Blog

  • แรงซื้อกลุ่มแบงก์-พลังงาน-ท่องเที่ยว ดัน SET ปิดบวก 7 จุด แนวโน้มพรุ่งนี้ไซด์เวย์

    แรงซื้อกลุ่มแบงก์-พลังงาน-ท่องเที่ยว ดัน SET ปิดบวก 7 จุด แนวโน้มพรุ่งนี้ไซด์เวย์

    10 หุ้นดันดัชนีวันนี้

    SET ปิดวันนี้ที่ 1,466.67 จุด เพิ่มขึ้น 6.99 จุด (+0.48%) มูลค่าซื้อขาย 67,651.20 ล้านบาท

    นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งตัวขึ้นแต่ค่อนข้างผันผวน โดยหุ้นกลุ่มแบงก์ยังมีแรงซื้อเข้ามาหนุน และคาดว่ายังมีเม็ดเงินที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มอิงการท่องเที่ยวที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นช่วยหนุนภาพรวมตลาด ทำให้ดัชนียังแกว่งขึ้นมาได้ต่อ แม้ว่าตลาดยังรอความชัดเจนจากปัจจัยการเมืองในประเทศ รวมถึงการทยอยรายงานผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนและการประกาศจ่ายเงินปันผล

    สำหรับแนวโน้มพรุ่งนี้คาดตลาดแกว่งตัวไซด์เวย์ในกรอบ โดยให้แนวต้าน 1,470 จุด แนวรับ 1,450 จุด

    ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์

    GULF มูลค่าการซื้อขาย 6,039.86 ล้านบาท ปิดที่ 59.75 บาท ลดลง 1.50 บาท

    TRUE มูลค่าการซื้อขาย 5,301.60 ล้านบาท ปิดที่ 13.70 บาท ลดลง 0.30 บาท

    KBANK มูลค่าการซื้อขาย 5,220.78 ล้านบาท ปิดที่ 207.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท

    CPALL มูลค่าการซื้อขาย 2,870.30 ล้านบาท ปิดที่ 52.25 บาท เพิ่มขึ้น 1.50 บาท

    DELTA มูลค่าการซื้อขาย 2,808.37 ล้านบาท ปิดที่ 224.00 บาท ลดลง 1.00 บาท

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/814027&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ypMDYKpMSTcL1DZzlJNpv

  • ส.อ.ท.ปลื้มดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ม.ค. 69 ฟื้นตัว มองบวกจีดีพีโต 3% ยังเป็นไปได้

    ส.อ.ท.ปลื้มดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ม.ค. 69 ฟื้นตัว มองบวกจีดีพีโต 3% ยังเป็นไปได้

    ส.อ.ท.ปลื้มดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ม.ค. 69 ฟื้นตัว สะท้อนสัญญาณบวกจากหลายปัจจัย ลั่นจีดีพีไทยโต 3% ยังเป็นไปได้ หากไม่มีวิกฤติการเงิน และรัฐบาลมีเสถียรภาพ ส.อ.ท. พร้อมให้การสนับสนุนการทำงาน พร้อมเสนอรัฐต่อมาตรการ BOI–แก้ PM2.5 

    18 ก.พ. 2569 – นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนม.ค 2569 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 88.7 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 88.2 ในเดือนธ.ค. 2568 โดยการปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีดังกล่าว สะท้อนถึงสัญญาณเชิงบวกจากหลายปัจจัย โดยภาคอุตสาหกรรมได้กลับมาดำเนินกิจกรรมการผลิตตามปกติภายหลังวันหยุดต่อเนื่องในช่วงเทศกาลปีใหม่ พร้อมทั้งเร่งการผลิตเพื่อรองรับคำสั่งซื้อในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป เครื่องนุ่งห่ม และบรรจุภัณฑ์ นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ ประกอบกับมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐ อาทิ การเปิดเส้นทางบินตรงและการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในหลายพื้นที่ ยังมีส่วนช่วยกระจายรายได้สู่ภูมิภาคและผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง 

    นายนาวา กล่าวว่า การผลักดันให้เศรษฐกิจไทย หรือจีดีพี (GDP) ปี 69 ให้เติบโตได้ถึง 3% ยังมีความเป็นไปได้ หากไม่เกิดวิกฤติทางการเงินเข้ามา และรัฐบาลมีเสถียรภาพ ไม่มีปัญหาเรื่องทุจริตคอรัปชั่น ซึ่ง ส.อ.ท. พร้อมให้การสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่ โดย ส.อ.ท. ประเมินว่าจะมีการตั้งรัฐบาลชุดใหม่ได้ประมาณกลางเดือน มิ.ย.69 แม้ขณะนี้จะมีข้อครหาเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งอยู่บ้าง แต่เชื่อว่าจะไม่เกิดอุบัติเหตุทางการเมือง จนส่งผลให้การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าออกไปอีก ซึ่งสิ่งที่ประชาชนต้องการเห็น คือ เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนต่อไป ไม่ใช่คนป่วยแห่งเอเชีย

    ทั้งนี้ มองว่าโครงการคนละครึ่งพลัสมีส่วนช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้ ซึ่งเห็นได้จากการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/68 โตขึ้น 2.5% โดยหนึ่งในปัจจัยหนุนมาจากการใช้จ่ายของประชาชนในโครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งมุมของ ส.อ.ท.เห็นด้วยที่รัฐบาลใหม่จะเดินหน้าโครงการคนละครึ่งพลัสให้เกิดความต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ก็ต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่ดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น

    “ในช่วงรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินการช่วยเหลือเรื่องสินเชื่อ SMEs ไปบ้างแล้ว โดยใช้กลไกจากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ในการผ่อนคลายและยืดหยุ่นการปล่อยสินเชื่อให้กับ SMEs แต่ก็ยังมีปัญหาอยู่บ้าง ซึ่ง ส.อ.ท.จะติดตามทวงถามแนวทางการให้ความช่วยเหลือ SMEs จากรัฐบาลชุดใหม่ต่อไป”

    ขณะเดียวกัน การอนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มเติมจำนวน 7 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 96,000 ล้านบาท ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ยังช่วยสนับสนุนการขยายตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และเพิ่มอุปสงค์ในกลุ่มอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งกิจกรรมในช่วงก่อนการเลือกตั้งยังมีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น อาทิ การจัดพิมพ์ป้ายหาเสียง บัตรเลือกตั้ง และกิจกรรมรณรงค์ของพรรคการเมือง ตลอดจนสถานการณ์ความร่วมมือด้านความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาที่มีแนวโน้มคลี่คลาย จากข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยและกัมพูชา ช่วยให้ประชาชนสามารถกลับเข้าสู่พื้นที่และเอื้อต่อการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้กลับมาดำเนินการได้ตามปกติ

    อย่างไรก็ตาม ในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา ยังมีปัจจัยท้าทายที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐยังต่ำกว่าเป้าหมาย ซึ่งนับตั้งแต่ต้นปีงบประมาณจนถึงวันที่ 23 ม.ค. 69 มีอัตราการเบิกจ่ายอยู่ที่ 21% ต่ำกว่าเป้าหมาย ณ สิ้นเดือนม.ค. 69 ที่กำหนดไว้ที่ 26% อาจส่งผลให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจล่าช้า ขณะเดียวกัน การปรับเพิ่มอัตราเงินสมทบประกันสังคมจาก 750 บาท เป็น 875 บาทต่อเดือน ส่งผลให้ต้นทุนด้านแรงงานของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ความล่าช้าในการเบิกจ่ายสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานยังส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้ว่างงานกว่า 208,404 ราย 

    อีกทั้งสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่อยู่ในระดับสูง อันมีสาเหตุหลักจากการเผาในที่โล่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังคงส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและสุขภาพของประชาชน ขณะเดียวกัน การสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศชะลอลง รวมถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่องยังสร้างแรงกดดันต่อรายได้และความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหาร เกษตรแปรรูป และสินค้าที่มีอัตรากำไรต่ำ

    จากผลการสำรวจผู้ประกอบการจำนวน 1,300 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในเดือนมกราคม 2569 พบว่าปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลง ได้แก่ เศรษฐกิจภายในประเทศ 60.2% นโยบายภาครัฐ 39.2% ราคาพลังงาน 27.1% การเข้าถึงสินเชื่อ 24.3% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 16.5% ส่วนปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ เศรษฐกิจโลก 58.2% อัตราแลกเปลี่ยน (โดยเฉพาะในมุมมองของผู้ส่งออก) 52.4% 

    ขณะที่ดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 95.9 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 95.7 ในเดือนธ.ค. 2568 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยสำคัญหลายประการ อาทิ ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ในเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม และของฝาก นอกจากนี้ การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ยังมีส่วนช่วยผลักดันนโยบายเศรษฐกิจและเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ส่งผลดีต่อการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างความเชื่อมั่นในภาพรวม

    อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า ซึ่งอาจกดดันบรรยากาศการค้าโลกและเพิ่มความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานในระยะต่อไป โดย ส.อ.ท. ได้มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ได้แก่ 1. เสนอให้รัฐบาลพิจารณาขยายระยะเวลาโครงการสนับสนุนผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ออกไปจนถึงสิ้นปี 2569 เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ

