Blog

  • โรงเรียนสันทรายวิทยาคม เปิดบ้านวิชาการและงานแสดงผลงานนักเรียน ประจำปี 2568

    โรงเรียนสันทรายวิทยาคม เปิดบ้านวิชาการและงานแสดงผลงานนักเรียน ประจำปี 2568

    โรงเรียนสันทรายวิทยาคม เปิดบ้านวิชาการและงานแสดงผลงานนักเรียน ประจำปี 2568 Sansaiwit’s Student Showcase 2025 : Inspired Minds, Bright Future “แรงบันดาลใจแห่งการเรียนรู้ สู่อนาคตที่สดใส”

    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 17.00 น. โรงเรียนสันทรายวิทยาคม จัดกิจกรรมเปิดบ้านวิชาการและงานแสดงผลงานนักเรียน ประจำปีการศึกษา 2568 ภายใต้ชื่องาน “Sansaiwit’s Student Showcase 2025 : Inspired Minds, Bright Future – แรงบันดาลใจแห่งการเรียนรู้ สู่อนาคตที่สดใส” ณ ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่

    ในการนี้ นายเทอดเกียรติ ยามโสภา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ มอบหมายให้ นางนพมาศ ทองวิทยาพร รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน โดยมี นายนิกร แก้วคำดี ผู้อำนวยการโรงเรียนสันทรายวิทยาคม กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน พร้อมให้การต้อนรับคณะผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และแขกผู้มีเกียรติที่เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

    กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยการจัดนิทรรศการแสดงผลงานทางวิชาการของนักเรียนทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ การนำเสนอผลงานโครงงาน นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ การแสดงศักยภาพด้านศิลปะ ดนตรี และการแสดงบนเวที สะท้อนถึงความรู้ ความสามารถ และทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของผู้เรียน ตลอดจนความมุ่งมั่นของคณะครูในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างรอบด้าน

    โอกาสนี้ ประธานในพิธีได้มอบประกาศเกียรติคุณแก่ผู้ให้การสนับสนุนการจัดการศึกษาและกิจกรรมของโรงเรียน จำนวน 14 ราย เพื่อแสดงความขอบคุณและสร้างขวัญกำลังใจแก่ภาคีเครือข่ายที่มีส่วนร่วมในการส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาของโรงเรียน

    การจัดงานในครั้งนี้นับเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงศักยภาพอย่างสร้างสรรค์ เสริมสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ และมุ่งสู่การเป็นเยาวชนคุณภาพ พร้อมก้าวสู่อนาคตที่สดใสอย่างมั่นคงต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3891402/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Zg__IIpjhUzmdTAihqKym

  • “ดร.ปิติ”จับตา3ชาติมุสลิมอาเซียน ต่อการโจมตีอิหร่านช่วงรอมฎอน

    “ดร.ปิติ”จับตา3ชาติมุสลิมอาเซียน ต่อการโจมตีอิหร่านช่วงรอมฎอน

    ร้อนระอุรับรอมฎอน! เมื่อวิกฤตตะวันออกกลางสั่นคลอนอาเซียน

    รองศาสตราจารย์ ดร. ปิติ ศรีแสงนาม เปิดบทวิเคราะห์สุดคมชัด! เมื่อการโจมตีอิหร่านในเดือนศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นชนวนเหตุที่ “มาเลเซีย-อินโดนีเซีย-บรูไน” ต้องขยับตัวครั้งใหญ่ภายใต้แรงกดดันทั้งด้านศาสนา การเมือง และเศรษฐกิจที่กำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย

    เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 รองศาสตราจารย์ ดร. ปิติ ศรีแสงนามศูนย์อาเซียนศึกษา คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า

    การโจมตีอิหร่าน ในเดือนรอมฎอน คือความโหดร้าย

    ในบริบทของวิกฤตการณ์ที่ลุกลามบานปลายนี้ กลุ่มประเทศมุสลิมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน มีจุดยืนที่เชื่อมโยงกันด้วยปัจจัยทางศาสนา การเมืองภายในประเทศ และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ท่าทีของทั้งสามประเทศจึงมีความโดดเด่นและมีน้ำหนักในเวทีระหว่างประเทศ ดังนี้

    .

    1. มาเลเซีย (แข็งกร้าวและแสดงจุดยืนชัดเจนที่สุด)

    .

    มาเลเซียมีแนวโน้มที่จะแสดงท่าทีต่อต้านปฏิบัติการของสหรัฐฯ และอิสราเอลอย่างรุนแรงที่สุดในกลุ่มอาเซียนการประณามอย่างรุนแรง: รัฐบาลจะออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีที่ละเมิดอธิปไตยของอิหร่านอย่างชัดเจน โดยมองว่าเป็นการกระทำที่ยั่วยุและบ่อนทำลายสันติภาพของโลกมุสลิม

    .

    แรงกดดันทางการเมืองภายใน: ด้วยกระแสชาตินิยมและจุดยืนที่สนับสนุนปาเลสไตน์และโลกมุสลิมอย่างเข้มข้น รัฐบาลมาเลเซียจะถูกเรียกร้องจากมวลชนในประเทศให้ลดระดับความสัมพันธ์หรือตอบโต้ทางการทูตต่อมหาอำนาจชาติตะวันตก

    .

    บทบาทในเวทีโลก: มาเลเซียจะผลักดันให้องค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) และสหประชาชาติ (UN) มีมติฉุกเฉินเพื่อยุติการใช้กำลังทหารโดยทันที

    .

    2. อินโดนีเซีย (ยึดหลักการทูตอิสระและแข็งขัน – Bebas Aktif)

    .

    ในฐานะประเทศที่มีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลกและมีน้ำหนักทางการทูตสูงสุดในภูมิภาค อินโดนีเซียจะพยายามรักษาสมดุลระหว่างการประณามความรุนแรงและการป้องกันผลกระทบทางเศรษฐกิจ

    .

    การปกป้องกฎหมายระหว่างประเทศ: ท่าทีหลักจะเน้นย้ำถึงการต่อต้านการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและการแทรกแซงกิจการภายในของรัฐอื่น โดยจะเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดกลั้นขั้นสูงสุด (Utmost Restraint) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสงครามโลกครั้งใหม่

    .

    ความกังวลด้านความมั่นคงทางพลังงาน: รัฐบาลจะให้ความสำคัญสูงสุดกับผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบโลกและเส้นทางการเดินเรือ โดยเฉพาะหากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียโดยตรง

    .

    การนำใน OIC และอาเซียน: อินโดนีเซียจะใช้สถานะของตนในการเป็นสะพานเชื่อมเพื่อหาทางออกทางการทูต และพยายามผลักดันให้เกิดฉันทามติในการบรรเทาความตึงเครียด

    .

    3. บรูไนดารุสซาลาม (สงวนท่าทีแต่มั่นคงในหลักการศาสนา)

    .

