Category: วัฒนธรรม

  • ทุนเรียนฟรี 2569 การเคหะฯ ให้ทุนการศึกษา ปวช.-ปวส. ปิดรับสมัคร 30 พ.ค. เช็กเงื่อนไขที่นี่

    ทุนเรียนฟรี 2569 การเคหะฯ ให้ทุนการศึกษา ปวช.-ปวส. ปิดรับสมัคร 30 พ.ค. เช็กเงื่อนไขที่นี่

    การเคหะแห่งชาติ ร่วมกับ CP ALL และ วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ มอบทุนเรียนฟรีระดับ ปวช. และ ปวส. ปีการศึกษา 2569 ให้เยาวชนในชุมชนการเคหะแห่งชาติ ได้เรียนฟรีตลอดหลักสูตร พร้อมสวัสดิการและมีรายได้ระหว่างเรียน เปิดโอกาสพัฒนาทักษะอาชีพเพื่อต่อยอดสู่การมีงานทำในอนาคต โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 เช็กรายละเอียดกันได้เลย

    เช็กเงื่อนไข-คุณสมบัติผู้สมัครรับทุนการศึกษา “การเคหะแห่งชาติ”

    โครงการทุนการศึกษาปี 2569 เปิดโอกาสให้ เยาวชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนของการเคหะแห่งชาติ สมัครเข้าร่วมโครงการเรียนฟรี 100% ตลอดหลักสูตรในระดับ ปวช. และ ปวส. เพื่อศึกษาต่อสายอาชีพและพัฒนาทักษะสู่การมีงานทำในอนาคต โดยการเรียนการสอนดำเนินการโดย วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ร่วมกับ CP ALL

    ผู้ที่ได้รับทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์แบบครบวงจร โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตร ครอบคลุมทั้งค่าแรกเข้า ค่าเครื่องแบบและอุปกรณ์การเรียน ค่าลงทะเบียนเรียน ค่ากิจกรรมเสริมหลักสูตร และบัตรนักศึกษา พร้อมโอกาสได้รับประสบการณ์ทำงานจริงระหว่างเรียน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ตลาดแรงงาน

    การเคหะฯ มอบทุนการศึกษา 2569 เปิดรับระดับไหนบ้าง

    โครงการทุนเรียนฟรี เปิดรับนักศึกษาในระดับอาชีวศึกษา 2 ระดับ ได้แก่

    • ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) : ผู้ได้รับทุนจะได้เรียนฟรี โดยมีทุนสนับสนุนค่าเล่าเรียนตลอดหลักสูตร
    • ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) : ผู้ได้รับทุนจะได้รับ ทุนการศึกษาจาก CP ALL ตลอดหลักสูตร

    ทั้งสองระดับจะได้รับสวัสดิการด้านการศึกษาครบถ้วน พร้อมโอกาสฝึกปฏิบัติงานจริงตามระบบการเรียนแบบทวิภาคี เพื่อพัฒนาทักษะวิชาชีพและเพิ่มโอกาสในการมีงานทำหลังเรียนจบ

    ขั้นตอนวิธีสมัครรับทุนการศึกษา ปวช.-ปวส. จากการเคหะแห่งชาติ

    ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่ วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ซอยงามวงศ์วาน 23 จังหวัดนนทบุรี โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 (หรือจนกว่าสิทธิ์จะเต็ม) โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-821-2576, 02-821-2559 และ 02-821-2555 ต่อ 1

    สิทธิประโยชน์ที่ผู้ได้รับทุนเรียนฟรี ประจำปีการศึกษา 2569

    ผู้ที่ได้รับทุนการศึกษา 2569 จากโครงการความร่วมมือระหว่าง การเคหะแห่งชาติ, CP ALL และ วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการศึกษาครบถ้วนตลอดหลักสูตร โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนสามารถเรียนต่อและพัฒนาทักษะวิชาชีพได้อย่างเต็มที่ ได้แก่

    • เรียนฟรีตลอดหลักสูตร พร้อมทุนสนับสนุนค่าเทอม
    • ฟรีค่าแรกเข้า สำหรับผู้ได้รับทุน
    • ฟรีค่าเครื่องแบบนักศึกษาและอุปกรณ์การเรียน
    • ฟรีค่าลงทะเบียนเรียนและบัตรนักศึกษา
    • ฟรีค่ากิจกรรมเสริมหลักสูตร ตลอดระยะเวลาการศึกษา

    นอกจากนี้ ผู้เรียนยังได้เรียนในระบบทวิภาคีที่ผสมผสานทั้งภาคทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติจริง ทำให้มีโอกาสได้รับประสบการณ์ทำงานและมีรายได้ระหว่างเรียน พร้อมต่อยอดสู่การมีงานทำหลังสำเร็จการศึกษาในอนาคต ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับเยาวชนในชุมชนการเคหะแห่งชาติ ได้เรียนฟรีตลอดหลักสูตร มีรายได้ระหว่างเรียน และมีโอกาสได้งานทำหลังจบการศึกษา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2919831&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rb8vnf10dQQp6rVQXQqRJ

