Blog

  • “ทับลาน” เร่งสกัดช้างป่ารุกที่ทำกิน-ประกาศปิด 4 แหล่งท่องเที่ยว

    “ทับลาน” เร่งสกัดช้างป่ารุกที่ทำกิน-ประกาศปิด 4 แหล่งท่องเที่ยว

    19 กุมภาพันธ์ 2569 นายประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน เปิดเผยแนวทางในการแก้ไขปัญหาช้างป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานว่า ขณะนี้ทางจังหวัดนครราชสีมาได้มีการจัดการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาช้างป่าและกระทิง ซึ่งคณะกรรมการในชุดนี้ประกอบด้วยหลายภาคส่วน ทั้งอุทยานแห่งชาติทับลาน อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาแผงม้าอำเภอวังน้ำเขียว ตัวแทนภาคเอกชน ภาคประชาชน เพื่อร่วมบูรณาการในการแก้ไขปัญหาช้างป่าที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา โดยมีจังหวัดนครราชสีมาเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลนโยบายในการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาช้างป่า ซึ่งมีการประชุมไปแล้วเมื่อวานนี้ (18 ก.พ.2569)

    ทั้งนี้ จากการประชุมจะเห็นว่าปัญหาช้างป่าในแต่ละที่นั้นมีเหมือนกันก็คือช้างป่าออกมาจากเขตพื้นที่อุทยาน เพื่อมาหาอาหารในแหล่งชุมชนและพื้นที่ของเกษตรกรที่ปลูกทั้งข้าวโพด อ้อย หรือมันสำปะหลัง โดยปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากแหล่งอาหารในพื้นที่อุทยานนั้นไม่เพียงพอ ประกอบกับพฤติกรรมของช้างป่านั้นเปลี่ยนไป 

    โดยแนวทางในการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นคือ การเร่งสำรวจประชากรช้างให้เป็นปัจจุบัน เพื่อติดตามและศึกษาพฤติกรรมของช้าง การเพิ่มอาสาสมัครผลักดันช้างป่า การนำเทคโนโลยีมาใช้ เป็นต้น 

    ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะกลาง และระยะยาวนั้น มีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณในการดำเนินการ ทำให้ปฏิบัติได้ช้า เช่น การขุดคูป้องกัน การวางแนวรั้วไฟฟ้า การส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชทางเลือกที่ช้างไม่ชอบ เช่น แนวไผ่หนาม หรือ ป่านศรนารายณ์ เป็นต้น

    พร้อมกันนี้ อุทยานแห่งชาติทับลานได้ออกประกาศปิดการท่องเที่ยวและพักแรมในอุทยานแห่งชาติทับลาน ประจำปี พ.ศ. 2569 เพื่อให้ทรัพยากรธรรมชาติได้พักฟื้นตัว และเพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

    โดยอุทยานแห่งชาติทับลานขอแจ้งปิดแหล่งท่องเที่ยวในเขตอำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ดังนี้  

    • น้ำตกสวนห้อม
    • น้ำตกม่านฟ้า 
    • ลานกางเต็นท์สวนห้อม บ้านพักโซน 2 (หน่วยฯ ทับลานที่ 13 สวนห้อม) 
    • ผาเก็บตะวัน / ลานกางเต็นท์ผาเก็บตะวัน (หน่วยฯ ทับลานที่ 11 ไทยสามัคคี) 

    ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ถึง 31 พฤษภาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/region/378973749&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2v6E3bV10QFE3U-sD_0ULi

  • สมัครงาน 2569 : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย รับสมัครพนักงาน 29 อัตรา

    สมัครงาน 2569 : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย รับสมัครพนักงาน 29 อัตรา

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดรับสมัครบรรจุบุคคลเป็นพนักงานทั้งหมด 16 ตำแหน่ง 29 อัตรา เงินเดือนระหว่าง 18,370 – 22,580 บาท ถึง 25 กุมภาพันธ์ 2569

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับดูแลของ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประกาศรับสมัครบุคคลเพื่อบรรจุเป็นพนักงานหรือจ้างเป็นลูกจ้าง ทั้งหมด 16 ตำแหน่ง จำนวน 29 อัตรา ค่าตอบแทนระหว่าง 18,370 – 22,580 บาทต่อเดือน เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ ถึง 25 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้

    ตำแหน่งที่เปิดรับ

    พนักงาน ปริญญาโท (ระดับ 4)

    • พนักงานบริหารทั่วไป 4 จำนวน 2 อัตรา

    พนักงาน ปริญญาตรี (ระดับ 3)

    • ช่างเทคนิค 3 จำนวน 1 อัตรา
    • วิศวกร 3 จำนวน 1 อัตรา
    • มัณฑนากร จำนวน 1 อัตรา
    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
    ประกาศการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เรื่อง การรับสมัครบุคคลเพื่อบรรจุเป็นพนักงานหรือจ้างเป็นลูกจ้าง ททท.
    • นักบัญชี 3 จำนวน 1 อัตรา
    • พนักงานการเงิน 3 จำนวน 4 อัตรา
    • นักวิชาการ 3 จำนวน 1 อัตรา
    • พนักงานการตลาด 3 จำนวน 5 อัตรา
    • พนักงานประชาสัมพันธ์ 3 จำนวน 1 อัตรา
    • พนักงานประชาสัมพันธ์ 3 ฝ่ายโฆษณาและประชาสัมพันธ์ จำนวน 2 อัตรา

    ลูกจ้าง ททท. (ลูกจ้างประจำ)

    • ลูกจ้างทำหน้าที่นิติกร จำนวน 1 อัตรา
    • ลูกจ้างทำหน้าที่พนักงานพัสดุ จำนวน 1 อัตรา
    • ลูกจ้างทำหน้าที่นักทรัพยากรบุคคล จำนวน 1 อัตรา
    • ลูกจ้างทำหน้าที่พนักงานวางแผน กองวิจัยการตลาดการท่องเที่ยว จำนวน 1 อัตรา
    • ลูกจ้างทำหน้าที่พนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยว จำนวน 1 อัตรา
    • ลูกจ้างทำหน้าที่พนักงานการตลาด จำนวน 1 อัตรา

    อัตราเงินเดือน

    • วุฒิการศึกษาปริญญาโท ได้รับอัตราเงินเดือนระดับ 4 ขั้น 22,580 บาท
    • วุฒิการศึกษาปริญญาตรี หลักสูตรกำหนดเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า 5 ปี ได้รับอัตราเงินเดือนระดับ 3 ขั้น 20,640 บาท
    • วุฒิการศึกษาปริญญาตรี หลักสูตรกำหนดเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า 4 ปี ได้รับอัตราเงินเดือนระดับ 3 ขั้น 18,370 บาท

