Category: วัฒนธรรม

  • สนจ. เชิญร่วมงานคืนเหย้า 109 ปีจุฬาฯ

    สนจ. เชิญร่วมงานคืนเหย้า 109 ปีจุฬาฯ

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    สนจ. เปิดลงทะเบียนร่วมงาน “ONE Night Only คืนเหย้า 109 ปี CU ไม่รู้จบ” ผ่านระบบ Blood Buddie 11-26 มี.ค.นี้

    สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนจ.)  ขอเชิญชวนนิสิตเก่าจุฬาฯ ทุกคณะ ทุกรุ่นร่วมงาน “ONE Night Only คืนเหย้า 109 ปี CU ไม่รู้จบ” ในวันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ณ สนามหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์สองรัชกาล จุฬาฯ

    ค่ำคืนพิเศษที่จะเปิดประสบการณ์ใหม่ให้สมาชิก สนจ.ทุกวัย ท่ามกลางบรรยากาศแห่งมิตรภาพ ความทรงจำ และความผูกพันฉันน้องพี่ฉลองจุฬาฯ สถาปนาครบ 109 ปี โดย ดร.ณัฐพล รังสิตพล นายก สนจ. และปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม มอบหมายให้วุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ผนึกกำลังกับศักดิ์ชัย ยอดวานิช อุปนายก สนจ. เป็นประธานจัดงานใหญ่นี้

     ภายในงานจะแบ่งพื้นที่จัดงานเป็น 2 โซนหลัก ได้แก่

    1. Chula Marketpink ตลาดนัดสัญชาติจุฬาฯ ที่รวบรวมร้านค้าแบรนด์ดังของพี่เก่าจุฬาฯ มากกว่า 100 ร้านให้ชาวจุฬาฯ กระเป๋าหนักได้ฉ่ำวาวว้าซ่าส์กว่าใครกับโปรโมชั่นลดแรงจุใจ ทั้งอาหารการกิน สินค้าแฟชั่น นวัตกรรมนำเทรนด์ และไลฟ์สไตล์สุดชิค พร้อมเปิดให้ทุกคนมาช้อป ชิม ชิล กันให้เต็มที่

    2. Main Stage พื้นที่เอกสิทธิสำหรับสมาชิก สนจ. ทุกประเภท ต้อนรับพี่ ๆ ด้วยการแสดงและคอนเสิร์ตจากกองทัพศิลปินพี่เก่าจุฬาฯ เตรียมโต๊ะรับรองนิสิตเก่าจุฬาฯ แยกตามคณะและรุ่นรวมกว่า 300 โต๊ะ พร้อมอาหารเครื่องดื่ม เสื้อที่ระลึก 80 ปี สนจ. และสิทธิส่วนลดสูงสุด 80% รองรับสมาชิก สนจ. ที่ลงทะเบียนล่วงหน้ากว่า 3,000 คน ผ่าน LINE OA “@Bloodbuddie” ของ สนจ. ช่วยอำนวยความสะดวกให้สมาชิกลงทะเบียนเข้างาน รับสิทธิประโยชน์ และเข้าถึงกิจกรรมสร้างประสบการณ์ใหม่แบบไม่รู้จบกับ สนจ.

    เปิดลงทะเบียนสมาชิกเข้างานผ่านระบบ Blood Buddie พร้อมรับสิทธิพิเศษ สนับสนุนการบริจาคโลหิต ตั้งแต่บัดนี้ –  26 มีนาคม 2569  เพียงสแกน QR Code หรือคลิกลิงก์

    https://line.me/R/ti/p/@569ggyqn

    สนจ.ขอสงวนสิทธิเข้างาน รับเข้าของที่ระลึก และรับสิทธิพิเศษต่าง ๆ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่ สนจ.กำหนดเท่านั้น

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/292732/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1z7-odIHqoqxXuwxex3Zdx

  • ทางรอดกองทุนประกันสังคม ต้องปฏิรูปใหญ่-เป็นอิสระ

    ทางรอดกองทุนประกันสังคม ต้องปฏิรูปใหญ่-เป็นอิสระ

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-276&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IRVW9nYHONIJJvdip8E7O

  • วิจัยฮาร์วาร์ด ชี้เป้า “อาหาร 4 อย่าง” ที่คนวัยทำงานควรลด ถ้าอยากแก่ไปแบบสุขภาพดี!

    วิจัยฮาร์วาร์ด ชี้เป้า “อาหาร 4 อย่าง” ที่คนวัยทำงานควรลด ถ้าอยากแก่ไปแบบสุขภาพดี!

    คนวัยทำงานควรลด “อาหารแปรรูป 4 ชนิดนี้” หากอยากแก่ไปแบบสุขภาพดี งานวิจัยฮาร์วาร์ดติดตามกว่า 30 ปี

    หลายคนอาจคิดว่าการดูแลสุขภาพเป็นเรื่องของวัยเกษียณ แต่ความจริงแล้ว พฤติกรรมการกินของคนวัยทำงาน มีผลต่อสุขภาพในระยะยาวอย่างมาก โดยงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่ติดตามผู้เข้าร่วมการศึกษานานกว่า 30 ปี พบว่า ผู้ที่ลดการบริโภค อาหารแปรรูปสูง (Ultra-processed foods) มีโอกาสสูงกว่าที่จะมี “สุขภาพดีในวัยชรา”

    คำว่า “สุขภาพดีในวัยชรา” ในงานวิจัยนี้ หมายถึงการมีอายุถึง 70 ปีขึ้นไปโดยไม่เป็นโรคเรื้อรังร้ายแรง สามารถดูแลตัวเองได้ มีสุขภาพกายแข็งแรง ความจำดี และยังคงมีสุขภาพจิตที่มั่นคง

    งานวิจัยชี้ คนวัยทำงานควรลดอาหารแปรรูป เพื่อสุขภาพตอนแก่

    การศึกษาดังกล่าวติดตามกลุ่มตัวอย่างวัยกลางคน อายุประมาณ 39–69 ปี และพบว่า ผู้ที่บริโภคอาหารแปรรูปในปริมาณสูง มีแนวโน้มเกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน หรือปัญหาด้านการเผาผลาญมากกว่า

    ในทางตรงกันข้าม คนที่ลดอาหารแปรรูป และเลือกกินอาหารที่ผ่านกระบวนการน้อย จะมีโอกาสรักษาสุขภาพกาย สมอง และคุณภาพชีวิตในวัยสูงอายุได้ดีกว่า

