Blog

  • index

    index

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr-bangkok.com/%3Fp%3D578207&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qWun3WFnSPiK1d1R1-ipL

  • ข่าวดี! “กบน.” ลดเก็บเงินกองทุนน้ำมันฯ ดีเซล 45 สต. ตรึงราคาหน้าปั๊ม สกัดผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง

    ข่าวดี! “กบน.” ลดเก็บเงินกองทุนน้ำมันฯ ดีเซล 45 สต. ตรึงราคาหน้าปั๊ม สกัดผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/130469&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0et2Gv-H0gmW3a2WfThZIZ

  • นักวิชาการ ชี้ GDP ปี 68 โต 2.4% ไม่น่าตกใจ เป็นสัญญาณดีเศรษฐกิจ พ้น ไอซียูแล้ว เชื่อ ปี 69 โตเกิน 3%

    นักวิชาการ ชี้ GDP ปี 68 โต 2.4% ไม่น่าตกใจ เป็นสัญญาณดีเศรษฐกิจ พ้น ไอซียูแล้ว เชื่อ ปี 69 โตเกิน 3%

    นายพีระ เจริญพร คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ตามที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 โดยระบุถึงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในปี 2568 ว่ามีการขยายตัวอยู่ที่ 2.4% ซึ่งมากกว่าที่คาดการณ์ไว้นั้น 

    ส่วนตัวมองว่า ไม่ใช่สิ่งที่น่าตกใจสักเท่าใด เพราะศักยภาพของประเทศไทยสามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้มากขึ้นกว่านี้ แต่ก็ถือเป็นทิศทางที่ดี และสามารถพูดได้ว่าเศรษฐกิจไทยออกจากห้องไอซียู (ICU) แล้ว

    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วงที่มีอัตราการเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ และต่ำกว่าประเทศในภูมิภาคเดียวกัน นั่นหมายความว่า แม้จะออกจากห้องไอซียูแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ออกจากโรงพยาบาล

    นายพีระ ยังกล่าวด้วยว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในไตรมาส 4 ของปี 2568 สะท้อนว่านโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว เช่น โครงการผลักดันการลงทุนอย่าง Thailand Fastpass โครงการคนละครึ่ง ฯลฯ แต่สิ่งที่สำคัญและมีผลต่อการทำให้เศรษฐกิจขยายตัวมากที่สุด คือการเบิกจ่ายภาครัฐและการลงทุน ฉะนั้น สิ่งที่ต้องดำเนินการในปี 2569 คือจะต้องทำให้โมเมนตัมเกิดผลต่อเนื่องในระยะยาว ผ่านการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนของภาครัฐในส่วนที่เหมาะสม

    “อย่างที่ BOI ซึ่งในแต่ละปีมีบริษัทต่างประเทศเข้ามาขอรับบีโอไอมูลค่าเป็นแสนล้านบาท แต่ก็เป็นเพียงตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอเท่านั้น ยังไม่เกิดการลงทุนจริง โดยการลงทุนจริงจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อกิจการเหล่านี้หาพื้นที่ลงทุนได้ และโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรองรับ ซึ่งตรงนี้เองที่ภาครัฐจะต้องมาลงทุนเพื่อสนับสนุน เพื่อให้เกิดการลงทุนในประเทศจริง ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินหลักแสนล้านบาทเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประเทศ” นายพีระ กล่าว

    นอกจากนี้ เรื่องการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ ซึ่งเห็นได้จากประวัติศาสตร์ เช่น ในช่วงปี 2535 ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ก็มีการเปิดตลาดเสรีกับอาเซียนและทำให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตสูง รวมถึงหลังปี 2545 ช่วงรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ก็มีการทำ FTA กับต่างประเทศจำนวนมาก เป็นผลให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตต่อเนื่อง 

    ดังนั้น ภายใน 1-2 ปีนี้ รัฐบาลใหม่ต้องทำ FTA กับสหภาพยุโรป (EU) หรือคู่ค้าต่างประเทศที่สำคัญในภูมิภาคอื่นๆ ให้สำเร็จ ไม่ให้แพ้เวียดนาม หรือมาเลเซีย เพื่อเพิ่มการลงทุนในประเทศให้ยิ่งสูงขึ้น และส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งตรงนี้ก็น่าจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทางพรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ต้องการจะควบรวมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาอยู่ภายใต้พรรคภูมิใจไทยด้วย

    “รัฐบาลควรเรียนรู้บทเรียนจากสมัยรัฐบาลนายกฯ ประยุทธ์ กลุ่ม 4 กุมารที่เป็นเทคโนแครตคนนอก พอโดนขับไล่ หลังจากนั้นเศรษฐกิจไทยเป๋หมดเลย เพราะนักการเมืองมาแบบต่างคนต่างทำ ซึ่งถ้าครั้งนี้ภูมิใจไทยกับพรรคร่วมรัฐบาลไม่สามารถรักษาสัญญาว่าจะให้เทคโนแครตมือดีมาทำงานให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ ก็อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเจอปัญหาได้ เรื่องนี้เป็นความเสี่ยงทางการเมืองที่ต้องดูกันต่อไป” นักวิชาการธรรมศาสตร์ ระบุ

    ขณะเดียวกัน ในอีกด้านรัฐบาลใหม่ก็ต้องมีการรักษาวินัยทางการคลังด้วย เพราะแม้การรักษาวินัยทางการเงินการคลังจะส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายในประเทศน้อยลง แต่ก็เป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนของต่างชาติในระยะยาวเช่นกัน รวมถึงเรื่องการรักษาให้ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีเครดิตเรตติ้งที่ดีที่จะทำให้ต้นทุนทางการคลังของประเทศ ตลอดจนต้นทุนทางการเงินของภาคเอกชนจะไม่สูงไม่กว่านี้

