Category: วัฒนธรรม

  • จุฬาฯ เชิญชวนนิสิตส่งผลงานประกวดชิงรางวัล “เงินทุนภูมิพล”

    จุฬาฯ เชิญชวนนิสิตส่งผลงานประกวดชิงรางวัล “เงินทุนภูมิพล”

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    จุฬาฯ เชิญชวนนิสิตส่งผลงานประกวดชิงรางวัล “เงินทุนภูมิพล” ปีการศึกษา 2568

    สำนักบริหารกิจการนิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเชิญชวนนิสิตจุฬาฯ ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดเพื่อชิงรางวัลใน “เงินทุนภูมิพล” ประจำปีการศึกษา 2568 โดยเปิดโอกาสให้นิสิตแสดงศักยภาพทางวิชาการและความคิดสร้างสรรค์ผ่านผลงาน 2 ประเภท ได้แก่

    • ประเภทเรียงความ ในหัวข้อ “จริยธรรมกับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI)” ชิงเงินรางวัลสูงสุด 15,000 บาท
    • ประเภทบทความวิชาการ ในหัวข้อ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง : พระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อสังคมไทย” ชิงเงินรางวัลสูงสุด 30,000 บาท

                นิสิตสามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้ทั้ง 2 ประเภท โดยเปิดรับผลงานตั้งแต่บัดนี้ – 19 มิถุนายน 2569 ณ สำนักบริหารกิจการนิสิต ชั้น 2 อาคารจุลจักรพงษ์ หรือทางอีเมล Thansiri.a@chula.ac.th ประกาศผลในวันที่ 3 สิงหาคม 2569

                สแกน QR code ในโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์เพื่ออ่านรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสอบถามได้ที่ Facebook : https://www.facebook.com/StudentAffair.CU/?locale=th_TH

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/294220/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2su9pDSiSY9HzU4IFvOqjt

  • สธ. ผนึก 6 ภาคี ลงนาม MOU ยกระดับการวิจัยทางคลินิก มุ่งสู่ศูนย์กลางภูมิภาค

    สธ. ผนึก 6 ภาคี ลงนาม MOU ยกระดับการวิจัยทางคลินิก มุ่งสู่ศูนย์กลางภูมิภาค

    “กระทรวงสาธารณสุข” ผนึก 6 หน่วยงาน ลงนาม MOU ส่งเสริมการศึกษาวิจัยทางคลินิกด้านยาและวัคซีน มุ่งยกระดับระบบการวิจัยทางคลินิกของประเทศให้ทัดเทียมสากล

    วันที่ 19 มีนาคม 2569 ณ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ เรื่องการส่งเสริมการศึกษาวิจัยทางคลินิกสำหรับผลิตภัณฑ์ยาและวัคซีน พร้อมผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขร่วมเป็นสักขีพยาน โดยมีภาคีเครือข่ายด้านการวิจัยและอุตสาหกรรมยา 6 หน่วยงาน เข้าร่วมลงนาม ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา มูลนิธิส่งเสริมการศึกษาวิจัยในคนในประเทศไทย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สถาบันวัคซีนแห่งชาติ สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ และสมาคมไทยอุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบัน

    นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การวิจัยทางคลินิกเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนายาและวัคซีนสมัยใหม่ และเป็นรากฐานของความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศ การยกระดับศักยภาพด้านนี้จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงยานวัตกรรมได้รวดเร็วขึ้น ควบคู่กับการลดการพึ่งพาการนำเข้ายาจากต่างประเทศ และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมยาและเทคโนโลยีการแพทย์ของไทยในระยะยาว โดยความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วน พัฒนาเครือข่ายวิจัยทางคลินิกให้มีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการอนุมัติ และยกระดับหน่วยวิจัยให้ได้มาตรฐานสากล

    ทางด้าน เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการฯ อย. กล่าวว่า การเข้าถึงการรักษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทยทุกคนที่ต้องเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม การวิจัยทางคลินิกจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยไทย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหายาก ได้เข้าถึงนวัตกรรมการรักษาเร็วขึ้น 

    ขณะเดียวกัน การพัฒนาระบบการวิจัยทางคลินิกของประเทศจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การลงนามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงภาครัฐ หน่วยวิจัย โรงพยาบาล และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาศักยภาพนักวิจัย สถานที่วิจัย และมาตรฐานจริยธรรมการวิจัย

    นอกจากนี้ การสนับสนุนการวิจัยทางคลินิกในประเทศ รวมถึงมาตรการอำนวยความสะดวกด้านการขึ้นทะเบียนยาและวัคซีน จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของหน่วยวิจัยไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ดึงดูดการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาจากต่างประเทศ และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกของภูมิภาคในอนาคต.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2921123&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw224htl9RcCk3MrUi7xVkRw

  • คาสิโอ สานต่อนโยบายหนุนการศึกษาไทย จัดประกวดแผนการเรียนรู้แบบสืบเสาะ  ด้วยการใช้เครื่องคำนวณวิทยาศาสตร์ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก

    คาสิโอ สานต่อนโยบายหนุนการศึกษาไทย จัดประกวดแผนการเรียนรู้แบบสืบเสาะ ด้วยการใช้เครื่องคำนวณวิทยาศาสตร์ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก

    วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.22 น.

