Blog

  • เปิด 5 ตัวแปร ‘เครดิตเรทติ้งส์’ ชี้ชะตาไทย จุดเสี่ยงหั่นอันดับ-กลับสู่เสถียรภาพ

    เปิด 5 ตัวแปร ‘เครดิตเรทติ้งส์’ ชี้ชะตาไทย จุดเสี่ยงหั่นอันดับ-กลับสู่เสถียรภาพ

    ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยกำลังก้าวเข้าสู่บททดสอบสำคัญในปี 2569 เมื่อ 3 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ทั้ง Moody’s, Fitch Ratings และ S&P เตรียมเข้าประเมินสถานะทางการคลังและเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ

    นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ไทม์ไลน์สำคัญจะเริ่มจากมูดีส์ ที่มีกำหนดประกาศผลในช่วง มี.ค. ถึง เม.ย. 69 ซึ่งอาจเลื่อนไปถึง ก.ย. 69 เพื่อรอความชัดเจนจากรัฐบาลชุดใหม่ ขณะที่ ฟิทช์ และ เอสแอนด์พี จะตามมาในช่วงครึ่งปีหลังระหว่าง ส.ค.-ก.ย.

    โดยการประเมินรอบนี้มีความหมายอย่างยิ่งต่อต้นทุนการเงินของประเทศ เนื่องจากในปี 68 ที่ผ่านมา ทั้งมูดีส์และฟิทช์ได้ปรับลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือ (Outlook) ของไทยลงมาอยู่ที่ระดับ “เชิงลบ” (Negative)

    ขณะที่มีเพียงเอสแอนด์พีที่ยังคงมุมมอง “เสถียรภาพ” (Stable) ทำให้ปี 69 นี้ กลายเป็นปีที่ไทยต้องพิสูจน์ฝีมือเพื่อไม่ให้ถูก “หั่นอันดับ” ลงจากระดับปัจจุบันที่ Baa1 และ BBB+

    5 ตัวแปรตัดสินชะตาเครดิตไทย

    สบน. ระบุว่า สถาบันจัดอันดับเครดิตจะให้น้ำหนักใน 5 ปัจจัยหลัก ซึ่งเปรียบเสมือนดัชนีชี้วัดความอยู่รอดและความน่าเชื่อถือของประเทศในสายตานักลงทุนโลก

    1.) เสถียรภาพการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบาย โดยปัจจัยนี้เป็น “จุดตาย” ที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญสูงสุด สบน. เชื่อว่าการมีรัฐบาลเดิมที่มีความต่อเนื่องในการทำงานหลังการเลือกตั้ง จะเป็นแรงบวกสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นใจว่าฟันเฟืองเศรษฐกิจจะไม่สะดุด

    2.) วินัยการคลังระยะปานกลาง หัวใจสำคัญคือแผนการปรับลดการขาดดุลงบประมาณที่ต้องมีความชัดเจน โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายลดการขาดดุลจากระดับ 4% เศษ ให้เหลือเพียง 3% ของ GDP ภายในปี 73 เพื่อควบคุมระดับหนี้สาธารณะไม่ให้บานปลาย

    3.) แรงขับเคลื่อนจีดีพี การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน หากจีดีพีเติบโตได้ต่ำกว่าคาด จะกลายเป็นจุดอ่อนที่เสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับ

    4.) โครงสร้างประชากรและสังคมสูงวัย ซึ่งเป็นโจทย์ยากที่ไทยต้องมีแผนรับมือที่เป็นรูปธรรม เนื่องจากจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันและภาระงบประมาณสวัสดิการในอนาคต

    5.) อุตสาหกรรมนวัตกรรมและการเงินสีเขียว การเดินหน้าอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) และการใช้เครื่องมือทางการเงินใหม่ๆ เช่น พันธบัตรสีน้ำเงิน (Blue Bond) และ พันธบัตรสีเขียว (Green Bond) เพื่อดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง

    นางจินดารัตน์ เน้นย้ำว่า ด้วยทิศทางการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและความชัดเจนในการลดการขาดดุล จะเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้สถาบันจัดอันดับเครดิตมีมุมมองเชิงบวกต่อไทย และคาดหวังว่าผลการดำเนินงานที่เป็นไปตามแผนจะช่วยดันให้ Outlook ของไทยกลับสู่ระดับเสถียรภาพได้ในที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1221812&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wrYFx35QiDq-KDQ5ZFDqP

  • กินให้ตรงวัย = สุขภาพยืนยาว สารอาหารที่ร่างกายต้องการตามอายุ

    กินให้ตรงวัย = สุขภาพยืนยาว สารอาหารที่ร่างกายต้องการตามอายุ

    เป็นที่ยอมรับกันว่า “อาหารสมดุล” คือพื้นฐานของสุขภาพที่ดี แต่ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญล่าสุดชี้ว่า ความสำคัญของอาหารไม่ได้เหมือนเดิมในทุกช่วงชีวิต สารอาหารบางอย่างมีความจำเป็นมากในวัยหนึ่ง และมีบทบาทต่างออกไปในอีกวัยหนึ่ง ทั้งการวางรากฐานตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ไปจนถึงการคงมวลกล้ามเนื้อและความแข็งแรงในวัยสูงอายุ

    ‘กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย’ พาผู้อ่านไปสำรวจแนวทางการกินที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงวัย และสิ่งที่ร่างกายต้องการจริง ๆ ในแต่ละช่วงชีวิต

    กินให้ตรงวัย = สุขภาพยืนยาว สารอาหารที่ร่างกายต้องการตามอายุ

    จุดเริ่มต้นที่สำคัญ : 1,000 วันแรกของชีวิต

    ผลการศึกษาในปี 2025 จากบันทึกทางการแพทย์ของผู้คนกว่า 63,000 คน พบว่าเด็กที่ได้รับน้ำตาลน้อยในช่วง 1,000 วันแรกของชีวิต (นับตั้งแต่ในครรภ์) หรือเท่ากับอายุ 2 ขวบ มีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจลดลง 20%, ความเสี่ยงภาวะหัวใจล้มเหลวลดลง 25% และความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองลดลงถึง 31% เมื่อเทียบกับเด็กที่รับประทานน้ำตาลในปริมาณสูง

    เฟเดริกา อามาติ (Federica Amati) นักวิทยาศาสตร์ด้านโภชนาการจาก Imperial College London ประเทศสหราชอาณาจักร ระบุว่า ความต้องการพลังงานของเด็กที่สูง ทำให้พวกเขาจำเป็นต้องได้รับอาหารที่มีสารอาหารหนาแน่นและมีคุณภาพสูง

    เธอกล่าวว่า ตั้งแต่ในครรภ์ ตลอดช่วง 1,000 วันแรก ไปจนถึงวัยเรียน เด็กมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและกำลังสร้างมวลกระดูกส่วนใหญ่ของชีวิตในอนาคต จึงทำให้ แคลเซียมและวิตามินดี เป็นสารอาหารสำคัญในช่วงนี้ เพราะจำเป็นต่อการพัฒนากระดูกตามปกติ และช่วยให้ได้มวลกระดูกสูงสุดที่เหมาะสม ซึ่งลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนและกระดูกหักในภายหลัง

    มีหลักฐานสนับสนุนชัดเจนว่า การรับประทานอาหารที่เหมาะสมตั้งแต่วัยเด็ก สามารถส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาวได้

    นอกจากนี้ยังต้องการธาตุเหล็ก, ไอโอดีน และวิตามินต่างๆ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ, โดยควรเน้นผัก, ผลไม้, ธัญพืชไม่ขัดสี, ถั่ว และโปรตีนคุณภาพดี