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า จากสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ประกอบกับศักยภาพของประเทศไทย ส่วนตัวเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่ GDP ของไทยในปี 2569 จะเติบโตมากกว่า 3% ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ เพราะหากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่โต 4 – 5% ศักยภาพการผลิตของไทยก็ไม่แพ้ประเทศเหล่านั้น แต่สิ่งสำคัญคือรัฐบาลจะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับเอกชนทั้งในไทยและต่างชาติให้มามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ได้ ซึ่งก็ด้วย 3 สิ่งหลักที่กล่าวไปแล้ว คือ 1. การกระตุ้นให้เกิดการลงทุนของภาครัฐในส่วนที่เหมาะสม 2. การเจรจา FTA 3. การรักษาวินัยทางการคลัง

    ทั้งนี้ ในปี 2569 นี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญด้วย เนื่องจากต่างประเทศกำลังเดินหน้าย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศจีนและประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ซึ่งถ้าสามารถดึงดูดให้เกิดการลงทุนตั้งฐานการผลิตในไทยได้ก็จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่อเนื่องอย่างน้อย 5 – 10 ปี ติดต่อกัน

    “เรื่องการตั้งรัฐบาลช้าน่าจะมีผลต่อเศรษฐกิจปี 2569 น้อย เพราะตอนนี้รัฐบาลภายใต้การนำของภูมิใจไทยก็เป็นรัฐบาลรักษาการอยู่แล้ว และตอนนี้น่าจะมีการเตรียมแพ็กเกจในการกระตุ้นเศรษฐกิจรอปล่อยตอนเป็นรัฐบาลใหม่เต็มตัว ขณะที่ความขัดแย้งไทย – กัมพูชาก็น่าจะกระทบไม่มาก แต่ปลายทางก็ควรมองด้วยว่าการทำการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านเป็นคุณประโยชน์มากกว่าไม่คบค้าสมาคมกันเลย ถ้าสุดท้ายเจรจากันได้ และเปิดการค้าชายแดนได้อีกประเทศก็จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยด้วยอีกส่วน เพราะไทยเองก็เกินดุลการค้ากัมพูชาด้วย จึงไม่อยากให้เอาความชาตินิยมปิดโอกาสเรื่องนี้” นายพีระ กล่าว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/269043&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3O_cHZ2vgyGmciWVet3P7A

  • ยิ่งใหญ่! สุโขทัยแถลงข่าวงานประเพณีแห่เจ้าปุงเฒ่ากงม่า 2569 ปลุกเศรษฐกิจเมือง | TOPNEWS

    ยิ่งใหญ่! สุโขทัยแถลงข่าวงานประเพณีแห่เจ้าปุงเฒ่ากงม่า 2569 ปลุกเศรษฐกิจเมือง | TOPNEWS

    สุโขทัย เปิดตัวงานแถลงข่าว “ประเพณีแห่เจ้า ศาลเจ้าปุงเฒ่ากงม่าสุโขทัย ประจำปี 2569” อบจ. จับมือ เทศบาล และสมาคมพ่อค้าฯ ขนทัพการแสดงสุดตระการตา ทั้งสิงโตดอกเหมย มังกรทอง และเอ็งกอพะบู๊ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยว 27 ก.พ. – 3 มี.ค. นี้

    เมื่อวันที่18 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.20 น. ณ ศาลเจ้าปุงเฒ่ากงม่าสุโขทัย อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย ร่วมกับเทศบาลเมืองสุโขทัยธานี และคณะกรรมการศาลเจ้าปุงเฒ่ากงม่าสุโขทัย ร่วมกันดำเนินโครงการประเพณีแห่เจ้า ศาลเจ้าปุงเฒ่ากงม่าสุโขทัย ประจำปี 2569 โดยจัดงานแถลงข่าวแก่สื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป ซึ่งคณะผู้แถลงข่าวประกอบด้วย นายมนู พุกประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย เป็นประธานการแถลงข่าว พ.ต.อ.นราธิป คนธรรม ผกก.สภ.เมืองสุโขทัย นางพัฒสอน ดอนพิมพา นายกเทศมนตรีเมืองสุโขทัยธานี นายสุรพล อังศิริจินดา นายกสมาคมพ่อค้าจังหวัดสุโขทัย และนายกมลศิลป์ เดชะศาศวัต ประธานคณะกรรมการศาลเจ้าปุงเฒ่ากงม่าสุโขทัย ร่วมการแถลงข่าว ในการนี้ หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ สื่อมวลชนและผู้มีเกียรติร่วมรับฟังการแถลงข่าว

    การจัดงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์สืบสานประเพณีวัฒนธรรมของคนไทยเชื้อสายจีน ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจของชุมชนเมือง จังหวัดสุโขทัย โดยกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 3 มีนาคม 2569 บริเวณวงเวียนหอนาฬิกา อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย ในกิจกรรมจะมีการอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ออกมาให้ประชาชนได้กราบไหว้ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

    การจัดงานประเพณีแห่เจ้า ศาลเจ้าปุงเฒ่ากงม่าสุโขทัย จัดเป็นงานประจำปี มีการประกอบพิธีกรรมเพื่อสักการะ บูชาพระพุทธเจ้า พระมหาโพธิสัตว์ การออกร้านอาหารวัฒนธรรมชาวจีน การแสดงมังกร การแสดงสิงโตดอกเหมย การแสดงเอ็งกอพะบู๊ ฯลฯ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประเพณี วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนไทยเชื้อสายจีน เป็นกิจกรรมในชุมชนเชื่อมสายสัมพันธ์ ให้รู้รักสามัคคี และถือเป็นการสืบสานทำนุบำรุงรักษาวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไป

    พงศ์เทพ สาคร ผู้สื่อข่าว TopNewsทั่วไทย จ.สุโขทัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1493620&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Qz15sEzTTQuOzuFQ8WhCg

  • เมืองเศรษฐกิจอันดับ 1 ของจีนเร่งการเติบโต

    เมืองเศรษฐกิจอันดับ 1 ของจีนเร่งการเติบโต

     เมืองเศรษฐกิจอันดับ ของจีนเร่งการเติบโต

    image.png

    แหล่งที่มาของรูป http://www.sh.chinanews.com.cn/2569/0126/U580P939DT25690126134810