    ผู้สมัครสอบต้องเป็นผู้ผ่านการคัดเลือกภาค ก. ของ ททท. ตามประกาศ ททท. เรื่อง การขึ้นบัญชีรายชื่อผู้ผ่านภาค ก. ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2568 และมีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งตามที่ระบุไว้ในรายละเอียดตามประกาศการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เรื่อง การรับสมัครบุคคลเพื่อบรรจุเป็นพนักงานหรือจ้างเป็นลูกจ้าง ททท. สามารถสมัครได้ที่เว็บไซต์ https://tat.thaijobjob.com ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ

    สามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ ประกาศการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เรื่อง การรับสมัครบุคคลเพื่อบรรจุเป็นพนักงานหรือจ้างเป็นลูกจ้าง ททท.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1/268907&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37qoG4NloUFg8p8GO-RlXB

  • เชียงรายรับคลื่นนักท่องเที่ยวช่วงตรุษจีน ท่ามกลาง ทอท. โชว์กำไรไตรมาสแรก 4.65 พันล้านบาท

    เชียงรายรับคลื่นนักท่องเที่ยวช่วงตรุษจีน ท่ามกลาง ทอท. โชว์กำไรไตรมาสแรก 4.65 พันล้านบาท

    ตรุษจีนคึกคัก เชียงรายรับคลื่นนักท่องเที่ยวจีน สนามบินแม่ฟ้าหลวงสร้างประสบการณ์ต้อนรับ ขณะ ทอท. กำไรไตรมาสแรก 4.65 พันล้าน ตอกย้ำทิศทางฟื้นตัวเศรษฐกิจท่องเที่ยวปี 2569

    เชียงราย,วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพบรรยากาศการเดินทางช่วงตรุษจีนปีนี้ในจังหวัดเชียงรายถูกจับตาเป็นพิเศษ เมื่อท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ขยับบทบาทจากจุดรับส่งผู้โดยสาร ไปสู่พื้นที่สร้างประสบการณ์ต้อนรับเชิงวัฒนธรรม เพื่อเสริมความมั่นใจของนักท่องเที่ยวและกระตุ้นการใช้จ่ายในพื้นที่ ท่ามกลางสัญญาณฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินไทยที่สะท้อนผ่านผลประกอบการของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน หรือ ทอท. ซึ่งรายงานกำไรสุทธิไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 ที่ระดับ 4,652.62 ล้านบาท

    แม้ตัวเลขผลประกอบการเป็นภาพรวมระดับประเทศ แต่แรงส่งของการเดินทางที่กลับมาอย่างต่อเนื่องได้ทำให้สนามบินภูมิภาคอย่างเชียงรายถูกดึงขึ้นมาอยู่ในสมการเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลสถิติท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายปี 2568 ระบุว่า จังหวัดมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 51,540.09 ล้านบาท และมีผู้มาเยี่ยมเยือนรวม 6,463,147 คน ซึ่งเป็นฐานรายได้สำคัญที่ภาคธุรกิจท้องถิ่นยังต้องพึ่งพาในช่วงเศรษฐกิจภาคการผลิตของไทยเผชิญโจทย์เชิงโครงสร้าง

    สนามบินแม่ฟ้าหลวงยกระดับการต้อนรับตรุษจีน ส้มมงคลและพื้นที่ถ่ายภาพสร้างความประทับใจตั้งแต่ก้าวแรก

    จุดเริ่มของความคึกคักเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.30 น. ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนประจำปี 2569 โดยนาวาอากาศเอก สกรรจ์ อุดล ผู้เชี่ยวชาญ 9 และรักษาการผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ทำหน้าที่ประธานในกิจกรรม พร้อมคณะผู้บริหารและบุคลากรร่วมมอบของที่ระลึกส้มมงคลให้แก่ผู้โดยสาร ผู้ใช้บริการ และผู้ประกอบการในอาคารผู้โดยสาร เพื่อสื่อสารคำอวยพรต้อนรับปีใหม่จีน และสร้างบรรยากาศเชิงบวกให้กับการเดินทาง

    นอกจากการมอบส้มมงคล สนามบินยังจัดซุ้มตกแต่งเป็นจุดถ่ายภาพช่วงเทศกาลระหว่างวันที่ 1 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2569 บริเวณหน้าห้องผู้โดยสารขาเข้าภายในประเทศ เพื่อเพิ่มความมีส่วนร่วมและทำให้นักเดินทางรู้สึกว่าจังหวัดปลายทางให้ความสำคัญกับประสบการณ์ท่องเที่ยวตั้งแต่ต้นทางของการเดินทาง

    ในเชิงนัยยะเชิงเศรษฐกิจ กิจกรรมลักษณะนี้อาจดูเป็นงานสร้างสีสัน แต่ในโลกการแข่งขันท่องเที่ยวหลังยุคความผันผวน ภาพความพร้อมของปลายทางมักถูกตัดสินจากรายละเอียดเล็กๆ ตั้งแต่สนามบิน การต้อนรับ การสื่อสารหลายภาษา ไปจนถึงความสะดวกในการเดินทางต่อ หากสนามบินทำให้ผู้โดยสารรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย โอกาสที่นักท่องเที่ยวจะใช้เวลาและใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในเมืองปลายทางย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย

    ทอท. โชว์กำไร 4.65 พันล้านในไตรมาสแรก ปีงบประมาณ 2569 สัญญาณการเดินทางกลับสู่ภาวะปกติแบบค่อยเป็นค่อยไป

    สัญญาณระดับมหภาคสะท้อนผ่านผลการดำเนินงานของ ทอท. ในงวด 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ช่วงตุลาคมถึงธันวาคม 2568 โดยบริษัทมีกำไรสุทธิ 4,652.62 ล้านบาท และมีรายได้รวม 17,332.42 ล้านบาท

    ด้านปริมาณการจราจรทางอากาศ ทอท. รายงานว่า ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งในสังกัด ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ แม่ฟ้าหลวง เชียงราย ภูเก็ต และหาดใหญ่ มีจำนวนเที่ยวบินรวม 208,281 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน และมีผู้โดยสารใช้บริการรวม 34.47 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเช่นกัน

