Category: วัฒนธรรม

  • น้ำมันหมดปั๊ม ต้นทุนชีวิตผู้บริโภคพุ่ง จี้รัฐรื้อโครงสร้างพลังงาน – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    น้ำมันหมดปั๊ม ต้นทุนชีวิตผู้บริโภคพุ่ง จี้รัฐรื้อโครงสร้างพลังงาน – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ท่ามกลางภาระค่าน้ำมันที่แพงขึ้น หลายคนต้องสะดุด เมื่อขับรถเข้าปั๊มแล้วพบป้าย “น้ำมันหมด” ซึ่งกระทบโดยตรงต่อต้นทุนชีวิตผู้บริโภค สภาผู้บริโภคจี้รัฐเร่งทบทวนและปรับโครงสร้างพลังงาน แก้ปัญหาราคาน้ำมันและความไม่มั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว

    เช้าวันทำงานของใครหลายคนเริ่มต้นเหมือนเดิม แต่สิ่งที่แตกต่างคือ ป้ายหน้าปั๊มน้ำมันที่เขียนว่า “น้ำมันหมด” สำหรับคนขับรถรับจ้าง คนส่งอาหาร หรือพนักงานที่ต้องเดินทางไกล น้ำมันไม่ได้เป็นแค่พลังงาน แต่คือ ต้นทุนชีวิต เมื่อน้ำมันแพง ค่าใช้จ่ายรายวันก็เพิ่มขึ้นตาม ที่หนักใจกว่านั้น คือการขับรถเข้าปั๊มแล้วพบว่า บางปั๊มไม่มีน้ำมันให้เติม เมื่อระบบพลังงานสะดุด ผู้บริโภคคือคนแรกที่ได้รับผลกระทบ

    คำถามต่อมาที่หลายคนสงสัยคือ ประเทศไทยกำลังขาดแคลนน้ำมันจริงหรือไม่ กรมธุรกิจพลังงาน ชี้แจงว่า สถานการณ์ที่บางปั๊มน้ำมันไม่มีน้ำมันจำหน่าย ไม่ได้เกิดจากน้ำมันหมดประเทศ แต่เกิดจากปัจจัยด้านการกระจายสินค้าและโครงสร้างตลาดบางส่วน

    สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน อธิบายว่า ช่วงที่ผ่านมาเกิดความกังวลเรื่องสถานการณ์พลังงานโลก ทำให้ประชาชนจำนวนมากแห่เติมน้ำมันจนยอดเติมเพิ่มขึ้นถึง ประมาณ 3 เท่า ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันไปยังสถานีบริการบางแห่งไม่ทันกับความต้องการในช่วงเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะปั๊มขนาดเล็ก หรือปั๊มอิสระ ที่ซื้อน้ำมันผ่านพ่อกลางคนกลาง หรือที่เรียกว่า “จ็อบเบอร์” ขณะที่ปั๊มขนาดใหญ่ จะมีสัญญากับโรงกลั่นระยะยาว ทำให้ไม่ขาดแคลนน้ำมัน

    ปัจจุบัน ประเทศไทยมีปั๊มน้ำมันประมาณ 26,000 ปั๊ม เป็นปั๊มขนาดใหญ่ 8,500 แห่ง ที่เหลืออีก 17,500 แห่ง เป็นปั๊มอิสระ จะมีรถน้ำมันทยอยมาส่งในแต่ละวัน แต่เมื่อประชาชนเกิดความตื่นตระหนักและแห่ไปเติมน้ำมัน จนยอดเติมเพิ่มขึ้น 3 เท่า ทำให้การขนส่งน้ำมันสะดุดและน้ำมันในปั๊มมีไม่เพียงพอ

    ทั้งนี้ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ยืนยันว่า ปริมาณสำรองน้ำมันของประเทศ ยังมีเพียงพอใช้ได้ประมาณ 90 วัน และเตรียมแผนจัดหาน้ำมันสำรองจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม

    ห่วงปัญหาพลังงานกระทบปากท้อง

    ทั้งนี้ สวนดุสิตโพล โดยมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชน เกี่ยวกับ “สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง” สิ่งที่ผู้บริโภคกังวลมากที่สุด คือราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น คิดเป็น 78% รองลงมา คือสินค้าอุปโภค บริโภค และค่าครองชีพที่แพงขึ้น 69% และค่าไฟฟ้าและราคาพลังงานในครัวเรือนสูงขึ้น 63% ดังนั้นแม้สงครามจะเกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ส่งผลกระทบต่อการรับรู้ของประชาชนในเรื่องเศรษฐกิจปากท้องมากกว่าเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ

    ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยัง “ยืดเยื้อ” ต่อไป ค่าครองชีพของประชาชนจะเพิ่มสูงขึ้น ในหลายพื้นที่ ร้านอาหารขนาดเล็กเริ่มปรับราคาขึ้นทีละเล็กทีละน้อย อาหารจานเดียวที่เคยราคา 50 บาทเริ่มกลายเป็น 60 หรือ 70 บาท เหตุผลที่ผู้ประกอบการอธิบายมีหลายปัจจัย อาทิ ค่าขนส่งวัตถุดิบเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันเพิ่ม ค่าแก๊สหุงต้มเพิ่ม ราคาปุ๋ยและอาหารสัตว์เพิ่ม เป็นต้น

    “รายได้เดือนละหมื่นห้า แต่ของทุกอย่างขึ้นราคา มีค่าใช้จ่ายไม่ต่างจากคนเงินเดือนห้าหมื่น” นี่คือเสียงสะท้อนของ เต้ พนักงานรักษาความปลอดภัยในคอนโดแห่งหนึ่งย่านรัชดา สะท้อนเสียงแทนแรงงานรายวันจำนวนมากในสังคมไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

    ปัญหาอยู่ที่โครงสร้างพลังงาน

    ด้าน รสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ให้ความเห็นว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนโครงสร้างพลังงานที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค ถึงเวลาที่ภาครัฐต้องทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมันเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับประชาชนมากขึ้น เช่น การเปิดเผยโครงสร้างราคาน้ำมันอย่างโปร่งใส ทบทวนค่าการตลาดและต้นทุนที่ไม่จำเป็น โดยมีข้อเสนอต่อภาครัฐ ดังนี้
    1. เสนอให้ยกเลิกการอ้างอิงราคาน้ำมันจากสิงคโปร์ และปรับกลไกราคาน้ำมันสำเร็จรูปตามต้นทุนการกลั่นในประเทศ เพื่อลดราคาน้ำมันลงประมาณ 1–2 บาทต่อลิตร

    2. เสนอให้รัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันจากลิตรละ 6–7 บาท เหลือประมาณลิตรละ 1 บาท เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน

    3. เสนอให้รัฐบาลระงับการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปชั่วคราวในช่วงที่เกิดความกังวลด้านพลังงาน เพื่อให้มีน้ำมันเพียงพอต่อการใช้ภายในประเทศ

    4. เสนอให้รัฐบาลจัดลำดับความสำคัญการใช้ทรัพยากรพลังงานในประเทศ โดยกำหนดให้น้ำมันดิบจากแหล่งในประเทศส่งให้โรงกลั่นในประเทศก่อน เพื่อลดการนำเข้าเชื้อเพลิงราคาแพง

    5. เสนอให้ครัวเรือนไทยได้ใช้ก๊าซหุงต้มจากแหล่งก๊าซในอ่าวไทยก่อนภาคส่วนอื่น เพื่อให้ประชาชนใช้ก๊าซในราคาต้นทุนภายในประเทศและช่วยลดภาระกองทุนน้ำมันในช่วงวิกฤตพลังงาน

    ปัญหาน้ำมันหมดปั๊มเป็นสัญญาณหนึ่ง ที่ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหันกลับมาแก้ปัญหาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะต้นต่อของปัญหาโครงสร้างราคาพลังงานที่ไม่เป็นธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/fuel-shortage-raises-consumer-costs-energy-reform/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2g6XrH18AOQ32aS57aA9zX

  • ประวัติ “เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล” ว่าที่รองประธานสภาฯ คนที่ 2 โควตาเพื่อไทย