    บรูไนจะยังคงใช้แนวทางการทูตที่เงียบสงบ (Quiet Diplomacy) ตามแบบฉบับของตน แต่จะแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับโลกมุสลิม

    .

    แถลงการณ์เชิงหลักการ: จะออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อความสูญเสีย และเรียกร้องให้ประชาคมโลกเคารพในอธิปไตยและหลักการไม่แทรกแซง

    .

    ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันใน OIC: บรูไนจะสนับสนุนมติของ OIC อย่างเต็มที่ แต่หลีกเลี่ยงการใช้โวหารที่เผ็ดร้อนหรือการเผชิญหน้าโดยตรงกับสหรัฐฯ เนื่องจากข้อจำกัดด้านขนาดของประเทศและการพึ่งพาระบบเศรษฐกิจโลก

    .

    บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์ต่อภูมิภาค

    .

    ปฏิกิริยาของทั้งสามประเทศนี้จะสร้างความท้าทายอย่างยิ่งต่อการรวมตัวของอาเซียน และหลักการ ASEAN Centrality เนื่องจากสมาชิกประเทศอื่นๆ เช่น สิงคโปร์ หรือฟิลิปปินส์ มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและพึ่งพาร่มความมั่นคงจากสหรัฐฯ แตกต่างออกไป เมื่อพิจารณาร่วมกับความขัดแย้งไทย-กัมพูชา และ สงครามกลางเมืองเมียนมา การรักษาดุลยภาพและป้องกันการแตกแยกทางจุดยืนภายในอาเซียนจึงเป็นโจทย์ที่ยากลำบากที่สุดในเวลานี้

    #ปิติศรีแสงนาม #อิหร่าน #รอมฎอน #อาเซียน #มาเลเซียอินโดนีเซียบรูไน #มุสลิม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/international/132146&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1quIDCZ6KfSUHDGqTwGTp3

  • นิด้าโพลชี้ ‘กล้าธรรม-ประชาธิปัตย์-ประชาชน’ ไม่ควรร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย

    นิด้าโพลชี้ ‘กล้าธรรม-ประชาธิปัตย์-ประชาชน’ ไม่ควรร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย

    วันนี้ (1 มีนาคม) ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง ‘สี่พรรค ร่วมรัฐบาล ?’ ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 23-24 กุมภาพันธ์ 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษาอาชีพ และรายได้ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง

    พบว่า เมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อพรรคกล้าธรรมในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 64.35 ระบุว่า ไม่ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย และร้อยละ 34.05 ระบุว่า ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย



    ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อพรรคประชาธิปัตย์ในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 58.24 ระบุว่า ไม่ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย และร้อยละ 40.84 ระบุว่า ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย

    สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อพรรคประชาชนในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 71.14 ระบุว่า ไม่ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย และร้อยละ 28.55 ระบุว่า ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อพรรคเพื่อไทยในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 54.73 ระบุว่า ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 44.81 ระบุว่า ไม่ควรเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย และร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ


    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/nida-poll-parties-bhumjaithai-pheu-thai/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ttKPDM4OZca-22xT0_D7Y

  • มทร.ธัญบุรี เชิญนักวิจัยนานาชาติ ร่วมประชุมวิชาการโดรนโลก ยกขีดความสามารถโดรนด้วยปัญญาประดิษฐ์

    มทร.ธัญบุรี เชิญนักวิจัยนานาชาติ ร่วมประชุมวิชาการโดรนโลก ยกขีดความสามารถโดรนด้วยปัญญาประดิษฐ์

    การศึกษา

    มทร.ธัญบุรี เชิญนักวิจัยนานาชาติ ร่วมประชุมวิชาการโดรนโลก ยกขีดความสามารถโดรนด้วยปัญญาประดิษฐ์

    วันอาทิตย์ ที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.59 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ในงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมอากาศยานไร้คนขับ ครั้งที่ 2 ภายใต้แนวคิดการผสานพลังโดรนและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมและความยั่งยืน จัดโดย สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มทร.ธัญบุรี เปิดเผยว่า ในปัจจุบันเทคโนโลยีและนวัตกรรมอากาศยานไร้คนขับ มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัล โดยมหาวิทยาลัยมุ่งเน้นการพัฒนาโดรนด้วยการผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) เพื่อปฏิบัติภารกิจอัตโนมัติ เป็นนวัตกรรมที่ครอบคลุมงานวิศวกรรมทุกมิติ ทั้งการสำรวจโครงสร้างพื้นฐาน การจัดการภัยพิบัติ และการดูแลทรัพยากรธรรมชาติที่ต้องการความแม่นยำสูง ซึ่งอากาศยานไร้คนขับจะเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระดับอุตสาหกรรม โดยเป้าหมายหลักคือการสร้างบุคลากรที่มีทักษะการใช้งานโดรนขั้นสูง เพื่อรองรับกลุ่มอาชีพใหม่ ทั้งวิศวกรวิเคราะห์ระบบและนักบริหารจัดการข้อมูลที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ นอกจากแนวคิดการพัฒนาโดรนด้วยการนำ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งแล้ว มหาวิทยาลัยยังได้ให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์จุดบอดที่อาจฉุดรั้งนวัตกรรมไทย ทั้งในเรื่องข้อกำหนดทางกฎหมายที่ซับซ้อนและการขาดพื้นที่ทดลองนวัตกรรมที่ยืดหยุ่น โดยมหาวิทยาลัยได้เดินหน้าสร้างทางออกผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรฐานใหม่ที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยก้าวจากการเป็นเพียงผู้ซื้อ มาเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม ที่ตอบโจทย์โลกอนาคตได้อย่างแท้จริง และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศด้วยฝีมือคนไทยเอง

    ด้าน รศ.ดร.อำนวย เรืองวารี ผู้อำนวยการสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ กล่าวว่า ที่ผ่านมาภาคประชาชนไม่คุ้นเคยกับโดรน AI รู้จักการบังคับโดรนขนาดเล็กแบบง่ายๆ  ดังนั้น งานประชุมวิชาการในครั้งนี้ มุ่งเน้นการนำเสนอความก้าวหน้าของการทำงานร่วมกันระหว่างโดรนและเอไอเพื่อสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ทั้งการเกษตรอัจฉริยะ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการขนส่งที่มีประสิทธิภาพสูง มีการเชิญผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกร่วมนำเสนอผลงานวิจัยและการเปลี่ยนองค์ความรู้ใหม่ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างระบบนิเวศการพัฒนาเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เป็นการเพิ่มพูนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยี

    อย่างไรก็ตาม การพัฒนาโดรนด้วยการผสานปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะส่งผลดีต่อภาคเศรษฐกิจ เพราะจะมีการพัฒนาให้เหมาะสมกับการทำงานนั้นๆ เช่น โดรน AI เพื่องานเกษตร โดรน AI เพื่องานทางท้องทะเล เป็นต้น การทำงานจะถูกป้อนตามคำสั่งด้วยปัญญาประดิษฐ์ ทำให้ได้งานตรงตามเป้าหมาย ลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ลดการใช้แรงงานคน และอื่นๆ  นอกจากการพัฒนาโดรนแล้ว ผู้ใช้งานต้องมีการเพิ่มพูนทักษะเดิม ที่มีอยู่ให้เชี่ยวชาญ ทันสมัย หรือมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่งการจะไปถึงจุดนั้นได้ การพัฒนาความรู้ผู้ใช้งานเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญ มทร.ธัญบุรี ได้ร่วมทำงานกับสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ในการขยายการอบรมผู้ใช้โดรนให้ได้รับใบอนุญาต (License) รวมถึงการจัดอบรมบุคลากรให้เป็นผู้เชี่ยวชาญเพื่อสอนการใช้โดรนที่ถูกต้องอีกด้วย

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/467758&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZCIJNEH5jSE2-9zmTeikY

  • เตือนแรง! ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ไทยเสี่ยงขาดพลังงาน 1 ใน 3 “พรายพล” ชี้น้ำมันอาจทะลุ 200 ดอลลาร์ เขย่าเศรษฐกิจหนัก

    เตือนแรง! ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ไทยเสี่ยงขาดพลังงาน 1 ใน 3 “พรายพล” ชี้น้ำมันอาจทะลุ 200 ดอลลาร์ เขย่าเศรษฐกิจหนัก

    เตือนแรง! ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ไทยเสี่ยงขาดพลังงาน 1 ใน 3 “พรายพล” ชี้น้ำมันอาจทะลุ 200 ดอลลาร์ เขย่าเศรษฐกิจหนัก

    ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตคณะกรรมการการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้โพสต์ข้อความในเพจ “Praipol Koomsup” ระบุว่า

    ช่องแคบฮอร์มุซกับพลังงานไทย

    ภูมิศาสตร์และความสําคัญเชิงกลยุทธ์ของช่องแคบฮอร์มุซ

    ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดแคบ ๆ ที่เชื่อมต่ออ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมานและทะเลอาหรับ ขนาบข้างด้วยอิหร่านทางทิศเหนือและคาบสมุทรมูซานดัมของโอมานทางทิศใต้ มีจุดที่แคบ ที่สุดกว้างประมาณ 33-39 กม. แต่เส้นทางเดินเรือที่กําหนดมีความกว้างเพียงประมาณ 3 กม. ในแต่ละทิศทาง คั่นด้วยเขตกันชนเพื่อความปลอดภัย   ช่องแคบมีความลึกสุดมากถึง 200 เมตร อยู่ ใกล้ฝั่งโอมาน ซึ่งหมายความว่าเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดก็สามารถใช้เส้นทางนี้ได้ด้วย

    ช่องแคบฮอร์มุซมีความสําคัญมากในด้านพลังงาน เพราะเป็นช่องทางออกทางทะเลเพียงจุดเดียวจากอ่าวเปอร์เซีย โดยประมาณหนึ่งในห้าของน้ำมันของโลก (ประมาณ 17-18 ล้านบาร์เรลต่อวันของน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมัน) ถูกขนส่งผ่านช่องแคบนี้ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จํานวนมาก (โดยเฉพาะจากกาตาร์) ก็ส่งผ่านช่องแคบนี้ด้วย เกาะเล็ก ๆ ในบริเวณช่องแคบถูกควบคุมโดยอิหร่าน และอิหร่านก็มีฐานทัพเรือที่สําคัญภายในอ่าวด้วย ทําให้อิหร่านมีอิทธิพลต่อเส้นทางการขนส่งนี้ค่อนข้างมาก

    ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ มีกองเรือที่ห้า ซึ่งมีฐานอยู่ในบาห์เรน โดยมีความรับผิดชอบหลักในการคุ้มครองการจราจรทางทะเลในภูมิภาค  และเน้นความสําคัญของช่องแคบฮอร์มุซที่มีต่อความมั่นคงทาง เศรษฐกิจของโลก

    ความสามารถและกลยุทธ์ของอิหร่านในการคุกคามหรือปิดกั้นช่องแคบ

    อิหร่านมักขู่ว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อตอบโต้แรงกดดันจากตะวันตก ตัวอย่างเช่น เคยประกาศว่าหากอิหร่านถูกขัดขวางไม่ให้ส่งออกน้ำมัน “ก็จะไม่ให้มีการส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียเลย” เท่าที่ผ่านมาอิหร่านได้ใช้ข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และกองกำลังในน่านน้ำ เพื่อขัดขวางหรือปิดกั้นการเดินเรือในช่องแคบเป็นเวลาสั้นๆ โดยอาวุธยุทโปกรณ์สำคัญที่ใช้ประกอบด้วย

    ทุ่นระเบิดในน้ำ : เชื่อกันว่าอิหร่านมีทุ่นระเบิดเป็นจำนวนหลายพันลูกที่สามารถวางในเส้นทางเดินเรือของช่องแคบได้อย่างรวดเร็ว และอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือนในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเหล่านี้ได้หมด

    จรวดและโดรน : อิหร่านได้พัฒนาจรวดและโดรนที่ติดตั้งระเบิดเพื่อคุกคามเรือบรรทุกน้ำมัน หรือเรือรบ ของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย  นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ในการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและก๊าซของประเทศ อื่นๆ ในภูมิภาค รวมถึงซาอุดิอาระเบีย ได้อีกด้วย

    เรือเร็ว : อิหร่านมีกองเรือโจมตีเร็วและเรือสปีดโบ๊ทขนาดต่างๆ ซึ่งมักติดอาวุธด้วยปืนกล จรวดขีปนาวุธ ต่อต้านเรือ หรือแม้แต่วัตถุระเบิดสําหรับการโจมตีแบบพลีชีพ เรือเร็วเหล่านี้เหมาะสำหรับการโจมตีแบบเป็นฝูง ซึ่งอิหร่านเคยใช้ในการบุกเพื่อยึดเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบนี้มาแล้ว

    เรือดําน้ำและกองทัพเรือชายฝั่ง : กองทัพเรือของอิหร่านมีเรือดําน้ำจํานวนหนึ่งที่สามารถวางทุ่นระเบิด หรือยิงตอร์ปิโดในน่านน้ำอ่าวตื้นได้ รวมทั้งเรือรบผิวน้ำอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งถึงแม้จะเทียบไม่ได้กับกองเรือรบของสหรัฐฯ แต่ก็สร้างภัยคุกคามได้ในช่องแคบที่มีพื้นที่จํากัด

    ผู้นําของอิหร่านมองว่าความสามารถในการคุกคามฮอร์มุซเป็นเครื่องมือยับยั้งและตอบโต้ ต่อสหรัฐฯ อิสราเอล และรัฐอ่าวอาหรับอื่นๆ ได้ และได้ฝึกซ้อมจําลองการปิดช่องแคบมาแล้ว อย่างไรก็ตาม อิหร่านมีแนวโน้มที่จะมองว่าการปิดช่องแคบเป็น “ทางเลือกสุดท้าย” โดยจะใช้เฉพาะ ในกรณีที่มีการอยู่รอดของระบอบการปกครองเป็นเดิมพัน เพราะอิหร่านเข้าใจดีว่าการปิดช่องแคบจะเกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากทั่วโลก