    กินให้ตรงวัย = สุขภาพยืนยาว สารอาหารที่ร่างกายต้องการตามอายุ

    วัยรุ่นและวัย 20+ : ช่วงเวลาแห่งการสร้างนิสัยและสุขภาพจิต

    แม้การเจริญเติบโตทางร่างกายจะเริ่มช้าลงหลังวัย 20 ปี แต่ช่วงวัยนี้ถือเป็น “หน้าต่างแห่งโอกาส” ในการสร้างนิสัยที่ช่วยปกป้องหัวใจและสมอง เพราะพื้นฐานของโรคหลอดเลือดหัวใจมักเริ่มก่อตัวตั้งแต่วัยดังกล่าว

    วัยรุ่นจึงต้องการ “ธาตุเหล็ก” เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีประจำเดือน รวมถึงแคลเซียม, วิตามินดี และวิตามินบี เพื่อรองรับการทำงานของร่างกายที่ยังพัฒนาอยู่

    ขณะเดียวกัน งานวิจัยพบว่าอาหารมีความเชื่อมโยงกับสุขภาพจิต การรับประทานอาหารสไตล์ “เมดิเตอร์เรเนียน” ที่เน้นผัก, ผลไม้, ถั่ว และน้ำมันมะกอก สามารถส่งผลดีได้ทั้งต่อร่างกายและอารมณ์

    เฟเดริกา อามาติ แนะนำว่า วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้นควรเน้นอาหารจากพืชเป็นหลัก หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปสูง และได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอในทุกมื้อ ซึ่งโปรตีนสามารถมาจากพืชได้เช่นกัน

    รูปแบบการกินลักษณะนี้ไม่เพียงช่วยดูแลสุขภาพกาย แต่ยังสัมพันธ์กับสุขภาพจิตที่ดีขึ้น เช่น ลดความเสี่ยงของโรคซึมเศร้าและความวิตกกังวล อีกทั้งยังเอื้อต่อภาวะเจริญพันธุ์สำหรับผู้ที่วางแผนมีบุตรในอนาคตอีกด้วย

    วัยกลางคน : รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

    เมื่อเข้าสู่วัย 40 และ 50 ปี ความสำคัญจะเปลี่ยนไปที่การดูแลสุขภาพหัวใจและกระดูก โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ซึ่งระดับเอสโตรเจนที่ลดลงจะส่งผลต่อความหนาแน่นของกระดูกและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและเบาหวาน

    ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เพิ่มการรับประทาน “ไขมันโอเมก้า 3” จากปลาที่มีไขมันสูง เช่น แซลมอน เพื่อลดความเสี่ยงโรคหัวใจและลดการอักเสบ นอกจากนี้ควรเพิ่มปริมาณ “โปรตีน” เล็กน้อย เพื่อต่อสู้กับการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อตามวัย (Sarcopenia) และคงการรับประทานอาหารที่อุดมด้วยพืชพรรณและสารอาหารหลากหลาย

    วัยชรา : ความลับอยู่ที่ “สุขภาพลำไส้

    ในวัยสูงอายุ ร่างกายต้องการพลังงานน้อยลง แต่ต้องการสารอาหารที่หนาแน่นขึ้น สารอาหารหลักที่ยังคงสำคัญคือ แคลเซียมและวิตามินดี เพื่อป้องกันกระดูกหัก รวมถึงโปรตีนคุณภาพดีเพื่อรักษากำลังของกล้ามเนื้อ

    สิ่งที่น่าสนใจคือ “ไมโครไบโอม” หรือจุลินทรีย์ในลำไส้ ซึ่งมักจะสูญเสียความสมดุลเมื่อเราอายุมากขึ้น

    นักวิทยาศาสตร์พบว่าผู้ที่มีอายุยืนถึง 100 ปีมักมีจุลินทรีย์ในลำไส้ที่หลากหลายและแข็งแรง โดยเฉพาะแบคทีเรียชนิด “F. prausnitzii” ที่ช่วยปกป้องสุขภาพ

    วิธีการสร้างจุลินทรีย์ที่ดีคือการกินอาหารที่มี กากใยสูงและโพลีฟีนอล (พบมากในผักและผลไม้) นอกจากนี้ การเสริม “พรีไบโอติกส์” อาจช่วยพัฒนาความสามารถในการคิดและจดจำในผู้สูงอายุได้อีกด้วย

    โพรไบโอติกส์ (Probiotics) คือจุลินทรีย์ชนิดดีที่มีชีวิต พบได้ในอาหารหมักดองตามธรรมชาติ เช่น โยเกิร์ต, นมเปรี้ยว, คอมบูชา (ชาหมัก), กิมจิ, มิโซะ, เทมเป้ และข้าวหมาก ช่วยปรับสมดุลลำไส้ เสริมภูมิคุ้มกัน และบรรเทาอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร โดยสายพันธุ์หลักคือ Lactobacillus และ Bifidobacterium

    การปรับเปลี่ยนการกินให้เหมาะสมกับช่วงวัย ไม่ใช่แค่เรื่องของการมีรูปร่างที่ดี แต่คือการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ยืนยาวและปราศจากโรคในอนาคต

    อ้างอิง bbc , isappscience

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/health/longevity/1221734&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Jr-XraIWaiwVI5xRsyFnY

  • D

    D

    Dek-D

    ตรวจสอบว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยการทำคำสั่งนี้ให้เสร็จสิ้น

    เว็บไซต์ Dek-D ต้องตรวจสอบความปลอดภัยการเชื่อมต่อของคุณก่อนดำเนินการต่อ

    IP ของคุณคือ: 199.79.62.10

    ประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดย Cloudflare

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dek-d.com/studyabroad/68063/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14Fe_2_f2krHz1otjPqo8Z

  • สพม.เชียงใหม่ ร่วมประชุมพัฒนาศักยภาพ ก.ต.ป.น.

    สพม.เชียงใหม่ ร่วมประชุมพัฒนาศักยภาพ ก.ต.ป.น.

    สพม.เชียงใหม่ ร่วมประชุมพัฒนาศักยภาพ ก.ต.ป.น. ขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาแบบมีส่วนร่วม

    วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 นายเทอดเกียรติ ยามโสภา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ พร้อมด้วย นางนพมาศ ทองวิทยาพร และนางรัตนา สิทธิราช รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ ตลอดจนคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลและนิเทศการศึกษา (ก.ต.ป.น.) และคณะศึกษานิเทศก์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ เข้าร่วมประชุมพัฒนาศักยภาพการจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมของคณะกรรมการ ก.ต.ป.น. ของเขตพื้นที่ ผ่านระบบออนไลน์ (Zoom Meeting) และถ่ายทอดสดทาง YouTube OBEC Channel

    การประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานในการประชุม โดยเน้นย้ำบทบาทหน้าที่และความสำคัญของคณะกรรมการ ก.ต.ป.น. ในการขับเคลื่อนและพัฒนาคุณภาพการศึกษาในระดับสถานศึกษา ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างเป็นรูปธรรม

    พร้อมกันนี้ นางวรัญญภรณ์ ชารีรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ชี้แจงแนวทางการคัดเลือก ก.ต.ป.น. ต้นแบบ รวมถึงบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการ ก.ต.ป.น. ในการส่งเสริมและมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา

    ทั้งนี้ ได้เน้นการขับเคลื่อนการบริหารจัดการงานทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านวิชาการ ด้านงบประมาณ ด้านการบริหารงานบุคคล และด้านการบริหารทั่วไป เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถานศึกษา และยกระดับคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่อย่างยั่งยืน

    การเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ ในการพัฒนากลไกการกำกับ ติดตาม ตรวจสอบ และนิเทศการศึกษา ให้มีความเข้มแข็ง โปร่งใส และมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพผู้เรียนอย่างรอบด้านต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3884600/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05nX_CmXig40eZcGRC6Cm-

  • สว.สีน้ำเงินโหวต2กกต. ข้อมูลลับ”ป.ป.ช.”อาจทำสะดุด!

    สว.สีน้ำเงินโหวต2กกต. ข้อมูลลับ”ป.ป.ช.”อาจทำสะดุด!