    ความหมายของตัวเลขไม่ได้หยุดอยู่ที่กำไร แต่สะท้อนว่าอุปสงค์การเดินทางเริ่มกลับมาอย่างต่อเนื่องจนเกิดโจทย์เรื่องระดับการใช้โครงสร้างพื้นฐานที่สูงขึ้น สนามบินบางแห่งเข้าใกล้ขีดความสามารถรองรับสูงสุดมากขึ้น ซึ่งกลายเป็นเหตุผลให้แผนขยายศักยภาพสนามบินถูกเร่งในฐานะโครงสร้างพื้นฐานรองรับเศรษฐกิจท่องเที่ยวและการค้าระหว่างประเทศ

    เกมรุกเพิ่มรายได้ การบินและนอกการบิน ลดความผันผวนและเพิ่มพื้นที่เศรษฐกิจใหม่รอบสนามบิน

    อีกด้านหนึ่งที่ถูกพูดถึงมากขึ้นคือการจัดโครงสร้างรายได้ของธุรกิจสนามบิน ซึ่งโดยธรรมชาติพึ่งพารายได้จากการบินเป็นหลัก แต่ในช่วงความผันผวนระดับโลก ผู้ประกอบการสนามบินทั่วโลกพยายามเพิ่มสัดส่วนรายได้นอกการบิน เช่น ค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ บริการ และกิจกรรมเชิงพาณิชย์รอบสนามบิน เพื่อกระจายความเสี่ยง

    ในกรณีของ ทอท. ข้อมูลที่รายงานระบุแนวทางผลักดันรายได้จากกิจการที่ไม่เกี่ยวกับการบินผ่านการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์และเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาลงทุน รวมถึงโครงการที่ได้รับอนุมัติแล้วอย่างสถานีชาร์จรถโดยสารไฟฟ้าที่สุวรรณภูมิ และแนวทางเปิดประมูลพื้นที่ที่หาดใหญ่เพื่อพัฒนาเชิงพาณิชย์

    ขณะเดียวกัน ยังมีการกล่าวถึงการปรับโครงสร้างค่าบริการผู้โดยสารขาออกเพื่อให้เหมาะสม โดยคาดหมายช่วงกลางปี 2569 ซึ่งเป็นอีกจุดที่ตลาดจับตา เพราะสะท้อนการบริหารกระแสเงินสดเพื่อรองรับการลงทุนระยะยาว

    เชียงรายมีฐานรายได้ท่องเที่ยวทะลุ 5.15 หมื่นล้าน แต่โครงสร้างรายได้ยังพึ่งพาคนไทยเป็นหลัก

    เมื่อหันกลับมาดูเชียงราย ตัวเลขสถิติท่องเที่ยวปี 2568 ยืนยันว่า จังหวัดยังอยู่บนฐานรายได้จากการท่องเที่ยวที่แข็งแรง โดยมีผู้มาเยี่ยมเยือนรวม 6,463,147 คน และมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 51,540.09 ล้านบาท

    อย่างไรก็ดี โครงสร้างรายได้บอกชัดว่า คนไทยยังเป็นแรงขับหลัก นักท่องเที่ยวชาวไทยมีจำนวน 5,765,564 คน และสร้างรายได้ 44,460.27 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนรายได้ส่วนใหญ่ของจังหวัด ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ 697,583 คน สร้างรายได้ 7,079.82 ล้านบาท

    ประเด็นที่ต้องอ่านให้ลึกคือ ตลาดต่างชาติของเชียงรายลดลงเมื่อเทียบกับปี 2567 ทั้งจำนวนและรายได้ตามข้อมูลชุดเดียวกัน นี่ทำให้ช่วงตรุษจีนและกิจกรรมต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนที่สนามบินแม่ฟ้าหลวงมีความหมายมากขึ้น เพราะเป็นหนึ่งในหน้าต่างเวลาที่สามารถทดสอบแรงส่งของตลาดจีนต่อเชียงรายได้จริง ว่าจะกลับมาในระดับไหน และจะต่อยอดเป็นการเดินทางซ้ำหรือการบอกต่อได้มากเพียงใด

    ตรุษจีนเป็นจังหวะทดสอบความพร้อมปลายทางจริง ทั้งการเดินทาง การบริการ และความเชื่อมั่น

    การที่สนามบินเลือกสื่อสารภาพความสัมพันธ์ไทยจีนผ่านกิจกรรมต้อนรับสะท้อนมุมมองว่า นักท่องเที่ยวจีนยังถูกจัดวางเป็นกลุ่มตลาดสำคัญของเชียงราย ในมุมผู้ประกอบการท่องเที่ยว ช่วงตรุษจีนมักไม่ใช่แค่วันหยุดเทศกาล แต่เป็นจังหวะทดสอบระบบทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่เที่ยวบิน การรับส่งผู้โดยสาร การท่องเที่ยวในเมือง ไปจนถึงความพร้อมของบริการภาษา การชำระเงิน และการจัดการความปลอดภัย

    สิ่งที่ทำให้เชียงรายน่าสนใจคือภาพเมืองท่องเที่ยวที่มีอัตลักษณ์เชิงวัฒนธรรมเข้มข้น แต่ต้องบริหารความสะดวกสบายแบบเมืองท่องเที่ยวสมัยใหม่ด้วย หากปลายทางทำให้การเดินทางลื่นไหล นักท่องเที่ยวมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนวันพัก เพิ่มการใช้จ่ายต่อทริป และกระจายรายได้สู่ชุมชนมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายที่หลายจังหวัดพยายามผลักดันในยุคที่การแข่งขันไม่ได้อยู่แค่การดึงคนให้มา แต่ต้องทำให้คนอยู่และใช้จ่ายให้มากขึ้นอย่างมีคุณภาพ

    ตัวเลขผู้โดยสารระดับประเทศชี้โอกาส แต่โจทย์ของเชียงรายคือการเปลี่ยนคนผ่านเมืองให้เป็นคนเข้าพักในเมือง

    แม้ปริมาณผู้โดยสารรวมของสนามบินในสังกัด ทอท. จะเพิ่มขึ้นเป็น 34.47 ล้านคนในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 แต่โจทย์เชิงนโยบายและเชิงธุรกิจในระดับจังหวัดคือการแปลงการเดินทางให้เกิดมูลค่าเพิ่มในพื้นที่จริง

    สำหรับเชียงราย ความท้าทายไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนเที่ยวบินหรือจำนวนผู้โดยสาร แต่คือการทำให้ผู้โดยสารที่ลงสนามบินใช้เวลาในพื้นที่มากขึ้น ซื้อสินค้าและบริการท้องถิ่นมากขึ้น และเชื่อมต่อไปสู่เมืองรองหรือชุมชนได้ง่ายขึ้น เพราะรายได้ท่องเที่ยวของจังหวัดแม้สูง แต่ยังมีความเปราะบางจากฤดูกาลท่องเที่ยวและความผันผวนของตลาดต่างชาติที่ลดลงในปี 2568