    มหานครเซี่ยงไฮ้คือเมืองเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 สำนักงานสถิติเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ได้เผยแพร่ข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่า จากการคำนวณเบื้องต้น ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเมืองแตะระดับ 5.67 ล้านล้านหยวนหยวนในปี 2568 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ GDP ของเซี่ยงไฮ้เกิน 5.6 ล้านล้านหยวน และยังคงรักษาสถานะเมืองอันดับหนึ่งของจีนไว้ได้ ในแง่ของอัตราการเติบโต GDP เพิ่มขึ้นที่ 5.4% เมื่อเทียบกับปี 2567 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่ 5% สูงขึ้นถึง 0.4 เปอร์เซ็นต์ภาพมุมกว้างของย่านการเงินลู่เจียจุ่ย เซี่ยงไฮ้ 

    เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 คุณภาพของอัตราการเติบโตนี้โดดเด่นเป็นพิเศษ ยิ่งเศรษฐกิจใหญ่เท่าไหร่ การเพิ่มขึ้นในเชิงสัมบูรณ์ที่สอดคล้องกับอัตราการเติบโตแต่ละเปอร์เซ็นต์ก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) รายวันของเซี่ยงไฮ้จะเกิน 15.5 พันล้านหยวนในปี 2568 โดยมีผลผลิตทางเศรษฐกิจรายวันเทียบเท่ากับผลรวมทั้งปีของเมืองขนาดเล็กและขนาดกลางบางแห่ง การขับเคลื่อนการเติบโตที่ยั่งยืนและรวดเร็วเช่นนี้ในเมืองหนึ่งๆ ไม่เพียงแต่ต้องการแรงผลักดันที่แข็งแกร่งเท่านั้น แต่ยังเป็นการทดสอบความสามารถในการรักษาสมดุลของระบบอย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย ที่สำคัญกว่านั้น การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในเซี่ยงไฮ้ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ลึกซึ้ง หม่า ไห่เฉียน รองประธานสถาบันวิจัยการพัฒนาและการปฏิรูปเซี่ยงไฮ้ ชี้ให้เห็นว่าอุตสาหกรรมบริการข้อมูลมีส่วนสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของเซี่ยงไฮ้มากกว่า 30% อุตสาหกรรมชั้นนำสามกลุ่ม ได้แก่ วงจรรวม ชีวการแพทย์ และปัญญาประดิษฐ์ มีมูลค่ารวมเกิน 2 ล้านล้านหยวนมาโดยตลอด ซึ่งเป็นรากฐานที่มั่นคง อาจกล่าวได้ว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วของเซี่ยงไฮ้ เมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจชั้นนำของจีน ไม่ได้เกิดจากปัจจัยแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบในด้านตัวขับเคลื่อนการเติบโต ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 ค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาโดยรวมของเซี่ยงไฮ้สูงกว่า 4.5% ของ GDP อย่างต่อเนื่อง ซึ่งติดอันดับต้นๆ ของประเทศและก้าวสู่ระดับเมืองนวัตกรรมชั้นนำของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมเกิดใหม่เชิงกลยุทธ์ เช่น ชีวการแพทย์และวงจรรวม เซี่ยงไฮ้ยึดมั่นในกลยุทธ์การลงทุนระยะยาว เจ้าหน้าที่ของเซี่ยงไฮ้คนหนึ่งเคยบอกกับซานลี่เหอว่า ในด้านสำคัญเหล่านี้ เซี่ยงไฮ้ “ลงทุนอย่างอดทนและรออย่างอดทน” การลงทุนอย่างต่อเนื่องในการวิจัยพื้นฐานและเทคโนโลยีหลักนี้ได้สร้างรากฐานที่มั่นคงในการยกระดับอุตสาหกรรม

    การมุ่งเน้นการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาในระยะยาวได้ส่งผลให้เกิดความก้าวหน้าอย่างมากในด้านกำลังการผลิตและขนาดอุตสาหกรรม ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าในปี 2568 ผลผลิตอุตสาหกรรมรวมของสามอุตสาหกรรมหลักของเซี่ยงไฮ้เพิ่มขึ้น 9.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในช่วงเวลาเดียวกัน มูลค่าเพิ่มของวิสาหกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในเมืองเพิ่มขึ้น 5.1% โดยมูลค่าผลผลิตรวมของอุตสาหกรรมเกิดใหม่เชิงกลยุทธ์เพิ่มขึ้น 6.5% คิดเป็น 45% ของมูลค่าผลผลิตรวมของวิสาหกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทั้งหมด นาย เสิ่น ไคหยาน ผู้อำนวยการสถาบันเศรษฐศาสตร์แห่งสถาบันสังคมศาสตร์เซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า นี่แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมชั้นนำทั้งสามได้เปลี่ยนบทบาทจาก ผู้นำและตัวขับเคลื่อนมาเป็นเสาหลักค้ำจุนและกลายเป็นแกนหลักที่คอยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมั่นคงของเซี่ยงไฮ้ เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือการสะท้อนให้เห็นถึงการค่อยๆ ก่อตัวของผลิตภาพที่มีคุณภาพรูปแบบใหม่ การพัฒนาด้านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งห่วงโซ่ และผลกระทบของกลุ่มอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ในด้านวงจรรวม (Integrated Circuits) ผลกระทบจากการรวมตัวของอุตสาหกรรมในเซี่ยงไฮ้นั้นโดดเด่นเป็นพิเศษ ปัจจุบัน เซี่ยงไฮ้ครองอันดับหนึ่งของประเทศในด้านจำนวนบริษัทวงจรรวมที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Science and Technology Innovation Board) โดยมีบริษัทในห่วงโซ่อุตสาหกรรมมากกว่า 1,200 แห่ง รวบรวมบุคลากรที่มีความสามารถประมาณ 40% และทรัพยากรด้านนวัตกรรมเกือบ 50% ของประเทศ ศักยภาพในการแข่งขันของเซี่ยงไฮ้ได้แผ่ขยายไปทั่วโลก กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสำหรับการเติบโตของการค้าต่างประเทศ ในปี 2568 ปริมาณการค้าต่างประเทศรวมของเซี่ยงไฮ้แตะระดับ 4.51 ล้านล้านหยวน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มขึ้น 5.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า การส่งออกมีมูลค่า 2.02 ล้านล้านหยวน เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 10.8% นี่ไม่ใช่เพียงแค่การขยายตัวในเชิงปริมาณเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม การส่งออกผลิตภัณฑ์ไฮเทค เช่น หุ่นยนต์ผ่าตัด กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และขนาดการส่งออกของ “สินค้าใหม่ 3 รายการ” ในกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตระดับไฮเอนด์ ซึ่งรวมถึงรถยนต์ไฟฟ้า มีมูลค่าเกิน 100 พันล้านหยวนแล้ว

