าใครเลือกเมนูก๋วยเตี๋ยวแบบไหน 

    ทั้งนี้ อาสาสมัครทั้ง 10 คน ได้มีตัวแทนจากภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นมี นพ.ทศพร เสรีรักษ์ และรศ.ดร.ธนพร ศรียากูล และยังมีตัวแทนจากสื่อมวลชนด้วย ขณะที่นักสืบ จะมีตัวแทนจากหลากหลายช่วงวัย และหลากหลายอาชีพ จำนวน 5 ทีม

    จากนั้น ได้เริ่มนับคะแนน โดยสรุปผลการลงคะแนน พบว่า บัตรดี 7 ใบ บัตรเสีย 2 ใบ และไม่ประสงค์ลงคะแนน 1 ใบ โดยนายสมชายได้ให้ทีมนักสืบถอดรหัสว่าใครเลือกอะไรภายในเวลา 20 นาที

    สำหรับผลการทดลองถอดรหัสกับทีมนักสืบคะแนนปรากฏว่า 
    คนแรก ทีมนักสืบจาก 5 ทีมตอบถูก 4 ทีม
    คนที่สอง ทีมนักสืบตอบถูกทั้ง 5 ทีม
    คนที่สาม ทีมนักสืบตอบถูกทั้ง 5 ทีม
    คนที่สี่  ทีมนักสืบตอบถูก 4 ทีม
    คนที่ห้า ทีมนักสืบตอบถูก 4 ทีม
    คนที่หก ทีมนักสืบตอบถูก 3 ทีม
    คนที่เจ็ด ทีมนักสืบตอบถูก  4 ทีม
    คนที่แปด ทีมนักสืบตอบถูกทั้ง 5 ทีม
    คนที่เก้า ทีมนักสืบตอบถูก  4 ทีม
    คนที่สิบ ทีมนักสืบตอบถูกทั้ง 5 ทีม

    โดยทีมที่ตอบถูก 10 ข้อ ทั้ง 3 ทีมได้เปิดเผยวิธีการคำนวณ โดยทีมแรก ระบุว่า ใช้วิธีถ่ายภาพและใช้แอปยิงคิวอาร์โค้ด ทั่วไปแต่เจอว่าใช้แอปพลิเคชั่นไลน์ สแกนง่ายกว่าจึงลองใช้สแกนตัวบัตรเต็ม ๆ ซึ่งไวกว่าถ่ายภาพ และตรวจจับได้ไวมาก ขอแค่ตรวจเก็บคิวอาร์โค้ด ให้ครบรู้เลยว่าบัตรเสียและเสียเพราะอะไร และรู้ได้ว่าเป็นของผู้ที่ลงคะแนนลำดับที่เท่าไหร่ และเหตุผลที่ไม่ประสงค์ลงคะแนนเพราะอะไร 

    ส่วนอีกทีมหนึ่งใช้วิธีถ่ายภาพนิ่งให้ชัดเจนและนำมาสแกนเอารหัสและนำรหัสนั้นไปเทียบ กับรายชื่อคนลงคะแนน แต่จะมีปัญหาในบางคนที่สแกนไม่ติด

    ขณะที่อีกทีมหนึ่ง ใช้วิธีการตีตารางและไล่ว่าใบที่ 1 ขานอะไร และเมื่อสแกนแล้วแต่ละใบรหัสอะไร ทำให้รู้ได้ว่าแต่ละลำดับเลือกอะไร ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกันกับตอนที่ทีมนี้ใช้ติดตามการลงคะแนนเลือกสว. และใช้เวลาเพียงแค่ 5 นาที ถูกทั้งหมด หากมีการเตรียมการล่วงหน้าก็จะสามารถถอดออกมาได้

    โดยนายปริญญา กล่าวว่า เป็นเรื่องที่พิสูจน์แล้วว่าไม่ต้องรอต้นขั้วไม่ต้องมีรายชื่อของผู้ใช้สิทธิ์ ก็สามารถรู้ได้ และถามว่า กกต. จะมั่นใจได้อย่างไรว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่หน่วยใด หรือเขตใด ที่อาจเป็นหัวคะแนน หรือไม่มีทางรู้ได้ว่าใครเลือกใคร หากประชาชนเลือกมา ก็ต้องมีมีสิทธิ์ที่จะกากบาทในแบบที่กา หรือแม้แต่อยู่ในเขตอิทธิพล หากจะไม่เลือกตั้งใหญ่ ก็ต้องกล้าไม่เลือก ต้องไม่กลัวว่าพรรคที่เลือกไปจะทำให้เดือดร้อนหรือไม่ เป็นหน้าที่ที่ กกต. ต้องคุ้มครองประชาชนที่มาใช้สิทธิ์ ขอเพียงรู้ลำดับ ก็รู้แล้วว่าใครเลือกใคร