    ขณะที่บทบาทการทำงานของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการบริหารจัดการเลือกตั้ง กำลังถูกวิจารณ์อย่างหนัก จน กกต.และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กกต.ต้องแอ่นอกรับกระสุนตกจากทุกทิศทาง โดยมีงานสำคัญที่ต้องเคลียร์ให้จบตามไทม์ไลน์คือ การรับรองผลการเลือกตั้ง สส.เพื่อนำไปสู่การเปิดประชุมสภาฯ โหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และโหวตนายกรัฐมนตรี

    แต่ระหว่างนี้มีฉากคั่นกลาง ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงองคาพยพ ใน 7 เสือ กกต. ซึ่งจะเกิดขึ้นกลางสัปดาห์หน้า

    เพราะวุฒิสภามีประชุมสมัยวิสามัญเป็นกรณีพิเศษ วันพฤหัสบดีที่ 26 ก.พ. โดยมีวาระสำคัญคือ

    “ให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง”

    จำนวน 2 คน ตามที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการสรรหาฯ คือ

    “จิรุตม์ วิศาลจิตร อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางบกและประธานบอร์ดการรถไฟแห่งประเทศไทย” ที่เพิ่งเกษียณอายุราชการเมื่อกันยายน 2568 ที่ผ่านมา และ “มณฑล สุดประเสริฐ อดีตอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง-อดีตอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย-อดีตบอร์ดการรถไฟฯ” เพื่อไปแทน เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ และฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ ตามลำดับ ซึ่งทั้ง 2 คนครบวาระการเป็น กกต.ตั้งแต่เมื่อ 4 ธ.ค.2568 แต่ขณะนี้อยู่รักษาการจนกว่าจะมี กกต.ใหม่มารับไม้ต่อ

    สำหรับจิรุตม์-อดีตบิ๊กกระทรวงคมนาคม ที่แม้จะจบรัฐศาสตร์ จุฬาฯ แต่ไปเติบโตในชีวิตราชการที่กระทรวงคมนาคม หลังจบการศึกษาจากสหรัฐอเมริกา โดยก่อนเกษียณได้ผ่านตำแหน่งสำคัญมากมายในกระทรวงคมนาคม เช่น รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม อธิบดีกรมเจ้าท่า อธิบดีกรมขนส่งทางบก อดีตบอร์ดการท่าเรือแห่งประเทศไทย อดีตบอร์ดบริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด

    โดยสื่อรายงานว่า เป็นที่รู้กันดีว่า สมัย ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย น้องชายเนวิน ผู้ยิ่งใหญ่แห่งพรรคสีน้ำเงิน  เป็น รมว.คมนาคม ยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ที่นั่งเป็น รมว.คมนาคมร่วม 4 ปี ก็เป็นคนผลักดันให้จิรุตม์ขยับออกจากรองปลัดกระทรวงคมนาคม ไปเป็นอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ที่เป็นกรมใหญ่ของ ก.คมนาคม อีกทั้งยังผลักดันให้ไปรับตำแหน่งประธานบอร์ดการรถไฟฯ

    ส่วนมณฑล อดีตอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ถือเป็นอดีตบิ๊กข้าราชการคนดังที่มากด้วยคอนเน็กชันทางการเมืองและธุรกิจ โดยอยู่ในตำแหน่งอธิบดีกรมโยธาธิการฯ ยาวนานร่วม 7 ปี หลัง ครม.มีการต่ออายุให้ คือตั้งแต่ปี 2555-2563 โดยไม่เคยถูกเด้งหรือถูกย้ายไปเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทยหรืออธิบดีกรมอื่นในกระทรวงมหาดไทย ทั้งในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ต่อเนื่องถึงยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ข่าวบอกว่า ช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่พรรคภูมิใจไทยดูแลกระทรวงมหาดไทย โดยมี ชวรัตน์ ชาญวีรกูล หรือปู่จิ้น เป็น มท.1 และมีศักดิ์สยามเป็นประธานคณะที่ปรึกษา นายมณฑลก็ได้รับการสนับสนุนให้ขึ้นมาเป็นรองอธิบดีกรมโยธาธิการฯ ก่อนจะขึ้นเป็นอธิบดีกรมโยธาฯ ยาวหลายปีติดต่อกัน จึงทำให้รู้จักกับคนในหลายแวดวง โดยหลังเกษียณ ไปเป็นประธานกรรมการบริษัท แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด (มหาชน) เป็นต้น          

    อย่างไรก็ตาม มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้ลือกันในหมู่ สว.และที่ตึกสำนักงาน กกต. ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะว่า การโหวตเห็นชอบ กกต.ทั้ง 2 รายชื่อ อาจจะโหวตผ่านแค่ 1 รายชื่อ และไม่ผ่าน 1 ชื่อ

    ลือกันว่า ชื่อที่อาจจะไม่ผ่านก็คือ นายมณฑล เพราะฝ่ายการเมืองที่คุมเสียง สว.สีน้ำเงิน ยังมีอะไรบางอย่างคาใจกับมณฑล  

    ทั้งนี้ หากนายมณฑลที่สมัครเป็น กกต.เพื่อมาแทน ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ หากไม่ผ่านความเห็นชอบจะทำให้ ฐิติเชฏฐ์ ที่เคยเป็นอดีตที่ปรึกษา-หัวหน้าสำนักงาน นุรักษ์ มาประณีต องคมนตรี สมัยเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ทำหน้าที่เป็น กกต.ต่อไปอีกอย่างน้อยก็ร่วม 4-5 เดือน เพราะต้องไปนับหนึ่งสมัครคัดเลือกใหม่ โดยเป็นที่รู้กันว่า ฐิติเชฏฐ์ ชื่อนี้ไม่ธรรมดากับการเป็นมิสเตอร์คอนเน็กชันแห่ง 7 เสือ กกต.

    กระนั้นข้อมูลเรื่อง สว.สีน้ำเงินจะโหวตผ่าน กกต. 1 คน และไม่ผ่าน 1 คน เป็นข้อมูลที่ร่ำลือกันช่วงเดือนมกราคม ก่อนการเลือกตั้ง 8 ก.พ. และก่อนที่ทั้ง 2 คนจะเข้าไปตอบข้อซักถาม กมธ.สอบประวัติของวุฒิสภาเมื่อต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา

      ทำให้ไม่แน่ พอถึงวันโหวต 26 ก.พ. อาจมี “ข้อมูลใหม่” ที่อัปเดตมากขึ้น จนทำให้การโหวตของ สว.สีน้ำเงินเปลี่ยนแปลงไป คืออาจโหวตผ่าน 2 ชื่อก็ได้ ข่าวว่า สว.สีน้ำเงินกำลังรอสัญญาณสัปดาห์หน้า 

    อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า ในช่วงที่มีการตรวจสอบประวัติทาง “ลับ” ของคณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาตรวจสอบประวัติวุฒิสภา ที่เข้าไปสอบประวัติทางลับของนายมณฑลและจิรุตม์ ที่มีการขอให้หน่วยงานรัฐ-องค์กรอิสระ ส่งข้อมูลมาให้ กมธ.สอบประวัติ เพื่อเป็นข้อมูลใส่ไว้ใน “เอกสารลับ” ที่จะพิจารณาใน “ที่ประชุมลับวุฒิสภา”

    พลันก็มีข้อมูลเกี่ยวกับมติของ คณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ที่ตั้งคณะกรรมการไต่สวน กรณีมีข้อกล่าวหาอดีตประธานบอร์ดและบอร์ดการรถไฟแห่งประเทศไทยในยุคหนึ่งที่ทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่

    กรณีอนุญาตให้โครงการที่อยู่อาศัยที่เป็นโครงการคอนโดมิเนียมสุดหรูแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพฯ เข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินของการรถไฟฯ เป็นทางเข้า-ออกไปสู่ที่สาธารณะโดยมิชอบ