  • ปัจฉิมนิเทศ มอบประกาศนียบัตรนักเรียนที่สำเร็จการศึกษา

    ปัจฉิมนิเทศ มอบประกาศนียบัตรนักเรียนที่สำเร็จการศึกษา

    รร.ไทยรัฐวิทยา 33 ปัจฉิมนิเทศ และมอบประกาศนียบัตรนักเรียนที่สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2568 เพื่อให้นักเรียนเกิดความรัก ความภาคภูมิใจ และมีความผูกพันกับโรงเรียนตลอดไป

    วันนี้ 13 มีนาคม 2569 นายศุภัฎฎ์ไชย เดียวสกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 33 (บ้านทุ่งพร้าว) เป็นประธานพิธีปัจฉิมนิเทศและพิธีมอบประกาศนียบัตรนักเรียนที่สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2568 โดยมีนายสมศักดิ์ ช่วยเกิด รองผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 33 (บ้านทุ่งพร้าว) กล่าวรายงาน ร่วมด้วย รองผู้อำนวยการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอนเขต 2 คณะครู บุคคลากรทางการศึกษา กรรมการสถานศึกษา ร่วมกันผูกข้อมือให้พรแก่ลูกศิษย์ในโอกาสแห่งความปิติยินดีในวันสำเร็จการศึกษา มีนักเรียน เข้าร่วมพิธี ในระดับชั้นอนุบาล 3 ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้ปกครอง ณ บริเวณ โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 33 (บ้านทุ่งพร้าว) ต.แม่สะเรียง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน พร้อมมอบทุนการศึกษาของมูลนิธิไทยรัฐ จำนวน 17 ทุน ทุนละ 5,000 บาท ตั้งแต่ชั้น ประถมศึกษา1 – มัธยมศึกษา3

    โดยมีวัตถุประเพื่อแสดงความยินดีแก่นักเรียนที่สำเร็จการศึกษาอีกทั้งเพื่อเป็นการ สร้างขวัญกำลังใจ และให้โอวาทแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ก่อนที่จะก้าวออกไปสู่เส้นทางการศึกษาและการดำเนินชีวิตในอนาคต นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสอันดีที่นักเรียนได้แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อคณะครู ผู้ปกครอง และผู้มีพระคุณ ที่ได้ให้การอบรมสั่งสอน ดูแล และสนับสนุนตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่ในสถานศึกษาแห่งนี้ ในปีการศึกษา 2568 มีนักเรียนที่สำเร็จการศึกษา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 58 คน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 30 คน และชั้นอนุบาล 3 จำนวน 15 รวมทั้งหมด 104 คน ซึ่งทุกคนได้ผ่าน กระบวนการเรียนรู้และการพัฒนาตนเองทั้งด้านวิชาการ คุณธรรมจริยธรรม และทักษะชีวิต ตามเป้าหมายของสถานศึกษา เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตต่อไป

    สำหรับโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 33 (บ้านทุ่งพร้าว) เป็นโรงเรียนภายใต้สังกัด สพป.แม่ฮ่องสอน เขต 2 และได้รับการสนับสนุน ด้านการศึกษาจากมูลนิธิไทยรัฐ มีจำนวนครูและบุคลากร จำนวน 33 คน จำนวนนักเรียนประจำปีการศึกษา 2568 ทั้งหมด 441 คน ชาย จำนวน 242 คน หญิง จำนวน 199 คน จำนวนนักเรียนพักนอนทั้งหมด 179 คน ชาย จำนวน 96 คน หญิง จำนวน 83 คน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3898265/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BalHQs646kML08Ck6EA-J

  • รวมพลังน้ำใจ! ทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษา-สร้างอนาคตใหม่ให้เด็กเพชรบูรณ์

    รวมพลังน้ำใจ! ทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษา-สร้างอนาคตใหม่ให้เด็กเพชรบูรณ์

    รวมพลังน้ำใจ! ทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษา-สร้างอนาคตใหม่ให้เด็กเพชรบูรณ์

    วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.23 น.

    รวมพลังน้ำใจ! เชิญร่วมทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษา ซ่อมอาคารเรียน-สนามเด็กเล่น โรงเรียนบ้านพรหมยาม สร้างอนาคตใหม่ให้เด็กเพชรบูรณ์

    วันที่ 13 มี.ค. 69 ภาพความชำรุดทรุดโทรมของอาคารเรียนและเครื่องเล่นสนามที่เสียหายตามกาลเวลา กำลังจะถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่แห่งความสุขและปลอดภัย ด้วยพลังศรัทธาของชุมชนและผู้ใจบุญ โดยล่าสุดมีการประกาศเชิญชวนร่วมงาน ‘ทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษา’ เพื่อระดมทุนพัฒนาโรงเรียนบ้านพรหมยาม ต.สามแยก อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์