    สถิติจากกรมศุลกากรเซี่ยงไฮ้แสดงให้เห็นว่า ภายในปี 2568 การนำเข้าและส่งออกของเซี่ยงไฮ้ไปยังตลาดเกิดใหม่ เช่น แอฟริกา อินเดีย และอาเซียน จะเติบโตในอัตราเลขสองหลัก รูปแบบธุรกิจใหม่ๆ เช่น อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน และบริการซ่อมสินค้าในคลังสินค้าทัณฑ์บน กำลังเฟื่องฟูและกลายเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ในการปรับโครงสร้างการค้าให้เหมาะสมยิ่งขึ้น นาย เสิ่น ไคหยาน ชี้ให้เห็นว่า การอำนวยความสะดวกทางการค้าและบทบาทศูนย์กลางการค้าของเซี่ยงไฮ้กำลังได้รับการยกระดับอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาการค้าต่างประเทศอย่างรวดเร็ว ในด้านหนึ่ง ระบบฮาร์ดแวร์ เช่น ประสิทธิภาพท่าเรือ เครือข่ายเส้นทางบิน และพิธีการศุลกากรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กำลังได้รับการยกระดับอย่างต่อเนื่อง ในอีกด้านหนึ่ง ระบบซอฟต์แวร์ เช่น แบบจำลองพิธีการศุลกากรและการชำระคืนภาษี กำลังได้รับการปรับปรุงให้เหมาะสม ซึ่งช่วยเพิ่มผลประโยชน์ให้กับภาคธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจของเซี่ยงไฮ้ในปี 2568 แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่น ความมีชีวิตชีวาและศักยภาพของมหานครแห่งนี้ในสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อน เส้นทางที่เซี่ยงไฮ้ได้วางไว้จะเป็นแบบอย่างที่เป็นประโยชน์สำหรับการพัฒนาคุณภาพสูงของเมืองอื่นๆ ในประเทศจีน                                                                                                                       

    ข้อคิดเห็นของสคต.เซี่ยงไฮ้

    ปัจจุบันจีนให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพสูงที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรมและดิจิทัลแทนการขยายตัวแบบเดิม ผู้ประกอบการจึงควรปรับทัศนคติจากการขายสินค้าราคาถูกไปสู่การเสนอคุณค่าเฉพาะตัวเช่น สินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงามจากธรรมชาติ บริการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ และเนื้อสัตว์คุณภาพสูงซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของชนชั้นกลางและกลุ่มคนรุ่นใหม่จีน

    การเข้าถึงตลาดควรใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มดิจิทัลและอี-คอมเมิร์ซข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง พร้อมทั้งศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคจีนยุคใหม่อย่างต่อเนื่อง การรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายธุรกิจจะช่วยสร้างอำนาจต่อรองและมาตรฐานร่วมกัน ในด้านการผลิต ควรมองหาโอกาสเป็นหุ้นส่วนในห่วงโซ่มูลค่าใหม่ของจีน โดยเฉพาะด้านชีววิทยาศาสตร์ การแพทย์แผนไทยประยุกต์ และโลจิสติกส์สมัยใหม่

    อย่างไรก็ดี ความสำเร็จขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ประกอบการไทยในการปรับตัวเชิงรุกมองจีนเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์มากกว่าตลาดส่งออกแบบดั้งเดิมและสร้างความได้เปรียบด้วยความคิดสร้างสรรค์และคุณภาพที่เป็นเลิศ

    ____________________________________________________________________________

    จัดทำโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้

    กุมภาพันธ์ 2569  

    แหล่งที่มา

    http://www.sh.chinanews.com.cn/chanjing/2569-01-26/144252.shtml

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/k1dgbk83x5lyzn0xac0tqbkx&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lYDiZwWHHGL0OTFeOyV0Q

  • นายกฯ เตรียมเยือนเพชรบุรี เปิดงาน ‘พระนครคีรี-เมืองเพชร’ 21 ก.พ.นี้

    นายกฯ เตรียมเยือนเพชรบุรี เปิดงาน ‘พระนครคีรี-เมืองเพชร’ 21 ก.พ.นี้

    นายกฯ เตรียมเยือนเพชรบุรี เสาร์นี้ เปิดงาน “พระนครคีรี – เมืองเพชร” ครั้งที่ 39 ชู Soft Power “อัญมณีที่มีชีวิต” ปลุกกระแสท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอาหารระดับโลก

    20 กุมภาพันธ์ 2569 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา เตรียมนำทีมลงพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี เปิดงาน “พระนครคีรี – เมืองเพชร” ครั้งที่ 39 ประจำปี 2569 ในวันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ณ บริเวณอุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระนครคีรี และเวทีกลาง อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและเฉลิมฉลองมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของจังหวัดเพชรบุรี โดยมีร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี หัวหน้าส่วนราชการ ภาครัฐและเอกชน และประชาชนเข้าร่วมงาน

    สำหรับการจัดงาน “พระนครคีรี – เมืองเพชร” ครั้งที่ 39 ประจำปี 2569 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 ณ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี (เขาวัง) อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพื้นที่โดยรอบ ด้วยแนวคิด “วิมานฟ้าพระนครคีรี อัญมณีแห่งสยาม” เพื่อเทิดพระเกียรติบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า ส่งเสริมการท่องเที่ยว และกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัด

    ไฮไลท์สำคัญของปีนี้ เชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมแต่งกาย “นุ่งโจง ห่มสไบ ใส่ชุดไทย เที่ยวงานพระนครคีรี” ซึ่งโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและภริยา จะร่วมย้อนรำลึกอดีตด้วยการแต่งกายด้วยชุดไทยย้อนยุค เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สัมผัสได้จริง พร้อมเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า และร่วมสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมของไทยให้คงอยู่สืบไป

    โดยภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการโครงการพระราชดำริฯ เพื่อนำเสนอพระมหากรุณาธิคุณและผลสำเร็จของโครงการสำคัญในพื้นที่ การแสดงพลุ กว่า 5,000 นัดทุกคืน ขบวนแห่เทิดพระเกียรติและส่งเสริมการท่องเที่ยวจาก 8 อำเภอ รวมถึงโซนผลิตภัณฑ์ OTOP และอาหารเมืองเพชร เพื่อชูอัตลักษณ์ “เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร” (UNESCO City of Gastronomy) ส่งเสริมสินค้าภูมิปัญญาไทยและนวัตกรรมอาหารพื้นถิ่น เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการในชุมชนอย่างยั่งยืน

    “การจัดงาน “พระนครคีรี – เมืองเพชรครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสืบสานประเพณีอันดีงาม แต่เพื่อตอกย้ำว่า ‘เพชรบุรี’ คือเมืองที่มีศักยภาพสูงในการเป็น Soft Power ทั้งด้านอาหาร ศิลปะ และประวัติศาสตร์ ซึ่งสามารถดึงดูดเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศได้อย่างมหาศาล”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/950888/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Yn0tsGj6_AnE-fdJajRkv

  • วิกฤตน้ำกกพ่นพิษ! “แม่ยาว” รื้อแผนท่องเที่ยวครั้งใหญ่ เตรียมย้ายจุดล่องแพเปียกสู่ “ลำน้ำแม่ยาว”

    วิกฤตน้ำกกพ่นพิษ! “แม่ยาว” รื้อแผนท่องเที่ยวครั้งใหญ่ เตรียมย้ายจุดล่องแพเปียกสู่ “ลำน้ำแม่ยาว”

    วิกฤตน้ำกกพ่นพิษ! “แม่ยาว” รื้อแผนท่องเที่ยวครั้งใหญ่ เตรียมย้ายจุดล่องแพเปียกสู่ “ลำน้ำแม่ยาว” กู้เชื่อมั่นหลังเจอสารปนเปื้อน

    เวลา 13.00 น. วันที่ 20 ก.พ. 69 ณ อาคารห้องประชุมบ้านทรายมูล หมู่ 8 ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย ฝ่ายปกครองตำบลแม่ยาวจับมือผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดเวทีเสวนาเพื่อพลิกวิกฤตสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก เตรียมเปิดแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ “ลำน้ำแม่ยาว” ชูจุดเด่นน้ำใสจากยอดดอยไร้สารพิษตลอดปี เล็งพื้นที่บ้านทรายมูล ม.8 เป็นแลนด์มาร์คใหม่ หวังดึงนักท่องเที่ยวกลับมาช่วยเศรษฐกิจชุมชนฟื้นตัว

    จากสถานการณ์การปนเปื้อนของสารหนูและสารพิษในแม่น้ำกกตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ประกอบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของชาวตำบลแม่ยาว โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยวริมน้ำ

    เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว นายปรัตกร การเร็ว กำนันตำบลแม่ยาว พร้อมด้วยกลุ่มผู้นำชุมชนและผู้ใหญ่บ้าน จึงมีแนวคิดที่จะปรับเปลี่ยนวิถีการท่องเที่ยว โดยย้ายจุดทำกิจกรรมหลักจากแม่น้ำกก มายัง “ลำน้ำแม่ยาว” ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำกก มีต้นน้ำมาจากห้วยแม่ซ้ายและสองแคว เป็นน้ำที่ไหลลงมาจากภูเขา มีความบริสุทธิ์และมีน้ำไหลเวียนตลอดทั้งปี เรามองเห็นศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่ไม่ทับซ้อนพื้นที่เอกชน แต่เป็นพื้นที่สาธารณะที่คนในชุมชนจะได้รับประโยชน์ร่วมกัน

    กำนันตำบลแม่ยาว ยืนยันว่า พื้นที่ที่จะพัฒนาเป็นพื้นที่สาธารณะของหมู่บ้าน ไม่มีการทับซ้อนกับที่ดินเอกชน สำหรับแผนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่นี้ จะเน้นที่บริเวณหมู่บ้านทรายมูล (หมู่ 8) โดยมีรายละเอียดดังนี้ ระยะทางเดินน้ำ กำหนดพื้นที่พัฒนาประมาณ 800 เมตร จากความยาวลำน้ำทั้งหมด 2 กิโลเมตร โดยจะมีกิจกรรมหลัก ได้แก่ ล่องแพเปียก, ล่องห่วงยาง ซึ่งในการบริหารจัดการจะเน้นคนในพื้นที่เป็นหลัก ให้ชุมชนช่วยกันคิด ช่วยกันทำ และช่วยกันอนุรักษ์ลำน้ำสายบริสุทธิ์นี้ไว้ ปัจจุบันมีการสำรวจปัญหาเรื่องลำน้ำตื้นเขินและวัชพืช โดยจะขอความร่วมมือจากกรมเจ้าท่า ผู้ประกอบการ และเทศบาลตำบลแม่ยาว ในการปรับปรุงภูมิทัศน์

    ด้านนายยอดชาย สุทธการ อายุ 44 ปี ตัวแทนผู้ประกอบการแพเปียกและร้านค้าในพื้นที่ เปิดเผยความอัดอั้นว่า ปีที่ผ่านมาผู้ประกอบการขาดทุนกันยับเยิน ลูกค้าและนักท่องเที่ยวขาดความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของน้ำกก ทำให้ยอดจองถูกยกเลิกทั้งหมด เราต้องคืนเงินลูกค้าและแบกรับภาระขาดทุนมาตลอด ช่วงสงกรานต์ที่เคยเป็นนาทีทองกลับซบเซาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน การมีแหล่งท่องเที่ยวใหม่ในลำน้ำแม่ยาว จะช่วยสร้างทางเลือกให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว รวมถึงช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจในระดับชุมชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3885973/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VYSSmwG6QCmXSGk1wGwX4