    ประวัติ “เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล” ว่าที่รองประธานสภาฯ คนที่ 2 โควตาเพื่อไทย

    เปิดประวัติ “เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล” สส.เลย 3 สมัย รวยระดับ 100 ล้าน ว่าที่รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 หลังพรรคเพื่อไทยมีมติส่งชื่อ ลุ้นโหวตในสภาฯ 15 มี.ค.นี้

    วันที่ 12 มีนาคม 2569 จากกรณีที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย มีมติเลือก นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค จังหวัดเลย เสนอตัวเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ซึ่งการโหวตประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร จะเกิดขึ้นในวันที่ 15 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ตามที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร แจ้งกำหนดการ ซึ่งเป็นวันถัดจากรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ที่จะมีขึ้นในวันที่ 14 มีนาคม ณ ห้องโถงพิธี สัปปายะสภาสถาน อาคารรัฐสภา ขณะที่ก่อนหน้านี้มีอีกชื่อในตำแหน่งเดียวกันของพรรคเพื่อไทย คือ นางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย เป็นกระแสอยู่

    ประวัติ “เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล”

    สำหรับประวัติของ นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ชื่อเล่น ป๊อก เกิดเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2514 จะมีอายุครบ 55 ปี ในปี พ.ศ. 2569 จบการศึกษาปริญญาโทจาก Mercer University, US (Master of Business Administration (Finance)) 

    เนื่องจากนายเลิศศักดิ์ได้รับการเลือกตั้งเป็น สส.สมัยที่ 3 แล้ว โดยก่อนหน้านี้เคยเป็นนายกเทศบาลเมืองวังสะพุงหลายสมัย ก่อนมาเล่นการเมืองสนามใหญ่ นอกจากนี้ยังนั่งเป็นกรรมาธิการหลายคณะ อาทิ โฆษกคณะกรรมาธิการการกีฬา สภาผู้แทนราษฎร กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบจากการเข้าร่วม CPTPP

    ทั้งนี้ นายเลิศศักดิ์ เคยเป็นนายกเทศบาลเมืองวังสะพุงหลายสมัย ก่อนที่จะเข้าสู่สนามเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ในนามพรรคเพื่อไทย และได้รับเลือกให้เป็น สส. ชุดที่ 25 ต่อมาได้รับการเลือกตั้งเป็น สส. สมัยที่ 2 เมื่อการเลือกตั้งปี 2566 และปัจจุบันเป็น สส.เลย พรรคเพื่อไทย สมัยที่ 3 ในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 

    ที่ผ่านมา ยังเคยดำรงตำแหน่งโฆษกคณะกรรมาธิการกีฬา สภาผู้แทนราษฎร, กรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราและการล่วงละเมิดทางเพศ สภาผู้แทนฯ, กรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาผลกระทบจากการเข้าร่วม CPTPP

    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมพรรคเพื่อไทยมีมติเห็นชอบให้ นายเลิศศักดิ์ เนื่องจากได้รับการเลือกตั้งเป็น สส.สมัยที่ 3 แล้ว ทางด้านบัญชีทรัพย์สินของ นายเลิศศักดิ์ ที่เคยยื่นไว้ต่อ ป.ป.ช. มีทรัพย์สินรวมกว่า 104 ล้านบาท.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2919625&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0plTNREfdR1rvM5Gf0kJzP

  • “อนุทิน” คุยทูตออสเตรเลีย เปิดประเด็นการค้า-การลงทุน ปัดตอบซื้อขายน้ำมัน

    “อนุทิน” คุยทูตออสเตรเลีย เปิดประเด็นการค้า-การลงทุน ปัดตอบซื้อขายน้ำมัน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/134366&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mRQzzIPS58t4rA-h7n5X3

  • ส่องประวัติ โสภณ ซารัมย์ ขุนพลบ้านใหญ่เติบโตจากดิน สู่แคนดิเดตประมุขสภาฯ

    ส่องประวัติ โสภณ ซารัมย์ ขุนพลบ้านใหญ่เติบโตจากดิน สู่แคนดิเดตประมุขสภาฯ

    วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.48 น.

    ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ชื่อของ โสภณ ซารัมย์ มักถูกจดจำในฐานะขุนพลคู่ใจของตระกูลชิดชอบแห่งบุรีรัมย์ แต่ในวันนี้ชื่อของเขากลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง เมื่อพรรคภูมิใจไทยมีมติเอกฉันท์ส่งชื่อเขาสู้ศึกเลือกตำแหน่ง ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 15 มีนาคม 2569 นี้

    นาย โสภณ ซารัมย์ หรือที่รู้จักในชื่อเล่นว่า ตุ๋ง เกิดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2502 ที่บ้านหนองเก้าข่า ตำบลเมืองแฝก อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ปัจจุบันอายุ 67 ปี เขาเป็นบุตรของ นายสนั่น ซารัมย์ อดีตกำนัน และนางอารีญาภรณ์ ซารัมย์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลลำปลายมาศ

    โสภณ ซารัมย์

    ซึ่งชีวิตในวัยเรียนของโสภณไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาสำเร็จการศึกษาครุศาสตรบัณฑิต สาขาการประถมศึกษา จากวิทยาลัยครูบุรีรัมย์ ซึ่งในช่วงชีวิตนักศึกษานี่เองที่เป็นที่มาของฉายา โส ซาเล้ง เนื่องจากเขาต้องสู้ชีวิตถีบรถซาเล้งรับจ้างเพื่อหารายได้เสริมส่งตัวเองเรียน จนกระทั่งเรียนจบและเริ่มต้นอาชีพรับราชการครู หลังฝ่าฟันอุปสรรคจนเรียนจบครุศาสตร์ โสภณเลือกบรรจุเป็น ครูประถมศึกษา ในสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.) หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ครูประชาบาล เขาเลือกกลับมาทำงานในโรงเรียนถิ่นทุรกันดารของบ้านเกิดอย่างลำปลายมาศ ในยุคที่ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึงและถนนหนทางยังเป็นดินแดง สำหรับคนในพื้นที่ เขาคือ ครูตุ๋ง ครูบ้านนอกผู้ใช้เวลาเกือบ 20 ปีในชีวิตราชการ คลุกคลีอยู่กับฝุ่นและแดดในโรงเรียนประถมขนาดเล็กที่ห่างไกลความเจริญ การเป็นครูของเขาในตอนนั้นจึงไม่ใช่แค่การยืนหน้ากระดานดำ แต่คือการเป็นนักพัฒนาที่ต้องร่วมแรงร่วมใจกับชาวบ้านสร้างโรงเรียน ขุดบ่อน้ำ และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ลูกศิษย์ที่ส่วนใหญ่เป็นลูกหลานเกษตรกรยากจน

    ด้วยความเป็นคนใจกว้างและรักพวกพ้องตามสไตล์คนบุรีรัมย์ ครูโสภณในขณะนั้นจึงกลายเป็นที่ปรึกษาของชาวบ้านในทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องกฎหมายพื้นฐาน การเกษตร ไปจนถึงการไกล่เกลี่ยปัญหาในชุมชน ความผูกพันที่เขามีต่อชาวบ้านไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบข้าราชการกับประชาชน แต่เป็นความสัมพันธ์แบบญาติมิตรที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาจริง ๆ ความเป็นครูที่เข้าถึงง่ายและไม่ลืมรากเหง้า นี้เองที่ทำให้บารมีของเขาสะสมมาตั้งแต่ยังไม่มีตำแหน่งทางการเมือง

    โสภณ ซารัมย์

    และประสบการณ์การเห็นเด็กขาดแคลนอุปกรณ์การศึกษา เห็นครูในชนบททำงานอย่างโดดเดี่ยว ทำให้เมื่อเขาก้าวเข้าสู่สภาฯ เขาจึงมักได้รับความไว้วางใจให้ดูแลงานด้านการศึกษาเสมอ ทั้งการดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร หลายสมัย ซึ่งเขามักจะผลักดันเรื่องความเท่าเทียมของครูบ้านนอกและกองทุนการศึกษา เพราะเขารู้ดีว่าการศึกษาคือเครื่องมือเดียวที่จะเปลี่ยนชีวิตเด็กยากจนให้กลายเป็นรัฐมนตรีได้ เหมือนที่เขาเคยทำสำเร็จมาแล้ว

