Category: วัฒนธรรม

  • “ซ้อมเดือด แต่เกรดไม่ตก!” ฟุตซอลวัดบวรมงคลระเบิดฟอร์มเรียน เกรดพุ่ง 3.91 ลุ้นทุนกว่า 30 คน

    “ซ้อมเดือด แต่เกรดไม่ตก!” ฟุตซอลวัดบวรมงคลระเบิดฟอร์มเรียน เกรดพุ่ง 3.91 ลุ้นทุนกว่า 30 คน

    ผอ.รร.วัดบวรมงคลปลื้ม นักกีฬาฟุตซอลพิสูจน์ชัด “กีฬาไม่ฆ่าอนาคต” ซ้อมหนักแต่ไม่ทิ้งตำรา ผลการเรียนดีถึงดีมาก ผ่านเกณฑ์ทุนการศึกษากว่า 30 ราย

    ว่าที่ร้อยตรี วัชรา งามมึฤทธิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบวรมงคล

    เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ว่าที่ร้อยตรี วัชรา งามมึฤทธิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบวรมงคล เปิดเผยว่า โรงเรียนขอแสดงความยินดีกับนักเรียนและผู้ปกครอง หลังนักกีฬาฟุตซอลของโรงเรียนสามารถสร้างผลงานโดดเด่นทั้งด้านกีฬาและการเรียน

    แม้ต้องฝึกซ้อมอย่างหนัก แต่นักเรียนยังคงรักษามาตรฐานทางวิชาการได้อย่างยอดเยี่ยม หลายคนมีผลการเรียนอยู่ในระดับ ดีถึงดีมาก และมีนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์เสนอรับทุนการศึกษา คะแนนเฉลี่ย 2.75 ขึ้นไป มากกว่า 30 คน

    ทั้งนี้ นักกีฬาฟุตซอลที่มีผลการเรียนสูงสุดระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น คือ​ เด็กชายปลื้มปิติ เกิดพยัคฆ์ ชั้น ม.2/2 ได้คะแนนเฉลี่ย 3.91

    ส่วนระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย ได้แก่นายคฑา บัวบุญ ชั้น ม.4/1 แผนการเรียนวิทย์–คณิต ได้คะแนนเฉลี่ย 3.73

    ผู้อำนวยการโรงเรียนระบุว่า ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า นักเรียนสามารถก้าวไปข้างหน้าได้ทั้งในสนามกีฬาและห้องเรียน หากมีความตั้งใจและวินัยในตนเอง

    ด้าน พ.ต.ท.เกษมสิทธิ์ โคตรอาษา สารวัตร (ชุมชนสัมพันธ์) สน.บวรมงคล ในฐานะกรรมการการศึกษาพื้นฐาน รร.วัดบวรมงคลกล่าวว่า ขอขอบคุณท่านผอ. วัชรา ที่ให้ผมเข้าไปเป็นคณะกรรมการ สพฐ.ตอนแรกผมก็ไม่รู้มันคืออะไรแต่ผมก็เฝ้าติดตามการปฏิบัติหน้าที่ของท่านตลอดมาผมขอชื่นชม อย่างยิ่งครับโรงเรียนเจริญขึ้นนักเรียนเพิ่มขึ้นได้คุณครูเพิ่มขึ้นผมลงพื้นที่มีประชาชนจำนวนมากพูดถึงท่านและชมเชยครับให้ผมได้ยิน ”กรรมการ สพฐ.กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/282314&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Pr3SFjaOWzKfTCRgDMmtP

  • แฉกลโกง! กระฉ่อนวงการคริปโต อดีตผู้บริหาร KXVC หลอกดีลทิพย์ | เดลินิวส์

    แฉกลโกง! กระฉ่อนวงการคริปโต อดีตผู้บริหาร KXVC หลอกดีลทิพย์ | เดลินิวส์

    ข่าวสั่นสะเทือนวงการคริปโตในไทยอีกแล้ว หลังจากพบการฉ้อโกงของบุคคลที่มีชื่อเสียงจากบริษัทชื่อดัง แม้ปัจจุบันจะได้พ้นสภาพพนักงานไปแล้ว แต่มีผู้เสียหายจากเหตุการณ์นี้จำนวนมาก

    อ้างอิงจากสื่อต่างประเทศ และสื่อในแวดวงคริปโตในไทย ได้รายงานว่า บุคคลที่ถูกอ้างถึง คือ กัมปนาท วิมลโนท หรือ จอม เป็นอดีตกรรมการผู้จัดการของ KXVC เป็นบริษัทภายใต้ธนาคารกสิกรไทย ถูกกล่าวหาว่าใช้ตำแหน่งของตน เพื่อเสนอขายดีลคริปโตทิพย์ให้กับนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ

    แฉรูปแบบกลโกง

    • ใช้ความมีหน้ามีตา โปรไฟล์ดี จนน่าเชื่อถือ
    • ใช้ความน่าเชื่อถือ และตำแหน่งบริษัทดัง ชักชวนเพื่อนและนักลงทุน มาลงทุนดีลเหรียญคริปโต
    • แต่อดีตผู้บริหาร KXVC เริ่มบ่ายเบี่ยงเมื่อถึงเวลากำหนดโอนเหรียญคริปโต
    • นักลงทุนเริ่มรู้ตัวว่าลูกหลอก เพราะเจ้าของโปรเจกท์เหรียญคริปโตที่อ้างถึง ไม่มีใครรู้จัก หรือใครโควต้าใดๆ
    • ความเสียหายรวมกว่า 20 ราย

    KXVC ดำเนินการอย่างไร?

    • ล่าสุด KXVC ได้ย้ำว่า กัมปนาท วิมลโนท ได้พ้นสภาพพนักงาน โดยถูกเลิกจ้างไปตั้งแต่เดือน มีนาคม 2568
    • KXVC ขอเน้นย้ำว่า KXVC ไม่เคยมีการระดมทุนจากแหล่งภายนอก และไม่มีการมอบอำนาจให้บุคคลใดกระทำการแทนในลักษณะดังกล่าว
    • KXVC เป็นหน่วยงานเงินร่วมลงทุนขององค์กร (Corporate Venture Capital) ที่ใช้เงินทุนของทาง KXVC เองเท่านั้น

    ประวัติ กัมปนาท วิมลโนท

    • กัมปนาท วิมลโนท (Kampanat Vimolnoht) เป็นอดีตผู้บริหารระดับสูง (Managing Director) ของ KXVC กองทุนภายใต้กสิกรไทยที่เน้นลงทุนใน AI, Web3 และ Deep Tech มีประสบการณ์กว่า 10 ปีในวงการ Venture Capital (VC) และจบปริญญาโทด้านการวิเคราะห์การลงทุนจากสหราชอาณาจักร ล่าสุดมีรายงานข่าวกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมฉ้อโกงเกี่ยวกับการลงทุน

