Category: วัฒนธรรม

  • “เอ็กซ์เพล” ฟิล์มน้องใหม่ส่งรุ่น 3 ลุยตลาด – เดลินิวส์

    “เอ็กซ์เพล” ฟิล์มน้องใหม่ส่งรุ่น 3 ลุยตลาด – เดลินิวส์

    เอ็กซ์เพล( XPEL) แบรนด์ฟิล์มกันรอย บุกไทยเต็มรูปแบบจับมือ “ออโต้ โซไซตี้” ลุยตลาด “ฟิล์มกรองแสง” พรีเมียมในไทยรุกเปิดตัว 3 ไฮไลต์เด็ด เตรียมเปิดศูนย์บริการ 5 สาขา ทั่วกรุงเทพฯ.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5669203/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CSVBz5Aer1a3NTXpC-TV_

  • รณรงค์ประหยัดพลังงาน

    รณรงค์ประหยัดพลังงาน

    โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดภาวะสงครามในตะวันออกกลาง ดังนั้นหนึ่งในกลไกที่ กกพ.ใช้ในการดูแดค่าไฟฟ้าเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนให้มากที่สุด คือ การยึดหลักบริหารจัดการต้นทุนค่าไฟฟ้า โดยใช้ หลักการเมอริท ออเดอร์ (Merit Order) หรือการจัดลำดับแหล่งผลิตไฟฟ้า ซึ่งจะพิจารณาจากต้นทุนเชื้อเพลิงต่ำที่สุดไปหาสูงสุด โรงไฟฟ้าที่ต้นทุนต่ำจะถูกเรียกใช้ก่อนเสมอ เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้า ช่วยลดต้นทุนการผลิตโดยรวม เพื่อให้ค่าไฟอยู่ในระดับที่เหมาะสม ยอมรับได้ แต่ทั้งนี้ต้องดูความพร้อมในการดำเนินการของโรงไฟฟ้านั้นๆ ประกอบด้วย

    ดังนั้นในช่วงนี้ หากพิจารณาตามต้นทุนแล้ว โรงไฟฟ้าถ่านหินจะถูกสั่งให้เดินเครื่องการผลิตเต็มกำลัง และโรงไฟฟ้าใดที่หยุดเดินเครื่องการผลิตก็อาจต้องสั่งให้กลับมาเดินเครื่อง รวมถึงการรับซื้อไฟฟ้าพลังน้ำ ก็จะรับซื้อเพิ่มขึ้น แม้ว่าปัจจุบันโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของไทยจะใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ ราว 50-60% ของกำลังการผลิตไฟฟ้า ซึ่งในส่วนของก๊าซฯ ก็จะเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซฯ จากอ่าวไทยเต็มที่ และลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีราคาแพงลง หรือใช้เท่าที่จำเป็น เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน

    อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าพลังงานโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นภัยจากสงครามและยังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านไปสูงพลังงานอนาคต ดังนั้นเพื่อรับมือกับความท้าทายและก้าวไปให้ทันกับการเปลี่ยนผ่านทางด้านพลังงาน กกพ.จึงได้จัดทำ แผนเอนเนอร์จีฟอร์ไซด์ (Energy Foresight) เพื่อเป็นเครื่องมือในการเตรียมทรัพยากรให้เหมาะสมกับทิศทางของพลังงานในยุคเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยจะใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยทำการศึกษา ภายใต้ 4 ปัจจัยที่สำคัญ คือ 1.ความมั่นคง 2.เศรษฐศาสตร์ (ค่าไฟฟ้า) 3.สิ่งแวดล้อม (ความสะอาด) 4.สังคม (โซเชียล)

    โดยได้ยึดผลการศึกษาภายใต้ 2 ฉากทัศน์สำคัญ คือ ฉากทัศน์ที่ 1 คือ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (สมมติฐานด้านดี) และ ฉากทัศน์ที่ 5 วิกฤตและหายนะ (สมมติฐานด้านความเสี่ยง) จากที่ทำการศึกษาทั้งหมด 64 ฉากทัศน์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าทิศทางพลังงานในอนาคตจะมุ่งไปในเรื่องของการส่งเสริมพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงทางเลือกพลังงานในอนาคต เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน ความสะอาด และราคาเหมาะสม โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ ถัดไปคือ ไฮโดรเจน และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ต้องรอการยอมรับของสังคม

    นอกจากนี้ยังเตรียมนำ Energy Foresight มาเป็นกรอบในแนวทางจัดทำแผน PDP ในอนาคตได้ รวมถึงการออกใบอนุญาตต่างๆ และตอนนี้ Energy Foresight ก็ถือเป็นกลยุทธ์ขององค์กร กกพ.ที่กำลังเดินหน้าอยู่ ซึ่งจะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นนั้น ยังต้องศึกษาในเชิงลึกต่อ คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์และนำมาใช้เต็มรูปแบบได้ภายใน 1-2 ปีนี้

    อย่างไรก็ตามแม้ กกพ.จะมีเครื่องมือที่ช่วยลดความเสี่ยงและลดผลกระทบ แต่สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือ การใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า ซึ่งสำนักงาน กกพ.ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานและเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ผ่านแนวทางง่ายๆ 5 ป. ได้แก่ ปลด หรือถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อเลิกใช้งาน ปิด ไฟหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ปรับ อุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26 องศาเซลเซียส เปลี่ยน มาใช้อุปกรณ์ประหยัดไฟเบอร์ 5 และปลูกต้นไม้ เพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อลดอุณหภูมิภายในบ้านโดยทั้ง 5 แนวทางนี้จะช่วยให้ประชาชนสามารถลดการใช้พลังงาน และลดภาระค่าไฟฟ้าของครัวเรือนได้ควบคู่กัน

    และสิ่งสำคัญคือ การรณรงค์ใช้พลังงานอย่างประหยัดและรู้คุณค่า ต้องทำอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นความเคยชิน ปฏิบัติจนเป็นนิสัยในทุกๆ ครั้งที่มีการมีใช้พลังงาน ไม่ใช่เกิดวิกฤตหรือหน้าร้อนมาถึงทีก็ “ร้องแรกแหกกระเชอ” กันให้ประหยัดพลังงานแบบเช้าชามเย็นชามกันแบบนี้ทุกปี.

    บุญช่วย ค้ายาดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/959759/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07thdxNow60jT2pgZ3NQ6I

  • สพป.สุโขทัย เขต 2พัฒนาครูอังกฤษ

    สพป.สุโขทัย เขต 2พัฒนาครูอังกฤษ

    การศึกษา

    สพป.สุโขทัย เขต 2พัฒนาครูอังกฤษ

    วันจันทร์ ที่ 09 มีนาคม พ.ศ. 2569, 05.35 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    สพป.สุโขทัย เขต 2พัฒนาครูอังกฤษ

    สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา  (สพป.) สุโขทัย เขต 2 พัฒนาครูผู้สอนภาษาอังกฤษโดยใช้สมองเป็นฐาน (Brain-Base Learning:BBL) สำหรับครูผู้สอนภาษาอังกฤษ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 ทางระบบออนไลน์ ผ่านโปรแกรม Zoom Meeting  ณ ห้องประชุมศรีสำโรง สพป.สุโขทัย เขต 2

    ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/468481&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3V3ZmU2dwOulw3IjdBivGG

