Category: วัฒนธรรม

  • ดีเดย์ มิ.ย.นี้! ระเบียบยึด-อายัดทรัพย์นายจ้าง-ค้างชำระเงินกองทุนลูกจ้าง

    ดีเดย์ มิ.ย.นี้! ระเบียบยึด-อายัดทรัพย์นายจ้าง-ค้างชำระเงินกองทุนลูกจ้าง

    วันที่ 8 มีนาคม 2569 — นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานได้ออก ระเบียบกระทรวงแรงงาน ว่าด้วยการยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 พ.ศ. 2569 เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์และขั้นตอนการดำเนินการให้มีความชัดเจน มีประสิทธิภาพ และเป็นมาตรฐานเดียวกันมากขึ้น

    ระเบียบดังกล่าวได้ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 และกำหนดให้มีผลใช้บังคับ เมื่อพ้นกำหนด 90 วันนับแต่วันประกาศ

    ระเบียบฉบับใหม่นี้ มีเป้าหมายเพื่อใช้เป็นแนวทางในการติดตามเงินจากผู้ที่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง แต่ไม่นำส่ง นำส่งไม่ครบ หรือค้างชำระ รวมถึงกรณีที่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้จ่ายเงินช่วยเหลือลูกจ้างไปก่อน แล้วต้องใช้สิทธิไล่เบี้ยคืนจากนายจ้างหรือผู้มีหน้าที่ชดใช้เงิน

    รองโฆษกฯ กล่าวว่า สาระสำคัญของระเบียบฉบับนี้ คือการกำหนดขั้นตอนการบังคับใช้กฎหมายให้ชัดเจนขึ้น ตั้งแต่การส่งคำเตือน การตรวจสอบทรัพย์สิน การออกคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์ การขายทอดตลาด และการนำเงินที่ได้มาชำระหนี้ให้แก่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง โดยให้สอดคล้องกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

    ในส่วนของการตรวจสอบทรัพย์สิน ระเบียบใหม่นี้เปิดทางให้พนักงานตรวจแรงงานสามารถขอข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถาบันการเงิน กรมที่ดิน กรมการขนส่งทางบก กรมทรัพย์สินทางปัญญา และหน่วยงานของรัฐอื่นที่มีข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สิน เพื่อใช้ประกอบการติดตามและบังคับชำระหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    นอกจากนี้ ยังวางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับทรัพย์สินที่สามารถถูกยึดหรืออายัดได้อย่างชัดเจน ทั้งสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ สิทธิเรียกร้อง หุ้น หลักทรัพย์ สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิการเช่า หรือสิทธิอื่นที่มีมูลค่า รวมถึงกำหนดวิธีดำเนินการในกรณีทรัพย์สินอยู่ต่างพื้นที่ ทรัพย์สินมีเจ้าของร่วม หรือมีผู้คัดค้านการยึดและอายัดไว้ด้วย

    รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า ระเบียบฉบับนี้ยังให้ความสำคัญกับความเป็นธรรม โดยเปิดช่องให้ผู้มีส่วนได้เสียหรือบุคคลภายนอกที่อ้างสิทธิในทรัพย์สิน สามารถยื่นคำร้องคัดค้านได้ตามขั้นตอน และหากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ควรยึดหรืออายัดทรัพย์ดังกล่าว ก็สามารถมีคำสั่งถอนการยึดหรืออายัดได้

    สำหรับการขายทอดตลาดทรัพย์สิน ได้กำหนดแนวทางไว้อย่างเป็นระบบ ทั้งเรื่องการประกาศขาย ระยะเวลา สถานที่ เงื่อนไขการวางเงินมัดจำ การชำระเงิน และการโอนกรรมสิทธิ์ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคุ้มครองประโยชน์ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

    “ระเบียบฉบับใหม่นี้จะช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน โดยเฉพาะในส่วนของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง มีความชัดเจน รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นอีกกลไกสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของลูกจ้างและสร้างหลักประกันให้ลูกจ้างได้รับความช่วยเหลือตามกฎหมายอย่างเป็นธรรม” นางสาวลลิดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/133561&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NaJoxKfOUrAIPhtyBeogP

  • แห่สอบเตรียมอุดม สนามสอบของเด็ก ที่ผู้ปกครองหวังเป็นผู้ชนะ

    แห่สอบเตรียมอุดม สนามสอบของเด็ก ที่ผู้ปกครองหวังเป็นผู้ชนะ

    สนามสอบเด็ก แต่เป็นการแข่งขันของผู้ใหญ่ด้วย

    การแข่งขันนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันของเด็กเท่านั้น แต่เป็นการแข่งขันของครอบครัวด้วย ผู้ปกครองจำนวนมากลงทุนทั้งเวลา เงิน และพลังงานมหาศาลเพื่อเพิ่มโอกาสให้ลูกของตน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกโรงเรียนที่ดีที่สุด การส่งลูกไปเรียนพิเศษ หรือการสร้างเครือข่ายกับครูและโรงเรียน งานวิจัยหนึ่งถึงกับสรุปว่า “ความสำเร็จทางการศึกษาของเด็กมักสะท้อนถึงทรัพยากรทางเศรษฐกิจและสังคมของพ่อแม่” 

    แห่สอบเตรียมอุดม สนามสอบของเด็ก ที่ผู้ปกครองหวังเป็นผู้ชนะ

    ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์การศึกษา ปรากฏการณ์นี้ยังสามารถอธิบายได้ด้วยแนวคิดที่เรียกว่า “education arms race” หรือการแข่งขันสะสมทรัพยากรทางการศึกษา เมื่อครอบครัวหนึ่งลงทุนกับการศึกษามากขึ้น ครอบครัวอื่น ๆ ก็รู้สึกจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเช่นกัน เพราะหากไม่ทำ พวกเขาอาจเสียเปรียบในการแข่งขัน ผลลัพธ์คือการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าหลายคนจะรู้ว่าระบบนี้สร้างความเครียดให้กับเด็กและครอบครัวก็ตาม