    2. เสนอให้เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 โดยเฉพาะการเผาในพื้นที่โล่ง ควบคู่กับการเสริมสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรม 3. ขอให้ภาครัฐเร่งจัดสรรงบประมาณเพื่อส่งเสริมการให้ความรู้ด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI แก่ผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจและลดต้นทุนให้กับภาคอุตสาหกรรมไทย

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/949734/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-1rzqGrDihwbQSlNRrzTu

  • ตร.ปส. เปิดปฏิบัติรุกปราบยาเสพติดในภูเก็ต สร้างความมั่นใจ เมืองท่องเที่ยวปลอดภัยจากยาเสพติด

    ตร.ปส. เปิดปฏิบัติรุกปราบยาเสพติดในภูเก็ต สร้างความมั่นใจ เมืองท่องเที่ยวปลอดภัยจากยาเสพติด

    ตำรวจปราบปรามยาเสพติด เปิดปฏิบัติรุกปราบยาเสพติดในภูเก็ต บูรณาการกำลังตำรวจภูธร ตม. ท่องเที่ยว ปส.  ทลายเครือข่ายผู้ค้ายา สร้างความมั่นใจ เมืองท่องเที่ยวปลอดภัยจากยาเสพติด

    พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ( ผบช.ปส. ) , พล.ต.ต.สินเลิศ สุขุม ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต, พล.ต.ต.ธีระ ทองระยับ ผบก.ปส.4, และ พ.ต.ท.เอกชัย ศิริ สวญ.ส.ทท.1 กก.2 บก.ทท.3 ร่วมเปิดปฏิบัติการเชิงรุกกวาดล้างเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ยาเสพติดกระจายสู่สถานบริการและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทย เมื่อคืนวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569

    ตำรวจชุดสืบสวน กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 4 ได้รับข้อมูลว่ามีเครือข่ายชาวต่างชาติลักลอบจำหน่ายโคเคนให้กลุ่มนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในสถานบริการและพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดภูเก็ต จึงเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน ก่อนขออนุมัติศาลออกหมายจับชายชาวไนจีเรีย 1 ราย และสามารถติดตามจับกุมตัวได้ตามหมายจับ และใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการขยายผลเชิงลึกไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

    ปฏิบัติการครั้งนี้สนธิกำลังตำรวจปราบปรามยาเสพติด ตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต ตำรวจท่องเที่ยว และตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เข้าตรวจสอบสถานบริการในซอยบางลา ย่านป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ  ผลการปฏิบัติสามารถจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มเติม จำนวน 2 ราย ได้แก่ ชายชาวไนจีเรีย ตรวจค้นพบโคเคนน้ำหนักประมาณ 1 กรัม ดำเนินคดีในข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย และ ชายชาวต่างชาติ  ถูกจับกุมในข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต

    นอกจากนี้ ก่อนหน้าปฏิบัติการดังกล่าว บก.ปส.4 ได้บูรณาการร่วมกับกรมศุลกากร และตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต สกัดจับ ชายชาวบราซิล ณ ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต ขณะลักลอบลำเลียงโคเคนน้ำหนัก 3.1 กิโลกรัม ซึ่งซุกซ่อนมากับสัมภาระส่วนตัว เพื่อเตรียมนำมากระจายจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวในพื้นที่ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่ถูกจับกุมในครั้งนี้  

    จากการปฏิบัติการต่อเนื่อง ทำให้สามารถจับกุมผู้ต้องหารวม 4 ราย พร้อมของกลางโคเคนรวมกว่า 3.1 กิโลกรัม ตัดวงจรการแพร่ระบาดในเมืองท่องเที่ยวระดับโลกได้อย่างทันท่วงที ก่อนสร้างผลกระทบร้ายแรงต่อภาพลักษณ์และความปลอดภัยของประเทศ
    พล.ต.ท.อาชยน ย้ำว่า ตำรวจปราบปรามยาเสพติดจะยังคงเดินหน้าปราบปรามยาเสพติดเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจและแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวตามนโยบายของรัฐบาล ทั้งนี้ได้สั่งการให้เร่งขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการทั้งในและต่างประเทศเพื่อทลายโครงสร้างเครือข่ายนี้ให้สิ้นซาก

    ทั้งนี้ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอความร่วมมือประชาชน หากพบเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติดหรือบุคคลต้องสงสัย สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 1599 หรือ 191 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือสถานีตำรวจใกล้บ้าน โดยข้อมูลของผู้แจ้งจะถูกเก็บรักษาเป็นความลับอย่างเคร่งครัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/66787&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rlbdXTSqFA6lgA_f5A_JT

  • สัญญาณบวกท่องเที่ยว ไฟล์ทจีนเข้าไทย เพิ่ม 8.3% : รอบวันทันเหตุการณ์ 12.00 น./วันที่ 18 ก.พ.69

    สัญญาณบวกท่องเที่ยว ไฟล์ทจีนเข้าไทย เพิ่ม 8.3% : รอบวันทันเหตุการณ์ 12.00 น./วันที่ 18 ก.พ.69

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/Tt32nUR5Y9I&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ka_p6uderjTzN2R3z-0bf

  • กูรูชี้ GDP ไทยโตเกินคาด หนุนหุ้นไทย การบริโภค-ค้าปลีก-ท่องเที่ยว รับอานิสงส์

    กูรูชี้ GDP ไทยโตเกินคาด หนุนหุ้นไทย การบริโภค-ค้าปลีก-ท่องเที่ยว รับอานิสงส์

    กูรูชี้ GDP ไทยโตเกินคาด หนุนหุ้นไทย การบริโภค-ค้าปลีก-ท่องเที่ยว รับอานิสงส์

    นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่า หลังจากที่ทางสภาพัฒน์ได้ประกาศตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจพบว่า ขยายตัวได้ 2.5% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน ดีกว่า Bloomberg Consensus คาดการณ์ไว้ที่ 1.3% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน

    การขยายตัวเด่นมาจากการลงทุนรวม เติบโต 8% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน เร่งจากการลงทุนภาครัฐ ที่ขยายตัว 13% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน โดยสภาพัฒน์ระบุว่าการลงทุนภาครัฐขยายตัวจากหมวดก่อสร้าง 15% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน

    ขณะที่การบริโภคขยายตัวได้ดีจากรถยนต์ EV ที่เร่งซื้อก่อนจะหมดมาตรการ EV 3.0 พร้อมกับการใช้จ่ายในหมวดบริการที่ขยายตัว 3% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน แต่หลักๆเป็นเพราะค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและขนส่งเป็นสำคัญ

    ในฝั่งของการส่งออกขยายตัวได้ 9% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน ตามการส่งออกสินค้า Technology เป็นสำคัญ อาทิ อุปกรณ์สื่อสารและโทรคมนาคม ที่ขยายตัว 83% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน, ชิ้นส่วนและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เติบโต 30% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน

    แต่สวนทางกับการส่งออกภาคบริการที่หดตัว -7% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน เป็นไปตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง เมื่อมองไปข้างหน้าแล้วสภาพัฒน์คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวในค่าเฉลี่ย 2% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน

    และการขยายตัวของหลายๆ เครื่องยนต์เศรษฐกิจพบว่าค่อนข้างต่ำอยู่ในระดับเพียง 1-3% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน อย่างการลงทุนภาครัฐที่ขยายตัวเด่นในช่วงไตรมาส 4/2568 ทั้งปี 2569 คาดเพียง 1.7% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน การบริโภคก็ขยายตัวเพียง 2.1% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน

    ทั้งนี้ หากมองหุ้นที่จะได้รับประโยชน์จากปัจจัยที่กล่าวมาในข้างต้นนั้น จะประกอบไปด้วยกลุ่มอิงการบริโภค เช่น ค้าปลีก อาทิ BJC CRC CPALL และ HMPRO, ศูนย์การค้า อย่าง CPN และเครื่องดื่ม ได้แก่ ICHI และ CBG เป็นต้น

    ส่วนปัจจัยระยะสั้นนักลงทุนจะจับตารอดูช่วงเทศกาลตรุษจีน ทาง ATTA เผยว่าในช่วง 13-22 ก.พ. นักท่องเที่ยวจีนจะเดินทางเข้าไทยเฉลี่ยวันละ 2.8 หมื่นราย ซึ่งมากกว่าช่วงปกติที่ 1.3 หมื่นรายต่อวัน 

    หากเป็นเช่นนี้จริงมองเป็นสัญญาณเชิงบวกเกี่ยวกับการท่องเที่ยวไทย และหุ้นที่ได้ประโยชน์อย่างพวก ค้าปลีก โรงแรม สนามบิน อย่างไรก็ดี ประเมินข่าวกดดันต่างๆ ที่เคยเป็นประเด็นก่อนหน้านี้น่าจะคลายกังวลลงไปบ้างแล้ว เช่น ความปลอดภัย เรื่องของดาราที่เคยหายตัวไป

    สำหรับกลยุทธ์การลงทุนนั้น มองว่าปัจจุบันด้วย SET Index เริ่มมี PE ไม่ถูกจึงเน้นควบคุมความเสี่ยง ระยะสั้น เน้นเก็งกำไรหุ้นได้ประโยชน์ช่วงตรุษจีน อาทิ ท่องเที่ยว เช่น AOT CENTEL MINT, ค้าปลีก อาทิ BJC CPALL HMPRO และ ศูนย์การค้า อย่าง CPN เป็นต้น

