Category: วัฒนธรรม

  • “แสวง” แจงด่วน กกต.- เลขาฯ ไม่ไปแล้ว งดบินนอกดูงานกับ พตส. หลัง ครม. ขอความร่วมมือ

    “แสวง” แจงด่วน กกต.- เลขาฯ ไม่ไปแล้ว งดบินนอกดูงานกับ พตส. หลัง ครม. ขอความร่วมมือ

    ไม่ไปแล้ว “เลขาฯ แสวง” ชี้แจงด่วน กกต. – เลขาฯ งดร่วมบินนอกดูงานกับ พตส. หลัง ครม. ร่อนหนังสือขอความร่วมมือ

    วันที่ 19 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ภายหลังปรากฏการณ์นำเสนอข่าวประธาน กกต. และผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานจะนำคณะผู้เข้ารับการศึกษาหลักสูตรพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) จะเดินทางไปดูงานต่างประเทศนั้น ล่าสุด นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ออกมาชี้แจงว่าในการเดินทางไปศึกษาดูงานนั้น นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง และกรรมการการเลือกตั้ง รวมถึงเลขาธิการ กกต. ไม่ได้ร่วมเดินทางไปต่างประเทศตามที่ปรากฏเป็นข่าว

    โดยแจ้งงดเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งได้มีการพูดคุยกันเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาในที่ประชุม กกต. หลังจากได้รับหนังสือขอความร่วมมือหน่วยงานต่าง ๆ ให้งดเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ จากคณะรัฐมนตรีแล้ว ส่วนรายละเอียดจะมีการออกเอกสารข่าวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

    “ท่านประธาน กกต. และ กกต. ทุกท่าน รวมทั้งเลขาฯ ไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศ ในการไปดูงานกับนักศึกษา พตส. ตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด รายละเอียดจะเพรสข่าวพรุ่งนี้ ( 19 มี.ค.) ครับ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2921022&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LwbaukOIUn4BxRD6CCoDe

  • นายก อบจ.สุพรรณฯ มอบใบสัมฤทธิผลผู้สำเร็จการศึกษา หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง | เดลินิวส์

    นายก อบจ.สุพรรณฯ มอบใบสัมฤทธิผลผู้สำเร็จการศึกษา หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง | เดลินิวส์

    ที่ห้อง ประชุม 2 อาคารอำนวยการ วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร อ.เมือง  จ.สุพรรณบุรี ดร.อุดม โปร่งฟ้า นายก อบจ.สุพรรณบุรี  เป็นประธานพิธีมอบใบ สัมฤทธิผลทางการศึกษาพร้อมกล่าวให้โอวาท แก่ผู้สำเร็จการศึกษา หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาเทคนิคเภสัชกรรม ประจำปีการศึกษา 2568 

    สำหรับวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร เป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาในสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข ก่อตั้งตั้งแต่  ปีพุทธศักราช2536 และเปิดทำการในปีพุทธศักราช 2542 โดยดำริของ ฯพณฯบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 21สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี พระราชอิสริยยศในขณะนั้น พระราชทานพระราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธย เป็นชื่อวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี ตามหนังสือสำนักราชเลขาธิการ ลงวันที่ 7 มกราคม 2537  เปิดทำการสอนในหลักสูตรประกาศนียบัตรสาธารณสุขศาสตร์ หลักสูตร 2 ปี และปรับปรุงเป็นหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงสาธารณสุขศาสตร์ ในปีพุทธศักราช 2550 และเข้าสมทบกับคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เปิดหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต 4 ปี สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน และสาขาวิชาทันตสาธารณสุข ในปีพุทธศักราช 2555

    โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะเป็นวิทยาลัยของชุมชนที่มุ่งเน้นการผลิต และพัฒนาบุคลากรด้านสุขภาพให้เป็นคนดี คนเก่งมีคุณค่า และอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขรวมทั้งเป็นศูนย์ศึกษาวิจัย และให้บริการวิชาการแก่สังคม เพื่อพัฒนาชุมชนให้อุดมปัญญาทางสุขภาวะตอบสนองความต้องการของสถานบริการสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุขดังเอกลักษณ์ของวิทยาลัย คือ สร้างคนจากชุมชนให้เข้าถึงชุมชนเพื่อตอบสนองระบบสุขภาพชุมชน และมุ่งมั่นให้บัณฑิตมีอัตลักษณ์เป็นผู้ให้บริการสุขภาพด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ วิทยาลัยจึงมุ่งมั่นที่จะผลิตบัณฑิตให้มีคุณภาพ คุณธรรม สมดั่งเจตนารมณ์ของกระทรวงสาธารณสุข และตามความคาดหวังของสังคม ในปีการศึกษา 2568 มีผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาเทคนิคเภสัชกรรม จากวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี  จำนวนทั้งสิ้น 37 คน ซึ่งจะต้องไปปฏิบัติงานตามโรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน  และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล นั้น

    ดร.อุดม กล่าวว่าผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาเทคนิคเภสัชกรรม นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมากในการให้บริการ  ทางการแพทย์และการสาธารณสุข นอกจากจะต้องเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถแล้วยังต้องมีความเอื้ออาทรต่อผู้เจ็บป่วย มีความขยันและอดทน และปฏิบัติหน้าที่ให้เต็มกำลังความสามารถ โดยถือประโยชน์ของประชาชนเป็นที่หนึ่ง ซึ่งวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธรจังหวัดสุพรรณบุรี ได้ตระหนักในภารกิจนี้ จึงได้อบรมสั่งสอนนักศึกษา ทุกคนให้มีคุณลักษณะดังกล่าว มีความพร้อมที่จะออกไปปฏิบัติงานให้ประชาชนไทยมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงสมบูรณ์ และพัฒนาการสาธารณสุขของไทยให้ก้าวหน้าทัดเทียมกับนานาประเทศต่อไป  ขอให้ทุกท่านดำรงไว้ซึ่งเกียรติของผู้สำเร็จการศึกษา และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยะ อุตสาหะ เพื่อเป็นที่พึ่งของประชาชน เป็นกำลังสำคัญในงานสาธารณสุขของประเทศ และพัฒนางานสาธารณสุขให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5700656/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0M1hie1VOJMaJp-VD2SjOH

  • บริษัทเลิกจ้าง Gen Z หลังทำงานไม่กี่เดือน เพราะทัศนคติการทำงาน

    บริษัทเลิกจ้าง Gen Z หลังทำงานไม่กี่เดือน เพราะทัศนคติการทำงาน

    ช่วงหลังๆ มานี้ มีกระแสว่าบริษัทจำนวนมากเริ่มเลิกจ้างพนักงาน Gen Z ภายในไม่กี่เดือนหลังรับเข้าทำงาน บางแห่งก็ลังเลจะจ้างงานเด็กจบใหม่อีกในอนาคต สะท้อนช่องว่างระหว่าง “สิ่งที่มหาวิทยาลัยสอน” กับ “สิ่งที่โลกทำงานต้องการ” ที่กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ในตลาดแรงงานยุคใหม่