  • สว.นันทนา ชี้ ปรากฏการณ์ “เตรียมอุดม” สะท้อนความล้มเหลว กระทรวงศึกษาฯ

    สว.นันทนา ชี้ ปรากฏการณ์ “เตรียมอุดม” สะท้อนความล้มเหลว กระทรวงศึกษาฯ

    สว.นันทนา ชี้ ปรากฏการณ์

    สว.นันทนา ชี้ ปรากฏการณ์ “เตรียมอุดม” สะท้อนความล้มเหลว กระทรวงศึกษาฯ

    รศ.ดร.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา โพสต์เฟซบุ๊กให้ความเห็นเกี่ยวกับการ สอบเข้าเตรียมอุดมศึกษา 2569 ซึ่งปีนี้มีผู้สมัคร 13,895 คน สูงสุดรอบ 18 ปี

    สว.นันทนา ระบุว่า ปรากฏการณ์ “เตรียมอุดม” ความล้มเหลวของกระทรวงศึกษาธิการ เหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 มีนาคม ที่เมืองทองธานี มีนักเรียนแห่กันไปสอบ 13,895 คน รร.เตรียมอุดมศึกษา รับได้เพียง1,520 ที่นั่ง คิดเป็นอัตรา1 : 9 ลำบากเพียงใดก็สู้ ทั้งติวหนัก สายมูก็มา หน้างาน จำเป็นทิ้ง “เงินสด” ก็ต้องทำ เพื่อให้ได้เป็นศิษย์ “เตรียมอุดม” ในขณะที่ รร.จำนวนหนึ่งกำลังทยอยปิดตัวลง เพราะไม่มีนักเรียน

    ปรากฏการณ์นี้ สะท้อนความล้มเหลวในการบริหารการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการอย่างสิ้นเชิง กระทรวงไม่สามารถจัดการศึกษาให้ทุกโรงเรียน มีคุณภาพทัดเทียมกับ รร.เตรียมอุดมศึกษา 

    หากกระทรวงต้องการสร้างนักเรียนให้มีคุณภาพแบบนี้ ก็ควรใช้ model รร.เตรียมอุดม ไปพัฒนาครู  ให้มีศักยภาพ พร้อมทั้งพัฒนากระบวนการเรียนการสอน ไปในทิศทางต้นแบบ

    หากเราสามารถพัฒนาโรงเรียนในทุกจังหวัด ให้เป็นรร. “เตรียมอุดม” เด็กทุกคนก็ไม่ต้องดิ้นรน มาสอบเข้าที่นี่ เค้าจะเรียนอย่างมีความสุขอยู่ที่รร.เดิมของเขา เพราะด้วยมาตรฐานเดียวกัน เขาก็จะสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัย “ในฝัน” ของเขาได้เหมือนกัน

    ถึงเวลาแล้ว ที่เราต้องถามรัฐมนตรีศึกษาคนใหม่ ว่าจะปฏิรูปการศึกษากี่โมง?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/general-news/614315&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JZsENs5Z_fyYY2T-hcRA2

  • “เลขาฯสภา” เผยยังไม่มีพระราชฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา เตรียมความพร้อม “รัฐพิธี” แล้ว 95 % ยัน 11 มี.ค.ไม่ทันแน่

    “เลขาฯสภา” เผยยังไม่มีพระราชฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา เตรียมความพร้อม “รัฐพิธี” แล้ว 95 % ยัน 11 มี.ค.ไม่ทันแน่

    “เลขาฯสภาฯ” เผย ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกา เปิดประชุมรัฐสภา เตรียมความพร้อมแล้ว 95% ชี้ 11 มี.ค.นี้ไม่ทันแน่ เหตุต้องออกหนังสือเชิญ ทูตานุทูต-สส.สว. ใช้เวลา 3-5 วัน

    วันที่ 8 มี.ค.2569 เวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ ถึงความคืบหน้าในการเตรียมการเปิดสมัยประชุมรัฐสภา จะมีขึ้นวันไหนว่า ตอนนี้ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาโปรดเกล้าฯ ลงมาว่าจะให้เปิดประชุมได้วันไหน จึงยังไม่ทราบวันเวลาที่ชัดเจนแน่นอน ตนได้ยินตามข่าวเท่านั้น ส่วนที่มีข่าวว่าจะเปิดประชุมรัฐสภาเป็นวันที่ 11 มี.ค.นั้น ตนยังไม่ทราบ แต่วันนี้วันที่ 8 มี.ค.แล้ว และระยะเวลาในการดำเนินการเรียกประชุมรัฐสภาต้องใช้เวลา

    “ตอนนี้พระราชกฤษฎีกาฯ ยังไม่ลงมา ดังนั้นน่าจะไม่ใช่วันที่ 11 มี.ค.อย่างไรก็ตามโดยปกติแล้วเมื่อมีพระราชกฤษฎีกา โปรดเกล้าฯ ลงมา จะใช้เวลา ประมาณ 3-5 วัน ในการเชิญ ทูตานุทูตและสมาชิกรัฐสภาทั้ง สส.สว และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องที่จะเข้าร่วมพิธี” นายศิโรจน์ กล่าว

    เมื่อถามว่ารัฐบาลได้ประสานอะไรมาบ้างหรือยัง นายศิโรจน์ กล่าวว่า รัฐบาลยังไม่ได้แจ้งอะไรมาอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีการประสานงานกัน ว่าถ้ามี พระราชกฤษฎีกาโปรดเกล้าฯลงมาแล้ว ทางสำนักงานเลขาธิการสภาฯ จะดำเนินการต่อตามขั้นตอนของสำนักงานฯที่จะต้องดำเนินการ

    เมื่อทำถึงการเตรียมความพร้อมในงานรัฐพิธีคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว เลขาธิการสภาฯ กล่าวว่า ตอนนี้เตรียมความพร้อมในการที่จะออกหนังสือเชิญ รวมทั้งสถานที่ในการทำรัฐพิธี ไม่ว่าจะเป็นทางรับเสด็จ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และโถงพิธีชั้น 11 อาคารรัฐสภา ซึ่งตอนนี้เราเตรียมความพร้อมแล้ว95% รอการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็จะเรียบร้อย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/133530&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05mBcq8FSwRv1nCLpsuNef

  • หนุนรัฐตั้งเป้าหมาย เป็นสมาชิก OECD ยกระดับคุ้มครองผู้บริโภค – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    หนุนรัฐตั้งเป้าหมาย เป็นสมาชิก OECD ยกระดับคุ้มครองผู้บริโภค – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    หนุนรัฐตั้งเป้าหมาย เป็นสมาชิก OECD ยกระดับคุ้มครองผู้บริโภค

    สภาผู้บริโภคผลักดันรัฐตั้งเป้าชัดเข้าสู่ สมาชิก OECD ยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการที่ปลอดภัย ปรับระบบกำกับดูแลให้ได้มาตรฐานสากล ให้ความปลอดภัยเกิดขึ้นจริง ยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค

    วันสิทธิผู้บริโภคสากล 15 มีนาคม สภาผู้บริโภคเตรียมชงรัฐบาลกำหนด “เป้าหมายระดับประเทศ” อย่างชัดเจน ในการเดินหน้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD เพื่อใช้กระบวนการเข้าเป็น สมาชิก OECD เป็นแรงขับเคลื่อนการปฏิรูปกฎหมายและระบบกำกับดูแลภายในประเทศ ยกระดับความโปร่งใส มีมาตรฐานการกำกับดูแล และประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย ยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค

    อดิศักดิ์ สายประเสริฐ หัวหน้าหน่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบาย เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในสถานะ ‘ประเทศผู้สมัคร’ (Accession Candidate Country) เข้าเป็นสมาชิก OECD โดยอยู่ในขั้นตอนการประเมินทางเทคนิค (Technical Review) โดยคณะกรรมการ 25 ชุด ครอบคลุมภารกิจต่าง ๆ คล้ายกับการบริหารประเทศ เช่น คณะกรรมการนโยบายผู้บริโภค, คณะกรรมการตลาดเงิน และคณะกรรมการประกันภัยและบำนาญ