    ลุ้น GDP ไทยปี 69 โต 2.5%

    นักวิเคราะห์ บล.ไอร่า ระบุว่า ทางฝ่ายมีมุมมองเชิงบวกจากการรายงานตัวเลข GDP ไตรมาส 4/2568 ของไทยออกมา ขยายตัว +1.9% จากไตรมาสก่อน และโต +2.5% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน โดยทั้งปี 2568 ทำได้ที่ +2.4% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

    โดยการลงทุนรวมไตรมาส 4/2568 เพิ่มขึ้น +8.1% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน ซึ่งเติบโตทั้งภาคเอกชน +6.5% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน และภาครัฐฯ +13.3% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน คาดจากการก่อสร้างโรงงานที่กลับมาฟื้นตัวครั้งแรกในรอบ 7 ไตรมาส

    รวมทั้งการเร่งตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าก่อนมาตรการสนับสนุน EV 3.0 ที่สิ้นสุดลงในปี 2568 ขณะที่ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมในกลุ่มคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สื่อสารโตอย่างมาก ซึ่งเป็นไปตามรอบวัฏจักรเทคโนโลยี (AI cycle)

    หากพิจารณาคาดการณ์โอกาสในการเติบโตในปี 2569 คาดจะอยู่ที่ระดับ 1.5-2.5% ถือเป็นการเติบโตแบบประคองตัว ท่ามกลางความเสี่ยงจากนโยบายกีดกันทางการค้าโลก (Tariffs) และปัญหาหนี้ครัวเรือนภายในประเทศ

    ทางฝ่ายคาดว่าสิ่งที่ตลาดจะให้ความสำคัญในระยะถัดไปคือการเร่งทำงบประมาณปี 2570 เพื่อไม่ให้เกิดภาวะสุญญากาศทางการคลัง ซึ่งหากไม่มีความวุ่นวายทางการเมืองโดยเฉพาะประเด็นการเลือกตั้งที่มีความเสี่ยงเป็นโมฆะจากกรณีบาร์โค้ด

    อย่างไรก็ตาม ทางฝ่ายมองจะเป็นจิตวิทยาเชิงบวกต่อทิศทางตลาดหุ้นไทยได้ต่อ ทั้งนี้ แนะนำติดตามทิศทางกระแสเงินทุนต่างชาติ หลั่งไหลเข้าต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีนี้ 4.63 หมื่นล้าน นับตั้งแต่ต้นปีมา รวมทั้ง Valuation ของ SET Index เริ่มตึงตัวมากขึ้น Fwd PE 14.9 เท่า อยู่ที่ช่วงค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/651838&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KYxoJcNI5Son51Rnwr8jV

  • สนค. ชี้โอกาสกาแฟไทย ชิงส่วนแบ่งตลาดโลก หลังเติบโตต่อเนื่อง

    สนค. ชี้โอกาสกาแฟไทย ชิงส่วนแบ่งตลาดโลก หลังเติบโตต่อเนื่อง

    สนค. ชี้โอกาสกาแฟไทย ชิงส่วนแบ่งตลาดโลก หลังเติบโตต่อเนื่อง

    18 กุมภาพันธ์ 2569, 15:26น.

              นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามสถานการณ์การค้าสินค้ากาแฟ ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมบริโภคทั่วโลก มีบทบาทเกี่ยวข้องทั้งด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตประจำวันของผู้คน นอกจากนี้ กาแฟกลายเป็นไลฟ์สไตล์และสัญลักษณ์ในการเข้าสังคมของคนบางกลุ่ม

               ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรแห่งสหรัฐอเมริกา (USDA) ระบุว่า  ปีการผลิต 2568/2569 โลกมีผลผลิตกาแฟ 174.4 ล้านกระสอบ (60 กิโลกรัม/กระสอบ) (หรือประมาณ 10.5 ล้านตัน) ประเทศผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ของโลก 5 อันดับแรกของโลก ได้แก่ (1) บราซิล (64.7 ล้านกระสอบ สัดส่วน 37% ของผลผลิตกาแฟโลก) ผลิตกาแฟอาราบิก้า อันดับ 1 ของโลก (2) เวียดนาม (29 ล้านกระสอบ สัดส่วน 17%) ผลิตกาแฟโรบัสตา อันดับ 1 ของโลก (3) โคลอมเบีย (13.2 ล้านกระสอบ สัดส่วน 8%) (4) อินโดนีเซีย (10.7 ล้านกระสอบ สัดส่วน 6%) และ (5) เอธิโอเปีย (10.6 ล้านกระสอบ สัดส่วน 6%) สำหรับไทย (0.9 ล้านกระสอบ สัดส่วน 0.5%)

              นอกจากนี้ USDA  ยังรายงานว่า คนทั่วโลกบริโภคกาแฟมากถึง 10.0 ล้านตัน ขยายตัว 1.6% จากปีก่อนหน้า โดยสหภาพยุโรปมีการบริโภคสูงสุด รองลงมา ได้แก่ สหรัฐอเมริกา บราซิล ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ (ไทยบริโภคกาแฟเป็นอันดับที่ 24 ของโลก และคาดว่าปี 2568/69 จะมีความต้องการบริโภคในประเทศเพิ่มขึ้น 1.7% จากปีก่อนหน้า)

               การค้ากาแฟของโลก ในปี 2567 โลกส่งออกเมล็ดกาแฟ  (พิกัดศุลกากร 0901) เป็นปริมาณ 9.3 ล้านตัน เป็นมูลค่า 51,544.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 21.7% ประเทศที่มีมูลค่าการส่งออกเมล็ดกาแฟสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) บราซิล (สัดส่วน 22.1% ของมูลค่าการส่งออกเมล็ดกาแฟของโลก) (2) เวียดนาม (8.1%) (3) สวิตเซอร์แลนด์ (7.7%) (4) เยอรมนี (7.4%) และ (5) โคลอมเบีย (6.9%) และส่งออกผลิตภัณฑ์กาแฟ  (พิกัดศุลกากร 210111 และ 210112) เป็นปริมาณ 1.3 ล้านตัน เป็นมูลค่า 10,836.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว  15.3%

               ประเทศที่มีมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์กาแฟสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) เยอรมนี (สัดส่วน 10.1% ของมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์กาแฟของโลก) (2) บราซิล (8.9%) (3) เวียดนาม (8.7%) (4) สเปน (6.3%) และ (5) อินโดนีเซีย (6.0%) ตามลำดับ

               การค้ากาแฟของไทยไทยเป็นผู้นำเข้าสุทธิสินค้ากาแฟ (พิกัดศุลกากร 0901 210111 และ 210112) ในปี 2568 ทั้งการนำเข้าและส่งออกขยายตัว โดยไทยนำเข้าเป็นมูลค่า 703.1 ล้านเหรียญสหรัฐ (ขยายตัว 58.92% จากปีก่อนที่มีมูลค่าการนำเข้า 442.4 ล้านเหรียญสหรัฐ) หรือ 23,296.9 ล้านบาท แหล่งนำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ เวียดนาม มาเลเซีย สปป.ลาว อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น และส่งออกเป็นมูลค่า 169.7 ล้านเหรียญสหรัฐ (ขยายตัว 10.19% จากปีก่อนที่มีมูลค่าการส่งออก 154.0 ล้านเหรียญสหรัฐ) หรือ 5,571.3 ล้านบาท ตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว ออสเตรเลีย เมียนมา และฟิลิปปินส์

               สมาคมกาแฟไทยให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยได้พัฒนาบทบาทจากการเป็นผู้ผลิตกาแฟในอดีต มาสู่การเป็นผู้แปรรูปและส่งออกในปัจจุบัน และยังมีโอกาสที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านการแปรรูปและส่งออกสำคัญของอาเซียน (Hub of ASEAN) โดยนอกจากการใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพภายในประเทศแล้ว จะต้องปลดล็อกทางการค้าให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงเมล็ดกาแฟจากแหล่งผลิตที่หลากหลายทั่วโลก เพื่อให้สามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์กาแฟที่มีรสชาติแปลกใหม่ สินค้ามีคุณภาพและราคาแข่งขันได้ ในตลาดโลก

               ในภาพรวมการค้าสินค้ากาแฟ เป็นโอกาสของไทยในการปรับกลยุทธ์ทางการค้าเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี และมาเลเซีย ที่ไม่ได้ปลูกกาแฟเป็นหลัก แต่เป็นผู้ส่งออกกาแฟอันดับต้น ๆ ของโลกได้ โดยมีบทบาทเป็นผู้แปรรูปและส่งออกกาแฟคั่วรวมทั้งผลิตภัณฑ์กาแฟ จึงเห็นว่าการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย จำเป็นจะต้องดำเนินการทบทวนกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมให้อุตสาหกรรมและการค้ากาแฟของไทยเติบโตและแข่งขันได้ โดยมีแนวทางสำคัญ ดังนี้

              1.การลดต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย

              2. รักษาสมดุลตลาดให้เกษตรกรไทยอยู่ได้ และคุ้มครองราคากาแฟของเกษตรกรไทยไม่ให้ถูกกดดันจากกาแฟนำเข้า