    วัตถุประสงค์หลักของการระดมทุนในครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่การซ่อมแซมโครงสร้างอาคารเรียนให้มีความมั่นคงแข็งแรงตามมาตรฐานความปลอดภัย พร้อมจัดซื้อสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัยเพื่อให้เด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกลได้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการปรับปรุงสนามเด็กเล่นที่ทรุดโทรมให้มีสภาพที่เหมาะสมกับพัฒนาการทางกายภาพของนักเรียน

    สำหรับกำหนดการงานบุญครั้งนี้จะจัดขึ้นใน วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2569 ณ โรงเรียนบ้านพรหมยาม ผู้มีจิตศรัทธาที่ต้องการร่วมสนับสนุนสามารถทำบุญได้อย่างสะดวกผ่านระบบ e-Donation เพียงสแกน QR Code บนใบฎีกาของโรงเรียน ข้อมูลการบริจาคจะถูกส่งตรงไปยังกรมสรรพากร ทำให้สามารถนำไปใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้โดยไม่ต้องเก็บใบเสร็จ

    การรวมพลังในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การซ่อมแซมอาคารไม้หรือเครื่องเล่นเหล็ก แต่คือการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับอนาคตของชาติในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ให้เด็กๆได้เติบโตและเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมอย่างยั่งยืน

    /////-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/952560&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08cUK5IoX6n6J2KTQcMrxs

  • “ชัชชาติ” สั่งเก็บมือถือ 437 รร.กทม. ดีเดย์ 18 พ.ค. 69 เน้นเรียนรู้

    “ชัชชาติ” สั่งเก็บมือถือ 437 รร.กทม. ดีเดย์ 18 พ.ค. 69 เน้นเรียนรู้

    นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้มาตรการเชิงรุกเพื่อยกระดับการศึกษาและสุขภาวะของเยาวชน ภายใต้โครงการ “Phone Off, Learning On โฟกัสการเรียนรู้ ฝากมือถือไว้กับครู”

     โดยมีเป้าหมายควบคุมและกำกับการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลภายในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครทั้ง 437 แห่ง ซึ่งจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
     

    เปิดเหตุผลสำคัญ “ดึงเด็กจากโลกเสมือน” นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ถึงที่มาของมาตรการนี้ว่า “เด็กรุ่นนี้เป็นรุ่นแรกที่มีเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีความสำคัญในชีวิต กรุงเทพมหานครเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการวางรากฐานในการใช้งานอย่างเหมาะสม จึงได้กำหนด ‘มาตรการควบคุมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัล’ ซึ่งโรงเรียนในหลายๆ ประเทศก็มีมาตรการแบบนี้เช่นกัน”

    ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ระบุเพิ่มเติมถึงผลกระทบที่พบว่า “เหตุผลสำคัญที่เราต้องควบคุมการใช้อุปกรณ์เหล่านี้ คือ เยาวชนมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนน้อยลง สนใจในการเรียนน้อยลง เด็กใช้ชีวิตในโลกเสมือนเยอะ มีภาวะอ้วนมากขึ้นเนื่องจากไม่ออกกำลังกาย และเพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน จึงได้เกิดมาตรการเหล่านี้ขึ้นมา โดยในรายวิชาที่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ดิจิทัลครูในแต่ละวิชาก็จะเป็นผู้อนุญาต ส่วนในกรณีฉุกเฉินก็มีไลน์หรือเบอร์โทรศัพท์ที่ผู้ปกครองสามารถติดต่อในกรณีที่จำเป็นได้”

    หลักการ 3 ประการ เพื่อความสมดุล

    มาตรการนี้มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากกว่าการสั่งห้ามเพียงอย่างเดียว โดยยึดหลักสำคัญ 3 ด้าน คือ:

    การเรียนรู้อย่างมีจุดมุ่งหมาย: สนับสนุนการใช้อุปกรณ์เป็นเครื่องมือการเรียนรู้ภายใต้การดูแลของครู ไม่ใช่เพื่อความบันเทิงอย่างไร้ทิศทาง

    สุขภาวะและพัฒนาการทางสังคม: กำหนดเขตปลอดดิจิทัล (Digital-Free Zone) ในช่วงพักเที่ยงหรือพื้นที่ส่วนรวม เพื่อให้เด็กได้พูดคุย ออกกำลังกาย และพักสายตา

    ความปลอดภัยทางไซเบอร์: สร้างระบบเฝ้าระวังป้องกันการกลั่นแกล้งออนไลน์ (Cyberbullying) และเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม
     

    อ้างอิงระดับโลก UNESCO ชี้มือถือทำลายสมาธิ

    มาตรการนี้ยังสอดคล้องกับรายงาน UNESCO GEM 2023 ที่ระบุว่าการใช้เทคโนโลยีมากเกินไปส่งผลเสียต่อการเรียน โดยเฉพาะในห้องเรียนที่สมาร์ทโฟนสามารถรบกวนสมาธิ 