    ความสามารถของสหรัฐฯ และพันธมิตรในการรักษาช่องแคบให้เปิดกว้าง

    สหรัฐอเมริกาได้ให้คํามั่นอย่างชัดเจนว่าจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เป็นเส้นทางขนส่งที่สะดวกและปลอดภัยตลอดเวลา โดยพิจารณาว่านี่เป็นผลประโยชน์ด้านความปลอดภัยของชาติที่สําคัญ กองเรือที่ห้าของสหรัฐฯ ซึ่งมีฐานทัพที่บาห์เรน มีภารกิจที่จะคุ้มครองเสรีภาพในการเดินเรือและการเคลื่อนย้ายสินค้าให้เป็นไปอย่างอิสระภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ  ในทางปฏิบัติ สหรัฐฯ และพันธมิตร ได้พัฒนาความสามารถ และกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งเพื่อยับยั้งการแทรกแซงของอิหร่านในการใช้ช่องแคบ และเพื่อตอบโต้ความพยายามในการปิดล้อมใดๆ โดยอาศัยปัจจัยดังนี้

    กำลังทางเรือที่เหนือกว่า : กองทัพเรือสหรัฐฯ มีทั้งกลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบิน เรือพิฆาตและเรือลาดตระเวน ติดตั้งขีปนาวุธนําวิถี กองเรือที่ห้ายังรวมถึงเรือลาดตระเวน เรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบกพร้อมนาวิกโยธิน เรือและหน่วยเฮลิคอปเตอร์ตอบโต้ทุ่นระเบิด อีกทั้งยานพาหนะใต้น้ำไร้คนขับและเรือโดรน เพื่อช่วยตรวจจับและเก็บกู้ทุ่นระเบิด 

    กองทัพเรือและพันธมิตร : สหรัฐฯ ทํางานอย่างใกล้ชิดกับกองทัพเรือพันธมิตรเพื่อตรวจตราช่องแคบฮอร์มุซ โดยกลุ่มพันธมิตรที่นําโดยสหรัฐฯ ประกอบด้วย สหราชอาณาจักร ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน และอื่น ๆ ที่ดําเนินการลาดตระเวนอ่าวและคุ้มกันเรือพาณิชย์  สหราชอาณาจักรได้ส่งเรือรบเพิ่มเติม เพื่อคุ้มกันเรือที่ติดธงของสหราชอาณาจักร และจัดตั้งศูนย์สนับสนุน กองทัพเรือถาวรในบาห์เรน  ฝรั่งเศสยังมีฐานทัพเรือในอาบูดาบี และเป็นผู้นําภารกิจเฝ้าระวังทางทะเลของ ยุโรป รัฐในภูมิภาค เช่น ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรน จัดเรือลาดตระเวน และเครื่องบินที่สามารถมีส่วนร่วม ในการลาดตระเวนช่องแคบ และการสกัดกั้นภัยคุกคามอย่างรวดเร็ว

    กลยุทธ์เชิงป้องกัน : สหรัฐฯ มักเพิ่มกำลังทหารเพื่อยับยั้งความพยายามของอิหร่านในการคุกคามการเดินเรือในช่องแคบ เช่น ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อิหร่านยึดเรือบรรทุกน้ำมันของชาติอื่นในช่องแคบอยู่หลายครั้ง และสหรัฐฯ ก็ตอบโต้ด้วยกำลังทหารโดยส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน เครื่องบินทิ้งระเบิด และนาวิกโยธิน เข้ามาในพื้นที่เพื่อคุ้มครองการเดินเรือในช่องแคบและป้องกันไม่ให้อิหร่านเข้ายึดเรือบรรทุกน้ำมันในบริเวณช่องแคบ

    เท่าที่ผ่านมา อิหร่านสามารถสร้างอุปสรรคต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ในระยะเวลาสั้นๆ แต่สหรัฐฯ และพันธมิตรก็มีวิธีตอบโต้และสามารถเปิดช่องแคบกลับมาได้เป็นผลสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ภัยคุกคามจากอิหร่านในการปิดช่องแคบก็ยังมีอยู่ ตราบใดที่ยังมีความตรึงเครียดขัดแย้งกันอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    ประเทศไทยกับช่องแคบฮอร์มุซ

    ในปัจจุบัน ประเทศไทยใช้พลังงานจากน้ำมันเป็นสัดส่วนประมาณเกือบ 40% ของพลังงานทั้งหมด และใช้ก๊าซธธรมชาติประมาณเกือบ 30% ของทั้งหมด ในขณะที่ไทยต้องนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศประมาณ 85% ของน้ำมันที่ใช้ทั้งหมด และต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติประมาณ 40% ของก๊าซที่ใช้ทั้งหมด (25% เป็น LNG และอีก 15% เป็นก๊าซผ่านท่อจากเมียนมาร์) จึงกล่าวได้ว่าไทยต้องพึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากต่างชาติในสัดส่วนมากถึง 46% ของการใช้พลังงานทุกชนิดรวมกัน (น้ำมันนำเข้า 34% และก๊าซนำเข้า 12%) ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นน้ำมันจากภูมิภาคตะวันออกกลาง (แหล่งสำคัญคือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต ซาอุดิอาระเบีย และโอมาน) และเป็นน้ำมันที่ขนส่งมาทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนก๊าซธรรมชาตินำเข้าจากตะวันออกกลาง ในส่วนของก๊าซธรรมชาติ ไทยนำเข้า LNG จากตะวันออกกลางเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของการนำเข้า LNG ทั้งหมด (25% จากกาตาร์ 5% จากโอมาน) โดยเกือบทั้งหมดต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สรุปได้ว่า “อย่างน้อยหนึ่งในสามของพลังงานที่ใช้ในประเทศไทยคือน้ำมันและก๊าซที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ”

    ดังนั้น การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะทำให้ไทยขาดพลังงานไปเป็นจำนวนหนึ่งในสามของพลังงานทั้งหมด ที่จะขาดแคลนมากที่สุดคือน้ำมันเพราะมีสัดส่วนที่ลดลงมากที่สุด แต่ปัญหาคงไม่ใช่เฉพาะไม่มีน้ำมันและก๊าซให้ใช้ได้อย่างเพียงพอเท่านั้น เชื่อกันว่าการปิดช่องแคบนี้จะก่อให้เกิดราคาน้ำมันที่แพงขึ้นเป็นอย่างมากเพราะจะเกิดการขาดแคลนน้ำมันทั่วโลก (supply ลดลงไป 20%) วงการน้ำมันคาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะพุ่งขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาเรลอย่างแน่นอน และอาจขึ้นไปสูงถึง 200 ดอลลาร์ก็เป็นได้