    ก่อนจะเข้าสู่สมรภูมิเลือกตั้งในปี 2544 นายโสภณรับราชการครูอย่างยาวนานเกือบ 2 ทศวรรษ เริ่มต้นจากตำแหน่งครูตัวเล็ก ๆ ในโรงเรียนประถมถิ่นทุรกันดารที่อำเภอลำปลายมาศ จิตวิญญาณความเป็นครูบ้านนอกที่ต้องแบกรับทั้งภาระการสอนและงานพัฒนาชุมชนร่วมกับชาวบ้านในยามลำบาก คือเบ้าหลอมสำคัญที่ทำให้เขากลายเป็นนักการเมืองที่เข้าถึงรากหญ้าได้ลึกที่สุด การทำงานท่ามกลางปัญหาความยากจนมาตลอดชีวิตราชการครูคือต้นทุนชีวิตที่เงินก็ซื้อไม่ได้ และเป็นเหตุผลว่าทำไมบทบาทของเขาในสภาฯ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จึงให้ความสำคัญกับนโยบายการศึกษาและคุณภาพชีวิตครูอย่างไม่เคยเปลี่ยน

    โสภณ ซารัมย์

    โสภณ ซารัมย์ ก้าวเข้าสู่ถนนการเมืองอย่างเต็มตัวในปี 2544 โดยได้รับเลือกตั้งเป็น สส.บุรีรัมย์ ครั้งแรกในนาม พรรคชาติไทย ก่อนจะย้ายสู่ พรรคไทยรักไทย ในปี 2548 และ พรรคพลังประชาชน ในปี 2550 ตามลำดับ และจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2551 เมื่อเกิดวิกฤตการเมืองและการยุบพรรคพลังประชาชน โสภณในฐานะคนสนิทของ เนวิน ชิดชอบ ได้ย้ายเข้าสังกัด พรรคภูมิใจไทย และกลายเป็นกำลังหลักของพรรคตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งสำคัญอย่างต่อเนื่อง เช่น ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมในรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และยังเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่แม้แต่ตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 25 และประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 เจ้าตัวก็ยังเคยดำรงตำแหน่งมาแล้ว

    ฉายา โส ซาเล้ง กลายเป็นที่รู้จักกว้างขวางในปี 2552 ขณะดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคม เมื่อถูกนักข่าวซักถามเรื่องรถไฟตกรางในภาคใต้ ซึ่งเขาตอบด้วยอารมณ์ขันและถ่อมตัวว่าเรื่องรถไฟอาจไม่สัดทัดเท่าเรื่องถีบซาเล้ง นอกจากนี้ เขายังเคยผ่านบทพิสูจน์สำคัญในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อปี 2553 กรณีโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ซึ่งเขาสามารถฝ่ามรสุมมาได้ด้วยคะแนนไว้วางใจ 234 เสียง

    โสภณ ซารัมย์

    บนเส้นทางถนนแห่งความรักของ โสภณ ซารัมย์ เขาได้สมรสกับ นางอารีญาภรณ์ ซารัมย์ และสร้างรากฐานครอบครัวจนมีทายาทร่วมกัน 3 คน คือ นายอาณัตพณ ซารัมย์ (ลูกเติ้ง), น.ส.ภัทรภร ซารัมย์ (ลูกตั๊ก) และ นายปวริศร์ ซารัมย์ (ลูกต้อ) ซึ่งดูเป็นครอบครัวที่อบอุ่นและเพียบพร้อมอย่างสมบูรณ์แบบในสายตาคนนอก แต่แล้วโชคชะตากลับเล่นตลกอย่างไม่คาดฝัน เมื่อข่าวคราวความสูญเสียครั้งใหญ่ได้ซัดเข้าหาครอบครัวในปี 2560

    และแล้วเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดคือการจากไปอย่างกะทันหันของบุตรชายคนโต นายอาณัตพณ ซารัมย์ หรือ สจ.เติ้ง ดาวรุ่งทางการเมืองของบุรีรัมย์ที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ความโศกเศร้าในครั้งนั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โสภณตัดสินใจเปลี่ยนน้ำตาให้เป็นพลัง ด้วยการก่อตั้ง มูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ (ลูกเติ้ง) ขึ้นเพื่อช่วยเหลือสังคมและสืบทอดเจตนารมณ์ของผู้เป็นลูกชายให้คงอยู่ตลอดไป

    โสภณ ซารัมย์

    ในขณะที่พี่ชายคนโตล่วงลับไป ทายาทอีก 2 คนที่เหลืออยู่ก็ได้ก้าวขึ้นมาขับเคลื่อนงานอย่างแข็งขันแทนพี่ชาย เพื่อประคับประคองทั้งงานราษฎร์และงานหลวงของตระกูลซารัมย์ โดยมี น.ส.ภัทรภร ซารัมย์ หรือ ลูกตั๊ก บุตรสาวเพียงคนเดียวผู้เปรียบเสมือนลมใต้ปีกของบ้าน เธอคือทายาทหญิงที่เป็นกำลังหลักในการบริหารจัดการงานเบื้องหลังทั้งหมด แม้จะไม่ได้ก้าวลงสู่สนามเลือกตั้งท่ามกลางสปอตไลท์เหมือนคุณพ่อ แต่ลูกตั๊กคือคนดูแลความเรียบร้อยของมูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ อย่างใกล้ชิด พร้อมควบตำแหน่งบริหารธุรกิจของครอบครัว เธอจะปรากฏตัวเคียงข้างนายโสภณในทุกงานสังคมและกิจกรรมการกุศล ทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ และดูแลภาพลักษณ์ของตระกูลซารัมย์ให้สง่างามเสมอ ส่งผลให้ผู้เป็นพ่อสามารถทุ่มเทเวลาให้กับงานการเมืองระดับประเทศได้อย่างไร้กังวล

    ส่วนน้องคนเล็กอย่าง นายปวริศร์ ซารัมย์ หรือ ลูกต้อ ก็ไม่ได้นิ่งดูดาย เขาตัดสินใจก้าวเข้าสู่สนามการเมืองท้องถิ่นเพื่อรับไม้ต่อและเดินตามรอยเท้าของพี่ชายที่จากไป ปัจจุบันลูกต้อดำรงตำแหน่ง สจ.บุรีรัมย์ เขตอำเภอลำปลายมาศ โดยใช้บทบาทนี้เป็นกระบอกเสียงแทนชาวบ้าน พร้อมกับเป็นหัวหอกในการขับเคลื่อนโครงการต่าง ๆ ของมูลนิธิฯ ในระดับชุมชน เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงกลุ่มคนยากไร้และผู้เปราะบางตามความตั้งใจดั้งเดิมของครอบครัวซารัมย์อย่างแท้จริง

    โสภณ ซารัมย์

    หลังจากห่างหายจากตำแหน่งฝ่ายบริหารไปนาน ในวันที่ 19 กันยายน 2568 โสภณกลับมาดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ก่อนที่ล่าสุดในวันที่ 12 มีนาคม 2569 พรรคภูมิใจไทยจะเสนอชื่อเขาเป็น ประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วานิช เป็นรองประธานสภาคนที่ 1

    การสู้ศึกทางการเมืองของโสภณในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี หรือแคนดิเดตประธานสภาฯ จึงมีกำลังใจสำคัญมาจากทายาทที่เหลืออยู่ทั้งสองคน รวมถึงแรงผลักดันจากเจตนารมณ์ของบุตรชายคนโตที่ฝากไว้ผ่านงานมูลนิธิฯ ทำให้ก้าวย่างของ โสภณ ซารัมย์ ในวัย 67 ปี ยังคงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและแข็งแกร่ง

    โสภณ ซารัมย์

    ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก bhumjaithai.com, เฟซบุ๊ก ครูโสภณ ซารัมย์, เพจเฟซบุ๊ก มูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์(ลูกเติ้ง)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/952370&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1y8x6CU_4xL8xgiPgsIoTE