    และล่าสุด ป.ป.ช.เรียกอดีตบอร์ดการรถไฟฯ ไปชี้แจงกลางเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา แพร่กระจายออกมา ที่อาจมีผลไปถึงการโหวต กกต.ของ สว.ในสัปดาห์หน้า เพราะพบว่าทั้ง 2 ชื่อเคยเป็นอดีตบอร์ดการรถไฟฯ แต่คนละช่วงเวลากัน และต่อมาพบว่าช่วงเกิดเหตุที่นำมาสู่การที่ ป.ป.ช.เข้าไต่สวน โยงถึงแค่ 1 คนเท่านั้น

    จึงต้องรอติดตามว่า ในการประชุมลับของ สว.ก่อนโหวตเห็นชอบรายชื่อ กกต.จะมีเรื่องการไต่สวนของ ป.ป.ช.อยู่ในเอกสารลับ ผลการตรวจสอบประวัติด้วยหรือไม่ โดยหากว่ามีปรากฏ ก็ต้องติดตามว่า สว.ส่วนใหญ่มองอย่างไร โดยหากมองว่าบุคคลที่ถูกเสนอชื่อเป็น กกต.หากมีเรื่องถูกไต่สวนอยู่ที่ ป.ป.ช.เป็นเรื่องไม่เหมาะสม ก็อาจโหวตไม่เห็นชอบก็ได้!.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/dominate-the-situation-news/949776/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3b5yq6I_EIk90h25dqUosR

  • ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: ดอลลาร์แข็งค่ารับข้อมูลเศรษฐกิจแกร่ง จับตาดัชนี PCE

    ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: ดอลลาร์แข็งค่ารับข้อมูลเศรษฐกิจแกร่ง จับตาดัชนี PCE

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ก.พ. 69)

    ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันพุธ (18 ก.พ.) ขานรับข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้

    ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.56% แตะที่ 97.702

    ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 154.79 เยน จากระดับ 153.39 เยนในวันอังคาร (17 ก.พ.) ขณะเดียวกันก็แข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.7728 ฟรังก์ จากระดับ 0.7705 ฟรังก์ และแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3698 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3641 ดอลลาร์แคนาดา

    ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1788 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1845 ดอลลาร์ในวันอังคาร ส่วนเงินปอนด์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.3503 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3559 ดอลลาร์

    ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เปิดเผยว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวมของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 0.7% ในเดือนม.ค. เมื่อเทียบรายเดือน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าเพิ่มขึ้น 0.3% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนธ.ค. และเมื่อเทียบรายปี การผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 2.3% ในเดือนม.ค.

    ทั้งนี้ ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวม เป็นการวัดการปรับตัวของภาคโรงงาน เหมืองแร่ และสาธารณูปโภค

    กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านเพิ่มขึ้น 6.2% สู่ระดับ 1.40 ล้านยูนิตในเดือนธ.ค.2568 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค.2568 และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 1.31 ล้านยูนิต โดยตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านได้รับแรงหนุนจากการปรับตัวลงของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนอง

    ส่วนการอนุญาตก่อสร้างบ้านเพิ่มขึ้น 4.3% สู่ระดับ 1.45 ล้านยูนิตในเดือนธ.ค. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.40 ล้านยูนิต

    สกุลเงินยูโรอ่อนค่าลง หลังจาก Financial Times รายงานว่า คริสติน ลาการ์ด วางแผนจะก้าวลงจากตำแหน่งประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสในปี 2570

    ส่วนเงินปอนด์อ่อนค่าลง หลังจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของสหราชอาณาจักรเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สำคัญ ปรับตัวขึ้น 3% ในเดือนม.ค. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นการขยายตัวในอัตราต่ำสุดในรอบ 10 เดือน หรือนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2568 และชะลอตัวลงจากระดับ 3.4% ในเดือนธ.ค. 2568

    นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า ข้อมูลดังกล่าวอาจทำให้ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ระดับ 3.75% โดยการประชุมครั้งต่อไปของ BoE จะมีขึ้นในวันที่ 19 มี.ค.

    นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ โดยดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)

    นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี PCE จะเพิ่มขึ้น 2.9% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 2.8% ในเดือนพ.ย. และคาดว่าดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะเพิ่มขึ้น 3.0% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 2.8% ในเดือนพ.ย.

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRDI0IQ86JS9QZ0RP3BX5G760UQR78LO&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OrCP-BnSNFycizs-wAr7m

  • คอลัมน์การเมือง – บุคคลแนวหน้า : 19 กุมภาพันธ์ 2569

    คอลัมน์การเมือง – บุคคลแนวหน้า : 19 กุมภาพันธ์ 2569

    แนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา…nn เกียรติกับเงินไม่ใช่อันหนึ่งอันเดียวกัน จะเอามารวมกันไม่ได้เลยเป็นอันขาด ผู้ที่เราควรจะยกย่องว่ามีเกียรติสูงคือ ผู้ที่ไม่เสียชาติเกิด ผู้ไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่ใช้เวลาในชีวิตของเขาทุกวินาที สะสมคุณงามความดี… (ความตอนหนึ่งจากพระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในพิธีพระราชทานเข็มที่ระลึกแก่ผู้บริจาคโลหิต ณ สถานเสาวภา กรุงเทพฯ 17 พฤศจิกายน 2514)

    …nn ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยที่ถูกหลายคนวิพากษ์ว่าจะตกต่ำย่ำแย่จนตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เติบโตไม่เกิน 2 เปอร์เซ็นต์ แต่ผลปรากฏว่าตัวเลข GDP ของไตรมาสสุดท้ายปี 2568 เติบโตถึง 2.5 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงระยะเวลาเดียวกันกับปี 2567 และสูงกว่าไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 ถึง 1.2 เปอร์เซ็นต์ ดันให้ตัวเลขเศรษฐกิจไทยทั้งปีเติบโตอยู่ที่ระดับ 2.4 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่ากรอบที่ประเมินไว้แต่ต้นว่าจะอยู่ที่ระดับ 2.0-2.2 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ต้องบอกว่าการเติบโตเช่นนี้ไม่ใช่เพราะปาฏิหาริย์ แต่มันเกิดมาจากผลงานการบริหารประเทศ แต่ก็ไม่ต้องหลงเหลิงมากจนเกินไป เพราะแม้ตัวเลขเศรษฐกิจไทยจะดีเกินคาด แต่เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านของไทย ก็ยังพบว่าเศรษฐกิจไทยยังเติบโตแย่กว่าเพื่อนบ้านในเอเชีย เช่น ไต้หวันเติบโต 12 เปอร์เซ็นต์ เวียดนาม 8 เปอร์เซ็นต์ สิงคโปร์ 6.9 เปอร์เซ็นต์ และมาเลเซีย 6.3 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ต้องชมเชยรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ที่พยายามดันจน GDP โตได้ 2.4 เปอร์เซ็นต์ นั่นแสดงว่ารัฐบาลเร่งเบิกจ่ายงบประมาณฯ ได้ทันกาลทันเวลา จึงทำให้เศรษฐกิจไทยไม่ดิ่งลงเหวลึก ถือได้ว่าแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีอย่างน่าพอใจ ในระดับหนึ่ง แล้วก็ต้องบอกว่าผลงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล อนุทิน ดีกว่าอดีตรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร หลายขุม