              3. ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าและการแปรรูป เน้นกาแฟคุณภาพ และสนับสนุนการลงทุนในเครื่องจักรและเทคโนโลยีเพื่อการแปรรูปที่ทันสมัย (การคั่ว การบด การบรรจุ และการผลิตกาแฟสำเร็จรูป) รวมทั้งพิจารณาจัดตั้งศูนย์กลางการแปรรูปและกระจายกาแฟในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เพื่อลดต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์ และ

              4. ส่งเสริมการค้าที่ยั่งยืนและเป็นธรรม เช่น การผลิตกาแฟแบบลดคาร์บอน บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนส่งเสริมกลไกตลาดที่ทำให้เกษตรกรได้ราคาที่เป็นธรรม เช่น การทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า การรับรองการค้าที่เป็นธรรม (Fair Trade) เป็นต้น

    #กาแฟไทย

    #ส่งออกกาแฟไทย

    Cr:กระทรวงพาณิชย์ 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159341&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AwUcMHp5CJFcyHH4MTblG

  • ดิจิทัล วอลเล็ต ยังเหลือ เฟส 3-4 เกือบ 15 ล้านคน จะแจกต่อไหม หลังเพื่อไทยร่วมรัฐบาล

    ดิจิทัล วอลเล็ต ยังเหลือ เฟส 3-4 เกือบ 15 ล้านคน จะแจกต่อไหม หลังเพื่อไทยร่วมรัฐบาล

              เงินดิจิทัล วอลเล็ต ยังเหลือราว 15 ล้านคน อายุ 16-59 ปี ที่ยังไม่ได้เฟส 3 กับ 4 จะกลับมาจ่ายไหมหลังพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล และมีข่าวลือออกมา

    ดิจิทัล วอลเล็ต

              การประกาศร่วมรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ทำให้มีกระแสข่าวลือเกี่ยวกับเงินดิจิทัล วอลเล็ต แจกเงิน 10,000 บาท ว่าจะมีการแจกส่วนที่เหลือในเฟส 3 และ 4 ราว 15 ล้านคนหรือไม่

              วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 กระปุกดอทคอม ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วว่า เรื่องการแจกเงิน 10,000 บาท ส่วนที่เหลือ ไม่เป็นความจริง สืบเนื่องจากเหตุผลต่อไปนี้

              1. พรรคเพื่อไทยไม่ได้ใส่นโยบายเงินดิจิทัล วอลเล็ต เอาไว้ในการเลือกตั้งครั้งนี้

              2. พรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และมีนโยบายของตัวเองอย่างคนละครึ่งพลัส ดังนั้น ถ้ามีเงินดิจิทัล จะเป็นนโยบายซ้ำซ้อน งบประมาณที่ใช้อาจไม่เพียงพอ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view298822.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08tQNwrgPD3EqojEdJZlU3

  • ร้อนฉ่า! เปิดคำให้การ ‘ประเสริฐ’ ต่อดีเอสไอ คดี ‘สแกนม่านตา’ ระบุ ‘ธรรมนัส’ เป็นคนแนะนำกลุ่มทุนจากสิงคโปร์ให้ทำ MOU

    ร้อนฉ่า! เปิดคำให้การ ‘ประเสริฐ’ ต่อดีเอสไอ คดี ‘สแกนม่านตา’ ระบุ ‘ธรรมนัส’ เป็นคนแนะนำกลุ่มทุนจากสิงคโปร์ให้ทำ MOU

    จากกรณี กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้รับเป็นคดีพิเศษที่ 148/2568 เพื่อตรวจสอบกรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี ภายใต้โครงการ Worldcoin และได้มีการเชิญ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (ตำแหน่งในขณะนั้น รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) และ ผู้เกี่ยวข้อง สอบปากคำพยานเกี่ยวกับที่มาที่ไปของการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กับบริษัทไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วิซีซี จากประเทศสิงคโปร์ ก่อนทำหนังสือถึง เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบตามอำนาจ และตามกฎหมายของ คณะกรรมการป.ป.ช .หลังพบเกี่ยวข้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ

    ล่าสุดมีการเปิดบันทึก ถ้อยคำ ของนายประเสริฐ ที่ให้ไว้กับ พนักงานสอบสวน กองคดียาเสพติด กรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2568 ในคดีพิเศษ 148 /2568 กรณี ธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคลิปโต อาจเข่าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมายว่า ด้วยการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลและกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

    โดยเป็นรูปแบบถามตอบ และมีสาระสำคัญว่า โดยพนักงานสอบสวน จากดีเอสไอ ได้ถามว่า ท่านทราบที่มาวัตถุประสงค์ หลักเกณฑ์ และแนวทางการปฏิบัติของบันทึกความเข้าใจ Memorandum of Understanding (MOU) ระหว่าง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกับกองทุนสิงคโปร์ ชื่อ Prime Opportunity Fund VCC หรือไม่ อย่างไร

    นายประเสริฐ ตอบว่า ข้าพเจ้า ไม่ทราบในรายละเอียดของ MOU ดังกล่าว แต่ทราบในหลักการว่าเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งช่วงต้นปี 2567 ข้าพเจ้าได้รับการประสานงานจาก ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า มีกลุ่มทุนจากประเทศสิงคโปร์มีความประสงค์จะหารือเกี่ยวกับการจัดทำบันทึก MOU เพื่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศไทยซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ รัฐบาลเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจดิจิทัล

    ซึ่งข้าพเจ้า ได้สอบถามแล้วกองทุนดังกล่าวเป็นของเอกชนซึ่งตามกฎกระทรวงเป็นอำนาจของปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นผู้ลงนามใน MOU

    ข้าพเจ้าจึงมอบให้เลขานุการรัฐมนตรีซึ่งขณะนั้นคือ นายวัลลภ รุจิรากร มีหนังสือส่งเรื่องให้ทางปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็น ผู้พิจารณา ซึ่งต่อมาทางปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้มีการพิจารณาและดำเนินการตามขั้นตอนของทางราชการ

    จากนั้นปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จึงได้ประมวลเรื่องเสนอข้าพเจ้า เพื่อขอความเห็นชอบลงนามในบันทึก MOU ฉบับดังกล่าว ซึ่งข้าพเจ้า ได้ทำการลงนามให้ความเห็นชอบให้ดำเนินการซึ่งเป็นไปตาม ขั้นตอนปกติ

    นอกจากนี้ พนักงานสอบสวน ถามต่อว่า ตามที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษให้ท่านตรวจดูภาพที่ปรากฏในสื่อสาธารณะเป็นภาพในพิธีลงนาม MOU ท่านทราบหรือไม่ว่า บุคคลในภาพเป็นใครบ้าง

    นายประเสริฐ ตอบว่า ข้าพเจ้า รู้จักร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า และศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ซึ่งขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลเดียวกัน สำหรับศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ อดีตปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในขณะนั้น (ปัจจุบัน ประธานกรรมการในคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) เป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ลงนามใน MOU สำหรับตัวแทนผู้ลงนามจากกองทุนสิงคโปร์ ชื่อ Prime Opportunity Fund VCC ข้าพเจ้า ไม่รู้จักแต่อย่างใด

    สุดท้ายพนักงานสอบสวนถามต่อว่า เคยมีเหตุโกรธเคืองกับผู้ใดในคดีนี้มาก่อนหรือไม่ นายประเสริฐ ตอบว่า ไม่มี พนักงานสอบสวนถามต่อว่า คำให้การดังกล่าวข้างต้นพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอ่านให้ฟังแล้วรับว่าถูกต้องเป็นความจริงหรือไม่ นายประเสริฐ ตอบว่า “เป็นความจริง อ่านให้ฟังแล้วรับว่าถูกต้อง”

    อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า ดีเอสไอ. เตรียมเรียก ร.อ.ธรรมนัส สอบปากคำหลังถูกซัดทอด

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/949741/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DrhPO66RpwRkM111B_V4h

  • ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ฟื้นแต่ยังเสี่ยง ‘ส.อ.ท.’ เตือนบาทแข็ง-งบรัฐช้า ฉุด GDP

    ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ฟื้นแต่ยังเสี่ยง ‘ส.อ.ท.’ เตือนบาทแข็ง-งบรัฐช้า ฉุด GDP

    ดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมที่ขยับขึ้นสู่ 88.7 สะท้อนแรงส่งเศรษฐกิจต้นปีที่เริ่มกลับมามีชีวิตชีวา แต่ยังไม่อาจวางใจ ท่ามกลางแรงกดดันค่าเงินบาท งบลงทุนรัฐ และปัจจัยสิ่งแวดล้อม การจัดตั้งรัฐบาลใหม่และทิศทางนโยบายเศรษฐกิจใน 6 เดือนข้างหน้า จึงเป็นตัวแปรชี้ชะตา ว่าไทยจะเร่งเครื่องแตะ 3% ได้จริง หรือยังต้องเผชิญความเสี่ยงเป็นคนป่วยแห่งเอเชียต่อไป

    นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนม.ค. 2569 อยู่ที่ระดับ 88.7 เพิ่มขึ้นจาก 82.2 ในเดือนธ.ค. 2568 ถือเป็นการฟื้นตัวต่อเนื่องในรอบหลายเดือน สะท้อนแรงส่งจากอุปสงค์ในประเทศที่กระเตื้องขึ้น กิจกรรมเศรษฐกิจต้นปีคึกคัก รวมถึงแรงหนุนจากภาคท่องเที่ยวและคำสั่งซื้อเพื่อรองรับเทศกาลตรุษจีน