    คาสิโอ สานต่อนโยบายหนุนการศึกษาไทย จัดประกวดแผนการเรียนรู้แบบสืบเสาะ

    ด้วยการใช้เครื่องคำนวณวิทยาศาสตร์ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก

    คาสิโอ สานต่อนโยบายหนุนการศึกษาไทย ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) จัดการประกวดเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะควบคู่กับสถานการณ์ปัญหาในชีวิตจริงด้วยเครื่องคํานวณวิทยาศาสตร์ ปีการศึกษา 2568 สำหรับครูคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ ระดับมัธยมศึกษา ภายใต้โครงการโรงเรียน     นำร่อง DSP พร้อมเผยโรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร คว้าชนะเลิศด้านคณิตศาสตร์ และโรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม ชนะเลิศด้านฟิสิกส์

    นายชินโกะ ยามากะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คาสิโอ สิงคโปร์ จํากัด สำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคของคาสิโอ เปิดเผยว่า คาสิโอได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาด้านการศึกษาของหลายประเทศทั่วโลก ทั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ยุโรป ตะวันออกกลาง และสหรัฐอเมริกา โดยได้สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเครื่องคำนวณวิทยาศาสตร์อย่างเหมาะสมในฐานะเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้   

    สำหรับประเทศไทย คาสิโอได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา และโรงเรียน   ต่าง ๆ  เพื่อขับเคลื่อนโครงการโรงเรียนนำร่อง DSP (Demonstration School Program) ทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา โดยโครงการได้ขยายครอบคลุมสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา 61 เขตทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 98% ของประเทศไทย และการประกวดเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะควบคู่กับสถานการณ์ปัญหาในชีวิตจริงด้วยเครื่องคํานวณวิทยาศาสตร์ ปีการศึกษา 2568  อยู่ภายใต้โครงการโรงเรียนนำร่อง DSP ที่จัดขึ้นในครั้งนี้ 

    ด้านนายซึเนโอะ นากาอิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คาสิโอ มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จํากัด กล่าวว่า การประกวดเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะฯ ได้จัดขึ้นสำหรับคุณครูรายวิชาคณิตศาสตร์และรายวิชาฟิสิกส์  เพื่อได้แสดงศักยภาพและทักษะการออกแบบกิจกรรมและสื่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ โดยใช้เครื่องคำนวณวิทยาศาสตร์ CASIO ClassWiZ เป็นเครื่องมือ มีโรงเรียนในสังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เข้าร่วมการประกวดทั้งสิ้น 77 ทีมทั่วประเทศ  ผ่านการคัดเลือกเข้ารอบชิงชนะเลิศจำนวน 16 ทีม แบ่งเป็น วิชาคณิตศาสตร์ 8 ทีม และวิชาฟิสิกส์จำนวน 8 ทีม จำนวน 15 โรงเรียน 14 พื้นที่การศึกษา  ทั้ง 16 ทีมนำเสนอผลงานผ่านรูปแบบโปสเตอร์ และได้รับการคัดเลือกเหลือ 6 ทีมเพื่อมานำเสนอผลงานรูปแบบวาจารอบสุดท้าย

    ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  ได้กล่าวว่า การจัดกิจกรรมการประกวดเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะควบคู่กับสถานการณ์ปัญหาในชีวิตจริงด้วยเครื่องคํานวณวิทยาศาสตร์ในครั้งนี้ ถือเป็นกิจกรรมที่มีความสําคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนคุณภาพ  การเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง สพฐ. สสวท. และ       คาสิโอ ภายใต้โครงการโรงเรียนนําร่อง DSP ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อพัฒนา ห้องเรียนต้นแบบในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการคิด การแก้ปัญหา และการใช้เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ของผู้เรียน

    ทั้งนี้ การพัฒนาคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน โดยมุ่งส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ที่ช่วยพัฒนาทักษะ การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการประยุกต์ใช้ความรู้ในชีวิตจริง อันเป็นทักษะสําคัญของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการและนโยบายของ สพฐ. ที่มุ่งเน้นการยกระดับการจัดการเรียนรู้ให้มีความทันสมัย ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) การบูรณาการเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงการพัฒนาศักยภาพครูให้สามารถออกแบบการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมและโลกยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ดร.สุพัตรา ผาดิวิสันติ์ รองผู้อำนวยการ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)  เปิดเผยว่า การประกวดครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ครูผู้สอนพัฒนาทักษะการออกแบบจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ(Inquiry-based Learning) ที่เชื่อมโยงกับสถานการณ์ปัญหาในชีวิตจริง และนำเครื่องมือทางเทคโนโลยีอย่างเครื่องคำนวณวิทยาศาสตร์ ClassWiZ มาใช้สนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ในรายวิชาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ 

    สิ่งสำคัญของการจัดกิจกรรมครั้งนี้ คือการมุ่งเน้นการพัฒนาการเรียนรู้ที่ส่งเสริมสมรรถนะการเรียนรู้เชิงรุกหรือ Active Learning ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกคิด วิเคราะห์ ทดลอง และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง และนับเป็นปีแรกที่ครูผู้สอนวิชาฟิสิกส์เข้าร่วมการประกวดร่วมกับครูคณิตศาสตร์ ซึ่งสะท้อนถึงการพัฒนาการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงศาสตร์ต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม 

    สำหรับโรงเรียนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในรายวิชาคณิตศาสตร์ ได้แก่ โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร จังหวัด หนองคาย จากแผนการเรียนรู้เรื่อง เอสเอ็มอี มิชชัน บ๊อกซ์ (SME MISSION BOX) ภารกิจบริหารความเสี่ยงและตรวจสอบคุณภาพสินค้าหลักความน่าจะเป็น   โรงเรียนราชดำริ กรุงเทพ ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่หนึ่ง เสนอแผนการเรียนรู้เรื่อง ไขความลับการสร้างสะพานด้วย พาราโบลาและรางวัลโปสเตอร์ยอดเยี่ยมจากการโหวตของคณะกรรมการและผู้เข้าแข่งขันทั้ง 16 ทีมและโรงเรียนเตรียมอุดมพัฒนาการเขลางค์นคร จังหวัด ลำปาง เสนอแผนการเรียนรู้ เรื่อง วิกฤตพลังงานในซองอาหาร เมื่ออัตราการทานชนะการเบิร์น  ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่สอง