    หลายคนคงเคยได้ยินเสียงบ่นเกี่ยวกับพนักงาน Gen Z มักปรากฏอยู่ในที่ประชุมผู้บริหารหรือในโซเชียลมีเดียอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทัศนคติการทำงาน ความรับผิดชอบ หรือการปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมองค์กร แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเรื่องเหล่านั้นจะไม่ใช่แค่คำบ่นอีกต่อไป แต่นำไปสู่การเลิกจ้างจริงๆ

    ผลสำรวจล่าสุดพบว่า บริษัทจำนวนมากเริ่มเลิกจ้างพนักงาน Gen Z ที่เพิ่งจบใหม่ ภายในเวลาไม่กี่เดือนหลังรับเข้าทำงาน พร้อมตั้งคำถามใหญ่ต่อระบบการศึกษา วัฒนธรรมการทำงาน และความคาดหวังของคนรุ่นใหม่ที่อาจไม่ตรงกับโลกความเป็นจริง

    บริษัทเลิกจ้าง Gen Z มากขึ้น มองว่าเด็กยังไม่พร้อม

    ผลสำรวจจาก Intelligent แพลตฟอร์มให้คำปรึกษาด้านอาชีพ ซึ่งได้สอบถามผู้นำธุรกิจในสหรัฐฯ เกือบ 1,000 คน พบตัวเลขที่ค่อนข้างน่าตกใจ โดยพบว่านายจ้างราวๆ  6 ใน 10 ยอมรับว่า พวกเขาเคยเลิกจ้างพนักงาน Gen Z ที่เพิ่งจบใหม่ ภายในเวลาไม่นานหลังจากรับเข้าทำงาน

    ยิ่งไปกว่านั้น ประสบการณ์ที่ไม่ดีจากการจ้างเด็กจบใหม่ในช่วงหลัง ทำให้ 1 ใน 6 ของผู้บริหารบอกว่า เริ่มลังเลที่จะรับบัณฑิตจบใหม่เข้าทำงานอีก และประมาณ 1 ใน 7 ยอมรับว่า อาจหลีกเลี่ยงการจ้างเด็กจบใหม่ทั้งหมดในปีหน้า ขณะที่เกือบ 75% ของบริษัทที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในการสำรวจ ยังระบุด้วยว่า พนักงานจบใหม่ที่เพิ่งรับเข้ามา มีปัญหาบางอย่างที่ทำให้ไม่สามารถทำงานได้ตามที่คาดหวัง

    นายจ้างบ่นมากที่สุด ไม่ใช่เรื่องความเก่ง แต่คือ “ทัศนคติ”

    เมื่อถามว่าทำไมบริษัทถึงตัดสินใจเลิกจ้างพนักงาน Gen Z จำนวนมาก เหตุผลที่ถูกพูดถึงมากที่สุดไม่ใช่เรื่องความสามารถทางเทคนิค แต่เป็นเรื่องพฤติกรรมและทัศนคติในการทำงาน โดย 50% ของผู้บริหารที่ตอบแบบสอบถาม ระบุว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดคือการขาดแรงจูงใจและความกระตือรือร้นในการทำงาน

    นอกจากนี้ ยังพบว่ามีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับพนักงานที่เป็นเด็กจบใหม่ซ้ำๆ เช่น ความไม่เป็นมืออาชีพ, ขาดการบริหารจัดการเวลา, สื่อสารไม่ชัดเจน, มาทำงานสายหรือเข้าประชุมไม่ตรงเวลา, แต่งตัวไม่เหมาะสมกับที่ทำงาน, ใช้ภาษาที่ไม่เหมาะกับสภาพแวดล้อมในองค์กร ฯลฯ 

    มากกว่าครึ่งของผู้จัดการที่ร่วมสำรวจยังมองว่า เด็กจบใหม่จำนวนมาก “ยังไม่พร้อมสำหรับโลกการทำงานจริง” และกว่า 20% เชื่อว่า พวกเขารับมือกับปริมาณงานไม่ได้

    ในอีกด้านหนึ่ง สถาบันการศึกษาหลายแห่งก็เริ่มยอมรับว่า นักศึกษาจำนวนไม่น้อย ยังไม่พร้อมสำหรับโลกการทำงานหลังเรียนจบ จนทำให้ในบางมหาวิทยาลัยมีการเปิดวิชาใหม่ที่สอนเรื่องทักษะชีวิตและทักษะการทำงาน เช่น มหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ บางแห่งเริ่มสอนนักศึกษาเรื่องการเข้าสังคมในที่ทำงาน, การอ่านบรรยากาศการสนทนา หรือแม้แต่การรู้ว่าเมื่อไรควรจบการคุย

    ขณะที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในลอนดอน มีการทดลองใช้ตารางเรียนยาวถึง 12 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อฝึกให้นักเรียนคุ้นเคยกับรูปแบบชีวิตของผู้ใหญ่ และโลกการทำงานจริง

    อะไรสิ่งที่นายจ้างอยากเห็นจากเด็กจบใหม่มากที่สุด?

    เมื่อถามว่าอะไรจะทำให้เด็กจบใหม่ “ดึงดูดใจนายจ้าง” ได้มากขึ้น คำตอบที่ผู้บริหารพูดตรงกันมากที่สุด ก็คือ การมีทัศนคติที่ดี และความคิดริเริ่มในการทำงาน

    ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอาชีพแนะนำว่า คนรุ่นใหม่ควรเริ่มจากการสังเกตวัฒนธรรมองค์กร ว่า คนในที่ทำงานสื่อสารกันอย่างไร ทำงานกันแบบไหน และอะไรคือพฤติกรรมที่เหมาะสม จากนั้นให้ลองเริ่มตั้งคำถาม ขอคำแนะนำจากรุ่นพี่ตามวิถีขององค์กรนั้น และนำคำแนะนำไปปรับใช้

    สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้หัวหน้ามองเห็นความตั้งใจในการพัฒนาตนเองของเหล่าพนักงานมือใหม่ได้มากขึ้น รวมถึงการรักษาความรับผิดชอบ ทำงานให้เสร็จตามกำหนด และอาสารับงานเพิ่มเมื่อมีโอกาส ก็เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในสายตาผู้จัดการ

    ซีอีโอระดับโลก มองตรงกัน “ทัศนคติสำคัญกว่าใบปริญญา”