    ด้านนายสมบัติ กล่าวว่า หากสิ่งนี้มีเจตนาซ่อนอยู่เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก หากยืนยันว่าจะใช้วิธีการนี้ต่อไปโดยบอกว่าเป็นการลับ ต่อให้ไม่มีการถ่ายรูปก็คงจะมีวิธีการอื่น พร้อมยกตัวอย่างวิธีการนับคะแนนการเลือกตั้งใหม่ ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ที่พบว่าจำนวนบัตรไม่ตรงกันกับการนับครั้งแรก จึงขอเสนอให้กกต. เปิดหีบจำนวนหนึ่ง อาจจะ 100 – 500 หน่วย ทำแบบเป็นทางลับ ไม่สามารถนำกล้องไปถ่ายขณะที่นับได้ แต่เพื่อดูว่าคะแนนที่ต้องการนั้น ตรงกับคะแนนที่รวบรวมไว้ได้หรือไม่ จะเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่ามีความพยายามที่จะยืนยันว่าสิ่งที่ทำงานอยู่นั้นเป็นไปด้วยความโปร่งใสและอาจเกิดความผิดพลาดมาจากคณะกรรมการประจำหน่วย (กปน.) 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/950668&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vEKBhXgUArxSuNpkKYyYo

  • ศาลฎีกา พิพากษาตัดสิทธิ 10 ปี “หมอเกศ” ชี้ทุจริต ใช้วุฒิการศึกษาปลอม ลงสมัครเลือก สว.

    ศาลฎีกา พิพากษาตัดสิทธิ 10 ปี “หมอเกศ” ชี้ทุจริต ใช้วุฒิการศึกษาปลอม ลงสมัครเลือก สว.

    เปิดคำพิพากษา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิพากษา เพิกถอนสิทธิการสมัครรับเลือกตั้งหมอเกศ 10 ปี ปมทุจริตใช้ตำแหน่งศาสตราจารย์ชักจูงให้เข้าใจผิดในการคัดเลือกสว.ปี 67
    เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ที่ศาลฎีกา ถนนราชดำเนินใน ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ ลต. สว11/2568 ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นโจทก์ฟ้อง นางสาวเกศกมล เปลี่ยนสมัย อดีตสมาชิกวุฒิสภา กรณีนางสาวเกศกมล เปลี่ยนสมัย ใช้คำว่า ศาสตราจารย์ ทั้งที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์ตามกฎหมายของประเทศไทยลงสมัคร ส.ว. และชักจูงให้เข้าใจผิดในการคัดเลือกส.ว.ปี 2567

    ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งไต่สวนและตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2567 ผู้คัดค้านสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภากลุ่มที่ 19 กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรืออื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน ในแบบข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัคร (สว. 3) ผู้คัดค้าน ระบุในประวัติการศึกษา ว่า ศาสตราจารย์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และระบุประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานในกลุ่มที่สมัคร ว่า “ศาสตราจารย์ ดร.แพทย์หญิง เกศกมล เปลี่ยนสมัย” สถาบันแคลิฟอร์เนียร์ยูนิเวอร์ซิตี้ เอฟซีอี ตั้งอยู่ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เป็นสถาบันที่ให้บริการประเมินและเทียบคุณวุฒิทางการศึกษาโดยได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย และกระทรวงศึกษาธิการรัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกา มีภารกิจในการเทียบคุณวุฒิทางการศึกษาและมอบปริญญาบัตรแก่นักศึกษาชาวต่างชาติ ยังไม่มีบุคคลใดนำคุณวุฒิทางการศึกษาจากแคลิฟอร์เนียร์ ยูนิเวอร์ซิตี้เอฟซีอี (California University Foreign Credential Evaluation) ไปยื่นเทียบคุณวุฒิทางการศึกษาต่อสำนักงาน ก.พ. เพื่อเข้ารับราชการ การพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งทาง วิชาการ “ศาสตราจารย์” สำหรับกรณีข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา มีขั้นตอนการดำเนินการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

    สำหรับกรณีคณาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน มีขั้นตอนการดำเนินการตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 ทั้งนี้การกำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ต้องเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้ง บุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ พ.ศ.2564และระเบียบคณะกรรมการการอุดมศึกษาที่เกี่ยวข้อง สำหรับการขอตำแหน่งทางวิชาการของ บุคลากรที่มีสถานภาพเป็นพนักงานในสถาบันอุดมศึกษานั้น เป็นอำนาจของสภาสถาบันอุดมศึกษาในการออกข้อบังคับและดำเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับ ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ผู้คัดค้านไม่มีชื่ออยู่ในฐานข้อมูลผู้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) และคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กำหนด และไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีสถาบันอุดมศึกษาใดเคยขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม พิจารณาดำเนินการเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้คัดค้านให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์

    คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62 หรือไม่ เห็นว่า ประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานเป็นการระบุถึงงานที่ผู้คัดค้านกำลังทำอยู่หรือเคยทำมาแล้วในอดีต เมื่อผู้คัดค้านระบุว่า “ศาสตราจารย์ ดร.แพทย์หญิงเกศกมล เปลี่ยนสมัย” ผู้คัดค้านจึงต้องมีประสบการณ์การสอนหนังสือหรือประวัติการทำงาน สอนหนังสือมาก่อน หากผู้คัดค้านไม่เคยทำการสอนหนังสือมาก่อนก็ไม่อาจระบุว่าเป็นศาสตราจารย์ ในเอกสารข้อมูลแนะนำตัวผู้สมัคร ประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานในกลุ่มที่สมัครได้ ที่ผู้คัดค้านอ้างว่า ผู้ร้องได้มีการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติการเป็นศาสตราจารย์ของผู้คัดค้านแล้วโดยผู้คัดค้านทำหนังสือขอหารือไปยังสำนักงานของผู้ร้อง เรื่องการกรอกเอกสารข้อมูลการแนะนำตัวผู้สมัคร (สว. 3) ในส่วนข้อที่1 เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 ไม่มีบทบัญญัติห้ามมิให้ผู้สมัครที่ได้รับคุณวุฒิทางการศึกษาหรือได้รับตำแหน่งทางวิชาการจากต่างประเทศ ระบุในเอกสารแบบข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัคร (สว. 3 ) แต่ผู้คัดค้านก็ยังคงมีหน้าที่ต้องระบุข้อมูลด้วยความถูกต้อง ไม่แอบอ้างตนเองว่ามีประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ทำงานในตำแหน่งศาสตราจารย์เพื่อให้ ผู้สมัครอื่นเข้าใจผิดในสาระสำคัญของประวัติการทำงานของผู้คัดค้าน

    การกระทำของผู้คัดค้านเป็นการกระทำอันเป็นการทุจริตด้วยการให้ข้อมูลแนะนำตัวในส่วนประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานในกลุ่มที่สมัครไม่ตรงต่อความจริง เพื่อให้ผู้สมัครอื่นลงคะแนนให้แก่ตนเอง ทำให้การเลือกที่ต้องเป็นไปตามวิธีการที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ไม่เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และเสมอภาคกันบนพื้นฐานของการนำเสนอข้อมูลประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานที่ตรงต่อความเป็นจริงของผู้สมัครแต่ละราย ทำให้เจตนารมณ์ของการเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่กำหนดให้ผู้สมัครเลือกกันเองภายในกลุ่มและเลือกผู้สมัครในกลุ่มอื่นที่อยู่สายเดียวกันของผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามวิธีการที่กำหนดไว้ ซึ่งต้องการบุคคลที่ซื่อสัตย์สุจริต มีความรู้ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ หรือการทำงานด้านต่าง ๆ ที่หลากหลายของสังคมเพื่อเข้าไปทำหน้าที่ในวุฒิสภาเสียไป

    การกระทำของผู้คัดค้านจึงเป็นการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มตรา 62

    พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนางสาวเกศกมล เปลี่ยนสมัย ผู้คัดค้านเป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/67586&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lNkn_ff9Eo5Lxi-i1qLmj

