Category: วัฒนธรรม

  • ชายไทยเตรียมตัวให้พร้อม 1 – 12 เมษายนนี้ กำหนดตรวจเลือก “ทหารกองเกิน” ปี 2569

    ชายไทยเตรียมตัวให้พร้อม 1 – 12 เมษายนนี้ กำหนดตรวจเลือก “ทหารกองเกิน” ปี 2569

    1 – 12 เม.ย. 69 กองทัพบก ชวน “ชายไทย” เข้ารับการตรวจเลือก “ทหารกองเกิน” เข้ารับราชการเป็นทหารกองประจำการ พร้อมสิทธิเลือกหน่วยตามความประสงค์ 

    มีรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก กองทัพบก Royal Thai Army โพสต์ข้อความระบุว่า 1-12 เม.ย. นี้ กองทัพบกขอเชิญชวนชายไทยพร้อมใจเข้ารับการตรวจเลือกและสมัครใจเป็นทหารกองประจำการ พร้อมสิทธิเลือกหน่วยเข้ารับราชการตามความประสงค์ 

    กองทัพบก ขอเชิญชวนชายไทยที่มีอายุครบ 21 ปีบริบูรณ์ ที่เกิด พ.ศ. 2548 และผู้ที่มีอายุ 22 ถึง 29 ปีบริบูรณ์ ที่เกิด พ.ศ. 2540 ถึง 2547 ที่ยังไม่เคยเข้ารับการตรวจเลือก หรือผู้ที่เข้ารับการตรวจเลือกแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา แต่ผลการตรวจเลือกยังไม่แล้วเสร็จในทุกกรณี เข้ารับการตรวจเลือกทหารกองเกิน เข้ารับราชการเป็นทหารกองประจำการ ในระหว่างวันที่ 1 – 12 เม.ย. 2569 เว้นวันที่ 6 เม.ย. 2569 (วันจักรี) 

    โดยหลักฐานที่จะต้องนำไปแสดงในวันตรวจเลือก ได้แก่

    • ใบสำคัญ แบบ สด.9
    • หมายเรียกเข้ารับราชการทหาร แบบ สด.35
    • บัตรประจำตัวประชาชน
    • ใบระเบียนแสดงผลการศึกษาตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าขึ้นไป
    • ใบรับรองแพทย์หรือประวัติการรักษา (ถ้ามี) ที่ออกโดยโรงพยาบาลของรัฐหรือเอกชน ที่มีอายุไม่เกิน 60 วัน ก่อนวันตรวจเลือกฯ หนังสือการเปลี่ยนชื่อตัว – ชื่อสกุล(ถ้ามี)

    ทั้งนี้ กองทัพบกได้จัดตั้งกองอำนวยการประสานงานการตรวจเลือกในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับกองทัพบก กองทัพภาคจนถึงมณฑลทหารบก เพื่อให้คำแนะนำและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ในระหว่างการตรวจเลือกฯ รวมถึงได้เปิดช่องทางพิเศษ ‘Fast Lane’ ให้กับผู้ป่วย ผู้พิการ ผู้สมัครใจ และผู้ผ่อนผัน เพื่ออำนวยความสะดวก และลดความแออัดในวันตรวจเลือก

    สำหรับผู้ที่สมัครใจเข้ารับราชการเป็นทหารกองประจำการในวันตรวจเลือก ซึ่งจะได้รับสิทธิในการแสดงความจำนงเลือกหน่วยเข้ารับราชการ โดยสามารถเลือกแผนก และเลือกผลัด ที่ประสงค์เข้ารับราชการทหารกองประจำการ รวมถึงสิทธิในการลดระยะเวลาการเข้ารับราชการ ในกรณีที่มีวุฒิการศึกษา ตั้งแต่ระดับ ม.6 หรือเทียบเท่าขึ้นไป หรือสำเร็จหลักสูตรนักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 1 และ ปีที่ 2 

    หากมีข้อสงสัยหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่หน่วยทหาร หรือหน่วยสัสดีใกล้บ้าน หรือกองการสัสดีหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน โทร. 0 2223 3259

    ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก กองทัพบก Royal Thai Army

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2923215&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2X3iI6id2txznN9AYMhCVL

  • สุดยอดนวัตกรรมฝีมือคนไทยช่วยรถประหยัดน้ำมันด้วยพลังงานจากน้ำ!!

    สุดยอดนวัตกรรมฝีมือคนไทยช่วยรถประหยัดน้ำมันด้วยพลังงานจากน้ำ!!