    ผู้นำองค์กรระดับโลกหลายคนเคยพูดตรงกันว่า ความสำเร็จทางอาชีพการงานในช่วงวัยยี่สิบต้นๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเกรดตอนเรียนจบ หรือการมาจากมหาวิทยาลัยชื่อดังเพียงอย่างเดียว ยกตัวอย่าง แอนดี้ แจสซี (Andy Jassy) ซีอีโอของ Amazon เขาเคยกล่าวไว้ว่า ความสำเร็จจำนวนมากในช่วงเริ่มต้นอาชีพ ขึ้นอยู่กับทัศนคติในการทำงาน เพราะหัวหน้างานมักอยากร่วมงานกับคนที่มีพลังบวก และพร้อมเรียนรู้มากกว่าคนที่เก่งแต่ทำงานด้วยยาก

    ด้าน ริชาร์ด แบรนด์สัน (Richard Branson) ผู้ก่อตั้ง Virgin ก็เคยแนะนำคนรุ่นใหม่หลายครั้งว่า การเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิตจริงสำคัญไม่แพ้การเรียนในมหาวิทยาลัย และบางครั้ง “โรงเรียนของชีวิต” อาจสอนทักษะที่ใช้ในโลกทำงานได้มากกว่าในห้องเรียน

    ขณะที่ Mark Zuckerberg ซีอีโอของ Meta ก็เคยแสดงความเห็นว่า ความสามารถตามธรรมชาติและบุคลิกภาพในการทำงาน มีความสำคัญมากกว่าวุฒิการศึกษาบนกระดาษ แนวคิดนี้สอดคล้องกับประสบการณ์ของ David Meads ผู้บริหารระดับสูงของ Cisco ในสหราชอาณาจักร ซึ่งลาออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุ 16 ปี ก่อนจะไต่เต้าจนขึ้นมาเป็นผู้บริหารในบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก

    เขาเคยให้สัมภาษณ์กับ Fortune ว่า สิ่งที่สำคัญจริงๆ ในโลกการทำงาน ไม่ใช่ตัวอักษรต่อท้ายชื่อ หรือใบปริญญาที่เขียนอยู่ในเรซูเม่ แต่คือทัศนคติ ความสามารถในการเรียนรู้ และความพร้อมที่จะพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา

    ผู้นำในสายเทคโนโลยีและธุรกิจจำนวนมากยังเห็นตรงกันว่า ความสามารถในการปรับตัว บุคลิกภาพ และทัศนคติในการทำงาน มักมีผลต่อความก้าวหน้าในอาชีพ มากกว่าวุฒิการศึกษาที่อยู่ในเรซูเม่เพียงอย่างเดียว

    4 บุคลิกเด็กจบใหม่ Gen Z ที่หลายบริษัท “เจอทีไรปวดหัวทุกที”

    อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเหมารวมว่าเด็กจบใหม่ทุกคนจะเป็นตัวปัญหาทั้งหมด อย่างไรก็ตาม หากคุณเป็นผู้นำองค์กร เจ้าของบริษัท หรือหัวหน้างานที่กำลังเปิดรับเด็กจบใหม่เข้ามาทำงาน คงอยากรู้ว่าลักษณะของคนรุ่นใหม่แบบไหนที่ชวนปวดหัว และควรหาวิธีรับมือให้เหมาะสม สำหรับพนักงานเด็กจบใหม่ที่มีปัญหามักมีพฤติกรรมดังนี้

    1. เป็นคนเก่ง แต่ไม่อยากเล่นตามระบบ

    พนักงานกลุ่มนี้มักมีความสามารถสูง มีไอเดีย และเรียนรู้เร็ว แต่ไม่ชอบโครงสร้างองค์กรแบบเดิม ไม่ชอบลำดับขั้น ไม่อยากทำงานที่มองว่าไม่มีความหมายสำหรับตัวพนักงานเอง พวกเขามองว่านี่คือความซื่อสัตย์กับตัวเอง แต่สำหรับองค์กร มันอาจถูกมองว่าเป็นการไม่ให้ความร่วมมือ และทำให้ทำงานร่วมกับทีมยาก

    2. คาดหวังการตอบแทนสูง แต่ไม่เข้าใจโลกการทำงาน

    เด็กจบใหม่จำนวนมากเติบโตมาในยุคที่พูดเรื่อง work-life balance และ self-worth มากขึ้น ทำให้พวกเขาคาดหวังความก้าวหน้า การขึ้นเงินเดือน หรือความยืดหยุ่นเร็วกว่าเดิม ปัญหาคือ หลายองค์กรยังใช้ระบบการโปรโมตแบบเดิม เมื่อความคาดหวังชนกับระบบองค์กรที่ไม่ตรงกัน ฝั่งพนักงานจึงเกิดความรู้สึกว่าบริษัทไม่ยุติธรรม ขณะที่ฝั่งบริษัทก็รู้สึกว่าพนักงานใจร้อนเกินไป

    3. เรียนเก่ง แต่ขาดประสบการณ์ชีวิตทำงาน

    บางคนมีผลการเรียนดี แต่ไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานจริง ไม่คุ้นเคยกับการทำงานภายใต้แรงกดดัน ไม่รู้ว่าควรสื่อสารกับหัวหน้าแบบไหน หรือไม่เข้าใจว่ามาตรฐานความเป็นมืออาชีพในที่ทำงานคืออะไร เมื่อเข้ามาในองค์กรจริง จึงต้องใช้เวลาปรับตัวมากกว่าที่บริษัทคาดไว้

    4. ตั้งใจจริงแต่หลงทาง ไม่เก็ตวัฒนธรรมองค์กร

    มีพนักงานคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยที่อยากทำงานดี แต่ไม่เข้าใจวัฒนธรรมองค์กร เช่น ไม่รู้ว่าควรถามเรื่องงานได้แค่ไหน, ไม่รู้ว่าควรแสดงความเห็นหรือเงียบ, ไม่รู้ว่าการทำงานให้ดีในสายตาหัวหน้าคืออะไร ฯลฯ ในหลายกรณี ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เด็กจบใหม่อย่างเดียว แต่อยู่ที่องค์กรไม่เคยสื่อสารความคาดหวังให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น

    อย่างไรก็ตาม กระแสการเลิกจ้างพนักงาน Gen Z ที่เกิดขึ้นในหลายบริษัท หากดูผิวเผินหลายคนอาจมองว่าเป็นปัญหาที่ตัวเด็กเอง แต่ถ้าพิจารณาลึกลงไปแล้ว ปรากฏการณ์นี้กลับสะท้อนความไม่สอดคล้องกันของทั้งระบบ เมื่อมหาวิทยาลัยสอนอีกแบบ แต่องค์กรคาดหวังอีกแบบ และคนรุ่นใหม่ก็เติบโตมาในโลกที่ต่างจากรุ่นก่อนอย่างสิ้นเชิง เมื่อทั้งสามอย่างมาบรรจบกันในที่ทำงาน ความขัดแย้งระหว่างรุ่นจึงเกิดขึ้นแทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ทางออกของปัญหานี้อาจไม่ใช่การเลิกจ้างเด็กจบใหม่ หรือการบอกให้คนรุ่นใหม่ต้องปรับตัวฝ่ายเดียว แต่ทั้งองค์กรและสถาบันการศึกษา ก็ต้องช่วยกันเตรียมความพร้อมให้คนทำงานตั้งแต่ก่อนก้าวเข้าสู่บริษัทจริง ไม่ว่าจะเป็นทักษะการสื่อสาร มาตรฐานความเป็นมืออาชีพ หรือความเข้าใจว่าวัฒนธรรมองค์กรแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน

    ในขณะเดียวกัน คนรุ่นใหม่เองก็อาจต้องเรียนรู้ว่า ความก้าวหน้าในอาชีพไม่ได้เกิดขึ้นทันที และบางครั้งการเริ่มจากการปรับตัว เข้าหาคนในทีม และเข้าใจระบบก่อน ก็เป็นทักษะสำคัญไม่แพ้ความสามารถในการทำงาน เมื่อทุกฝ่ายเข้าใจกันและกันก็ย่อมพาองค์กรก้าวหน้าต่อไปในยุคโลกการทำงานเปลี่ยนเร็วได้ดีขึ้นกว่าเดิม

    อ้างอิง: Fortune, intelligentWSJ How to behave in office

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/1225748&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZYZ0kxTcUDNZEgyMIpZIq

  • ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ “สนามบินแห่งการเรียนรู้” | TOPNEWS

    ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ “สนามบินแห่งการเรียนรู้” | TOPNEWS

    ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ “สนามบินแห่งการเรียนรู้”

    • เผยแพร่ : 18/03/2026 16:11

    ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) เปิดพื้นที่เพื่อการศึกษาดูงานและเรียนรู้การดำเนินงานของท่าอากาศยานจากสถานที่จริง สะท้อนบทบาทของสนามบินในฐานะ “สนามบินแห่งการเรียนรู้” ที่มุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้
    และประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการสนามบินเพื่อเป็นประโยชน์แก่สาธารณชน

    ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานของ ทสภ. นอกจากการเป็นท่าอากาศยานที่เปิดให้บริการด้านการคมนาคมทางอากาศเป็นสำคัญแล้ว ทสภ. ยังได้เปิดโอกาสให้หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ ท่าอากาศยานอื่นๆ รวมถึงคณะนักเรียนและนักศึกษา ที่มีความสนใจในกิจการท่าอากาศยานได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ระบบการดำเนินงานด้านงานบริการท่าอากาศยาน เทคโนโลยีที่ใช้ในการบริหารจัดการสนามบิน อาทิเช่น การใช้เครื่อง CUSS (Common Use Self Service) ระบบลงทะเบียนแบบ Biometric การโหลดสัมภาระด้วยตนเอง CUBD (Common Use Bag Drop) มาใช้เพื่อลดระยะเวลากระบวนการการเช็คอินของผู้โดยสาร ณ บริเวณพื้นที่ให้บริการสาธารณะ
    ของอาคารผู้โดยสารหลัก รวมถึงเปิดพื้นที่ให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเข้าศึกษาแนวทางการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของท่าอากาศยาน อาทิ ระบบสุขาภิบาลภายในอาคารผู้โดยสาร ระบบบำบัดน้ำเสีย และการจัดการขยะ ซึ่งดำเนินงานตามมาตรฐานสากลเพื่อควบคุมและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ศึกษาเรียนรู้การดำเนินงานของสนามบินจากสถานที่การทำงานจริง เพื่อเป็นองค์ความรู้ สำหรับนำไปประยุกต์ใช้กับการทำงานของตน และเพื่อการพัฒนาตนเองในอนาคตของเหล่านิสิต นักศึกษาต่อไป

    นอกจากนี้ ทสภ. ยังมีพิพิธภัณฑ์ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่ตั้งอยู่บริเวณชั้น 6 ของอาคารจอดรถโซน 3 ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของ ทสภ. และประวัติกิจการการบินของประเทศไทย รวมถึงโครงสร้างโดยทั่วไปของท่าอากาศยานแห่งนี้ โดยเน้นเชิญชวนให้สถาบันการศึกษา หน่วยงานต่างๆ และผู้ที่สนใจเข้าศึกษาดูงานได้เข้ามาเรียนรู้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นประโยชน์ และเป็นการต่อยอดการศึกษาของหน่วยงาน สถาบันการศึกษาต่างๆ

    ทั้งนี้ สถาบันการศึกษา หน่วยงาน และผู้ที่สนใจเข้าศึกษาดูงาน เพื่อเรียนรู้การดำเนินงานของสนามบินจากประสบการณ์จริง สามารถประสานงานเพื่อขอเข้าศึกษาดูงานได้ที่ฝ่ายกิจการพิเศษและมวลชนสัมพันธ์ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในเวลาทำการ หมายเลขโทรศัพท์ 062 593 9996

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1519834&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3H0RH2Zh9qzRsX-_xCDl8F

  • วิทยาลัยจีนสั่งนักศึกษา ปิดเทอมนี้ ‘ให้ออกไปมีความรัก’ ไปเที่ยว ไปเดต อย่ามัวแต่อ่านหนังสือ

    วิทยาลัยจีนสั่งนักศึกษา ปิดเทอมนี้ ‘ให้ออกไปมีความรัก’ ไปเที่ยว ไปเดต อย่ามัวแต่อ่านหนังสือ

    ในประเทศที่ระบบการศึกษาเต็มไปด้วยการแข่งขันที่ดุเดือดอย่างจีน การที่สถาบันการศึกษาจะบอกให้นักศึกษาออกไปมีแฟน ดูจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก แต่ล่าสุด Sichuan Southwest Vocational College of Aviation วิทยาลัยอาชีวศึกษาด้านการบินในมณฑลเสฉวน ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนบนโลกโซเชียลด้วยการประกาศหยุดยาวช่วงฤดูใบไม้ผลิ พร้อมบอกให้นักศึกษา “ลองออกจากหน้าหนังสือ ไปชมดอกไม้และไปตกหลุมรักดูสักครั้ง”

    จุดประสงค์ของเรื่องนี้คือการกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในวัฒนธรรมการทำงานและการเรียนที่หนักหน่วง (996 culture) ได้มีเวลาออกไปใช้ชีวิต สัมผัสธรรมชาติ และที่สำคัญที่สุดคือตกหลุมรัก

    ทำไมจีนต้องผลักดันเรื่องความรัก

    หากมองข้ามความโรแมนติกไป เราจะพบว่านี่คือการดำเนินนโยบายตามทิศทางของรัฐบาลกลาง (NDRC) ที่พยายามแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่กำลังกัดกินประเทศ