    4 อาหารแปรรูปที่คนวัยทำงานควรลด หากอยากสุขภาพดีตอนแก่

    1. เนื้อสัตว์แปรรูป

    เนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน หรือเนื้อรมควัน มักมีทั้งโซเดียมสูง ไขมันอิ่มตัว และสารกันเสีย งานวิจัยจำนวนมากเชื่อมโยงอาหารกลุ่มนี้กับความเสี่ยงโรคหัวใจและมะเร็งบางชนิด

    2. เครื่องดื่มรสหวาน และเครื่องดื่มสูตรไดเอท

    น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่เติมน้ำตาล รวมถึงเครื่องดื่มสูตรไดเอทที่ใช้สารให้ความหวาน เป็นหนึ่งในแหล่งพลังงานส่วนเกินที่สำคัญ การบริโภคบ่อยอาจเพิ่มความเสี่ยงโรคอ้วน เบาหวาน และปัญหาสุขภาพเมตาบอลิก

    3. ธัญพืชขัดสี

    อาหารประเภทข้าวขาว ขนมปังขาว หรือผลิตภัณฑ์แป้งที่ผ่านการขัดสีสูง มักสูญเสียใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุที่สำคัญ ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานเร็วแต่คุณค่าทางโภชนาการต่ำ

    4. อาหารที่มีโซเดียมสูง

    อาหารสำเร็จรูป บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง หรืออาหารที่ปรุงรสเค็มจัด มักมีโซเดียมสูงเกินความจำเป็น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ

    หากอยากสุขภาพดีตอนแก่ ควรกินอะไรแทน?

    ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการแนะนำว่า หากต้องการเพิ่มโอกาสในการมี สุขภาพดีในวัยชรา ควรปรับพฤติกรรมการกินไปสู่ อาหารคุณภาพสูงที่ผ่านการแปรรูปน้อย เช่น

    1. ผักและผลไม้สด
    2. ธัญพืชเต็มเมล็ด (Whole grains)
    3. ถั่วและพืชตระกูลถั่ว
    4. ไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก หรือถั่วเปลือกแข็ง
    5. เนื้อสัตว์หรือโปรตีนคุณภาพดีในปริมาณที่เหมาะสม

    แม้อาหารแปรรูปจะสะดวกและหาได้ง่ายในชีวิตประจำวัน แต่การลดปริมาณลง และเลือกอาหารธรรมชาติให้มากขึ้นตั้งแต่วัยทำงาน อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้คุณมี สุขภาพดีในวัยชรา และใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพในระยะยาว

    ลดอาหารแปรรูปตั้งแต่วันนี้ เพื่อสุขภาพดีในวัยชรา

    ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดสะท้อนว่า การลดการบริโภค อาหารแปรรูป ตั้งแต่วัยทำงาน สามารถเพิ่มโอกาสในการมี สุขภาพดีในวัยชรา ทั้งด้านร่างกาย สมอง และสุขภาพจิตได้อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นการปรับพฤติกรรมการกินตั้งแต่วันนี้ อาจเป็นการลงทุนด้านสุขภาพที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับอนาคตของคุณ

    ขอบคุณข้อมูล

    1. ScienceDaily

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9877734/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ddcGWD9UIRpWLv8vb0a7-

  • “นฤมล” นำประชุมคกก.การศึกษา กทม. เห็นชอบโฮมสคูล 7 ครอบครัว อนุมัติศูนย์การเรียนเอกชน | TOPNEWS

    “นฤมล” นำประชุมคกก.การศึกษา กทม. เห็นชอบโฮมสคูล 7 ครอบครัว อนุมัติศูนย์การเรียนเอกชน | TOPNEWS

    “นฤมล” นำประชุมคกก.การศึกษา กทม. เห็นชอบโฮมสคูล 7 ครอบครัว อนุมัติศูนย์การเรียนเอกชน ยกระดับพัฒนาการศึกษานอกระบบ

    #topnewstv #นฤมลภิญโญสินวัฒน์ #กระทรวงศึกษาธิการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1513680&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BykhmnansDEzDpVnEdnQY

  • “ล้งจีน” ยึดตลาดผลไม้ไทย? กลไกการค้าข้ามชาติที่เกษตรกรต้องเผชิญ | เดลินิวส์

    “ล้งจีน” ยึดตลาดผลไม้ไทย? กลไกการค้าข้ามชาติที่เกษตรกรต้องเผชิญ | เดลินิวส์

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำว่า “ล้งจีน” กลายเป็นคำที่ปรากฏอยู่ในข่าวสารด้านการเกษตรอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ปลูกผลไม้สำคัญของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาคตะวันออก ภาคใต้ หรือบางพื้นที่ของภาคกลาง ทุกครั้งที่เกิดปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ หรือเกิดข้อถกเถียงเรื่องการกำหนดราคารับซื้อ มักจะมีคำว่า “ล้งจีน” ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็น จนทำให้สังคมตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้ว “ล้งจีน” คืออะไร และกำลังมีบทบาทมากเพียงใดในโครงสร้างการค้าผลไม้ของไทย

    คำว่า “ล้ง” มีรากมาจากภาษาจีนแต้จิ๋ว ใช้เรียกโกดังหรือสถานที่รับซื้อสินค้าเกษตร โดยเฉพาะผลไม้ ก่อนจะนำไปคัดแยกคุณภาพ บรรจุหีบห่อ และส่งออกไปยังต่างประเทศ เมื่อประกอบกับคำว่า “จีน” จึงหมายถึงโรงคัดบรรจุผลไม้หรือจุดรับซื้อผลไม้ที่มีนักลงทุนจีนเข้ามาดำเนินธุรกิจ หรือมีเครือข่ายตลาดปลายทางอยู่ในประเทศจีน

    ในทางปฏิบัติ ล้งจีนทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางสำคัญในห่วงโซ่การค้าผลไม้ เริ่มตั้งแต่การรับซื้อผลผลิตจากสวน คัดเกรดคุณภาพ บรรจุสินค้า ไปจนถึงการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีนซึ่งถือเป็นตลาดผู้บริโภคผลไม้รายใหญ่ของโลก ผลไม้ไทยหลายชนิด เช่น ทุเรียน มังคุด ลำไย และมะพร้าวน้ำหอม ล้วนต้องผ่านกระบวนการของล้งก่อนจะเดินทางไปถึงผู้บริโภคปลายทาง

    การขยายตัวของล้งจีนในประเทศไทยส่วนหนึ่งมาจากความต้องการผลไม้ในตลาดจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นักลงทุนจีนจำนวนไม่น้อยเลือกเข้ามาลงทุนตั้งโรงคัดบรรจุในประเทศไทย เพื่อควบคุมคุณภาพสินค้าให้ตรงกับมาตรฐานของตลาดปลายทาง พร้อมทั้งลดขั้นตอนการซื้อขายผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้สามารถบริหารจัดการการส่งออกได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