  • ส่องฮับทำงานใกล้บ้านย่าน “หลักสี่” โฉมใหม่ รับเทรนด์ Hybrid Work

    ส่องฮับทำงานใกล้บ้านย่าน “หลักสี่” โฉมใหม่ รับเทรนด์ Hybrid Work

    ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ เปิด Co-working Space โฉมใหม่ ดัน “หลักสี่” สู่ฮับทำงานใกล้บ้าน เช็กเงื่อนไขใช้บริการ แพ็กเก็จราคา

    แนวโน้มการทำงานแบบ Hybrid Work ทำให้ความต้องการพื้นที่ทำงานยืดหยุ่นเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะทำเลนอกย่านศูนย์กลางธุรกิจ ล่าสุด บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (DAD) เปิด Co-working Space และสำนักงานพร้อมใช้ภายในอาคาร C “พดด้วง” ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ บนพื้นที่กว่า 4,500 ตารางเมตร หวังรองรับคนทำงานในย่านหลักสี่และกรุงเทพฯ ตอนเหนือ พร้อมผลักดันพื้นที่สู่ฮับทำงานใกล้บ้านแห่งใหม่

    ดร.ธีธัช สุขสะอาด รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด หรือ DAD Asset Development ผู้บริหารศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐  เปิดเผยว่า ได้พัฒนาพื้นที่อาคารC บริเวณชั้น 4 และชั้น 5 ของอาคารพดด้วง รวมกว่า 4,500 ตารางเมตร เป็น Co-working Space และสำนักงานพร้อมใช้ครบวงจร เปิดให้บริการแก่หน่วยงาน ข้าราชการ และประชาชนทั่วไป เป็นหนึ่งในนโยบายการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์อาคาร และเพื่อรองรับรูปแบบการทำงานยุคใหม่ที่พนักงานไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศทุกวัน และสามารถทำงานแบบ Work from Anywhere ได้

    “เรามองเห็นศักยภาพของย่านหลักสี่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา และชุมชนที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ อีกทั้งยังมีโครงข่ายคมนาคมสำคัญ ทั้งรถไฟฟ้าสายสีแดง สายสีชมพู และสนามบินดอนเมือง การพัฒนา Co-working Space แห่งนี้จึงไม่ใช่แค่เพิ่มพื้นที่ทำงาน แต่เป็นการสร้างทางเลือกใหม่ให้คนในพื้นที่มีสถานที่ทำงานคุณภาพ ใกล้บ้าน เดินทางสะดวก เป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ครบวงจร และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน” ดร.ธีธัช กล่าว

    ส่องฮับทำงานใกล้บ้านย่าน “หลักสี่” โฉมใหม่ รับเทรนด์ Hybrid Work

    ค่าบริการเข้าถึงได้ รองรับตั้งแต่บุคคลถึงองค์กร

    พื้นที่ Co-working Space มีจำนวนกว่า 180 ที่นั่ง ให้บริการ 3 รูปแบบ ได้แก่ ที่ทำงานโต๊ะประจำ (Dedicated Desk) 2,400 บาทต่อคนต่อเดือน, ที่ทำงานโต๊ะไม่ประจำ (Hot Desk) 2,000 บาทต่อคนต่อเดือน และใช้บริการรายวัน (Day Pass) 150 บาทต่อคนต่อวัน 

    ส่วน Serviced Office มี 17 ห้อง รองรับทีมงานขนาดเล็กถึงขนาดกลาง อัตราค่าเช่าสำหรับภาคเอกชนเริ่มต้น 8,500 บาทต่อเดือน สำหรับห้อง 2 ที่นั่ง และสูงสุด 27,000 บาทต่อเดือน สำหรับห้อง 6–8 ที่นั่ง

    ส่องฮับทำงานใกล้บ้านย่าน “หลักสี่” โฉมใหม่ รับเทรนด์ Hybrid Work

    นอกจากนี้ ยังมีห้องประชุมและห้องอบรมรวม 7 ห้อง รองรับตั้งแต่ 6–14 ที่นั่ง และห้องอบรมขนาด 50 ที่นั่ง อัตราค่าบริการเริ่มต้น 400 บาทต่อชั่วโมง สำหรับห้องขนาดเล็ก และ 3,000 บาทต่อชั่วโมง สำหรับห้องอบรมขนาดใหญ่ พร้อมแพ็กเกจเช่าเต็มวันในราคาพิเศษ

    ไฮไลต์สำคัญคือพื้นที่อเนกประสงค์ (Multi-Function Area) รองรับได้สูงสุด 470 ที่นั่ง เหมาะสำหรับจัดสัมมนา เวิร์กช็อป หรือกิจกรรมองค์กรและชุมชน ค่าเช่าเริ่มต้น 150 บาทต่อคนต่อวัน หรือเช่าพื้นที่เริ่มต้นที่ 8,000 บาทต่อวัน

    ส่องฮับทำงานใกล้บ้านย่าน “หลักสี่” โฉมใหม่ รับเทรนด์ Hybrid Work

    ศูนย์ราชการฯ พลิกบทบาทสู่ศูนย์กลางกิจกรรมชุมชน

    การเปิด Co-working Space ครั้งนี้ สะท้อนการปรับบทบาทของศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ จากพื้นที่ตั้งหน่วยงานรัฐ สู่การเป็นศูนย์กลางกิจกรรมและการทำงานของคนในย่านหลักสี่ โดยตอบรับแนวโน้ม Flexible Workspace ที่กำลังเติบโตในกรุงเทพฯ

    รายงานของ บริษัท ซาวิลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ความต้องการพื้นที่ทำงานแบบยืดหยุ่นยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะองค์กรที่ต้องการลดภาระสัญญาเช่าระยะยาว ขณะที่ รายงานของบริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ จำกัด (JLL) แจ้งว่า Flexible Workspace กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของตลาดสำนักงานยุคใหม่ โดยความต้องการเริ่มขยายจากย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) สู่ทำเลรอบนอกเมืองที่มีศักยภาพ

    ทั้งนี้ ย่านหลักสี่–แจ้งวัฒนะ มีการเติบโตของที่อยู่อาศัยแนวราบและคอนโดมิเนียมต่อเนื่อง อีกทั้งเป็นศูนย์รวมหน่วยงานราชการและองค์กรเอกชนจำนวนมาก ทำให้เกิดกลุ่มผู้ใช้งานที่หลากหลาย ทั้งข้าราชการ พนักงานบริษัท ฟรีแลนซ์ และผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ

    การเปิดให้บริการ Co-working Space ภายในอาคารพดด้วงครั้งนี้ จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการเติมเต็มศักยภาพกรุงเทพฯ ตอนเหนือ พร้อมผลักดัน “หลักสี่” สู่การเป็นฮับทำงานใกล้บ้าน รองรับวิถีการทำงานยุคใหม่อย่างยั่งยืน โดยเปิดให้บริการแล้ววันนี้ ณ ชั้น 4–5 อาคาร C ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/739289&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Y47ao27z_JoVCQovrBasL

  • จำได้ไหม? “ถังซำจั๋ง” ไซอิ๋ว 1986 เลิกเล่นละครเพราะหน้าเปลี่ยน ตอนนี้เป็นเจ้าพ่อวงการ!

    จำได้ไหม? “ถังซำจั๋ง” ไซอิ๋ว 1986 เลิกเล่นละครเพราะหน้าเปลี่ยน ตอนนี้เป็นเจ้าพ่อวงการ!