    การจัดกิจกรรมตรุษจีนที่สนามบินจึงเป็นเหมือนสัญญาณว่า จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามเติมประสบการณ์ตั้งแต่ด่านแรก แต่ในระยะยาว ยังต้องอาศัยมาตรการเชิงระบบร่วมกัน ทั้งการทำตลาด การพัฒนาสินค้าและกิจกรรมท่องเที่ยว การเพิ่มการเข้าถึงของนักเดินทาง และการยกระดับมาตรฐานบริการ เพื่อให้การฟื้นตัวมีความยั่งยืน ไม่ใช่คึกคักเพียงช่วงเทศกาล

    มุมมองที่ต้องจับตาในปี 2569 การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสนามบินและการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

    แผนขยายศักยภาพสนามบินและการจัดโครงสร้างรายได้ของผู้ประกอบการสนามบินมีนัยเชิงนโยบายต่อจังหวัดปลายทางอย่างเชียงราย เพราะหากขีดความสามารถสนามบินเพิ่มขึ้น โอกาสเพิ่มเที่ยวบิน เพิ่มเส้นทางบิน เพิ่มความถี่ และเพิ่มความสะดวกในการเดินทางจะสูงขึ้นตามไปด้วย

    อย่างไรก็ตาม การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากปลายทางไม่สามารถทำให้รายได้กระจายสู่ผู้ประกอบการรายย่อย ชุมชน และแรงงานบริการได้จริง ความรู้สึกของประชาชนต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวอาจไม่เป็นบวกในระยะยาว และจะกระทบความร่วมมือในการรักษาคุณภาพปลายทาง

    ในมุมนี้ ตัวเลขรายได้ท่องเที่ยวเชียงราย 51,540.09 ล้านบาทในปี 2568 เป็นเหมือนหลักฐานว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวช่วยพยุงเศรษฐกิจจังหวัดได้จริง แต่การทำให้รายได้นั้นมีคุณภาพและยั่งยืน ต้องอาศัยการบริหารจัดการที่ละเอียดกว่าการเพิ่มจำนวนคนเพียงอย่างเดียว

    เชียงรายกำลังอยู่ในจังหวะที่ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นควบคู่คุณภาพการท่องเที่ยว

    ตรุษจีนปี 2569 ทำให้ภาพการท่องเที่ยวเชียงรายคึกคักขึ้นอีกครั้ง โดยท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ใช้กิจกรรมต้อนรับและการสื่อสารเชิงวัฒนธรรมสร้างความประทับใจแก่ผู้โดยสาร ขณะเดียวกัน ภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมการบินไทยสะท้อนสัญญาณบวกผ่านผลประกอบการของ ทอท. ที่มีกำไรสุทธิ 4,652.62 ล้านบาทในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 และปริมาณผู้โดยสารรวม 34.47 ล้านคน

    แต่ในเชิงโครงสร้าง เศรษฐกิจท่องเที่ยวเชียงรายยังต้องตอบโจทย์สำคัญสองเรื่องพร้อมกัน เรื่องแรก คือการรักษาและยกระดับตลาดคนไทยซึ่งเป็นฐานหลักของรายได้จังหวัด เรื่องที่สอง คือการดึงตลาดต่างชาติกลับมาอย่างมีคุณภาพ หลังสถิติปี 2568 ชี้ว่าตลาดต่างชาติลดลงเมื่อเทียบปีก่อน

    จุดเปลี่ยนของเชียงรายในปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงภาพการต้อนรับที่คึกคักในช่วงเทศกาล แต่คือการทำให้ความคึกคักนั้นต่อยอดไปสู่การเข้าพักที่ยาวขึ้น การใช้จ่ายที่กระจายขึ้น และความเชื่อมั่นที่มั่นคงขึ้น เพื่อให้รายได้ท่องเที่ยวที่ทะลุ 5.15 หมื่นล้านบาทไม่ใช่เพียงสถิติ แต่เป็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

    สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

    • เชียงรายปี 2568 ผู้มาเยี่ยมเยือนรวม 6,463,147 คน รายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท โครงสร้างรายได้หลักมาจากนักท่องเที่ยวชาวไทย และตลาดต่างชาติลดลงเมื่อเทียบปี 2567
    • ทอท. งวด 3 เดือนแรก ปีงบประมาณ 2569 กำไรสุทธิ 4,652.62 ล้านบาท รายได้รวม 17,332.42 ล้านบาท เที่ยวบินรวม 208,281 เที่ยวบิน ผู้โดยสารรวม 34.47 ล้านคน
    • กิจกรรมตรุษจีนที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย จัดวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 และมีซุ้มถ่ายภาพช่วง 1 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-chinese-new-year-aot-profit/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oVPBZpYFJM5qDDbBZLyup

  • ดัชนี SET ต้นภาคเช้าบวก 10 จุดตามภูมิภาค รับแรงซื้อพลังงาน-ท่องเที่ยว เม็ดเงินไหลเข้าหนุน : อินโฟเควสท์

    ดัชนี SET ต้นภาคเช้าบวก 10 จุดตามภูมิภาค รับแรงซื้อพลังงาน-ท่องเที่ยว เม็ดเงินไหลเข้าหนุน : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นไทยต้นภาคเช้าปรับตัวขึ้นกว่า 10 จุดตามตลาดหุ้นภูมิภาค โดยมีแรงซื้อเข้ามาในกลุ่มพลังงานและท่องเที่ยว หนุนเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้า

    • เมื่อเวลา 9.59 น. ดัชนี SET มาอยู่ที่ 1,477.24 จุด เพิ่มขึ้น 10.57 จุด (+0.72%)

    นางสาววราภรณ์ วิบูลคณารักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง กล่าวว่า ดัชนี SET ในช่วงเปิดตลาดภาคเช้าปรับตัวขึ้นกว่า 10 จุด ขานรับอานิสงส์จากหุ้นกลุ่มพลังงานที่ปรับตัวขึ้น ตามราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น หลังจากการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐและอิหร่าน และรัสเซียและยูเครนยังไม่มีความชัดเจน ประกอบกับแรงหนุนหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว หลังจากที่ทิศทางของนักท่องเที่ยวกลับมาคึกคักมากขึ้น ประกอบกับยังมีเม็ดเงินที่ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยหนุน จากความเชื่อมั่นทางการเมือง และเสถียรภาพของรัฐบาล โดยให้แนวต้าน 1,490-1,500 จุด แนวรับ 1,470 จุด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/570267&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01uY103vMgD6pN0iJBPJH9