    ด้านโรงเรียนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในรายวิชาฟิสิกส์ ได้แก่ โรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม 

    จากจังหวัด ปทุมธานี เสนอแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ภารกิจพิชิตกำแพงล่องหน  โรงเรียนตากพิทยาคม จังหวัดตากได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่หนึ่ง เสนอแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องการสลายและครึ่งชีวิตของธาตุกัมมันตรังสี และรางวัลโปสเตอร์ยอดเยี่ยม และโรงเรียนจะโหนงพิทยาคม  จังหวัดสงขลา ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่สอง เสนอแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ฟิสิกส์นิวเคลียร์ ที่นำใช้กับผลไม้ทำให้ยืดอายุผลิตภัณฑ์ทางเกษตรให้เน่าเสียช้าลง

    นางสาวหทัยรัตน์ นาราษฎร์ ครูคณิตศาสตร์ โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร จังหวัดหนองคาย           ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในรายวิชาคณิตศาสตร์ เปิดเผยว่า นอกจากการแข่งขันและได้รับรางวัลแล้ว ที่สำคัญ     คือการได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ได้รับคำแนะนำจากคณะกรรมการผู้ทรงวุฒิและเป็นแรงกระตุ้นให้สามารถเปลี่ยนแปลงห้องเรียนคณิตศาสตร์ให้สนุกเข้ากับชีวิตประจำวัน และนำเทคโนโลยีไปใช้เพื่อเรียนรู้ และในชีวิต    จริงได้ 

    ส่วนนางสาว วิจิตตา อำไพจิตต์  ครูฟิสิกส์ โรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม จังหวัดปทุมธานี ได้รับรางวัลชนะเลิศในรายวิชาฟิสิกส์ กล่าวว่า เครื่องคำนวณทางวิทยาศาสตร์มาช่วยสำหรับการออกแบบการเรียนการสอน โดยเฉพาะมุมประกอบในการเคลื่อนที่ให้นักเรียนกำหนดค่าได้เอง โดยเครื่องคิดเลขสามารถช่วยคิดคำนวณได้ถูกต้องแม่นยำ โดยมองว่าการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอนทำให้เพิ่มประสิทธิภาพได้ถูกต้องและแม่นยำ เสริมทักษะการเรียนรู้ของนักเรียนได้

    สำหรับคณะกรรมการตัดสิน การประกวดฯ ครั้งนี้  มาจากผู้ทรงคุณวุฒิของหน่วยงานและสถาบันการศึกษาของไทย ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  (สพฐ.)  สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

    ดร. รัชนิกร ชลไชยะ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หนึ่งในกรรมการ ด้านคณิตศาสตร์ ได้แสดงความคิดเห็นว่า การจัดการประกวดครั้งนี้ถือว่า เป็นโอกาสที่ดีของครูและของประเทศ   ที่มีการออกแบบแผนการเรียนการสอน ที่ทำให้ทราบว่า เครื่องคำนวณสามารถนำมาใช้สำหรับการเรียนการสอนได้จริง เครื่องคำนวณใช้ในการสืบเสาะข้อเท็จจริงได้ โดยเทคโนโลยีสามารถขับเคลื่อนความคิดได้ ในทิศทางในบริบทของสังคม ครูที่เข้ามาแข่งขันถือว่าเป็นกลุ่มที่กระตุ้นให้ประเทศสามารถจัดทำแผนการเรียนคณิตศาสตร์ไปได้ให้เร็วขึ้น

    อาจารย์อุรชา นุชเหลือบ สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) หนึ่งในกรรมการด้านฟิสิกส์ กล่าวว่า  นับว่าเป็นปีแรกที่มีวิชาฟิสิกส์เข้าร่วมแข่งขัน ทำให้คุณครูได้มานำเสนอแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน มีคณะกรรมการช่วยเสนอแนะมุมมองที่กว้างขึ้น และเป็นการแสดงความสามารถของคุณครูแต่ละท่าน   นอกจากนั้นยังสะท้อนให้เห็นว่ายุคปัจจุบันการสอนแบบเดิม  ไม่เพียงพอ การมีเทคโนโลยีมาช่วยสนับสนุนจะทำให้ก้าวหน้าและทันยุคมากขึ้

    นายชินโกะ ยามากะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คาสิโอ สิงคโปร์ จํากัด สำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคของคาสิโอ   กล่าวทิ้งทายว่า  “คาสิโอขอขอบคุณผู้ร่วมการแข่งขัน คณะกรรมการ และผู้สนับสนุนทุกหน่วยงานที่ทุ่มเท ความคิดสร้างสรรค์ และความมุ่งมั่นต่อการสร้างอนาคตของนักเรียน และขอให้การแข่งขันครั้งนี้เป็นโอกาสอันมีค่าในการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยน และการเติบโตไปด้วยกัน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/469722&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1X4_yiOXwObJWZOOVLnzS0

  • ทุบ ‘หม้อข้าว’ นักการเมือง ‘อภิสิทธิ์ชน’ บนภาษีประชาชน

    ทุบ ‘หม้อข้าว’ นักการเมือง ‘อภิสิทธิ์ชน’ บนภาษีประชาชน

    เปิดประชุมรัฐสภาสมัยที่ 27 นอกจากการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 แล้ว คงหนีไม่พ้นประเด็นร้อนที่กลับมาเขย่าความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อสถาบันนิติบัญญัติอีกครั้ง คือเรื่อง “สวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร”