    อดีต “ถังซำจั๋งวัยเด็ก” จากไซอิ๋ว 1986 โตแล้วเปลี่ยนไปมาก จนหลายคนจำไม่ได้ ปัจจุบันกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลในวงการเพลง

    แม้จะปรากฏตัวเพียงไม่กี่ฉากในซีรีส์ระดับตำนานอย่าง ไซอิ๋ว (Journey to the West) เวอร์ชันปี 1986 แต่นักแสดงเด็กคนหนึ่งก็ยังคงทำให้ผู้ชมจดจำได้จากความน่ารักและบุคลิกที่โดดเด่น จนกลายเป็นหนึ่งในตัวละครที่หลายคนยังพูดถึงจนถึงทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม เส้นทางชีวิตของเขาหลังจากนั้นกลับพลิกผันไปไกลเกินกว่าที่หลายคนคาดคิด

    นักแสดงเด็กที่รับบท “ถังซำจั๋ง” ในวัยเยาว์

    หลายคนอาจไม่ทราบว่า ไซอิ๋วเวอร์ชันปี 1986 ใช้นักแสดงถึง 6 คนในการรับบท “ถังซำจั๋ง” แบ่งเป็นนักแสดงผู้ใหญ่ 3 คน และนักแสดงเด็กอีก 3 คน เพื่อถ่ายทอดช่วงวัยต่าง ๆ ของตัวละคร

    ในตอนที่ 4 ซึ่งเล่าเรื่องกำเนิดของพระถังซำจั๋ง หนึ่งในฉากสำคัญที่เล่าถึงอดีตของตัวละคร ได้ใช้นักแสดงเด็กชื่อ หวังเหล่ย (Wang Lei) มารับบทนี้ ผู้กำกับเลือกเขาเพราะรูปลักษณ์มีความคล้ายกับ อู๋เยว่ (Wang Yue) นักแสดงผู้ใหญ่ที่รับบทถังซำจั๋งในเวลานั้น

    เลิกเส้นทางนักแสดง เพราะรูปลักษณ์เปลี่ยนไปหลังโต

    แม้จะมีบทเพียงไม่กี่ฉาก แต่ หวังเหล่ย กลับสร้างความประทับใจให้ผู้ชมด้วยใบหน้าที่น่ารัก ดวงตาใส และรอยยิ้มสดใส หลังจากจบงานในซีรีส์เรื่องไซอิ๋ว เขายังมีโอกาสแสดงผลงานเล็ก ๆ อีกบางเรื่อง ก่อนจะหันไปให้ความสำคัญกับการศึกษา

    เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ รูปลักษณ์ของเขาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด หลายคนมองว่าหน้าตาแตกต่างจากตอนเป็น “ถังซำจั๋งตัวน้อย” อย่างมาก ใบหน้าที่เคยดูละมุนกลายเป็นรูปหน้าเหลี่ยม ดวงตาดูตกลง และสันจมูกดูใหญ่ขึ้น จนมีเสียงวิจารณ์ว่าเขา “โตมาไม่เหมือนเดิม”

    จากนักแสดงเด็ก สู่โปรดิวเซอร์เพลงระดับอุตสาหกรรม

    แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะเปลี่ยนไป แต่เส้นทางอาชีพของเขากลับประสบความสำเร็จอย่างมาก หลังเรียนจบมัธยม หวังเหล่ยสอบติดสถาบันดนตรีเสฉวน ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันดนตรีชั้นนำของประเทศจีน

    หลังสำเร็จการศึกษา เขาเข้าสู่วงการดนตรีในฐานะ นักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์ และมีส่วนร่วมในการผลิตผลงานให้กับศิลปินชื่อดังหลายคน ทั้งจากจีนและเกาหลี เช่น จ้าวเหว่ย กวงเหลียง Rain, BoA, ฮั่นหง และ DBSK นอกจากนี้ยังเขียนบทวิเคราะห์ด้านดนตรีให้กับนิตยสาร รวมถึงร่วมเป็นกรรมการในรายการประกวดเพลงหลายรายการ

    ก้าวสู่ผู้บริหารค่ายเพลงใหญ่ของจีน

    สื่อจีนรายงานว่า หวังเหล่ย เคยมีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งและพัฒนาแพลตฟอร์มดนตรีออนไลน์ของ NetEase ให้เติบโตจนเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการเพลงรายใหญ่ของประเทศ ก่อนจะได้รับการทาบทามจาก Baidu Music ให้เข้ารับตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง

    ต่อมาในปี 2016 เขาลาออกจาก Baidu และถูกเชิญให้เข้าร่วมบริหารบริษัทในเครือ Tencent Music Entertainment Group ในช่วงก่อนการนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์

    ชีวิตส่วนตัวที่แทบไม่เปิดเผย

    ในด้านชีวิตส่วนตัว อดีตนักแสดงเด็กจากไซอิ๋วคนนี้ค่อนข้างเก็บตัวและไม่เปิดเผยเรื่องครอบครัวต่อสื่อมากนัก ทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตนอกวงการของเขามีน้อยมาก

    หนึ่งในเหตุการณ์ที่สื่อเคยพูดถึงเกิดขึ้นเมื่อปี 2013 เมื่อเขาถูกเข้าใจผิดว่าเป็นนักร้องชื่อเดียวกันที่ถูกจับในคดีปล้นเงินหญิงสาวขณะเมา ซึ่งสร้างความสับสนให้กับสาธารณชนอยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนจะมีการชี้แจงว่าเป็นคนละบุคคลกัน

    1. Baidu Baike
    2. Sina Entertainment

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9877954/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3X6sgvbxF9Le0MOu-BQzpZ

  • กรมราง เปิดโมเดล ‘เก็บเงินค่ารถไฟฟ้าแบบแบ่งโซน’ สรุปชงรัฐบาลปลายปี 69

    กรมราง เปิดโมเดล ‘เก็บเงินค่ารถไฟฟ้าแบบแบ่งโซน’ สรุปชงรัฐบาลปลายปี 69

    กรมราง เปิดโมเดล 'เก็บเงินค่ารถไฟฟ้าแบบแบ่งโซน' สรุปชงรัฐบาลปลายปี 69

    นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) เปิดเผยว่า ภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมกลุ่มย่อยเพื่อรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 1 โครงการศึกษาการกำหนดอัตราค่าโดยสารขนส่งมวลชนระบบรางแบบเขตพื้นที่ (Zonal Fare) ตามเขตพื้นที่จัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านเข้าพื้นที่จราจรหนาแน่นนั้น

    ที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมจึงมีแนวคิดซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้ากลับมาเป็นของรัฐเพื่อให้รัฐเป็นผู้บริหารจัดการรายได้และกำหนดค่าโดยสารเอง เพื่อให้สามารถใช้นโยบายนี้ได้กับรถไฟฟ้าทุกสายทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยไม่สร้างภาระหนี้สาธารณะหรือเงินอุดหนุนจากภาครัฐที่สูงเกินไป

    ทั้งนี้กรมการขนส่งทางรางจึงเร่งศึกษาแนวทางการกำหนดอัตราค่าโดยสารรูปแบบใหม่ ได้แก่ การจัดเก็บค่าโดยสารตามระยะทาง แบบคงที่ และแบบเขตพื้นที่ (Zonal Fare) โดยจะพิจารณาควบคู่กับแนวทางการจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านเข้าพื้นที่จราจรหนาแน่น (Congestion Charge) เพื่อให้ครอบคลุมโครงข่ายรถไฟฟ้าทั้ง 8 เส้นทางในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

    สำหรับการศึกษาโครงสร้างค่าโดยสารใหม่ แบ่งเป็นโซน (Zoning) เพื่อให้สอดคล้องกับระยะทางและต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งปัจจุบันมี 2 รูปแบบหลักที่กำลังศึกษาคือ

    1. การแบ่งโซนตามพื้นที่หรือสถานี (Area-based Zone)

    2. การคิดค่าโดยสารตามระยะเวลาการเดินทาง (Time-based Zone) เช่น ภายใน 60 นาที คิดอัตราหนึ่ง หากเกินเวลาที่กำหนดจะคิดอีกอัตราหนึ่ง

    นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง

    “เรามองว่าระบบการคิดค่าโดยสารตามระยะเวลาการเดินทาง มีความเป็นธรรมและเข้าใจง่ายที่สุด ประชาชนจะไม่เกิดความขัดแย้งเรื่องระยะทาง” นายพิเชฐ กล่าว

    อย่างไรก็ดีจากการเก็บข้อมูลพบว่าค่าเฉลี่ยการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าของคนกรุงเทพฯ อยู่ที่ประมาณ 8 สถานี หรือ 11.25 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราว 20-25 นาทีเท่านั้น