    …nn รัฐบาลใหม่ที่ถูกมองว่าจะมีนายกรัฐมนตรีชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล จะเข้ารับตำแหน่งและทำงานอย่างเป็นทางการได้ในวันไหน ตอบแบบเร็วๆ ก็คือน่าจะเริ่มงานเร็วที่สุดได้ในช่วงเดือนเมษายน 2569 หรือมิฉะนั้น ก็ต้องรอไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2569 เพราะกว่าจะได้รับการรับรองผลการเลือกตั้ง สส. โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็คงจะไม่เร็วไปกว่าสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม แล้วหลังจากนั้นก็จะเป็นช่วงการตั้งรัฐบาล แบ่งเค้กกระทรวงกันตามอำนาจต่อรองของแต่ละพรรค แล้วจากนั้นก็เข้าถวายสัตย์ต่อหน้าพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วก็ถึงเวลาแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ก็ต้องบอกว่าขั้นตอนต่างๆ นี้ต้องใช้เวลาไม่น้อย โดยเฉพาะการต่อรองแบ่งผลประโยชน์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล

    …nn รัฐบาลใหม่จะมีพรรคกล้าธรรมร่วมอยู่หรือไม่ ตอบว่ามีความเป็นไปได้สูงพอประมาณ เพราะการมีพรรคกล้าธรรมร่วมเป็นรัฐบาลก็จะช่วยให้เสถียรภาพของรัฐบาลมั่นคงยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าตัวของธรรมนัส พรหมเผ่า เจ้าของพรรคกล้าธรรม อาจจะถูกมองและวิพากษ์ว่ามีตำหนิมีมลทินอยู่มิใช่น้อย แต่ก็ต้องบอกตรงๆ ว่า ธรรมนัสก็เอาตัวรอดมาได้ทุกที แม้จะถูกถล่มยับมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่เห็นว่าใครจะโค่น ธรรมนัส ให้หมอบราบคาบแก้วได้สักราย แถมการเลือกตั้งครั้งล่าสุดพรรคกล้าธรรมของ ธรรมนัส ยังกวาดที่นั่ง สส. ได้เป็นอันดับ 4 รองจากพรรคเพื่อไทย แล้วที่สำคัญคือพรรคกล้าธรรมได้ที่นั่ง สส. มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์เกือบ 3 เท่าตัว แบบนี้หากจะปล่อยให้พรรคก้าวไกลไปเป็นฝ่ายค้านก็ดูเสมือนว่า อนุทิน จะใจดำมากเกินไปสักหน่อย

    …nn แต่ต้องยอมรับว่า ธรรมนัส นั้นไม่ใช่คนที่ใครจะบีบจะเค้นได้ตามอำเภอใจ เพราะมีพิษสงในตัวมิใช่น้อย แล้วก็ต้องยอมรับว่า ธรรมนัส มีความรอบจัดขั้นสูง เพราะผ่านมาแล้วหลายพรรค ทั้งพรรคของ ทักษิณ ชินวัตร และพรรคของ ประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งแม้หลายคนจะบอกว่า ธรรมนัส ถูก บิ๊กตู่-ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หักหน้า
    จนเสียศูนย์มาแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงเห็นว่า ธรรมนัส ก็ยังคงโลดแล่นบนถนนการเมืองได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ เพราะฉะนั้น จึงมองข้าม ธรรมนัส ในชั้นเชิงการเมืองไม่ได้เลย

    …nn ส่วนพรรคประชาธิปัตย์นั้น หลายคนบอกว่าท่าดีแต่ทีเหลว และผลการเลือกตั้งครั้งนี้ก็เป็นเครื่องยืนยันได้ว่าประชาธิปัตย์นั้นท่าดีแต่ทีเหลวจริงๆ เมื่อผลการเลือกตั้งปรากฏชัดว่าพรรคฯ ได้ สส. ไม่ถึง 25 คน ก็หมายความว่าไม่มีสิทธิ์เสนอชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วพรรคฯ ก็คงได้ตำแหน่งฝ่ายค้านไปตามระเบียบ แต่ก็ยังคงมีความหวัง ว่าอภิสิทธิ์น่าจะไปนั่งในตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร แต่นั่นก็เป็นเพียงความฝันความหวังลมๆ แล้งๆ เท่านั้น เพราะต้องไม่ลืมว่าประธานสภาผู้แทนฯ ต้องเป็นฝ่ายเดียวกับรัฐบาล แล้วคนที่พรรคภูมิใจไทยมองไว้ว่าจะให้นั่งในตำแหน่งดังกล่าวคือ โสภณ ซารัมย์ คนที่ เนวิน ชิดชอบ ผู้มีบารมีเหนือพรรคภูมิใจไทยวางใจเป็นที่สุด.

    …nn คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ถูกตั้งฉายาว่าเจ็ดเซียน กกต. จะรู้สึกรู้สมบ้างไหมว่า คนไทยจำนวนไม่น้อยไม่ศรัทธา ไม่เชื่อมั่น และดูเสมือนว่าจะรังเกียจเดียดฉันท์เอามากๆ เสียด้วยซ้ำไป สาเหตุที่คนทั่วไปจำนวนไม่น้อยมีความรู้สึกแย่มากๆ กับ กกต. ทั้ง 7 และอาจรวมไปถึงคนที่ทำงานอยู่ใน กกต. ทุกคนด้วย ก็เพราะว่า กกต. มีจุดอ่อนในการทำงาน แล้ว จุดอ่อนข้อด้อยเหล่านั้นก็ปรากฏต่อสาธารณชนเป็นระยะๆ จนอาจจะกล่าวได้ว่าไม่เคยมีเรื่องดีเรื่องงาม บังเกิดขึ้นใน กกต. เลยก็ว่าได้ มาล่าสุดมีเรื่องให้สาธารณชนวิพากษ์วิจารณ์จนถึงขั้น ด่าทอประณามอย่างรุนแรง ก็คือเรื่องบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด ที่ กกต. ดันทำให้มันไปปรากฏอยู่บนบัตรเลือกตั้ง สส. แบบเขต และแบบบัญชีรายชื่อ แล้วทำให้เกิดคำถามตามมาว่า บัตรลงคะแนนเลือกตั้ง สส. เป็นความลับจริงหรือ

    …nn แต่ที่มันแสนจะทุเรศ และแสนจะอุบาทว์คือ เมื่อสังคมตั้งคำถามกับ กกต. ในเรื่องความลับของผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ก็กลับกลายเป็นว่า กกต. ไม่สามารถทำให้ผู้ตั้งคำถามคลายความสงสัยได้ แต่ดูเสมือนยิ่งตอบ ก็ยิ่งกลายเป็นปัญหามากกว่าเดิม จนเกิดคำถามจากสาธารณชนว่า ตกลงแล้ว กกต. ชุดนี้มีสติปัญญาในการจัดการเลือกตั้งจริงหรือ หรือว่ามันจะเป็นจริงตามที่ผู้คนเข้ารุมประณามว่า กกต. เป็นเบี้ยล่างของพรรคการเมืองบางพรรค อันที่จริง หาก กกต. มีสติปัญญา มีความบริสุทธิ์ใจ และมีความรอบรู้อย่างแท้จริง ก็ต้องตอบคำถามต่างๆ นานา จากสาธารณชนได้ ไม่ว่าคำถามนั้นๆ จะเป็นคำถามที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อบ่อนทำลาย กกต. ก็ตาม แต่ต้องบอกตรงๆ ว่า กกต. ตอบคำถามไม่รู้เรื่อง ตอบแล้วไม่สามารถหักล้างคำกล่าวหาว่าร้ายจากฝ่ายที่กำลังตามจับผิด กกต. ทั้งนี้ หาก กกต. ไม่มีปัญญาแก้คำกล่าวหาว่าร้ายได้แล้ว ก็ไม่ควรจะอยู่ในตำแหน่งต่อไป เพราะรังแต่จะทำให้เกิดความไร้ศรัทธา ไร้ความน่าเชื่อถือจากหมู่สาธารณชน