    สมาชิก OECD เป็นผลดีต่อผู้บริโภคอย่างไรบ้าง

    หากประเทศไทยได้เข้าร่วม OECD หนึ่งในผลดีที่ผู้บริโภคจะได้รับ คือการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้า ประเทศไทยจะต้องพัฒนาระบบติดตามสินค้าและระบบเรียกคืนสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อตรวจจับและจัดการสินค้าที่ไม่ปลอดภัยอย่างรวดเร็ว ลดโอกาสที่สินค้าด้อยคุณภาพหรือเป็นอันตรายจะกระจายถึงมือผู้บริโภค พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลเตือนภัยอย่างโปร่งใสและเข้าถึงง่ายกว่าเดิม

    ในยุคดิจิทัล การซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติ การเข้า OECD จะผลักดันให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต้องมีบทบาทรับผิดชอบมากขึ้น จากเดิมที่ผู้บริโภคต้องระวังและตรวจสอบด้วยตนเอง แพลตฟอร์มจะต้องทำหน้าที่คัดกรองร้านค้าและสินค้า ตรวจสอบตัวตนผู้ขาย และนำสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานออกจากระบบอย่างจริงจัง แนวคิดความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มเช่นนี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงหรือได้รับสินค้าที่ไม่ปลอดภัย ทำให้การซื้อขายออนไลน์มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

    ในด้านบริการทางการเงินและประกันภัย มาตรฐาน OECD ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินอย่างเข้มงวด ประเทศไทยจึงต้องปรับปรุงกฎหมายและกลไกกำกับดูแลให้ชัดเจนและเป็นธรรมมากขึ้น ทั้งในเรื่องการเปิดเผยข้อมูล เงื่อนไขสัญญาที่ไม่เอาเปรียบ และการตรวจสอบการดำเนินงานของผู้ให้บริการ ผู้บริโภคจะมีหลักประกันมากขึ้นเมื่อทำธุรกรรมทางการเงินหรือทำประกันภัย ลดความเหลื่อมล้ำด้านข้อมูลและอำนาจต่อรอง

    ร้องเรียนง่าย เยียวยาไว ไม่ต้องพึ่งศาลเสมอไป

    อีกประเด็นสำคัญคือการพัฒนากลไกระงับข้อพิพาทนอกศาลในคดีผู้บริโภค เพื่อให้ประชาชนสามารถไกล่เกลี่ยหรือแก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว โดยไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายสูงจากการฟ้องร้องในศาล กลไกดังกล่าวจะทำให้สิทธิในการร้องเรียนและได้รับการเยียวยาเกิดขึ้นได้จริง และเข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับคนทั่วไป

    นอกจากนี้ แนวคิดเรื่องการบริโภคที่ยั่งยืน เช่น สิทธิในการซ่อมแซมสินค้า จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงอะไหล่และข้อมูลการซ่อมได้ง่ายขึ้น ไม่ถูกบังคับให้ซื้อใหม่ทั้งที่ยังซ่อมได้ เป็นการลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวและลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปพร้อมกัน สะท้อนว่าการคุ้มครองผู้บริโภคไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความปลอดภัย แต่ครอบคลุมถึงความเป็นธรรมและความยั่งยืนของระบบเศรษฐกิจโดยรวม

    การยกระดับกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐาน OECD ยังหมายถึงความโปร่งใสของภาครัฐที่มากขึ้น การเปิดเผยข้อมูลที่ตรวจสอบได้ และการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ เมื่อกลไกกำกับดูแลเข้มแข็งขึ้น ผู้บริโภคจะมีเครื่องมือและช่องทางปกป้องสิทธิของตนเองได้ดียิ่งขึ้น

    ดังนั้น การเดินหน้าสู่การเป็นสมาชิก OECD จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจระดับมหภาคและการปฏิรูปภาครัฐ แต่คือโอกาสในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคไทย ให้มีสิทธิที่ชัดเจน ได้รับความคุ้มครองที่เข้มแข็ง และสามารถใช้สิทธิของตนเองได้อย่างแท้จริงในทุกมิติของการบริโภค

    วันสิทธิผู้บริโภคสากล “สินค้าปลอดภัย ผู้บริโภคมั่นใจ”

    เนื่องในโอกาสวันสิทธิผู้บริโภคสากลปีนี้ ภายใต้ธีม “Safe Products, Confidence Consumers” หรือ “สินค้าปลอดภัย ผู้บริโภคมั่นใจ” สภาผู้บริโภควางเป้าหมายใช้จังหวะสำคัญนี้เป็นหมุดหมายในการผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐประกาศเป้าหมายร่วมกันอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยต้องมีสินค้าและบริการที่ปลอดภัยบนแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นสมาชิก OECD อย่างมีคุณภาพ

    “ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า การเดินหน้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวเลขเศรษฐกิจหรือสถานะประเทศ แต่คือกระบวนการยกระดับสิทธิผู้บริโภคไทยให้มีมาตรฐานสูงขึ้น ปลอดภัยขึ้น และใช้สิทธิของตนเองได้อย่างมั่นใจในทุกช่องทางการบริโภค ทั้งออฟไลน์และออนไลน์” อดิศักดิ์ กล่าว

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/oecd-member/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07nkQc2wu47GzBPi8-_r2f

  • สืบ “สารหนู” ในคนลุ่มน้ำกก  นักวิชาการเสนอแผนความเสี่ยง สุขภาพ-สิ่งแวดล้อม-เศรษฐกิจ

    สืบ “สารหนู” ในคนลุ่มน้ำกก นักวิชาการเสนอแผนความเสี่ยง สุขภาพ-สิ่งแวดล้อม-เศรษฐกิจ

    หลังการเผยแพร่งานวิจัย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ผลการเก็บตัวอย่างเล็บของชาวบ้านพบค่าสารหนูเกินค่ามาตรฐาน จำนวน 16 คน บริเวณหมู่บ้านที่อาศัยริมแม่น้ำกก บริเวณต้นน้ำ ใน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ และ 3 ตำบล กลางน้ำและปลายน้ำก่อนไหลลงสู่แม่น้ำโขง จ.เชียงราย สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย และจังหวัดเชียงรายเรียกประชุมด่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาให้ข้อมูลพร้อมกับนำเสนอข้อมูลเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้  ซึ่งในงานวิจัยชิ้นนี้ยังไม่ระบุชัดว่า สารหนูมาจากแหล่งกำเนิดไหน

    อ่านเพิ่มเติม : นักวิชาการพบ “สารหนู” ในกลุ่มตัวอย่างคนริมน้ำกก หลังตรวจเล็บ-เส้นผม www.thaipbs.or.th/news/content/502579

    ทีมข่าวไทยพีบีเอสภาคเหนือได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อพูดคุยกับชาวบ้านที่พบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน พบปัจจัยเสี่ยงที่อาจเป็นสาเหตุของการพบสารหนูในเล็บในกลุ่มตัวอย่าง 90 คนชาวบ้านริมแม่น้ำกก