    ในช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงและกระทบต่อชีวิตของทุกคน คำถามสำคัญคือ เราจะใช้พลังงานที่มีอยู่อย่างคุ้มค่ามากขึ้นได้อย่างไร

    สารคดีนี้จะพาไปสำรวจนวัตกรรมฝีมือคนไทย ที่นำ “น้ำ” เข้ามามีบทบาทในกระบวนการทำงานของเครื่องยนต์สันดาป โดยการเปลี่ยนน้ำให้กลายเป็นไอหมอก และส่งเข้าสู่ห้องเผาไหม้เพื่อช่วยให้การเผาไหม้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    แนวคิดนี้สามารถช่วยให้รถยนต์ตอบสนองดีขึ้น ประหยัดน้ำมัน และลดควันได้จริงหรือไม่
    ทีมข่าวจะพาไปพูดคุยกับผู้พัฒนา และค้นหาว่านวัตกรรมนี้เป็นเพียงทางเลือกใหม่ หรืออาจกลายเป็นอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/286505&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-fWxx2ve2EG-aCCKqJRQH

  • “เท้ง” คะแนนนิยมแซงหน้า “อนุทิน” พรรคส้มครองใจมหาชนแซงคู่แข่ง

    “เท้ง” คะแนนนิยมแซงหน้า “อนุทิน” พรรคส้มครองใจมหาชนแซงคู่แข่ง

    29 มีนาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพลล่าสุด 2569” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 1/2569” ถึงคะแนนนิยมพรรคการเมือง ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 19-24 มีนาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,500 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับคะแนนนิยมทางการเมือง การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็น จากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0 

    นายอนุทิน กับ นายณัฐพงษ์

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 30.60 ระบุว่าเป็น เท้ง ณัฐพงษ์ นายก อันดับ 2 ร้อยละ 29.40 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)
     

    อันดับ 3 ร้อยละ 10.92 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 4 ร้อยละ 8.20 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 5 ร้อยละ 8.08 ระบุว่าเป็น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 6 ร้อยละ 2.64 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) อันดับ 7 ร้อยละ 1.76 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) อันดับ 8 ร้อยละ 1.56 ระบุว่าเป็น นายแพทย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม (พรรคไทยภักดี) อันดับ 9 ร้อยละ 1.28 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) อันดับ 10 ร้อยละ 1.16 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ร้อยละ 4.20 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย)

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนจะสนับสนุนในวันนี้ ซึ่งเป็น พรรคประชาชน vs ภูมิใจไทย พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 35.80 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 26.60 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 12.04 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 4 ร้อยละ 11.64 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 4.60 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 6 ร้อยละ 2.44 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ อันดับ 7 ร้อยละ 1.76 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 8 ร้อยละ 1.28 ระบุว่าเป็น พรรคไทยภักดี อันดับ 9 ร้อยละ 1.24 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย ร้อยละ 2.32 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคกล้าธรรม พรรคเสรีรวมไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาชาติ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคโอกาสใหม่ และพรรคครูไทยเพื่อประชาชน และร้อยละ 0.28 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378975405&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FPBiT9_8fHAXeYlfNJmA1

  • วิจัยเผย “กลิ่นนี้” ดมทุกวันช่วยให้สมองแก่ช้าลง กระตุ้นความจำเพิ่มขึ้น 226%

    วิจัยเผย “กลิ่นนี้” ดมทุกวันช่วยให้สมองแก่ช้าลง กระตุ้นความจำเพิ่มขึ้น 226%

    วิจัยเผย “กลิ่นนี้” ดมทุกวันช่วยให้สมองแก่ช้าลง เสริมสร้างสติปัญญา กระตุ้นความจำเพิ่มขึ้น 226%

    การดมกลิ่นหอมๆ ทุกวันจะช่วยให้สมองกลับมาหนุ่มสาวขึ้นได้ภายในไม่กี่เดือน ฟังดูเหมือนพล็อตหนังวิทยาศาสตร์ แต่เชื่อหรือไม่ว่าเรื่องนี้มีการศึกษาวิจัยจากนักวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง และผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าทึ่งกว่าที่คิด

    หลายคนกังวลว่าเมื่ออายุมากขึ้นสมองจะเสื่อมถอยตามกาลเวลา แต่คำตอบในการชะลอความเสื่อมนั้นอาจซ่อนอยู่ในพฤติกรรมที่เราทำอยู่ทุกวันแต่ไม่เคยใส่ใจ นั่นคือ “การดมกลิ่น” นั่นเอง

    กลิ่นช่วยปลุกสมองที่หลับใหลได้อย่างไร?

    ย้อนกลับไปเมื่อหลายศตวรรษก่อน ช่างปรุงน้ำหอมต้องพึ่งพาสารสกัดจากธรรมชาติเท่านั้น จนกระทั่งปลายศตวรรษที่ 19 นักเคมีเริ่มถอดรหัสโมเลกุลของกลิ่นได้สำเร็จ การปรับโครงสร้างเพียงเล็กน้อยสามารถเปลี่ยนกลิ่นมะนาวให้กลายเป็นความสงบของลาเวนเดอร์หรือความโรแมนติกของกุหลาบได้ โมเลกุลเหล่านี้เปรียบเสมือน “กุญแจ” ที่เข้าไปไขตัวรับกลิ่นกว่า 400 ชนิดในจมูกมนุษย์ และเปิดประตูสู่การสั่งการสมองโดยตรง

    ศาสตราจารย์ Thomas Hummel ผู้เชี่ยวชาญด้านการดมกลิ่นและรสชาติจากเยอรมนี ได้ทำการทดลองนาน 3 เดือน โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้เล่นเกมอักษรปริศนา (Sudoku) ส่วนกลุ่มที่สองให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีกลิ่นหอมรื่นรมย์ทุกวัน