    โดย หมอวรงค์” นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ได้ใช้พื้นที่ในห้องประชุมรัฐสภา เปิดแผลใหญ่ใจกลางที่ประชุมสภาฯ  เสนอให้รื้อสวัสดิการ สส. 3 ข้อ   คือ 

    1.ยกเลิกอาหารกลางวันฟรีในสภา ให้ สส.ซื้อกินเอง 2.ลดจำนวนผู้ช่วย สส. จาก 8 คน เหลือ 3 คน ซึ่งจะประหยัดงบประมาณได้ถึงปีละประมาณ 540 ล้านบาท ไม่เห็นด้วยกับการปรับขึ้นเงินเดือนผู้ช่วย สส. จาก 15,000 บาท เป็น 18,000 บาท และ 3.ปรับลดกองทุนบำนาญ สส.เพื่อลดภาระงบประมาณแผ่นดินในระยะยาว

    ข้อเสนอดังกล่าวจึงถูกเรียกว่า “ทุบหม้อข้าวนักการเมือง”

    การขยับตัวของ นพ.วรงค์ ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สร้างความไม่พอใจให้กับเพื่อนสมาชิกในสภาฯ อันทรงเกียรติแล้ว ยังเป็นการจุดไฟในโซเชียลมีเดียให้ลุกโชน ประชาชนเริ่มตั้งคำถามถึงความสมเหตุสมผลของ “อภิสิทธิ์ชน” ที่เหล่านักการเมืองได้รับ และเสียงสะท้อนว่าสวัสดิการเหล่านี้ดูจะสวนทางกับประสิทธิภาพการทำงานที่เห็นผ่านภาพสภาล่มซ้ำซาก และภาพการทิ้งขว้างอาหารราคาแพงในห้องอาหารรัฐสภาที่หลุดออกมาสู่สายตาชาวไทยอย่างต่อเนื่อง

    หากจะวิเคราะห์ถึงความไม่พอใจของประชาชน จำเป็นต้องกางรายละเอียดสิทธิประโยชน์ที่ สส.ไทยได้รับในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นระดับ “พรีเมียม” เมื่อเทียบกับอาชีพอื่นๆ เริ่มต้นที่ค่าตอบแทนรายเดือนที่รวมแล้วสูงถึง 113,560 บาท แบ่งเป็นเงินประจำตำแหน่ง 71,230 บาท และเงินเพิ่มอีก 42,330 บาท ทว่าตัวเลขนี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น เพราะสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้งบประมาณแผ่นดินคือสวัสดิการที่เอื้ออำนวยต่อการใช้ชีวิตอย่างมหาศาล

    ในด้านการทำงาน สส. 1 คน  มีสิทธิ์แต่งตั้งทีมงานส่วนตัวได้ถึง 8 ตำแหน่ง โดยรัฐเป็นผู้จ่ายเงินเดือนให้ทั้งหมด รวมเป็นงบประมาณกว่า 120,000 บาทต่อเดือนต่อ สส. ซึ่งมักถูกวิจารณ์ว่าเป็นช่องทางในการ “ฝากเลี้ยง” เครือญาติหรือหัวคะแนน นี่ยังไม่รวมถึงสิทธิ์การเดินทางที่เรียกได้ว่า “ฟรีทั่วไทย” ผ่านบัตรโดยสารเครื่องบินชั้นธุรกิจ สำหรับเที่ยวบินในประเทศ รถไฟชั้น 1 และรถโดยสารประจำทาง โดยที่ สส.แทบไม่ต้องควักกระเป๋าตัวเองแม้แต่บาทเดียวในการลงพื้นที่ปฏิบัติงาน หรือแม้แต่การกลับภูมิลำเนาในวันหยุด

    นอกจากนี้ดรามาที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความฟุ่มเฟือยคือ “งบอาหารและเครื่องดื่ม” ในวันประชุมสภาฯ ซึ่งถูกจัดสรรไว้ในระดับหัวละเกือบ 1,000 บาทต่อวัน โดยจัดเป็นบุฟเฟต์หรูและข้าวกล่องคุณภาพสูง ซึ่งบ่อยครั้งถูกตรวจพบว่ามีปริมาณเหลือทิ้งขว้างมหาศาล หรือมีการหิ้วกลับบ้านในลักษณะที่น่าเกลียด

    สิทธิประโยชน์เหล่านี้เมื่อรวมกับสิทธิในการถือ “หนังสือเดินทางทูต” สีแดง ที่ สส.บางรายได้รับ ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของชนชั้นพิเศษที่แยกตัวออกจากความลำบากของประชาชนทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

    ประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักหน่วงที่สุดคือ สิ่งที่ประชาชนเรียกว่า “บำนาญ สส.” แม้ในทางกฎหมายจะถูกยกเลิกไปแล้ว แต่ได้ถูกชุบชีวิตใหม่ภายใต้ชื่อ “พ.ร.บ.กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ.2556ซึ่งมีผลบังคับใช้มาจนถึงปัจจุบัน กองทุนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจ่าย “เงินทุนเลี้ยงชีพ” รายเดือนให้กับอดีตสมาชิกที่ส่งเงินสมทบ โดยอ้างอิงจากระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง

    ซึ่งตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาข้อ 29 ล่าสุด หาก สส.ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ (48-96 เดือน) จะได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพรายเดือนถึง 35% ของเงินประจำตำแหน่ง หรือประมาณ 24,930 บาทต่อเดือน และหากเป็นนักการเมืองรุ่นเก๋าที่อยู่นานกว่า 24 ปี (288 เดือนขึ้นไป) สัดส่วนจะพุ่งสูงถึง 60% หรือประมาณ 42,738 บาทต่อเดือน