  • ผู้บริโภคจีนจับจ่ายฉลองตรุษจีนคึกคัก ดันยอดค้าปลีก-ท่องเที่ยวพุ่งรับต้นปี : อินโฟเควสท์

    ผู้บริโภคจีนจับจ่ายฉลองตรุษจีนคึกคัก ดันยอดค้าปลีก-ท่องเที่ยวพุ่งรับต้นปี : อินโฟเควสท์

    ผู้บริโภคจีนเปิดฉากเทศกาลตรุษจีนด้วยการใช้จ่ายที่คึกคัก ทั้งในร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ และการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ ช่วยกระตุ้นการบริโภคในช่วงต้นปี

    ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์จีนเผยว่า ในช่วง 4 วันแรกของเทศกาลหยุดยาวนี้ ยอดขายต่อวันโดยเฉลี่ยที่ร้านค้าปลีกและร้านอาหารขนาดใหญ่ขยายตัว 8.6% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่จำนวนผู้ใช้บริการและรายได้ในย่านการค้าสำคัญ 78 แห่งในช่วง 3 วันแรกขยับขึ้น 4.5% และ 4.8% ตามลำดับ

    สำหรับเทศกาลตรุษจีนหรือวันขึ้นปีใหม่จีนในปีนี้ตรงกับวันที่ 17 ก.พ. โดยที่วันหยุดเริ่มต้นขึ้นก่อนเทศกาล 2 วัน และมีระยะเวลารวมทั้งสิ้น 9 วัน

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า กระแสการใช้จ่ายมีการผสมผสานพฤติกรรมแบบดั้งเดิมและพฤติกรรมใหม่ ๆ โดยมีความต้องการอุปกรณ์อัจฉริยะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ยอดขายอุปกรณ์สวมใส่บนแพลตฟอร์มหลักพุ่งสูงขึ้น 19.7% เมื่อเทียบเป็นรายปี ในช่วง 3 วันแรกของเทศกาลวันหยุด ส่วนยอดขายแว่นตาอัจฉริยะเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว และเครื่องตรวจวัดน้ำตาลในเลือดอัจฉริยะเพิ่มขึ้นเกือบ 50%

    การใช้จ่ายภาคบริการเองก็ช่วยส่งเสริมแรงกระตุ้นดังกล่าวเช่นเดียวกัน โดยการบริโภคด้านการท่องเที่ยวภายในประเทศเพิ่มขึ้น 4.5% เมื่อเทียบรายปี ในช่วง 3 วันแรกของเทศกาลหยุดยาว ซึ่งรวมถึงยอดจองรถเช่าที่พุ่งสูงขึ้นถึง 26%

    สำหรับมณฑลไห่หนานทางตอนใต้ ยอดขายสินค้าปลอดภาษีพุ่งแตะ 970 ล้านหยวน (เกือบ 140 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในช่วง 4 วันแรกของเทศกาลวันหยุด เพิ่มขึ้น 15.8% จากปีที่แล้ว

    นอกจากนี้ โครงการ “เก่าแลกใหม่” ยังช่วยปลดล็อกความต้องการซื้อ โดยนับจนถึงวันที่ 18 ก.พ. มีผู้บริโภคเกือบ 28.44 ล้านรายได้รับเงินอุดหนุนเพื่อเปลี่ยนผลิตภัณฑ์เก่าเป็นของใหม่ในปีนี้ คิดเป็นยอดขายเกือบ 1.96 แสนล้านหยวน โดยการแลกเปลี่ยนรถยนต์ครองสัดส่วนจำนวนมากด้วยยอดขาย 1 แสนล้านหยวน

    ทั้งนี้ รัฐบาลจีนได้ออกมาตรการสนับสนุนหลายด้านก่อนช่วงหยุดยาว 9 วัน โดยสนับสนุนให้หน่วยงานท้องถิ่นและภาคธุรกิจจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายควบคู่ไปกับสิทธิประโยชน์ตามนโยบาย รวมถึงคูปองส่วนลดซื้อสินค้าและการพัฒนาบริการชำระเงินสำหรับนักท่องเที่ยว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/570757&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zlejNWNXfPe-VMSGd1VF3

  • เมืองซูโจวและเซี่ยงไฮ้ร่วมมือกันเปิดฉากเทศกาลตรุษจีน  จุดประกายมหกรรมช้อปปิ้งครั้งใหญ่บนถนนเดอะบันด์ในเซี่ยงไฮ้

    เมืองซูโจวและเซี่ยงไฮ้ร่วมมือกันเปิดฉากเทศกาลตรุษจีน จุดประกายมหกรรมช้อปปิ้งครั้งใหญ่บนถนนเดอะบันด์ในเซี่ยงไฮ้

    เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 ใจกลางเดอะบันด์ ณ นครเซี่ยงไฮ้เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความรื่นเริงและความคึกคัก ในงานเปิดตลาดเทศกาลตรุษจีนสไตล์ซูโจว 2026 อย่างเป็นทางการ ภายใต้ชื่อ “มาซูโจว ซื้อสินค้า ขนมปีกผีเสื้อฉลองปีใหม่” มหกรรมช้อปปิ้งข้ามเมืองครั้งนี้ สร้างสรรค์ร่วมกันโดยหลายหน่วยงานในซูโจว โดยเน้น การขายสินค้าคุณภาพดี โปรโมชั่นตามธีม และประสบการณ์ที่หลากหลายงานนี้ไม่เพียงแต่จะมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งสินค้าปีใหม่สไตล์ซูโจวแบบครบวงจรให้แก่ชาวเซี่ยงไฮ้เท่านั้น แต่ยังช่วยให้ทุกคนได้สัมผัสกับวัฒนธรรม การค้า กีฬา การท่องเที่ยว และการเกษตรในเทศกาลตรุษจีนของซูโจวในรูปแบบใหม่ๆ ผ่านความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาและการบูรณาการทางธุรกิจ เป็นการสร้างสะพานที่แข็งแกร่งสำหรับการแลกเปลี่ยนและความเจริญรุ่งเรืองของทรัพยากรการบริโภคระหว่างซูโจวและเซี่ยงไฮ้