    ประสบความสำเร็จ = กตัญญูต่อพ่อแม่

    ในหลายครอบครัว การแข่งขันนี้ยังเชื่อมโยงกับความคาดหวังทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะในสังคมที่ให้ความสำคัญกับความกตัญญูหรือหน้าที่ต่อครอบครัว เด็กจำนวนมากรู้สึกว่าการเรียนให้ดีไม่ใช่เพียงเพื่ออนาคตของตนเอง แต่เพื่อช่วยให้ครอบครัวมีชีวิตที่ดีขึ้น นักเรียนบางคนกล่าวว่าการประสบความสำเร็จทางการศึกษาคือวิธีตอบแทนความเสียสละของพ่อแม่ และเป็นหนทางที่จะดูแลครอบครัวในอนาคต

    แม้ในช่วงหลังจะเริ่มมีเสียงตั้งคำถามต่อระบบการแข่งขันทางการศึกษามากขึ้น แต่ในความเป็นจริง ระบบดังกล่าวยังคงดำรงอยู่ในหลายสังคมอย่างเหนียวแน่น เพราะมันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของโรงเรียนหรือการเรียนเท่านั้น หากยังเชื่อมโยงกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมที่กว้างกว่านั้น เมื่อสังคมยังคงให้คุณค่าและผลตอบแทนสูงแก่ผู้ที่มีวุฒิการศึกษาจากสถาบันชั้นนำ โรงเรียนดังจึงยังคงถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของโอกาส ความสำเร็จ และสถานะทางสังคม

    ตราบใดที่ความเชื่อนี้ยังคงอยู่ การแข่งขันเพื่อเข้าสู่สถาบันเหล่านี้ก็ยากที่จะจางหายไป ภาพของเด็กจำนวนมากที่ทุ่มเททุกอย่างกับการสอบแข่งขัน การแย่งชิงที่นั่งในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยชื่อดัง การร้องไห้เมื่อความหวังพังทลาย หรือแม้แต่ความเครียดที่สะสมจนกลายเป็นภาวะซึมเศร้า จึงยังคงปรากฏให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสังคมสมัยใหม่

    ที่มา researchgate 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862367&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PA7RIx9vr38BlVavWvRn3

  • จริงหรือไม่? “กรุ๊ปเลือด” เกี่ยวกับความเครียดและสุขภาพจิต นักวิจัยตอบแล้ว

    จริงหรือไม่? “กรุ๊ปเลือด” เกี่ยวกับความเครียดและสุขภาพจิต นักวิจัยตอบแล้ว

    “กรุ๊ปเลือด” เกี่ยวกับความเครียดและสุขภาพจิต จริงไหม? เผยสิ่งที่งานวิจัยพบ และสิ่งที่ยังตอบไม่ได้

    หลายคนอาจเคยได้ยินความเชื่อว่า “กรุ๊ปเลือดบอกนิสัย” หรือบางกรุ๊ปเลือดอาจมีแนวโน้มเครียดง่ายกว่าคนอื่น แนวคิดนี้ถูกพูดถึงมานานทั้งในวัฒนธรรมสมัยนิยมและในงานวิจัยด้านจิตวิทยา อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน นักวิจัยส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนว่ากรุ๊ปเลือดสามารถกำหนดระดับความเครียดของมนุษย์ได้ แม้ว่าจะมีการศึกษาบางชิ้นที่พบความแตกต่างในกลุ่มตัวอย่างเฉพาะก็ตาม

    งานวิจัยบางชิ้นพบความแตกต่างของความเครียดระหว่างกรุ๊ปเลือด

    การศึกษาของ Arunima Chaudhuri และคณะ ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2016 ในวารสาร Saudi Journal of Sports Medicine ได้ศึกษานักศึกษาแพทย์ในอินเดียและเปรียบเทียบระดับความเครียดระหว่างกรุ๊ปเลือด ผลการศึกษารายงานว่า ในกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา ผู้ที่มีกรุ๊ปเลือด O มีคะแนนความเครียดเฉลี่ยสูงกว่าผู้ที่มีกรุ๊ปเลือด A

    อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยระบุว่าการศึกษานี้ทำในกลุ่มตัวอย่างเฉพาะ จึงไม่สามารถนำไปสรุปแทนประชากรทั่วไปได้ และยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในกลุ่มตัวอย่างที่หลากหลายมากขึ้น

    งานศึกษาด้านชีววิทยาพบความแตกต่างของการตอบสนองต่อความเครียด

    อีกงานหนึ่งของ J.K. Neumann และคณะ ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1992 ในวารสาร Psychosomatic Medicine ได้ศึกษาการตอบสนองต่อความเครียดในผู้ชายสูงอายุ โดยตรวจวัดตัวชี้วัดทางชีววิทยาที่เกี่ยวข้องกับความเครียด ผลการศึกษาพบว่าผู้เข้าร่วมที่มีกรุ๊ปเลือด A และ O มีรูปแบบการตอบสนองต่อความเครียดที่แตกต่างกัน

    อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้มีจำนวนตัวอย่างค่อนข้างน้อย จึงถือเป็นหลักฐานเบื้องต้นที่ยังต้องการการศึกษาขนาดใหญ่เพิ่มเติม

    งานวิจัยขนาดใหญ่บางชิ้นไม่พบความสัมพันธ์กับบุคลิกภาพ

    ในทางตรงกันข้าม งานวิจัยของ Kazumasa Nawata ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลสำรวจขนาดใหญ่จากญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกามากกว่า 10,000 คน พบว่า ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญระหว่างกรุ๊ปเลือดกับบุคลิกภาพ

    ขณะที่งานวิจัยของ Shoko Tsuchimine และคณะ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร PLOS ONE ปี 2015 ศึกษาคนอาสาสมัครชาวญี่ปุ่นกว่า 1,400 คน พบความเชื่อมโยงเพียงเล็กน้อยระหว่างยีนกรุ๊ปเลือด ABO กับลักษณะบุคลิกบางด้าน โดยผู้วิจัยระบุว่าผลลัพธ์ดังกล่าวควรตีความอย่างระมัดระวัง

    สรุปจากหลักฐานวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน

    จากงานวิจัยที่มีอยู่ในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า กรุ๊ปเลือดมีผลโดยตรงต่อระดับความเครียดของมนุษย์ แม้ว่าบางการศึกษาจะพบความแตกต่างในกลุ่มตัวอย่างเฉพาะ แต่ผลลัพธ์โดยรวมยังไม่สอดคล้องกัน

    ผู้เชี่ยวชาญจึงมองว่า ความเครียดของมนุษย์มีปัจจัยที่ซับซ้อนกว่า เช่น พันธุกรรม สภาพแวดล้อม ประสบการณ์ชีวิต การนอนหลับ และสุขภาพกาย มากกว่ากรุ๊ปเลือดเพียงอย่างเดียว

    นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่จึงมองว่า ความเครียดของมนุษย์เป็นผลจากหลายปัจจัยร่วมกัน มากกว่าจะอธิบายด้วยกรุ๊ปเลือดเพียงอย่างเดียว

    อ้างอิง

    1. Saudi Journal of Sports Medicine – Chaudhuri A. et al. (2016)
    2. Psychosomatic Medicine – Neumann J.K. et al. (1992)
    3. Nawata K. (2014)
    4. PLOS ONE – Tsuchimine S. et al. (2015)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9877194/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00SUYixpDuBLblBd1uCh2b

  • “Portfolio” ตัวสะท้อนความเหลื่อมล้ำ การเข้าถึงการศึกษาไทย 

    “Portfolio” ตัวสะท้อนความเหลื่อมล้ำ การเข้าถึงการศึกษาไทย 

    “Portfolio” ตัวสะท้อนความเหลื่อมล้ำ การเข้าถึงการศึกษาไทย เมื่อเด็กโรงเรียนใหญ่ มีทุนทรัพย์มีโอกาสสะสมผลงาน มากกว่าเด็กโรงเรียนห่างไกล ยากจน

    ระบบการคัดเลือกนักเรียนเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยของประเทศไทยในปัจจุบัน อยู่ภายใต้ระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาของประเทศไทย (Thai University
    Central Admission System) หรือ TCAS  โดยแบ่งออกเป็น 4 รอบ คือ 

    1. Portfolio เน้นการพิจารณา ความสามารถพิเศษ กิจกรรม ผลงาน รางวัล หรือเกรดเฉลี่ย โดยไม่มีการสอบข้อเขียน 
    2. Quota เน้นพื้นที่ เครือข่ายสถานศึกษา หรือความสามารถเฉพาะด้าน 
    3. Admission ใช้คะแนนสอบกลาง
    4. Direct Admission เป็นรอบสุดท้ายสำหรับสถาบันที่ยังมีที่นั่งคงเหลือ
    สภาพัฒน์
    เมื่อ Portfolio กลายเป็นตัวสะท้อนความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงการศึกษาไทย

    และในทางปฏิบัติ รอบ Portfolio กำลังกลายเป็นช่องทางการรับสมัครหลัก ของมหาวิทยาลัยไทย
    โดยสัดส่วนการรับสมัครเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก  21.5% ในปี 2561 เป็น  36.3% ในปี 2568 ขณะที่รูปแบบการรับสมัครอื่นมีแนวโน้มลดลงทั้งหมด และบางมหาวิทยาลัยเปิดรอบ Portfolio ซ้ำหลายรอบ

    และถ้าเจาะไปที่ รอบ Portfolio มีข้อมูลจากรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 4/2568 สภาพัฒน์ ระบุว่า  รอบ Portfolio กลายเป็นรูปแบบการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยที่ช่วยให้สถาบันอุดมศึกษาได้ผู้สมัครที่มีศักยภาพ โดดเด่นและสอดคล้องกับความต้องการของสาขาวิชา

    แต่ภายใต้การปั้น Portfolio การสะสมผลงานเหล่านั้น พบว่า  ระบบ Portfolio กลับมีแนวโน้มคัดเลือกคนเก่งที่มีต้นทุนสูง มากกว่าคนมีศักยภาพอย่างแท้จริง และอาจซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาของเด็กไทยบางกลุ่ม โดยมองว่า รอบ Portfolio มีแนวโน้มคัดเลือกคนเก่งที่มีต้นทุนสูง มากกว่าคนมีศักยภาพอย่างแท้จริง ดังนี้ 

    เกณฑ์การยื่น Portfolio สูงขึ้นและเฉพาะตัวมากขึ้น บางคณะที่เป็นคณะเฉพาะอย่าง คณะแพทยศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ มีการปรับเกณฑ์การรับสมัครที่เข้มข้น เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น ผู้สมัครต้องมีประสบการณ์จากโครงการหรือการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ มีโครงงานวิจัยหรือผลงานในสาขาที่เกี่ยวข้อง และมีคะแนนสอบภาษาในระดับสูง เช่น IELTS ไม่น้อยกว่า 7.0 หรือ TOEFL (Internet-Based) ไม่น้อยกว่า 100 คะแนน ซึ่งเหมือนเป็นการผลักภาระไปที่ต้นทุนของผู้สมัคร ทั้งค่าใช้จ่าย เวลา และโอกาสในการสะสมผลงาน

    ผู้สมัครจากครัวเรือนหรือโรงเรียนที่มีทรัพยากรสูงย่อมได้เปรียบในการเตรียมตัว ในทางกลับกันผู้สมัครจากบริบทที่มีทรัพยากรจำกัดต้องแบ่งเวลาและพลังงานไปกับภาระอื่น เช่น การทำงานช่วยครอบครัว หรือการเรียนในโรงเรียนที่มีคุณภาพเชิงโครงสร้างต่ำกว่า แม้ว่าผู้สมัครทั้งสองกลุ่ม จะมีศักยภาพใกล้เคียงกัน แต่ความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรทำให้บางกลุ่มไม่สามารถแสดงศักยภาพนั้นออกมา ในรูปแบบที่ระบบการคัดเลือกมองเห็นได้อย่างเต็มที่