    …nn ตั้งแต่เกิดปัญหาบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด และมีคิวอาร์โค้ด ก็ยังไม่เคยปรากฏว่า กกต. ทั้ง 7 รายจะออกมาชี้แจงสร้างความกระจายในเรื่องนี้อย่างพร้อมหน้า พร้อมตากันแม้แต่ครั้งเดียว การที่ กกต. ทั้ง 7 ไม่ออกมาบอกกล่าวเล่าขานโดยตรงกับสาธารณชน มันคือการบ่งบอกว่า กกต. ทั้ง 7 ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่มีปัญญาแก้ปัญหาที่กำลังเกิดกับองค์กร และตัวของ กกต. ทั้งหมด ก็ต้องย้ำเหมือนเดิมว่า หากยังปล่อยให้ปัญหานี้เกิดขึ้นแล้วบานปลายไปเรื่อยๆ ก็หมายถึงความล่มสลายและความวิบัติของ กกต. ทั้งองคาพยพ

    …nn ตามกฎหมายไทยระบุว่า บัตรเลือกตั้ง สส. ต้องเป็นความลับ ต้องไม่สามารถระบุได้ว่าใครคนไหนลงคะแนนผ่านบัตรเลือกตั้งใบไหน แต่ถ้าหากจับได้และพิสูจน์ได้ว่าบัตรเลือกตั้งใบไหนเป็นของใคร ก็เท่ากับชี้ให้เห็นว่าการลงคะแนนเลือกตั้งไม่เป็นความลับ อันเป็นการขัดบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 85…nn พรรคประชาชนกำลังไล่ล่าเอาผิดเรื่องนี้กับ กกต. โดยกดดันให้ กกต. ต้องตอบเรื่องนี้ให้กระจ่าง แล้วจะยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ส่งคำร้องเรียนเรื่องนี้ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยว่าบัตรลงคะแนนเลือกตั้งครั้งล่าสุดนี้ผิดกฎหมายหรือไม่ หากพบว่าผิดกฎหมาย ก็อาจทำให้การเลือกตั้ง ปี 2569 เป็นโมฆะเหมือนเช่นการเลือกตั้ง สส. ปี 2549

    …nn คำถามบางคำถามจากพรรคประชาชนถึง กกต. ก็น่ารับฟัง เช่น ในบัตรเลือกตั้ง สส. ปี 2566 มีคิวอาร์โค้ดที่สามารถระบุเล่มของบัตรเลือกตั้งได้ แต่ทำไมบัตรเลือกตั้ง สส. ปี 2569 ต้องมีคิวอาร์โค้ดที่สามารถระบุถึงเลขที่ของบัตรเลือกตั้งได้ โดยณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน ระบุว่าระบุถึงเลขที่บัตรเลือกตั้งได้แบบใบต่อใบเลยเชียวแหละ ก็ต้องบอกว่าหากคำพูดของณัฐพงษ์เป็นเรื่องจริง ก็ต้องถามว่า กกต. ทั้ง 7 รายจะตอบเรื่องนี้ให้กระจ่างอย่างไร การที่ กกต. อมพะนำไม่พูดเรื่องนี้ให้กระจ่างใส ก็เท่ากับยอมรับตามคำกล่าวหา ใช่หรือไม่ หรือเหตุที่เงียบเพราะจำนนต่อหลักฐาน หากจำนนต่อหลักฐานก็หมายความว่า กกต. ทั้ง 7 น่าจะไม่รอดคุก ใช่หรือไม่

    …nn แต่ก็ไม่มีใครเชื่อว่า กกต. จะติดคุก เพราะหากเป็นจริง ก็หมายความว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ เมื่อโมฆะก็หมายความว่าเลือกตั้ง สส. ใหม่ แล้วต้องทำประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ 2560 ใหม่ นั่นก็หมายความว่าจะเกิดความโกลาหลครั้งใหญ่ตามมา แล้วก็ใช่ว่าเมื่อเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง พรรคประชาชนจะได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งตามความฝัน เพราะดีไม่ดีน่าจะเหลือคะแนน สส. น้อยกว่า 100 ที่ก็เป็นได้ ส่วนพรรคภูมิใจไทยอาจจะได้ สส. เกิน 250 คนก็เป็นได้ ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ พรรคประชาชนก็หน้าแหกหนักกว่าเดิมเลยเชียวแหละ…nn

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/65542&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3s1pxQQ9SWfJjl0ZkVMvWz

  • โบรกมองหุ้นไทยแกว่งบวกรับการเมืองไทย จับตาลุ้นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

    โบรกมองหุ้นไทยแกว่งบวกรับการเมืองไทย จับตาลุ้นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

    โบรกมองหุ้นไทยแกว่งบวกรับการเมืองไทย จับตาลุ้นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

    โบรกมองหุ้นไทยแกว่งบวกรับการเมืองไทย จับตาลุ้นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ตลาดหุ้นไทยเริ่มฟื้นตัวและแกว่งในแดนบวก ท่ามกลางปัจจัยหนุนสำคัญจากเสถียรภาพทางการเมืองและตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาดีกว่าคาด สัญญาณดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนผ่านทิศทางดัชนี SET Index แต่ยังเห็นได้จากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ

    จากนี้ไปตลาดกำลังก้าวสู่ช่วงรอดูความชัดเจนของนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่ ซึ่งอาจจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อแนวโน้มการเติบโตและความเชื่อมั่นในระยะถัดไป

    นักวิเคราะห์ บล. เคจีไอ (ประเทศไทย) เปิดมุมมองว่า ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวได้ในระดับปานกลาง (ดีกว่าคาดเล็กน้อย) ดัชนี SET Index ปิดบวกมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์ มองปัจจัยหนุนมาจากตัวเลข GDP ไตรมาส 4/2568 ของไทย ที่เติบโต 2.5% จากปีก่อน

    ซึ่งสูงกว่าที่ฝ่ายวิจัยฯ และ consensus คาดที่ 1.4% จากปีก่อน อย่างมีนัยสำคัญ หนุนโดยการลงทุนและการใช้จ่ายภาครัฐฯ ที่แข็งแกร่งกว่าคาด ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้าหนุนการลงทุนและ FDI ต่อเนื่องในปี 2569-2570

    ทั้งนี้ มองว่านักลงทุนรับรู้ปัจจัยบวกเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีเสถียรภาพสูงไปมากพาสมควรแล้ว และตลาดเข้าสู่ช่วงรอดูนโยบายเศรษฐกิจที่กำลังจะออกมา โดยยังคงมุมมองว่ารัฐบาลใหม่ จะเน้นกระตุ้นการลงทุน และ FDI เป็นหลัก

    ในส่วนประเด็นการเมืองภายในประเทศ หัวหน้าพรรคกล้าธรรมชี้ว่าจะมีความชัดเจนของแนวทางการร่วมรัฐบาลในวันที่ 19 ก.พ. นี้ ซึ่งหากพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล จำนวนเสียงของฝั่งรัฐบาลจะขึ้นไปแถวๆ 350 เสียง เป็นสัญญาณบวกต่อเสถียรภาพและแนวทางการออกนโยบายเศรษฐกิจและสังคม

    บล.กรุงศรี เผยว่า ประเด็นสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนความเชื่อมั่นใจตลาดทุนไทยนั้น หลักๆ เป็นผลมาจากภาพรวมเสถียรภาพทางการเมืองไทย ประเมินทิศทางการขับเคลื่อนการเติบโตเศรษฐกิจผ่านการลงทุนต่อเนื่องจากไตรมาส 4/2568 ที่การลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนขยายตัวถึง +8.1% จากปีก่อน

    เป็นผลมาจากทั้งเรื่ององค์ประกอบที่มีตัวคูณทางเศรษฐกิจที่สูงเป็นบวก และทั้งเป็นการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจไทยสู่อุตสาหกรรม New S Curve ใหม่ ผสานทิศทางรัฐบาลใหม่ที่มีแนวโน้มจะมีเสถียรภาพสูง (Super Majority)

    โดยรวมทำให้เห็นความเป็นไปได้ที่ GDP ไทยกำลังเข้าสู่เฟส Upgrade Cycle ซึ่งท้ายที่สุดย่อมส่งผลดีมาถึงบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยเช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่มที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรมเป้าหมาย