    ยิ่งไปกว่านั้น กองทุนนี้ยังใจดีถึงขั้นครอบคลุมผู้ที่อยู่ในตำแหน่งไม่ถึง 1 ปี โดยให้รับเงิน 30% ของเงินประจำตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นสิทธิประโยชน์ที่หาไม่ได้ในระบบราชการหรืองานเอกชนหรือทั่วไป

    นอกจากเงินรายเดือน ล่าสุดคือการปรับเพิ่มเงินช่วยเหลือกรณี “ทุพพลภาพ” จากเดิม 5,000 บาท เป็น 15,000 บาทต่อเดือน พร้อมด้วยสิทธิค่ารักษาพยาบาลหลังพ้นตำแหน่งปีละไม่เกิน 130,000 บาท และทุนการศึกษาบุตรตั้งแต่ ป.1 จนจบปริญญาตรีสำหรับบุตร 2 คนแรก

    นี่คือสวัสดิการที่ดูแลไปถึงทายาท ซึ่งกลายเป็นปมคำถามสำคัญว่า เหตุใดรัฐบาลจึงมีงบประมาณดูแลครอบครัวนักการเมืองได้ดีขนาดนี้ ในขณะที่งบประมาณด้านการศึกษาและสาธารณสุขของประชาชนยังคงขาดแคลน

    เมื่อนำสวัสดิการเหล่านี้มาวางเทียบกับ “ข้าราชการไทย” จะพบความลักลั่นที่น่าขมขื่น ข้าราชการชั้นผู้น้อยต้องใช้เวลาตรากตรำทำงานถึง 25-30 ปี เพื่อให้ได้เงินบำนาญในระดับ 15,000-25,000 บาท แต่ สส.กลับใช้เวลาเพียง 4 ปีในการคว้าสิทธิที่เทียบเท่าหรือสูงกว่า สิทธิการเบิกค่ารักษาพยาบาลของ สส.ทั้งไป ที่มีวงเงินเฉพาะ 100,000 บาทต่อครั้ง ยังดูเป็นอภิสิทธิ์ชนที่เหนือกว่าข้าราชการบำนาญที่ต้องรอคิวในโรงพยาบาลรัฐภายใต้ข้อจำกัดของกรมบัญชีกลาง

    ในมิติของ “สถานการณ์โลก” ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างประเทศสหราชอาณาจักร มีหน่วยงานอิสระที่ชื่อว่า IPSA (Independent Parliamentary Standards Authority) ทำหน้าที่ตรวจสอบและควบคุมสวัสดิการ สส.อย่างเข้มงวด สส.อังกฤษต้องเปิดเผยใบเสร็จทุกใบที่เบิกจ่าย และไม่มีระบบ “เงินทุนเลี้ยงชีพ” ที่ใจกว้างขนาดไทย หากเปรียบเทียบกับค่าครองชีพและรายได้ต่อหัวของประชากร สวัสดิการ สส.ไทยถือว่าอยู่ในระดับที่สูงจนเกินความเหมาะสม เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของโลก ส่งผลให้เกิดข้อสรุปทางสังคมว่า สวัสดิการเหล่านี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อ “สนับสนุนการทำงาน” แต่เป็นการ “ปูพรมความสบาย” ให้นักการเมืองอาชีพมากกว่า

    ท่าทีของ สส.คนสำคัญอย่าง นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภาคนใหม่ ตอบโต้ข้อเสนอของ หมอวรงค์ ว่า “ตลก” หลังจากถูกทัวร์ลง จึงชี้แจงว่า “ตลก คือพูดในเวลาที่ไม่เหมาะสม ไม่เกิดประโยชน์ เพราะเรื่องนี้เขาพูดมานานแล้วในสมัยที่แล้วหลายพรรคก็พูด ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พูดถึงพรรคประชาชน แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไข เมื่อผมมาทำงานก็ตระหนักเรื่องนี้แล้ว ที่ตลกเพราะผมเข้าใจว่าไม่ใช่เรื่องใหม่”

    ขณะที่ “พรรคประชาชน” กลับติดหล่มคำถามเรื่องย้อนแย้งและความสม่ำเสมอ แม้ สส.ในพรรคจะเคยอภิปรายตัดงบประมาณแผ่นดินที่ฟุ่มเฟือยอย่างดุดัน แต่ในทางปฏิบัติ สส.พรรคส้ม ยังถูกตรวจสอบพบว่าใช้สิทธิประโยชน์ผู้แทนอันทรงเกียรติอย่างครบถ้วน จนถูกตราหน้าว่า “ดีแต่พูด แต่ไม่ทำ”

    ดังนั้น หากสภาผู้แทนราษฎรยังไม่ยอมปฏิรูปตนเอง ใช้ภาษีประชาชนอย่างฟุ่มเฟือยไม่คุ้มค่า ความศรัทธาของประชาชนต่อระบอบประชาธิปไตยด้วยระบบตัวแทน อาจจะพังทลายลงได้!.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/dominate-the-situation-news/966349/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gW9W6v-gw6KV-Ipdhd3oE

  • “เพนตากอน” ของบกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ ทำสงครามอิหร่าน

    “เพนตากอน” ของบกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ ทำสงครามอิหร่าน

    กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เสนอของบมหาศาล 200,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 6.56 ล้านล้านบาท เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน ขณะที่รัฐบาลทรัมป์เริ่มหารือแผนส่งทหารภาคพื้นดินบุกยึดเกาะคาร์ก ศูนย์กลางส่งออกน้ำมันหลัก และเข้าควบคุมคลังยูเรเนียมของเตหะราน