  • เลือกตั้ง 2569: ถอดรหัสบาร์โค้ดบนบัตร “เลือกตั้งจำลอง”  สืบย้อนกลับไปหาผู้เลือกได้ 88% – BBC News ไทย

    เลือกตั้ง 2569: ถอดรหัสบาร์โค้ดบนบัตร “เลือกตั้งจำลอง” สืบย้อนกลับไปหาผู้เลือกได้ 88% – BBC News ไทย

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, สมชัย ศรีสุทธิยากร เป็นผู้ดำเนินการหลักในการสาธิต “เลือกตั้งจำลอง”
      • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
    • เวลาอ่าน: 13 นาที

    ห้องรับรองสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชั้น 2 ของอาคารรัฐสภา แปรสภาพเป็น “หน่วยเลือกตั้งจำลอง” โดยมีอุปกรณ์ครบถ้วน ทั้งคูหาเลือกตั้ง หีบบัตรเลือกตั้ง ปากกา แบบขีดคะแนน และที่ขาดไม่ได้คือบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด (barcode)

    เมื่อถึงเวลานัดหมาย 13.55 น. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ชี้แจงขั้นตอนสาธิต “การเลือกตั้งจำลอง” ซึ่งคล้ายคลึงกับการเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) แทบทุกประการ เพียงแต่ในสถานการณ์จำลองนี้ ให้ผู้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกก๋วยเตี๋ยวที่ชอบแบบบัญชีรายชื่อ 1 เมนู จากทั้งหมด 6 เมนู เมื่อทุกฝ่ายเข้าใจกติกาตรงกัน ก็ได้เวลาเปิดหีบเลือกตั้ง

    อาสาสมัคร 10 คน ซึ่งมีทั้งผู้สื่อข่าว นักวิชาการ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และประชาชนรับบทผู้ใช้สิทธิออกเสียงเลือกก๋วยเตี๋ยวที่ชอบ โดยมีอาสาสมัครอีก 4 คนทำหน้าที่กรรมการประจำหน่วยลงคะแนน (กปน.) ให้โหวตเตอร์ลงลายมือชื่อที่ต้นขั้วบัตร จากนั้น กปน. ฉีกบัตรลงคะแนนที่มีบาร์โค้ดส่งให้ผู้ใช้สิทธิเข้าไปกากบาทเลือกในคูหา แล้วนำมาหย่อนลงหีบบัตรด้วยตนเอง

    ทว่ากติกาพิเศษที่ผิดแผกไปจากการเลือกตั้งจริงคือ ให้ผู้ใช้สิทธิสามารถถ่ายรูปบัตรลงคะแนนที่กากบาทแล้วเอาไว้เป็นหลักฐาน

    เมื่อโหวตเตอร์ทุกคนใช้สิทธิครบถ้วนแล้ว ก็เข้าสู่ขั้นตอนการนับคะแนน โดยมี “ทีมนักสืบ” 5 ทีมร่วมภารกิจพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดสามารถระบุผู้ลงคะแนนได้จริงหรือไม่

    ในขณะที่ กปน. เปิดหีบ-กางบัตรออกมาขานคะแนน-บันทึกคะแนนลงแบบขีดคะแนนบนกระดาน ทีมวิเคราะห์ข้อมูลก็ตั้งกล้องถ่ายรูปบัตรลงคะแนนทุกใบ ทดลองถอดรหัสด้วยอุปกรณ์ที่จัดเตรียมมาเองใช้เวลาไม่เกิน 20 นาที และเปรียบเทียบกับผลการนับคะแนน

    ผลปรากฏว่า ระดับความแม่นยำของ “ทีมนักสืบ” ทั้ง 5 ทีมมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 88% โดยมีอยู่ 3 ทีมที่สามารถถอดรหัสได้ 100% คือตอบถูกหมดว่าโหวตเตอร์ทั้ง 10 คนลงคะแนนเลือกก๋วยเตี๋ยวเมนูใด และ 1 ทีมถอดรหัสได้ 90% (ตอบถูก 9 จาก 10 คน) และอีก 1 ทีมถอดรหัสได้ 40% (ตอบถูก 4 จาก 10 คน)

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    กมธ.การเมืองฯ ปัดแทรกแซง กกต. แค่ “ศึกษาเชิงวิชาการ”