    การจัดเตรียม Portfolio ส่งเสริมการสะสมผลงานเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ นักเรียนบางส่วนถูกผลักดันให้เร่งทำกิจกรรมภายในระยะเวลาจำกัด  เช่น การทำโครงงานวิจัยร่วมกับอาจารย์มหาวิทยาลัยเพื่อให้มีชื่อในบทความวิชาการ ทั้งที่มีส่วนร่วมจำกัด การฝึกงานระยะสั้นในหน่วยงานที่มีชื่อเสียง เพื่อหนังสือรับรองมากกว่าการเรียนรู้จริง รวมถึงการเข้าค่ายโอลิมปิกวิชาการและการแข่งขันทางวิชาการจำนวนมากเพื่อสะสมเกียรติบัตร 

    แนวโน้มดังกล่าวไม่เพียงบิดเบือนเป้าหมายของการเรียนรู้แต่ยังเปิดพื้นที่ให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ เช่น ค่ายเตรียมความพร้อมในการจัดทำแฟ้มสะสมผลงาน หรือบริการรับจ้างทำโครงงาน ส่งผลให้ความสามารถในการลงทุนถูกแปลงเป็นความได้เปรียบในการคัดเลือกและยิ่งตอกย้ำความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสทางการศึกษา

    โรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลเสียเปรียบ ระบบ Portfolio จะเจอปัญหาการขาดแคลนครูและการโยกย้ายครูอยู่บ่อยครั้ง ทำให้การเรียนการสอนไม่ต่อเนื่อง และครูมีภาระงานสูงจนไม่สามารถดูแลหรือให้คำแนะนำเชิงลึกในการพัฒนาผลงานของนักเรียนได้อย่างเพียงพอ ในทางตรงกันข้าม โรงเรียนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์ และโรงเรียนในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สามารถจัดกิจกรรมเสริมได้อย่างเป็นระบบ

    ซึ่งช่วยให้นักเรียนมีโอกาสสะสมผลงานที่สอดคล้องกับเกณฑ์การคัดเลือกโดยตรง ความแตกต่างดังกล่าวทำให้ศักยภาพของสถานศึกษาถูกถ่ายทอดไปเป็นความได้เปรียบของผู้เรียนในกระบวนการคัดเลือกผ่าน Portfolio

    การสมัครรอบ Portfolio มีต้นทุนทางการเงินค่อนข้างสูงและอาจเป็นอุปสรรคสำคัญต่อเด็ก
    จากครัวเรือนรายได้น้อย
    ในรอบ Portfolio  มีค่าธรรมเนียมการสมัครและการสอบสัมภาษณ์ในระดับสูง โดยบางคณะมีค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 3,000 บาท 

    นอกจากนี้ ผู้สมัครยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ ซึ่งอาจสูงเกือบ 8,000 บาทต่อครั้ง ค่าสมัครเข้าค่ายหรือกิจกรรมเสริมที่บางโครงการมีค่าใช้จ่ายสูงหลักหมื่น ตลอดจน
    ค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าหอพัก ค่าเดินทาง ค่าอุปกรณ์การเรียน

    การคัดเลือกผ่าน Portfolio เผชิญปัญหาด้านคุณภาพและความน่าเชื่อถือของผลงานผู้สมัคร มีช่องโหว่ให้เกิดการ ทุจริต การแอบอ้างหรือคัดลอกผลงานของผู้อื่นมาใช้เป็นของตนเอง แม้การให้ข้อมูลเท็จหรือการจ้างทำ Portfolio เข้าข่ายการทุจริตและอาจมีความผิดทางกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติมหาวิทยาลัยจำนวนมากยังมีข้อจำกัดในการตรวจสอบรายละเอียด โดยเฉพาะในยุคที่ AI และเครื่องมือดิจิทัลทำให้การสร้าง ดัดแปลง หรือเลียนแบบผลงานทำได้ง่ายขึ้น

    คอนเทนต์แนะนำ

    อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มตระหนักถึงปัญหานี้ โดยในปี 2568 อว. ได้ประกาศนโยบายด้าน อุดมศึกษา ปี 2570 ขอความร่วมมือให้มหาวิทยาลัยปรับลดสัดส่วนการรับนักศึกษาผ่านรอบ Portfolio เท่าที่จำเป็น และร่วมกันพัฒนา Portfolio มาตรฐานกลาง ซึ่ง ทปอ. ได้เริ่มพัฒนาระบบ TCASFolio เป็นเครื่องมือจัดทำแฟ้มสะสมผลงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และเปิดให้ทดลองใช้งานตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 

    ที่มา สภาพัฒน์ 

    สภาพัฒน์
    เมื่อ Portfolio กลายเป็นตัวสะท้อนความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงการศึกษาไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1/270326&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jPtNXU6kN7iTMnOAArUnq

  • เบจิง สาววัย 16 จบปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับ 2 สำเร็จ เล่าเบื้องหลังชีวิตทำอะไรบ้าง

    เบจิง สาววัย 16 จบปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับ 2 สำเร็จ เล่าเบื้องหลังชีวิตทำอะไรบ้าง

              เบจิง สาวน้อยวัย 16 จบปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับ 2 สำเร็จ ส่องชีวิตทำอะไรลงไปบ้างถึงมีวันนี้ได้

    เบจิง ศรีสุภา
    ภาพจาก เฟซบุ๊ก PR Ramkhamhaeng University

              วันที่ 7 มีนาคม 2569 เฟซบุ๊ก PR Ramkhamhaeng University มีการลงข่าวของ เบจิง สาวน้อยวัย 16 ปี ที่เรียนจบปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับ 2 ได้สำเร็จ มีรายละเอียดทั้งหมด ดังนี้

              บัณฑิตศรีสุภา เกศวพิทักษ์ หรือ เบจิง สมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงในปี 2563 ควบคู่กัน 2 คณะ คือ คณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ และ คณะทัศนมาตรศาสตร์ จากการสอบเทียบ IGCSE ในวัย 13 ปี เบจิงใช้เวลา 3 ปีในการเรียน คว้าปริญญาตรีใบแรก พร้อมเกียรตินิยม อันดับ 2 จากคณะมนุษยศาสตร์ 