    ภาพ : บ้านสบกก อ.เชียงแสน จ.เชียงราย แม่น้ำกก ไหลลงสู่แม่น้ำโขงบริเวณนี้

    ภาพ : บ้านสบกก อ.เชียงแสน จ.เชียงราย แม่น้ำกก ไหลลงสู่แม่น้ำโขงบริเวณนี้

    บ้านสบกก ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน จ.เชียงราย เป็นหมู่บ้านปลายแม่น้ำกกที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง ชาวบ้านมีอาชีพเกษตรกรรมและหาปลาเป็นอาชีพหลัก ชาวบ้านที่ถูกเก็บตัวอย่างเล็บ เปิดเผยกับไทยพีบีเอสว่า ตัวเองหาปลาบริเวณปากแม่น้ำกกและแม่น้ำโขง ตอนนี้ปลาลดลงตั้งแต่สร้างท่าเรือเชียงแสนก่อนหน้าที่จะข่าวตรวจพบหาสารพิษในแม่น้ำกก (เม.ย.68)  ในอดีตหมู่บ้านเป็นแหล่งปลาชุกชุมเพราะเป็นบ้านปากแม่น้ำกก (สบกก) ไหลลงสู่แม่น้ำโขง เป็นแหล่งปลาอุดมสมบูรณ์ แหล่งปลูกยาสูบและน้ำท่วมถึงพื้นที่ชุ่มน้ำ นับตั้งแต่สำรวจและการก่อสร้างท่าเรือเชียงแสน (ปี 2550) บริเวณปากแม่น้ำกก เกือบ 400 กว่าไร่ ปลาก็ลดลง

    ชาวบ้านเล่าย้อนอีกว่าในอดีตหมู่บ้านสบกก เป็นแหล่งปลูกและทำยาสูบสำคัญ เคยมีการใช้สารเคมีจำนวนมากในการปลูกและใช้ถ่านหินลิกไนต์บ่มยาสูบโดยโรงงานตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน และเลิกกิจการเมื่อปี 2549 ช่วงที่มีการสำรวจทำท่าเรือเชียงแสน

    ปัจจุบันชาวบ้านสบกกส่วนใหญ่และตัวเองเปลี่ยนมาปลูกข้าวโพด และพืชสวนครัวริมแม่น้ำกก และใช้สารเคมีทางการเกษตรเช่น พ่นยาคลุมหญ้า  เดือนละประมาณ 1 -2 ครั้ง ส่วนชาวบ้านคนอื่นที่ทำการเกษตรโดยเฉพาะการปลูกข้าวโพด รอบๆหมู่บ้าน มีการใช้สารเคมี 3-4 ครั้งต่อการปลูกหนึ่งรอบเก็บเกี่ยว

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงแหล่งน้ำในการเกษตร และใช้ในชีวิตประจำวัน ชาวบ้านบอกว่าน้ำที่ใช้น้ำอุปโภค เช่น การอาบ ล้างจะใช้น้ำประปาหมู่บ้าน ส่วนน้ำที่ใช้ดื่ม บริโภคคือน้ำบรรจุขวด ที่ซื้อมากว่า 20 ปีแล้ว  ขณะที่ภาคการเกษตรจะใช้น้ำจากแม่น้ำกกเป็นแหล่งน้ำหลัก ขณะที่ชาวประมงที่หาปลา จะต้องลงน้ำเป็นปกติและกินปลาเป็นประจำเช่นเดียวกัน

    ภาพ : น้ำประปาของหมู่บ้านที่เคยสูบน้ำจากแม่น้ำโขง-กก ผลิตน้ำประปา

    ภาพ : น้ำประปาของหมู่บ้านที่เคยสูบน้ำจากแม่น้ำโขง-กก ผลิตน้ำประปา

    ชาวบ้านสบกก ยังกล่าวว่าหลังมีข่าวตรวจพบสารพิษในแม่น้ำกก หน่วยงานด้านนสาธารณสุขลงมาตรวจสุขภาพ ชาวบ้านอย่างน้อย 2 ครั้ง โดยครั้งแรกตรวจปัสสาวะ ซึ่งผลตรวจยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ และครั้งที่สองมาตรวจเล็บ โดยนักวิจัยได้ขอให้ตัดเล็บผ่านทางประธานอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ในหมู่บ้านเข้ามาเก็บตัวอย่างเล็บ ซึ่งผลการตรวจของตัวเองพบสารหนูเกือบเกินค่ามาตรฐาน ขณะที่คนในหมูบ้าน จำนวน 6 คนพบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน

    การตรวจพบสารหนู ตัวเองลงแม่น้ำหาปลา กินปลา และใช้สารเคมีทางเกษตร ตอนนี้จึงไม่รู้ว่ารับสารพิษจากไหน

    ด้านนายมนัสชัย ใจแดง ผู้ใหญ่บ้านสบกก ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน จ.เชียงราย กล่าวว่าปกติน้ำที่ชาวบ้านบริโภคจะซื้อน้ำจากโรงงานน้ำดื่ม  ส่วนน้ำอุปโภคเป็นน้ำบาดาลใต้ดินขุดลึกประมาณ 50 เมตร ช่วงน้ำไม่พอใช้จะสูบน้ำจากแม่น้ำโขง บริเวณปากแม่น้ำกกมาใช้ ชาวบ้านเลิกใช้น้ำจากแม่น้ำโขงเมื่อมีข่าวตรวจพบสารหนูในแม่น้ำกกเมื่อเดือน เม.ย.68 ที่ผ่านมา หน่วยงานด้านสาธารณสุขจะมาตรวจน้ำประปาและแม่น้ำโขง หน่วยงานบอกว่า แม่น้ำโขงมีสารพิษบางครั้งเกินและบางครั้งไม่เกิน น้ำบาดาลหมู่บ้านที่ตรวจเกินค่ามาตรฐานอาจเพราะเครื่องกรองไม่ค่อยจะดี และพบสารตะกั่วในน้ำ

    ภาพ : นายมนัสชัย ใจแดง ผู้ใหญ่บ้านสบกก ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ให้ข้อมูลกับไทยพีบีเอส ถึงน้ำประปาหมู่บ้านที่ปนเปื้อนสารพิษชาวบ้าน

    ภาพ : นายมนัสชัย ใจแดง ผู้ใหญ่บ้านสบกก ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ให้ข้อมูลกับไทยพีบีเอส ถึงน้ำประปาหมู่บ้านที่ปนเปื้อนสารพิษชาวบ้าน

    ส่วนการตรวจเล็บที่พบสารหนูเกินค่ามาตรฐานจำนวน 6 คนในหมู่บ้าน ตัวเองจึงไม่แน่ใจว่าเกิดจากน้ำประปาหรือไม่ ขณะเดียวกันชาวบ้านก็ไม่ได้ดื่มหรือกินน้ำประปาหมู่บ้าน

    ชาวบ้านหาปลา ทำการเกษตร โดยทำเป็นอาชีพทั้งสองอย่าง จึงไม่รู้ว่าสารพิษมาจากแม่น้ำหรือสารเคมีทางการเกษตร หรือประปา

     ผู้ใหญ่บ้านสบกก กล่าวว่าตอนนี้อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตรวจหาแหล่งที่มาของสารพิษให้แน่ชัดอย่างน้อยเดือนละ 1-2 ครั้ง เพราะตอนนี้ชาวบ้านมีความกังวล โดยอยากให้มาแก้ให้เร็วที่สุดคือน้ำประปาของหมู่บ้านเพราะชาวบ้านจะต้องใช้น้ำทุกวัน  เพราะศักยภาพของชุมชนไม่สามารถแก้ปัญหาได้ อย่างน้อยก็ต้องมีการกรองสารพิษก่อนแจกจ่ายไปใช้ในครัวเรือน

    หมู่บ้านริมแม่น้ำกกในตำบลดงมหาวัน อ.เวียงรุ้ง จ.เชียงราย เป็นอีกหนึ่งพื้นที่มีการเก็บตัวอย่างเล็บ ชาวบ้าน ต.ดงมหาวัน เปิดเผยว่า ทีมวิจัยมาเก็บตัวอย่างเล็บเมื่อ 1 เดือนที่ผ่านมาของคนในหมู่บ้าน 10 คน แต่ตัวเองเป็น 1 ใน 2 คนที่ตรวจพบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน ต่อมาทางสาธารสุขจังหวัดเชียงรายได้มาสอบสวนโรคและบอกว่าสารหนูไม่เกินค่ามาตรฐาน

    ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า สารหนูมาจากไหน? ชาวบ้าน ต.ดงมหาวัน ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อนำน้ำประปาและปลาไปตรวจทุกเดือน ซึ่งผลก็อยู่ในเกณฑ์ปกติไม่เกินค่ามาตรฐาน ตัวเองไม่ได้ลงแม่น้ำกกมาเป็นปีนับตั้งแต่ตรวจพบเพราะกลัวสารพิษ และปลาก็ไม่ได้กิน ตัวเองมีอาชีพเกษตรกรรมปลูกข้าวโพด กว่า 40 ไร่ มานานกว่า 15 ปีใกล้กับแม่น้ำกกและสัมผัสสารเคมีทางการเกษตรเป็นบางครั้ง แม้ปัจจุบันมีการใช้โดรนฉีดพ่นสารเคมีแทน แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้จะต้องลงแปลงเกษตรหลังพ่นยา บางครั้งก็ต้องผสมสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเอง ส่วนน้ำที่ใช้ในการเกษตรปัจจุบันได้ใช้น้ำบาดาลแทน แต่บ่อน้ำก็อยู่ใกล้แม่น้ำกก รัศมีไม่เกิน 20-30 เมตร

    ภาพ : แปลงข้าวโพดกว่า 5,000 ไร่ริมแม่น้ำกก  ใน ต.เวียงเชียงรุ้ง อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย

    ภาพ : แปลงข้าวโพดกว่า 5,000 ไร่ริมแม่น้ำกก ใน ต.เวียงเชียงรุ้ง อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย

    เมื่อถามว่า มีการป้องกันตัวเองจากสารเคมีอย่างไรบ้าง? เช่น การสวมถุงถือ หรือหน้ากากหรือไม่ ระหว่างพ่นสารเคมี  ชาวบ้านได้ยกมือและเล็บที่ได้เก็บตัวอย่างเล็บไปตรวจให้ทีมข่าวดู

    เล็บที่นำไปตรวจ ไม่ได้สวมถุงมือระหว่างผสมสารเคมีกำจัดศัตรูพืช และนิ้วมือที่เป็นแผลก็มาจากการซ่อมรถ เพราะตัวเองเปิดร้านซ่อมรถด้วย

    เมื่อสอบถามว่า คาดว่าตัวเองอาจได้รับสารหนูจากไหน? ชาวบ้าน กล่าวว่าตั้งข้อสังเกตว่าตัวเองอาจได้รับจากการใช้สารเคมีจากการปลูกข้าวโพด  หรือ จากแหล่งน้ำอาจมาจากประปาหมู่บ้าน แต่ก็ไม่ได้ใช้ดื่มกิน  ส่วนแม่น้ำกกไม่ได้สัมผัสมานานนับปี จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งมาสำรวจหาแหล่งที่มาของสารพิษทางการเกษตร

    ภาพ : มือและเล็บของชาวบ้าน อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย ที่นักวิจัยนำไปตรวจพบสารหนูในเล็บ

    ภาพ : มือและเล็บของชาวบ้าน อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย ที่นักวิจัยนำไปตรวจพบสารหนูในเล็บ

    ทีมข่าวยังสำรวจรอบบ้านและร้านซ่อมรถของชาวบ้านที่พบค่าสารหนูเกินค่ามาตรฐาน  ยังพบภาชนะบรรจุสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ขณะเดียวกันรอบหมู่บ้านเป็นแหล่งปลูกข้าวโพดขนาดใหญ่ริมแม่น้ำกก มากกว่า 5,000 ไร่  

    ภาพ : บรรจุภัณฑ์สารเคมีทางการเกษตร พบเห็นของชาวบ้านที่ตรวจพบสารหนูในเล็บ ต.ดงมหาวัน อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย

    ภาพ : บรรจุภัณฑ์สารเคมีทางการเกษตร พบเห็นของชาวบ้านที่ตรวจพบสารหนูในเล็บ ต.ดงมหาวัน อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย

    ด้าน ดร.ศิริวรรณ กันติสินธุ์ หัวหน้าอาชีวอนามัยและความปลอดภัย สำนักวอชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ม.แม่ฟ้าหลวง ทีมคณวิจัย เคยเปิดเผยว่างานวิจัยชิ้นนี้เป็นการศึกษาผลกระทบเบื้องต้นของประชาชนริมแม่น้ำกก มีการเก็บตัวอย่างเส้นผมของเด็กระหว่างอายุ 8 -12 ปี และเก็บตัวอย่างเล็บ อายุ 18 ปีขึ้นไป

    ผลการศึกษาพบว่าการตรวจพบสารหนูในตัวอย่างเล็บบ่งบอกว่ามีการสัมผัสกับสารพิษเป็นเวลานานระยะหนึ่ง ซึ่งจะคืนข้อมูลให้ชุมชน เพื่อเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย

    ด้านนายแพทย์เอกชัย คำลือ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า หลังทราบคำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย สั่งการให้เจ้าหน้าที่ ร่วมกับศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงราย ลงพื้นสอบสวนเบื้องต้นใน 3 ตำบลในเชียงราย พร้อมลงเก็บตัวอย่างปัสสาวะชาวบ้านที่ตรวจเล็บพบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน เพื่อเฝ้าระวังและหาแหล่งที่มาให้ชัดเจนถึงต้นกำเนิดของการพบสารหนูครั้งนี้

    นายแพทย์เอกชัย ยังกล่าวถึงการเฝ้าระวังสารหนูในช่วงที่ผ่านมาของจังหวัดเชียงราย เมื่อเดือน ก.ค.68 เคยมีการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงราว 2 พันคน มีกลุ่มเสี่ยงราว 300 คน พบ 7 คนสารหนูเกินค่ามาตรฐาน  พบ 1 คน มีสารหนูอนินทรีย์ที่อันตราย  หลังจากนั้นตรวจซ้ำยังพบ 1 คนที่ยังเกินค่า เมื่อสำรวจพื้นที่รอบบ้านและกิจกรรมการเกษตรมีการใช้สารเคมีจำนวนมาก ส่วนการตรวจพบในเล็บล่าสุด (24 ก.พ.69) งานวิจัย ม.แม่ฟ้าหลวงจำนวน 16 คนที่มีค่าสารหนูเกินค่าจากงานวิจัย ถ้ายึดตามตัวเลของค์การอนามัยโลกจะมีผู้ตรวจพบเกินค่าเพียง 1 คน

     รศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เสนอว่า หลังการตรวจพบควรทำแผนที่ความเสี่ยง โดยนำผู้ตรวจพบลงในแผนที่เพื่อกำหนดพื้นที่เสี่ยง และระบุให้ชัดเจนว่า สารหนูที่ตรวจพบมีค่าเป็นพิษ หรือไม่เป็นพิษ เพื่อเฝ้าระวังในชุมชน

    สอดคล้องกับ ผศ.ว่าน วิริยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า สารหนูมีในทั้งธรรมชาติ หรือมาจากเหมืองแร่  อาจมาจากหลายแหล่งด้วย ที่ผ่านมามีการเก็บตัวอย่าง น้ำ พืช ปลาในแม่น้ำโขง อ.เชียงของ เห็นด้วยกับการทำแผนที่ความเสี่ยงเฝ้าระวัง

    ภาพ : ผศ.ดร.เสถียร ฉันทะ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มรภ.เชียงราย ทีมคณะวิจัยฯ