    ในปี 2025 ประชากรจีนลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และอัตราการเกิดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ รัฐบาลจึงต้องพยายามสร้างนิเวศวิทยาที่เอื้อต่อการสร้างครอบครัว ตั้งแต่การปรับปรุงผังเมืองให้เป็น Child-friendly ล่าสุดก็มีการประกาศว่าจะทำให้ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ทั้งหมด ตั้งแต่การตรวจครรภ์ไปจนถึงการคลอดบุตร สามารถเบิกได้ 100% จากกองทุนประกันสุขภาพแห่งชาติ

    นอกจากมิติด้านประชากรศาสตร์แล้ว นโยบายนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของแผนการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ การกระจายวันหยุดแบบเหลื่อมเวลาไปยังมณฑลต่างๆ เช่น เสฉวน และเจียงซู ไม่เพียงแต่ช่วยลดความแออัดในช่วงเทศกาลหลัก แต่ยังเป็นการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนจากกำลังซื้อมหาศาลของคนรุ่นใหม่ที่ออกไปท่องเที่ยวและทำกิจกรรมสันทนาการในช่วง Off-peak

    บทสรุปของความเคลื่อนไหวนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า จีนกำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุคที่ความสุขและความสัมพันธ์ถูกยกระดับให้เป็นวาระแห่งชาติ และเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน แม้ว่าความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจะยังคงเป็นการปรับเปลี่ยนทัศนคติของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อการครองโสด แต่นโยบาย “สั่งให้ไปรัก” นี้ ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ชัดเจนว่า จีนกำลังยอมแลกชั่วโมงเรียนที่หนักหน่วง เพื่อซื้ออนาคตของประชากรที่มีความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานมากขึ้น

    อ้างอิง: reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/china-university-spring-break-love-policy-demographic-crisis&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34LDejOlEorJKZGzOunvaG

  • รวมมาตรการ “ประเทศอาเซียน” รับมือน้ำมันแพง – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    รวมมาตรการ “ประเทศอาเซียน” รับมือน้ำมันแพง – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้กระทบเพียงค่าเดินทางหรือค่าขนส่งเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงราคาสินค้า ค่าครองชีพ และภาพรวมเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ทำให้หลายประเทศอาเซียนต้องเร่งออกมาตรการรับมืออย่างเร่งด่วน

    รวมมาตรการ “ประเทศอาเซียน” รับมือน้ำมันแพง

    แม้จะอยู่ในภูมิภาคเดียวกัน แต่แนวทางรับมือ ของแต่ละประเทศแตกต่างกันไป ตามโครงสร้างเศรษฐกิจ ความพร้อมด้านพลังงาน และงบประมาณของรัฐ แต่ส่วนใหญ่ใช้หลายมาตรการควบคู่กัน ทั้งการลดการใช้พลังงาน ควบคุมราคา และสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ผันผวน และเตรียมพร้อมสำหรับความไม่แน่นอนในอนาคต

    มาตรการรับมือประเทศไทย

    ไทยใช้มาตรการผสมผสานทั้งการ “ลดใช้” และ “คุมตลาด” โดยสนับสนุนการทำงานจากที่บ้านเพื่อลดการเดินทาง ควบคู่กับการสั่งห้ามกักตุนและจำหน่ายสินค้าเกินราคา รวมถึงการตรึงราคาน้ำมันเพื่อช่วยพยุงค่าครองชีพ นอกจากนี้ยังเร่งนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และเพิ่มการสำรองพลังงาน เพื่อเสริมความมั่นคงในระยะยาว

    มาตรการรับมือประเทศเวียดนาม

    เวียดนามเน้นลดการใช้พลังงานและรักษาเสถียรภาพราคา โดยสนับสนุนการทำงานจากที่บ้านเช่นกัน พร้อมทั้งลดภาษีนำเข้าน้ำมัน และใช้กองทุนรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเข้ามาช่วยพยุงราคาไม่ให้ผันผวนมากเกินไป

    มาตรการรับมือประเทศอินโดนีเซีย

    อินโดนีเซียมุ่งไปที่การลดการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิล ด้วยการผลักดันการใช้ไบโอดีเซลเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันยังตรึงราคาน้ำมันโดยให้รัฐรับภาระต้นทุน และกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันไปยังประเทศอื่น เช่น สหรัฐอเมริกา เพื่อลดความเสี่ยงด้านอุปทาน

    มาตรการรับมือประเทศเมียนมา

    เมียนมาใช้มาตรการควบคุมการใช้น้ำมันโดยตรง ผ่านระบบจำกัดการใช้รถยนต์แบบวันคู่–วันคี่ เพื่อลดความต้องการใช้น้ำมันในภาพรวม พร้อมออกคำสั่งห้ามกักตุนและจำหน่ายน้ำมันเกินราคาอย่างเข้มงวด

    มาตรการรับมือประเทศฟิลิปปินส์

    ฟิลิปปินส์เน้นลดการใช้พลังงานและช่วยเหลือประชาชน โดยกำหนดให้หน่วยงานภาครัฐทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน เพื่อลดการเดินทาง พร้อมทั้งขยายเงินอุดหนุนเชื้อเพลิงให้กลุ่มเปราะบาง รวมถึงเตรียมควบคุมค่าไฟฟ้า และเพิ่มสัดส่วนการใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนพลังงาน

    มาตรการรับมือประเทศมาเลเซีย

    มาเลเซียเลือกใช้มาตรการตรึงราคาน้ำมันเป็นหลัก โดยให้ภาครัฐรับภาระต้นทุน เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาพลังงานส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง

    มาตรการรับมือประเทศลาว

    ลาวมุ่งลดการใช้น้ำมันและส่งเสริมพลังงานทางเลือก โดยสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียน ควบคู่กับการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันในระยะยาว

    มาตรการรับมือประเทศสิงคโปร์

    สิงคโปร์เน้นมาตรการเชิงโครงสร้าง โดยใช้กลไกสำรองพลังงานและบริหารจัดการอุปทาน เพื่อให้มีพลังงานเพียงพอในช่วงวิกฤติ พร้อมทั้งวางระบบรองรับวิกฤติพลังงานในระยะยาวอย่างเป็นระบบ

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/tcc_media/countermeasures-asean/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3E32XyZlEz30ey0Gm-9WDR

  • จังหวัดสุรินทร์ กระชับความร่วมมือมณฑลกุ้ยโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน มุ่งพัฒนาการศึกษาและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

    จังหวัดสุรินทร์ กระชับความร่วมมือมณฑลกุ้ยโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน มุ่งพัฒนาการศึกษาและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

    จังหวัดสุรินทร์ กระชับความร่วมมือมณฑลกุ้ยโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน มุ่งพัฒนาการศึกษาและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน


    19/03/2569 | 7 |

    วันที่ 18 มีนาคม 2569 ณ นครกุ้ยหยาง มณฑลกุ้ยโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน

    คณะผู้แทนจังหวัดสุรินทร์ นำโดย นายจำเริญ แหวนเพชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ พร้อมด้วย นายกิตติ สัตย์ซื่อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นางชุติมา บุญประเสริฐสิทธิ์ พัฒนาการจังหวัดสุรินทร์ และคณะจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร. ฉลอง สุขทอง อธิการบดี พร้อมด้วยผู้บริหารและคณาจารย์ ได้เข้าร่วมการประชุมหารือกับผู้บริหารระดับสูงของมณฑลกุ้ยโจว ประกอบด้วย นายหลี ปิ่นจุน ผู้ว่าราชการมณฑลกุ้ยโจว รองผู้ว่าราชการมณฑล เลขานุการรัฐบาลมณฑล อธิบดีหน่วยงานสำคัญ อาทิ กรมการศึกษา กรมการเกษตรและการฟื้นฟูชนบท สำนักงานการต่างประเทศ รองประธานสภากาชาด และอธิการบดีมหาวิทยาลัยการเงินและเศรษฐศาสตร์กุ้ยโจว

    การประชุมดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือระหว่างจังหวัดสุรินทร์และมณฑลกุ้ยโจว ในด้านการศึกษา การวิจัย การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน

    ในการนี้ คณะผู้แทนฯ ได้ศึกษาดูงานพื้นที่ต้นแบบของมณฑลกุ้ยโจว ได้แก่ หมู่บ้าน Shi Li Ci Li ในเขต Longli County ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน และโรงงานอุตสาหกรรมการผลิต “สาลีหนาม” ที่มีการพัฒนาเป็นห่วงโซ่อุตสาหกรรมครบวงจร ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป และการสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นตัวอย่างสำคัญของการพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างเป็นรูปธรรม

    ผลจากการประชุมและการศึกษาดูงานในครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องในการส่งเสริมความร่วมมือในประเด็นสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรและงานวิจัยร่วม การแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากร การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การเกษตรสมัยใหม่ และการพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาพื้นที่จังหวัดสุรินทร์

    ทั้งนี้ จังหวัดสุรินทร์และมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ขอขอบคุณหน่วยงานที่ให้การสนับสนุน โดยเฉพาะหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) รวมถึงขอขอบคุณมณฑลกุ้ยโจวที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น และสนับสนุนการจัดกิจกรรมศึกษาดูงานในพื้นที่ต้นแบบ

    การเยือนครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาความร่วมมือระหว่างจังหวัดสุรินทร์และมณฑลกุ้ยโจว อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://surin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/171/iid/486684&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SmnK4ZB4Ay4tYzbZ3VvqV

  • แรงบันดาลใจจาก

    แรงบันดาลใจจาก

    ในวงการวิทยาศาสตร์ บางครั้งความผิดพลาดในแล็บก็มีค่ามากกว่าผลลัพธ์ที่ตั้งใจไว้เสียอีก และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับทีมวิจัยจาก Georgia Tech ที่ในที่สุดนำไปสู่การพัฒนาฟิล์มบรรจุภัณฑ์ชีวภาพที่อาจเปลี่ยนอุตสาหกรรมพลาสติกได้

    เริ่มต้นจากแมลงด้วงสีขาว

    Jie Wu นักศึกษาระดับปริญญาเอกด้านวิศวกรรมศาสตร์ กำลังศึกษาแมลงด้วง Cyphochilus ซึ่งเป็นแมลงที่มีเปลือกสีขาวสดใสหาได้จากแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป้าหมายแรกเริ่มคือการหาสารสีขาวตามธรรมชาติที่นำมาใช้ในกระดาษและสีทาบ้านได้ เปลือกของแมลงชนิดนี้ทำมาจาก “ไคติน” (Chitin) ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่งที่พบได้ในเปลือกกุ้ง ปู และกั้ง

    Jie เริ่มต้นด้วยการสกัดนาโนไฟเบอร์ไคตินจากเปลือกปูที่เป็นขยะอาหาร แต่แทนที่จะได้วัสดุสีขาวตามที่คาดไว้ กลับได้ฟิล์มใสหนาแน่นที่ไม่มีรูพรุนอย่างที่ต้องการ ด้วยความอยากรู้ Jie จึงวัดค่าการซึมผ่านของออกซิเจนผ่านฟิล์มนั้น และผลที่ได้คือสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด ฟิล์มนี้ยอมให้ออกซิเจนผ่านได้น้อยกว่าพลาสติกบรรจุภัณฑ์ทั่วไปหลายชนิด

    การค้นพบโดยบังเอิญในปี 2014 นี้ทำให้ทีมวิจัยเปลี่ยนทิศทางการศึกษาจากเรื่องสีมาสู่บรรจุภัณฑ์โดยสิ้นเชิง

    ปัญหาของพลาสติกที่โลกกำลังแบกรับ

    บรรจุภัณฑ์พลาสติกถูกใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมอาหาร ยา และสินค้าดูแลส่วนบุคคล โดยมีหน้าที่หลักในการป้องกันความชื้นและออกซิเจนไม่ให้เข้าถึงสินค้า แต่ปัญหาคือบรรจุภัณฑ์ส่วนใหญ่ทำจากพลาสติกหลายชั้นที่รีไซเคิลได้ยาก และมักถูกทิ้งเป็นขยะหลังใช้ครั้งเดียว ทีมวิจัยทั่วโลกจึงพยายามหาทางเลือกที่ย่อยสลายได้โดยไม่สูญเสียประสิทธิภาพ

    ในปี 2018 ทีมของ Georgia Tech ก้าวหน้าครั้งสำคัญด้วยการใช้เทคนิค Spray Coating เพื่อวางชั้นไคตินและเซลลูโลสนาโนสลับกัน เซลลูโลสเป็นคาร์โบไฮเดรตโพลิเมอร์จากพืช และมีประจุไฟฟ้าตรงข้ามกับไคติน ทำให้ทั้งสองวัสดุดึงดูดกันได้ดีและสร้างฟิล์มที่หนาแน่นกว่าการใช้วัสดุแต่ละชนิดเพียงอย่างเดียว

    อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรคสำคัญอีกข้อ นั่นคือความชื้น เมื่อโดนน้ำ ฟิล์มจะพองตัวและยอมให้ออกซิเจนซึมผ่านได้มากขึ้น

    จนกระทั่งในปี 2024 ทีมวิจัยพบว่าการรวม Carboxymethylcellulose (ส่วนผสมที่พบในไอศกรีม) กับกรดซิตริก สามารถสร้างฟิล์มที่ต้านทานไอน้ำได้ กรดซิตริกทำหน้าที่สร้างพันธะเชื่อมโยงระหว่างโมเลกุลของเซลลูโลส ช่วยลดการดูดซึมความชื้นอย่างมีนัยสำคัญ