    image.png

    ที่มาของรูป https://js.cnr.cn/whly/20260202/t20260202_527513597.shtml

    image.png

    ที่มาของรูป https://js.cnr.cn/whly/20260202/t20260202_527513597.shtml

     งานนี้ถือเป็นโครงการสำคัญของซูโจวในการกระชับความร่วมมือด้านการบริโภคในระดับภูมิภาคและฟื้นฟูตลาดผู้บริโภคในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยมีการบูรณาการเป็นหัวใจหลัก งานนี้จึงผสานรวมทรัพยากรผู้บริโภคคุณภาพสูงของซูโจวเข้ากับทรัพย์สินทางปัญญาด้านการท่องเที่ยวที่หลากหลายและรูปแบบธุรกิจที่เป็นเอกลักษณ์ ภายในงานมีผู้ค้าชั้นนำในท้องถิ่นกว่า 30 รายนำเสนอสินค้าพื้นเมืองที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น กาแฟหอม ผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และงานหัตถกรรมมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ครอบคลุมความต้องการการบริโภคในช่วงเทศกาลตรุษจีนอย่างครบถ้วน ตั้งแต่กล่องของขวัญปีใหม่ไปจนถึงของใช้ในชีวิตประจำวัน กิจกรรมนี้เปิดโอกาสให้ชาวเซี่ยงไฮ้ได้สัมผัสบรรยากาศเทศกาลปีใหม่สไตล์ซูโจวแท้ๆ โดยไม่ต้องเดินทางออกนอกเมือง ขณะเดียวกันก็เป็นการขยายช่องทางการขายข้ามเมืองสำหรับพ่อค้าแม่ค้าจากซูโจว และทำให้เกิดความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานอย่างแม่นยำ โปรโมชั่นตามธีมและการแสดงพิเศษตลอดงานยังสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางแบบบูรณาการของ “การบริโภค + วัฒนธรรม + กีฬา + การท่องเที่ยว + เกษตรกรรม + ทรัพย์สินทางปัญญา” ทำให้ประชาชนได้สัมผัสโดยตรงถึงความหมายอันลึกซึ้งและเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของการบริโภคในเทศกาลตรุษจีนของซูโจวไปพร้อมกับการช้อปปิ้ง

    กิจกรรมได้เปิดฉากด้วยการแสดงเต้นรำชุดจิ่วโจวเพียงนี้ที่สร้างบรรยากาศอบอุ่น ท่าทางที่พริ้วไหวและศิลปะแห่งความงามที่ละเมียดละไมผสมผสานกับทิวทัศน์เมืองน้ำอย่างลงตัว การแสดงเต้นรำที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ได้ถ่ายทอดพื้นหลังการท่องเที่ยวแบบเมืองซูโจวที่อ่อนหวานในทันที เปิดฉากการผสานประสบการณ์การบริโภคทั้งงานอย่างงดงาม ตามมาด้วยการแนะนำคีย์เวิร์ดหลายชุดที่ใช้ประโยชน์จากความร้อนแรงของ IP และนวัตกรรมของสถานการณ์อย่างชาญฉลาด ค่อยๆ ปลดล็อกเสน่ห์การบริโภคอันหลากหลายของเมืองซูโจวเป็นชั้นๆ ทำให้บรรยากาศคึกคักต่อเนื่อง ใช้ประโยชน์จากความนิยมของซีรีย์ได้อย่างแม่นยำ ปลุกความทรงจำดีๆ ของผู้คนตามตรอกซอกซอยและชีวิตประจำวันในซีรีย์ เชื่อมโยงสถานที่บริโภคของซูโจว เช่น การท่องเที่ยวชมเมืองและการท่องเที่ยววัฒนธรรมในช่วงตรุษจีน ทำให้ความรู้สึกต่อเมืองและความต้องการบริโภคสอดคล้องกัน การแนะนำเสน่ห์แห่งรสชาติอาหาร มุ่งเน้นความพิเศษของอาหารแบบซูโจว ประสานกับแหล่งอาหารท้องถิ่นคุณภาพสูง ตั้งแต่ขนมเล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ไม่ใช่วัตถุจนถึงอาหารสดตามฤดูกาล แสดงให้เห็นอาหารซูโจวนั้นหาทานได้งาน การตามหารสชาติแบบซูโจวกลายเป็นทางเลือกยอดนิยมของการบริโภคในช่วงตรุษจีน การประกาศข้อมูลฤดูกาลใหม่ปี 2026 ของซูแชมเปี้ยนส์ลีกในรูปแบบการแนะนำคีย์เวิร์ด ผูกมัดความร้อนแรงของการแข่งขันกีฬาเข้ากับการบริโภคของเมือง สร้างเส้นทางบริโภคพิเศษชมการแข่งขัน การช็อปปิ้ง และการท่องเที่ยว สำหรับแฟนกีฬาการแนะนำคีย์เวิร์ดชุดซูต้าเฉียงยิ่งโดดเด่นกว่าเดิม วิดีโอเปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวซูโจวของรถไฟธีมความงามแห่งน้ำเจียงซูปรากฏตัวอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ แสดงให้เห็นศักยภาพการบริโภคแบบผสานทุกห่วงโซ่ของซูโจวอย่างรอบด้าน ตั้งแต่วิถีชีวิตในเมืองไปจนถึงความสนุกในชนบท ตั้งแต่งานเลี้ยงการท่องเที่ยววัฒนธรรมไปจนถึงผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอันล้ำค่า