    ภาพ : ผศ.ดร.เสถียร ฉันทะ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มรภ.เชียงราย ทีมคณะวิจัยฯ

    ด้าน ผศ.ดร.เสถียร ฉันทะ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ข้อเสนอเชิงนโยบายจากงานวิจัยเรื่อง”การพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะโดยชุมชน กรณีศึกษาผลกระทบจากสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก จังหวัดเชียงราย ด้วย

    กระบวนการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (Health Impact Assessment) (จากกรณีมีการตรวจพบสารหนูสะสมในเล็บและผมของกลุ่มตัวอย่าง งานวิจัยของทีม มฟล.+มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย) มีดังนี้

    1.ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านสุขภาพ

      1) รัฐโดยหน่วยงานทางด้านสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องควรมีการจัดทำแผนบริหารจัดการความเสี่ยงทางสุขภาพ (Arsenic contaminate and health risk management) และการจัดทำแผนที่ความเสี่ยงทางสุขภาพของชุมชน (Health risk mapping of community) โดย

     1.1 การนำเอาข้อมูลกลุ่มเสี่ยงที่มีการตรวจพบสารหนูในร่างกายมาจัดทำแผนการบริหารจัดการเพื่อลดความเสี่ยงทางสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำที่มีการรายงานการปนเปื้อนสารหนู

     1.2 ควรจัดให้มีการตรวจสุขภาพประจำปีสำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง โดยคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่มี (หรืออาจมี) ผลกระทบต่อสุขภาพและระบบจัดเก็บข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะที่เป็น  ประโยชน์ในการรักษาและสร้างเสริมสุขภาพสำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย

    2.รัฐควรมีการสื่อสารความเสี่ยงทางสุขภาพที่จำเป็น (Health risk communication) และเหมาะสมดังนี้

     2.1 การจัดทำสื่อและช่องการสื่อสารความเสี่ยงทางสุขภาพที่เหมาะสมแก่ประชาชนทุกช่องทาง

     2.2 การจัดทำระบบศูนย์บริหารจัดการข้อมูลเพื่อใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการด้านต่างๆ โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูลที่สามารถนำเอาไปใช้ประโยชน์ในการสื่อสาร การบริหารจัดการแก้ไขปัญหาในด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้น ได้อย่างเหมาะสม

     2.3 การพัฒนาศักยภาพของชุมชน “ชุมชนจัดการตนเอง” ในการจัดการความเสี่ยงทางสุขภาพ เป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้เรียนรู้ โดยการส่งเสริมสนับสนุนจากภาครัฐ อปท. ภาคีเครือข่ายในการเรียนรู้ รับมือ ปรับตัวต่อสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นและอยู่ร่วมกับปัญหาได้อย่างปลอดภัย

    3. การจัดทำมาตรการทางด้านการแพทย์และสุขภาพ

     3.1 ควรมีการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานค่าสารหนูสะสมในร่างกายในการเฝ้าระวังทางสุขภาพของประเทศ เพื่อให้เป็นแนวทางในการนำไปใช้ในการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาเพื่อลดผลกระทบด้านต่างๆที่เกิดขึ้น

     3.2 การประกาศโรคพิษสารหนูเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เสี่ยง และหลักการทางระบาดวิทยาจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข ต้องนำมาใช้ในการสอบสวน ติดตาม เฝ้าระวังโรคพิษสารหนูในพื้นที่เสี่ยง

    4.การสร้างและพัฒนากลไกการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานกระทรวงสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายในการแก้ไขปัญหาสารหนูที่มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงดังนี้

     4.1 รัฐควรสนับสนุนในการเพิ่มขีดความสามารถ และบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรชุมชนในการป้องกันปัญหาคุกคามสุขภาพ โดยการจัดทำระบบและแผนปฏิบัติการเฝ้าระวังผลกระทบทาง สุขภาพและสิ่งแวดล้อม การจัดทำแผนพัฒนาชุมชนพื้นที่เสี่ยงและการสนับสนุนให้มีกิจกรรมทางสังคมต่างๆ ภายในชุมชนและระหว่างชุมชนลุ่มน้ำ

     4.2 รัฐควรส่งเสริม สนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กรชุมชนเพื่อศึกษาหารูปแบบในการจัดตั้งและการดำเนินการของคณะกรรมการกลางที่เหมาะสม โดยมีอำนาจหน้าที่ในการจัดระบบเฝ้าระวัง ตรวจสอบ แก้ไขและฟื้นฟู และชดเชยผลกระทบทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการหารูปแบบและแนวทางในการจัดตั้งและการบริหารกองทุนคุ้มครองและฟื้นฟูสุขภาพสำหรับประชาชนในพื้นที่ และการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาในรูปแบบต่างๆ ที่เหมาะสมแต่ละพื้นที่ เช่น การสนับสนุนงบจากกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น การนำเสนอการทำงานในคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับตำบลระดับอำเภอ (พชต./พชอ.) เป็นต้น

    5.มาตรการลดความเสี่ยงสำหรับประชาชนที่ตรวจพบสารหนูในร่างกายควรมีมาตรการและแนวทางในการดูแลจากหน่วยงานรัฐ โดยกระทรวงสาธารณสุขควรมีมาตรการดำเนินการดังนี้

     5.1 ระบบการตรวจคัดกรองซ้ำ การตรวจยืนยันผลและส่งต่อผู้สัมผัสสารหนูที่ตรวจพบ (Referral system) เข้าสู่ระบบการดูแลรักษาพยาบาล โดยผลการตรวจจากงานวิจัยเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นเพื่อคัดกรอง ประชาชนกลุ่มเสี่ยงซึ่งรัฐโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำการตรวจยืนยันโดยวิธีการตามมาตรฐานทางการแพทย์เพื่อการดูแลรักษาตามกระบวนการที่เหมาะสมต่อไป

     5.2 ดำเนินการจัดตั้งระบบการเฝ้าระวังและสอบสวนโรคพิษสารหนู หรือดำเนินการทางระบาดวิทยาและประกาศให้พื้นที่เสี่ยงจากพิษสารหนูเป็นพื้นที่ต้องเฝ้าระวังและรายงานโรคตามหลักเกณฑ์โรคจากการ ประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม ตามพระราชบัญญัติโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2562 เพื่อให้เกิดการติดตาม เฝ้าระวังผลกระทบทางสุขภาพของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง จากการปนเปื้อนสารโลหะหนักเป็นพื้นที่ต้องเฝ้าระวังเป็นกรณีพิเศษ จนกว่าแหล่งกำเนิดมลพิษจะได้รับการแก้ไขระบบนิเวศแม่น้ำ ที่ปนเปื้อนได้รับการฟื้นฟูกลับสู่สภาวะปกติ

    2.ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านสังคมและเศรษฐกิจ

      1) รัฐ สถาบันวิจัย และสถาบันการศึกษาที่เข้าไปศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบทางสุขภาพและสภาวะสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ควรมีการเปิดเผยข้อมูลและผลการศึกษาให้กับประชาชนในพื้นที่และสาธารณชนได้รับทราบและควรเปิดโอกาสให้ประชาชน และภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วม ในการศึกษาวิจัยมากกว่าการให้ข้อมูลแต่เพียงอย่างเดียว

      2) รัฐควรมีมาตรการรองรับและเยียวยาผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจของประชาชน และผู้ประกอบการในพื้นที่เสี่ยงที่ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำ เช่น มีแผนรับมือผลกระทบและแนวทางการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทางด้านการเกษตร การประมง การท่องเที่ยว เป็นต้น