    อย่างไรก็ตาม แม้ดัชนียังต่ำกว่าระดับ 100 ซึ่งเป็นจุดสะท้อนความเชื่อมั่นปกติ แต่การปรับขึ้นกว่า 6 จุดในเดือนเดียว ถือเป็นสัญญาณบวกที่ภาคเอกชนมองว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มตั้งหลักได้ดีขึ้น หลังเผชิญแรงกดดันทั้งภายนอกและภายในประเทศตลอดปีที่ผ่านมา   

    ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ฟื้นแต่ยังเสี่ยง 'ส.อ.ท.' เตือนบาทแข็ง-งบรัฐช้า ฉุด GDP

    สำหรับปัจจัยบวกสำคัญมี 5 ประการ ได้แก่ 1. เร่งผลิตรับตรุษจีน โดยผู้ประกอบการกลับมาเดินเครื่องจักรเต็มกำลังหลังหยุดยาวปีใหม่ เพื่อส่งมอบสินค้าให้ทันรอบการบริโภคช่วงเทศกาล โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป เครื่องดื่ม สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และบรรจุภัณฑ์ ส่งผลให้ดัชนีคำสั่งซื้อและปริมาณการผลิตปรับเพิ่มชัดเจน

    2. ท่องเที่ยวฟื้นตัวแรง มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว การเปิดเส้นทางบินตรง และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น หนุนการใช้จ่ายในประเทศ กระจายสู่ภาคการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ ภาคกลาง และเมืองท่องเที่ยวหลัก

    3. การลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ผ่านการการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โครงการ Data Center ใหม่ 7 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 96,000 ล้านบาท ได้สร้างความเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัล และซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้อง ส่งสัญญาณว่าการลงทุนระยะยาวยังเดินหน้า

    4. เม็ดเงินเลือกตั้งสะพัด จากกิจกรรมหาเสียงของพรรคการเมืองกระตุ้นการใช้จ่าย โดยเฉพาะธุรกิจสิ่งพิมพ์ บรรจุภัณฑ์ ป้ายโฆษณา และสื่อประชาสัมพันธ์ ทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเพิ่มขึ้นในระยะสั้น

    5. ความสงบชายแดน “ไทย-กัมพูชา” โดยสถานการณ์ที่ผ่อนคลายลงเอื้อต่อการค้าชายแดน การเดินทาง และการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการท้องถิ่นและภาคเกษตรแปรรูป 

    ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ฟื้นแต่ยังเสี่ยง 'ส.อ.ท.' เตือนบาทแข็ง-งบรัฐช้า ฉุด GDP

    นายนาวา กล่าวว่า แม้ดัชนีฟื้นตัว แต่ภาคอุตสาหกรรมยังจับตาความเสี่ยงหลัก 5 ด้าน ได้แก่ 1. งบลงทุนรัฐเบิกจ่ายล่าช้า ซึ่งอัตราการเบิกจ่ายงบลงทุนอยู่ที่ราว 21% ต่ำกว่าเป้าหมาย 26% ทำให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบช้ากว่าคาด ส่งผลต่อโครงการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง และซัพพลายเออร์ในห่วงโซ่ 

    2. ภาระต้นทุนแรงงาน-ระบบประกันสังคม จากการปรับเพิ่มเงินสมทบนายจ้างตามค่าแรงขั้นต่ำ และปัญหาระบบประกันสังคมล่มที่ทำให้การจ่ายเงินช่วยผู้ว่างงานล่าช้ากว่า 2 แสนราย กระทบกำลังซื้อฐานรากและสภาพคล่องในระบบ

    3. วิกฤติ PM2.5 จากปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กกระทบสุขภาพ แรงงาน และภาคบริการ โดยเฉพาะร้านอาหารกลางแจ้งและการท่องเที่ยวในภาคกลางและอีสาน

    4. สถานะรัฐบาลรักษาการ จากการยุบสภาทำให้ไม่สามารถออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ที่ต้องใช้งบประมาณ ส่งผลให้เครื่องยนต์นโยบายชะลอตัว 

    5. เงินบาทแข็งค่า การที่ค่าเงินบาทแข็งขึ้นมาอยู่ระดับ 31 บาทต้น ๆ ต่อดอลลาร์ แข็งค่าราว 9% เมื่อเทียบกับปีก่อน กระทบความสามารถแข่งขันผู้ส่งออก โดยเฉพาะ SMEs ที่มีมาร์จิ้นต่ำ

    ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ฟื้นแต่ยังเสี่ยง 'ส.อ.ท.' เตือนบาทแข็ง-งบรัฐช้า ฉุด GDP

    นอกจากนี้ ผลสำรวจชี้ว่า อุตสาหกรรมขนาดกลางและใหญ่ปรับตัวดีขึ้นจากคำสั่งซื้อในตลาดสหรัฐฯ ยุโรป และตะวันออกกลาง ขณะที่ SMEs กลับลดลงจากกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอหลังสิ้นสุดมาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” และแรงกดดันจากสินค้านำเข้าราคาถูก

    “ในเชิงภูมิภาค ภาคกลาง เหนือ และตะวันออกปรับเพิ่มขึ้นตามภาคท่องเที่ยวและการลงทุน ขณะที่ ภาคอีสานและใต้ลดลงจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เช่น สุกร อ้อย ยางพารา รวมถึงปัจจัยความไม่สงบในบางพื้นที่”

    ทั้งนี้ ส.อ.ท. เสนอ 3 แนวทางเร่งด่วนต่อรัฐบาลรักษาการและรัฐบาลใหม่ ได้แก่ 1.ขยายเวลาโครงการเพิ่มขีดความสามารถ โดยต่ออายุการยื่นโครงการกองทุน 5,000 ล้านบาท ถึงสิ้นปี 2569 เพื่อสนับสนุนการ Upskill แรงงานและปรับเปลี่ยนเครื่องจักรสู่ระบบอัตโนมัติ

    2. แก้ PM2.5 เชิงรุก โดยบังคับใช้กฎหมายห้ามเผาอย่างเข้มงวด และประสานความร่วมมือข้ามพรมแดน ลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสุขภาพแรงงาน

    3. เร่งงบ AI ภาคอุตสาหกรรม โดยจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนการใช้ AI ในภาคการผลิต เพื่อยกระดับผลิตภาพ ลดต้นทุน และแข่งขันกับประเทศในภูมิภาค

    นอกจากนี้ ส.อ.ท. สนับสนุนเป้าหมายรัฐบาลที่ต้องการผลักดัน GDP ปี 2569 โต 3.0% โดยเห็นว่าหากรัฐบาลใหม่จัดตั้งได้ภายในเดือนมิถุนายน และเร่งเบิกจ่ายงบลงทุน โอกาสแตะเป้าหมายยังมีความเป็นไปได้

    “หากการเมืองยืดเยื้อ จะกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติและการตัดสินใจลงทุนครึ่งปีหลัง เสี่ยงทำให้ไทยสูญเสียโอกาสท่ามกลางการแข่งขันดึงดูดเงินลงทุนในภูมิภาค”

    ทั้งนี้ ภาคเอกชนยังเสนอให้เดินหน้ามาตรการกระตุ้นกำลังซื้อในลักษณะ “คนละครึ่ง พลัส” ต่อเนื่อง หลังพิสูจน์แล้วว่าสามารถดัน GDP ไตรมาส 4 โต 2.5% สูงกว่าคาด พร้อมเรียกร้องธนาคารของรัฐเร่งปล่อยสินเชื่อ Soft Loan วงเงิน 100,000 ล้านบาท อุ้ม SMEs ที่กำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1221707&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3o9pI7xJecxB0GMb-NJh_X

  • จีดีพีโตเกินคาดทำให้เศรษฐกิจไทยหายเป็น ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ แล้วจริงหรือไม่ ? – BBC News ไทย

    จีดีพีโตเกินคาดทำให้เศรษฐกิจไทยหายเป็น ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ แล้วจริงหรือไม่ ? – BBC News ไทย

    นักวิเคราะห์ผู้เริ่มตีตราไทยว่าเป็น ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ ชี้อนาคต “ยังคงแย่ที่สุด” จีดีพีอาจโตแค่ 2-2.5% ตลอด 2 ทศวรรษข้างหน้า

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ปัญหาของเศรษฐกิจไทย “… คิดว่าไหว แต่ความจริงคือมันจะไม่ไหวแล้ว เหมือนเป็นมะเร็ง ตอนแรกไม่รู้ พอถึงระยะ 2-3 มันจะหักหัวเร็วมาก แล้วมันจะดิ่งเร็วมาก” ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว
      • Author, ปณิศา เอมโอชา
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
    • เวลาอ่าน: 15 นาที

    เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2569 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เผยแพร่ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจไทยประจำไตรมาสที่ 4/2568 พบว่าขยายตัวขึ้น 2.5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า (Year-on-year – YoY) ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ จีดีพี ทั้งปี 2568 โตขึ้นเป็น 2.4% YoY

    ตัวเลขข้างต้นนี้ถือว่าดีกว่าประมาณการณ์ที่ออกมาในช่วงไตรมาส 3/2568 จากสภาพัฒน์เอง ซึ่งเคยมองว่า เศรษฐกิจไทยทั้งปีที่แล้วจะโตราว 2% YoY และก็ยังดีกว่าที่ตลาดเคยมองว่าเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายของไทยจะโตแค่ 1% YoY เท่านั้น