              เบจิง เล่าว่า เกียรตินิยม อันดับ 2 คือผลลัพธ์ด้านการเรียนที่ตั้งใจและพยายาม เพราะมีเป้าหมายที่จะเรียนต่อระดับปริญญาโท ในมหาวิทยาลัยที่ตอบรับเฉพาะผู้จบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมเท่านั้น ซึ่งหลักสูตรที่สนใจมีช่วงเวลาแลกเปลี่ยนไปที่ประเทศอังกฤษ 2 สัปดาห์ เมื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมแล้ว จึงตัดสินใจเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษเต็มหลักสูตร ในมหาวิทยาลัยที่รับนักศึกษานานาชาติด้วย

    เบจิง ศรีสุภา

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก PR Ramkhamhaeng University

              “การตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโท จำเป็นต้องวางแผนให้รัดกุม และต้องมีประสบการณ์ทำงาน จึงสมัครเป็นโค๊ชสอนฟิกเกอร์สเก็ตน้ำแข็ง ที่ Thailand International Ice Hockey และ Theatre of Dreams จากผลงานอดีตแชมป์ฟิกเกอร์สเก็ตระดับเอเชีย 2 ปีซ้อน จาก Ice Skating Institute Asia Limited (ISIASIA) ปี 2017-2018 และความมีวินัยของนักกีฬา ส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับลูกศิษย์ทุกคน

              ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษ และประสบการณ์ทำงาน เป็นใบเบิกทางในการสมัครเข้าเรียนต่อระดับปริญญาโท ที่ UCL (University College London)(หลักสูตร online 1 ปี) MSc Strategic Accounting&Finance ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ UCL เสนอว่าเป็นหลักสูตรใหม่ที่เหมาะสมกับผลงานของเรามากกว่า จึงตัดสินใจรับข้อเสนอนี้ และได้เรียนในหลักสูตรมาแล้ว 1 ภาคการศึกษา และมีกำหนดจบหลักสูตรภายในปีนี้ หากเรียนจบตามหลักสูตรแล้ว จะเดินทางไปร่วมพิธีจบ ณ UCL ประเทศอังกฤษ”

    เบจิง ศรีสุภา

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก PR Ramkhamhaeng University

              เบจิง แชร์ประสบการณ์เรียน ม.รามคำแหง ควบคู่กัน 2 คณะ โดยเน้นเข้าเรียนคณะทัศนมาตรศาสตร์ ตามโครงสร้างวิชา ในวันจันทร์ – ศุกร์ และใช้เวลาที่ว่างหลังจากนั้น เรียนวิชาของคณะมนุษยศาสตร์ ผ่าน Course on Demand ซึ่งในแต่ละภาคการศึกษา เบจิง ต้องเรียนและสอบทั้งหมด 14 วิชา พร้อมกับทำงานในวันเสาร์ – อาทิตย์ ด้วย 

              ปัจจุบัน เบจิง เว้นการเรียนปริญญาตรี คณะทัศนมาตรศาสตร์ เพราะต้องทุ่มเทกับการเรียนปริญญาโท ที่ UCL ให้จบตามหลักสูตร โดยมีแพลนกลับมาเรียนทัศนมาตรศาสตร์ หลังจบหลักสูตรปริญญาโท และมีแพลนในอนาคตระยะยาวว่าอยากเปิดคลินิกด้านทัศนมาตรศาสตร์ ด้วยการใช้ความรู้ของทัศนมาตรศาสตร์ ควบคู่กับความรู้ด้านการเงินการบัญชี และยังใช้ความรู้ด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษ จากการเรียนคณะมนุษยศาสตร์ รองรับลูกค้าต่างชาติได้อย่างมั่นใจ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/view/252392&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Cj6zQGaWbNL6SiTb9R4oc

  • ‘นิด้าโพล’ ชี้ผลโพล 44% ไม่ควรรีบจัดตั้งรัฐบาลใหม่ รอเคลียร์ปมบัตรเลือกตั้ง

    ‘นิด้าโพล’ ชี้ผลโพล 44% ไม่ควรรีบจัดตั้งรัฐบาลใหม่ รอเคลียร์ปมบัตรเลือกตั้ง

    8 มี.ค. 2569 – ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “จัดตั้งรัฐบาลใหม่ VS ปัญหาบัตรเลือกตั้ง” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 2-4 มีนาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อประเด็นการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และปัญหาบัตรเลือกตั้งหลังการเลือกตั้ง การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และการฟ้องร้องต่อศาล กรณีการติดคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 44.81 ระบุว่า ไม่ควรรีบจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่ควรรอจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย/ตัดสิน กรณีการติดคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง รองลงมา ร้อยละ 41.68 ระบุว่า ควรรีบจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ ร้อยละ 13.20 ระบุว่า อย่างไรก็ได้ และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ด้านความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับปัญหาการติดคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง จะนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองรอบใหม่ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 36.56 ระบุว่า จะไม่นำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองใด ๆ รองลงมา ร้อยละ 34.20 ระบุว่า จะนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองรอบใหม่ แต่รัฐบาลจะสามารถควบคุมได้ ร้อยละ 28.55 ระบุว่า จะนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองรอบใหม่ ที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้ และร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับการไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา จะไม่เป็นความลับ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 47.64 ระบุว่า ไม่กังวลเลย รองลงมา ร้อยละ 19.08 ระบุว่า ค่อนข้างกังวล ร้อยละ 18.55 ระบุว่า กังวลมาก ร้อยละ 14.27 ระบุว่า ไม่ค่อยกังวล และร้อยละ 0.46 ระบุว่าไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/959518/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1H9oIUjBKvUDo8whmNkmlJ

  • พรรคประชาชน เปิดเกมสู้ข่าวปลอม ตั้งทีมเฉพาะกิจ-เตรียมฟ้อง 3 แอคเคาท์บิดเบือน

    พรรคประชาชน เปิดเกมสู้ข่าวปลอม ตั้งทีมเฉพาะกิจ-เตรียมฟ้อง 3 แอคเคาท์บิดเบือน

    8 มี.ค.2569 เพจ Fact Check-พรรคประชาชน โพสต์แถลงการณ์ยกระดับแนวทางของพรรคประชาชน ในการรับมือและต่อสู้กับข่าวปลอมและข่าวบิดเบือนอย่างเป็นระบบ ผ่านมาตรการทางการสื่อสาร และมาตรการทางกฎหมาย เนื้อหาระบุ