      3) รัฐควรมีมาตรการลดผลกระทบทางเศรษฐกิจของประชาชน และผู้ประกอบการในพื้นที่เสี่ยงโดยมีแผนงาน มาตรการที่ยืดหยุ่น เหมาะสมทั้งในระยะเร่งด่วน และระยาว โดยมีการประกันความมั่นใจในความปลอดภัยแก่ประชาชน ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยว เช่น การตรวจวัดความเข้มข้นของสารหนูในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว โดยการมีหน่วยตรวจวัดชั่วคราวตรวจประจำวัน เพื่อสร้างความมั่นใจของประชาชน ผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวเป็นต้น

    ภาพ : พื้นที่เกษตรกรรมริมน้ำ เกษตรกรยังใช้แม่น้ำกก เป็นแหล่งน้ำหลักในการเกษตร แม้จะตรวจพบสารพิษในแม่น้ำ

    ภาพ : พื้นที่เกษตรกรรมริมน้ำ เกษตรกรยังใช้แม่น้ำกก เป็นแหล่งน้ำหลักในการเกษตร แม้จะตรวจพบสารพิษในแม่น้ำ

    3.ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม

      1) รัฐควรเร่งแก้ปัญหาสารโหะหนัก (สารหนู) ปนเปื้อนในแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคของประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำโดยเร่งด่วน ทั้งในแง่ของการช่วยเหลือด้านการจัดการจัดหาน้ำสะอาด การพัฒนาระบบการผลิตน้ำประปาในชุมชนหรือประปาหมู่บ้านที่ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัย

      2) รัฐควรเร่งแก้ปัญหาสารโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำ โดยเร่งหาสาเหตุของการปนเปื้อน การจัดทำระบบเฝ้าระวังและควบคุม กำจัดมลพิษที่แหล่งกำเนิด และการป้องกันแหล่งน้ำมิให้ได้รับการปนเปื้อนจากมลพิษโดยผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติในการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน

      3)รัฐควรให้ความสำคัญกับปัญหาการปนเปื้อนสารโลหะหนัก (สารหนู) ในแม่น้ำและสิ่งแวดล้อมและกำหนดหลักเกณฑ์บนฐานการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์และสังเคราะห์เพื่อประกาศเป็นเขตภัยพิบัติที่มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย สังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมต่อประชาชน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ความสำคัญ กับการปฏิบัติตามแผนป้องกันภัยฉุกเฉินร่วมกับชุมชนในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้เกิดความเข้าใจและลดผลกระทบทางสุขภาพจากการสารโลหะหนัก (สารหนู) ที่ปนเปื้อน

     4) เนื่องจากผลกระทบทางสุขภาพจากข้อมูลการวิจัยเป็นการสะท้อนจากชุมชน เจ้าหน้าที่สาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้นำชุมชนในพื้นที่ศึกษา พบประเด็นความกังวลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดมลพิษภายในพื้นที่เอง โดยเฉพาะการใช้สารเคมีทางการเกษตร การจัดการขยะอันตรายและของเสียมีพิษในชุมชนร่วมด้วย มิใช่เฉพาะปัญหาการปนเปื้อนสารหนูจากแม่น้ำเท่านั้น

    การดำเนินการหามาตรการในการควบคุม กำกับ และจัดการมลพิษในชุมชนจึงเป็นประเด็นที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่ง ที่รัฐจะต้องดำเนินการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาต้นเหตุของแหล่งกำเนิดมลพิษในชุมชน รวมถึงมาตรการแนวทางการดำเนินการแบบมีส่วนร่วมและการสนับสนุนทรัพยากรทั้งงบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือ องค์ความรู้อย่างเพียงพอในการจัดปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อลดผลกระทบทางสุขภาพของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

    ภาพ : แม่น้ำรวก-แม่น้ำโขง สีขุ่นเข้มในช่วงฤดูแล้ง สะท้อนพื้นที่ต้นน้ำยังปล่อยตะกอนดิน ที่อาจเกิดจากการทำเหมืองไหลลงสู่แม่น้ำโขงต่อเนื่อง

    ภาพ : แม่น้ำรวก-แม่น้ำโขง สีขุ่นเข้มในช่วงฤดูแล้ง สะท้อนพื้นที่ต้นน้ำยังปล่อยตะกอนดิน ที่อาจเกิดจากการทำเหมืองไหลลงสู่แม่น้ำโขงต่อเนื่อง

    ปัญหาสารพิษในจังหวัดเชียงราย เป็นปัญหามลพิษข้ามพรมแดน ล่าสุดภาคประชาชนได้ยื่นหนังสือกับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เพื่อเสนอให้รัฐบาลไทยเร่งเจรจาแก้ปัญหาเหมืองแร่ในต้นน้ำประเทศเมียนมาที่คาดว่าเป็นสาเหตุหนึ่งของสารพิษในแม่น้ำ การตรวจพบสารหนูในร่างกายคนไม่ว่าจะมาจากแหล่งใด  กลายเป็นปัญหาภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมของคนลุ่มแม่น้ำกกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  หากภาครัฐไม่เร่งแก้ปัญหา

    โกวิทย์  บุญธรรม ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอสภาคเหนือ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/503075&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2la_ailmQDaj3hVSA0pk0V

  • นักวิชาการมองต่าง! ห้ามพกเงินเข้าสอบเรื่องปกติ ชี้ปัญหาจริงคือสงครามแย่งที่เรียน

    นักวิชาการมองต่าง! ห้ามพกเงินเข้าสอบเรื่องปกติ ชี้ปัญหาจริงคือสงครามแย่งที่เรียน

    นักวิชาการมองต่าง! ห้ามพกเงินเข้าสอบเรื่องปกติ ชี้ปัญหาจริงคือสงครามแย่งที่เรียน

    วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.41 น.

    8 มีนาคม 2569 กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ทันที หลังจากผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า Chiratchai Pawiwaranon ได้โพสต์ภาพที่สร้างความตกตะลึงให้กับผู้พบเห็น โดยเป็นภาพธนบัตรจำนวนมากถูกทิ้งอยู่ในถังขยะก่อนเข้าห้องสอบ พร้อมระบุข้อความเชิงตั้งคำถามถึงมาตรการของสนามสอบว่า ” ใครติดต่อโหนกระแสได้ ช่วยจัดให้ทีครับ ห้ามเอาเงินเข้าห้องสอบ…ทิ้งลงถังขยะ…เด็กจะกลับบ้านยังไง ? พ่อ แม่ไม่ได้นั่งเฝ้าลูกทุกคน สงสารเด็กมาก เชื่อมั้ยว่า รบกวนสมาธิในการสอบเด็กด้วย บางคนต้องตกใจ จะกลับบ้านยังไง มือถือก็ไม่มี….” (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : เงินสด-ของมีค่า ถูกทิ้งถังขยะก่อนเข้าสอบ งานนี้โต้เดือดกลายเป็นดรามาสนั่น)

    ขณะที่ “งานประชาสัมพันธ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา” ได้เผยภาพประชาสัมพันธ์ การสอบเข้าศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ปีการศึกษา 2569 ในวันเสาร์ที่ 7 มีนาคม 2569 ณ สนามสอบอินแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี โดยระบุว่า สิ่งที่อนุญาตให้นำเข้าห้องสอบได้ คือ ดินสอไม้ 2B , ปากกาน้ำเงินสำหรับเขียนชื่อ , ยางลบดินสอไม่มีปลอก , กบเหลาดินสอ , เสื้อแขนยาวกันหนาว , นาฬิกาธรรมดาชนิดเข็มที่ใช้ดูเวลาเท่านั้น