    การลงทุนดิจิทัล : ส่วนใหญ่คาด Data Center บวกต่อหุ้นในห่วงโซ่อุปทาน

    • นิคม AMATA, WHA
    • รับเหมา STECON, PYLON, INSET
    • โรงไฟฟ้า GULF, GPSC, EGCO
    • สื่อสาร TRUE, ADVANC

    อิเลคทรอนิกส์ : โอกาสขยาย New S Curve ให้กับกลุ่มชิ้นส่วนฯ ไทยกลาง-ยาวที่ส่วนใหญ่รับจ้างผลิต

    กลยุทธ์ระยะสั้น : เลือกหุ้นที่มีปัจจัยเฉพาะตัว

    • TRUE ลุ้นกำไรไตรมาส 4/2568 เริ่มมีองค์ประกอบการดำเนินงานบวกมากขึ้น รวมถึงมี Upside เงินปันผล หลังปรับโครงสร้างธุรกิจ
    • AMATA เนื่องจากตลาดรับรู้ยอดขายเลื่อนในไตรมาส 4/2568 ขณะที่ Outlook เด่นขึ้นเรื่อยๆ
    • PYLON กำไรไตรมาส 4/2568 ยังดี อีกทั้งยังให้ผลตอบแทนสูง 8% ลุ้นงานใหม่ New S Curve Data Center ตลาดให้น้ำหนักน้อย
    • INSET เพราะเป็นหุ้นต้นน้ำ AI CAPEX cycle ของไทยยิ่งงานเข้าระบบเร็ว จะช่วยต่อยอดงานมีความต่อเนื่องกลาง-ยาว

    บล.ไอร่า ระบุว่า ฝ่ายวิจัยมองว่าสิ่งที่ตลาดหุ้นจะให้ความสำคัญในระยะถัดไปคือ การเร่งทำงบประมาณปี 2570 เพื่อไม่ให้เกิดภาวะสุญญากาศทางการคลัง ซึ่งหากไม่มีความวุ่นวายทางการเมืองโดยเฉพาะประเด็นการเลือกตั้งที่มีความเสี่ยงเป็นโมฆะจากกรณีบาร์โค้ด

    โดยฝ่ายวิจัยมองจะเป็นจิตวิทยาเชิงบวกต่อทิศทางตลาดหุ้นไทยได้ต่อ จากทั้งตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่สะท้อนการฟื้นตัวดีกว่าคาดในไตรมาส 4/2568 และมีโมเมนตัมขยายตัวอย่างต่อเนื่องไปยังปี 2569

    ประกอบกับปัจจัยบวกเฉพาะตัวในประเทศจากความคาดหวังในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพ ซึ่งจะช่วยปลดล็อกความกังวลใจและเอื้อต่อการขับเคลื่อนนโยบายทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้

    แนะนำติดตามทิศทางกระแสเงินทุนต่างชาติที่มีแนวโน้มหลั่งไหลเข้าต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีนี้ 4.63 หมื่นล้าน โดยกระแสเงินทุนต่างชาติซื้อสะสมในหุ้นไทยในเดือนเดียว สูงที่สุดในรอบกว่า 3 ปี รวมทั้ง Valuation ของ SET Index เริ่มตึงตัวมากขึ้น Fwd PE 14.9 เท่า อยู่ที่ช่วงค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี

    อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในระยะนี้ได้รับแรงหนุนจากทั้งปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจและเสถียรภาพการเมือง ส่งผลให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนปรับตัวดีขึ้น พร้อมกับการกลับมาของกระแสเงินทุนต่างชาติ ทั้งนี้ ระดับ Valuation ที่เริ่มเข้าใกล้ค่าเฉลี่ยระยะยาวสะท้อนว่าตลาดอาจตอบรับปัจจัยบวกไปบางส่วนแล้ว

    ปัจจัยที่ต้องติดตามต่อจากนี้จึงอยู่ที่ความต่อเนื่องของเม็ดเงินลงทุนของต่างชาติ และความชัดเจนของนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางตลาดและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในช่วงถัดไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/651880&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EkD4WPbHY79UBU3npTF9j

  • ภาคธุรกิจเชื่อดรีมทีม “ภูมิใจไทย” พาเศรษฐกิจโต 3%+ ต่อปี เงื่อนไขไร้คลื่นใต้น้ำ

    ภาคธุรกิจเชื่อดรีมทีม “ภูมิใจไทย” พาเศรษฐกิจโต 3%+ ต่อปี เงื่อนไขไร้คลื่นใต้น้ำ

    ภาคธุรกิจเชื่อดรีมทีม “ภูมิใจไทย” พาเศรษฐกิจโต 3%+ ต่อปี เงื่อนไขไร้คลื่นใต้น้ำ

    ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปี 2568 ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประกาศขยายตัว 2.4% สูงกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของบรรยากาศเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางบริบทการเมืองที่เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น และความคาดหวังต่อรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะจัดตั้ง

    นายหลักชัย กิตติพล ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มผู้ผลิตและผู้ส่งออกพืชเกษตร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การที่จีดีพีขยายตัวได้ 2.4% ถือเป็นสัญญาณบวก เพราะสะท้อนว่ากลไกเศรษฐกิจเริ่มทำงานดีขึ้น โดยเฉพาะเมื่อการเมืองนิ่งขึ้นย่อมส่งผลให้การลงทุน หรือ “I” (Investment) กลับมาเคลื่อนไหว

    เขาอธิบายว่า เครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญมีทั้งการลงทุน (I : Investment) และการบริโภค (C : Consumption) หากการส่งออกดี ประชาชนมีรายได้มากขึ้น การใช้จ่ายก็จะเพิ่มขึ้นตาม ส่งผลให้ทั้ง C และ I ขยายตัวไปในทิศทางเดียวกัน ภาพรวมแนวโน้มจึงไม่น่าแย่อย่างที่หลายฝ่ายกังวลก่อนหน้านี้

    นายหลักชัย ยังมองว่า การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายด้านการคลัง และการมีผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท./แบงก์ชาติ) คนใหม่ จะช่วยปรับกฎเกณฑ์บางอย่างให้เอื้อต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมากขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังเปราะบางจากภาวะเศรษฐกิจที่ผ่านมาซึ่งมองว่าเดินมาถูกทางแล้ว

    เมื่อถามถึงมุมมองที่ว่าเศรษฐกิจไทยพ้นจากภาวะติดหล่มและกำลังจะเร่งตัวขึ้น นายหลักชัยระบุว่าเห็นด้วย เพราะทีมบริหารเข้าใจโจทย์เศรษฐกิจอย่างแท้จริง และมีประสบการณ์ในตำแหน่งมานาน หากภาคส่วนต่าง ๆ ยังสนับสนุนต่อเนื่องเหมือนช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ตลอดวาระ 4 ปีข้างหน้าจะเห็นผลเชิงบวกชัดเจน

    ประเด็นสำคัญที่ภาคธุรกิจจับตาคือการจัดตั้งรัฐบาล หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลเร็ว และสามารถจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสียงเกิน 300 เสียงได้โดยรวดเร็ว จะช่วยลดภาวะสุญญากาศทางการเมือง และดึงดูดการลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาได้เร็วขึ้น

    หลักชัย กิตติพล ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มผู้ผลิตและผู้ส่งออกพืชเกษตร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    “ยิ่งตั้งได้เร็วยิ่งดี ตอนนี้ต่างชาติรอความชัดเจน ถ้ามีรัฐบาลตัวจริงก็จะขับเคลื่อนได้ทันที แม้ระบบราชการต้องใช้เวลา แต่ครั้งนี้ไม่น่าซับซ้อนเหมือนปี 2566” นายหลักชัยกล่าว พร้อมมองว่ากระแสความขัดแย้งหลังเลือกตั้งเป็นเรื่องปกติของการเมือง