    ในบทความนี้ บีบีซีไทยชวนผู้เชี่ยวชาญมาตอบคำถามสำคัญว่า ตัวเลขที่ดีขึ้นเช่นนี้หมายความว่าเศรษฐกิจไทยหายจากการเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” แล้วหรือไม่ โดยวลีดังกล่าวนี้ได้รับความนิยมอย่างมากหลังสำนักข่าวไฟแนนเชียลไทมส์ (เอฟที) นำคอมเมนต์ของหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารกสิกรไทยขึ้นมาเป็นพาดหัวใหญ่ เมื่อต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา

    สภาพัฒน์

    ที่มาของภาพ, สภาพัฒน์

    คำบรรยายภาพ, แผนภาพแสดงอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยรายไตรมาสตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา โดยเส้นสีดำทึบแสดงถึงการเติบโตของจีดีพีที่แท้จริงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่เส้นประแสดงถึงอัตราการเติบโตของจีดีพีที่แท้จริงเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

    ‘ยังป่วยอยู่’ และ “ป่วยเรื้อรัง”

    ตามรายงานจากสภาพัฒน์นั้น ปัจจัยผลักดันเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4/2568 ส่วนหนึ่งมาจากการลงทุนรวมทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ ที่สูงถึง 8.1% YoY เทียบกับสถิติ 1.4% YoY ในไตรมาสก่อนหน้า โดยในจำนวนนี้เป็นสัดส่วนที่มาจากภาครัฐถึง 13.3% YoY เทียบกับสถิติในไตรมาสที่ 3 ซึ่งติดลบ 5.3% YoY นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเรื่องการบริโภคภาคเอกชนและการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลที่ขยายตัวมากขึ้นเช่นกัน

    จากสถานการณ์ข้างต้น เมื่อบีบีซีไทยถาม ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่า เช่นนั้นประเทศไทยหายจากการเป็น “คนป่วย” แล้วหรือยัง เขาตอบกลับมาว่า “เหมือนคนอาการดีขึ้นนิดนึง แต่ยังไม่หายป่วย”

    เขาเปรียบเทียบเพิ่มเติมว่า สภาพเศรษฐกิจของไทยตอนนี้อาจไม่ได้อยู่ในจุดวิกฤตที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจและรักษาตัวอยู่ในหอผู้ป่วยวิกฤต (Intensive Care Unit) หรือไอซียู แต่ไทยกำลังเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และความยากของภาวะนี้ คือเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ในปี 2540 ตอนนั้นทุกฝ่ายทราบอย่างชัดเจนว่าปัญหาอยู่ที่ภาคการเงิน และสามารถเข้าไปแก้ไขได้ตรงจุด แต่ว่าตอนนี้ “มันปวดทั้งตัว เป็นอาการผสมเล็กผสมน้อย ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง แต่ก็ยังพอไปต่อได้…”

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, “อาจจะเร็วไปที่จะพูดว่า[หายป่วย] เราอาจกำลังเหมือนคนกำลังฟื้นไข้ แต่ว่าหายเลยอาจจะยังไม่ใช่ เหมือนอยู่ในกระบวนการการรักษา”

    “… คิดว่าไหว แต่ความจริงคือมันจะไม่ไหวแล้ว เหมือนเป็นมะเร็ง ตอนแรกไม่รู้ พอถึงระยะ 2-3 มันจะหักหัวเร็วมาก แล้วมันจะดิ่งเร็วมาก” ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

    ต่อคำถามเดียวกันนี้ นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายบริหารความเสี่ยงองค์กรและโครงสร้างพื้นฐาน กลุ่มงานบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) ตอบบีบีซีไทยว่า เธอจะยังไม่ใช้คำว่าเลิกป่วยแล้ว เพราะตัวเลขที่สะท้อนออกมานั้นฉายภาพแค่ในช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • อนุทิน ชาญวีรกูล กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในระหว่างประชุมสภา 5 ก.ย. 2568 เพื่อโหวตหัวหน้าพรรค ภท. เป็นนายกฯ คนที่ 32 ของรัฐบาล 146 เสียง

    • A designed image showing a generic hotel room, black wheelie suitcase, a standard lamp, a double bed with a white bedspread and blue, gold and black and white checked pillow, and the words REC with a red recording dot emblazoned over the top.

    • Greg Squire in grey v-neck t-shirt and glasses, next to a treated image of a brick wall and a girl's silhouette

    • .

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    เธอเสริมว่า หากย้อนกลับไปดูสถิติในอดีต จะพบว่าอัตราการเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้านั้น ตัวเลขในไตรมาสที่ 4 มักจะสูงกว่าไตรมาสที่ 3

    “โดยปกติถ้ารัฐบาลอยากจะให้จีดีพีปีนี้เท่ากับเท่านี้ แต่ที่ผ่านมาเฉลี่ยแล้วยังไม่ถึง เขาก็จะดันยอดด้วยการเร่งการใช้จ่าย หรือจะมีมาตรการกระตุ้นสารพัด ส่วนใหญ่จะออก ไตรมาสที่ 4 ทั้งนั้น” นงนุช อธิบาย

    เธอกล่าวเสริมว่า หากย้อนกลับไปมองตั้งแต่ปี 2545 มีถึง 15 ปีที่ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4 สูงกว่า ไตรมาส 3 ในแง่ YoY ซึ่งสะท้อนว่าตามธรรมชาติและเชิงนโยบาย ไตรมาสสุดท้ายมักถูกใช้เป็นจังหวะ “เร่งเครื่อง” ตัวเลขมากกว่าบ่งชี้การฟื้นตัวเชิงโครงสร้าง

    ด้วยเหตุนี้สำหรับตัวเลขในไตรมาสที่ 4 ที่ออกมา เธอจึงสรุปว่า “อาจจะเร็วไปที่จะพูดว่า[หายป่วย] เราอาจกำลังเหมือนคนกำลังฟื้นไข้ แต่ว่าหายเลยอาจจะยังไม่ใช่ เหมือนอยู่ในกระบวนการการรักษา”

    สำหรับ แกเร็ธ เลเธอร์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ประจำภูมิภาคเอเชียของแคปิทัล อีโคโนมิกส์ ซึ่งเป็นผู้ที่เขียนบทวิเคราะห์ประเทศไทยและพาดหัวว่า “คนป่วยแห่งเอเชีย”ไว้ ตั้งแต่ 27 ม.ค. 2568 เขามองว่าตัวเลขจีดีพีไตรมาสที่ 4/2568 นับเป็นพัฒนาการที่ดี แต่ไม่ได้สื่อว่าไทยสามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างซึ่งเป็นตัวฉุดรั้งศักยภาพที่แท้จริงได้

    ตอนที่เลเธอร์ออกบทวิเคราะห์ชิ้นนั้น เขาชี้ว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้ามากจากวิกฤตโควิด-19 ถ้ามองลึกลงไป ยังจะพบว่า เครื่องยนต์เศรษฐกิจทำงานได้ไม่สมดุล ระหว่างปี 2563-2568 การเติบโตพึ่งการบริโภคเอกชนเป็นหลัก ขณะที่ส่งออกสินค้า การใช้จ่ายรัฐ และการลงทุนซบเซา การท่องเที่ยวก็ยังฟื้นไม่เต็มที่ รายได้จากภาคบริการยังต่ำกว่าก่อนโควิดราว 20% เพราะนักท่องเที่ยวจีนยังกลับมาไม่ครบ เมื่อกลับมาที่ปัจจุบัน สถานการณ์ก็ไม่ได้ต่างออกไปเท่าไหร่นัก

    ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยมีอะไรบ้าง ?

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, สหประชาชาติประเมินว่า ในปี 2597 ประชากรไทยจะเหลือเพียง 64.93 ล้านคน ก่อนที่จะลดฮวบลงมาเหลือเพียง 45.72 ล้านคน ในอีก 74 ปีต่อจากปัจจุบัน

    “ไทยกำลังมุ่งสู่การเป็นประเทศเศรษฐกิจหลักเพียงชาติเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จำนวนประชากรวัยทำงานจะลดลงแบบเต็ม ๆ ในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า” เลเธอร์ อธิบาย

    เขาเสริมว่า ไม่เพียงสิ่งนี้จะฉุดรั้งเศรษฐกิจในเชิงโครงสร้างให้เติบโตไม่ได้ แต่ประสบการณ์จากต่างประเทศยังชี้ว่า ความพยายามกระตุ้นอัตราการเกิดมักไม่ให้ผลลัพธ์ที่มีนัยสำคัญมากนัก เพราะ “แม้แต่ในประเทศที่มีระบบสวัสดิการเอื้อเฟื้อ อัตราการเกิดก็ยังอยู่ในระดับต่ำหรือยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ประสบการณ์ในระดับโลกชี้ว่า เมื่ออัตราการเกิดต่ำฝังรากลึกแล้ว ผู้กำหนดนโยบายแทบไม่มีเครื่องมือใดที่จะสามารถพลิกแนวโน้มดังกล่าวได้”