    ส่วน สิ่งที่ไม่อนุญาตให้นำเข้าห้องสอบ คือ เครื่องมือสื่อสารทุกประเภท Smartphone , Tablet , Smart Watch , หูฟังบลูทูธ , กระเป๋า , ไม้บรรทัด , ไม้โปร วงเวียน , กระเป๋าสตางค์ เงิน หรือธนบัตร , น้ำยาลบคำผิด , กล่องดินสอ , อาหารและเครื่องดื่ม , ซองใส/ถุงซิป , เจล/สเปรย์แอลกอฮอล์ , กุญแจที่พัก/กุญแจรถ , เครื่องประดับทุกชนิด พระเครื่องหรือวัตถุมงคลต่างๆ (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : พกอะไรเข้าห้องสอบเตรียมอุดมฯได้บ้าง ? กางระเบียบเข้ม หลังดรามาเงินสดวางทิ้งเกลื่อน)

    ล่าสุด ผศ.ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ธนบัตร ไม้โปร พระเครื่อง กุญแจ ทำให้ทุจริตได้ง่ายมาก การที่โรงเรียนประกาศล่วงหน้าไม่ให้นำเข้าห้องสอบ และมีที่รับฝาก ก็ถูกต้องแล้ว คนที่ดราม่านี่ไม่คิดและเสพข้อมูลฉาบฉวยเกิน”

    พร้อมยังโพสต์ข้อความในคอมเมนต์ด้วยว่า “ส่วนของการที่เด็กแย่งกันสอบเพื่อเข้าเรียน เป็นอีกปัญหาที่ต้องแยกออกไปตั้งประเด็นถกกันต่างหาก เพราะเป็นเรื่องที่เกิดจนกลายเป็นปกติของการศึกษาไทย”

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    พกอะไรเข้าห้องสอบเตรียมอุดมฯได้บ้าง ? กางระเบียบเข้ม หลังดรามาเงินสดวางทิ้งเกลื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/951373&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zwO-Hq7c8BKZfb-ff-x8u

  • ผลสำรวจ 29 ประเทศ: ผู้ชาย Gen Z จำนวนไม่น้อยยังเชื่อผู้ชายเป็นใหญ่

    ผลสำรวจ 29 ประเทศ: ผู้ชาย Gen Z จำนวนไม่น้อยยังเชื่อผู้ชายเป็นใหญ่

    วิธีการทำวิจัย

    การสำรวจนี้ดำเนินการใน 29 ประเทศ ผ่านแพลตฟอร์ม Global Advisor ของ IPSOS และในอินเดียผ่านแพลตฟอร์ม IndiaBus โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 24 เดือนธันวาคม 2025 ถึงวันที่ 9 มกราคม ปี 2026 ผ่านแบบสอบถามประกอบด้วยคำถาม 13 ข้อเกี่ยวกับทัศนคติต่อความเท่าเทียมทางเพศ เสรีภาพและอนาคต รวมถึง บทบาททางเพศ

    บางคำถามขอให้ผู้ตอบแบบสอบถามแสดงระดับความเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับข้อความต่าง ๆ รวมถึง ให้ประเมินว่าใครมีทางเลือกมากกว่าระหว่างผู้ชายและผู้หญิงในเรื่องต่าง ๆ เช่น บทบาทในครอบครัว งานอดิเรกในเวลาว่าง และความสัมพันธ์โรแมนติก

    ผลสำรวจ 29 ประเทศ: ผู้ชาย Gen Z จำนวนไม่น้อยยังเชื่อผู้ชายเป็นใหญ่

    การศึกษานี้ กำหนดช่วงอายุของแต่ละรุ่นดังนี้

    • Gen Z: ผู้ที่เกิดระหว่างปี 1996 – 2012
    • Millennials: ผู้ที่เกิดระหว่างปี 1980 – 1995
    • Gen X: ผู้ที่เกิดระหว่างปี 1966 – 1979
    • Baby Boomers: ผู้ที่เกิดระหว่างปี 1945 – 1965

    ประเทศใดบ้างที่เข้าร่วมการศึกษา

    การสำรวจครอบคลุมประชากรวัยผู้ใหญ่ในประเทศต่าง ๆ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย อินเดีย เม็กซิโก ชิลี สิงคโปร์ มาเลเซีย โคลอมเบีย เปรู อาร์เจนตินา แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ บราซิล อิตาลี เนเธอร์แลนด์ สเปน เบลเยียม ออสเตรเลีย โปแลนด์ เยอรมนี ตุรกี ฮังการี สวีเดน สหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ แคนาดา สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น

    ญี่ปุ่นมีจำนวนผู้เข้าร่วมมากสุดที่ประมาณ 2,000 คน ขณะที่ออสเตรเลีย เบลเยียม บราซิล แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร อิตาลี เม็กซิโก สเปน และสหรัฐอเมริกา มีผู้เข้าร่วมประมาณประเทศละ 1,000 คน 

    ประเทศที่มีบทบาททางเพศแบบดั้งเดิมสะท้อนในผลสำรวจ

    ผลการศึกษาแบ่งคำตอบตามเพศ รุ่นอายุ และประเทศ โดยสหรัฐฯ มักอยู่ในระดับกลางเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในเรื่องมุมมองบทบาททางเพศแบบดั้งเดิม

    สำหรับประเทศที่มีอัตราการตอบรับสูงที่สุดเกี่ยวกับบทบาทเหล่านี้ พบว่า 80% ของผู้ชายจากประเทศไทยเห็นด้วยว่า ความพยายามสร้างความเท่าเทียมทางเพศเป็นการเลือกปฏิบัติต่อผู้ชาย เมื่อเทียบกับ 40% ของผู้ชายในสหรัฐฯ และ 70% ของผู้ชายในบราซิลและอินเดียเห็นด้วยว่าผู้ชายถูกคาดหวังให้ทำมากเกินไปเพื่อสนับสนุนความเท่าเทียม เมื่อเทียบกับ 44% ในสหรัฐฯ

    ผลลัพธ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นบทบาททางเพศแบบดั้งเดิมที่มีประวัติฝังรากลึกในหลายประเทศ

     ที่มา: IFLScience & USA Today 

    Credit ภาพ: Reuters & Unsplash

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862365&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LmSRQLXN5AvYxZgKp-kMD

  • “ธิษะณา” ชี้ “วันสตรีสากลไม่ใช่วันดอกไม้” ย้ำสิทธิสตรีได้มาจากการต่อสู้

    “ธิษะณา” ชี้ “วันสตรีสากลไม่ใช่วันดอกไม้” ย้ำสิทธิสตรีได้มาจากการต่อสู้

    วันที่ 8 มี.ค.69 น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส.กทม.พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “ธิษะณา ชุณหะวัณ-แก้วตา-Tisana Choonhavan” ระบุว่า

    วันสตรีสากลไม่ใช่วันของดอกไม้แต่เป็นวันที่เตือนใจว่า สิทธิทุกอย่างที่ผู้หญิงมีในวันนี้
    ต้องผ่านการต่อสู้มาแทบทั้งสิ้น

    สิทธิในการพูด
    สิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมือง
    สิทธิในการมีศักดิ์ศรีในสังคม

    และการต่อสู้ครั้งนี้ยังไม่จบ
    เพราะสิทธิสตรีคือสิทธิมนุษยชน

    #วันสตรีสากล #สิทธิสตรีคือสิทธิมนุษยชน

    International Women’s Day is not a celebration of flowers.
    It is a reminder that women had to fight for every right we have today — the right to speak, to lead, to vote, and to exist in public life without fear.

    Around the world, women are still resisting war, authoritarianism, and injustice.

    The struggle continues.
    Not just for equality — but for dignity.

    #InternationalWomensDay #WomensRightsAreHumanRights

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/133590&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bUQ4hhF_UWAI5bK3RAVek