    ความสำเร็จล่าสุดที่พร้อมเผชิญโลกจริง

    งานวิจัยที่เผยแพร่ในเดือนตุลาคม 2025 พบว่าเมื่อนวัตกรรมทั้งสองมารวมกัน จะได้เป็นฟิล์มชีวภาพที่กั้นทั้งออกซิเจนและความชื้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ การทดสอบพบว่าแม้ในสภาวะความชื้นสัมพัทธ์ 80% ฟิล์มยังคงทำงานได้ใกล้เคียงหรือดีกว่าพลาสติกบรรจุภัณฑ์ทั่วไป อีกทั้งวัสดุทั้งหมดเป็นทรัพยากรหมุนเวียน ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ และสามารถทำปุ๋ยหมักได้

    ขณะนี้ทีมได้ยื่นจดสิทธิบัตรหลายรายการแล้ว และกำลังร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อนำไปสู่การใช้งานจริง แม้การสเกลอัปสู่ระดับอุตสาหกรรมยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี เนื่องจากห่วงโซ่อุปทานของวัสดุชีวภาพเหล่านี้ยังมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับพลาสติกทั่วไป

    ในภาพรวม เมื่อรัฐบาลทั่วโลกเร่งออกกฎหมายจำกัดพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง และบริษัทใหญ่ตั้งเป้าหมายด้านความยั่งยืนมากขึ้น ฟิล์มชีวภาพประเภทนี้อาจกลายเป็นหนึ่งในคำตอบที่โลกกำลังมองหา

    ที่มา: The Conversation

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/sustainable-focus/biodegradable-plant-based-packaging-chitin-cellulose&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25E_1cmRLYpITNbc1yJ_NS

  • การประชุมคณะกรรมการการเงินและทรัพย์สิน (กบง.) ครั้งที่ 83 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    การประชุมคณะกรรมการการเงินและทรัพย์สิน (กบง.) ครั้งที่ 83 — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/121686/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DSr9r5TpmG9BKPDLqq-EK

  • BOI – กระทรวง อว. ไว้ใจ CITE – DPU ยกระดับผู้ประกอบการไทย เพิ่มทักษะการซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่รองรับอุตสาหกรรมรถ EV – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    BOI – กระทรวง อว. ไว้ใจ CITE – DPU ยกระดับผู้ประกอบการไทย เพิ่มทักษะการซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่รองรับอุตสาหกรรมรถ EV – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – CITE – DPU ภายใต้การสนับสนุนของ BOI และ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  จัดอบรมหลักสูตร การซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่” ผ่านโครงการ BOI STEM++ เพื่อเร่งพัฒนาทักษะผู้ประกอบการให้ทันต่อเทคโนโลยียานยนต์ EV และยานยนต์สมัยใหม่ หลักสูตรเข้มเน้นทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ ครอบคลุมรถ EV ไฮบริด แบตเตอรี่ ระบบชาร์จ และซอฟต์แวร์ควบคุม เสริมความร่วมมือภาคการศึกษาอุตสาหกรรม และผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสมัยใหม่ในอนาคต

    วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี (CITE) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดพิธีเปิดการอบรมหลักสูตร “การซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่ (Modern Automotive Maintenance ) รุ่นที่ 1 ระหว่างวันที่ 9-25 มีนาคม 2569 โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านยานยนต์ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ โดย ผศ.ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายงานวิชาการ DPU เป็นประธานในพิธี และ ผศ.ดร. ชัยพร เขมะภาตะพันธ์ คณบดี CITE เป็นผู้ดำเนินการอบรม ซึ่งมีผู้เข้าร่วมอบรมกว่า 300 คน ร่วมในพิธี ณ ห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ อาคาร 7 DPU

    ผศ.ดร.พัทธนันท์ กล่าวว่า ในการเปิดอบรมหลักสูตรการซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่ครั้งนี้ เป็นที่น่ายินดีว่ามีผู้สนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของบุคลากรต่อการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่ในปี 2568 คาดว่ามีรถยนต์ EV ประมาณ 20 ล้านคัน ราว 1 ใน 4 ของรถยนต์ใหม่ทั่วโลก ขณะที่ประเทศไทยเองก็มีนโยบายสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรม EV อย่างจริงจัง ทั้งมาตรการส่งเสริมการลงทุนของ BOI และการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีด้านยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ ระบบช่วยขับขี่ หรือระบบอัจฉริยะต่าง ๆ ล้วนเป็นส่วนสำคัญของ Ecosystem ด้านยานยนต์สมัยใหม่ หวังว่าผู้เข้าร่วมอบรมจะได้รับทั้งความรู้ ประสบการณ์ และเครือข่ายความร่วมมือ สามารถต่อยอดการทำงานและร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม EV ต่อไปในอนาคต

    ด้าน ผศ.ดร.ชัยพร กล่าวว่า ในอีกไม่นาน สัดส่วนการใช้งานรถยนต์สันดาปภายใน รถยนต์ EV และรถยนต์ไฮบริดในประเทศไทยน่าจะมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน และสัดส่วนของรถยนต์ EV และไฮบริดรวมกันจะมากกว่ารถยนต์สันดาปภายในอย่างแน่นอน  สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมที่กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง บทบาทของ CITE DPU ซึ่งมีการเปิดสอนหลักสูตรระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ซึ่งมีทั้งเครือข่ายผู้ประกอบการ ผู้ผลิต เช่น วิทยาลัยเทคโนโลยียานยนต์โตโยต้า Autel AU-EV API-Tech และบุคลากรที่มีศักยภาพในการสนับสนุนผู้ประกอบการและบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์ให้สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีจากยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์ไฮบริดได้  ซึ่งมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น จำเป็นต้องมีการยกระดับองค์ความรู้และทักษะใหม่ ๆ โดยเฉพาะการเสริมองค์ความรู้และการใช้เครื่องมือวิเคราะห์ในการตรวจสอบและซ่อมบำรุง หลักสูตรการอบรมครั้งนี้ ได้ออกแบบให้มีทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ โดยผู้เข้าร่วมอบรมจะได้รับทักษะด้านการบำรุงรักษายานยนต์สมัยใหม่ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไฮบริด ระบบแบตเตอรี่และการชาร์จ รวมถึงการทำงานของระบบอัจฉริยะในยานยนต์ที่มีการควบคุมผ่านระบบสมองกลและซอฟต์แวร์ต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง การที่ผู้ประกอบการได้เพิ่มพูนทักษะในการวิเคราะห์และเครื่องมือจะทำให้ช่วยยกระดับมาตรฐานการให้บริการของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมมีมาตรฐานใกล้เคียงกันมากขึ้น