    ตามรายงานแนวโน้มประชากรโลก ประจำปี 2567 ขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) พบว่า ตัวเลขประชากรไทยถึงจุดสูงสุดแล้ว เมื่อปี 2565 ด้วยสถิติ 71.75 ล้านคน ขณะที่สถิติในปี 2567 คือ 71.68 ล้านคน และยูเอ็นประเมินว่า ในปี 2597 ประชากรไทยจะเหลือเพียง 64.93 ล้านคน ก่อนที่จะลดฮวบลงมาเหลือเพียง 45.72 ล้านคน ในอีก 74 ปีต่อจากปัจจุบัน

    ในทางกลับกัน ประเทศเพื่อนบ้านคู่แข่งคนสำคัญอย่างเวียดนาม จะเห็นตัวเลขประชากรถึงจุดสูงสุดในปี 2593 ด้วยตัวเลข 110 ล้านคน ขณะที่ฟิลิปปินส์และมาเลเซีย จะไปแตะจุดสูงสุดในปี 2600 และ 2616 ด้วยสถิติ 135.18 ล้านคน และ 46.39 ล้านคน ตามลำดับ

    เลเธอร์ เสริมว่า สำหรับหลายประเทศที่เผชิญปัญหาเช่นนี้ การส่งเสริมให้เพศหญิงเข้าสู่ตลาดแรงงานอาจช่วยแก้ปัญหาได้ แต่สำหรับไทยนั้น มีสัดส่วนผู้หญิงในตลาดแรงงานสูงอยู่แล้ว จึงเป็นไปได้ยากที่จะเห็นตัวเลขดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, “คนที่ควรมา ก็มาหมดทั้งโลกแล้ว แต่ส่วนใหญ่คือมาทีเดียวก็พอ” นักเศรษฐศาสตร์ มธ.กล่าว

    ภาคการท่องเที่ยวถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวสำคัญของไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ข้อมูลนักท่องเที่ยวรวมทั้งปี 2568 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 32.97 ล้านคน ลดลง 7.2% YoY โดยในจำนวนนี้นักท่องเที่ยวจีนลดลงมากถึง 33.55% YoY สถานการณ์นี้ส่งผลให้สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารทั้งโตทั้งปีแค่ 2.5% เทียบกับตัวเลข 12.0% ในปี 2567

    ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ อธิบายว่า ที่ผ่านมาการท่องเที่ยวของไทยยังเป็นการขายของแบบเดิม ๆ คือ “ไปครั้งเดียวแล้วพอ” เขายกตัวอย่างว่าเหตุใดนักท่องเที่ยวจำนวนมากถึงนิยมกลับไปเที่ยวญี่ปุ่นซ้ำ ๆ ทุกปี นั่นเป็นเพราะแดนอาทิตย์อุทัยแห่งนี้ไม่ได้ขายแค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่ขาย “second lifestyle” หรือวิถีชีวิตแบบที่สองของนักท่องเที่ยว

    “ไปสนามหลวง ไปครั้งเดียวพอ ไปดูวัด ไปครั้งเดียวพอ คือเราไม่สร้างการท่องเที่ยวซ้ำเราไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน นักท่องเที่ยวก็เลยน้อยลงเรื่อย ๆ เพราะว่าคนที่ควรมา ก็มาหมดทั้งโลกแล้ว แต่ส่วนใหญ่คือมาทีเดียวก็พอ” นักเศรษฐศาสตร์ มธ.กล่าว

    แท้จริงแล้ว บีบีซีไทยพบว่า ไทยมีแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2566 – 2570) ซึ่งมีเป้าหมายหลักหลายข้อ แต่เป้าหมายแรกคือการเพิ่มสัดส่วนมูลค่าการท่องเที่ยวต่อจีดีพีให้สูงกว่า 25% รวมไปถึงการเพิ่มเป้าค่าใช้จ่ายและช่วงเวลาในการพำนักในประเทศไทยของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยหน่วยงานยังออก 4 ยุทธศาสตร์ 14 กลยุทธ์ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่วิกฤตโควิด-19 ไทยยังไม่เคยกลับไปแตะตัวเลขนักท่องเที่ยวหลักเกือบ 40 ล้านคนได้แม้แต่ปีเดียว

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและยืดเยื้อมักทิ้งบาดแผลระยะยาวต่อระบบการเงิน และปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณความเปราะบางในไทยแล้ว โดยหนี้เสียในสินเชื่อผู้บริโภคทยอยเพิ่มสูงขึ้น

    จากตัวเลขในไตรมาสที่ 4/2568 จะพบว่า อีกหนึ่งปัจจัยที่กระตุ้นการเติบโตมาจากฝั่งการบริโภคภาคเอกชนที่โตขึ้น 3.3% YoY ขณะที่ตัวเลขในไตรมาสที่ 1-3 นั้น โตในหลัก 2.4%-2.7% YoY ทั้งสิ้น

    เมื่อสอบถามไปยังนักเศรษฐศาสตร์ชาวไทยทั้งสอง ก็พบว่าหนึ่งในปัจจัยสนับสนุนแน่นอนคือนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ออกมาช่วยเหลือสภาพคล่องทางการเงินของประชาชนให้มีใช้จ่ายมากขึ้น อาทิ โครงการคนละครึ่ง ซึ่ง ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ เสริมว่านโยบายเหล่านี้มีเครดิตจริง และ “เป็นความจำเป็นในทางการเมืองและเศรษฐกิจ” เพราะ “ก่อนที่เราจะฟื้นฟูอะไรก็ตามเราต้องสร้างโมเมนตัมขึ้นมาก่อน” แต่สุดท้ายก็ต้องไม่ลืมไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

    ทว่านั่นคือปัญหาในสายตาของเลเธอร์ที่มองว่า เขาย้อนความว่า ในช่วงโควิด-19 ครัวเรือนไทยก่อหนี้จำนวนมากเพื่อรักษาระดับการใช้จ่าย ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ จีดีพี เพิ่มจากราว 80% ในปี 2562 ขึ้นไปแตะจุดสูงสุดกว่า 95% ซึ่งนับว่าสูงที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค

    อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา เขาชี้ว่า ตัวเลขดังกล่าวเริ่มดีขึ้น สะท้อนความพยายามเชิงรุกของภาครัฐในการดึงสัดส่วนหนี้กลับสู่เป้าหมายระยะกลางที่ 80 ทว่า กระบวนการลดหนี้ (deleveraging) นี้กำลังกดดันการบริโภคอย่างหนัก การเติบโตของการบริโภคภาคเอกชนที่แท้จริงชะลอลงอย่างชัดเจน จากจุดสูงสุดหลังโควิดที่มากกว่า 9% ลงเหลือเพียง 2.6% YoY ตามข้อมูลในไตรมาส 3/2568

    งานวิจัยก่อนหน้านี้ของเขาชี้ว่า หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและยืดเยื้อมักทิ้งบาดแผลระยะยาวต่อระบบการเงิน และปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณความเปราะบางในไทยแล้ว โดยหนี้เสียในสินเชื่อผู้บริโภคทยอยเพิ่มสูงขึ้น

    • การเปลี่ยนผ่านนวัตกรรม-อุตสาหกรรม

    ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงานบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย อย่างนงนุชบอกกับบีบีซีไทยว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ไทยพึ่งพาภาคการส่งออกอย่างมาก และในตัวเลขไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา ก็พบว่าภาคเศรษฐกิจนี้เติบโตเพียง 9.4% YoY น้อยลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่มีตัวเลข 11.5% โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากสินค้าเกษตร ที่มีมูลค่าการส่งออกลดลงต่อเนื่องมาแล้วถึง 3 ไตรมาส ขณะที่สินค้าฝั่งอุตสาหกรรมยังเติบโตได้อยู่

    การพึ่งพาการส่งออกเช่นนี้ นงนุชเตือนว่าเป็นทำให้ไทยเสี่ยงกับสภาวะช็อกที่อาจเกิดขึ้นได้จากปัจจัยภายนอกตลอดเวลา เธอเปรียบเทียบว่า จีนมียุทธศาสตร์ “Made in China” เพื่อดึงในการผลิตและการบริโภคอยู่ภายในประเทศ หากเกิดปัญหาด้านการส่งออก แรงขับในประเทศจะช่วยให้ตลาดไปต่อได้ ส่วนที่จีนทำเช่นนี้ได้ก็เพราะมีอุปสงค์มากเพียงพอ

    เมื่อหันกลับมามองไทย ปัญหาเรื่องประชากรไม่เพียงจะลดกำลังฝั่งการผลิตลง แต่ยังไปจำกัดการบริโภคในประเทศด้วย เพราะฉะนั้นทางรอดของไทยคือต้องหันกลับมาพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตที่ไม่ได้อยู่ในนวัตกรรมปลายน้ำ แต่ต้องเป็นอุตสาหกรรมที่เราสามารถส่งออกได้

    ต่อประเด็นนี้ ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ย้ำว่าถึงเวลาที่ไทยต้องยอมรับความเจ็บปวดและปรับตัวกับอุตสาหกรรมหลายประเภทได้แล้ว และนั่นหมายความว่าการจะดึงเม็ดเงินลงทุนมาไทยนั้น ไม่ใช่แค่สักแต่จะดึงอุตสาหกรรมชื่อดังมาลง แต่ไม่มียุทธศาสตร์ในการต่อยอด