    การศึกษา:

    • จบการศึกษาระดับปริญญาโทด้านการวิเคราะห์การลงทุน (MSc. Investment Analysis) จาก Aston University

    ประสบการณ์ทำงาน:

    • อดีตผู้บริหาร/กรรมการผู้จัดการ (Managing Director) ของ KXVC (KASIKORN Business-Technology Group) ภายใต้ธนาคารกสิกรไทย
    • มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปีในด้านการเงินและการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ (VC)
    • เคยเป็นหนึ่งในคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีของรัฐบาล
    • ข่าวสารล่าสุด: มีข่าวรายงานว่าเขาถูกกล่าวหาว่าหลอกลวงนักลงทุนในโปรเจคคริปโตชื่อดังต่างๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5666610/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zR-4WkuXCZqNCp8Yn9q2j

  • “สว.นันทนา” ชี้ นักเรียนแห่สอบเข้าโรงเรียนดัง สะท้อนกระทรวงศึกษาฯ ล้มเหลว

    “สว.นันทนา” ชี้ นักเรียนแห่สอบเข้าโรงเรียนดัง สะท้อนกระทรวงศึกษาฯ ล้มเหลว

    “สว.นันทนา” ชี้ นักเรียนแห่สอบเข้าโรงเรียนดัง สะท้อนกระทรวงศึกษาฯ ล้มเหลว

    “สว.นันทนา” โพสต์ข้อความระบุ ปรากฏการณ์นักเรียนเกือบ 14,000 คนแห่สอบเข้าโรงเรียนดัง ถือเป็นความล้มเหลวของกระทรวงศึกษาธิการ

    เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 69 ดร.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา มียอดผู้สมัครสอบเข้า ม.4 ปีการศึกษา 2569 จำนวนมากถึง 13,895 คน ทำสถิติสูงสุดในรอบ 18 ปี

    โดย ดร.นันทนา บอกว่า ปรากฏการณ์ “เตรียมอุดม” ความล้มเหลวของกระทรวงศึกษาธิการ เหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 มี.ค. ที่เมืองทองธานี มีนักเรียนแห่กันไปสอบ 13,895 คน โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รับได้เพียง 1,520 ที่นั่ง คิดเป็นอัตรา 1:9

    FB/ดร.นันทนา นันทวโรภาส
    โพสต์ของ ดร.นันทนา นันทวโรภาส

    สมาชิกวุฒิสภาบอกว่า ลำบากเพียงใดก็สู้ ทั้งติวหนัก สายมูก็มา หน้างาน จำเป็นทิ้ง “เงินสด” ก็ต้องทำ เพื่อให้ได้เป็นศิษย์ “เตรียมอุดม” ในขณะที่ โรงเรียนจำนวนหนึ่งกำลังทยอยปิดตัวลง เพราะไม่มีนักเรียน

    ดร.นันทนาบอกว่า ปรากฏการณ์นี้ สะท้อนความล้มเหลวในการบริหารการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการอย่างสิ้นเชิง เพราะกระทรวงฯ ไม่สามารถจัดการศึกษาให้ทุกโรงเรียนมีคุณภาพทัดเทียมกับ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

    “หากกระทรวงต้องการสร้างนักเรียนให้มีคุณภาพแบบนี้ ก็ควรใช้โมเดล โรงเรียนเตรียมอุดม ไปพัฒนาครู ให้มีศักยภาพ พร้อมทั้งพัฒนากระบวนการเรียนการสอน ไปในทิศทางต้นแบบ” ดร.นันทนากล่าว

    เธอเสริมว่า หากสามารถพัฒนาโรงเรียนในทุกจังหวัด ให้เป็นโรงเรียน “เตรียมอุดม” เด็กทุกคนก็ไม่ต้องดิ้นรนมาสอบเข้าที่นี่ เขาจะเรียนอย่างมีความสุขอยู่ที่ โรงเรียนเดิมของเขา เพราะด้วยมาตรฐานเดียวกัน เขาก็จะสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัย “ในฝัน” ของเขาได้เหมือนกัน

    ดร.นันทนาระบุว่า “ถึงเวลาแล้ว ที่เราต้องถามรัฐมนตรีศึกษาคนใหม่ ว่าจะปฏิรูปการศึกษากี่โมง?”

    ช่างภาพพีพีทีวี
    นักเรียนสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดม เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 69

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/270281&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2clItuGbsQUJ5rUBlDeh1K

  • สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับห้องเรียนดิจิทัล ตอบโจทย์การศึกษา จาก ‘การเข้าถึง’ สู่ ‘ศักยภาพการใช้งาน

    สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับห้องเรียนดิจิทัล ตอบโจทย์การศึกษา จาก ‘การเข้าถึง’ สู่ ‘ศักยภาพการใช้งาน

    สกู๊ปพิเศษ : ยกระดับห้องเรียนดิจิทัล ตอบโจทย์การศึกษา จาก ‘การเข้าถึง’ สู่ ‘ศักยภาพการใช้งาน

    วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    ในขณะที่โรงเรียนไทยส่วนใหญ่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้แล้ว ความท้าทายด้านการศึกษาได้ขยับจาก “การเข้าถึง ไปสู่ การพัฒนาศักยภาพการใช้เทคโนโลยีและความรู้ทางการเงินของเยาวชน แม้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในโรงเรียนจะครอบคลุมมากขึ้น แต่ความเหลื่อมล้ำด้านอุปกรณ์และการบูรณาการเทคโนโลยียังเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยรายงานปี 2568 จากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่า โรงเรียนไทยโดยเฉลี่ยมีนักเรียนถึง 17 คนต่อคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง สะท้อนความแตกต่างด้านคุณภาพการเข้าถึงอุปกรณ์และโอกาสในการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ

    ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เดินหน้าขยายโครงการ UOB My Digital Space (MDS) ครอบคลุม 10 โรงเรียนทั่วประเทศ สนับสนุนห้องเรียนดิจิทัลและหลักสูตรความรู้ทางการเงินให้แก่นักเรียนกว่า 5,500 คนแห่งทั่วประเทศ เพื่อลดช่องว่างด้านอุปกรณ์และยกระดับศักยภาพการใช้เทคโนโลยีในห้องเรียนไทย โดยครูผู้สอนระบุว่า นักเรียนมีความกล้าแสดงออกมากขึ้น, สามารถฝึกทำแบบฝึกหัดออนไลน์ด้วยตนเอง และลดข้อจำกัดจากการต้องใช้อุปกรณ์ร่วมกันหลายคน