    ผลปรากฏว่า กลุ่มที่เล่น Sudoku ไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านพุทธิปัญญาที่ชัดเจน แต่กลุ่มที่ดมกลิ่นหอมกลับมีความสามารถในการใช้ภาษาดีขึ้น และ รู้สึกว่าสมองของตนเองเด็กลงเฉลี่ยถึง 6 ปี ศจ. Hummel จึงเสนอว่าการดมกลิ่นที่แตกต่างกันอย่างน้อย 4 กลิ่นต่อวัน จะช่วยกระตุ้นเส้นประสาทส่วนการดมกลิ่นซ้ำๆ และช่วยรักษาการทำงานของสมองส่วนการรับรู้ไว้ได้

    พุทธิปัญญา (Cognitive/Intellectual) หมายถึง กระบวนการทางจิตใจที่เกี่ยวกับความรู้ ความเข้าใจ ปัญญา ความฉลาด และการใช้เหตุผล เป็นการศึกษาถึงวิธีการที่สมองมนุษย์ประมวลผลข้อมูล ตั้งแต่การรับรู้ ความจำ การคิด การแก้ปัญหา ไปจนถึงการตัดสินใจ ซึ่งเป็นกระบวนการภายในที่ซับซ้อนกว่าพฤติกรรมภายนอก

    งานวิจัยจาก UC Irvine: พลังแห่งกลิ่นช่วยเพิ่มความจำ 226%

    ในปี 2023 มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เออร์ไวน์ (UC Irvine) ได้ยกระดับการค้นพบนี้ไปอีกขั้น โดยให้กลุ่มตัวอย่างดมกลิ่น 7 ชนิด (กุหลาบ, ส้ม, ยูคาลิปตัส, เลมอน, เปปเปอร์มินต์, โรสแมรี่ และลาเวนเดอร์) ต่อเนื่อง 6 เดือน โดยเปลี่ยนกลิ่นไปในแต่ละวันและดมก่อนนอนเพียงคืนละ 2 ชั่วโมง ผลลัพธ์พบว่าความสามารถด้านความจำของผู้ร่วมทดสอบเพิ่มขึ้นสูงถึง 226%

    รับกลิ่นช้าลง สัญญาณอันตรายที่บอกว่าสมองเริ่มแก่

    หลักการนี้อธิบายได้ง่ายๆ คือ ในสมองของเรามี “เซลล์ต้นกำเนิดประสาท” (Neural Stem Cells) ที่มักจะหลับใหลอยู่ แต่พวกมันมี “สวิตช์ปลุก” คือการกระตุ้นผ่านการดมกลิ่น เมื่อเราได้กลิ่นที่หลากหลาย เซลล์เหล่านี้จะถูกปลุกให้เปลี่ยนเป็นเซลล์ประสาทใหม่ ช่วยชะลอความแก่ของสมองและเสริมสร้างสติปัญญา

    หลายคนไม่ทราบว่าอาการ “สมองเสื่อมแบบกะทันหัน” มักเริ่มต้นจากการที่ประสาทสัมผัสการดมกลิ่นเริ่มชาชินหรือเสื่อมถอย ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนระยะแรกของโรคสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ หรือพาร์กินสัน ดังนั้นการฝึกดมกลิ่นจึงไม่ใช่แค่เพื่อความรื่นรมย์ แต่เป็นการบริหารสมองให้แจ่มใสอยู่เสมอ

    เทคนิคฝึกดมกลิ่นง่ายๆ ทำได้เองที่บ้าน

    การฝึกดมกลิ่นก็เหมือนการออกกำลังกายกล้ามเนื้อ ยิ่งฝึกยิ่งแข็งแรง โดยมีขั้นตอนที่แนะนำดังนี้:

    • ระดับเริ่มต้น: ลองหาเครื่องปรุงในครัว เช่น น้ำส้มสายชู 4 ชนิด (น้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิล, น้ำส้มสายชูข้าว ฯลฯ) มาดมสลับกัน หรือเปลี่ยนกลิ่นน้ำหอมที่ใช้ในแต่ละวันเพื่อให้สมองได้รับสิ่งเร้าใหม่ๆ
    • ระดับก้าวหน้า: ใช้ดมกลิ่นน้ำมันหอมระเหย (Essential Oils) ต่อเนื่อง 8 สัปดาห์ โดยแบ่งเป็น:
      • ชุดฝึกเบื้องต้น: ยูคาลิปตัส, เลมอน, กานพลู, กุหลาบ
      • ชุดฝึกระดับสูง: เมนทอล, ไทม์, ส้มเขียวหวาน, มะลิ, ชาเขียว, มะกรูด, โรสแมรี่, พุดซ้อน

    ขั้นตอนการฝึกที่ถูกต้อง:

    1. ดมแต่ละกลิ่นนาน 20 วินาที และพักช่วง 10 วินาทีเพื่อป้องกันกลิ่นปะปนกัน
    2. ทำวันละ 2 ครั้ง: ช่วง 30 นาทีก่อนมื้อเช้า (ช่วงสมองตื่นตัว) และ 1 ชั่วโมงก่อนนอน (ช่วงซ่อมแซมประสาท) ครั้งละประมาณ 5 นาที ต่อเนื่อง 3 เดือน