    ซึ่งหากนักเรียนถูกรบกวนจากการแจ้งเตือน อาจต้องใช้เวลาถึง 20 นาทีในการกลับมาโฟกัสกับการเรียนอีกครั้ง นอกจากนี้ในประเทศเบลเยียม สเปน และสหราชอาณาจักร พบว่าการนำสมาร์ทโฟนออกจากโรงเรียนช่วยให้ผลการเรียนของกลุ่มนักเรียนที่มีคะแนนต่ำดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    ผลสำเร็จจาก 10 โรงเรียนนำร่อง
     
    ที่ผ่านมา กทม. ได้ทดลองใช้มาตรการนี้ใน 10 โรงเรียน อาทิ รร.มัธยมประชานิเวศน์, รร.มัธยมบ้านบางกะปิ และ รร.นาหลวง เป็นต้น 

    ซึ่งผลลัพธ์เบื้องต้นน่าพึงพอใจอย่างมาก ผู้ปกครองมีความพึงพอใจสูง นักเรียนตั้งใจเรียนมากขึ้น มีสมาธิและผลการเรียนดีขึ้น รวมถึงมีปฏิสัมพันธ์กับครูและเพื่อนผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การสนทนาและการเข้าห้องสมุดแทนการก้มหน้ามองจอ

    ทั้งนี้ กทม. อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงมาตรการให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละโรงเรียน ก่อนจะดีเดย์เริ่มใช้จริงพร้อมกันทั่วกรุงเทพฯ ในภาคเรียนหน้า
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/739366&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZtePLoqqre5H-dkDb41iA

  • ยืนยกฟ้อง! ‘เสรีพิศุทธ์’ ฟ้อง ‘สิระ’ หมิ่นฯ คดีสิ่งก่อสร้างล้ำน้ำเจ้าพระยา | เดลินิวส์

    ยืนยกฟ้อง! ‘เสรีพิศุทธ์’ ฟ้อง ‘สิระ’ หมิ่นฯ คดีสิ่งก่อสร้างล้ำน้ำเจ้าพระยา | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 13 มี.ค. ที่ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.951/2564 ที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เป็นโจทก์ฟ้อง นายสิระ เจนจาคะ อดีต สส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ และเป็นประธานกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร นายชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ อดีต สส.ปทุมธานี พรรคเพื่อไทย ปัจจุบันอยู่พรรคภูมิใจไทย เป็นโฆษกและกรรมาธิการการกฎหมายฯ ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

    กรณีเมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2564 ดร.สิระ กับ นายชัยยันต์ ร่วมให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนทำนองว่า โจทก์รุกล้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นที่ดินสาธารณะเพื่อก่อสร้างท่าเทียบเรือของบ้านบริเวณบ้านริมน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ย่าน ต.บางกระบือ บางซื่อ กทม. ทั้งที่โจทก์ได้รับอนุญาตจากกรมเจ้าท่า ก่อสร้างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ

    โจทก์จึงขอให้ศาลพิพากษาลงโทษพวกจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326, 328 ประกอบมาตรา 83, 86 ด้วย จำเลยให้การปฏิเสธ และได้รับการประกันตัว

    ข่วงเช้าวันนี้ นายสิระ กับนายชัยยันต์ จำเลยที่ 1-2 พร้อมทนายความมาฟังคำพิพากษา ขณะที่ผู้รับมอบฉันทะโจทก์มาศาลตามนัด

    คดีนี้ศาลชั้นต้น พิพากษาเมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2566 ว่า จากพยานหลักฐานที่สื่อแต่ละสำนักรายงานข่าว มีรายละเอียดแตกต่างกันไป แต่มีทิศทางเดียวกันว่า สิ่งก่อสร้างของโจทก์ล่วงล้ำพื้นที่แม่น้ำเจ้าพระยา แม้จะมีการฟ้องร้องแต่คดียุติไปแล้วก็ตาม แต่ต่อมาก็ยังมีการร้องเรียนเกี่ยวกับสิ่งก่อสร้างดังกล่าวอยู่ ดังนั้นเพื่อคลายข้อสงสัยของประชาชน การกระทำของจำเลยที่ 1-2 ซึ่งให้สัมภาษณ์แสดงความคิดเห็นต่อสื่อมวลชนเป็นไปด้วยความสุจริต ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท พิพากษายกฟ้อง

    ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์

    ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนปรึกษากันแล้วเห็นว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 เป็นเป็นประธานกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร และจำเลยที่ 2 เป็นโฆษกและกรรมาธิการการกฎหมายฯ ซึ่งเรื่องดังกล่าว นายสนธิญา สวัสดี ได้ร้องเรียนให้ตรวจสอบ จำเลยทั้งสองจึงดำเนินการตรวจสอบสิ่งปลูกสร้างในลำน้ำเจ้าพระยาตามข้อมูลข้อเท็จจริง และเป็นอำนาจหน้าที่ของประธานกรรมาธิการฯ และกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 วรรค 6 ดังนั้นการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน จึงเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยพิพากษายืน

    ภายหลังฟังคำพิพากษา นายสิระ กับนายชัยยันต์ มีสีหน้าดีใจ ก่อนจะพากันเดินทางกลับ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5683446/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EHASye4zvPUrlAt0vfr77