    ในช่วงเวลาที่ผ่านมา พรรคได้เผชิญความท้าทายมาอย่างต่อเนื่องจากกระบวนการสร้างข่าวปลอม ข้อมูลเท็จ ข่าวบิดเบือน และการใส่ร้ายป้ายสีที่สร้างความเสียหายต่อพรรคประชาชน – ที่ผ่านมา พรรคได้พยายามให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ตักเตือนผู้กระทำไม่ให้กระทำอีก แต่หลายกรณีก็ไม่เป็นผลให้คนเหล่านั้นหยุดการกระทำดังกล่าว อันสะท้อนว่าเป็นการกระทำที่มีเจตนาในการสร้างความเข้าใจผิดและความเกลียดชังอย่างไม่ยุติธรรมต่อพรรคจากสิ่งที่ไม่เป็นความจริง

    ที่ผ่านมา พรรคได้รับฟังถึงเสียงสะท้อนและข้อแนะนำจากประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบและแนวทางในการรับมือกับปัญหาดังกล่าว โดยหลังจากนี้ พรรคจะดำเนินการยกระดับแนวทางการรับมือและต่อสู้กับข่าวปลอมและข่าวบิดเบือนอย่างเป็นระบบ ใน 2 มิติสำคัญ

    1. ในมิติทางการสื่อสาร: พรรคจะตั้งทีมที่รับผิดชอบกับการจัดการกับข่าวปลอมอย่างเป็นทางการ เพื่อยกระดับการชี้แจงให้มีความรวดเร็วขึ้น เพื่อขยายการสื่อสารในเชิงช่องทางหรือแพลตฟอร์ม ขยายรูปแบบการสื่อสารเพื่อให้เข้าถึงประชาชนในวงกว้างมากขึ้น รวมถึงจัดทำระบบหรือเว็บไซต์ที่สะดวกต่อประชาชนในการค้นหาคำชี้แจงต่อข่าวปลอมหรือข่าวบิดเบือนในอดีตที่ถูกนำมาเผยแพร่ซ้ำ

    2. ในมิติทางกฎหมาย: พรรคจะสงวนสิทธิในการปกป้องตนเอง โดยเฉพาะการดำเนินการทั้งในทางแพ่งและอาญากับผู้มีอิทธิพลทางความคิดหรือเครือข่ายต่างๆ ที่จงใจกล่าวหา ใส่ร้าย สร้างข้อมูลเท็จ บิดเบือนข้อมูล และกระทำซ้ำอย่างเป็นระบบหรือสม่ำเสมอ ในทางที่เสียหายต่อพรรคและบุคลากรของพรรค อย่างไรก็ตาม พรรคจะดำเนินการด้วยมาตรการทางกฎหมายดังกล่าวอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน ซึ่งเป็นสิทธิเสรีภาพที่ต้องได้รับการคุ้มครองในระบอบประชาธิปไตย

    ในขั้นต้น พรรคได้รวบรวมและจะดำเนินคดีกับอย่างน้อย 3 แอคเคาท์ที่จงใจสร้างข่าวปลอม สร้างข้อมูลเท็จ และใส่ร้ายป้ายสีที่ทำให้พรรคประชาชนได้รับความเสียหาย ซึ่งรวมถึง: (1) ผู้มีอิทธิพลทางความคิดที่มีชื่อเสียงทางโลกออนไลน์ที่มีการนำเสนอข่าวบิดเบือนเกี่ยวกับพรรคประชาชนอย่างต่อเนื่องทาง Facebook (2) แอคเคาท์ X ที่กล่าวหาใส่ร้ายพรรคและบุคลากรของพรรคอย่างสม่ำเสมอมาเป็นเวลาหลายปี (3) นักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีชื่อเสียง ซึ่งใส่ร้ายพรรคประชาชนอย่างรุนแรงด้วยการเผยแพร่ข้อมูลเท็จต่อสาธารณะ เกี่ยวกับปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารซึ่งไม่เป็นความจริง
    พรรคกำลังดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐานในกรณีอื่นๆ เพื่อดำเนินการทางกฎหมายด้วยมาตรฐานเดียวกันต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/133577&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3a6ztiFegzdhp8H9f6FWae

  • วิจัยเผย “อาหารแปรรูปขั้นสูง” อันตรายกว่าที่คิด เสพติดได้พอๆ กับ “บุหรี่”

    วิจัยเผย “อาหารแปรรูปขั้นสูง” อันตรายกว่าที่คิด เสพติดได้พอๆ กับ “บุหรี่”

    วิจัยเผยอาหารแปรรูปขั้นสูง มีผลต่อสมองคล้ายการเสพติดยาสูบ เช็กสัญญาณเตือนและ 5 วิธีเลิกติดหวาน-มัน เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว

    เคยสงสัยไหมว่าทำไมเราถึงหยุดกินมันฝรั่งทอดหรือขนมหวานไม่ได้? ผลวิจัยล่าสุดชี้เป้า “อาหารแปรรูปขั้นสูง” (Ultra-processed foods) อาจมีฤทธิ์เสพติดรุนแรงเทียบเท่ายาสูบ ส่งผลโดยตรงต่อสมองและระบบโดพามีน จนกลายเป็นภัยเงียบที่เลิกยากกว่าที่คิด

    เมื่อ “อาหาร” กลายเป็น “สารเสพติด” 

    การศึกษาใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการด้านสุขภาพระดับโลกสร้างความตื่นตัวไปทั่วโลก เมื่อพบว่าอาหารแปรรูปขั้นสูง เช่น ขนมขบเคี้ยว น้ำอัดลม และอาหารแช่แข็ง ไม่ได้ส่งผลเสียแค่เรื่องสารอาหารต่ำเท่านั้น แต่ยังมีคุณลักษณะทางเคมีที่กระตุ้นให้เกิดภาวะ “เสพติดอาหาร” ได้อย่างรุนแรง