    นอกจากจะส่งผลดีต่อสมองแล้ว กลิ่นยังส่งผลต่อระบบทางเดินอาหารด้วย เพราะลำไส้มีตัวรับกลิ่นเช่นกัน กลิ่นที่รื่นรมย์จะช่วยหลั่งสารเซโรโทนินที่ช่วยในกระบวนการย่อยอาหาร ทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้คล่องตัวขึ้นอีกด้วย การลงทุนกับกลิ่นหอมจึงเป็นการลงทุนที่ง่ายและคุ้มค่าที่สุดสำหรับสุขภาพสมองของคุณ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9880802/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0g8lz9AMpy_VxH7BYRXW53

  • วุฒิสภาเขย่าโครงสร้างภาษี! ชี้ไม่ต้องขึ้นภาษีก็เพิ่มรายได้รัฐ 3.5 แสนล้านต่อปี จี้รัฐบาลใหม่กล้าปฏิรูป

    วุฒิสภาเขย่าโครงสร้างภาษี! ชี้ไม่ต้องขึ้นภาษีก็เพิ่มรายได้รัฐ 3.5 แสนล้านต่อปี จี้รัฐบาลใหม่กล้าปฏิรูป

    v.prd:0.0.152

    Intro

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1005.mcot.net/news1005/th/news/list/144641&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MWc79esViU-adCRPWqQqE

  • “เอ้กบอร์ด”ต้องดูแลทั้งผู้เลี้ยง-ผู้บริโภคให้อยู่ได้ ไม่เดือดร้อน

    “เอ้กบอร์ด”ต้องดูแลทั้งผู้เลี้ยง-ผู้บริโภคให้อยู่ได้ ไม่เดือดร้อน

    “เอ้กบอร์ด”ต้องดูแลทั้งผู้เลี้ยง-ผู้บริโภคให้อยู่ได้ ไม่เดือดร้อน

    ในที่ประชุมเสวนาหัวข้อ “ไข่ไทยใครคุม? ของ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ที่นำเสนอผลการศึกษาโครงสร้างอุตสาหกรรมไข่ไก่ของประเทศ ส่วนหนึ่งพบว่า บทบาทเอ้กบอร์ด หรือคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ ที่มีการจำกัดโควต้านำเข้าพ่อแม่พันธุ์เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม พร้อมแนะให้เปิดเสรีทำให้ราคาไข่ลดลง

    ศ.ดร.ชัยภูมิ บัญชาศักดิ์ หัวหน้าภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวในฐานะเคยร่วมเป็นกรรมการเอ้กบอร์ดว่า  เอ้กบอร์ดถูกตั้งขึ้นเพื่อรักษาผลประโยชน์สาธารณะ และทำหน้าที่รักษาสมดุลของอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ทั้งผู้เลี้ยงและผู้บริโภคมาโดยตลอด

    สำหรับข้อเสนอให้เปิดโควตานำเข้าพ่อแม่พันธุ์แบบเสรี  ศ.ดร.ชัยภูมิ ระบุว่า การไม่ควบคุมปริมาณการผลิตตั้งแต่ต้นทาง ผู้ที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือเกษตรกรรายย่อย พร้อมย้ำว่า เอ้กบอร์ดไม่ได้มีอำนาจสั่งกำหนดโควต้านำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่โดยลำพัง แต่เป็นกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและผู้เลี้ยงในการวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับอุปสงค์และอุปทาน ตามหลักตลาดนำการผลิต

    “ปัญหาไข่ไก่จริงๆ ของประเทศไทย ยังคงขึ้นกับดีมานด์-ซัพพลายเป็นหลัก ซึ่งต้องมีการวางแผนล่วงหน้า การขยายตลาด สิ่งที่เราต้องการเพิ่มเติมคือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานการผลิตเพื่อเพิ่มขีดแข่งขันในการส่งออก” ศ.ดร.ชัยภูมิ กล่าว

    พร้อมกันนี้ ยังเสนอทางออกว่า รัฐต้องสนับสนุนงบประมาณผ่านกรมปศุสัตว์ เพื่อให้ใช้บุคลากรและเครื่องมือที่มีอยู่แล้วในการยกระดับคุณภาพไข่ไก่ในทุกมิติ ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนให้ไข่ไทย มีขีดความสามารถไปแข่งขันในต่างประเทศ เพราะที่ผ่านมาไทยยังมองแต่เชิงปริมาณ จนละเลยการจัดการคุณภาพ

                                         

    “เราต้องมี FCR (อัตราแลกเนื้อ) ที่เป็นมาตรฐานกลางของไทย อย่างน้อยก็จะช่วยให้เกษตรกรบ้านเราพัฒนาการผลิตที่มีประสิทธิภาพขึ้น เพื่อให้ต้นทุนการผลิตลดลง” ศ.ดร.ชัยภูมิ กล่าวพร้อมเรียกร้องให้แก้ปัญหาต้นทุนอาหารสัตว์ที่แพงเกินจริงอย่างจริงจัง