    วอชิงตันโพสต์รายงานว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ  ได้ยื่นคำขอไปยังทำเนียบขาวเพื่ออนุมัติงบประมาณจากสภาคองเกรสสูงถึง 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.56 ล้านล้านบาท) เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการโจมตีอิหร่านที่ยังคงดำเนินอยู่ โดยงบจำนวนมหาศาลนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเร่งขยายสายการผลิตอาวุธสำคัญที่เริ่มขาดแคลน หลังจากการสู้รบเปิดฉากขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์

    ข้อมูลระบุว่า ค่าใช้จ่ายในสงครามครั้งนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในสัปดาห์แรกเพียงสัปดาห์เดียว สหรัฐฯ สูญเสียงบประมาณไปแล้วกว่า 11,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เสนอปรับเพิ่มงบประมาณป้องกันประเทศในปี 2027 ขึ้นเป็น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 50% จากปีก่อนหน้า

    นอกเหนือจากงบประมาณ มีรายงานว่ารัฐบาลทรัมป์กำลังพิจารณาแผนส่งกองกำลังทหารราบหลายพันนายไปยังตะวันออกกลาง เพื่อเปิดทางเลือกในการปฏิบัติการที่เข้มข้นขึ้น เช่นการยึดเกาะคาร์ก แหล่งข่าวระบุว่ามีการหารือถึงการส่งทหารบกเข้าควบคุมเกาะที่เป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันถึง 90% ของอิหร่าน แทนที่จะทำลายทิ้ง เพื่อรักษาโครงสร้างพื้นฐานที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ

    รวมถึงการคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ โดยอาจมีการส่งทหารประจำการตามชายฝั่งอิหร่านเพื่อรับประกันความปลอดภัยของเรือบรรทุกน้ำมัน และยังมีการพูดถึงการใช้หน่วยรบพิเศษเข้าควบคุมคลังสะสมยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่าน ซึ่งถือเป็นภารกิจที่มีความเสี่ยงและซับซ้อนอย่างยิ่ง

    แม้ทรัมป์จะเคยหาเสียงว่าจะหลีกเลี่ยงสงครามใหม่ในตะวันออกกลาง แต่การส่งทหารภาคพื้นดินกำลังถูกยกมาเป็นทางเลือกสำคัญ แม้จะมีความเสี่ยงทางการเมืองสูงเนื่องจากคะแนนนิยมในสงครามอิหร่านของชาวอเมริกันยังอยู่ในระดับต่ำ

    เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีการตัดสินใจส่งทหารราบอย่างเป็นทางการ แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคง “เก็บทุกทางเลือกไว้บนโต๊ะ” เพื่อบรรลุเป้าหมายใน ปฏิบัติการ Epic Fury ได้แก่การทำลายศักยภาพขีปนาวุธของอิหร่าน, การกวาดล้างกองทัพเรืออิหร่านให้สิ้นซาก, การกวาดล้างกลุ่มตัวแทนที่สร้างความไม่มั่นคงในภูมิภาค และการการันตีว่าอิหร่านจะไม่มีวันได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์.

    ที่มา Washington Post / Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2921093&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bJ3SqCVi5Ni0RC8fxC2tp

  • ชวนติดกันร้อน รับหน้าร้อน ☀️ ติดฉนวน ติดฟิล์ม กันร้อนได้จริงแถมประหยัดค่าไฟ จองเลย‼️

    ชวนติดกันร้อน รับหน้าร้อน ☀️ ติดฉนวน ติดฟิล์ม กันร้อนได้จริงแถมประหยัดค่าไฟ จองเลย‼️

    อัตราค่าสำรวจเพื่อติดตั้งฉนวนกันความร้อน SCG Stay Cool. พิเศษ จากราคาปกติ 1,000 บาท ลดเหลือ 399 บาท (ราคารวม VAT แล้ว). อัตราค่าสำรวจเพื่อติดตั้งฟิล์มกรองแสง Raycool.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mea.or.th/public-relations/press-media/infographics/meaqchang-aw-mar-june2026&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yToWgzJTbPqqb9tU7PJr3

  • อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศร่วมพิธีสาบานตนและรับมอบอาสาสมัครอเมริกัน รุ่นที่ 137 – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศร่วมพิธีสาบานตนและรับมอบอาสาสมัครอเมริกัน รุ่นที่ 137 – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศร่วมพิธีสาบานตนและรับมอบอาสาสมัครอเมริกัน รุ่นที่ 137

    วันที่นำเข้าข้อมูล 19 มี.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 19 มี.ค. 2569

    | 36 view

    เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 นายจุลวัจน์ นรินทรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ ร่วมพิธีสาบานตนและรับมอบอาสาสมัครอเมริกัน (Peace Corps Volunteer: PCV) รุ่นที่ 137 จำนวน 66 คน โดยมี H.E. Mr. Sean Kotaro O’Neill เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และ Ms. Amini Kajunju ผู้อำนวยการหน่วยสันติภาพสหรัฐฯ ประเทศไทย เป็นประธาน

    งานดังกล่าวเน้นย้ำถึงการเสริมสร้างสัมพันธ์อันดีระดับประชาชนของทั้งสองประเทศภายใต้โครงการเพื่อนครูเพื่อการพัฒนา (Teacher Empowerment for Student Success – TESS) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และโครงการสร้างเยาวชนเพื่อการพัฒนา (Youth in Development – YinD) ร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/ticaus-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907%26menu%3D5d5bd3d815e39c306002aac5&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ezgG0W88igHKxVj8yC-QO

  • วิทยาลัยเทคนิคนครนายก มอบประกาศนียบัตรให้นักเรียน-นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษา | เดลินิวส์

    วิทยาลัยเทคนิคนครนายก มอบประกาศนียบัตรให้นักเรียน-นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษา | เดลินิวส์