    นักวิจัยระบุว่า ส่วนผสมของคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวและไขมันที่ผ่านการปรุงแต่งในระดับสูง ส่งผลต่อสมองในลักษณะเดียวกับ “นิโคติน” ในยาสูบ ด้วยกลไกดังนี้

    ภาพจาก iStock
    ภาพจาก iStock
    • ความเร็วในการดูดซึม: ร่างกายได้รับน้ำตาลและไขมันอย่างรวดเร็ว กระตุ้นความพึงพอใจทันที
    • การหลั่งโดพามีน: สมองสั่งการให้มีความต้องการซ้ำๆ จนเกิดอาการ “ลงแดง” หากไม่ได้กิน
    • การสูญเสียการควบคุม: ผู้บริโภคไม่สามารถหยุดกินได้แม้จะรู้ว่าส่งผลเสียต่อร่างกาย

    เช็กสัญญาณเตือน คุณกำลัง “เสพติดอาหารแปรรูป” อยู่หรือไม่? 

    หากคุณมีพฤติกรรมเหล่านี้บ่อยครั้ง อาจเป็นสัญญาณว่าร่างกายและสมองของคุณเริ่มตกเป็นเหยื่อของอาหารแปรรูปขั้นสูงเข้าให้แล้ว

    • หยุดไม่ได้แม้จะอิ่ม: มีความต้องการกินต่อเนื่องจนหมดห่อ หรือกินจนแน่นท้องแต่ใจยังอยากเคี้ยวต่อ
    • มีอาการ “ลงแดง”: เมื่อพยายามลดหรือเลิก จะรู้สึกหงุดหงิด ปวดหัว อ่อนเพลีย หรือไม่มีสมาธิ จนต้องกลับไปกินเพื่อให้รู้สึกดีขึ้น
    • หมกมุ่นเกินจำเป็น: ใช้เวลาคิดถึงอาหารเหล่านั้นบ่อยๆ หรือพยายามออกไปซื้อมาทานแม้ในเวลาที่ไม่เหมาะสม
    • กินเพื่อคลายเครียด: ใช้ความหวานและมันเป็นตัวช่วยลดความวิตกกังวล จนกลายเป็นนิสัยที่ขาดไม่ได้

    อันตรายใกล้ตัว อาหารประเภทไหนเข้าข่าย Ultra-processed foods 

    อาหารเหล่านี้มักผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรม มีสารกันเสีย สีผสมอาหาร และสารปรุงแต่งรสชาติมากมายที่คุณควรระวัง

    ภาพจาก iStock
    ภาพจาก iStock
    • ไส้กรอก แฮม และเนื้อสัตว์แปรรูปที่มีสีสดผิดปกติ
    • บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและอาหารแช่แข็งพร้อมทาน
    • ซีเรียลรสหวานและขนมปังขาวที่เน้นการผลิตเชิงพาณิชย์
    • น้ำอัดลมและเครื่องดื่มชูกำลัง

    5 วิธีปรับพฤติกรรม กู้คืนสุขภาพให้พ้นจากวงจรเสพติด 

    การจะเอาชนะกลไกสมองไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สามารถทำได้ด้วยการวางแผนที่รัดกุม เช่น

    • ใช้กฎ 80/20: เน้นกินอาหารธรรมชาติ (Whole Foods) 80% และอนุญาตให้มีอาหารแปรรูปได้ไม่เกิน 20% เพื่อลดความกดดัน
    • อ่านฉลากให้เป็น: หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีสารปรุงแต่งเกิน 5 ชนิด หรือมีชื่อสารเคมีที่ไม่คุ้นเคย
    • เติมโปรตีนและไฟเบอร์: การกินผักและโปรตีนคุณภาพดีจะช่วยให้อิ่มนานขึ้น และลดความอยากน้ำตาลระหว่างวัน
    • ดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำหวาน: บ่อยครั้งที่ร่างกายสับสนระหว่าง “ความหิว” กับ “ความกระหาย” การจิบน้ำเปล่าบ่อยๆ จะช่วยลดอาการกินจุกจิกได้
    • นอนหลับให้เพียงพอ: การอดนอนส่งผลให้ฮอร์โมนความหิวพุ่งสูง และทำให้สมองโหยหาอาหารพลังงานสูงมากกว่าปกติ

    การเสพติดอาหารแปรรูปขั้นสูงไม่ใช่แค่เรื่องของ “ใจไม่แข็งพอ” แต่เป็นเรื่องของกลไกทางชีวภาพที่ถูกออกแบบมาให้เราหยุดไม่ได้ การเริ่มต้นลด ละ เลิก และหันกลับมาหาอาหารจากธรรมชาติ (Real Food) จึงไม่ใช่แค่การลดน้ำหนัก แต่คือการกู้คืนระบบการทำงานของสมองและป้องกันโรคเรื้อรัง (NCDs) ในระยะยาว

    ที่มา: Healthline, PubMed, The BMJ, Harvard Health

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/food/2918621&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0px65LfbRQY_oXag_C7sZQ

  • จีนวางหมุดแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 มุ่งแก้ความยากลำบากของประชาชน รุกคืบสู่การพัฒนาคุณภาพสูง

    จีนวางหมุดแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 มุ่งแก้ความยากลำบากของประชาชน รุกคืบสู่การพัฒนาคุณภาพสูง

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เจิ้งเป้ย รองหัวหน้าคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน (NDRC) เปิดเผยในการแถลงข่าวว่าเป้าหมายการพัฒนาหลักของจีนช่วงปี 2026-2030 มากกว่าหนึ่งในสาม จะมุ่งเน้นแก้ปัญหาและความยากลำบากเร่งด่วนที่ประชาชนมีความกังวลมากที่สุด

    ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) กำหนดเป้าหมายเพิ่มจำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยของประชากรวัยทำงาน อายุขัยเฉลี่ย และจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ต่อประชากร 1,000 คน เพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษาและสุขภาพของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