    หากการปิดช่องแคบมีผลเป็นเวลาไม่นานเกินหนึ่งเดือน ไทยก็ยังคงมีน้ำมันเหลือใช้อย่างเพียงพอ โดยอาศัยสต๊อกน้ำมันสำรอง (ซึ่งกระทรวงพลังงานประเมินว่ามีสต๊อกให้ใช้ได้เป็นเวลา 60 วัน) อีกทั้งยังสามารถซื้อน้ำมันจากแหล่งผลิตในประเทศอื่นๆ นอกพื้นที่ตะวันออกกลางได้บ้าง แต่ปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือราคาน้ำมันที่แพงขึ้นมากและจะทำให้ต้นทุนน้ำมันนำเข้าสูงขึ้นมากเช่นกัน หากรัฐบาลไม่ใช้เงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ราคาขายปลีกของน้ำมันก็จะสูงขึ้น และก็จะทำให้ค่าขนส่งและราคาสินค้าต่างๆ สูงขึ้นด้วยจนกลายเป็นปัญหาภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งก็จะเป็นปัญหาที่รุมเร้าซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจถดถอยที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันอยู่แล้ว หากรัฐบาลเลือกใช้การอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ก็ยิ่งจะทำให้กองทุนฯ ติดลบและเป็นหนี้เพิ่มขึ้นไปอีก จากในปัจจุบันที่ติดลบอยู่ประมาณ 36,000 ล้านบาท

    การปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นระยะเวลาหนึ่งก็จะทำให้ปริมาณ LNG จากตะวันออกกลางที่ขนส่งมาไทยขาดแคลนและแพงขึ้นได้เช่นกัน และก็จะมีผลกระทบต่อต้นทุนเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า ทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้นได้

    ดังนั้น สถานการณ์การสู้รบและความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลจึงเป็นสิ่งที่เราต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหลังจากสหรัฐฯ ได้ส่งเครื่องบินไปทิ้งระเบิดชนิด bunker buster เพื่อทำลายศูนย์พัฒนานิวเคลียร์ 3 แห่งในอิหร่านเมื่อวันที่ 22 มิถุนายนนี้ ยังไม่มีใครรู้ว่าอิหร่านจะตอบโต้สหรัฐฯ หรือไม่อย่างไร และเชื่อกันว่าหนึ่งในทางเลือกของอิหร่านคือการขัดขวางการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากอิหร่านตัดสินใจเลือกทางเลือกนี้และสร้างอุปสรรคในเส้นทางเดินเรือนี้ได้จริง ตลาดน้ำมันคงปั่นป่วนวุ่นวาย และไทยเราคงต้องเตรียมเผชิญกับความยากลำบากด้านพลังงานและเศรษฐกิจอีกรอบหนึ่ง

    วันที่ 22 มิถุนายน 2568

    #ช่องแคบฮอร์มุซ #พรายพลคุ้มทรัพย์ #พลังงานไทย #ราคาน้ำมัน #LNG #เศรษฐกิจไทย #เงินเฟ้อ #กองทุนน้ำมัน #ตะวันออกกลาง #อิหร่าน #อิสราเอล #ภูมิรัฐศาสตร์ #EnergyCrisis #OilPrice #Hormuz #GlobalEconomy #MiddleEastCrisis #ThailandEnergy #BreakingNews #ข่าวเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/132188&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vAsLKT3IJCRFO9AnwWJVi

  • ลุ้น ราคาทอง-ราคาน้ำมัน หลังตะวันออกกลางระอุ – ผู้ค้าทองรายใหญ่ งดซื้อขายทองออนไลน์ชั่วคราว

    ลุ้น ราคาทอง-ราคาน้ำมัน หลังตะวันออกกลางระอุ – ผู้ค้าทองรายใหญ่ งดซื้อขายทองออนไลน์ชั่วคราว

    ลุ้นราคาทอง-ราคาน้ำมัน หลังเกิดสงครามตะวันออกกลาง ขณะที่ไทย ผู้ค้าทองรายใหญ่ ประกาศงดซื้อขายทองคำออนไลน์ชั่วคราว จะเปิดให้บริการอีกครั้ง 2 มี.ค.69 

    อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/oToNjVLDKBc

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/weekend/458169&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hGv8J6eXopCyggFV43MSR

  • เปิดแผนลับของทรัมป์ อิหร่านถูกทำลายด้วยสงครามเศรษฐกิจ ไม่ใช่ด้วยด้วยอาวุธสงคราม

    เปิดแผนลับของทรัมป์ อิหร่านถูกทำลายด้วยสงครามเศรษฐกิจ ไม่ใช่ด้วยด้วยอาวุธสงคราม

    ในแง่การทหาร อิหร่านตกเป็นเป้านิ่งของอิสราเอลและสหรัฐอเมริกามานานแล้ว โดยเฉพาะอิสราเอลส่งสายลับไปสอดแนมในอิหร่านเต็มไปหมด จึงไม่ต้องแปลกใจที่อิสราเอลจะสามารถปลิดชีพผู้นำระดับต่างๆ ของอิหร่านได้ง่ายๆ มาตลอดช่วงไม่กี่ปีหลัง จนกระทั่งล็อคเป้าสังหารคาเมนาอีได้ในที่สุด

    การ “เด็ดหัว” เหล่านี้จะทำไม่ได้หากไม่มีข่าวกรองที่ดี ข่าวกรองที่ดีย่อมาจากงานสายลับที่รอบจัด แต่สายลับของมอสซาดอย่างเดียวคงไม่พอ หากไม่มี “ฝ่ายต่อต้าน” ในอิหร่านคอยสนับสนุน การล็อคเป้าเหล่านี้คงทำได้ยาก 

    “ฝ่ายต้าน” ไม่ใช่แค่พวกอิหร่านที่สนับสนุนระบอบเก่า แต่รวมถึงผู้คนทั่วไปทั้งในรัฐบาลและตามท้องถนนที่ไม่พอใจรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่รัฐบาลกวาดล้างผู้ประท้วงอย่างหนักในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา จนผู้คนล้มตายหลายพันคน

    ตอนนั้น รัฐบาลอิหร่านก็เกือบจะล้มอยู่แล้ว แต่ฝืนไว้ได้ด้วยการการข่มขู่รุนแรง คือสังหารหมู่ประชาชน แต่วิธีการนั้นก็เป็นการฆ่าตัวตายทางอ้อมเหมือนกับ เพราะทำให้ประชาชนไปสนับสนุน “ฝ่ายตรงข้าม” ซึ่งรวมถึงอิสราเอลและสหรัฐฯ

    นี่คือการเข้าเรื่องที่เราจะพูดถึงแล้ว คือ ความแตกแยกภายในที่เกิดจากการประท้วง 

    การประท้วงของชาวอิหร่านเกิดจากความไม่พอใจปัญหาเศรษฐกิจ จากเงินเฟ้อรุนแรง กระแสเงินขาด ค่าเงินตกต่ำอย่างหนัก และเลวร้ายลงด้วยการคอร์รัปชั่น