    ในหลายพื้นที่ ล้งยังทำหน้าที่คล้ายแหล่งทุน โดยมีการให้เงินล่วงหน้าแก่เกษตรกร หรือทำสัญญารับซื้อผลผลิตล่วงหน้า ทำให้เกษตรกรมีตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ระบบดังกล่าวก็ทำให้เกษตรกรบางส่วนต้องผูกพันกับผู้รับซื้อรายเดิม และอาจมีทางเลือกในการขายผลผลิตจำกัด

    ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอย่างต่อเนื่อง คือเรื่อง อำนาจต่อรองในตลาด เกษตรกรหลายพื้นที่สะท้อนว่า เมื่อมีผู้รับซื้อรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย ราคาผลผลิตอาจถูกกำหนดจากผู้ซื้อเป็นหลัก ทำให้ผู้ปลูกผลไม้จำนวนหนึ่งต้องจำใจขายผลผลิตในราคาที่ต่ำกว่าที่คาดหวัง

    นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้ตัวแทนคนไทยถือครองกิจการแทนนักลงทุนต่างชาติ หรือที่เรียกว่า “นอมินี” ซึ่งเป็นเรื่องที่หน่วยงานภาครัฐต้องเข้ามาตรวจสอบอย่างจริงจัง เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปตามกฎหมายไทย

    ปัจจุบันหลายหน่วยงานพยายามเข้ามากำกับดูแลระบบล้งมากขึ้น ทั้งในด้านการตรวจสอบการถือครองธุรกิจ การควบคุมมาตรฐานโรงคัดบรรจุ และการส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มในรูปแบบสหกรณ์ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในตลาด

    แม้จะมีข้อถกเถียงหลายด้าน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ล้งจีน” ได้กลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการค้าผลไม้ไทย ที่เชื่อมโยงสวนผลไม้ของเกษตรกรกับตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ในต่างประเทศ

    คำถามสำคัญในเวลานี้จึงไม่ใช่เพียงว่า “ล้งจีน” ดีหรือไม่ดี หากแต่อยู่ที่ว่า ประเทศไทยจะสามารถวางกติกาและโครงสร้างตลาดให้เกิดความสมดุลระหว่างนักลงทุน ผู้ส่งออก และเกษตรกรไทยได้อย่างไร

    เพราะหากปล่อยให้โครงสร้างตลาดกระจุกตัวอยู่ในมือของผู้ซื้อเพียงไม่กี่ราย ปัญหาเรื่อง อำนาจต่อรอง ราคา และความเป็นธรรมในระบบการค้าผลไม้ไทย ก็อาจยังคงเป็นคำถามที่ต้องหาคำตอบต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5676746/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ul5eBzu98OiRl5iTE9uLX

  • จีนเขย่าโลกการศึกษา! สร้างกลไกปั้นทุนมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เผย 5 ปี ปั้นกองทัพบัณฑิตแล้ว 55 ล้านคน

    จีนเขย่าโลกการศึกษา! สร้างกลไกปั้นทุนมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เผย 5 ปี ปั้นกองทัพบัณฑิตแล้ว 55 ล้านคน

    ในโลกที่การแข่งขันไม่ได้วัดกันด้วยกำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่ระบุผลแพ้ชนะกันที่ “ทุนทางปัญญา” จีนกำลังส่งสัญญาณสั่นสะเทือนวงการศึกษาโลกอีกครั้ง เมื่อนายหวย จินเผิง (Huai Jinpeng) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจีน ออกมาประกาศกร้าวกลางงานแถลงข่าวคู่ขนานกับการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติว่า บัดนี้ “ระบบการศึกษาที่มีคุณภาพขนาดใหญ่ที่สุดในโลก” ได้อุบัติขึ้นแล้วภายใต้ธงแดงห้าดาว

    นี่ไม่ใช่เพียงการโอ้อวดตัวเลข แต่คือการพลิกโฉมยุทธศาสตร์ชาติจีนที่โลกต้องจับตา

    นายหวย จินเผิง (Huai Jinpeng) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจีน
    สถิติที่น่าทึ่ง! จากอนุบาลสู่มหาวิทยาลัย
    ภาพรวมของระบบการศึกษาจีนในปัจจุบันสะท้อนพลังของประเทศที่กำลังลงทุนกับทุนมนุษย์อย่างมหาศาล ตัวเลขล่าสุดเผยให้เห็นขนาดและความเข้มแข็งของระบบการเรียนรู้ที่น่าทึ่ง โดยจีนมีนักเรียนและนักศึกษาอยู่ในระบบการศึกษามากกว่า 280 ล้านคน กระจายตัวอยู่ในสถานศึกษากว่า 440,000 แห่งทั่วประเทศ กลายเป็นเครือข่ายการเรียนรู้ขนาดยักษ์ที่หล่อเลี้ยงกำลังคนรุ่นใหม่ของประเทศอย่างต่อเนื่อง
    ความแข็งแกร่งของระบบนี้เริ่มต้นตั้งแต่ระดับปฐมวัย อัตราการเข้าเรียนในระดับ Preschool ของจีนพุ่งสูงถึง 92.9% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วใน OECD ที่อยู่ที่ 84.7% อย่างชัดเจน สะท้อนถึงการวางรากฐานด้านการศึกษาตั้งแต่ช่วงชีวิตแรกเริ่มอย่างจริงจัง เพราะจีนตระหนักดีว่าการลงทุนในเด็กเล็กคือการลงทุนในศักยภาพของประเทศในระยะยาว

    เมื่อมองไปยังระดับอุดมศึกษา ภาพของการขยายตัวนี้ยิ่งเด่นชัดขึ้น นับตั้งแต่ปี 2012 อัตราการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยของจีนเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า จนแตะระดับ 60% ของประชากรวัยเรียนในปัจจุบัน และเพียงช่วงเวลา 5 ปี ระหว่าง 2021-2025 จีนก็สามารถผลิตบัณฑิตออกสู่สังคมได้มากถึง 55 ล้านคน (พอๆ กับประชากรเมียนมาทั้งประเทศ) ตัวเลขนี้ไม่เพียงสะท้อนกำลังการผลิตบุคลากรระดับสูงของประเทศ แต่ยังบ่งบอกถึงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการสร้าง กองทัพปัญญาชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของจีนในเวทีโลกอย่างเป็นระบบ