    กรมราง เปิดโมเดล 'เก็บเงินค่ารถไฟฟ้าแบบแบ่งโซน' สรุปชงรัฐบาลปลายปี 69

    ทั้งนี้หากกำหนดฐานเวลาไว้ที่ 1 ชั่วโมง คนส่วนใหญ่จะไม่ได้รับผลกระทบ และยังคงจ่ายค่าโดยสารในอัตราต่ำตามนโยบายรัฐบาลได้

    นายพิเชฐ กล่าวต่อว่า กรมฯ ยังได้ทำงานร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ที่กำลังศึกษาเรื่อง ค่าธรรมเนียมการขับรถเข้าเขตพื้นที่รถติด (Congestion Charge) เพื่อนำข้อมูลพื้นที่โซนนิ่งมาปรับใช้ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความสับสนระหว่างโซนของรถยนต์และโซนของรถไฟฟ้า

    ขณะเดียวกันจากการคำนวณเบื้องต้น หากใช้ค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสาย รัฐอาจต้องใช้เงินอุดหนุนสูงถึง 8,000 ล้านบาทต่อปี แต่หากปรับเป็น 40 บาทตลอดวัน จะช่วยลดภาระการอุดหนุนของภาครัฐ

    นอกจากนี้หากมีการจัดโซนนิ่งที่เหมาะสมในอนาคตหลังจากซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าได้ทั้งหมด จะช่วยให้ประชาชนที่เดินทางไกล ซึ่งปัจจุบันต้องจ่ายค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงถึง 130-200 บาทต่อวัน (ไป-กลับ) เหลือเพียง 50-80 บาทเท่านั้น ซึ่งเป็นระดับที่ประชาชนรับได้และรัฐไม่ต้องแบกภาระหนัก

    “กระบวนการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายและการจัดตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ พิจารณา เนื่องจากเป็นโครงการที่ผูกพันงบประมาณข้ามปี” นายพิเชฐ กล่าว

    อย่างไรก็ตามหลังจากการเปิดรับฟังความเห็นในครั้งนี้กรมฯจะนำข้อมูลที่ได้รับไปวิเคราะห์และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อกำหนดอัตราค่าโดยสารระบบรางที่เหมาะสม เป็นธรรม และสนับสนุนการใช้ระบบขนส่งสาธารณะอย่างยั่งยืนต่อไป

    นายพิเชฐ กล่าวต่อว่า ตามแผนกรมฯ คาดว่าจะได้ข้อสรุปผลการศึกษาเรื่องโซนนิ่งและรูปแบบค่าโดยสารให้ชัดเจนเพื่อเสนอต่อกระทรวงคมนาคมภายในปลายปีนี้ เพื่อเตรียมพร้อมสู่ขั้นตอนการออกกฎระเบียบและแนวทางปฏิบัติภายใต้นโยบายของรัฐบาลต่อไป

    ส่วนมาตรการเร่งด่วนที่กำหนดมาตรการอัตราค่าโดยสารราคาเดียวแบบเหมาจ่ายรายวัน 40 บาท สำหรับการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างรถไฟชานเมืองสายสีแดงและรถไฟฟ้าสายสีม่วง โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 ซึ่งจะสิ้นสุดในช่วงปี 2569 นั้น

    ทั้งนี้คาดว่าอาจมีการเสนอให้ต่ออายุออกไปก่อนในระหว่างที่รอกระบวนการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า รวมถึงการตั้งคณะกรรมการเพื่อเจรจาสัญญาสัมปทานยังไม่มีความชัดเจน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/653676&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uD2eOiLWD8c1AdgL5x1EG

  • งานวิจัยใหม่จากออกซ์ฟอร์ดชี้ โลกร้อนขึ้น-อัตราการเกิดเด็กผู้ชายลดลง

    งานวิจัยใหม่จากออกซ์ฟอร์ดชี้ โลกร้อนขึ้น-อัตราการเกิดเด็กผู้ชายลดลง

    เชื่อหรือไม่? โลกร้อนกำลังเปลี่ยนสมดุลอัตราการเกิดของมนุษย์

    วันนี้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ปรากฏการณ์น้ำแข็งละลาย ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ซึ่งปรากฏชัดในมิติของระบบนิเวศ เศรษฐกิจ หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่ผลการศึกษาล่าสุดจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (University of Oxford) ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Proceedings of the National Academy of Sciences กำลังชี้ให้เห็นถึงภัยคุกคามที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า

    นั่นคือการก้าวเข้ามาแทรกแซง “กลไกทางชีวภาพ” ในการสืบพันธุ์ของมนุษย์ โดยพบว่าอุณหภูมิที่สูงเกินเกณฑ์ 20 องศาเซลเซียส ส่งผลโดยตรงต่อการลดลงของจำนวนการเกิดใน “ทารกเพศชาย” เมื่อเทียบกับทารกเพศหญิง ซึ่งอาจกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ของโครงสร้างประชากรโลกในอนาคต

    โดยข้อมูลจากการเกิดมากกว่า 5 ล้านราย ใน 33 ประเทศแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาราและอินเดีย ชี้ว่า “ความร้อนในช่วงตั้งครรภ์” เพิ่มความเสี่ยงการเสียชีวิตของทารกในครรภ์ โดยเฉพาะทารกเพศชาย

    ข้อค้นพบนี้ท้าทายความเชื่อทางวิทยาศาสตร์ที่มีมายาวนานว่าอัตราส่วนเพศของทารกแรกเกิดเป็นค่าคงที่ที่ถูกกำหนดโดยพันธุกรรม และแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม แต่หลักฐานใหม่กลับชี้ว่า ภาวะอากาศร้อนจัดอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่กำลังค่อยๆ เปลี่ยนสมดุลนี้ในระดับโลก

    sustainability-global-warming-may-shift-sex-ratio-fewer-boys-born-oxford-study-SPACEBAR-Photo01.jpg

    เมื่อสภาพภูมิอากาศกำหนดว่า “ใครจะได้เกิด”

    นักวิจัยระบุว่า ความร้อนที่เพิ่มขึ้นในช่วงตั้งครรภ์สามารถทำให้ร่างกายของมารดาควบคุมอุณหภูมิได้ยากขึ้น ส่งผลให้เกิดภาวะขาดน้ำหรือการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงทารกลดลง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียการตั้งครรภ์ในช่วงต้น โดยทารกเพศชายมีความเปราะบางต่อภาวะเครียดทางสรีรวิทยามากกว่าเพศหญิง

    ทั้งนี้ อุณหภูมิไม่ได้เพียงกำหนดสภาพอากาศ แต่ยังมีบทบาทต่อการสืบพันธุ์ของมนุษย์ เพราะมันมีผลต่อว่า “ใครจะได้เกิด และใครจะไม่ได้เกิด” พร้อมทั้งส่งผลต่อการวางแผนครอบครัวและโครงสร้างประชากรในระยะยาว

    นอกจากนี้ ผลกระทบของความร้อนไม่ได้จำกัดอยู่แค่กระบวนการทางชีววิทยาเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางสังคม เช่น การเข้าถึงบริการสาธารณสุข การเดินทางเพื่อรับบริการทางการแพทย์ หรือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในช่วงคลื่นความร้อน ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจเกี่ยวกับการตั้งครรภ์หรือการยุติการตั้งครรภ์

    ความเหลื่อมล้ำด้านภูมิอากาศกับสุขภาพแม่และเด็ก

    อีกประเด็นที่นักวิจัยให้ความสำคัญคือ ผลกระทบจากความร้อนที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมทางสังคมอย่างรุนแรง โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือผู้หญิงในประเทศกำลังพัฒนา หรือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ขาดแคลนทรัพยากรในการปรับตัว เช่น การเข้าถึงเครื่องปรับอากาศหรือระบบสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพ  ซึ่งสะท้อนมิติของ “ความยุติธรรมด้านภูมิอากาศ” หรือ Climate Injustice ที่กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญในเวทีการพัฒนาที่ยั่งยืน