    แน่นอนว่า ผู้คนย่อมโทษรัฐบาลอิหร่านว่าไม่เอาไหน แต่รัฐบาลไม่เอาไหนเป็นแค่ประกายไฟ เชื้อเพลิงที่เป็นตัวทำให้ลุกไหม้ยาวนาน คือ การแทรกแซงทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ต่างหาก 

    นั่นคือ การคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน ทำให้ขายน้ำมันไม่ได้ ผลก็คือ อิหร่านขาดเงินเข้าประเทศ และขาดเงินสกุลแข็งๆ ในมือ สิ่งที่ตามมาคือ ค่าเงินดิ่งตัวลง และตามมาด้วยปัญหาเงินเฟ้อ 

    ส่วนผสมของหายนะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจากความตั้งใจของรัฐบาลทรัมป์

    ผมจะขอย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งผมได้ทำรายการเรื่อง “สงครามไร้ขีดจำกัด” (Unrestricted warfare) ซึ่งเป็นทฤษฎีสงครามยุคใหม่ที่เสนอโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารของจีน ว่าด้วยการทำสงครามที่ไม่อยู่ในรูปแบบเดิมๆ อีกต่อไป แต่วิวัฒนาการเป็นสงครามข้อมูลข่าวสารที่เล่นกันถึงตาย และสงครามการเงินและเศรษฐกิจที่สามารถล้มประเทศหนึ่งๆ ได้

    ผู้เสนอทฤษฎีสงครามไร้ขีดจำกัด คือ นายทหารจีนที่ชื่อ เฉียวเหลียง (乔良) ในเวลาต่อมาอธิบายแนวคิดนี้ด้วยการยกตัวอย่าง “การโค่นระบอบโซเวียตของเรแกน” เอาไว้ว่า 

    “ตัวอย่างหนึ่งคืออดีตสหภาพโซเวียต มันล่มสลายได้อย่างไร? ผมเคยเห็นหลายคนสรุปมันในประโยคเดียวว่า ป้อมปราการนั้นถูกทำลายได้ง่ายที่สุดจากภายใน โดยสาเหตุแห่งการล่มสลายมาจากความผิดพลาดต่างๆ ของพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียตภายใต้การนำของกอร์บาชอฟ อย่างไรก็ตาม ผมโน้มเอียงที่จะเชื่อว่ามันล่มสลายลงเพราะสงครามการเงินของสหรัฐฯ เราสามารถอ้างอิงถึงหนังสือชื่อ “รัฐบาลเรแกนทำลายสหภาพโซเวียตได้อย่างไร?” 《里根政府是怎样搞垮前苏联的》 ซึ่งผมได้กล่าวถึงในบรรยายเมื่อปีที่แล้ว วันนี้ผมเพียงต้องการจะย้ำอีกครั้งสั้นๆ หนังสือเล่มนี้เขียนโดยเจ้าหน้าที่ชาวอเมริกันที่ได้ประสบและมีส่วนร่วมในการใช้มาตรการทางเศรษฐกิจของรัฐบาลเรแกนเพื่อทำลายสหภาพโซเวียต เจ้าหน้าที่คนนี้กล่าวถึงหลายวิธี วิธีแรกคือการใช้จ่ายทางทหารจำนวนมหาศาล รวมถึงโครงการ Star Wars ที่มีชื่อเสียง วิธีที่สองคือการทำทุกวิถีทางเพื่อกดราคาน้ำมันในตลาดโลกให้สูงจนสหภาพโซเวียตรับไม่ไหว เพราะต้นทุนการผลิตน้ำมันต่อบาร์เรลในสหภาพโซเวียตนั้นสูงกว่าในภูมิภาคอื่นๆ มาก ในขณะนั้น CIA คำนวณว่าหากราคาน้ำมันลดลงเพียงหนึ่งดอลลาร์ต่อบาร์เรล สหภาพโซเวียตจะสูญเสียเงิน 1 พันล้านดอลลาร์ ในเวลานั้น เงินสำรองระหว่างประเทศของสหภาพโซเวียตเหลือน้อยมาก และเงินจำนวนมหาศาลนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความอยู่รอดของสหภาพโซเวียต ดังนั้น นี่จึงเป็นวิธีที่สองที่ชาวอเมริกันใช้ในการโจมตีสหภาพโซเวียต วิธีที่สามคือการใช้ทุกวิถีทางที่จำเป็นเพื่อชักจูงให้ชาติตะวันตกทั้งหมดปิดล้อมสหภาพโซเวียตในด้านเงินทุน เทคโนโลยี และการลงทุน เพื่อป้องกันไม่ให้สหภาพโซเวียตได้รับทรัพยากรที่สำคัญ วิธีที่สี่ สหรัฐฯ สนับสนุนสหภาพแรงงานโซลิดาริตีของโปแลนด์ โดยให้การสนับสนุนทางการเงินและทางเทคนิค ที่สำคัญกว่านั้นคือ สหรัฐฯ ยุยงให้โซลิดาริตีก่อกวนรัฐบาลโปแลนด์ ทำให้โปแลนด์ตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบาก เมื่อไม่สามารถหาเงินทุนได้ โปแลนด์จึงต้องกู้ยืมจากชาติตะวันตก ในประเทศที่วุ่นวายเช่นนี้ โดยไม่มีหลักประกัน ใครจะยอมให้กู้ยืมเงิน? มีเพียงสหภาพโซเวียตเท่านั้นที่ทำหน้าที่เป็นผู้ค้ำประกัน สุดท้าย สหรัฐฯ สนับสนุนการต่อต้านของอัฟกานิสถานต่อการรุกรานของโซเวียต การสนับสนุนนี้ส่งผลให้ได้รับชัยชนะด้วยต้นทุนที่ต่ำมาก ผู้อำนวยการ CIA ในขณะนั้นประกาศอย่างภาคภูมิใจว่าพวกเขาใช้เงินเพียง 4,000 ล้านดอลลาร์เพื่อสร้างความพ่ายแพ้อย่างยับเยินให้กับจักรวรรดิชั่วร้ายนี้ สองปีต่อมา สหภาพโซเวียตก็ล่มสลาย ตัวเลขที่น่าตกใจอย่างแท้จริงคือ สหภาพโซเวียตใช้เงินถึง 40,000 ล้านดอลลาร์ในสงครามอัฟกานิสถาน หลังจากนั้นเราเห็นอะไร? เราเห็นธงโซเวียตถูกลดลงจากเสาในเดือนธันวาคม ปี 1991 ประเทศที่ยิ่งใหญ่และดูเหมือนจักรวรรดิได้ล่มสลายและหายไปอย่างสิ้นเชิง จะมีอะไรเรียกว่าสงครามได้อีก นอกจากความพ่ายแพ้ของจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่เช่นนี้?” (จากบทความเรื่อง “การเพิกเฉยต่อสงครามทางการเงินและทฤษฎีสมคบคิด เท่ากับว่านักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักกำลังให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนผู้กระทำผิด”) 