    กิจกรรมนี้จัดโดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ในวันเดียวที่ กกต. ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 100 คน จาก 21 พรรคการเมือง ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนกว่า 37.8 ล้านคน โดยใช้บัตรเลือกตั้งสีชมพูที่มีบาร์โค้ด ท่ามกลางข้อถกเถียงของสังคมว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ทำให้การออกเสียงลงคะแนน “ไม่เป็นความลับ” และ “ขัดต่อรัฐธรรมนูญ” หรือไม่

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธาน กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ กล่าวว่า การทดลองนี้มีจุดประสงค์เพื่อ “ศึกษาเชิงวิชาการ” และจะนำข้อมูลไปประกอบการจัดทำรายงานการศึกษากระบวนการการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม (Free & Fair Election) ซึ่งครอบคลุมทั้งช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการเลือกตั้ง โดยจะเสนอรายงานและข้อเสนอแนะให้วุฒิสภาพิจารณาในสมัยประชุมหน้า พร้อมยืนยันว่า ข้อสรุปที่เกิดขึ้น ไม่ใช่กระบวนการตีความข้อกฎหมายว่าการลงคะแนนเป็นความลับหรือไม่ลับ หรือขัดรัฐธรรมนูญอย่างไร แต่ต้องการพิสูจน์ความเสี่ยงจากการมีบาร์โค้ดเท่านั้น เพื่อ กกต. จะได้นำข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากการทดลองไปพิจารณาและปรับปรุงการการเลือกตั้งครั้งต่อไป

    เขาย้ำด้วยว่า กมธ. มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าให้จัดการเลือกตั้งจำลองนี้ตามที่ได้รับการประสานงานมา แต่ยอมรับว่ามีเพื่อน กมธ. บางส่วนตั้งคำถาม แต่เมื่ออธิบายว่าเป็นการพิสูจน์ทางวิชาการ ก็เข้าใจ

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, 6 เมนูก๋วยเตี๋ยวที่ให้ผู้ออกเสียงโหวตเลือกในการเลือกตั้งจำลอง

    ส่วนที่มีนักกฎหมายออกมาตั้งข้อสังเกตว่า กมธ. ไม่มีอำนาจตรวจสอบการจัดการเลือกตั้งขององค์กรอิสระ เข้าข่ายแทรกแซงอำนาจหน้าที่ของ กกต. นั้น นายนรเศรษฐ์ย้ำว่าเจตนาของ กมธ. คือศึกษาเชิงวิชาการ ไม่ได้ทำเพื่อหาว่าใครถูกใครผิด กมธ. ไม่มีเจตนาก้าวล่วงหรือบอกว่า กกต. ต้องทำหรือไม่ทำอะไร แต่มองว่าการพัฒนาการเมืองที่ง่ายที่สุดคือเริ่มจากคูหาเลือกตั้ง และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนก็เริ่มที่คูหาเช่นกัน หากมีความสงสัยในกระบวนการเลือกตั้งย่อมกระทบต่อกระบวนการประชาธิปไตย

    เช่นเดียวกับเสียงวิจารณ์ที่ว่าการจัดจำลองการเลือกตั้งเพื่อ “ฟอกขาว” ให้กลุ่มบุคคลที่ถูก กกต. กล่าวโทษดำเนินคดีอาญา ซึ่งประธาน กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ ขอปฏิเสธ โดยบอกว่าเรื่องดังกล่าวให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย แต่ขณะนี้มีเพียงข่าว ยังไม่มีใครเห็นเนื้อหาของหมายแจ้งข้อกล่าวหาประชาชนแต่อย่างใด

    ทีมนักสืบแกะรอยบาร์โค้ดหาผู้เลือกได้อย่างไร

    สำหรับ “ทีมนักสืบ” ที่เข้าร่วมภารกิจแกะรอยบาร์โค้ดมีทั้งหมด 5 ทีม ประกอบด้วย ทีมนักศึกษามหาวิทยาลัย 2 ทีม ทีมนักเรียนมัธยม 1 ทีม และทีมประชาชนทั่วไป 2 ทีม แต่ละทีมใช้เทคนิคถอดรหัสบาร์โค้ดแตกต่างกันไป

    ในการวัดความแม่นยำ ผู้จัดงานให้โหวตเตอร์อาสาสมัครมายืนประจันหน้ากับทีมนักสืบ แล้วให้แต่ละทีมทายผลการลงคะแนนของโหวตเตอร์รายนั้น ๆ