    ในมิติความมั่นคงของรัฐบาล เขาเชื่อว่าหากไม่สะดุดจากปัจจัยภายใน หรือสะดุดขาตัวเองไม่ว่าจะมาจากปัจจัยใด และยังรักษาความเป็นเอกภาพ (Unity) ได้ ก็มีโอกาสอยู่ครบเทอม 4 ปี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพราะเสถียรภาพทางการเมืองคือเงื่อนไขพื้นฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    สำหรับทีมเศรษฐกิจและต่างประเทศที่มีชื่ออย่างนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว มองว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้อย่างชัดเจน เพราะผลงานช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาเริ่มเห็นทิศทางที่ดีขึ้น และนายกรัฐมนตรีได้แสดงความชัดเจนในตัวบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไว้อย่างชัดเจนก่อนหน้านี้แล้ว

    “เชื่อมั่นว่า หากเปิดทางให้ทีมเศรษฐกิจทำงานเต็มที่ และไม่มีคลื่นใต้น้ำทางการเมือง ภายใน 4 ปีข้างหน้ารัฐบาลใหม่สามารถผลักดันจีดีพีให้เติบโตไม่ต่ำกว่าปีละ 3% ได้ ซึ่งไม่เกินศักยภาพของทีมงานชุดนี้”

    ในฐานะตัวแทนภาคเอกชน เสนอให้รัฐบาลควรวางแผนเศรษฐกิจทั้งระยะสั้น กลาง และยาว โดยเฉพาะมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี และการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อประโยชน์ประเทศ ไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างดำเนินนโยบาย

    นายหลักชัยยังสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่เศรษฐกิจสีเขียว และการยกระดับเอสเอ็มอีให้แข่งขันได้ในตลาดโลก ขณะเดียวกัน การปราบปรามคอร์รัปชัน ทุนเทา และขบวนการสแกมเมอร์ เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน เพราะกระทบต่ออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศในสายตาต่างชาติ

    “ถ้าเราไม่แก้เรื่องสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ประเทศจะอยู่ในสังคมโลกได้ยาก คนที่มีอำนาจต้องยอมเปลี่ยนเพื่อส่วนรวม” นายหลักชัยกล่าว พร้อมชี้ว่าประเด็น MOU 43-44 ยังเป็นเรื่องไกลตัวภาคธุรกิจ แต่สิ่งสำคัญคือการสร้างภาพลักษณ์ประเทศที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือ

    ในตอนท้าย เขามองว่านักลงทุนต่างชาติไม่ได้กังวลปัจจัยอื่นมากนัก นอกจากความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาล หากกระบวนการเป็นไปอย่างรวดเร็วและทุกฝ่ายยอมรับได้ ความเชื่อมั่นจะกลับมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นฐานสำคัญให้เศรษฐกิจไทยก้าวข้ามช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่การเติบโตเกิน 3% ต่อปีได้อย่างมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/651893&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-blyGktiClkLH_-ajX9YK

  • เงินบาทเปิด 31.30 ลุ้นข้อมูลศก.สหรัฐ-ถ้อยแถลงจนท.เฟด คาดกรอบวันนี้ 31.15-31.40 : อินโฟเควสท์

    เงินบาทเปิด 31.30 ลุ้นข้อมูลศก.สหรัฐ-ถ้อยแถลงจนท.เฟด คาดกรอบวันนี้ 31.15-31.40 : อินโฟเควสท์

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่าค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ที่ระดับ 31.30 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากปิดเมื่อวานที่ระดับ 31.23 บาท/ดอลลาร์

    โดยตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาททยอยอ่อนค่าลงในลักษณะ Sideways Up สอดคล้องกับการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงิน ดอลลาร์ อีกทั้งยังได้แรงหนุนเพิ่มเติมจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด ส่งผลให้บรรดาผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลด ความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รวมถึงภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน และสถานการณ์ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่เริ่มทยอยคลี่คลายลง

    สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท แม้ว่าในช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาทจะทยอยอ่อนค่ามากกว่าที่ประเมินไว้ แต่การอ่อนค่าของเงิน บาทอาจถูกชะลอลง โดยอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways จนกว่าตลาดจะรับรู้ปัจจัยใหม่เพิ่มเติม อีกทั้งในช่วงนี้ ปริมาณการทำธุรกรรมใน ตลาดการเงินเบาบางลงบ้างในช่วงวันหยุดเทศกาลตรุษจีน

    คืนนี้ ตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน และข้อมูลตลาดบ้านในเดือนธ. ค. พร้อมทั้งรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด

    นายพูน มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.15-31.40 บาท/ดอลลาร์

    ปัจจัยสำคัญ

    – เงินเยน อยู่ที่ระดับ 153.40 เยน/ดอลลาร์ จากเย็นวานที่ระดับ 152.92/93 เยน/ดอลลาร์

    – เงินยูโร อยู่ที่ระดับ 1.1840 ดอลลาร์/ยูโร จากเย็นวานที่ระดับ 1.1846/1847 ดอลลาร์/ยูโร

    – อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารของ ธปท.อยู่ที่ระดับ 31.231 บาท/ดอลลาร์

    – ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันอังคาร (17 ก. พ.) โดยนักลงทุนจับตารายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้

    – คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินเฟด จะเปิดเผยรายงานการประชุมประจำเดือนม.ค.ในวันนี้ ส่วนกระทรวงพาณิชย์ สหรัฐฯ จะเปิดเผยดัชนี PCE ในวันศุกร์ที่ 20 ก.พ. โดยดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถตรวจจับ การเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)

    – ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขาชิคาโก กล่าวว่า เฟดอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกหลายครั้งในปีนี้ หากเงิน เฟ้อลดลงสู่เป้าหมาย 2% ของเฟด พร้อมมองว่า หากเงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลงสู่ 2% อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ราว 3% ถือเป็นเป้าหมายชั่ว คราวของระดับอัตราดอกเบี้ยที่เป็นกลาง ทำให้เฟดจะต้องลดดอกเบี้ยอีก 2-3 ครั้ง ๆ ละ 0.25%

    – สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์ก ปิดร่วงลงในวันอังคาร (17 ก.พ.) เนื่องจากสัญญาณความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างสหรัฐ อเมริกาและอิหร่านได้ทำให้นักลงทุนลดความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย นอกจากนี้ การแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ เป็นอีกปัจจัยที่ ทำให้มีแรงเทขายในตลาดทองคำ

    – กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า ญี่ปุ่นควรหลีกเลี่ยงการปรับลดภาษีการบริโภค โดยเตือนว่ามาตรการที่ไม่ ได้มุ่งเป้าเฉพาะเจาะจงเช่นนี้ เพื่อรับมือกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น อาจทำให้สถานะทางการคลังของประเทศทรุดตัวลงมากขึ้น ทั้งนี้ คำ เตือนดังกล่าว มีขึ้นขณะที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น มีเป้าหมายที่จะระงับการจัดเก็บภาษี 8% สำหรับอาหารและเครื่องดื่มเป็นเวลา 2 ปี

    – การเจรจาไตรภาคีระหว่างสหรัฐฯ-รัสเซีย-ยูเครน ที่นครเจนีวาได้เสร็จสิ้นลงแล้วเมื่อวานนี้ ก่อนที่ทั้ง 3 ฝ่ายจะเริ่ม การเจรจาเป็นวันที่ 2 ในวันนี้ ซึ่งการเจรจาดังกล่าว ถูกมองว่าเป็นบททดสอบว่าแนวทางการทูตของสหรัฐฯ จะสามารถนำพากระบวนการ เจรจาไปไกลกว่าการแลกเปลี่ยนด้านมนุษยธรรม ไปสู่การทำข้อตกลงหยุดยิงในวงกว้างได้หรือไม่

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/569945&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_wJUE3EXiMOOaaf0UJEV0