    การผ่าตัดโครงสร้าง: เมื่อวิชาการต้องขานรับอนาคต

    สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าขนาดมหึมาของระบบการศึกษาจีน คือความพยายามในการปรับตัวให้ทันกับโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของจีนได้เน้นย้ำอย่างชัดเจนถึงการปฏิรูปครั้งสำคัญ เพื่อแก้ปัญหาช่องว่างระหว่างความสามารถของบัณฑิตกับทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ ซึ่งเป็นโจทย์ท้าทายที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญเช่นเดียวกัน

    หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการขยายโอกาสในสถาบันชั้นนำของประเทศ โดยในช่วงสองปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยระดับแนวหน้าของจีนได้เพิ่มที่นั่งเรียนรวมกันกว่า 38,000 ที่นั่ง เพื่อเปิดพื้นที่ให้กับนักศึกษาที่มีศักยภาพสูงได้เข้าถึงทรัพยากรทางวิชาการระดับโลกมากขึ้น ขณะเดียวกัน จีนยังเดินหน้าสร้างสะพานเชื่อมสู่ระบบการศึกษานานาชาติ ผ่านการจัดตั้งหลักสูตรความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยในจีนแผ่นดินใหญ่กับสถาบันจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 540 โครงการ ในระดับปริญญาตรีขึ้นไป ซึ่งช่วยเปิดโลกทัศน์ทางวิชาการและสร้างเครือข่ายความรู้ข้ามพรมแดนให้กับนักศึกษา
    นอกจากนี้ ระบบการศึกษาจีนยังเร่งปรับโครงสร้างหลักสูตรให้สอดคล้องกับทิศทางของโลกอนาคตมากขึ้น โดยมีการเปิดปริญญาตรีสาขาใหม่มากกว่า 8,600 หลักสูตร และหลักสูตรระดับมหาบัณฑิตอีกกว่า 4,500 หลักสูตร 
    ขณะเดียวกัน เนื้อหาการเรียนการสอนจำนวนมากถูกออกแบบให้ตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน เทคโนโลยีใหม่ และการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบองค์รวม สะท้อนให้เห็นว่าการปฏิรูปการศึกษาของจีนไม่ได้มุ่งเพียงการเพิ่มจำนวนบัณฑิต แต่กำลังพยายามยกระดับ “คุณภาพของทุนมนุษย์” เพื่อรองรับการแข่งขันในศตวรรษที่ 21 อย่างจริงจัง
    ความสำเร็จนี้ถูกการันตีด้วยการจัดตั้ง สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษา STEM ของ UNESCO ณ กรุงเซี่ยงไฮ้ เมื่อเดือนกันยายน 2025 ซึ่งเป็นเครื่องหมายยืนยันว่า “วิทย์-คณิต” ของจีนไม่ได้เป็นรองใครในปฐพี

    เซี่ยงไฮ้เนื้อหอม! ยูเนสโกเปิดศูนย์ Category 1 ดึงดูดหัวกะทิและทรัพยากรการศึกษาโลก ปั้นฮับ STEM ระดับสากล

    ท่ามกลางตึกระฟ้าและบรรยากาศอันพลุกพล่านของมหานครเซี่ยงไฮ้ ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการศึกษาโลกได้ถูกจารึกขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2025 ด้วยการเปิดตัวสถาบันนานาชาติเพื่อการศึกษา STEM แห่งองค์การยูเนสโก หรือ UNESCO International Institute for STEM Education (IISTEM) ซึ่งถือเป็นหมุดหมายอันทรงพลังที่ส่งให้เซี่ยงไฮ้ผงาดขึ้นบนแผนที่การศึกษาโลกอย่างสง่างาม ในฐานะที่ตั้งของศูนย์กลางระดับ Category 1 แห่งแรกในประเทศจีนและแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทั้งยังเป็นสถาบันลำดับที่ 10 ของโลกที่ยูเนสโกให้การรับรองในระดับสูงสุดนี้
    ภารกิจหลักของ IISTEM เปรียบเสมือนฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนการเรียนรู้ในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ หรือ STEM ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นในทุกช่วงวัย ตั้งแต่ก้าวแรกของเด็กปฐมวัยไปจนถึงการพัฒนาทักษะของวัยผู้ใหญ่ โดยมุ่งเน้นการสร้างระบบการศึกษาที่มีความครอบคลุม เท่าเทียม และเปี่ยมด้วยคุณภาพสำหรับผู้เรียนทุกคนอย่างไม่มีข้อยกเว้น 

    ในฐานะศูนย์กลางระดับ Category 1 สถาบันแห่งนี้จะทำหน้าที่เป็นหัวหอกในการศึกษาวิจัย บุกเบิกแนวทางการสอนที่ใช้นวัตกรรมล้ำสมัย สนับสนุนการฝึกอบรมครูผู้สอนเพื่อสร้างบุคลากรคุณภาพ ตลอดจนการสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญระดับสากลเพื่อเฝ้าติดตามและผลักดันความก้าวหน้าของการเรียนการสอน STEM ให้เป็นไปตามมาตรฐานโลก
    สำหรับการเปิดตัวสถาบันในครั้งนี้ไม่ได้มีความหมายเพียงแค่ในระดับนโยบายเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบเชิงบวกอย่างมหาศาลต่อชุมชนชาวต่างชาติและผู้เชี่ยวชาญระดับโลกที่พำนักอยู่ในเซี่ยงไฮ้ เนื่องจากการมีสถาบันระดับโลกมาตั้งอยู่ใจกลางเมืองย่อมเป็นแม่เหล็กสำคัญที่ดึงดูดองค์กรและวิสาหกิจข้ามชาติให้เข้ามาลงทุนและตั้งฐานปฏิบัติการมากขึ้น ซึ่งหมายถึงโอกาสในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์อันมีค่าระหว่างองค์ความรู้ของจีนและสากลที่จะหลอมรวมเข้าด้วยกัน ณ ศูนย์กลางแห่งแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับนานาชาติแห่งนี้
    สำหรับครอบครัวชาวต่างชาติ ตลอดจนเหล่านักการศึกษาและมืออาชีพในพื้นที่ การเกิดขึ้นของ IISTEM คือการนำพาทรัพยากรทางการศึกษาระดับเวิลด์คลาสมาไว้เพียงแค่เอื้อม ช่วยเปิดประตูสู่โอกาสในการทำงานร่วมกันที่กว้างขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าเซี่ยงไฮ้คือจุดหมายปลายทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการอยู่อาศัยและการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ซึ่งก้าวสำคัญนี้เองที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าเซี่ยงไฮ้ให้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งอัจฉริยะภาพและนวัตกรรมระดับโลก โดยทำหน้าที่เป็นทั้งแพลตฟอร์มเครือข่าย ฐานทรัพยากรที่มั่งคั่ง และศูนย์กลางการสร้างขีดความสามารถที่จะยกระดับการศึกษา STEM ให้ก้าวล้ำไปสู่อนาคตอย่างยั่งยืน

    Did You Know?