    หญิงที่ชื่อ “ศิ” คือโหวตเตอร์คนแรกที่ใช้สิทธิและถูกทายผลการออกเสียง ซึ่งปรากฏว่ามี 4 จาก 5 ทีม ตอบถูกว่าเธอกากบาทเลือกก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น หรือคิดเป็นความแม่นยำที่ 80%

    จากนั้นโหวตเตอร์ที่เหลือ ก็ทยอยมาแสดงตัว-ให้ทีมนักสืบทายผลการออกเสียง พบว่า

    • มีบัตรลงคะแนนของโหวตเตอร์ 5 คน ที่ทีมนักสืบทุกทีมตอบถูกว่าออกเสียงอย่างไร คิดเป็น 100%
    • มีบัตรลงคะแนนของโหวตเตอร์ 4 คน ที่ทีมนักสืบ 4 จาก 5 ทีมตอบถูกว่าออกเสียงอย่างไร คิดเป็น 80%
    • มีบัตรลงคะแนนของโหวตเตอร์ 1 คน ที่ทีมนักสืบ 3 จาก 5 ทีมตอบถูกว่าออกเสียงอย่างไร คิดเป็น 60%

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, ทีมนักสืบปฏิบัติภารกิจสแกนบาร์โค้ด ในระหว่างการนับคะแนนเลือกตั้งจำลอง

    เมื่อประมวลภาพรวมทั้งหมด ปรากฏว่ามี 3 ทีมที่สามารถถอดรหัสบาร์โค้ดได้ 100% คือตอบถูกหมดว่าโหวตเตอร์ทั้ง 10 คนลงคะแนนอย่างไร

    ทีมนักศึกษาสายสืบ 1 ที่ทายผลถูกทั้งหมด เฉลยวิธีการถอดรหัสบาร์โค้ดเพื่อสืบย้อนกลับไปถึงผู้ลงคะแนนเสียงว่าใช้วิธีการถ่ายภาพ และใช้แอปพลิเคชันไลน์ยิงสแกนบาร์โค้ดตอนนับคะแนนซึ่งตรวจจับได้ไวมาก และสามารถระบุได้ว่าโหวตเตอร์ลงคะแนนอย่างไรหากรู้ว่าอยู่ในลำดับผู้ใช้สิทธิที่เท่าไร ทีมนี้ใช้เวลา 12 นาทีในการถอดรหัสบาร์โค้ด โดยไม่มีการสุ่มหรือคาดเดาเลย

    ทีมนักศึกษาสายสืบ 2 อีกทีมที่ทายผลถูก 100% ใช้การถ่ายภาพนิ่งผู้ใช้สิทธิ และถ่ายภาพนิ่งบาร์โค้ดตอนนับคะแนน แล้วนำมา 2 ส่วนมาเทียบหาลำดับผู้ลงคะแนน แต่มีอุปสรรคเล็กน้อยจากการที่บาร์โค้ดโหวตเตอร์คนที่ 5-6 สแกนไม่ติด จึงต้องอาศัยการสุ่ม แต่ก็เดาถูก

    ทีมนักสืบประชาชน สามารถถอดรหัสได้ภายในเวลาเพียง 5 นาที ด้วยการเก็บคะแนนบัตรเลือกตั้งเป็นรายใบ และนำไปสแกนบาร์โค้ด เพื่อเช็กลำดับผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งในตารางที่เขาเขียนและบันทึกเอาไว้

    ขณะที่ทีมนักเรียนสายสืบ ที่ทายถูก 60% แจ้งว่า พวกเขาใช้การอัดคลิปวิดีโอทั้งช่วงเลือกตั้งและขานคะแนน ทำให้ภาพบาร์โค้ดไม่ชัดเจน นำมาสแกนไม่ได้ ต้องอาศัยการคาดเดาร่วมด้วย

    ผู้จัดงานสรุปว่า ความแม่นยำขึ้นกับการเตรียมตัว ความเข้าใจต่อกระบวนการเลือก และอุปกรณ์ที่ใช้งาน

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, ทีมนักสืบ 3 ทีมที่ทำผลงานการถอดรหัสบาร์โค้ดได้ถูกต้อง 100%