  • นี่มันเมืองแล้ว! เปิด 5 อันดับ “มหาวิทยาลัยใหญ่ที่สุดในไทย” อันดับ 1 ใหญ่จนหลายคนคาดไม่ถึง

    นี่มันเมืองแล้ว! เปิด 5 อันดับ “มหาวิทยาลัยใหญ่ที่สุดในไทย” อันดับ 1 ใหญ่จนหลายคนคาดไม่ถึง

    เปิด 5 อันดับมหาวิทยาลัยพื้นที่กว้างที่สุดในไทย วิทยาเขตใหญ่ระดับเมืองย่อมๆ

    หลายคนอาจคุ้นเคยกับมหาวิทยาลัยชื่อดังของไทยจากชื่อเสียงด้านการเรียนการสอนหรือประวัติความเป็นมา แต่รู้หรือไม่ว่า มหาวิทยาลัยบางแห่งมีพื้นที่กว้างขวางระดับ “เมืองย่อมๆ” รองรับทั้งอาคารเรียน หอพัก ศูนย์วิจัย ฟาร์มทดลอง และพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่

    จากข้อมูลการรวบรวมพื้นที่ของสถาบันการศึกษาในประเทศไทย พบว่า มีหลายมหาวิทยาลัยที่มีพื้นที่กว้างหลายพันไร่ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ต่างจังหวัด ซึ่งสามารถขยายพื้นที่เพื่อการเรียนรู้และการวิจัยได้อย่างเต็มที่

    Sanook รวบรวม 5 อันดับมหาวิทยาลัยที่มีพื้นที่มากที่สุดในประเทศไทย จากข้อมูลโดยประมาณ ซึ่งแต่ละแห่งล้วนมีขนาดพื้นที่มหาศาล และมีบทบาทสำคัญต่อการศึกษาของประเทศ

    อันดับ 1 มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

    มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ถือเป็นมหาวิทยาลัยที่มีพื้นที่กว้างที่สุดในประเทศไทย โดยมีพื้นที่รวมประมาณ 10,800 ไร่ หรือราว 17.28 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ที่อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช

    พื้นที่ของมหาวิทยาลัยถูกออกแบบให้เป็นเมืองมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ รองรับทั้งอาคารเรียน ศูนย์วิจัย หอพักนักศึกษา และพื้นที่ธรรมชาติขนาดกว้าง ทำให้เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มีสภาพแวดล้อมด้านการเรียนรู้ที่โดดเด่นของภาคใต้

    อันดับ 2 มหาวิทยาลัยแม่โจ้

    มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นอีกหนึ่งมหาวิทยาลัยเก่าแก่ด้านการเกษตรของไทย มีพื้นที่รวมมากกว่า 8,000 ไร่ เมื่อรวมทุกวิทยาเขตและฟาร์มทดลอง

    พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกใช้เพื่อการเรียนการสอนด้านการเกษตร ปศุสัตว์ และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์การเกษตร ทำให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีพื้นที่ฟาร์มทดลองและพื้นที่การเรียนรู้กลางแจ้งขนาดใหญ่

    อันดับ 3 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถือเป็นมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ของภาคเหนือ โดยมีพื้นที่รวมทุกศูนย์การศึกษาประมาณ 7,000 – 8,000 ไร่

    จุดเด่นของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่คือทำเลที่ตั้งอยู่เชิงดอยสุเทพ ทำให้มีบรรยากาศร่มรื่นและพื้นที่สีเขียวจำนวนมาก พร้อมทั้งมีศูนย์วิจัยและสถานีศึกษาภาคสนามกระจายอยู่ในหลายพื้นที่

    อันดับ 4 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

    มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เป็นวิทยาเขตที่มีพื้นที่มากที่สุดของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีพื้นที่ประมาณ 7,951 ไร่

    พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกใช้สำหรับการเรียนการสอนด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์ และงานวิจัยต่างๆ รวมถึงฟาร์มทดลองขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์การเรียนรู้ด้านเกษตรกรรมที่สำคัญของประเทศ

    อันดับ 5 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

    มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา มีพื้นที่ประมาณ 7,000 ไร่ ถือเป็นอีกหนึ่งมหาวิทยาลัยที่มีพื้นที่กว้างขวางมากของไทย

    มหาวิทยาลัยแห่งนี้เน้นการพัฒนาเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ โดยมีพื้นที่รองรับทั้งอาคารเรียน ศูนย์วิจัย และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการศึกษาในรูปแบบมหาวิทยาลัยครบวงจร

    มหาวิทยาลัยไทยหลายแห่งมีพื้นที่ระดับเมืองย่อมๆ

    จะเห็นได้ว่า มหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งของประเทศไทยมีพื้นที่ขนาดใหญ่ระดับหลายพันไร่ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่เน้นด้านเกษตรกรรม วิทยาศาสตร์ และการวิจัย ซึ่งต้องใช้พื้นที่สำหรับห้องปฏิบัติการภาคสนามและฟาร์มทดลองจำนวนมาก