    สถาบันระดับ Category 1 ภายใต้องค์การยูเนสโกนั้นถือเป็นกลไกที่มีความสำคัญสูงสุดในเชิงยุทธศาสตร์และมีสถานะที่แตกต่างจากศูนย์ความร่วมมือทั่วไปอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากสถาบันในกลุ่มนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นเนื้อเดียวกันกับองค์กร (Integral part) โดยถูกจัดตั้งขึ้นตามมติของที่ประชุมสมัยสามัญของยูเนสโก และมีบุคลากรที่มีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่ขององค์การสหประชาชาติโดยตรง ซึ่งแตกต่างจากสถาบันในระดับ Category 2 ที่มักดำเนินงานโดยรัฐบาลท้องถิ่นภายใต้ความร่วมมือทางวิชาการเท่านั้น 
    ด้วยเหตุนี้ สถาบันระดับ Category 1 จึงเปรียบเสมือนคลังสมองหลักที่มีบทบาทในการกำหนดทิศทางนโยบายการศึกษาระดับโลก มีอำนาจในการวิจัยเพื่อกำหนดมาตรฐานสากล ตลอดจนการสร้างโมเดลนวัตกรรมการเรียนรู้ต้นแบบเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในประเทศสมาชิกทั่วโลก
    ความพิเศษอีกประการของสถาบันระดับนี้คือการได้รับการสนับสนุนงบประมาณโดยตรงจากยูเนสโก ควบคู่ไปกับการสนับสนุนทรัพยากรอย่างมหาศาลจากรัฐบาลประเทศเจ้าภาพ เพื่อให้สามารถดำเนินภารกิจได้อย่างอิสระและยั่งยืนในระยะยาว การที่มหานครเซี่ยงไฮ้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นที่ตั้งของสถาบัน Category 1 แห่งที่ 10 ของโลกในด้านการศึกษา จึงไม่ใช่เพียงการเปิดศูนย์วิจัยทั่วไป แต่เป็นการยกระดับเซี่ยงไฮ้ให้กลายเป็น “สำนักงานใหญ่ทางปัญญา” ที่มีอิทธิพลต่อการวางรากฐานหลักสูตร STEM ให้กับมวลมนุษยชาติ ซึ่งถือเป็นเกียรติภูมิและความรับผิดชอบในระดับสูงสุดที่ยูเนสโกจะมอบให้แก่ประเทศสมาชิกได้

    ถอดรหัสลับการศึกษาจีน: เมื่อความทุ่มเทคือรากฐาน และมาตรฐานคือวินัย

    รายงาน Benchmarking the Performance of China’s Education System โดย OECD ระบุถึงจุดแข็งของระบบการศึกษาจีนว่า ชาวต่างชาติคนใดก็ตามที่มีโอกาสไปเยี่ยมชมโรงเรียนในจีน โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางมาจากยุโรปหรืออเมริกาเหนือ มักจะสัมผัสได้ทันทีถึงจุดแข็งสำคัญของระบบการศึกษาจีน นั่นคือความทุ่มเทของสังคมที่มีต่อการศึกษาและการเรียนรู้อย่างจริงจัง ระดับความใฝ่ฝันและแรงจูงใจของนักเรียนที่สูง คุณภาพความเป็นมืออาชีพของครูผู้สอน รวมถึงวัฒนธรรมการทำงานร่วมกันระหว่างครู

    ในห้องเรียนยังปรากฏบรรยากาศที่เป็นระเบียบและมุ่งเน้นการเรียนรู้ การสอนมีคุณภาพสูง และผลลัพธ์ทางการเรียนของผู้เรียนอยู่ในระดับยอดเยี่ยม
    อย่างไรก็ตาม ผู้มาเยือนจากต่างประเทศส่วนใหญ่มักจะเดินทางไปยังมหานครหรือเมืองที่มีการพัฒนาสูงของจีน ดังนั้น ภาพที่ผู้สังเกตการณ์เห็นจึงอาจมีอคติหรือไม่สะท้อนภาพรวมของทั้งประเทศ ความเป็นจริงในพื้นที่อื่นๆ อาจแตกต่างออกไป
    กระนั้นก็ตาม จุดแข็งหลายประการของระบบการศึกษาจีนถือเป็นลักษณะเชิงโครงสร้างและเป็นรากฐานสำคัญของแนวทางการพัฒนาการศึกษาในประเทศ จึงมีแนวโน้มว่าคุณลักษณะเหล่านี้จะปรากฏอยู่ในภูมิภาคอื่นๆ ของจีนด้วยเช่นกัน

    หยุดปั้นเด็กเก่งอย่างเดียว ต้องสร้างมนุษย์ที่สมบูรณ์

    ภาพของการปฏิรูปการศึกษาจีนในระยะหลังสะท้อนชัดว่า จีนกำลังพยายามคลี่คลาย Pain Point เรื้อรัง ของระบบการศึกษาแบบเอเชีย นั่นคือความเครียดสะสมและรูปแบบการเรียนที่ผลิตเด็กให้คล้ายหุ่นยนต์ มากกว่าจะหล่อหลอมให้เติบโตอย่างสมดุล
    ท่าทีดังกล่าวปรากฏอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจีนชูธงนโยบาย “สุขภาพต้องมาก่อน” พร้อมผลักดันมาตรการที่เปลี่ยนจังหวะชีวิตในโรงเรียนอย่างจริงจัง โรงเรียนทั่วประเทศต้องปรับตารางเรียนตามแนวคิด “15-2” โดยกำหนดให้มีช่วงพักระหว่างคาบอย่างน้อย 15 นาที และจัดกิจกรรมทางกายไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้เด็กได้เคลื่อนไหวและผ่อนคลายจากความตึงเครียดในห้องเรียน
    ผลลัพธ์เริ่มปรากฏให้เห็นในเชิงประจักษ์ สุขภาพพลานามัยของนักเรียนจีนดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และที่สำคัญยิ่งคืออัตราสายตาสั้นของเด็กจีนลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่สี่ ซึ่งนับเป็นชัยชนะเหนือปัญหาทางกายภาพที่คอยรุมเร้าเด็กในสังคมเอเชียมานานหลายทศวรรษ