    โครงการฯมุ่งแก้ไขช่องว่างดังกล่าวผ่านการจัดตั้ง “ห้องเรียนดิจิทัลพร้อมอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ตามหลักสูตร เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ รวมถึงการสอดแทรกหลักสูตรการเงินออนไลน์ UOB Money 101: Teen Edition วัยรุ่นเก่งการเงิน ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา เพื่อเสริมทักษะด้านการบริหารเงินและความปลอดภัยดิจิทัล นอกจากนี้ โครงการยังสนับสนุนการอบรมครู การพัฒนานักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1–3 และจัดกิจกรรมด้านความปลอดภัยไซเบอร์และทักษะชีวิตโดยพนักงานอาสาสมัครของยูโอบี

    การขยายโครงการในปีนี้ต่อยอดจากความสำเร็จของโรงเรียนต้นแบบ 3 แห่งที่ยูโอบีสนับสนุนตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งได้รับอุปกรณ์ดิจิทัล เครื่องมือการเรียนรู้ และการพัฒนาศักยภาพครูอย่างครบวงจร ตลอด 3 ปีการศึกษา โรงเรียนเหล่านี้พบการพัฒนาทักษะในวิชาหลักอย่างมีนัยสำคัญ โดยโรงเรียนหนึ่งมีสัดส่วนของนักเรียนที่อยู่ในกลุ่มผลการเรียนสูงเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 31 เป็นร้อยละ 62 ขณะที่กลุ่มผลการเรียนต่ำลดลงจากร้อยละ 32 เหลือร้อยละ 10 ตามผลการประเมินหลังเรียนของสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ

    นายริชาร์ด มาโลนี่ย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า เมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมต่อมีความพร้อมมากขึ้น สิ่งสำคัญคือการสร้างความสามารถให้นักเรียนใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิผล และบริหารจัดการการเงินได้อย่างรอบคอบ ผลลัพธ์จากโรงเรียนต้นแบบสะท้อนว่าการเข้าถึงอุปกรณ์ เครื่องมือดิจิทัล และการเรียนรู้เรื่องการเงินอย่างเป็นระบบ สามารถช่วยเสริมศักยภาพนักเรียนได้จริง การขยายโครงการนี้ทำให้เราเข้าถึงนักเรียนกลุ่มกว้างขึ้น และช่วยให้พวกเขาพัฒนาทักษะสำคัญที่จำเป็นต่ออนาคต

    นางสาวกนกวรรณ โชว์ศรี ผู้อำนวยการโครงการร้อยพลังการศึกษา มูลนิธิยุวพัฒน์ กล่าวว่า การสร้างผลกระทบที่ยั่งยืนต้องมองไกลกว่าเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การบูรณาการเทคโนโลยีในการเรียนรู้ประจำวัน ควบคู่กับการเสริมความรู้ทางการเงินที่นำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการลดช่องว่างเชิงคุณภาพและเสริมโอกาสระยะยาวของนักเรียน

    ผู้อำนวยการโรงเรียนจากโรงเรียนคลองยางประชานุสรณ์และโรงเรียนด่านช้างวิทยา ระบุว่า ห้องเรียนดิจิทัลได้ช่วยให้นักเรียนมีส่วนร่วมอย่างสม่ำเสมอ ลดการพึ่งพาอุปกรณ์ที่ต้องใช้งานร่วมกัน และช่วยวางรากฐานความรู้ด้านการเงินอย่างเป็นระบบภายในห้องเรียน

    ทั้งนี้ โครงการ UOB My Digital Space เริ่มต้นในประเทศสิงคโปร์ ก่อนขยายมายังประเทศไทยซึ่งประสบผลสำเร็จอย่างโดดเด่น และต่อยอดสู่ประเทศอินโดนีเซียในลักษณะโครงการระยะหลายปี ปัจจุบัน UOB My Digital Space ช่วยยกระดับทักษะ ความรู้ และการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับนักเรียนกว่า 100,000 คนทั่วภูมิภาค เพื่อเตรียมเยาวชนสู่โลกอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/951171&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uSv9p4gGl26SokugRvkN9

  • เจาะขุมพลัง 2 ว่าที่ผู้นำคนสำคัญ “โมจตาบา-วาฮิดี” ผู้นำสายเหยี่ยว ผู้กำหนดทิศทางอิหร่าน

    เจาะขุมพลัง 2 ว่าที่ผู้นำคนสำคัญ “โมจตาบา-วาฮิดี” ผู้นำสายเหยี่ยว ผู้กำหนดทิศทางอิหร่าน

    เจาะขุมพลัง “โมจตาบา” ตัวเต็งผู้นำสูงสุด และ “วาฮิดี” ผู้บัญชาการ IRGC คู่หูสายเหยี่ยวผู้กำหนดทิศทาง “อิหร่าน” สู้ศึก “สหรัฐฯ-อิสราเอล” 

    การเมืองอิหร่านกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ หลังสหรัฐฯและอิสราเอล เปิดฉากโจมตี สังหาร “อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดเมื่อ 28 ก.พ. 69 พร้อมกับผู้นำทางทหารและนักการเมืองกว่า 40 คนท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนภายในรัฐ 

    คำถามเรื่องผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำของประเทศจึงถูกพูดถึงมากขึ้น ชื่อของบุคคลที่ถูกจับตามองมากที่สุด นั่นคือ “โมจตาบา คาเมเนอี” บุตรชายของคาเมเนอี ที่มีการคาดการณ์ว่าจะมารับช่วงต่อจากผู้เป็นพ่อ และ “อะห์มัด วาฮิดี” นายทหารอาวุโสผู้ทรงอิทธิพล ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำคนใหม่ของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) กองกำลังทหารที่ทรงอิทธิพลที่สุดของอิหร่าน ทั้งสองคนจึงกลายเป็นบุคคลสำคัญที่จะขึ้นมากำหนดทิศทางการเมืองของอิหร่านในอนาคต

     ประเด็นดังกล่าวยิ่งร้อนแรงขึ้น เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาระบุว่า สหรัฐฯ ควรมีบทบาทในการกำหนดอนาคตผู้นำอิหร่าน พร้อมทั้งส่งสัญญาณไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจของ “โมจตาบา คาเมเนอี”