    บทเรียนจากวันที่ไข่ราคา 1 บาท

    จุฑามาศ บุญแสง ตัวแทนสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ลุ่มแม่น้ำน้อย จำกัด จ.อ่างทอง เล่าถึงบทเรียนในอดีต ว่าประเทศไทยเคยผ่านวิกฤติไข่ขาด-ไข่ล้นมาแล้วถึง 4 ครั้ง ทุกครั้งคนที่ได้รับแรง

    กระแทกก่อนคือ รายย่อย และครั้งที่เจ็บปวดที่สุด คือ ยุคที่มีเปิดเสรี จนเกิดภาวะไข่ล้นตลาด ส่งผลราคาดิ่งเหลือฟองละ 1 บาทกว่า เกษตรกรขาดทุนอย่างหนักและหายไปจากระบบหลายหมื่นราย ส่วนใหญ่เป็นรายย่อย

    “นั่นคือเหตุผลที่เราต้องการกลไกควบคุมสมดุล ให้ปริมาณการผลิตสอดคล้องกับอัตราบริโภค ไม่ใช่ปล่อยเสรีแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น เพราะรายย่อยจะถูกกระทบเป็นคนแรก ” จุฑามาศ กล่าว

    “การเลี้ยงไม่ใช่ปัญหาของบ้านเรา สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ คือโครงสร้างต้นทุน และการสนับสนุนจากรัฐอย่างจริงจัง เพราะอัตราการบริโภคคงเพิ่มไปกว่านี้ไม่ได้มากแล้ว ด้วยโครงสร้างประชากรไทยเป็นสังคมผู้สู้อายุ และโครงสร้างต้นทุนที่สูงยังเป็นอุปสรรค ทำให้ไข่ไก่ไทยสู้ต่างประเทศไม่ได้” เธอกล่าว

    สุเทพ สุวรรณรัตน์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ ยืนยันว่า ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ของไทยแพงกว่าความเป็นจริง โดยเฉพาะผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ต้นทุนแพงกว่าภาคอื่น ส่วนหนึ่งยอมรับว่า มาจากนโยบายจากภาครัฐ ทำให้ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และกากถั่วเหลืองราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนนี้มาโดยตลอด 

                                      

    “คนจะรู้สึกว่าไข่ไก่หน้าแผงราคาแพงถึง 3-4 บาทต่อฟอง แต่ในความเป็นจริงราคาที่เกษตรกรขายได้หน้าฟาร์มต่ำกว่านั้น ต้นทุนที่เกิดหลังจากออกจากฟาร์ม เช่น ค่าขนส่ง ค่าการตลาด เป็นต้นทุน การศึกษาควรพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน นอกจากปริมาณดีมานด์-ซัพพลาย ข้อมูลต้นทุน และโอกาสตลาดต่างประเทศต้องนำมาศึกษาด้วย”

    ในเวทีเสวนาดังกล่าว ยังมีความเห็นของเกษตรกรอีกหลายราย ที่ยังเห็นว่า การควบคุมการนำเข้าเสรีพ่อแม่พันธุ์ไก่ยังเป็นประโยชน์ บางรายมองว่าข้อเสนอที่แนะให้ใช้มาเลเซียเป็นต้นแบบเปิดเสรีนั้น ต้องลงลึกไปศึกษาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ของมาเลเซีย ที่เคยมีอยู่ 37 ราย ทุกวันนี้หายไปเหลือเพียง 6 รายในปัจจุบัน  ขณะที่คณะผู้วิจัยยอมรับว่า ผลงานศึกษาดังกล่าวยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งจะดำเนินการปรับปรุงและเปิดรับฟังข้อเสนอแนะจากเกษตรกรและผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/655224&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KQeENvIaVJpUhu26u7dxc

  • เรตติ้ง นายกฯ ในดวงใจ ‘เท้ง’ มาขึ้นแท่นอันดับ 1‘อนุทิน’ บี้ตามติดๆ

    เรตติ้ง นายกฯ ในดวงใจ ‘เท้ง’ มาขึ้นแท่นอันดับ 1‘อนุทิน’ บี้ตามติดๆ

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลสำรวจความคิดเห็น เรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 1/2569” ระหว่างวันที่ 19-24 มี.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ 2,500 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับคะแนนนิยมทางการเมือง การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็น จากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0 

    โดยเมื่อถามว่า บุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ อันดับ 1 ได้แก่ ‘ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ’ จากพรรคประชาชน ที่ได้ 30.60% อันดับ 2 ตามมาติดๆ คือ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ จากภูมิใจไทย ที่ได้ 29.40% และอันดับ 3 ได้แก่ ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ 10.92% และอันดับ 4 ‘ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้’ 8.20% อันดับ 5 ได้แก่ ‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ จากพรรคเพื่อไทย ได้ 8.08% 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/nida-poll-march-28-2026&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31nQVNLDiWNS9uSH09ahES