    ที่อาคารอเนกประสงค์วิทยาลัยเทคนิคนครนายก ดร.สุกัญญา สุขสถาน ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคนครนายก ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรให้นักเรียน-นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษา ประจำปี พ.ศ.2568 ทั้งในระดับ ปวช.และ ปวส. โดยมี นายยุทธกร อินทร์โท่โล่ รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคนครนายก กล่าวรายงาน

    จากนั้นประธานในพิธีได้มอบประกาศนียบัตรให้กับนักเรียน-นักศึกษาที่มีผลการเรียนเฉลี่ยยอดเยี่ยม จำนวน 45 คน, นักเรียน-นักศึกษาที่ที่ช่วยเหลืองานวิทยาลัยฯ จำนวน 12 คน,นักเรียน-นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาระดับ ปวช.จำนวน 343 คน ,นักเรียน-นักศึกษา ที่สำเร็จการศึกษาระดับ ปวส.จำนวน 390 คน, นักเรียน-นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาหลักสูตรระยะสั้น(ช่างตัดผมและช่างเสริมสวย) จำนวน 13 คน รวมนักเรียน-นักศึกษาที่เข้าร่วมรับใบประกาศนียบัตร จำนวนทั้งสิ้น 746 คน

    พร้อมกันนี้ประธานได้กล่าวให้โอวาทแก่นักเรียน-นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาทั้งในระดับ ปวช.และ ปวส.ขอให้ทุกคนได้นำเอาความรู้และทักษะประกอบการณ์ด้านวิชาชีพนำไปประกอบอาชีพหรือเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นเพื่อเป็นกำลังที่สำคัญในการนำอาชีวศึกษาสร้างชาติให้มีความเจริญรุ่งเรือง และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ และเพื่อร่วมในการพัฒนาวิทยาลัยฯสู่ความเป็นเลิศด้านอาชีวศึกษาให้เป็นที่ยอมรับของของชุมชนและสังคมต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5703839/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26f13RvrQaoaZ5MG416F7Z

  • “16 ปี รางวัลคนดีประเทศไทย” เชิดชูพลังสื่อสร้างสรรค์เพื่อเด็กและเยาวชนไทย  ยกระดับการศึกษา สร้างอนาคตชาติอย่างยั่งยืน

    “16 ปี รางวัลคนดีประเทศไทย” เชิดชูพลังสื่อสร้างสรรค์เพื่อเด็กและเยาวชนไทย ยกระดับการศึกษา สร้างอนาคตชาติอย่างยั่งยืน

    มูลนิธิคนดี (ประเทศไทย) สมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ จัดงานมอบรางวัล “คนดีประเทศไทย” ประจำปี 2569 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 เพื่อยกย่องบุคคลต้นแบบใน 2 สาขาสำคัญ ได้แก่ สาขา: ประชาชน ช่วยเหลือสังคม และสาขา: สื่อสารสร้างสรรค์เพื่อเด็กและเยาวชนไทย โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมบทบาทของสื่อมวลชนในการนำเสนอเนื้อหาด้านการศึกษา เพื่อสร้างโอกาสและอนาคตที่ยั่งยืนให้กับประเทศ

    ตลอดระยะเวลากว่า 16 ปี “รางวัลคนดีประเทศไทย” เป็นมากกว่าเวทีแห่งการยกย่องเชิดชูเกียรติ แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการจุดประกายให้สังคมเห็นคุณค่าของการเป็นพลเมืองที่มีจิตสาธารณะ การเสียสละเพื่อส่วนรวม และการใช้พลังของการสื่อสารในการสร้างสรรค์สังคม โดยเฉพาะในยุคที่ “การศึกษา” ถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ และเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสให้กับคนไทยทุกคน

    นายศิโรจน์ มิ่งขวัญ ประธานมูลนิธิคนดี (ประเทศไทย) และนายกสมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การจัดงานในปีนี้ยังคงมุ่งย้ำถึงความสำคัญของการส่งเสริม “คนดี” ในทุกมิติของสังคม ทั้งประชาชนผู้เสียสละเพื่อส่วนรวม และสื่อมวลชนที่มีบทบาทในการถ่ายทอดเรื่องราวที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะด้านการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานของการพัฒนาคนและการสร้างอนาคตของประเทศ

    พร้อมกันนี้ ยังได้เน้นถึงบทบาทของสื่อมวลชนในยุคปัจจุบันที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงนำเสนอข่าวสาร แต่เป็นพลังสำคัญในการจุดประกายความคิด สร้างแรงบันดาลใจ และเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เข้าถึงความรู้และการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตเป็นพลเมืองคุณภาพของสังคมในอนาคต

    “การให้ความรู้ คือการให้โอกาสที่ไม่มีวันหมดอายุ สื่อมวลชนจึงเปรียบเสมือนสะพานสำคัญที่เชื่อมโยงความรู้ไปสู่เยาวชน และช่วยขับเคลื่อนสังคมไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายศิโรจน์กล่าวเพิ่มเติม

    สำหรับรางวัลคนดีประเทศไทย ประจำปี 2569 สาขา “สื่อสารสร้างสรรค์เพื่อเด็กและเยาวชนไทย” ได้มอบให้แก่สื่อมวลชนและผู้ผลิตคอนเทนต์คุณภาพจากหลากหลายแพลตฟอร์ม ที่มีบทบาทในการนำเสนอเนื้อหาด้านการศึกษาและการพัฒนาเยาวชนอย่างสร้างสรรค์ ครอบคลุมทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อออนไลน์ รายการทางช่อง YouTube และ Influencer สะท้อนถึงพลังของการสื่อสารในยุคดิจิทัลที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้อย่างแท้จริง