  • ฮั่วเซ่งเฮง : พายุภาษีทรัมป์ กำลังเขย่าทั้งการเมือง การคลัง และเศรษฐกิจโลก “ทองคำ” ไม่อาจนิ่งเฉย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ฮั่วเซ่งเฮง : พายุภาษีทรัมป์ กำลังเขย่าทั้งการเมือง การคลัง และเศรษฐกิจโลก “ทองคำ” ไม่อาจนิ่งเฉย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ฮั่วเซ่งเฮงเปิดเผยว่า จากรายงานล่าสุดของรัฐบาลสหรัฐฯ ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ระบุว่าการขาดดุลงบประมาณลดลงจากปีก่อน ขณะที่รายได้จากภาษีศุลกากรพุ่งขึ้นมากกว่า 300% แตะ 30,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนเดียว ดันยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีงบประมาณขึ้นสู่ 124,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 304% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปี 2025 ตัวเลขดังกล่าวช่วยลดแรงกดดันด้านการคลัง โดยการขาดดุลในเดือนที่ 4 ของปีงบประมาณลดลงเหลือ 95,000 ล้านดอลลาร์ (-26%) และทำให้ยอดขาดดุลสะสมลดลง 17% เหลือ 697,000 ล้านดอลลาร์ (หรือ 21% หากปรับตามปฏิทิน)

    ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า “ภาษีศุลกากร” กลายเป็นเครื่องมือพยุงฐานะการคลังของสหรัฐฯ ในช่วงที่หนี้สาธารณะยังสูงเป็นประวัติการณ์ โดยเบื้องหลังแรงหนุนหลักมาจากยุทธศาสตร์ทางการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 ด้วยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าครอบคลุมหลายหมวด รวมถึงมาตรการภาษีตอบโต้รายประเทศ แม้ทำเนียบขาวจะผ่อนปรนสินค้าบางรายการผ่านการเจรจา แต่โครงสร้างหลักยังคงถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันทางการค้า

    อย่างไรก็ตาม เงื่อนปมสำคัญอยู่ที่ศาลฎีกาแห่งสหรัฐอเมริกา (Supreme Court of the United States) ซึ่งกำลังพิจารณากรอบอำนาจในการจัดเก็บภาษี หลังศาลรับฟังคำโต้แย้งไปตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา และเดิมทีตลาดคาดว่าจะมีคำตัดสินภายในเดือนมกราคมปีนี้ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีคำวินิจฉัยออกมา ความล่าช้าดังกล่าวยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับตลาด เพราะหากศาลตัดสินไม่รับรองมาตรการภาษีดังกล่าว รัฐบาลสหรัฐฯ อาจต้องคืนเงินภาษีที่จัดเก็บไปแล้ว ซึ่งจะกระทบรายได้ภาครัฐโดยตรง และอาจสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเสถียรภาพการคลังมากกว่าที่ตลาดประเมินไว้

    ภาษีช่วยอุดรอยรั่ว แต่ความเสี่ยงยังไม่จบ

    แม้รายได้จากภาษีศุลกากรจะช่วย “อุดรอยรั่ว” งบประมาณได้บางส่วน แต่ภาพรวมการคลังสหรัฐฯ ยังถูกกดดันอย่างหนักจากภาระดอกเบี้ยของหนี้สาธารณะ ซึ่งล่าสุดอยู่ที่ระดับ 38.6 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะดอกเบี้ยสุทธิที่ยังพุ่งสูงต่อเนื่อง เดือนเดียวแตะ 76,000 ล้านดอลลาร์ และยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีงบประมาณอยู่ที่ 426,500 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลยังคงเป็นภาระระยะยาว และทำให้พื้นที่ทางการคลังของสหรัฐฯ ยังคงเปราะบาง แม้รายได้จากการจัดเก็บภาษีจะเพิ่มขึ้นก็ตาม

    นอกจากนี้ ภาษีศุลกากรยังอาจสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจมหภาคของสหรัฐฯ ผ่านต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าที่สูงขึ้น ซึ่งกระทบกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยตรง และลดความสามารถในการลงทุนของภาคธุรกิจในบางอุตสาหกรรม หากภาระต้นทุนถูกส่งผ่านอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้การขยายตัวของ GDP ชะลอลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจ “ชะลอตัวแบบเงินเฟ้อสูง” (stagflation risk) ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ตลาดการเงินมักตอบสนองด้วยความระมัดระวังมากขึ้น

    อีกด้านหนึ่ง แรงสั่นสะเทือนจากมาตรการภาษีกำลังลุกลามสู่สนามการเมืองก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม โดยทรัมป์เดินหน้ากดดันสมาชิกพรรครีพับลิกันให้สนับสนุนวาระภาษี แม้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากเริ่มไม่พอใจกับค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ล่าสุดแม้สมาชิกพรรครีพับลิกันส่วนใหญ่ได้โหวตหนุนมาตรการดังกล่าวถึง 210 เสียง แต่มีสมาชิก 6 รายที่โหวตร่วมกับพรรคเดโมแครตเพื่อผลักดันให้ยุติภาษีนำเข้าแคนาดา สะท้อนรอยร้าวภายในพรรคที่เริ่มชัดขึ้น ขณะเดียวกัน สภาผู้แทนราษฎรกำลังเตรียมพิจารณามาตรการภาษีต่อบราซิล เม็กซิโก รวมถึงภาษีฉุกเฉินในวงกว้าง ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบายการค้า

    ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ยังอาจขยายผลกระทบของนโยบายภาษีให้รุนแรงขึ้น เพราะเมื่อการเมืองเริ่มแบ่งขั้วมากขึ้น ความต่อเนื่องของนโยบายการคลังและการค้าจะถูกตั้งคำถามทันที ความไม่แน่นอนเช่นนี้อาจลดความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเสถียรภาพงบประมาณระยะยาว และทำให้ตลาดประเมินความเสี่ยงของสหรัฐฯ ผ่านทั้งค่าเงินดอลลาร์และตลาดพันธบัตร ซึ่งเป็นจุดที่สามารถกระตุ้นแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำได้ในระยะถัดไป

    เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และพันธบัตร ตัวแปรที่ตลาดจับตา