     โมจตาบา คาเมเนอี อำนาจหลังม่านของตระกูลคาเมเนอี

     “โมจตาบา คาเมเนอี” วัย 56 ปี เป็นบุตรชายคนที่ 2 ของ “อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” อดีตผู้นำสูงสุดผู้ถูกสังหาร แม้ที่ผ่านมาจะไม่มีตำแหน่งอย่างเป็นทางการในรัฐบาล แต่ในแวดวงการเมืองอิหร่าน เขาถูกมองว่าเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลสูงและเป็น “ผู้กุมอำนาจหลังม่าน” ของระบอบการปกครอง

     เขาเกิดในปี 1969 ที่เมืองมัชฮัด ประเทศอิหร่าน และเข้าศึกษาศาสนาในสถาบันฮาวซา (Hawza) ที่เมืองกุม ซึ่งเป็นศูนย์กลางการศึกษาศาสนาในนิกายชีอะห์ ปัจจุบันเขาได้รับสมณศักดิ์ระดับอยาตุลเลาะห์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคุณสมบัติสำคัญสำหรับผู้ที่อาจก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศ

    เครือข่ายอำนาจของเขายังเชื่อมโยงกับชนชั้นนำทางการเมืองผ่านครอบครัว โดยเขาแต่งงานกับบุตรสาวของ โฆลาม อาลี ฮัดดาด-อาเดล อดีตประธานรัฐสภาและนักการเมืองสายอนุรักษนิยมผู้ทรงอิทธิพล

    แม้โมจตาบาจะไม่มีผลงานเชิงนโยบายสาธารณะเด่นชัดเหมือนนักการเมืองทั่วไป แต่บทบาทที่แท้จริงของเขาอยู่ในเครือข่ายความมั่นคงของรัฐ หนึ่งในอิทธิพลสำคัญของเขาคือความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดอย่างมากกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) โดยเฉพาะหน่วยอาสาสมัคร “Basij” ซึ่งเป็นกำลังหลักในการควบคุมสถานการณ์ภายในประเทศ 

    นอกจากนี้ โมจตาบายังมีบทบาทสำคัญในการบริหารสำนักงานผู้นำสูงสุด หรือ “Beit-e Rahbari” ซึ่งเป็นศูนย์กลางเครือข่ายอำนาจทางการเมือง ความมั่นคง และเศรษฐกิจของผู้นำอิหร่าน มีการกล่าวกันว่า การตัดสินใจสำคัญของรัฐจำนวนมากแทบไม่เกิดขึ้นได้หากไม่ได้ผ่านการรับรู้หรือความเห็นชอบจากเขา

    โมจตาบา คาเมเนอี ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรตั้งแต่ปี 2019 ในเชิงการเมืองเขาถูกวิจารณ์ว่ามีบทบาทสนับสนุนให้ “มาห์มูด อาห์มาดีเนจาด” ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2005 และ 2009 ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงกับกลุ่มการเมืองสายปฏิรูป 

    นักวิเคราะห์เชื่อว่าเขามีบทบาทสำคัญในการสั่งการปราบปรามการประท้วงครั้งใหญ่ของขบวนการ Green Movement หลังการเลือกตั้งปี 2009 โดยฝ่ายปฏิรูปมองว่าเขาว่าเป็นตัวการสำคัญในการปราบปรามการประท้วง ซึ่งเกิดจากข้อกล่าวหาว่ามีการโกงการเลือกตั้งประธานาธิบดี ชื่อของเขาถูกตะโกนด่าทอในการประท้วงบนท้องถนน โดยมอสตาฟา ทาจซาเดห์ สมาชิกระดับสูงของพรรคปฏิรูปอิหร่าน ที่ถูกจำคุกหลังการเลือกตั้ง ก็ได้อ้างว่าคดีความของเขาและภรรยา อยู่ภายใต้การชักใยโดยตรงของโมจตาบา  

    มีการคาดการณ์มานานกว่าทศวรรษ ว่าเขาจะเป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อจากบิดา ในปี 2022 เขาได้รับตำแหน่ง “อยาตุลเลาะห์” ซึ่งเป็นตำแหน่งระดับสูงทางศาสนาอิสลามชีอะห์ และได้กลายเป็นบุคคลที่ปรากฏตัวเคียงข้างบิดาในการประชุมทางการเมืองเป็นประจำ รวมถึงมีบทบาททรงอิทธิพลในบรรษัทกระจายเสียงแห่งสาธารณรัฐอิสลาม ซึ่งเป็นสื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลที่มักถูกวิจารณ์ว่าผลิตโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง และยังมีบทบาทสำคัญในการบริหารอาณาจักรทางการเงินของบิดาอีกด้วย

    โมจตาบา คาเมเนอี
    โมจตาบา คาเมเนอี

    กระแสนี้ยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อ “เอบราฮิม ไรซี” ประธานาธิบดีจากการเลือกตั้งและผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนโปรดของคาเมเนอี เสียชีวิตจากเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกเมื่อปี 2024 ทำให้โมจตาบา ถูกจับตามองมากขึ้นในฐานะผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุด เนื่องจากอีกตัวเต็งคนสำคัญหายไป และเขายังได้รับความไว้วางใจอย่างสูงจากทั้งผู้นำสูงสุดและเครือข่ายกองทัพ  โดยพันธมิตรทางการเมืองที่ใกล้ชิดของเขาคือ อะห์มัด วาฮิดี ผู้บัญชาการ IRGC คนใหม่ล่าสุดที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งใหม่, ฮอสเซน ทาเอิบ อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองของ IRGC และ โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาคนปัจจุบัน

    ด้วยเครือข่ายอำนาจที่ฝังลึกในโครงสร้างรัฐ ทำให้หลายฝ่ายมองว่า โมจตาบาคือผู้สืบทอดอำนาจโดยพฤตินัยของระบอบคาเมเนอี และยังเป็นผู้นำ “สายเหยี่ยว” หรือมีแนวทางอนุรักษ์นิยมสายแข็ง ซึ่งหากได้รับการคัดเลือกจากสภาผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีสมาชิก 88 คนจริง ก็จะเป็นสัญญาณที่ทรงพลังว่า อิหร่านไม่มีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนทิศทางนโยบายของประเทศ

     อย่างไรก็ตาม แนวคิดการสืบทอดอำนาจจากพ่อสู่ลูกยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหวในอิหร่าน เพราะอาจถูกมองว่าใกล้เคียงกับระบบราชวงศ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่การปฏิวัติอิสลามปี 1979 พยายามล้มล้าง