    ในขณะเดียวกัน ลานกีฬาของโรงเรียนกำลังถูกยกระดับให้กลายเป็นพื้นที่แห่ง Soft Power ทางการศึกษา การผลักดันกีฬายอดนิยมอย่างบาสเกตบอล ฟุตบอล และวอลเลย์บอล ไม่ได้ถูกมองเพียงในฐานะกิจกรรมเสริม แต่กำลังถูกหลอมรวมให้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตในรั้วโรงเรียน เพื่อปลูกฝังทั้งพลังร่างกาย การทำงานเป็นทีม และวัฒนธรรมการแข่งขันอย่างสร้างสรรค์
    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงลึกที่สุดคือการรุกคืบในประเด็นสุขภาพจิต โดยจีนกำลังเตรียมนำร่องระบบปิดเทอมฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง เพื่อเปิดพื้นที่ให้เด็กได้พักผ่อนจากวัฏจักรการแข่งขันทางวิชาการที่เข้มข้น พร้อมเสริมกำลังบุคลากรด้านจิตวิทยาในโรงเรียน และใช้กิจกรรมศิลปะควบคู่กับแรงงานศึกษาเป็นเครื่องมือเยียวยาจิตใจ แทนการปล่อยให้ชีวิตของนักเรียนหมกมุ่นอยู่กับตำราเรียนเพียงอย่างเดียว
    ทั้งหมดนี้สะท้อนทิศทางใหม่ของการศึกษาจีนที่กำลังพยายามปรับสมดุลระหว่างความเก่งกับความเป็นมนุษย์อย่างจริงจัง

    ที่มา :


    Post Views: 89

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/03/11/china-education-reform-global-intellectual-power/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1F6il8aydNto2dGs4bOV7M

  • ประกาศจุฬาฯ เรื่อง มาตรการเพื่อประหยัดพลังงานในสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    ประกาศจุฬาฯ เรื่อง มาตรการเพื่อประหยัดพลังงานในสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    ประกาศจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง มาตรการเพื่อประหยัดพลังงานในสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง

               ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ เรื่องมาตรการเร่งด่วน เพื่อรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง เกี่ยวกับการบริหารจัดการภาครัฐและการประหยัดพลังงาน นั้น
               อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๗ และมาตรา ๓๒ แห่งพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๕๑ มหาวิทยาลัยเห็นสมควรสนับสนุนมาตรการของรัฐตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว จึงให้มีประกาศไว้ดังต่อไปนี้
               ข้อ ๑ ให้รองอธิการบดี คณบดี หรือผู้อำนวยการส่วนงาน พิจารณาจัดให้บุคลากรในสังกัดปฏิบัติงานนอกสถานที่ทำการ (Work from Anywhere) ตามความจำเป็น และความเหมาะสมของลักษณะงาน ยกเว้นบุคลากรที่มีหน้าที่เกี่ยวกับงานบริการนิสิตหรือผู้มาติดต่อมหาวิทยาลัยโดยตรง งานที่เกี่ยวกับ การทดลองในห้องปฏิบัติการ หรืองานที่มีความจำเป็นต้องมาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำการหรือสถานที่ ที่กำหนด ให้ยังคงมาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำการหรือสถานที่ที่กำหนด เพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อการ รับบริการและการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย
               ในกรณีจำเป็น รองอธิการบดี คณบดี หรือผู้อำนวยการส่วนงาน มีอำนาจสั่งให้บุคลากรในสังกัดคนใดมาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำการหรือสถานที่ที่กำหนดก็ได้
               ข้อ ๒ เพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนแก่นิสิตอันเป็นการจัดบริการสาธารณะด้านการศึกษาตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย ส่วนงานหรือหน่วยงานที่มีการเรียนการสอนอาจจัดการเรียนการสอนในสถานที่ทำการหรือสถานที่ที่กำหนด หรือผ่านระบบออนไลน์ หรือแบบผสมผสานได้ ทั้งนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดการเรียนการสอน ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณบดีหรือผู้อำนวยการส่วนงานที่มีการเรียนการสอนนั้น และต้องแจ้งนิสิตให้ทราบล่วงหน้าด้วย
               ข้อ ๓ ให้บุคลากรงดเดินทางไปศึกษา ดูงาน ประชุม หรือฝึกอบรม ณ ต่างประเทศที่จัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยง ตามแนวปฏิบัติในการเดินทางไปต่างประเทศที่แนบท้ายประกาศนี้
               ในกรณีที่บุคลากรขออนุมัติเดินทางไปประเทศอื่นที่มิใช่ประเทศที่จัดอยู่ในกลุ่มประเทศ ที่มีความเสี่ยง สามารถกระทำได้แต่จะต้องเป็นภารกิจที่มีความสำคัญและจำเป็นต่อการดำเนินงาน ของส่วนงานหรือมหาวิทยาลัย โดยให้อธิการบดี รองอธิการบดี คณบดี หรือผู้อำนวยการส่วนงาน เป็นผู้พิจารณาอนุมัติ ตามแนวปฏิบัติในการเดินทางไปต่างประเทศที่แนบท้ายประกาศนี้ ทั้งนี้ ไม่ใช้บังคับ กับการเดินทางที่ได้รับอนุมัติไว้ก่อนวันที่ประกาศ
               ข้อ ๔ ให้ส่วนงานและหน่วยงานของมหาวิทยาลัยลดการใช้พลังงานและบริหาร จัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ตามแนวทางการส่งเสริมการประหยัดพลังงานภายในมหาวิทยาลัย ที่แนบท้ายประกาศนี้ และในการจัดการประชุมให้พิจารณาดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
               ข้อ ๕ กรณีที่มีปัญหาขัดข้องในการปฏิบัติตามประกาศนี้ ให้อธิการบดีเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด
               ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ เป็นต้นไป จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง เป็นอย่างอื่น

                       ประกาศ ณ วันที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๙                            (ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร)                                   อธิการบดี 

    จุฬาฯ สนับสนุนให้อาจารย์ทำงานวิจัย นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากต่อทั้งอาจารย์ นิสิต รวมถึงภาคประชาสังคม

    รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/292543/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ukHBx1zz5ku_PmlpOIcYV

  • มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ปล่อย มินิซีรีส์ 5 ตอน ถ่ายทอดเรื่องจริงของผู้รับทุนการศึกษา ตอกย้ำแนวคิด “เพราะได้รับ จึงพร้อมส่งต่อ”

    มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ปล่อย มินิซีรีส์ 5 ตอน ถ่ายทอดเรื่องจริงของผู้รับทุนการศึกษา ตอกย้ำแนวคิด “เพราะได้รับ จึงพร้อมส่งต่อ”

    มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย เดินหน้าสานต่อภารกิจการสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “Toyota Giving ขับเคลื่อนไทยให้ยั่งยืน” โดยได้เปิดตัว มินิซีรีส์ จำนวน 5 ตอน ถ่ายทอดเรื่องราวจากชีวิตจริงของผู้ได้รับทุนการศึกษาจากมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย เพื่อสะท้อนพลังของ “โอกาสทางการศึกษา” และต่อยอดเป็นแรงบันดาลใจในการส่งต่อสิ่งดีงามกลับคืนสู่สังคม

    มินิซีรีส์ 5 ตอนนี้ นำเสนอเรื่องราวของผู้ได้รับทุนการศึกษาในหลากหลายเส้นทางชีวิต ซึ่งล้วนมีเป้าหมายเดียวกันสอดคล้องกับพันธกิจของโตโยต้า ที่เชื่อว่า “การให้” ไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อโอกาสถูกมอบให้ แต่สามารถขยายผลต่อเนื่องเป็นพลังในการพัฒนาสังคมในระยะยาว โดยเรื่องราวทั้ง 5 ตอนประกอบด้วย

    EP.1 “ส่งต่อ ปัญญา สร้างคนให้ยั่งยืน”

    อ. ทพ. ณัฐพล ถินสถิตย์ (หมอต้อม) หัวหน้าสาขาวิชาสุขภาพช่องปากครอบครัวและชุมชน สำนักวิชาทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

    เรื่องราวของผู้ที่เคยเผชิญความกังวลเมื่อสอบติดคณะทันตแพทยศาสตร์ แต่ไม่แน่ใจว่าครอบครัวจะสามารถส่งเสียให้เรียนจนจบได้หรือไม่ โอกาสจากทุนการศึกษาของมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ทำให้เขาสามารถสานต่อความฝันจนเติบโตเป็นทันตแพทย์และอาจารย์ผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับคนรุ่นต่อไป

    EP.2 ส่งต่อ กำลังใจ ให้คนที่ตั้งใจ

    น.ส. ธนัชญา แสงคุรัง (น้องหวาย) นักเรียนทุนมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย พ.ศ. 2569

    เรื่องราวของนักเรียนทุนที่เติบโตจากครอบครัวที่ทำงานหนักเพื่อส่งลูกเรียน ความพยายามและกำลังใจจากคนรอบข้าง กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เธอมุ่งมั่นกับการศึกษา และตั้งใจส่งต่อกำลังใจให้กับผู้ที่มีความฝันเช่นเดียวกัน

    EP.3 ส่งต่อ โอกาส เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

    นายธนากร ยืนยง (แบท) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนโพธิ์ไทรวิทยา

    นักเรียนทุนมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย พ.ศ. 2569

    ชีวิตของนักเรียนที่เติบโตท่ามกลางวิถีชนบท ช่วยครอบครัวทำงานตั้งแต่เล็ก ทั้งงานบ้าน งานเกษตร และงานรับจ้างต่าง ๆ สำหรับเขา “โอกาส” หมายถึงการได้พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ และการศึกษาคือหนทางสำคัญในการสร้างอนาคตที่มั่นคง

    EP.4 ส่งต่อ ความเชื่อ ในพลังของการศึกษา

    พ.ต.ต. ภูมินันต์ โคตร์ประทุม (สารวัตรนนท์)

    แรงบันดาลใจจากคำสอนของแม่ที่ปลูกฝังให้ตั้งใจเรียนหนังสือ เพื่อให้ชีวิตมีโอกาสที่ดีกว่าเดิม ความเชื่อในพลังของการศึกษาได้ผลักดันให้เขามุ่งมั่นพัฒนาตนเองจนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และพร้อมส่งต่อความเชื่อนี้ให้กับคนรุ่นต่อไป

    EP.5 ส่งต่อ จินตนาการ คืนความงาม สู่ชุมชน

    วิริยะ วงเวียน (แป๊ปซี่) นักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยขอนแก่น

    นักศึกษาศิลปกรรมศาสตร์ผู้ใช้ความสามารถด้านศิลปะสร้างคุณค่าให้กับสังคม เงินทุนการศึกษากลายเป็นแรงผลักดันให้เขาได้พัฒนางานศิลปะของตนเอง พร้อมนำทักษะและจินตนาการไปทำกิจกรรมจิตอาสา สร้างสรรค์งานศิลป์ให้กับชุมชนและโรงเรียน

    มินิซีรีส์ ทั้ง 5 ตอนจึงเป็นเสมือนภาพสะท้อนของผลลัพธ์จากการสนับสนุนด้านการศึกษา ที่ไม่เพียงเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของผู้ที่ได้รับทุน แต่ยังขยายเป็นพลังในการ “ส่งต่อ” คุณค่า ความรู้ แรงบันดาลใจ และโอกาสกลับคืนสู่สังคม สอดคล้องกับแนวคิดของ “Toyota Giving” ที่มุ่งสร้าง สังคมแห่งการให้ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน

    ให้…สุขภาพที่ยั่งยืน

    ให้…ความเป็นอยู่ที่ยั่งยืน

    ให้…ภูมิปัญญาที่ยั่งยืน

    ให้…การศึกษาที่ยั่งยืน

    สามารถติดตาม Mini Series ทั้ง 5 ตอน ผ่านช่องทาง:

    Facebook

    • Toyota Motor Thailand: https://web.facebook.com/toyotamotor.th

    • Toyota Happiness Club: https://web.facebook.com/ToyotaCSR

    YouTube

    • Toyota Motor Thailand: https://www.youtube.com/@toyotathailand

    TikTok

    • Toyota Motor Thailand: https://www.tiktok.com/@toyotamotorth

    • Toyota Happiness Club: https://www.tiktok.com/@toyotahappinessclub

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1563762&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1v4Sd7UeeJ15TJIb-NTmIg

  • เพราะการเรียนบัญชีที่นี่ ไม่ใช่แค่การหาคำตอบที่ลงตัวในกระดาษแต่คือการสร้างชีวิตที่สมบูรณ์แบบในโลกกว้าง – คณะบัญชี

    เพราะการเรียนบัญชีที่นี่ ไม่ใช่แค่การหาคำตอบที่ลงตัวในกระดาษแต่คือการสร้างชีวิตที่สมบูรณ์แบบในโลกกว้าง – คณะบัญชี

    ในวันแรกที่ก้าวข้ามเส้นประตูของคณะบัญชี มหาวิทยาลัยศรีปทุม พกมาเพียงเข็มทิศที่สั่นไหวกับความฝันที่ยังเลือนลางราวกับหมึกที่ยังไม่แห้งตัว ใครจะคิดว่าสถานที่แห่งนี้จะไม่ใช่แค่สถานศึกษา แต่เป็น “เบ้าหลอม” ที่ค่อยๆ ถักทอตัวตนของดิฉันขึ้นมาใหม่ ผ่านบททดสอบที่ประเมินค่าไม่ได้ด้วยตัวเลขใดๆ