    ข้อมูลจาก Federal Reserve Bank of New York ระบุว่าเกือบ 90% ของภาระด้านภาษีศุลกากรถูกแบกรับโดยภาคธุรกิจและผู้บริโภคในสหรัฐฯ ไม่ใช่ผู้ส่งออกต่างชาติ สอดคล้องกับผลประเมินของ Congressional Budget Office ซึ่งชี้ว่าธุรกิจสหรัฐฯ ดูดซับต้นทุนราว 30% ผ่านการลดกำไร ขณะที่อีก 70% ถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภค โดยอัตราภาษีเฉลี่ยพุ่งจาก 2.6% เป็น 13% และเคยทะยานขึ้นไปถึง 125% สำหรับสินค้านำเข้าจากจีน ก่อนลดลงมาอยู่ที่ 113%

    ผลลัพธ์ที่ตามมาคือแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งผลให้ Fed มีพื้นที่ในการผ่อนคลายนโยบายการเงินจำกัดมากขึ้น แม้ในปีก่อนจะเคยลดดอกเบี้ยรวม 0.75% เพื่อพยุงตลาดแรงงานก็ตาม ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ Fed บางส่วนประเมินว่าผลกระทบจากภาษีอาจเป็นเพียง “แรงกระแทกครั้งเดียว” ต่อระดับราคา แต่ในเชิงความเชื่อมั่น ตลาดยังเผชิญความผันผวนจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า หลังมาตรการภาษีถูกปรับขึ้น–ชะลอ–ผ่อนคลายสลับไปมาอย่างต่อเนื่อง

    ในมุมตลาดการเงิน ผลของภาษีศุลกากรไม่ได้สะท้อนแค่เงินเฟ้อ แต่ยังส่งผ่านไปยังความคาดหวังทิศทางดอกเบี้ยของ Fed โดยตรง เพราะหากแรงกดดันด้านราคายืดเยื้อ Fed จะถูกจำกัดพื้นที่ในการลดดอกเบี้ย และส่งผลให้พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มีความผันผวนมากขึ้น ทั้งยังเพิ่มต้นทุนดอกเบี้ยของภาครัฐในช่วงที่หนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับสูง การเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (treasury yields) จึงกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ตลาดจับตา เพราะเป็นทั้งสัญญาณสะท้อนความเสี่ยงการคลัง และเป็นแรงกำหนดทิศทางเงินทุนในตลาดโลก

    จากปัจจัยดังกล่าวข้างต้น ได้สร้างแรงกดดันให้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้ง 3 ด้าน อันได้แก่ ความไม่แน่นอนทางกฎหมายของมาตรการภาษีทรัมป์ ความเสี่ยงทางการเมือง และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ตลาดทองคำกำลังจับตา หากศาลฎีกาแห่งสหรัฐอเมริกาพิจารณาว่า มาตรการภาษีทรัมป์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และต้องถูก “ยกเลิก” ความผันผวนของดอลลาร์และพันธบัตรอาจหนุนแรงซื้อทองคำ อีกด้านหนึ่ง หากรายได้จากการจัดเก็บภาษีช่วยพยุงฐานะการคลัง และ Fed สามารถลดดอกเบี้ยได้ สภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นก็อาจเป็นแรงหนุนทองคำได้เช่นกัน

    ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่า ระยะสั้น ทองคำอาจผันผวนตามข่าวคำตัดสินของศาลฎีกาฯ และทิศทางดอกเบี้ย แต่ระยะกลางถึงยาว โครงสร้างความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นยังคงหนุนมุมมองเชิงบวกต่อทองคำ เพราะเมื่อใดก็ตามที่ “นโยบาย” กลายเป็นความเสี่ยง ทองคำมักถูกเลือกให้เป็นที่หลบภัยของนักลงทุน

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/19/618425/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bQN8u7oE3JmFIKyf9JwfD

  • เศรษฐกิจไม่ดีเทรนด์ยกกระชับหน้ายังฮิต หนุนตลาดเครื่องมือ 8 พันล้านบาท โต 8-12% | เดลินิวส์

    เศรษฐกิจไม่ดีเทรนด์ยกกระชับหน้ายังฮิต หนุนตลาดเครื่องมือ 8 พันล้านบาท โต 8-12% | เดลินิวส์

    นพ.ฐิติคมน์ ลิ้มรัตนเมฆา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออปติมาแอสเทติค จํากัด เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจเวชศาสตร์ความงาม ในประเทศไทยเติบโตสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีปัจจัยมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ ความอ่อนเยาว์ และการดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริการยกกระชับผิวหน้าแบบไม่ผ่าตัด ที่ได้รับความนิยมมากกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ซึ่งเป็นผลจากกำลังซื้อที่สูง รวมถึงความเชื่อมั่นในแพทย์ และคลินิกความงามที่มีความพร้อม

    ทั้งนี้ ส่งผลให้ปัจจุบันตลาดเครื่องมือยกกระชับผิวในไทยมีมูลค่าประมาณ 8,000 ล้านบาท เติบโตปีละ8-12% ครอบคลุมทั้งเทคโนโลยี HIFU, RF และเทคโนโลยีแบบผสมผสาน มีแนวโน้มเติบโต 8-12% ต่อปี โดยมีปัจจัยจากจำนวนผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่และเพศชาย ซึ่งปัจจุบันกลุ่มผู้ใช้บริการหลักอยู่ในช่วงอายุ 30-55 ปี แต่เริ่มมีแนวโน้มที่กลุ่มอายุ 25-30 ปี จะหันมาใช้บริการมากขึ้น ขณะเดียวกัน สัดส่วนของผู้ใช้บริการเพศชายมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละกว่า 10% 

    “แม้ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่การยกกระชับผิวโดยไม่ผ่าตัดยังเป็น Affordable Luxury หรือความหรูหราที่เข้าถึงได้ จึงได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจน้อยกว่าการทำศัลยกรรมใหญ่ จากเทรนด์การเติบโตดังกล่าว จึงนำเครื่องยกกระชับผิว ‘ดูโบล้ทู’ เข้ามาจำหน่ายในไทยเมื่อประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับเกินคาดจากแพทย์และคลินิกความงามกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ ปีนี้ จึงมีแผนรุกตลาดต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าจำหน่ายเพิ่มอีก 200 เครื่อง” 

    ส่วนกลุ่มเป้าหมาย B2C ออปติมาแอสเทติค จะเน้นการสื่อสารไปที่ผลลัพธ์จากการใช้งานจริง พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่น (Brand Trust) และการรับรู้ (Awareness) ในวงกว้าง โดยล่าสุดได้มีการเปิดตัว ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่ เป็นพรีเซ็นเตอร์ เพื่อสะท้อนความงามระดับสากล ความมั่นใจ และความทันสมัย ซึ่งสอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5616548/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sOyLo12J9IEeSxkkF4rFw