    ข้อเขียนของเฉียวเหลียงสรุปใจความได้สั้นก็คือ สหรัฐฯ ทำลายโซเวียตด้วยการทำลายเศรษฐกิจ เมื่อโซเวียตไม่มีเงิน (รวมถึงปัญหาคอร์รัปชั่นที่รุนแรง) ทำให้สหภาพแห่งนี้ล่มสลายลงไปเอง โดยไม่ต้องรบกัน แถมยังใช้ทุนต่ำกว่าเห็นๆ 

    สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตทำสงครามเย็นกันมานานกว่า 40 ปี สุดท้ายแล้ว เรแกนคือคนที่ตระหนักว่า “เงินเท่านั้นที่จะทำลายจักรวรรดิลงได้” เขาจึงทำการตัดช่องทางการเข้าถึงเงินของโซเวียต แล้วโซเวียตก็เหี่ยวลงในเวลาไม่นาน

    วิธีการเดียวกันนี้ ถูกนำมาใช้กับอิหร่านโดยโดนัลด์ ทรัมป์ 

    เรื่องนี้มีคนสังเกตเห็นมาตั้งแต่ทรัมป์นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีเทอมแรกแล้ว โดยชี้ว่ามทรัมป์ใช้สูตรเดียวกับที่เรแกนเล่นงานโซเวียตที่ปรากฏในหนังสือ ชื่อ Victory: The Reagan Administration’s Secret Strategy that Hastened the Collapse of the Soviet Union โดย ปีเตอร์ ชไวเซอร์ (Peter Schweizer) ที่ปรึกษาทางการเมืองฝ่ายขวาชาวอเมริกัน และเป็นนักเขียนคนโปรดของสตีฟ แบนนัน (Steve Bannon) ที่ปรึกษาของทรัมป์ในเวลานั้น 

    และอีกคนในวงในของทรัมป์ที่โปรดหนังสือเล่มนี้ คือ มาร์ก ดูโบวิตซ์ (Mark Dubowitz) อดีตที่ปรึกษาของรัฐบาลบุช โอบามา และทรัมป์ และซีอีโอของมูลนิธิ Foundation for the Defense of Democracies สถาบันวิจัยไม่แสวงหาผลกำไรที่ถูกมองว่าสนับสนุนอิสราเอลและมีท่าทีแข็งกร้าวต่ออิหร่าน แม้ว่าเราไม่มีหลักฐานว่าดูโบวิตซ์เสนอแผนใน Victory ให้ทรัมป์ แต่เขาชื่นชอบมันอย่างมาก และน่าจะมีอิทธิพลต่อแนวคิดของคนในรัฐบาลทรัมป์

    หนังสือชื่อ Victory ก็คือเล่มเดียวกับที่เฉียวเหลียงเอ่ยถึงนั่นเอง เพียงแต่มีการปรับชื่อเล็กน้อยเมื่อกลายเป็นภาษาจีน หลักใหญ่ใจความของมันยังเหมือนเดิม คือ รัฐบาลเรแกนใช้ “ยุทธศาสตร์ลับ” ในการโค่นล้มโซเวียต 

    อิหร่านนั่นเจอสูตรลับแบบเดียวกัน โดยที่รัฐบาลทรัมป์เรียกว่าวิธีการนี้ว่า “การกดดันสูงสุด” (Maximum Pressure)

    ก่อนหน้านี้ ในปี 2015 อิหร่านยังพอลืมตาอ้าปากได้บ้าง เพราะรัฐบาลโอบามาเคยตกลงกับอิหร่านได้ว่าหากอิหร่านยุติโครงการนิวเคลียร์ ก็จะผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรให้ แต่พอในสมัยแรกของทรัมป์ โดยทรัมป์ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ และดำเนินการคว่ำบาตรครั้งใหม่ ส่งผลให้ค่าเงินอิหร่านที่อ่อนแออยู่แล้วให้ตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว 

    เป้าหมายของทรัมป์ตั้งแต่เทอมแรกจนถึงเทอมสอง ชัดเจนมาตั้งแต่ไหนต่อไรแล้วว่าต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (regime change) ในอิหร่าน

    การทำ regime change มีสองวิธี คือการสนับสนุนการทำรัฐประหาร วิธีนี้คงยากแน่ๆ เพราะต้องอาศัยกำลังฝ่ายตรงข้ามภายในอิหร่านเอง ซึ่งเรียกได้ว่าแทบไม่มีเอาเลย 

    ดังนั้น การทำ regime change วิธีการต่อมาคือปลุกให้ประชาชนโค่นล้มรัฐบาลของพวกเขาเอง 

    อิหร่านมีเงื่อนไขเหมาะสมพอดี คึอ พึ่งพารายได้จากน้ำมันเป็นหลัก หากสหรัฐฯ ขวางการค้าน้ำมันไปเสีย รายได้เข้าประเทศก็จะไม่มี ทุนสำรองก็จะหมดสิ้น เงินดอลลาร์ไม่มี ค่าเงินเรียลก็จะตกต่ำ ตามมาด้วยปัญหาเศรษฐกิจนานาประการ 

    ยิ่งอิหร่านหวังจะเดินหน้าโครงการนิวเคลียร์ ก็ยิ่งต้องใช้ทุนมหาศาล ทำให้สถานการณ์คล้ายกับสหภาพโซเวียตที่ต้องการแข่งขันด้านอาวุธกับสหรัฐฯ ที่ประกาศโครงการ Star Wars ในสมัยเรแกน ผลก็คือ โซเวียตเอาเงินไปถลุงจนหมดโดยเปล่าประโยชน์ ทำให้ทุนสำรองมอดไหม้ไปอีกโสดหนึ่ง

    อิหร่านยังคล้ายกับโซเวียตตรงที่อัดเงินสนับสนุนกองกำลังต่างๆ ในตะวันออกกลาง แต่การสนับสนุนเหล่านี้สูญเปล่า เพราะกองกำลังแล้วกองกำลังเล่าค่อยๆ ถูกเด็ดปีกโดยอิสราเอล เช่น ฮิซบอลเลาะห์ 

    อิหร่านเป็น “สมการโซเวียต” ที่ลงตัวมากสำหรับทรัมป์

    สภาพของอิหร่านทุกลักทุเลมาหลายปี จนแม้แต่ในช่วงที่สหรัฐฯ มีท่าทีอ่อนลงในสมัยโจ ไบเดน อิหร่านก็ยังแก้ปัญหาเศรษฐกิจของตัวเองไม่ได้ จนกระทั่งสถานการณ์สุกงอมในสมัยทรัมป์เทอมสอง แล้วก็เกิดการลุกฮือของประชาชนต่อต้านรัฐบาลที่ทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่จนประชาชนหมดอาลัยตายอยากในชีวิต