    โดยรางวัลคนดีประเทศไทย ประจำปี 2569 สาขา: ประชาชน ช่วยเหลือสังคม 4 รางวัล ได้แก่

    นายธีระศักดิ์ วงศ์สูงเนิน พนักงานรถไฟ พลเมืองดีช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุรถไฟ
    จากเหตุการณ์เครนหล่นทับ ณ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา

    นายสมใจ ด้วงช้าง พลเมืองดีช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุรถไฟ
    จากเหตุการณ์เครนหล่นทับ ณ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา

    นายพงศ์นริศร์ ภาสินีนนท์ พลเมืองดีให้ความช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน
    ที่ตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์

    นายจารุวัฒน์ จิณห์มรรคา พลเมืองดีช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศ จากภัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์

    รางวัล “คนดีประเทศไทย ประจำปี 2569” สาขาสื่อมวลชน: สื่อสารสร้างสรรค์เพื่ออนาคตเด็กและเยาวชนไทย

    หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
    หนังสือพิมพ์แนวหน้า
    คอลัมน์ การศึกษา – วัฒนธรรม ผู้จัดการออนไลน์
    คอลัมน์ การศึกษา มติชนออนไลน์
    คอลัมน์ การศึกษา ข่าวสดออนไลน์
    คอลัมน์ Education กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
    คอลัมน์ การศึกษา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
    คอลัมน์ การศึกษา บ้านเมืองออนไลน์
    คอลัมน์ การศึกษา สยามรัฐออนไลน์
    คอลัมน์ การศึกษา-กทม. สยามธุรกิจออนไลน์
    คอลัมน์ ข่าวการศึกษา-ศาสนา เดลินิวส์ออนไลน์
    คอลัมน์ คลังศึกษา สำนักข่าวเดอะไทยเพรส
    คอลัมน์ ข่าวการศึกษา ครูบ้านนอกดอทคอม
    คอลัมน์ การศึกษา Workpoint Today
    คอลัมน์ Education The MATTER
    คอลัมน์ Knowledge The Reporters
    อีจัน
    Eduzones
    รายการใต้โต๊ะวิทยา
    Admission Premium
    นี่หรือนักศึกษา
    TheStudyTH
    เด็กดีดอทคอม
    Su Backpacker ครูสุอาสา

    ซีพี ออลล์ ยังคงให้การสนับสนุนการจัดงานอย่างต่อเนื่อง ภายใต้นโยบาย “DNA ความดี 24 ชั่วโมง” ที่มุ่งปลูกฝังและส่งเสริมการทำความดีในทุกระดับของสังคม โดยเชื่อมั่นว่าการสนับสนุนด้านการศึกษาและเยาวชน คือการลงทุนที่สำคัญที่สุดในการสร้างสังคมไทยให้เข้มแข็งและยั่งยืน พร้อมมุ่งหวังให้รางวัลนี้เป็นเวทีแห่งการจุดประกายโอกาส สร้างแรงบันดาลใจ และส่งต่อพลังแห่งการเรียนรู้สู่เยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง

    เพราะเยาวชนในวันนี้ คืออนาคตของประเทศในวันหน้า และการศึกษาคือพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93241&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0324dnY5AWQLk73rxm4w75

  • พลังศรัทธาสร้างปัญญา! ตัวแทนนายกสมาคมเต็กก่า มอบเครื่องมือเรียนรู้นักศึกษาเวียงสา | TOPNEWS

    พลังศรัทธาสร้างปัญญา! ตัวแทนนายกสมาคมเต็กก่า มอบเครื่องมือเรียนรู้นักศึกษาเวียงสา | TOPNEWS

    สมาคมสหพันธ์การกุศล “เต็กก่า” แห่งประเทศไทย ส่งต่อน้ำใจสู่รั้วอาชีวะ มอบอุปกรณ์การศึกษาชุดใหญ่ให้แก่ วิทยาลัยการอาชีพเวียงสา จ.น่าน

    เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 คณะตัวแทนจากสมาคมสหพันธ์การกุศล “เต็กก่า” แห่งประเทศไทย (เต็กจ้ง) โดยการนำของศาลเจ้าปึงเถ่ากงซินจงน่าน “เต็กก่า” จีน้ำเกาะ ได้จัดกิจกรรมมอบอุปกรณ์การศึกษาให้แก่วิทยาลัยการอาชีพเวียงสา เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนและพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาในสายอาชีพ

    ในการนี้ นายธนกร รัชตานนท์ ประธานศาลเจ้าปึงเถ่ากงซินจงน่าน พร้อมด้วยนายอุดม เกสโรทยาน ประธานมูลนิธิปึงเถ่ากงซินจงน่าน นายวิทยา จงประสาธน์สุข ประธานพ่อค้าน่าน นายคธาวุท อภิมุขวิทยา กรรมการ และนายอนันต์ ตันตระกูล นายกสมาคมศิษย์เก่า ได้ร่วมเป็นตัวแทนนายเกรียงฤทธิ์ สุขเจริญสิน นายกสมาคมสหพันธ์การกุศล “เต็กก่า” แห่งประเทศไทย ในการมอบอุปกรณ์การศึกษา

    โดยมี ดร.ศศิรินทร์ มหาวงศนันท์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพเวียงสา พร้อมด้วยคณะครูและนักศึกษา ให้การต้อนรับและร่วมรับมอบ ณ วิทยาลัยการอาชีพเวียงสา อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน

    กิจกรรมดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือที่สำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษา โดยเฉพาะด้านอาชีวศึกษา ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนากำลังคนและเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต

    ประสิทธิ์ สองเมืองแก่น ผู้สื่อข่าว TopNewsทั่วไทย จ.น่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1521261&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ubrsDHeO7X1OVMHN9T4Yf