  • หุ้นดาวโจนส์ ประจำวันที่ 18/02/69 ปิดที่ 49,662.66 จุด เพิ่มขึ้น 129.47 จุด

    หุ้นดาวโจนส์ ประจำวันที่ 18/02/69 ปิดที่ 49,662.66 จุด เพิ่มขึ้น 129.47 จุด

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/130104&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26Jpd0M34Q1L4H0nvkxHDA

  • หุ้นไทยปิดเช้าบวก รับ Sentiment การเมือง-เศรษฐกิจหนุนเม็ดเงินไหลเข้า คาดบ่ายบวกต่อลุ้นทดสอบ 1,500 จุด : อินโฟเควสท์

    หุ้นไทยปิดเช้าบวก รับ Sentiment การเมือง-เศรษฐกิจหนุนเม็ดเงินไหลเข้า คาดบ่ายบวกต่อลุ้นทดสอบ 1,500 จุด : อินโฟเควสท์

    SET ปิดเช้าวันนี้ที่ 1,491.06 จุด เพิ่มขึ้น 24.39 จุด (+1.66%) มูลค่าซื้อขายราว 57,992 ล้านบาท นักวิเคระห์ฯเผยตลาดหุ้นไทยในช่วงเช้าที่ผ่านมาปรับตัวขึ้น รับ Sentiment จากปัจจัยการเมืองในประเทศถึงความเชื่อมั่นเสถียรภาพของรัฐบาล และแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดี หนุน Fund Flow ไหลเข้าต่อเนื่อง รวมทั้งแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มน้ำมันและโรงกลั่นที่หนุน จากราคาน้ำมันพุ่งขึ้น หลังยังมีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และแรงซื้อหุ้นใหญ่ แนวโน้มตลาดหุ้นไทยช่วงบ่ายคาดแกว่งแดนบวกต่อ ลุ้นทดสอบแนวต้านที่ระดับ 1,500 จุด แนวรับ 1,470 จุด

    • ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปิดเช้าวันนี้ที่ 1,491.06 จุด เพิ่มขึ้น 24.39 จุด (+1.66%) มูลค่าซื้อขายราว 57,992 ล้านบาท
    • การซื้อขายช่วงเช้าดัชนีกว่งไซด์เวย์แดนบวก โดยทำจุดสูงสุด 1,494.06 จุด จุดต่ำสุด 1,471.12 จุด

    นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บล.บัวหลวง กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงเช้าที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นต่อ โดยที่ Sentiment บวกต่อตลาดหุ้นไทยยังคงมาจากความเชื่อมั่นของปัจจัยการเมืองในประเทศ หลังจากผ่านพ้นการเลือกตั้งไป ซึ่งจะเห็นเสถียรภาพของรัฐบาล และความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยที่มีโอกาสฟื้นตัวกลับมาดี ทำให้ยังเป็นปัจจัยหนุนต่อกระแสเงินทุน (Fund Flow) จากต่างชาติที่ไหลเข้า

    ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยหนุนหุ้นในกลุ่มน้ำมันและโรงกลั่นที่วันนี้นำดัชนี หลังจากที่ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้นกว่า 4% หลังจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่มีความชัดเจน หลังการเจรจาสันติภาพของสหรัฐและอิหร่าน รวมทั้งรัสเซียและยูเครน ยังไม่มีข้อสรุปออกมา ประกอบกับแรงซื้อในหุ้นใหญ่อื่นๆ เช่น DELTA CPALL BDMS ที่ช่วยหนุนดัชนี

    แนวโน้มตลาดหุ้นไทยช่วงบ่ายคาดว่าแกว่งตัวแดนบวกต่อ โดยลุ้นทดสอบแนวต้านที่ระดับ 1,500 จุด แนวรับ 1,470 จุด

    ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์

    • PTT มูลค่าการซื้อขาย 8,442.09 ล้านบาท ปิดที่ 37.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท
    • CPALL มูลค่าการซื้อขาย 3,799.94 ล้านบาท ปิดที่ 53.75 บาท เพิ่มขึ้น 1.50 บาท
    • DELTA มูลค่าการซื้อขาย 3,496.71 ล้านบาท ปิดที่ 236.00 บาท เพิ่มขึ้น 12.00 บาท
    • GULF มูลค่าการซื้อขาย 2,422.98 ล้านบาท ปิดที่ 60.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท
    • PTTEP มูลค่าการซื้อขาย 2,304.46 ล้านบาท ปิดที่ 3.50 บาท เพิ่มขึ้น 3.50 บาท

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/570367&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AFsjjeijzjCR5plNS1Xmk

  • โบรกฯ ชี้ตลาดหุ้นไทยพุ่งแรงสุดในโลก จับตาความเสี่ยงปม “คิวอาร์โค้ด” เลือกตั้ง ชี้ชะตาการเมืองและเศรษฐกิจไทย

    โบรกฯ ชี้ตลาดหุ้นไทยพุ่งแรงสุดในโลก จับตาความเสี่ยงปม “คิวอาร์โค้ด” เลือกตั้ง ชี้ชะตาการเมืองและเศรษฐกิจไทย

    บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) เปิดเผยรายงานการวิเคราะห์ทิศทางตลาดทุน (Market Insight) ระบุว่าในช่วงนี้เป็นช่วง Global Rebalance ที่เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเอเชียอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นแรงที่สุดในโลกถึง +8.3% ในช่วงหลังการเลือกตั้ง (9 ก.พ. – 18 ก.พ. 2569) ตามมาด้วยเกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น และเวียดนาม แรงหนุนสำคัญมาจากกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่เร่งตัวไหลเข้าตลาดหุ้นไทยในช่วงหลังเลือกตั้งสูงถึง 3.7 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสะสมตั้งแต่ต้นปีขยับขึ้นไปแตะระดับ 5.2 หมื่นล้านบาท โดยมี 20 หุ้นที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสะสมอย่างโดดเด่น นำโดย BBL, CPALL, PTTEP, ADVANC, BH, GULF, PTT, TOP, BDMS, MINT, BANPU, KTB, ERW, COM7, IVL, CPN, LH, KTC, JMT และ GUNKUL