    เรื่องนี้ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) โดยตรงกับ SDG 3: การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี และ SDG 5: ความเท่าเทียมทางเพศ เนื่องจากความร้อนส่งผลกระทบต่อความสามารถในการควบคุมอุณหภูมิร่างกายของมารดา หากร่างกายขาดน้ำหรือได้รับความร้อนเกินขีดจำกัด การส่งผ่านออกซิเจนและสารอาหารไปยังทารกจะติดขัด นำไปสู่การสูญเสียทารกในครรภ์ ซึ่งถือเป็นวิกฤตด้านสาธารณสุขที่รัฐบาลทั่วโลกต้องเผชิญ

    sustainability-global-warming-may-shift-sex-ratio-fewer-boys-born-oxford-study-SPACEBAR-Photo02.jpg

    โลกที่ร้อนขึ้นกับอนาคตประชากรมนุษย์

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายประเทศกำลังเผชิญฤดูร้อนที่ยาวนานขึ้น ตัวอย่างเช่นบางพื้นที่ของยุโรปมีฤดูร้อนยาวเกิน 100 วัน และจำนวนคืนเขตร้อน คืนที่อุณหภูมิไม่ลดต่ำกว่า 20 องศาฯ เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ปรากฏการณ์นี้ทำให้นักวิจัยเริ่มตั้งคำถามใหม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง สภาพภูมิอากาศกับพลวัตประชากร เพราะหากอุณหภูมิโลกยังคงเพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ในอัตราส่วนเพศของทารกแรกเกิดอาจสะสมเป็นผลกระทบใหญ่ต่อโครงสร้างประชากรในระยะยาว

    ในขณะที่ยุโรปกำลังเผชิญกับอัตราการเกิดที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์อยู่ก่อนแล้ว การซ้ำเติมด้วยปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมยิ่งทำให้อนาคตของโครงสร้างประชากรตกอยู่ในสภาวะสั่นคลอน นักวิจัยทิ้งท้ายว่าความพยายามในการรักษาอุณหภูมิโลกตามข้อตกลงปารีส จึงไม่ใช่เพียงการรักษาทางกายภาพของโลกเท่านั้น แต่คือการรักษาความมั่นคงทางชีวภาพและความยั่งยืนของเผ่าพันธุ์มนุษย์ หากเราไม่เร่งปรับปรุงระบบสาธารณสุขและมาตรการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผลกระทบระยะยาวต่อพลวัตประชากรโลกอาจกลายเป็นความเสียหายที่ยากเกินจะเยียวยา

    ขณะที่กำลังร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประเด็นเรื่องภูมิอากาศจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยที่เชื่อมโยงกับสุขภาพ การพัฒนา และอนาคตของสังคมมนุษย์ ตั้งแต่ระดับครอบครัวไปจนถึงระดับประชากรโลก

    งานวิจัยนี้จึงเป็นอีกสัญญาณหนึ่งว่าการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ได้หมายถึงเพียงการลดการปล่อยคาร์บอนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการออกแบบระบบสาธารณสุขและนโยบายสังคมที่สามารถปกป้องสุขภาพของแม่และเด็กในโลกที่อุณหภูมิสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/sustainability-global-warming-may-shift-sex-ratio-fewer-boys-born-oxford-study&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39IN-GQuaDQ4CjpskFnV5t

  • ผู้นำอิหร่านกาง 3 เงื่อนไขยุติสงคราม “สหรัฐ-อิสราเอล” ต้องรับผิดชอบทั้งหมด | เดลินิวส์

    ผู้นำอิหร่านกาง 3 เงื่อนไขยุติสงคราม “สหรัฐ-อิสราเอล” ต้องรับผิดชอบทั้งหมด | เดลินิวส์

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน เมื่อวันที่ 12 มี.ค. ว่าประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ผู้นำอิหร่าน กล่าวถึง “เงื่อนไขเบื้องต้น 3 ประการ” เพื่อยุติสงครามที่จุดชนวนโดย “ระบอบไซออนิสต์” หมายถึงอิสราเอล และสหรัฐ

    Talking to leaders of Russia and Pakistan, I reaffirmed Iran’s commitment to peace in the region. The only way to end this war—ignited by the Zionist regime & US—is recognizing Iran’s legitimate rights, payment of reparations, and firm int’l guarantees against future aggression.

    — Masoud Pezeshkian (@drpezeshkian) March 11, 2026

    ทั้งนี้ เปเซชเคียนเรียกร้อง การยอมรับสิทธิอันชอบธรรมของอิหร่าน ซึ่งอาจรวมถึงโครงการนิวเคลียร์และอำนาจอธิปไตยของรัฐบาลเตหะราน การที่สหรัฐและอิสราเอลจ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม เพื่อชดเชยความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน และการรับประกันอย่างจริงจังจากนานาชาติ ว่าจะไม่มีการรุกรานอิหร่านเกิดขึ้นอีกในอนาคต.

    เครดิตภาพ : REUTERS

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5679501/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PCrEQEefeOiJSxqELk5xD

  • โซเชียลไทยแรง แบรนด์โพสต์ทะลุ 1.7 ล้านครั้ง เทรนด์คู่จิ้นดันเอนเกจเมนต์พุ่ง

    โซเชียลไทยแรง แบรนด์โพสต์ทะลุ 1.7 ล้านครั้ง เทรนด์คู่จิ้นดันเอนเกจเมนต์พุ่ง

    Wisesight เปิดอินไซต์โซเชียลไทย ปี 2025 ที่ผ่านมา คอนเทนต์แบรนด์ทะลุ 1.7 ล้านโพสต์ หลายธุรกิจเกาะกระแสไวรัล–คู่จิ้น–คอนเทนต์รีวิว เอนเกจเมนต์พุ่ง

    ในยุคที่ทุกคนใช้เวลากับโซเชียลมีเดียมากขึ้นทุกวัน แบรนด์ต่าง ๆ ก็เร่งปรับกลยุทธ์การสื่อสารเพื่อแย่งชิงความสนใจของผู้ใช้งานในโลกออนไลน์

    ข้อมูลจาก Wisesight Research ที่วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานโซเชียลมีเดียของธุรกิจในประเทศไทย พบว่าในปี 2025 ที่ผ่านมา การแข่งขันด้านคอนเทนต์ของแบรนด์บนโซเชียลมีเดียทวีความเข้มข้นอย่างชัดเจน ทั้งจำนวนโพสต์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และรูปแบบคอนเทนต์ที่ถูกปรับให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดย

    การศึกษาครั้งนี้เก็บข้อมูลจากกว่า 2,300 แบรนด์ ใน 28 อุตสาหกรรม ระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2568 พบว่า ตลอดทั้งปีมีคอนเทนต์จากแบรนด์บนโซเชียลมีเดียรวมกว่า 1.7 ล้านโพสต์ เพิ่มขึ้นเกือบ 10% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ยอดการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งาน หรือ Engagement พุ่งสูงถึง 1.4 พันล้านครั้ง เพิ่มขึ้นกว่า 40% สะท้อนว่าผู้บริโภคยังคงตอบสนองกับคอนเทนต์บนโซเชียลอย่างต่อเนื่อง

    อินไซต์สำคัญยังชี้ว่า แบรนด์ที่สามารถเชื่อมโยงคอนเทนต์เข้ากับกระแสที่ผู้คนกำลังพูดถึง ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์ไวรัล วัฒนธรรมแฟนด้อม หรือคอนเทนต์บันเทิง เช่น กระแส “คู่จิ้น” กำลังเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ช่วยสร้างการมีส่วนร่วมบนโซเชียลมีเดียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ธุรกิจไลฟ์สไตล์ยังเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสูงบนโซเชียลมีเดีย

    ผลการศึกษายังพบว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค เป็นกลุ่มที่มีการสื่อสารและสร้างเอนเกจ บนโซเชียลมีเดียมากที่สุด โดยเฉพาะ Shopping Center และ Department Store ที่มีจำนวนคอนเทนต์และการมีส่วนร่วมสูงที่สุด รองลงมาคือกลุ่มธุรกิจอย่างโรงแรม, สกินแคร์, คอสเมติก และโรงพยาบาล