    “เสียลับ” ในเลือกตั้งจำลอง จะส่งผลต่อเลือกตั้ง 8 ก.พ. หรือไม่

    กระบวนการการเลือกตั้งจำลองใช้เวลา 2 ชม. ได้รับความสนใจจากผู้คนหลากหลายแวดวง อาทิ นักวิชาการด้านกฎหมาย นักการเมือง นักกิจกรรมการเมือง ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน รวมถึงประชาชนที่มีชื่อปรากฏว่าถูก กกต. แจ้งความดำเนินคดี ร่วมสังเกตการณ์การถอดรหัสบาร์โค้ดด้วย

    อย่างไรก็ตามไม่มีผู้แทนจากสำนักงาน กกต. และตัวแทนจากสถานเอกอัครราชทูตมาร่วมแต่อย่างใด ถึงแม้ กมธ. ทำหนังสือเชิญไปแล้วก็ตาม

    ผู้ร่วมสังเกตการณ์ 2 คนคือ รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ “บก.ลายจุด” นักเคลื่อนไหวการเมือง บอกตรงกันว่า กิจกรรมนี้ไม่ควรต้องจัดด้วยซ้ำ หาก กกต. ยอมรับว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งทำให้สืบย้อนกลับไปหาผู้ออกเสียงลงคะแนนได้

    รศ.ดร.ปริญญาเรียกร้องให้ กกต. ยืนยันกับประชาชนว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะไม่มีการใช้บาร์โค้ดอีก ซึ่งการพิสูจน์ในวันนี้สะท้อนว่าเพียงแค่รู้ลำดับการใช้สิทธิ ก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าใครเลือกใคร เพราะบัตรเลือกตั้งไล่เรียงไปตามหมายเลข หากหัวคะแนนเพียงไปนั่งเฝ้า ก็สามารถจำหน้าผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้ และแค่สแกนบาร์โค้ดก็สามารถตรวจสอบผลการลงคะแนนได้ โดยไม่ต้องมีต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง ดังนั้น กกต. จะมั่นใจได้อย่างไรว่าไม่มีเจ้าหน้าที่หน่วยใด เขตใด ทุจริต

    “ถ้าประชาชนรับเงินมา เขาต้องมีสิทธิกาไม่เลือกได้ นี่คือหลักเลือกตั้งโดยลับที่ กกต. ต้องคุ้มครองประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย” นักกฎหมายจาก มธ. กล่าว

    นักกฎหมายอีกคนที่มาร่วมสังเกตการณ์คือ ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก อดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้ความเห็นว่า คนที่บอกว่าการเลือกตั้งจะเป็นโมฆะหรือไม่เป็นโมฆะถือว่า “มีธง” ส่วนตัวไม่มีธง และขอแบ่งความลับการเลือกตั้งออกเป็น 3 ระดับ

    • ระดับผู้ใช้สิทธิออกเสียง หากเดินผ่านคูหาเลือกตั้ง ก็จะรู้ได้ว่าใครลงคะแนนอย่างไร แบบที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งปี 2549
    • ระดับเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีข้อถกเถียงว่าหากจับหัวกับหางบัตรเลือกตั้งมาเจอกัน ก็จะรู้ได้ว่าใครเลือกอะไร
    • ความลับในระบบ ซึ่งต้องหาต้นขั้วบัตรมาประกบกับหางบัตร ถึงจะรู้ว่าใครลงคะแนนอย่างไร

    “ที่ผ่านมา มีผู้ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ หากเจ้าหน้าที่ถูกซื้อจริง สิ่งที่ทำในวันนี้เปิดเผยให้เห็นว่ามันเปิดเผยผลการเลือกได้ทั้งหน่วย ถ้ารู้ลำดับที่การใช้สิทธิ และหมายเลขบัตรเลือกตั้ง ก็มีโอกาสรู้ว่าใครกาอย่างไร” ดร.เจษฎ์กล่าว

    นักกฎหมายรายนี้กล่าวต่อไปว่า หาก กกต. คาดเดาได้ว่าเหตุที่เกิดการทราบคะแนนจากการทดลองต่าง ๆ 7 กกต. และเลขาธิการ กกต. ก็อาจถูกกล่าวหาว่ามีส่วนรู้เห็นเป็นใจกับกระบวนการนี้