    เขาตั้งข้อสังเกตว่า แทนที่ไทยจะไปแข่งในแวดวงศูนย์ข้อมูล (data center) อย่างเดียว โดยไม่รู้จะต่อยอดอย่างไร หรือชิงตลาดกับประเทศอื่นตรงไหน ทำไมรัฐบาลไม่หันมาสนับสนุนแวดวงวัสดุศาสตร์ (material sciences) ซึ่งครอบคลุมทั้งการผลิต และการประยุกต์ใช้ของวัสดุต่าง ๆ เช่น โลหะ พอลิเมอร์ เซรามิก และวัสดุขั้นสูง และเป็นรากฐานของทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่ ชุดชั้นใน ไปจนถึงแวดวงการแพทย์และยานยนต์

    “ถ้าเราแข่งแบบนี้ เวียดนามยิ่งโตเร็ว แต่ว่าต้องซื้อของจากเราที่เขาผลิตไม่ได้ เขายิ่งโตเรายิ่งโตตามไปด้วยมันไม่ดีกว่าเหรอ” ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

    ด้านเลเธอร์เสริมอีกว่า ในมิติของอุตสาหกรรมนั้นไทยจำเป็นต้องหันมาเปลี่ยนผ่านแรงงานในภาคเกษตรเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมได้แล้ว เพราะสัดส่วนประชากรที่ทำงานในภาคเกษตรของไทยยังอยู่ในระดับสูงผิดปกติเมื่อเทียบกับระดับรายได้ของประเทศ

    อย่างไรก็ดี แทนที่จะผลักดันการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว รัฐบาลหลายชุดกลับดำเนินนโยบายที่ตอกย้ำฐานเสียงในชนบทแทน เพื่อช่วงชิงคะแนนเสียงจากพื้นที่ชนบทซึ่งโดยดั้งเดิมสนับสนุนพรรคสายทักษิณ โดยเขาชี้ว่ารัฐบาลในช่วงหลังได้นำนโยบายบางส่วนของทักษิณมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นเงินโอนช่วยเหลือครัวเรือนรายได้น้อย การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และโครงการรับจำนำข้าวที่เป็นข้อถกเถียง

    เมื่อมองไปข้างหน้าเลเธอร์ชี้ว่า นโยบายของพรรคการเมืองหลักสะท้อนว่ามาตรการอุดหนุนอย่างเอื้อเฟื้อเพื่อรักษาฐานเสียงชนบทจะมีอยู่ต่อไป ทว่านโยบายลักษณะนี้สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรคงอยู่ในภาคเกษตรที่มีผลิตภาพต่ำ ส่งผลให้การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างสู่ภาคการผลิตและบริการมูลค่าสูงล่าช้า และจำกัดศักยภาพการเติบโตระยะยาว

    เขาเสริมต่อว่าการแยกตัวเชิงเศรษฐกิจระหว่างจีนกับสหรัฐฯ อาจเปิดโอกาสให้ประเทศที่ปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลกได้ประโยชน์ อย่างไรก็ตาม ประเทศอื่น ๆ ในเอเชียมีความพร้อมกว่าไทยในการคว้าโอกาสดังกล่าว ค่าแรงในไทยไม่ได้ต่ำกว่าจีนมากนัก และยังสูงกว่าประเทศอย่างเวียดนามและเอเชียใต้ค่อนข้างมาก ทำให้ความน่าสนใจของไทยในฐานะฐานการผลิตทางเลือกแทนจีนลดลง

    เขาเสริมต่อไปว่า ขณะเดียวกัน ศักยภาพที่ไทยจะได้รับประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญจากปัญญาประดิษฐ์ ก็ดูมีจำกัด และในการอัปเดตดัชนีผลกระทบทางเศรษฐกิจจากเอไอ ที่กำลังจะเผยแพร่ของแคปิทัล อีโคโนมิกส์ ซึ่งจัดอันดับประเทศหลักตามความสามารถในการใช้ประโยชน์จากเอไอ เขาเผยว่าไทยอยู่ใกล้กลุ่มล่างของตาราง

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, เมื่อเราถามผู้ตีตราประเทศไทยด้วยวลี “คนป่วยแห่งเอเชีย” ว่าไทยตอนนี้และในอนาคตจะเป็นอย่างไร เขาตอบกลับมาว่า “ยังคงแย่ที่สุดในเอเชีย”

    สำหรับประเด็นสุดท้ายที่นักวิเคราะห์ทั้งไทยและเทศเห็นตรงกันว่ามีผลต่อเศรษฐกิจไทยของอย่างมากก็คือ “ประเด็นการเมือง”

    นงนุชชี้ว่า ที่ผ่านมารัฐบาลไทยนั้นอายุเฉลี่ยไม่เคยถึง 4 ปี และเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลหนึ่งครั้ง แนวนโยบายก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย ปัญหาตรงนี้ส่งผลต่อการวางแผนธุรกิจระยะยาวโดยตรง

    ขณะที่เลเธอร์เสริมว่าในภาพกว้าง ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2549 ได้บั่นทอนสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของไทย อันดับของประเทศในดัชนีต่าง ๆ ที่ใช้ประเมินบรรยากาศการทำธุรกิจปรับลดลงตั้งแต่เกิดความไม่สงบทางการเมือง ส่งผลให้การลงทุนชะลอตัว นับตั้งแต่รัฐประหารปีเดียวกันนั้น สัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพีก็ลดลงมากกว่า 5 จุดเปอร์เซ็นต์ จากมาตรวัดนี้เขาชี้ว่ามีเพียงแค่ฮ่องกงที่เผชิญการลดลงที่มากกว่า

    เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า แม้ตอนนี้ไทยจะได้รัฐบาลอนุรักษนิยมของอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นพัฒนาการเชิงบวกสำหรับนักลงทุน “อย่างไรก็ดี เสถียรภาพเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่มีการปฏิรูป[เชิงโครงสร้าง]… ไทยอาจเผชิญความเสี่ยงที่จะติดอยู่กับภาวะการเติบโตที่อ่อนแอต่อไป” นักวิเคราะห์อาวุโสชาวอังกฤษกล่าว พร้อมเสริมว่า สถานการณ์ในระยะยาวของไทยยิ่งน่ากังวลมากขึ้นไปอีก

    เลเธอร์วิเคราะห์ต่อไปว่า ภายใต้รัฐบาลนายอนุทิน อาจยังมีการชูนโยบายที่เน้นประชานิยมและความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจยังดำรงอยู่ และแม้ฝั่งการเมืองจะตั้งเป้าผลักดันอัตราการเติบโตระยะยาวให้แตะระดับ 4–5% แต่เขาคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเฉลี่ยราว 2-2.5% ต่อปี ตลอด 20 ปีต่อจากนี้

    ภายใต้เทรนด์ดังกล่าว อันดับเศรษฐกิจไทยในระดับภูมิภาคและโลกมีโอกาสร่วงต่อเนื่อง และอาจเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในเอเชียที่เผชิญการถดถอยของสถานะทางเศรษฐกิจเมื่อเทียบกับประเทศอื่น

    เลเธอร์ ประเมินว่าภายในเวลาอีก 24 ปี (ปี 2593) ไทยจะกลายเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับที่ 11 ของภูมิภาค ลดลงจากอันดับที่ 7 ในปัจจุบัน และเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในภูมิภาคที่อันดับเศรษฐกิจโลกจะปรับลดลงในช่วงเวลาดังกล่าวนอกจากนี้ ไทยยังจะถูกฟิลิปปินส์และมาเลเซียแซงหน้าในอันดับเศรษฐกิจอีกด้วย ขณะที่เวียดนามจะตามมาจ่อคอที่อันดับ 15

    ด้วยเหตุนี้ เมื่อเราถามผู้ตีตราประเทศไทยด้วยวลี “คนป่วยแห่งเอเชีย” ว่าไทยตอนนี้และในอนาคตจะเป็นอย่างไร เขาตอบเรากลับมาว่า “ยังคงแย่ที่สุดในเอเชีย”

    วิดีโอสั้น

    • .

    • Getty Images

    • Thai News Pix

    ข่าวเด่น

    เรื่องน่าสนใจ

    • ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นแรงงานในศูนย์หลอกลวงและเหยื่อ นั่งอยู่บนพื้น ระหว่างปฏิบัติการกวาดล้างของกองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยง (Karen Border Guard Force – BGF) ต่อกิจกรรมผิดกฎหมาย ภายในคอมเพล็กซ์เคเคพาร์ก (KK Park) ในเมืองเมียวดี ทางตะวันออกของเมียนมา เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2025

    • .

    • Getty Images

    • .

    • .

    วิดีโอสั้น

    • .

    • Getty Images

    • Thai News Pix

    ข่าวเด่น

    เรื่องน่าสนใจ

    • ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นแรงงานในศูนย์หลอกลวงและเหยื่อ นั่งอยู่บนพื้น ระหว่างปฏิบัติการกวาดล้างของกองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยง (Karen Border Guard Force – BGF) ต่อกิจกรรมผิดกฎหมาย ภายในคอมเพล็กซ์เคเคพาร์ก (KK Park) ในเมืองเมียวดี ทางตะวันออกของเมียนมา เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2025

    • .

    • Getty Images

    • .

    • .

    บทความยอดนิยม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c4g47g027rpo&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ENXgUtUmlcq5DBczFGRs7