    จับตาปม “คิวอาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง ตัวแปรชี้ชะตารัฐบาลใหม่ อย่างไรก็ตาม หนทางสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ยังคงมีความท้าทาย โดยมีประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ การฟ้องร้องกรณีการพิมพ์ “บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด” ลงบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ที่ระบุให้การลงคะแนนต้องเป็นความลับ ซึ่งช่วงปลายเดือน ก.พ. ถึงต้น มี.ค. 2569 จะเป็นช่วงเวลาสำคัญต่อคำวินิจฉัยของศาลที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุน โดยบล.เอเซีย พลัส ประเมินฉากทัศน์ (Scenario) ไว้ 2 แนวทาง ดังนี้

    • ฉากทัศน์ที่ 1: “เป็นโมฆะ” (หากตรวจสอบย้อนหลังได้) – หากพิสูจน์ได้ว่าระบบคิวอาร์โค้ดสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าผู้ใดเป็นคนลงคะแนน จะถือว่าขัดรัฐธรรมนูญและต้องจัดการ “เลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ” ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะสุญญากาศทางการเมืองยืดเยื้อไปอีก 3-4 เดือน ส่งผลกระทบเชิงลบต่อตลาดหุ้น และทำให้นักลงทุนต่างชาติชะลอการลงทุน รวมถึงกระทบการเบิกจ่ายงบประมาณ
    • ฉากทัศน์ที่ 2: “รอด” (หากใช้แค่ยืนยันตัวตน) – หาก กกต. พิสูจน์ได้ว่าโค้ดดังกล่าวมีไว้เพื่อป้องกันการทุจริต เช่น บัตรผีหรือบัตรปลอม และไม่สามารถเชื่อมโยงกลับไปยังตัวบุคคลผู้ลงคะแนนได้ การเลือกตั้งจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดหุ้นตอบรับในเชิงบวกทันที เนื่องจากขจัดความเสี่ยงเรื่องสุญญากาศทางการเมือง และงบประมาณสามารถเบิกจ่ายได้ตามกำหนด

    อัปเดตสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ในด้านปัจจัยต่างประเทศ ตลาดยังคงได้รับอิทธิพลจากการรายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC Minutes) ที่ส่งสัญญาณว่าอาจยังไม่ปิดโอกาสขึ้นดอกเบี้ยหากเงินเฟ้อยังสูง ทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ กลับมาแข็งค่า และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ทะลุ 4% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวพุ่งขึ้นกว่า 4% ทะลุ 65 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง
    ส่วนในภูมิภาคเอเชีย ประเทศญี่ปุ่นมีปัจจัยเชิงบวกจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่นำโดยนายกรัฐมนตรี ซาเนะ ทาคาอิชิ ที่ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ซึ่งเตรียมเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วน เช่น การกระตุ้นงบประมาณและการลดภาษีอาหาร นอกจากนี้ ตลาดโลกยังได้รับข่าวดีจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทชั้นนำอย่าง FIGMA และ BOOKINGS ที่มีรายได้เติบโตสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/investment/40406&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fNPwgTfRCInYrXyfLr1rn

  • ไม่มีเรื่องใดที่ทำให้ ‘ธรรมนัส’ เสียหาย ประเสริฐระบุให้การ DSI ตามปกติ ยืนยัน MOU ไม่เกี่ยวกับเครื่องสแกนม่านตา

    ไม่มีเรื่องใดที่ทำให้ ‘ธรรมนัส’ เสียหาย ประเสริฐระบุให้การ DSI ตามปกติ ยืนยัน MOU ไม่เกี่ยวกับเครื่องสแกนม่านตา

    วันนี้ (19 กุมภาพันธ์ 2569) ประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แถลงข่าวที่พรรคเพื่อไทยชี้แจงถึงกระแสข่าวว่า ได้ให้การกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ว่า ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในขณะนั้น เป็นผู้แนะนำกลุ่มทุนจากประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมี เบนจามิน เมอเออร์เบอร์เกอร์ (Benjamin Mauerberger) หรือ เบน สมิธ ผู้ต้องหาที่ถูกสำนักงานการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ยึดทรัพย์ เนื่องจากมีพฤติกรรมฉ้อโกงประชาชนรวมอยู่ด้วย โดยประเสริฐระบุตอนหนึ่งว่า ในคำให้การไม่มีเรื่องใดที่ทำให้ร้อยเอกธรรมนัสได้รับความเสียหาย และรายละเอียดภายในบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (MOU) ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องเครื่องสแกนม่านตาของโครงการ Worldcoin

    “มีความพยายามสร้างความเข้าใจว่า MOU กับเรื่องการสแกนม่านตา เพื่อเอาเรื่องการสแกนไปแลกเงินดิจิทัล ในความเป็นจริง MOU ไม่มีรายละเอียดเรื่องการสแกนม่านตา มีแค่รายละเอียดว่าด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลให้ไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาค”

    เลขาธิการพรรคเพื่อไทยกล่าวอีกว่า การนำเอกสารที่เป็นความลับทางราชการออกมาเปิดเผย ซึ่งก็ไม่ทราบได้ว่าเป็นเอกสารจริงหรือเท็จนั้น เป็นเรื่องการ ปล่อยของทางการเมือง ซึ่งตนเองไม่ทราบวัตถุประสงค์ แต่เมื่อมีชื่อเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็ต้องออกมาชี้แจง

    “จริงๆ ข่าวเรื่องนี้มีประเด็นตั้งแต่ก่อนหย่อนบัตรเลือกตั้ง หลังเลือกตั้งก็ยกขึ้นมาอีก ผมคิดว่าเรื่องนี้ทำเป็นระบบ ในเรื่องการเมือง ไม่ทราบวัตถุประสงค์ว่าต้องการอะไรแน่” 

    ประเสริฐยังให้สัมภาษณ์อีกด้วยว่า การลงนามใน MOU ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกับบริษัท ไพรม์ ออพพอร์ทูนิติ้ ฟันด์ วีซีซี (Prime Opportunity Fund VCC) ของประเทศสิงคโปร์นั้น ตนเองได้เข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะ พยานส่วนรายละเอียดใน MOU เป็นเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล และข้อความใน MOU​ ได้รับคำชี้แนะจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานอัยการสูงสุด และกระทรวงการต่างประเทศแล้ว ขณะเดียวกันกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมยังได้เซ็น MOU กับหลายหน่วยงานมากในเวลานั้น ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งเป็นเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีแทบทั้งหมด

    สำหรับการลง MOU ดังกล่าว เกิดขึ้นในวันที่ 27 มีนาคม 2567 ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยในภาพมีประเสริฐ, เบนจามิน, ร้อยเอกธรรมนัส รวมถึง วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรถอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ถ่ายภาพร่วมกัน

    Tags: , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/prasert-no-case-against-thammanat/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yPnG5qIfxZzSpJYb-e9x0