    image.png

    ที่มาของรูป https://js.cnr.cn/whly/20260202/t20260202_527513597.shtml

    ความสำเร็จของการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงทรัพยากรการบริโภคคุณภาพสูงของเมืองซูโจวอย่างครบถ้วนเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการสำรวจและปฏิบัติอย่างลึกซึ้งของซูโจวในรูปแบบการบริโภค การดึงดูดด้วย IP และการผสมผสานรูปแบบธุรกิจอีกด้วย โดยผ่านรูปแบบความร่วมมือข้ามเมือง ซูโจวได้บูรณาการภาพยนตร์และละครไอพียอดนิยม อุตสาหกรรมพิเศษ ไอพีวัฒนธรรม การแข่งขันกีฬา ทรัพยากรการท่องเที่ยว และสินค้าเกษตรคุณภาพดีเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ สร้างสถานการณ์การบริโภคใหม่ที่หลากหลายและสมจริง ทั้งกระตุ้นศักยภาพการบริโภคในภูมิภาค และยังเติมพลังอย่างแข็งแกร่งให้กับตลาดการบริโภคช่วงตรุษจีน ในอนาคต ซูโจวจะยังคงผูกมัดไอพีกับสถานการณ์การบริโภคอย่างต่อเนื่อง ลึกซึ้งขึ้น ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างรูปแบบธุรกิจและภูมิภาค จัดกิจกรรมการบริโภคที่หลากหลายและสมบูรณ์มากขึ้น ทำให้ผู้คนมากมายได้พบกับเสน่ห์เฉพาะตัวของการบริโภคแบบผสมผสานสไตล์ซูโจว และผลักดันให้ตลาดการบริโภคมีความร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                  ข้อคิดเห็นของสคต.เซี่ยงไฮ้

    จากความสำเร็จของกิจกรรมการส่งเสริมการบริโภคข้ามภูมิภาคซูโจว-เซี่ยงไฮ้ รัฐบาลไทยมองเห็นโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่สอดคล้องกับยุคดิจิทัลซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรม การกีฬา การท่องเที่ยว และการธุรกิจการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ  Thailand ยินดีสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยศึกษาแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการประยุกต์ใช้ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และการบูรณาการข้ามอุตสาหกรรมดังกล่าว  โดยเฉพาะการเชื่อมโยงสินค้าเกษตรคุณภาพสูง  ภูมิปัญญาท้องถิ่น  และบริการด้านสุขภาพ

    ในโอกาสนี้ ผู้ประกอบการไทยควรใช้โอกาสจากความร่วมมือไทย-จีนที่กำลังขยายตัวนำเสนอสินค้าและบริการที่มีเอกลักษณ์ไทย พร้อมทั้งเรียนรู้กลยุทธ์การตลาดเชิงสร้างประสบการณ์ (Experience-based Marketing) จากตลาดจีน เพื่อสร้างช่องทางเข้าสู่ตลาดจีนอย่างยั่งยืน และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศให้เติบโตต่อไป

                                               ____________________________________________________________________________

    จัดทำโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้

    กุมภาพันธ์ 2569  

    แหล่งที่มา

    https://js.cnr.cn/whly/20260202/t20260202_527513597.shtml

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/rg7q6s1b2frvst2x0u7ktbtf&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vTC3-wJgiYFpInmoG0dGs

  • กมธ.วุฒิสภาบุกอียิปต์ชูโมเดลอียิปต์ใช้ “ท่องเที่ยว-บริการ” สร้างสมดุลเศรษฐกิจ

    กมธ.วุฒิสภาบุกอียิปต์ชูโมเดลอียิปต์ใช้ “ท่องเที่ยว-บริการ” สร้างสมดุลเศรษฐกิจ

    การเมือง

    กมธ.วุฒิสภาบุกอียิปต์ชูโมเดลอียิปต์ใช้ “ท่องเที่ยว-บริการ” สร้างสมดุลเศรษฐกิจ

    วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.31 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    กมธ.ต่างประเทศวุฒิสภารุกถกอียิปต์ ถอดสูตรสำเร็จ FTA ยุโรป ชูโมเดลอียิปต์ใช้ “ท่องเที่ยว-บริการ” สร้างสมดุลเศรษฐกิจภาพรวมกัน

    สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์  – นายนิรัตน์ อยู่ภักดี ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา นายชิบ จิตนิยม รองประธานคณะกรรมาธิการฯ พร้อมคณะฯได้เดินทางเข้าเยี่ยมคารวะและประชุมทวิภาคีร่วมกับ นายวาเอล ฮาเหม็ด (Wael Hamed) ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศฝ่ายกิจการยุโรป ณ กระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตและแลกเปลี่ยนประสบการณ์เชิงนโยบายด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความร่วมมือกับกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (EU)

    ในการหารือ นายวาเอล ฮาเหม็ด ได้ถ่ายทอดประสบการณ์สำคัญในการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป โดยระบุว่าความท้าทายใหญ่คือมาตรฐานที่แตกต่างกันของประเทศสมาชิก EU แต่ละประเทศ การเจรจาจึงต้องยึดหลัก “ได้ประโยชน์ร่วมกัน” (Win-Win) และต้องอาศัยหลักการให้และรับ (Give and Take) มากกว่าการจ้องเอาชนะในเชิงตัวเลขเพียงอย่างเดียว

    นอกจากนี้ ฝ่ายอียิปต์ยังได้เสนอแนวคิดการประเมินผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในภาพรวม โดยชี้ว่าแม้ในภาคการค้าสินค้าอาจมีการขาดดุลบ้าง แต่หากพิจารณารายได้จากภาคบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่ดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลจากชาวยุโรป จะช่วยสร้างสมดุลและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้มากกว่า ซึ่งถือเป็นมุมมองใหม่ที่คณะกรรมาธิการฯ จะนำไปศึกษาเพื่อปรับใช้กับการเจรจาการค้าของไทย

    ด้านนายนิรัตน์ อยู่ภักดี ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา กล่าวภายหลังการประชุมว่า การมาเยือนอียิปต์ครั้งนี้ช่วยให้เราเห็นมิติการเจรจาการค้าที่ลึกซึ้งขึ้น โดยเฉพาะการที่อียิปต์ไม่ได้มองแค่ตัวเลขดุลการค้าสินค้าในกระดาษ แต่เน้นการสร้างรายได้รวมจากภาคบริการมาเสริมทัพ ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญที่ กมธ.จะนำไปศึกษาและประกอบการพิจารณา เพื่อเสนอแนะแนวทางให้รัฐบาลไทยใช้ในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศในอนาคต ให้เกิดประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุด นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของ “สันติภาพและเสถียรภาพ” (Peace and Stability) ในภูมิภาค ซึ่งเปรียบเสมือนรากฐานสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/politic/466769&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BlsUxrzVZNvkXOxYR_RmI