    อินไซต์นี้สะท้อนว่าโซเชียลมีเดียยังคงเป็นช่องทางสำคัญสำหรับธุรกิจที่ต้องการสร้างการรับรู้และเชื่อมต่อกับผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน รวมถึงเป็นพื้นที่ที่แบรนด์สามารถสร้างประสบการณ์และการมีส่วนร่วมกับลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง

    คอนเทนต์ที่เชื่อมโยงกับกระแสกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Digital Behavior 

    ผู้บริโภคปัจจุบันมักตอบสนองต่อคอนเทนต์ที่เชื่อมโยงกับกระแสหรือประเด็นที่กำลังถูกพูดถึงในโลกออนไลน์ ทำให้แบรนด์จำนวนมากเริ่มนำเทรนด์ วัฒนธรรมแฟนด้อม หรือกระแสไวรัลมาปรับใช้กับการสื่อสาร เพื่อเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้บริโภคของตัวเองมากขึ้น

    • กระแสคู่จิ้นกลายเป็นกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมสูง

    แม้ว่า Promotional Content หรือคอนเทนต์โปรโมชัน จะยังเป็นประเภทคอนเทนต์ที่แบรนด์ใช้มากที่สุดบนโซเชียลมีเดีย แต่คอนเทนต์ที่สามารถสร้างการมีส่วนร่วมได้สูงมักเป็นคอนเทนต์ที่เชื่อมโยงกับกระแสความสนใจของผู้ใช้งานในช่วงเวลานั้น ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์บนโซเชียล หรือคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับความบันเทิง

    หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กระแสคอนเทนต์แนว BL (Boys’ Love) หรือคู่จิ้น ที่กลายเป็นหนึ่งในธีมคอนเทนต์ที่ได้รับความสนใจสูงบนโซเชียลมีเดีย ทำให้หลายแบรนด์นำคาแรกเตอร์หรืออินฟลูเอนเซอร์ในสายนี้มาปรับใช้กับคอนเทนต์เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภค

    • Seasonal Content ยังคงสร้าง Engagement ได้ดี

    นอกจากนี้ Seasonal Content หรือคอนเทนต์ที่เชื่อมโยงกับเทศกาลและช่วงเวลาสำคัญ ก็ยังเป็นอีกหนึ่งรูปแบบคอนเทนต์ที่ช่วยสร้างการมีส่วนร่วมได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นช่วงเทศกาลใหญ่ วันสำคัญ หรืออีเวนต์ตามฤดูกาล คอนเทนต์ประเภทนี้มักเชื่อมโยงกับอารมณ์ ความรู้สึก และกิจกรรมของผู้บริโภคในช่วงเวลานั้น ทำให้ผู้ใช้งานมีแนวโน้มที่จะมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์มากขึ้น

    อินไซต์คอนเทนต์ในแต่ละแพลตฟอร์ม

    แม้ผู้ใช้งานจะอยู่บนหลายแพลตฟอร์ม แต่ Digital Behavior และรูปแบบคอนเทนต์ที่สร้างการมีส่วนร่วมได้ดีในแต่ละแพลตฟอร์มกลับแตกต่างกันอย่างชัดเจน

    • Facebook ยังเป็นพื้นที่หลักของปรโมชันแบรนด์

    Facebookยังเป็นแพลตฟอร์มหลักที่แบรนด์ใช้ในการเผยแพร่คอนเทนต์และสื่อสารข้อมูลสำคัญกับผู้บริโภค ซึ่งแบรนด์จำนวนมากยังใช้ Facebook สำหรับ โปรโมชันคอนเทนต์ (Promotional Content) และการแนะนำสินค้า/บริการ (Product / Service Endorsement) เป็นหลัก สะท้อนให้เห็นว่าแพลตฟอร์มนี้ยังทำหน้าที่เป็นช่องทางสำคัญในการสื่อสารโปรโมชัน แคมเปญ และข้อมูลสินค้าไปยังผู้ติดตามในวงกว้าง

    ในมุมของอุตสาหกรรมกลุ่ม Shopping Center & Department Store เป็นธุรกิจที่มีความเคลื่อนไหวและสร้างการมีส่วนร่วมสูงที่สุดบน Facebook ซึ่งสะท้อนว่าแพลตฟอร์มนี้ยังมีบทบาทสำคัญสำหรับแบรนด์ที่ต้องการสื่อสารกิจกรรม โปรโมชัน และอีเวนต์กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

    • X เป็นแพลตฟอร์มสำหรับกระแส ข่าวสาร และคอนเทนต์จากคนดัง

    X สะท้อน Digital Behavior ของผู้ใช้งานที่ต้องการติดตามกระแส ข่าวสาร และบทสนทนาแบบเรียลไทม์ ทำให้แพลตฟอร์มนี้มีบทบาทสำคัญในการสร้างกระแสบนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะคอนเทนต์ที่เชื่อมโยงกับบุคคลสาธารณะหรือ Celebrity Endorsement ซึ่งสามารถสร้างการมีส่วนร่วมได้สูง ขณะที่แบรนด์มักใช้ X สำหรับการสื่อสารประกาศสำคัญ อัปเดตแคมเปญ หรือคอนเทนต์ที่ต้องการกระตุ้นการพูดถึงอย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์

    • Instagram สะท้อนคอนเทนต์ไลฟ์สไตล์ และกระแส BL

    ที่ให้ความสำคัญกับคอนเทนต์ไลฟ์สไตล์ ความบันเทิง และการมีส่วนร่วมกับแบรนด์ ส่งผลให้คอนเทนต์ประเภทกิจกรรมชิงรางวัลและการแจกของรางวัล (Contests & Giveaways) สามารถสร้างการมีส่วนร่วมได้สูง ขณะเดียวกันแบรนด์จำนวนมากเริ่มใช้กระแส BL หรือคู่จิ้นของศิลปิน มาเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์คอนเทนต์ เพื่อกระตุ้นการพูดถึงและการมีส่วนร่วมจากฐานแฟนคลับบน Instagram

    • YouTube กับบทบาทของคอนเทนต์รีวิวและการค้นหาข้อมูลสินค้า

    YouTube สะท้อนภาพ Digital Behavior ของผู้ใช้งานที่มักใช้แพลตฟอร์มนี้ในการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า ทำให้คอนเทนต์ประเภทการแนะนำสินค้า/บริการ (Product / Service Endorsement) และวิดีโอรีวิวสินค้าสามารถสร้างยอดการรับชมได้สูง โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรม Mobile & Consumer Electronics ที่ผู้บริโภคมักต้องการดูรายละเอียด ฟังก์ชันการใช้งาน หรือการเปรียบเทียบสินค้าผ่านวิดีโอ 

    • TikTok กับบทบาทของคอนเทนต์รีวิวและการนำเสนอสินค้า

    TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่คอนเทนต์และยอดการรับชมยังคงเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนพฤติกรรม Digital Behavior ของผู้ใช้งานที่นิยมเสพวิดีโอสั้นในปริมาณสูง แม้แบรนด์จำนวนมากจะยังใช้ โปรโมชันคอนเทนต์ (Promotional Content) เป็นหลัก แต่คอนเทนต์ที่สร้างการมองเห็นได้ดีมักเป็นการแนะนำสินค้า/บริการ (Product / Service Endorsement) หรือการนำเสนอสินค้าในรูปแบบรีวิวและการใช้งานจริง โดยเฉพาะในกลุ่ม Skincare และ Beauty ที่สามารถสร้างยอดการรับชมได้โดดเด่นบนแพลตฟอร์ม

    จะเห็นว่า ภาพรวมของแต่ละแพลตฟอร์มสะท้อนให้เห็นว่า Digital Behavior ของผู้บริโภคบน Social Media มีบทบาทแตกต่างกัน สำหรับนักการตลาด การเข้าใจบทบาทของแต่ละแพลตฟอร์มและปรับรูปแบบคอนเทนต์ให้สอดคล้องกับ Digital Behavior ของผู้ใช้งาน ช่วยให้การสื่อสารของแบรนด์มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแบรนด์และแคมเปญบน Social Media เพื่อให้สามารถนำ Insight ไปต่อยอดกลยุทธ์การตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/739286&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3S83-my38byNPstbSGaXtS