    การมีพื้นที่กว้างขวางไม่เพียงช่วยรองรับการเรียนการสอนเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ศูนย์วิจัย และพื้นที่สีเขียวเพื่อการเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาในระยะยาว

    1. Walailak University
    2. Maejo University
    3. Suranaree University of Technologyhttps
    4. kps.ku.ac.th
    5. Chiang Mai University

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9878210/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0V8DnPlHHjjwOdIvi0gUh-

  • เปิดโปรเจกต์รถไฟฟ้ารางเบาก้าวใหม่ ดัน ‘ขอนแก่น’ ขึ้นเป็นฮับ ระบบรางแบบครบวงจร

    เปิดโปรเจกต์รถไฟฟ้ารางเบาก้าวใหม่ ดัน ‘ขอนแก่น’ ขึ้นเป็นฮับ ระบบรางแบบครบวงจร

    กว่า 7 ปี ที่โครงการวิจัยรถไฟฟ้ารางเบาคันต้นแบบดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยมี ผศ.ดร.ไพวรรณ เกิดตรวจ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน) วิทยาเขตขอนแก่น เป็นหัวหน้าโครงการ จากจุดเริ่มต้นงานวิจัยที่ต้องการพัฒนารถไฟฟ้ารางเบาเพื่อให้ภาคเอกชนนำไปต่อยอดผลิตใช้ในการคมนาคมในหัวเมืองใหญ่ เช่น ขอนแก่น เชียงใหม่ และภูเก็ต ได้มาตรฐานเทียบเท่ากับต่างประเทศ

    Light-rail-project-launched-to-propel-Khon Kaen-into-a-comprehensive-rail-hub-SPACEBAR-Photo V01.jpg

    Light-rail-project-launched-to-propel-Khon Kaen-into-a-comprehensive-rail-hub-SPACEBAR-Photo V02.jpg

    “โครงการนี้ใช้เวลาค้นคว้าวิจัยมาตั้งแต่ปี 2563 ได้รับการสนับสนุนทุนจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน หรือ บพข. ต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี รวมทั้งได้รับการสนับสนุนการก่อสร้างรางรถไฟฟ้าได้รับการอนุมัติงบประมาณจากสภามหาวิทยาลัยและภาคเอกชนในจังหวัดขอนแก่น ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบขนส่งรางเบาจนเกิดเป็นรูปธรรมในวันนี้” 

    “การทดสอบการเดินรถได้ทำอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 แล้ว เป็นการทดสอบสมรรถนะการเดินรถ ตัวรถ ระบบรางทั้งทางตรง ทางโค้ง การจัดตั้งระบบเบรกและชุดล้อ รวมทั้งทดสอบประสิทธิภาพของส่วนประกอบที่ใช้ในระบบรางที่ถูกออกแบบดีไซน์ด้วยฝีมือคนไทย เช่น อุปกรณ์ยึดราง ยางรองราง และยางรองร่องรางรถไฟ เป็นต้น ศึกษาการใช้งานจริงร่วมกับถนนสาธารณะ เชื่อว่าผลการทดลองที่จะเกิดขึ้นจะนำไปสู่การพัฒนารถไฟฟ้าระบบรางของไทยเป็นอย่างมาก”

    ผศ.ดร.ไพวรรณ กล่าวว่า สำหรับรถไฟฟ้ารางเบาคันต้นแบบสร้างโดยคนไทยมาตรฐานต่างประเทศ โดยนำจุดเด่นด้านระบบรางจาก 3 ประเทศ คือ เยอรมัน จีนและญี่ปุ่น 3 ประเทศนี้มีมาตรฐานระบบรางเป็นที่ยอมรับ มีเทคโนโลยีโดดเด่นระดับต้นๆ ของโลก

    ที่ผ่านมานักวิจัยได้เดินทางไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับระบบราง ประเทศแรกที่ไปศึกษาคือเยอรมัน เพราะมีมาตรฐานของระบบราง หลังจากนั้นไปฝังตัวศึกษาระบบรางอยู่ที่บริษัท ฮิโรชิม่าอิเล็กทริกเรลเวย์ ประเทศญี่ปุ่น นาน 1 เดือน เพราะมีความโดดเด่นด้านการซ่อมบำรุงระบบราง โดยทำงานเหมือนพนักงานของบริษัท พร้อมกับศึกษาด้านการขนส่งมวลชนที่มีระบบรางเบาเชื่อมต่อการขนส่งกับรถไฟความเร็วสูง สำหรับจีนไปเรียนเรื่องเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูง นำจุดเด่นด้านมาตรฐานระบบราง 3 ประเทศนี้ อ้างอิงนำมาสร้างเป็นรถไฟฟ้าระบบรางด้วยฝีมือคนไทย แบบมาตรฐานระดับสากล