  • อาลัย “นักสืบระดับตำนาน” ฝืนเฮือกสุดท้ายก่อนสิ้นใจ เขียนตำราไขคดีจนเสร็จ

    อาลัย “นักสืบระดับตำนาน” ฝืนเฮือกสุดท้ายก่อนสิ้นใจ เขียนตำราไขคดีจนเสร็จ

    อาลัย “นักสืบระดับตำนาน” แพทย์เผยฝืนร่างกายเฮือกสุดท้าย เขียนตำราทิ้งไว้เป็นมรดกแห่งวงการนิติวิทยาศาสตร์

    วงการนิติวิทยาศาสตร์โลกสูญเสียบุคลากรคนสำคัญ ดร. เฮนรี่ ลี (Henry Lee) หรือ หลี่ ชาง อวี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพิสูจน์หลักฐานชื่อดังที่เคยมีส่วนร่วมในคดีประวัติศาสตร์ระดับโลกมากมาย ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบด้วยวัย 87 ปี เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ณ บ้านพักในเมืองเฮนเดอร์สัน รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา หลังจากล้มป่วยได้เพียงไม่นาน ทิ้งไว้เพียงตำนานแห่งการปฏิรูปการสืบสวนสถานที่เกิดเหตุสมัยใหม่ให้กลายเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

    แถลงการณ์จากครอบครัวและมหาวิทยาลัยนิวเฮเวน (University of New Haven) ระบุว่าท่านจากไปอย่างสงบ โดยในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต ท่านต้องเผชิญกับความเสื่อมถอยของร่างกายตามธรรมชาติ แต่ยังคงเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณที่เข้มแข็งเพื่อฝากองค์ความรู้ชิ้นสุดท้ายไว้ให้คนรุ่นหลัง ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลเวชศึกษาจากโรงพยาบาลไทเปเวเทอรันส์ (Taipei Veterans General Hospital) ที่ระบุถึงสัญญาณความเสื่อมถอย 5 ประการหลักก่อนถึงแก่กรรม

    เส้นทางจากนายตำรวจไต้หวันสู่ปรมาจารย์นิติวิทยาศาสตร์

    ดร. เฮนรี่ ลี เกิดในประเทศจีน ก่อนจะย้ายไปเติบโตที่ไต้หวันและสำเร็จการศึกษาด้านการบริหารงานตำรวจจนได้ครองยศร้อยตำรวจเอก ต่อมาในปี 1964 ท่านได้ย้ายไปตั้งรกรากที่สหรัฐอเมริกาและคว้าปริญญาขั้นสูงด้านนิติวิทยาศาสตร์และชีวเคมี ผลงานที่สร้างชื่อให้ท่านเป็นที่รู้จักในวงกว้างครั้งแรกคือ คดีหายตัวไปของ “เฮลเล่ คราฟต์ส” ในปี 1986 โดย ดร. ลี สามารถพิสูจน์ความผิดของสามีผู้ก่อเหตุได้แม้จะไม่มีศพ ด้วยการค้นหาชิ้นส่วนกระดูกขนาดจิ๋วและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์อื่นๆ ใกล้กับที่เกิดเหตุ

    หลังจากนั้น ดร. ลี ได้ก้าวเข้าสู่สปอตไลท์ระดับโลกจากการเป็นพยานปากสำคัญในคดีฆาตกรรมของ “โอ.เจ. ซิมป์สัน” เมื่อปี 1995 รวมถึงเป็นที่ปรึกษาในคดีดังอีกมากมาย อาทิ คดีจอนเบเนต์ แรมซีย์ และคดีสกอตต์ ปีเตอร์สัน อย่างไรก็ตาม ในช่วงท้ายของอาชีพ ท่านได้เผชิญกับมรสุมหลังศาลรัฐบาลกลางในปี 2023 มีคำตัดสินเกี่ยวกับข้อผิดพลาดในคดีเมื่อปี 1985 ซึ่งท่านได้ยืนหยัดปกป้องชื่อเสียงและผลงานของตนเองมาโดยตลอด

    5 สัญญาณร่างกายช่วงวาระสุดท้ายที่ ดร. เฮนรี่ ลี ต้องเผชิญ

    ในช่วงที่ท่านล้มป่วยก่อนจากไป ข้อมูลทางเวชศึกษาระบุว่าบุคคลที่ใกล้ถึงแก่กรรมจะมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาที่สำคัญ ซึ่งเป็นภาวะที่ ดร. ลี ต้องฝ่าฝันเพื่อทำภารกิจสุดท้ายให้สำเร็จ ดังนี้

    • การเปลี่ยนแปลงด้านความรู้สึกตัว: ร่างกายอ่อนแอลง นอนหลับนานขึ้น และอาจมีอาการสับสนหรือภาพหลอน
    • ปัญหาระบบย่อยอาหาร: ความอยากอาหารลดลง ระบบย่อยทำงานช้าลง และมีความลำบากในการกลืน
    • การเปลี่ยนแปลงของระบบหายใจ: มีน้ำลายคั่งบริเวณลำคอจนเกิดเสียงหายใจครืดคราด (Death Rattle) หรือหายใจไม่เป็นจังหวะ
    • ระบบไหลเวียนโลหิต: ความดันโลหิตลดลง มือและเท้าเย็นจัด มีสีซีดหรือเขียวคล้ำจากการไหลเวียนเลือดบกพร่อง
    • ปัญหาด้านการขับถ่าย: ไตทำงานลดลงทำให้ปัสสาวะน้อยลงมากหรือสีเข้มจัด