     “อะห์มัด วาฮิดี” ตัวแทนของอำนาจทหาร

    อีกชื่อที่ถูกจับตามองมากที่สุดในขณะนี้คือ “อะห์มัด วาฮิดี” นายทหารระดับสูงซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอำนาจของรัฐอิหร่าน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญความตึงเครียดและการเผชิญหน้าทางทหารกับสหรัฐฯ และอิสราเอล

    วาฮิดีเข้ารับตำแหน่งหลังจากผู้บัญชาการ IRGC หลายคนถูกสังหารในช่วงความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรง ทำให้ตำแหน่งผู้นำองค์กรทหารสำคัญนี้เปลี่ยนมือหลายครั้งภายในเวลาไม่นาน เขาเป็นหนึ่งในสมาชิกยุคบุกเบิกของ IRGC ตั้งแต่หลังการปฏิวัติอิสลามปี 1979 และเติบโตในโครงสร้างกองกำลังนี้อย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษ 1980

    อะห์มัด วาฮิดี
    อะห์มัด วาฮิดี

    ในช่วงกลางทศวรรษ 1980 มีรายงานว่า อะห์มัด วาฮิดี มีส่วนร่วมในการติดต่ออย่างลับระหว่างตัวแทนของอิหร่านกับตัวกลางที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลของประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน ในขณะนั้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับกรณีอื้อฉาว “อิหร่าน–คอนทรา” ที่มีข้อกล่าวหาว่า สหรัฐฯ แอบอำนวยความสะดวกในการขายอาวุธให้กับอิหร่านนำไปใช้ทำสงครามกับอิรักอย่างลับๆ เพื่อนำเงินไปสนับสนุนกลุ่มกบฏ Contra ในประเทศนิการากัว และแลกกับการที่อิหร่านจะช่วยตกลงกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ เพื่อช่วยเหลือตัวประกันชาวอเมริกันที่ถูกลักพาตัว 

    อาลี อัลโฟเนห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านจากสถาบันวิจัย Arab Gulf States Institute ในกรุงวอชิงตัน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอัลจาซีราว่า วาฮิดีมีความ “คุ้นเคยอย่างลึกซึ้ง” กับอิสราเอลและสหรัฐฯ จากการมีส่วนร่วมในการเจรจาลับดังกล่าวนั่นเอง 

    ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาไม่ได้เป็นแค่สายเหยี่ยว (Hardliner) เท่านั้น แต่ยังมีภูมิหลังเป็น นักปฏิบัติ (Pragmatist) ที่เคยดีลงานลับกับศัตรูหมายเลขหนึ่งอย่างสหรัฐฯ มาก่อน

    สื่อของรัฐอิหร่านระบุว่า เขาเคยเป็นผู้บัญชาการของ Quds Force ระหว่างปี 1988-1997 ก่อนส่งต่อการบังคับบัญชาให้กับ กอเซม โซไลมานี ในปี 1998 จนกระทั่งโซไลมานี ถูกสังหารจากการโจมตีด้วยโดรนของสหรัฐในปี 2020 ภายใต้คำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ 

    บทบาทของวาฮิดีไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในกองทัพเท่านั้น เขายังเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมในรัฐบาลของ มาห์มูด อาห์มาดีเนจาด และต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย ในรัฐบาลของเอบราฮิม ไรซี ก่อนพ้นจากตำแหน่งในปี 2024

    ประสบการณ์ทั้งในกองทัพ ระบบราชการ และการเมือง ทำให้เขาถูกมองว่าเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลสูงในโครงสร้างอำนาจของรัฐอิหร่าน อย่างไรก็ตาม ชื่อของวาฮิดีก็ถูกเชื่อมโยงกับข้อกล่าวหาระดับนานาชาติ

    โดยองค์การตำรวจสากลเคยออก “หมายแดง” ตามคำร้องขอของอาร์เจนตินา จากข้อกล่าวหาว่าเขาอาจเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดศูนย์ชุมชนชาวยิว AMIA bombing ในกรุงบัวโนสไอเรสเมื่อปี 1994 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 85 คน แม้รัฐบาลอิหร่านจะปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ รวมถึงสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปยังคว่ำบาตรเขาจากบทบาทที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการประท้วงทั่วประเทศหลังการเสียชีวิตของ “มาห์ซา อามินี” ที่ถูกจับกุมข้อหาแต่งกายไม่เรียบร้อยหรือสวมฮิญาบไม่เหมาะสมในปี 2022

    ผู้กำหนดอนาคตอิหร่าน

     นักวิเคราะห์มองว่า การเปรียบเทียบระหว่าง “โมจตาบา คาเมเนอี” กับ “อะห์มัด วาฮิดี” สะท้อนโครงสร้างอำนาจสองเสาหลักของรัฐอิหร่าน ด้านหนึ่งคือเครือข่ายศาสนาและครอบครัวผู้นำที่ครอบงำระบบการเมืองมายาวนาน อีกด้านคืออำนาจของกองกำลัง IRGC ซึ่งกลายเป็นกลไกสำคัญของรัฐทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์

    ในช่วงเวลาที่อิหร่านเผชิญแรงกดดันจากสงครามและการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ ความสามารถในการรักษาเสถียรภาพของรัฐจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญ และไม่ว่าใครจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุด การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ก็มีแนวโน้มจะกำหนดทิศทางการเมือง ความมั่นคง และบทบาทของอิหร่านบนเวทีโลกไปอีกหลายทศวรรษข้างหน้า 

    ที่มา :bbc, theguardian 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/world/2918494&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1t3S40JUaPE7kSBFLwgK_m

  • ยุคใหม่ ผู้ใหญ่ต้องกลับมาเรียนอีกครั้ง เทรนด์ใหม่ของคนทำงาน

    ยุคใหม่ ผู้ใหญ่ต้องกลับมาเรียนอีกครั้ง เทรนด์ใหม่ของคนทำงาน

    ยุคใหม่ ผู้ใหญ่ต้องกลับมาเรียนอีกครั้ง เทรนด์ใหม่ของคนทำงาน

    ยุคใหม่ ผู้ใหญ่ต้องกลับมาเรียนอีกครั้ง เทรนด์ใหม่ของคนทำงาน

    “การเรียนไม่ควรจบแค่ใบปริญญา” เมื่อโลกเปลี่ยนเร็ว ผู้ใหญ่ทั่วโลกจึงกลับสู่ห้องเรียน เพื่ออัปเดตทักษะ สร้างโอกาสใหม่ และลงทุนกับอนาคตของตัวเอง