    “ทั้ง 3 ประเทศมีมาตรฐานโดดเด่นด้านระบบรางเป็นที่ยอมรับ ซึ่งทางนักวิจัยได้นำมาอ้างอิงนำมาสร้างเป็นรถไฟฟ้าระบบรางในแบบมาตรฐานที่เทียบเท่ากับต่างประเทศ ขับเคลื่อนด้วยระบบไฮบริด ใช้แบตเตอรี่รับไฟจากไฟเหนือศีรษะ อนาคตจะพัฒนาไปเป็นไฮโดรเจน มีขนาด 3 ตู้โดยสาร บรรทุกคนได้ 120 คน ความเร็วที่สามารถขับเคลื่อนได้ที่ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การทดสอบใช้ความเร็วที่ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเนื่องจากความยาวของรางมีเพียง 450 เมตร จึงยังใช้ความเร็วเต็มที่ไม่ได้ ซึ่งการทดสอบครั้งล่าสุด ระบบรางคันต้นแบบมีความสมบูรณ์”

    Light-rail-project-launched-to-propel-Khon Kaen-into-a-comprehensive-rail-hub-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ผศ.ดร.ไพวรรณ กล่าวอีกว่า ก้าวต่อไปเตรียมแผนพัฒนาคุณภาพชิ้นส่วนของขบวนรถทั้งคันให้เข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ทางนักวิจัยเก็บข้อมูลชิ้นส่วนแต่ละชิ้น แต่ละโบกี้ ทดสอบปรับปรุงคุณภาพชิ้นส่วนขบวนรถไฟฟ้ารางเบา เพื่อเข้าสู่คำว่ามาตรฐานและความปลอดภัย เพื่อจะผลิตชิ้นส่วนขายทั้งในและต่างประเทศในอนาคต พร้อมผลักดันให้ขอนแก่นเป็นศูนย์กลางของระบบราง สามารถผลิตรถไฟฟ้ารางเบาทั้งคันโดยใช้อะไหล่ ชิ้นส่วนที่ผลิตในขอนแก่น ลดการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศ

    “เป็นการพัฒนาต่อยอดซึ่งเป็นหนึ่งในแผนที่วางไว้แล้ว โดยหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน ผู้ให้ทุนในการศึกษานี้ คาดหวังว่าผลงานวิจัยและนวัตกรรมนี้สามารถนำไปต่อยอดในการผลิตขายในประเทศได้ ซึ่งทางนักวิจัยเตรียมผลักดันให้เกิดขึ้นจริง”

    “2 ประเด็นหลักที่ทางนักวิจัยได้ดำเนินการต่อเนื่อง คือการผลักดันให้ขอนแก่น เป็นแหล่งผลิตชิ้นส่วนทั้งคันของรถไฟฟ้ารางเบา ไปพร้อมกับแผนพัฒนาเส้นทางเดินรถซึ่งเป็นการดำเนินงานร่วมกันกับเทศบาลนครขอนแก่นในการเดินรถรอบบึงแก่นนคร ระยะทาง 4 กิโลเมตร ขณะนี้อยู่ระหว่างการพูดคุยในรายละเอียด หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะนำรถรางคันต้นแบบนี้ไปทดสอบการเดินรถรอบบึงแก่นนคร”

    “ในอนาคตเมื่อการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเส้นทางอีสานแล้วเสร็จ เชื่อว่าความต้องการใช้ระบบขนส่งรถไฟฟ้ารางเบาจะมีความชัดเจนขึ้น เพราะเหมาะสำหรับการส่งต่อผู้โดยสารจากอำเภอต่างๆ เข้ามายังสถานีรถไฟความเร็วสูง เชื่อว่าจะเป็นการพลิกโฉมด้านการคมนาคมของประเทศไทยเป็นอย่างมาก ที่สำคัญคือการพัฒนาคุณภาพชีวิตดีขึ้น มลภาวะลดลง” ผศ.ดร.ไพวรรณ กล่าว

    Light-rail-project-launched-to-propel-Khon Kaen-into-a-comprehensive-rail-hub-SPACEBAR-Photo01.jpg

    Light-rail-project-launched-to-propel-Khon Kaen-into-a-comprehensive-rail-hub-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/light-rail-project-launched-to-propel-khon-kaen-into-a-comprehensive-rail-hub&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw066fd-xB2jYoaBgbU2i9ni

  • ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานกรรมการมูลนิธิการศึกษาไทย – อเมริกัน – กระทรวงการต่างประเทศ

    ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานกรรมการมูลนิธิการศึกษาไทย – อเมริกัน – กระทรวงการต่างประเทศ

    ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานกรรมการมูลนิธิการศึกษาไทย – อเมริกัน

    ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานกรรมการมูลนิธิการศึกษาไทย – อเมริกัน

    วันที่นำเข้าข้อมูล 13 มี.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 13 มี.ค. 2569

    | 37 view

    เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิการศึกษาไทย – อเมริกัน (Thailand – U.S. Educational Foundation) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิฯ โดยมีนายชอน โอนีลล์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ในฐานะประธานกรรมการกิตติมศักดิ์ เข้าร่วมด้วย 