    เจิ้งกล่าวเสริมว่าจีนจะพยายามเพิ่มสัดส่วนเตียงพยาบาลในสถานดูแลผู้สูงอายุและจัดสรรให้มีบริการดูแลคุณภาพสูงสำหรับผู้สูงอายุมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุที่มีภาวะทุพพลภาพด้านการใช้ชีวิตประจำวันและผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม

    ด้านหลิวเต๋อชุน เจ้าหน้าที่คณะกรรมการฯ ที่รับผิดชอบด้านการพัฒนาสังคม กล่าวว่าร่างแผนพัฒนาฯ ยังเรียกร้องให้มีการปรับปรุงบริการดูแลเด็ก และเพิ่มอัตราการเข้าสถานรับเลี้ยงเด็กของเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีให้เพิ่มขึ้น 6 จุด นอกจากนี้ จีนจะขยายความคุ้มครองของประกันการคลอดบุตรและบังคับใช้การลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อส่งเสริมให้เกิดสังคมที่เอื้อต่อการมีบุตรมากขึ้น

    เป้าหมายการเติบโต ‘จีดีพีจีน’ ช่วงปี 2026-2030 รุกคืบสู่การพัฒนาคุณภาพสูง
    เจิ้งเป้ย รองหัวหน้าคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน (NDRC) เปิดเผยในการแถลงข่าวว่าเป้าหมายการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพี (GDP) ที่กำหนดไว้ในร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) สะท้อนทิศทางที่ชัดเจนในการมุ่งสู่การพัฒนาคุณภาพสูง โดยผสานข้อกำหนดเชิงปริมาณไว้ภายใต้กรอบเชิงคุณภาพ

    ร่างแผนพัฒนาฯ เสนอให้รักษาอัตราการเติบโตของจีดีพีของจีนอยู่ในระดับที่เหมาะสมในช่วงระยะ 5 ปี และกำหนดอัตราการเติบโตรายปีตามสภาพความเป็นจริง ซึ่งจะวางรากฐานอันแข็งแกร่งสำหรับการบรรลุเป้าหมายเพิ่มจีดีพีต่อหัวขึ้นสองเท่าจากปี 2020 ภายในปี 2035 ทำให้จีนเป็นประเทศพัฒนาแล้วระดับปานกลาง

    เจิ้งระบุว่าเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นแนวทางให้ทุกฝ่ายมุ่งแสวงหาการเติบโตที่เป็นรูปธรรม เปิดพื้นที่สำหรับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนา ปรับเปลี่ยนโครงสร้าง และผลักดันการปฏิรูป รวมทั้งสนับสนุนการจ้างงานและการเติบโตของรายได้ในหมู่ประชาชน

    เจิ้งกล่าวเพิ่มเติมว่าเป้าหมายนี้สะท้อนความคาดหวังการเติบโตของจีดีพีเฉลี่ยต่อปีในอีกสิบปีข้างหน้า และสอดคล้องกับแนวโน้มเชิงบวกในระยะยาวของการพัฒนาเศรษฐกิจจีน นอกจากนี้ เป้าหมายนี้ยังแสดงให้เห็นว่าจีนมุ่งหวังจะสร้างผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้นจากการดำเนินงานจริงในช่วงแผนพัฒนาฯ เพื่อวางรากฐานที่มั่นคงยิ่งขึ้นสำหรับในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 16 (2031-2035)

    Photo – สำนักข่าวซินหัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/40899&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CQFRP7AoeMSAmJ17UIcpm

  • ‘นิด้าโพล’ เผย ปชช. หนุนรอศาลชี้ขาด ปม ‘บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง’ ก่อนจัดตั้ง ‘รัฐบาลใหม่’ 

    ‘นิด้าโพล’ เผย ปชช. หนุนรอศาลชี้ขาด ปม ‘บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง’ ก่อนจัดตั้ง ‘รัฐบาลใหม่’ 

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” หรือ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในหัวข้อ “จัดตั้งรัฐบาลใหม่ VS ปัญหาบัตรเลือกตั้ง” ซึ่งทำการสำรวจระหว่างวันที่ 2-4 มีนาคม 2569 โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายครอบคลุมทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง การสำรวจใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) โดยอาศัยความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของนิด้าโพล และใช้วิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น 97.0% 

    สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อประเด็นการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และการฟ้องร้องต่อศาลกรณีการติดคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งนั้น ผลการสำรวจพบว่าตัวอย่างส่วนใหญ่ 44.81% ระบุว่าไม่ควรรีบจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่ควรรอจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยหรือตัดสินกรณีดังกล่าวให้ชัดเจนเสียก่อน รองลงมา 41.68% ระบุว่าควรรีบจัดตั้งรัฐบาลใหม่เพื่อให้ประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ขณะที่ 13.20% ระบุว่าอย่างไรก็ได้ และมีเพียง 0.31% ที่ระบุว่าไม่ตอบหรือไม่สนใจ 

    ในส่วนของความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาการติดคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งว่าจะนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองรอบใหม่หรือไม่ พบว่า ตัวอย่าง 36.56% ประเมินว่าจะไม่นำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองใดๆ รองลงมา 34.20% มองว่าจะนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองรอบใหม่แต่เชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ส่วนอีก 28.55% กังวลว่าจะนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองรอบใหม่ที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้ และมี 0.69% ที่ระบุว่าไม่ตอบหรือไม่สนใจ 

    ท้ายที่สุด เมื่อสอบถามถึงความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับการไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ว่าคะแนนเสียงจะไม่เป็นความลับ ผลสำรวจชี้ว่าตัวอย่าง 47.64% ระบุว่าไม่กังวลเลย รองลงมา 19.08% ระบุว่าค่อนข้างกังวล ตามด้วย 18.55% ที่ระบุว่ากังวลมาก และ 14.27% ระบุว่าไม่ค่อยกังวล โดยมี 0.46% ที่ระบุว่าไม่ตอบหรือไม่สนใจ 

    Nida-8Mar26-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/nida-8mar26&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18T7uQxGc8COPtAt5zRHrd