    • โลกการทำงานเปลี่ยนเร็ว โดยเฉพาะจากเทคโนโลยีและ AI ทำให้คนจำนวนมากต้องกลับมาเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ อยู่เสมอ
    • หลายคนสมัครเรียนคอร์สระยะสั้นหรือโปรแกรมเฉพาะทาง เพื่อพัฒนาทักษะ เปลี่ยนอาชีพ หรือเรียนสิ่งที่สนใจ
    • มหาวิทยาลัยเปิดคอร์สออนไลน์และหลักสูตรระยะสั้น ทำให้ผู้ใหญ่สามารถเรียนไปพร้อมกับการทำงานและการใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น

    “การเรียนไม่ควรจบแค่ใบปริญญา” เมื่อโลกเปลี่ยนเร็ว ผู้ใหญ่ทั่วโลกจึงกลับสู่ห้องเรียน เพื่ออัปเดตทักษะ สร้างโอกาสใหม่ และลงทุนกับอนาคตของตัวเอง

    หลายคนเชื่อว่า “การเรียน” เป็นสิ่งที่จบลงพร้อมกับใบปริญญา แต่ในโลกปัจจุบัน ความคิดแบบนั้นกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้นแทบทุกปี อาชีพจำนวนมากเปลี่ยนรูปแบบ หรือแม้แต่หายไป ผู้คนจำนวนมากจึงเริ่มกลับไปนั่งในห้องเรียนอีกครั้ง ไม่ว่าจะเพื่อเริ่มต้นธุรกิจ เรียนรู้เรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) พัฒนาทักษะใหม่ หรือแม้แต่ลองทำสิ่งที่ตัวเองสนใจมานานแต่ไม่เคยมีโอกาสได้เรียนอย่างจริงจัง 

    ในสหรัฐอเมริกา มีผู้ใหญ่หลายล้านคนสมัครเข้าเรียนในคอร์สของวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยทุกปี บางคนต้องการพัฒนาทักษะเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพ เพิ่มรายได้ หรือสร้างความมั่นคงในการทำงาน ขณะที่อีกหลายคนเพียงต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพื่อเติมเต็มความสนใจส่วนตัว นักเรียนกลุ่มนี้มีภูมิหลังที่หลากหลาย บางคนทำงานเต็มเวลา บางคนมีครอบครัวต้องดูแล และหลายคนเป็นนักเรียนที่กลับมาเรียนอีกครั้งหลังจากออกจากระบบการศึกษาไปนานแล้ว 

    ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษามองว่า การกลับไปเรียนของผู้ใหญ่ช่วยเปิดโอกาสทางการศึกษาให้กับคนที่ก่อนหน้านี้อาจไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเข้าถึงการเรียนระดับมหาวิทยาลัยได้ นักเรียนวัยผู้ใหญ่จำนวนมากนำประสบการณ์จากการทำงานและชีวิตจริงเข้ามาใช้ในห้องเรียน แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายในการจัดสมดุลระหว่างการเรียน งาน และครอบครัว แต่หลายคนก็พบว่าการเรียนรู้ใหม่ ๆ ทำให้ชีวิตมีเป้าหมายและความหมายมากขึ้น

    ตัวอย่างหนึ่งของสถาบันที่เปิดโอกาสให้ผู้ใหญ่ได้เรียนรู้คือ UCLA Extension ซึ่งเป็นหน่วยการศึกษาต่อเนื่องของมหาวิทยาลัย UCLA ที่เปิดสอนหลักสูตรใบประกาศและหลักสูตรเฉพาะทางมากกว่า 90 โปรแกรม ตั้งแต่การออกแบบตกแต่งภายใน การศึกษาปฐมวัย บัญชี ไปจนถึงการถ่ายภาพ กฎหมายเบื้องต้น และการผลิตดนตรี นอกจากนี้ยังมีคอร์สเรียนในหัวข้อที่หลากหลาย เช่น การวางแผนการเงินหลังเกษียณ การเขียนนวนิยาย ธุรกิจสำหรับนักกีฬาและศิลปิน หรือแม้แต่ศิลปะการจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่น

    ยุคใหม่ ผู้ใหญ่ต้องกลับมาเรียนอีกครั้ง เทรนด์ใหม่ของคนทำงาน

    ข้อมูลจาก UCLA ระบุว่า ในปีการศึกษาล่าสุดมีนักเรียนประมาณ 33,500 คนลงทะเบียนเรียนในโปรแกรมเหล่านี้ และเกือบครึ่งหนึ่งมีอายุมากกว่า 35 ปี นักวิชาการด้านการศึกษามองว่าผู้เรียนผู้ใหญ่กำลังกลายเป็นกลุ่มนักศึกษาที่สำคัญมากขึ้น เพราะหลายคนมีงานทำแล้ว มีครอบครัวต้องดูแล และกำลังมองหาวิธีเพิ่มทักษะใหม่หรือปรับเปลี่ยนเส้นทางอาชีพ 

    ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ใหญ่จำนวนมากกลับมาเรียนอีกครั้งคือความเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงาน เทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์และระบบอัตโนมัติ ทำให้ความรู้ที่เรียนมาเมื่อ 5 หรือ 10 ปีก่อนอาจเริ่มล้าสมัย หลายคนจึงเลือกเรียนคอร์สเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตทักษะของตนเองและรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดแรงงาน 

    อย่างไรก็ตาม การกลับไปเรียนในวัยผู้ใหญ่ไม่ใช่เรื่องที่ตัดสินใจได้ง่าย ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าควรประเมินทั้งเวลา งบประมาณ และเป้าหมายชีวิตก่อนตัดสินใจ การตั้งคำถามกับตัวเองว่าอยากอยู่ในจุดไหนของชีวิตในอีก 5 หรือ 10 ปีข้างหน้า และการเรียนเพิ่มเติมจะช่วยพาเราไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ตัดสินใจได้ชัดเจนขึ้น

    หลายมหาวิทยาลัยจึงพยายามทำให้การศึกษาต่อเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยลดค่าใช้จ่ายเมื่อเทียบกับหลักสูตรปริญญา และเปิดรูปแบบการเรียนที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การเรียนออนไลน์ คอร์สระยะสั้น หรือการเรียนแบบกำหนดจังหวะด้วยตัวเอง เพื่อให้ผู้ใหญ่สามารถจัดสมดุลระหว่างการเรียน งาน และชีวิตส่วนตัวได้ 