    ที่ประชุมหารือแนวทางการดำเนินความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ผ่านโครงการฟุลไบรท์ ประเทศไทย รวมถึงแผนการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ในโอกาสครบรอบ 80 ปีของโครงการฟุลไบรท์และการเฉลิมฉลอง Freedom250 ของสหรัฐฯ ทั้งนี้ โครงการฟุลไบรท์เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางด้านวิชาการ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชนไทยและสหรัฐฯ


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mfa.go.th/th/content/vfm-presides-as-chair-of-th-us-ed-foundation-2%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a904%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a906&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Dzadhfv__0z-CBpJ9X2z5

  • สพฐ.เชิญประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อการขับเคลื่อนการใช้หลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนปลาย (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 – 6) พุทธศักราช 2568

    สพฐ.เชิญประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อการขับเคลื่อนการใช้หลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนปลาย (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 – 6) พุทธศักราช 2568

    ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อการขับเคลื่อนการใช้หลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนปลาย (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 – 6) พุทธศักราช 2568 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ทาง OBEC Channel  

    ดาวน์โหลดไฟล์แนบ

    หนังสือนำ

    กำหนดการ

    ที่มา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93223&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wIt-F5f9K3DJ6K3CQPFEE

  • พิธีมอบประกาศนียบัตรนักเรียนชั้นม 6 ที่สำเร็จการศึกษาโรงเรียนกีฬาประจำภาคกลาง | TOPNEWS

    พิธีมอบประกาศนียบัตรนักเรียนชั้นม 6 ที่สำเร็จการศึกษาโรงเรียนกีฬาประจำภาคกลาง | TOPNEWS

    ที่จังหวัดสุพรรณบุรี วันที่ 13 มีนาคม 2569 ได้จัดมอบประกาศนียบัตรนักเรียนผู้ที่สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรขั้นพื้นฐาน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนกีฬาประจำภาคกลาง สังกัดมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ขึ้นที่ อาคารเจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร ชั้น 3 โรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี โดย ผศ.ดร.วีรศักดิ์ วิศาลาภรณ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี  มี ผศ.ดร. ฉัตรชัย แสงสุขีลักษณ์ ประธานกรรมการบริหารประจำภาคกลางในนามคณะกรรมการดำเนินงานพิธีมอบประกาศนียบัตร กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน

    มีนางสมจิต บุญคงเสน ผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมคณะผู้บริหาร จากโรงเรียนกีฬา จังหวัดสุพรรณบุรี  โรงเรียนกีฬาจังหวัดอ่างทอง โรงเรียนกีฬาจังหวัดนครนายก โรงเรียนกีฬาจังหวัดชลบุรี  นักเรียนที่สำเร็จการศึกษา  แขกผู้มีเกียรติ ผู้ปกครองเข้าร่วมในพิธี

    พิธีมอบประกาศนียบัตรนักเรียนโรงเรียนกีฬาประจำภาคกลางจัดขึ้นเป็นครั้งแรกที่โรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรีโดยมีโรงเรียนกีฬา 4 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 93 คน โรงเรียนกีฬาจังหวัดชลบุรี จำนวน 46 คน โรงเรียนกีฬาจังหวัดอ่างทอง จำนวน 57 คน และโครงการจัดตั้งโรงเรียนกีฬาจังหวัดนครนายก จำนวน 19 คน รวมทั้งหมด 215 คน

    ตลอดระยะเวลาที่นักเรียนศึกษาอยู่ในโรงเรียนกีฬานักเรียนทุกคนได้รับการพัฒนาทั้งด้านวิชาการ ด้านทักษะกีฬา และด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การศึกษาต่อและการดำรงชีวิตในสังคม และได้เป็นตัวแทนของจังหวัด

    เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาระดับชาติ และเป็นตัวแทนของประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันระดับนานาชาติ สร้างชื่อเสียงให้กับ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ และประเทศชาติมาโดยตลอด

    จึงได้จัดพิธีมอบประกาศนียบัตรเพื่อ 1. แสดงความยินดีกับผู้สำเสร็จการศึกษา ปีการศึกษา 2568  2. ยกย่อง เชิดชูเกียรติ และประกาศเกียรติคุณนักเรียน 3. เพื่อให้นักเรียนได้เห็นความสำคัญของการศึกษาและกีฬา เกิดความรักความผูกพันต่อสถานศึกษา

    ในการนี้ประธานในพิธีได้มอบเกียรติบัตรนักกีฬาดีเด่นจำนวน 41 คน นักเรียนที่มีผลการเรียนดีเด่น จำนวน 4 คน นักเรียนกิจกรรมดีเด่น จำนวน 4 คน มอบประกาศนียบัตรแก่นักเรียนที่สำเร็จการศึกษา จำนวน มีการแสดงศิลปะมวยไทย ของนักเรียนโรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี และมีตัวแทนนักเรียนกีฬาประจำภาคกลาง จัด บูม ให้นักเรียนชั้น ม.6 ที่จบการศึกษาด้วย

    ภัทรพล  พรมพัก TOPNEWS ทั่วไทย จ. สุพรรณบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1515503&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KvKUdf3JLOTveqgDTugB2