    ภาพที่ยังติดตาชัดเจนที่สุด ไม่ใช่หน้ากระดาษในสมุดบัญชี แต่วินาทีที่ยืนอยู่ท่ามกลางแสงไฟในฐานะ “ตัวแทนคณะ” บนเวทีการแข่งขัน วันนั้นลมหายใจของดิฉันสั่นไหวด้วยความกดดันที่แบกความหวังของอาจารย์และเพื่อนๆ ไว้บนบ่า แต่ท่ามกลางความเงียบงัดก่อนเริ่มวิเคราะห์โจทย์ ดิฉันกลับพบสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน… มันคือ “ศักยภาพที่ซ่อนอยู่” ทุกหยดเหงื่อที่ไหลซึมออกมาในวินาทีที่วิเคราะห์ตัวเลขสอดประสานกับเพื่อนร่วมทีม คือบทเรียนที่สอนว่าบัญชีไม่ใช่แค่เรื่องกำไรขาดทุน แต่มันคือการตัดสินใจที่เฉียบคมและการไว้ใจซึ่งกันและกัน วินาทีที่ชื่อของ “ศรีปทุม” ถูกประกาศออกมา มันไม่ใช่แค่ชัยชนะ แต่มันคือการประกาศว่าเด็กคนนี้ได้เติบโตขึ้นเป็น “ผู้นำ” ที่พร้อมจะยืนหยัดต่อทุกพายุในโลกความจริง

    สโมสรนักศึกษา: กำไรชีวิตที่ไม่มีวันขาดทุน

    หากการเรียนคือหน้าที่ การทำงานใน “สโมสรนักศึกษา” คือหัวใจ ที่นั่นคือห้องเรียนวิชาชีวิตที่ไม่มีในตำราเล่มไหน เราไม่ได้บริหารเพียงแค่ตารางกิจกรรม แต่เรากำลังเรียนรู้ที่จะ “บริหารหัวใจคน” ในค่ำคืนที่เหนื่อยล้าจากการเรียนที่หนักหน่วง แต่เรายังคงนั่งทำงานร่วมกันจนดึกดื่น รอยยิ้มท่ามกลางความอ่อนล้าและเสียงหัวเราะที่ดังก้องในห้องสโมสรฯ กลายเป็นสายใยที่ถักทอจนเหนียวแน่น มิตรภาพเหล่านี้คือ “กำไร” มหาศาลที่ต่อให้ใช้เครื่องคิดเลขรุ่นไหนก็คำนวณมูลค่าออกมาไม่ได้ มันทำให้คำว่า “เหนื่อย” ถูกลบเลือนหายไป และถูกแทนที่ด้วยคำว่า “ภูมิใจที่ได้เสียสละ”ก้าวต่อไปด้วยความภาคภูมิ

    วันนี้ เมื่อมองย้อนกลับไป คณะบัญชี มหาวิทยาลัยศรีปทุม ไม่ได้มอบเพียง “ใบปริญญา” ที่การันตีความรู้ แต่มอบ “เข็มทิศแห่งชีวิต” และ “เปลวไฟแห่งความเชื่อมั่น” ให้ประสบการณ์ทั้งหมด ตั้งแต่ความตื่นเต้นบนเวทีแข่งขัน ไปจนถึงความอบอุ่นในครอบครัวสโมสรฯ ได้กลายเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งดั่งหินผา ไม่ว่าเส้นทางวิชาชีพในวันข้างหน้าจะขรุขระเพียงใด หรือโจทย์ชีวิตจะยากแค่ไหน ดิฉันจะก้าวต่อไปอย่างมั่นคงด้วยความภาคภูมิใจ…เพราะครั้งหนึ่ง “หัวใจ” ได้ถูกเติมเต็มและเติบโตขึ้นอย่างงดงาม ณ ที่แห่งนี้

    ปริญญาที่ไม่ได้จารึกแค่บนกระดาษ… แต่สลักไว้ในจิตวิญญาณ

    สุดท้ายแล้ว เมื่อเข็มนาฬิกาของการเป็นนักศึกษาเดินทางมาถึงนาทีสุดท้าย ประสบการณ์ทั้งหมดที่หล่อหลอมในรั้วคณะบัญชี มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมานั้น “มันเป็นมากกว่าการเรียนเพื่อคว้ากระดาษแผ่นเดียว” แต่มันคือการเดินทางตามหาจิ๊กซอว์ของชีวิตที่เคยขาดหายไปจนเต็มเปี่ยม

    ที่นี่คือที่ ๆ ดิฉันได้ “ค้นพบเนื้อแท้” ของตัวเอง ได้เผชิญหน้ากับขีดจำกัดจนกลายเป็นความแกร่งกล้า และได้สร้างความทรงจำที่งดงามประดุจงานศิลปะชิ้นเอก—งานศิลปะที่ไม่ได้วาดด้วยพู่กัน แต่ถูกแต้มด้วยหยาดเหงื่อ ความกดดัน และรอยยิ้มที่เปื้อนน้ำตาในวันที่เราฝ่าฟันอุปสรรคมาด้วยกัน ความประทับใจเหล่านี้ไม่ใช่เพียงอดีตที่น่าจดจำ แต่มันคือ “แสงประทีป” ที่จะยังคงส่องสว่างอยู่กลางใจ ไม่ว่าพายุในโลกการทำงานจะโหมกระหน่ำเพียงใด นี่คือรากฐานที่มั่นคงที่สุด ในวันที่ดิฉันต้องก้าวเดินออกจากรั้วมหาวิทยาลัยสู่โลกกว้างอย่างเต็มภาคภูมิ ดิฉันไม่ได้เดินออกไปเพียงลำพัง แต่พกเอา “จิตวิญญาณแห่งบัญชีศรีปทุม” ติดตัวไปด้วย ในวันที่ต้องเหนื่อยล้าบนเส้นทางวิชาชีพ จะหลับตาแล้วนึกถึงเสียงหัวเราะในห้องสโมสรฯ และความมุ่งมั่นบนเวทีการแข่งขันนั้นอีกครั้ง… เพื่อเป็นแรงผลักดันให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน ตลอดไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/account/83328&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hvnJgy4Jve7MfZFSCJ4bz

  • ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ขออภัย
    ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.set.or.th/th/market/news-and-alert/newsdetails%3Fid%3D102301101%26symbol%3DTQR&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zSyJbLLSBwdN5WqPTR5Ub