    แม้จะมีโอกาสมากขึ้น แต่อุปสรรคสำคัญของการกลับไปเรียนมักไม่ได้อยู่ที่เวลา หรือเงินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความกังวลทางจิตใจ หลายคนรู้สึกไม่มั่นใจว่าทักษะการเขียนหรือคณิตศาสตร์ของตนเองยังดีพอหรือไม่ หรือกลัวว่าจะตามเทคโนโลยีใหม่ ๆ ไม่ทัน ความรู้สึกเหล่านี้ทำให้บางคนลังเลที่จะกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอีกครั้ง

    ผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์นี้แนะนำว่า การสร้างเครือข่ายสนับสนุนเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อนร่วมเรียน หรืออาจารย์ที่คอยให้คำปรึกษา การมีชุมชนที่ช่วยเสริมความมั่นใจสามารถช่วยให้ผู้เรียนผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากได้ และทำให้การเรียนในวัยผู้ใหญ่กลายเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่า 

    ที่มา : fortune

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/lifestyle/work-balance/862363&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1G57BnDUjnPs90Gj-zaJV-

  • สว.นันทนา ยกปรากฏการณ์ ‘เตรียมอุดม’ สะท้อนความล้มเหลว ก.ศึกษาฯ

    สว.นันทนา ยกปรากฏการณ์ ‘เตรียมอุดม’ สะท้อนความล้มเหลว ก.ศึกษาฯ

    8 มี.ค. 2569 – ดร.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความ ปรากฏการณ์ “เตรียมอุดม” ความล้มเหลวของกระทรวงศึกษาธิการ

    เหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 มีนาคมที่เมืองทองธานี มีนักเรียนแห่กันไปสอบ 13,895 คน รร.เตรียมอุดมศึกษา รับได้เพียง1,520 ที่นั่ง คิดเป็นอัตรา1 : 9

    ลำบากเพียงใดก็สู้ ทั้งติวหนัก สายมูก็มา หน้างาน จำเป็นทิ้ง “เงินสด” ก็ต้องทำ เพื่อให้ได้เป็นศิษย์ “เตรียมอุดม”

    ในขณะที่ รร.จำนวนหนึ่งกำลังทะยอยปิดตัวลง เพราะไม่มีนักเรียน

    ปรากฏการณ์นี้ สะท้อนความล้มเหลวในการบริหารการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการอย่างสิ้นเชิง

    กระทรวงไม่สามารถ จัดการศึกษาให้ทุกโรงเรียน มีคุณภาพทัดเทียมกับ รร.เตรียมอุดมศึกษา

    หากกระทรวงต้องการสร้างนักเรียนให้มีคุณภาพแบบนี้ ก็ควรใช้ model รร.เตรียมอุดม ไปพัฒนาครู ให้มีศักยภาพ พร้อมทั้งพัฒนากระบวนการเรียนการสอน ไปในทิศทางต้นแบบ

    หากเราสามารถพัฒนาโรงเรียนในทุกจังหวัด ให้เป็นรร. “เตรียมอุดม”

    เด็กทุกคนก็ไม่ต้องดิ้นรนมา สอบ เข้าที่นี่ เค้าจะเรียนอย่างมีความสุขอยู่ที่รร.เดิมของเขา เพราะด้วยมาตรฐานเดียวกัน เขาก็จะสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัย “ในฝัน” ของเขาได้เหมือนกัน

    ถึงเวลาแล้ว ที่เราต้องถามรัฐมนตรีศึกษาคนใหม่ ว่าจะปฏิรูปการศึกษากี่โมง ?

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/959505/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zyd-9ZZ9iMqHQpougCsPi

  • เพิ่มวันลาคลอด แก้เด็กเกิดน้อย ช่วยการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    เพิ่มวันลาคลอด แก้เด็กเกิดน้อย ช่วยการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-273&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw343-uaqYMics-RB8wiK7BC

  • คุณถึงหรือยัง? เผย 2 ช่วงอายุที่คนเรา “แก่พุ่งพรวด” ไม่ใช่คิดไปเอง แต่เป็นวิจัยสแตนฟอร์ด

    คุณถึงหรือยัง? เผย 2 ช่วงอายุที่คนเรา “แก่พุ่งพรวด” ไม่ใช่คิดไปเอง แต่เป็นวิจัยสแตนฟอร์ด

    วิจัย Stanford เผย! มนุษย์แก่พุ่งพรวดใน 2 ช่วงอายุนี้ ไม่ว่าหญิงหรือชายก็หนีไม่พ้น

    หากพูดตามหลักวิทยาศาสตร์ เราเริ่มแก่ลงตั้งแต่วินาทีแรกที่ลืมตาดูโลก แต่ทว่าการศึกษาล่าสุดกลับชี้ให้เห็นว่า “ความชรา” ไม่ได้คืบคลานเข้ามาอย่างสม่ำเสมอในทุกปี แต่มันจะมาเป็น “ระลอก” และมีช่วงเวลาที่ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดจนน่าตกใจ

    หากคุณรู้สึกว่าช่วงนี้มีอาการปวดเมื่อยหลังออกกำลังกายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หรือจู่ๆ ก็พบว่ามีผมขาวเพิ่มขึ้นผิดปกติ งานวิจัยจาก มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Aging อาจมีคำตอบให้คุณ โดยทีมนักวิจัยได้วิเคราะห์โมเลกุลและระบบจุลชีพในอาสาสมัครอายุ 25-75 ปี และพบว่ามนุษย์เราจะ “แก่เร็วที่สุด” ใน 2 ช่วงอายุหลัก คือ 44 ปี และ 60 ปี

    ทำไมต้องอายุ 44 และ 60?

    ทีมนักวิจัยพบว่า โมเลกุลและจุลชีพในร่างกายไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามเส้นตรง แต่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ (Spikes) ในสองช่วงอายุนี้:

    ช่วงอายุ 44 ปี: มักเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของโมเลกุลที่ส่งผลต่อการเผาผลาญไขมัน แอลกอฮอล์ และความแข็งแรงของผิวหนังและกล้ามเนื้อ ซึ่งในผู้หญิงอาจเชื่อมโยงกับการเริ่มเข้าสู่ช่วงก่อนหมดประจำเดือน (Perimenopause) แต่ที่น่าสนใจคือผลลัพธ์นี้พบในผู้ชายด้วยเช่นกัน ช่วงอายุ 60 ปี: เป็นช่วงที่เกิดการเปลี่ยนแปลงของโมเลกุลที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน การทำงานของไต และความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังถึงเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงวัยนี้ “ความแก่” ไม่ใช่รอยรั่วซึม แต่คือ “ยางระเบิด”