    จิตวิญญาณยอดนักสืบ: ฝากผลงานเล่มสุดท้ายก่อนจากไปเพียง 2 วัน

    ท่ามกลางสภาวะร่างกายที่ถดถอย ดร. เฮนรี่ ลี ยังคงยืนหยัดขอให้ลูกศิษย์ช่วยรวบรวมองค์ความรู้ที่สั่งสมมาตลอดชีวิต มีรายงานว่าท่านได้ใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายทำเนื้อหาในรูปแบบคำบอกเล่าจนกลายเป็นหนังสือ “วิธีการใช้แนวคิดสมัยใหม่ไขคดีค้างเก่า” (How to Solve Cold Cases with Modern Thinking) โดยท่านได้จากไปอย่างสงบเพียง 2 วันหลังจากที่รวบรวมเนื้อหาดังกล่าวเสร็จสิ้น

    ความพยายามของท่านที่ฝืนทนต่อความไม่สบายตัวในช่วงวาระสุดท้าย สะท้อนถึงความเสียสละและความรักในวิชาชีพอย่างหาที่สุดไม่ได้ เจนส์ เฟรเดอริกเซน อธิบดีมหาวิทยาลัยนิวเฮเวน กล่าวชื่นชมว่ามรดกทางปัญญาของท่านจะยังมีชีวิตอยู่ผ่านนักศึกษาและบุคลากรด้านกฎหมายรุ่นต่อไปทั่วโลกที่ท่านได้สร้างขึ้นตลอดเส้นทางอาชีพที่รุ่งโรจน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9880794/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SK0lUY_-ch_Nzlub2tBPr

  • “นิด้าโพล”เปิดโพลการเมือง “ณัฐพงษ์” เบียด “อนุทิน” นายกฯยอดเยี่ยม “อภิสิทธิ์” คัมแบ็กติด Top 3

    “นิด้าโพล”เปิดโพลการเมือง “ณัฐพงษ์” เบียด “อนุทิน” นายกฯยอดเยี่ยม “อภิสิทธิ์” คัมแบ็กติด Top 3

     “นิด้าโพล”เปิดโพลการเมือง “ณัฐพงษ์” เบียด “อนุทิน” นายกฯยอดเยี่ยม “อภิสิทธิ์” คัมแบ็กติด Top 3

    เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 1/2569” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 19-24 มีนาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,500 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับคะแนนนิยมทางการเมือง การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็น จากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า

    อันดับ 1 ร้อยละ 30.60 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)

    อันดับ 2 ร้อยละ 29.40 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)

    อันดับ 3 ร้อยละ 10.92 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)

    อันดับ 4 ร้อยละ 8.20 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้

    อันดับ 5 ร้อยละ 8.08 ระบุว่าเป็น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย)

    อันดับ 6 ร้อยละ 2.64 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ)

    อันดับ 7 ร้อยละ 1.76 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย)

    อันดับ 8 ร้อยละ 1.56 ระบุว่าเป็น นายแพทย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม (พรรคไทยภักดี)

    อันดับ 9 ร้อยละ 1.28 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ)

    อันดับ 10 ร้อยละ 1.16 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ร้อยละ 4.20

    ระบุอื่นๆ ได้แก่ พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย) ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า (พรรคกล้าธรรม) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นางสาวตรีนุช เทียนทอง (พรรคพลังประชารัฐ) นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ (พรรคทางเลือกใหม่) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ (พรรคโอกาสใหม่) นายชวน หลีกภัย (พรรคประชาธิปัตย์) ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่) นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล (พรรคประชาชน) นายรังสิมันต์ โรม (พรรคประชาชน)

    นายวสวรรธน์ พวงพรศรี (พรรคไทรวมพลัง) ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร (พรรคประชาชน) นางสาวรักชนก ศรีนอก (พรรคประชาชน) นายกุลิศ สมบัติศิริ นายจาตุรนต์ ฉายแสง (พรรคเพื่อไทย) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ (พรรคประชาชน) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (พรรคประชาชาติ) นายวิกรม กรมดิษฐ์ นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ (พรรคประชาชน) และพลเอกบุญสิน พาดกลาง

    และร้อยละ 0.20 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า

    อันดับ 1 ร้อยละ 35.80 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน

    อันดับ 2 ร้อยละ 26.60 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย

    อันดับ 3 ร้อยละ 12.04 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย

    อันดับ 4 ร้อยละ 11.64 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์

    อันดับ 5 ร้อยละ 4.60 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้

    อันดับ 6 ร้อยละ 2.44 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ

    อับดับ 7 ร้อยละ 1.76 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ

    อับดับ 8 ร้อยละ 1.28 ระบุว่าเป็น พรรคไทยภักดี

    อับดับ 9 ร้อยละ 1.24 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย

    ร้อยละ 2.32 ระบุอื่นๆ ได้แก่ พรรคกล้าธรรม พรรคเสรีรวมไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาชาติ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคโอกาสใหม่ และพรรคครูไทยเพื่อประชาชน