    ผศ.ดร.ชัยพร กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้ยังช่วยสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรร่วมกันในระยะยาว นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับแนวทางของภาครัฐและ BOI ที่มุ่งยกระดับกำลังคนของประเทศให้พร้อมรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต นอกจากนี้ความร่วมมือดังกล่าวยังเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพนักศึกษา DPU ที่มีโอกาสเรียนรู้จากผู้ประกอบการตัวจริงในอุตสาหกรรม เกิดเครือข่ายความร่วมมือที่เอื้อต่อการฝึกงานและการทำงานในอนาคต รวมถึงได้รับประสบการณ์จากเทคโนโลยีและโจทย์การทำงานจริงของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยยกระดับทักษะและความพร้อมของบัณฑิตให้สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานด้านยานยนต์สมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรองรับทิศทางการลงทุนในอุตสาหกรรม EV ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมยานยนต์

    รศ.ดร.ยศพงษ์ ลออนวล หัวหน้าศูนย์วิจัย Mobility & Vehicle Technology Research Center มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในฐานะนายกสมาคมกิตติมศักดิ์ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า การจัดอบรมด้านการซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่ถือเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย เนื่องจากการพัฒนาอุตสาหกรรมไม่ได้มีเพียงมิติของการผลิตเท่านั้น แต่ยังต้องสร้างระบบรองรับการใช้งานจริง ทั้งด้านการบริการและการซ่อมบำรุง โดยเฉพาะผู้ประกอบการอู่ซ่อมรถรายย่อยที่เคยมีประสบการณ์กับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปเป็นหลัก จำเป็นต้องปรับตัวและยกระดับองค์ความรู้ให้สามารถดูแลรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดได้ ซึ่งเทคโนโลยีของยานยนต์สมัยใหม่มีความแตกต่างจากเดิมอย่างมาก ทั้งระบบไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และซอฟต์แวร์ควบคุม จึงต้องอาศัยการเรียนรู้และฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง

    การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้เติบโตอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการในระบบบริการซ่อมบำรุง ภาครัฐควรมีบทบาทในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านการซ่อมบำรุงจากผู้ผลิตผ่านนโยบายหรือกฎหมายที่เหมาะสม ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์เองก็ควรพิจารณาสร้างเครือข่ายอู่ซ่อมบำรุงที่ได้รับการรับรอง เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถให้บริการได้ตามมาตรฐาน และเมื่อมีอู่ที่มีความเชี่ยวชาญเพิ่มขึ้น จะช่วยลดต้นทุนการซ่อมบำรุงและส่งผลดีต่อระบบประกันภัยในอนาคต ที่สำคัญผู้ประกอบการเองก็ต้องพัฒนาทักษะและองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปรับตัวทันกับเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งการจัดอบรมครั้งนี้โดยมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จึงเป็นส่วนหนึ่งในรูปแบบที่สามารถช่วยพัฒนาศักยภาพให้กับผู้ประกอบการไทยได้” รศ.ดร.ยศพงษ์ กล่าว

    นายสืบพงศ์ ปราบใหญ่ ผู้เข้าร่วมอบรมรุ่นแรก กล่าวว่า การเข้าร่วมอบรมในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มเติมองค์ความรู้ที่ทันสมัยให้ถูกต้อง เพื่อนำไปถ่ายทอดต่อให้กับผู้อื่นในฐานะนักวิชาการ โดยเห็นว่าหลักสูตรมีเนื้อหาครอบคลุมเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ และขอชื่นชมบทบาทของ DPU ที่จัดหลักสูตรสะท้อนแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้อย่างชัดเจน ทำหน้าที่บูรณาการองค์ความรู้จากแหล่งต่าง ๆ มาให้บริการวิชาการแก่ประชาชนทำให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้เรียนรู้จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญหลายสาขาทั้งจากภาครัฐและเอกชน และขอบคุณหน่วยงานอย่าง BOI และ กระทรวง อว. ที่สนับสนุนให้เกิดโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรลักษณะนี้ขึ้น

    นายสมควร อ่าวนิล ผู้ประกอบการอู่สมควรการช่าง จ.ลพบุรี กล่าวว่า การเข้าร่วมอบรมหลักสูตรการซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่ครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาและเรียนรู้เทคโนโลยียานยนต์ระบบใหม่ ๆ เนื่องจากที่ผ่านมาแหล่งเรียนรู้ด้านยานยนต์ EV และไฮบริดยังมีไม่มาก อีกทั้งการอบรมในหลายแห่งมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แต่ หลักสูตรของ DPU ให้บริการโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ให้ความรู้ครอบคลุมด้านยานยนต์สมัยใหม่หลายระบบ มี Workshop ทำให้เข้าใจได้อย่างดีสามารถนำไปให้บริการลูกค้าได้จริง นอกจากนี้การเข้าร่วมอบรมยังช่วยสร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบการรายอื่น สามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และยกระดับมาตรฐานของอู่นอกให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นด้วย

    ทั้งนี้ โครงการอบรมหลักสูตร การซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่ (Modern Automotive Maintenance)” มีเป้าหมายเพื่อยกระดับศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ โดยเสริมทั้งความรู้ภาคทฤษฎีและทักษะภาคปฏิบัติด้านการบำรุงรักษาและวิเคราะห์ระบบยานยนต์ EV ยานยนต์ไฮบริด ระบบแบตเตอรี่ การติดตั้งสถานีชาร์จ และการปรับแต่งซอฟต์แวร์ควบคุมยานยนต์ ตลอดจนพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการทำงานเป็นทีม เพื่อรองรับตำแหน่งงานใหม่ในอุตสาหกรรม เช่น EV Technician, Hybrid System Specialist และผู้เชี่ยวชาญด้านระบบวิเคราะห์ยานยนต์ หลักสูตรแบ่งการเรียนรู้เป็น 6 Modules ผสมผสานการบรรยายและเวิร์กช็อปภาคปฏิบัติ จัดอบรมแบบ Onsite รวม 14 วัน เปิดอบรมรุ่นละ 270 คน จำนวน 4 รุ่น ระหว่างเดือนมีนาคมมิถุนายน 2569 คาดว่าจะมีผู้ผ่านการอบรมรวม 1,080 คน นอกจากผู้เข้าอบรมไม่เสียค่าใช้จ่าย ยังได้รับการสนับสนุนค่าเดินทาง อุปกรณ์เครื่องมือวิเคราะห์การทำงานของรถยนต์ รวมทั้งมีอาหารกลางวันอีกด้วย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างกำลังคนคุณภาพรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในอนาคต

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/03/18/626399/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GpuYYM0pfMpRfCrp-h5-l