    ดร. เมลิสซา แบตเชเลอร์ (Melissa Batchelor) ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุเปรียบเทียบความแก่ไว้อย่างน่าสนใจว่า “อย่าคิดว่าความแก่เหมือนน้ำที่ค่อยๆ รั่วซึม แต่มันเหมือนยางรถยนต์ที่จู่ๆ ก็ระเบิดออกมา ทุกอย่างอาจดูปกติดีจนกระทั่งถึงจุดหนึ่งที่มันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”

    ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิด “คลื่นความแก่” นี้มีทั้งเรื่องของพันธุกรรมและไลฟ์สไตล์ นพ. เบิร์ต แมนเดลบอม (Bert Mandelbaum) ระบุว่ายีนของมนุษย์ถูกออกแบบมาให้มีขีดความสามารถระดับหนึ่ง แต่พฤติกรรมการใช้ชีวิตจะเป็นตัว “เปิด” หรือ “ปิด” ยีนเหล่านั้น หากเราสูบบุหรี่ ดื่มจัด หรือไม่ออกกำลังกาย เรากำลังเปิดสวิตช์ให้ความแก่ทำงานเร็วขึ้น

    เทคนิค “ชะลอคลื่นความแก่” เตรียมรับมือให้ทัน

    แม้เราจะหยุดเวลาไม่ได้ แต่เราสามารถลดแรงกระแทกจากคลื่นความแก่ในช่วงอายุ 44 และ 60 ปีได้ด้วยวิธีดังนี้:

    1. เน้นสร้างกล้ามเนื้อ (Strength Training): เมื่ออายุมากขึ้นมวลกล้ามเนื้อจะลดลง การยกน้ำหนักหรือการออกกำลังกายแบบแรงต้านมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะกับผู้หญิงที่ฮอร์โมนเริ่มเปลี่ยน
    2. คุมการกินแบบ “เมดิเตอร์เรเนียน”: เน้นพืชผัก ธัญพืชไม่ขัดสี และไขมันดี เพื่อช่วยการทำงานของหัวใจและลดการอักเสบในเซลล์
    3. ตรวจเช็กสุขภาพเชิงรุก: อย่ารอให้หลังคารั่วแล้วค่อยซ่อม ควรหมั่นตรวจเช็กความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่วัย 40 ปี
    4. ลดแอลกอฮอล์และบุหรี่: เนื่องจากในช่วงวัย 40 ร่างกายจะเริ่มกำจัดแอลกอฮอล์ได้แย่ลง การลดละเลิกจะช่วยถนอมอวัยวะภายในได้มหาศาล

    การรู้ล่วงหน้าว่า “พายุความแก่” จะมาเยือนเมื่อไหร่ ไม่ได้มีไว้ให้เรากังวล แต่มีไว้ให้เราเตรียมพร้อม หากคุณเตรียมร่างกายให้แข็งแรงตั้งแต่วันนี้ เมื่อถึงวันที่อายุแตะเลข 4 หรือเลข 6 ร่างกายของคุณจะยังคงขับเคลื่อนไปได้อย่างมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9877046/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qEDjXP9YGOQfGGiMBT6E4

  • สพฐ. ตรวจเยี่ยมสนาม “สอบเตรียมอุดม 2569” เน้นย้ำโปร่งใส อัตราแข่งขัน 1 : 9.14

    สพฐ. ตรวจเยี่ยมสนาม “สอบเตรียมอุดม 2569” เน้นย้ำโปร่งใส อัตราแข่งขัน 1 : 9.14

    สพฐ. ตรวจเยี่ยมสนาม “สอบเตรียมอุดม 2569” ที่เมืองทองธานี เน้นย้ำความโปร่งใส เผยยอดสถิติสมัครสอบเข้า ม. 4 “โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา” ปีนี้ รับนักเรียน 1,520 คน มีอัตราการแข่งขัน 1 : 9.14 ประกาศผล 17 มีนาคม นี้

    วันที่ 7 มีนาคม 2569 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมด้วย นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ณ อาคารอิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2–3 เมืองทองธานี 

    โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ได้จัดการสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2569 ซึ่งในปีนี้มีผู้เข้าสอบจำนวน 13,895 คน จากทุกภูมิภาคของประเทศ สามารถรับนักเรียนได้จำนวน 1,520 คน คิดเป็นอัตราการแข่งขัน 1 : 9.14 แบ่งเป็น 8 แผนการเรียน ได้แก่ 

    1. แผนการเรียนวิทยาศาสตร์–คณิตศาสตร์ รับจำนวน 1,000 คน ผู้สมัคร 10,220 คน

    2. แผนการเรียนภาษา–คณิตศาสตร์ รับ 120 คน ผู้สมัคร 1,245 คน 

    3. แผนการเรียนภาษา–ฝรั่งเศส รับ 80 คน ผู้สมัคร 431 คน 

    4. แผนการเรียนภาษา–เยอรมัน รับ 80 คน ผู้สมัคร 387 คน 

    5. แผนการเรียนภาษา–ญี่ปุ่น รับ 80 คน ผู้สมัคร 466 คน

    6. แผนการเรียนภาษา–จีน รับ 80 คน ผู้สมัคร 668 คน

    7. แผนการเรียนภาษา–สเปน รับ 40 คน ผู้สมัคร 228 คน 

    8. แผนการเรียนภาษา–เกาหลี รับ 40 คน ผู้สมัคร 250 คน 

    นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า จากการตรวจเยี่ยมสนามสอบในวันนี้ พบว่าภาพรวมการจัดสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย พร้อมทั้งมีการบริหารจัดการสถานที่สอบ ณ เมืองทองธานี อย่างเป็นระบบ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักเรียนและผู้ปกครอง พร้อมเน้นย้ำเรื่องความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ ศ.ดร. นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญและกำชับให้การจัดสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเท่าเทียมกันสำหรับนักเรียนทุกคน 

    “ขอให้ผู้ปกครองและนักเรียนทุกคนมั่นใจว่า สพฐ. มีที่เรียนเพียงพอสำหรับเด็กทุกคน ตามนโยบายของ สพฐ. โดยมุ่งเน้นการกระจายโอกาสและรักษามาตรฐานทางการศึกษา เพื่อปั้นเยาวชนให้มีความรู้คู่คุณธรรมในอนาคต” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว 

    ทั้งนี้ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จะประกาศผลสอบภายในวันที่ 17 มีนาคม 2569 สำหรับนักเรียนที่พลาดโอกาสในครั้งนี้ สามารถสมัครสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อชั้น ม.4 ในรอบการสอบห้องเรียนปกติของโรงเรียนทั่วประเทศได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2918455&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IZjCtigtG2Kfms58iMzSS