    และร้อยละ 0.28 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    #นิด้าโพล #การเมืองไทย #นายกยอดนิยม #ณัฐพงษ์ #อนุทิน #อภิสิทธิ์ #พรรคประชาชน #ภูมิใจไทย #เพื่อไทย #ประชาธิปัตย์ #โพลการเมือง #เลือกตั้ง #ข่าวการเมือง #ข่าววันนี้ #วิเคราะห์การเมือง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/137842&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RxIiJXqnzKQI-IV4dHh2w

  • นิด้าโพล เผยผลสำรวจ “น้ำมันขาดแคลน คุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ”

    นิด้าโพล เผยผลสำรวจ “น้ำมันขาดแคลน คุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ”

    นิด้าโพล เผยผลสำรวจ “น้ำมันขาดแคลน คุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ”

    ชี้ประชาชนส่วนใหญ่ ไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะมีน้ำมันสำรองพอ หรือ จะแก้ปัญหาได้ ส่วนแผนเที่ยวสงกรานต์ เกือบ 60% เผย ไม่มีแผนอยู่แล้ว ส่วนคนที่วางแผนแล้วยกเลิกน้อย

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “น้ำมันขาดแคลน คุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 17-18 มีนาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับวิกฤตการณ์น้ำมันในประเทศ

    การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    นิด้าโพล เผยผลสำรวจ “น้ำมันขาดแคลน คุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ”

    จากการสำรวจเมื่อถามประชาชนถึงความตื่นตระหนกเกี่ยวกับวิกฤตการณ์น้ำมันในประเทศ พบว่า

    ตัวอย่าง ร้อยละ 31.76 ระบุว่าค่อนข้างตื่นตระหนก
    รองลงมา ร้อยละ 26.64 ระบุว่า ไม่ค่อยตื่นตระหนก
    ร้อยละ 23.89 ระบุว่า ไม่ตื่นตระหนกเลย

    และร้อยละ 17.71 ระบุว่า ตื่นตระหนกมาก

    ด้านปัญหาการขาดแคลนน้ำมันของประชาชนที่ต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน พบว่า

    ตัวอย่าง ร้อยละ 33.90 ระบุว่า ไม่เผชิญกับปัญหาเลย
    รองลงมา ร้อยละ 33.66 ระบุว่า เผชิญกับปัญหาบ้าง
    ร้อยละ 23.59 ระบุว่า เผชิญกับปัญหามาก
    และร้อยละ 8.85 ระบุว่า ไม่ได้ใช้น้ำมันในชีวิตประจำวัน

    สำหรับความมั่นใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลในประเด็น น้ำมันสำรองในประเทศจะเพียงพอใช้ได้ 98 วัน (ข้อมูล ณ วันที่ 13 มีนาคม 2569) และรัฐบาลจะสามารถหาน้ำมันเพิ่มเติมให้แก่ประเทศได้พบว่า

    ตัวอย่าง ร้อยละ 44.28 ระบุว่า ไม่มั่นใจว่า น้ำมันสำรองในประเทศจะเพียงพอ 98 วัน และไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถหาน้ำมันเพิ่มเติมได้

    รองลงมา ร้อยละ 28.93 ระบุว่า มั่นใจว่า น้ำมันสำรองในประเทศจะเพียงพอ 98 วัน และมั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถหาน้ำมันเพิ่มเติมได้

    ร้อยละ 16.72 ระบุว่า ไม่มั่นใจว่า น้ำมันสำรองในประเทศจะเพียงพอ 98 วัน แต่มั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถหาน้ำมันเพิ่มเติมได้
    ร้อยละ 9.54 ระบุว่า มั่นใจว่า น้ำมันสำรองในประเทศจะเพียงพอ 98 วัน แต่ไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถหาน้ำมันเพิ่มเติมได้
    และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงการตัดสินใจของประชาชนเกี่ยวกับการวางแผนการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้ หากว่าวิกฤตการณ์น้ำมันยังไม่จบ พบว่า

    ตัวอย่าง ร้อยละ 57.56 ระบุว่า ไม่มีแผนการเดินทางอยู่แล้ว

    รองลงมา ร้อยละ 14.80 ระบุว่า ยกเลิกแผนการเดินทางทั้งหมด

    ร้อยละ 12.06 ระบุว่า ดำเนินการตามแผนการเดินทางที่วางไว้

    ร้อยละ 9.62 ระบุว่า ยังคงเดินทางอยู่ แต่อาจปรับวิธีการเดินทาง

    ร้อยละ 2.98 ระบุว่า ยังคงเดินทางอยู่ แต่อาจปรับทั้งวิธีเดินทางและจุดหมายปลายทางในการเดินทาง

    ร้อยละ 2.75 ยังคงเดินทางอยู่ แต่อาจปรับจุดหมายปลายทางในการเดินทาง

    และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/740105&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01XWBX3of0BXmcbE_vtl8e