    เขาจึงคาดหวังว่าผู้ตรวจการแผ่นดินและศาลรัฐธรรมนูญจะรับเรื่องไปแล้วพิจารณา เพราะหากยังอยู่ในความคลางแคลงใจ การเลือกตั้งครั้งนี้ก็ทำให้คนเชื่อว่าสุจริตไม่ได้ คนก็จะมองว่ารัฐบาลมาจากการโกง รัฐมนตรีมาจากการโกง ไม่ทำให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าได้

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, เจษฎ์ โทณะวณิก บอกว่า เขาไม่มีธงว่าการเลือกตั้ง 8 ก.พ. ต้องเป็นโมฆะหรือไม่

    ผลการพิสูจน์ข้อเท็จจริงด้วยวิธีที่เป็นวิทยาศาสตร์-ผ่านบัตรเลือกตั้งจำลองในวันนี้ อาจเพิ่มน้ำหนักให้กับสมมติฐานของฝ่ายที่ระบุว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสีชมพู ทำให้ “เสียลับ” ตามทัศนะของ ดร.เจษฎ์

    เขายอมรับว่านี่เป็นเพียงการ “พิสูจน์ทางทฤษฎี” ยังไม่มีผลทางกฎหมาย ซึ่งภาระในการพิสูจน์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส.ปาร์ตี้ลิสต์ เป็นของผู้ร้อง และต้องไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการเรียกพยานหลักฐานต่าง ๆ เพื่อพิสูจน์ความลับ เช่น อาจให้นำต้นขั้วบัตรและหางบัตรที่มีบาร์โค้ดเมื่อ 8 ก.พ. ไปพิสูจน์ หรือถ้าศาลเห็นว่าการเลือกตั้งจำลองวันนี้มีประโยชน์ ก็อาจนำไปประกอบได้ ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลเลย

    รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 85 กำหนดให้การเลือกตั้ง สส. ใช้วิธี “ออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ”

    เอกสารความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตรา ของรัฐธรรมนูญ 2560 จัดทำโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ขยายความหมาย “การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ” ว่าบุคคลอื่น “ไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงได้ลงคะแนนเสียงอย่างไรหรือออกเสียงลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใด”

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, ธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ (ซ้าย) กับ ธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถูกกล่าวหา 2 จาก 6 คน โดยมี กกต. เป็นผู้ฟ้องคดี

    ภายหลังการเลือกตั้ง มีนักการเมือง นักกิจกรรมการเมือง และประชาชนฟ้องดำเนินคดีกับ กกต. จากกรณีปรากฏบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งในหลายศาลและหลายคดี นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ออกมาพูดถึงความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นครั้งแรกเมื่อ 3 มี.ค. ว่า ไม่มีความกังวลใจ เพราะถือว่าได้ทำหน้าที่ตามกฎหมาย และเป็นสิทธิของผู้ยื่นเรื่องฟ้องร้อง กกต. ก็จะสู้คดีต่อไป ไม่มีอะไร

    นอกจากตกที่นั่งผู้ถูกกล่าวหา กกต. ก็ขอเป็นผู้กล่าวหา โดยมอบหมายให้รองเลขาธิการ กกต. เข้าแจ้งความต่อกองปราบปรามเพื่อดำเนินคดีอาญากับกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และพยายามถอดรหัสคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ ในระหว่างการออกเสียงลงคะแนนใหม่หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 คันนายาว กทม. เมื่อ 22 ก.พ.

    ถึงตอนนี้ กกต. ยังไม่เคยระบุชัดเจนว่าบุคคลที่ถูกฟ้องคือใคร แต่สื่อหลายสำนักรายงานตรงกันว่ามีผู้ถูกกล่าวหา 6 คน ซึ่งมีทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี/ไอที/เอไอ, นักการเมือง, อดีต กกต. และสื่อมวลชน โดยตั้งข้อกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 66 วรรคสอง (ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.), ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 (ยุยงปลุกปั่นฯ) มาตรา 209 (อั้งยี่) มาตรา 322 (เปิดเผยความลับ) และผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14

    ในวันนี้มี 3 จาก 6 คนที่ปรากฏชื่อในข่าวว่า กกต. แจ้งความให้มีการดำเนินคดีมาร่วมกิจกรรมจำลองการเลือกตั้งด้วย ประกอบด้วย นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต., นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ หรือ “ดร.เรือบิน” ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม, นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยีบล็อกเชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cq57y97l405o.amp&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vjVNgUoUBelGe8j7iakmd