    ประชาชนเห็นเงินในมือกลายเป็นเศษกระดาษ ก็หันไปตุนเงินดอลลาร์ แต่เจ้าหน้าที่พยายามควบคุมความต้องการ โดยเรียกร้องให้ประชาชน “งดเว้นการซื้อดอลลาร์” และยืนยันว่า “ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุม” แต่คำบอกกล่าวของรัฐบาลเป็นสิ่งที่เลื่อนลอยในสายตาประชาชน เพราะค่าเงินยิ่งตกต่ำเงินเฟ้อยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ บีบให้ประชาชนต้องออกมาประท้วงตามท้องถนน

    ถึงตอนนี้ รัฐบาลอิหร่านทำพลาด (หรือไม่มีทางเลือก?) ด้วยการปราบผู้ชุมนุมด้วยการเข่นฆ่า ทำให้แปลกแยกกับประชาชนหนักเข้าไปอีก 

    ผลคือ เงินก็ไม่มี ความภักดีของประชาชนก็หมดไป 

    นี่คือบทสรุปของรัฐบาลอิหร่านในตอนนี้ 

    ในการโจมตีอิหร่านครั้งนี้ มาร์ก ดูโบวิตซ์ จึงกล่าวกับสำนักข่าว Reuters ว่า “รัฐบาลเตหะรานอยู่ในสภาพที่อ่อนแอมากจนคุ้มค่าที่ทรัมป์จะยอมเสี่ยงเพื่อจำกัดศักยภาพด้านนิวเคลียร์ของรัฐบาลเตหะราน”

    คีย์เวิร์ดอยู่ที่ความอ่อนแอ ซึ่งหมายถึงความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ อันเป็นผลมาจากการทำสงครามเศรษฐกิจระยะยาวของทรัมป์

    นี่คือสงครามระยะยาวจริงๆ เมื่อตอนที่ Victory กลายเป็นหนังสือที่ได้รับความสนใจในเทอมแรกของทรัมป์ นักวิชาการที่ชื่อ เฟรเดอริค ดับเบิลยู. คาแกน (Frederick W. Kagan) จากสถาบัน American Enterprise Institute (AEI) และอดีตศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์การทหารที่โรงเรียนนายทหารเวสต์พอยต์ เขียนทความชื่อ Can We Pursue a Victory Strategy Against Iran? ที่ระบุว่านี่แผนการระยะยาวที่อาจจะกินเวลาข้ามสมัยประธานาธิบดี และต้องอาศัยฉันทามติทางการเมืองระหว่างพรรคด้วย

    “ระยะเวลาที่จำเป็นสำหรับการใช้มาตรการกดดันสูงสุด (Maximum Pressure) ให้ประสบความสำเร็จนั้นยาวนานมาก จนประธานาธิบดีชุดนี้อาจทำได้เพียงสร้างเงื่อนไขเพื่อความสำเร็จเพื่อส่งต่อให้แก่ผู้สืบทอดตำแหน่ง หรืออาจถึงหลายคน ดังนั้น รัฐบาลชุดนี้จึงต้องพยายามหลีกเลี่ยงความผิดพลาดครั้งใหญ่ของประธานาธิบดีชุดก่อน นั่นคือ การดำเนินนโยบายฝ่ายเดียวโดยไม่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองต่างๆ และ (ในกรณีนี้) การสนับสนุนจากนานาชาติ ซึ่งประธานาธิบดีคนต่อมาอาจยกเลิกหรือลดทอนลง”

    ปรากฏว่าทรัมป์สามารถข้ามเงื่อนไขนั้นได้โดยสานต่อแผนการจากเทอมหนึ่งข้ามสมัยไบเดนมายังเทอมสองได้ 

    คำถามก็คือ ทำไมสหรัฐฯ ไม่ใช้วิธีนี้กับเกาหลีเหนือบ้าง? 

    ตอบว่า ใช้แล้ว แต่ไม่ได้ผล

    ที่ไม่ได้ผลเพราะเงื่อนไขสำคัญของสงครามเศรษฐกิจก็คือ ประเทศนั้นจะต้อง “เปิด” ในระดับหนึ่ง เช่น อิหร่านเองก็ไม่ได้ปิดประเทศแถมยังเชื่อมโยงเศรษฐกิจตัวเองกับเงินดอลลาร์เสียอีก ทำให้ง่ายต่อการโจมตี ส่วนสหภาพโซเวียตในยุคปลายก็ดำเนินนโยบายเปิดตลาดทำให้พลาดท่าจนตกเป็นเป้าโจมตีได้ง่าย หากโซเวียตยังดำเนินแนวทางเศรษฐกิจแบบของตนก็อาจจะไม่พบจุดจบแบบนี้ก็เป็นได้

    ส่วนเกาหลีเหนือ “ปิด” แทบจะทุกทางทั้งเศรษฐกิจก็อยู่ในสภาพเลี้ยงตัวเองและยังปิดหูปิดตาประชาชนจากการรับรู้โลกภายนอก แต่าในขณะเดียวกันเกาหลีเหนือก็ขยันหาเงินดอลลาร์จากช่องทางลับ ทำให้ค่อนข้างรับมือกับสงครามเศรษฐกิจได้ดีกว่า

    อิหร่านนั้น แม้จะขายน้ำมันให้จีนได้ในสัดส่วนถึง 80% ที่ส่งออกทั้งหมด แต่เงินที่ค้ากับจีนเป็นเงินหยวนเสียมาก เงินดอลลาร์จะได้มาก็ต้องผ่าน “ช่องทางลับ” เช่น การส่งน้ำมันผ่านเรือประเทศที่สาม เช่น เรือสัญชาติมาเลเซียหรืออินโดนีเซียที่ไปถ่ายน้ำมันกันกลางทะเลซึ่งเป็นส่วนน้อยเท่านั้น

    อิหร่านจึงขาดแคลน hard currency อย่างหนัก

    แต่ถึงขนาดนี้แล้ว อิหร่านยังถลุงเงินไปกับโครงการนิวเคลียร์ โดยใช้เงินรวมกันถึง 30 พันล้านดอลาร์

    ในขณะที่ทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ ปี 2025 อยู่ที่ 33.8 พันล้านดอลลาร์ 

    ครับ นี่คือกับดักที่อิหร่านช่วยตั้งขึ้นมาเอง แล้วก็นำไปสู่พิชัยสงครามของการทำสงครามเศรษฐกิจโดยทรัมป์

    หากสงครามในรูปแบบเอาอิหร่านลงไม่ได้ อิหร่านก็ยังจะเสี่ยงที่จะพังจากภายในอยู่ดี

    บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

    Photo – เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ประชาชนโบกธงชาติอิหร่านและสหรัฐอเมริกา พร้อมกับรูปถ่ายของเรซา ปาห์ลาวี นักเคลื่อนไหวทางการเมืองชาวอิหร่าน ในระหว่างการชุมนุมแสดงการสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่อรัฐบาลสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. (Photo by AMID FARAHI / AFP)
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/40690&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-0794tmaGXPwIEIT_nt_Z

  • “อนุทิน” รับกระทบเศรษฐกิจ ยันไทยวางตัวเป็นกลางเหตุตึงเครียดตะวันออกกลาง

    “อนุทิน” รับกระทบเศรษฐกิจ ยันไทยวางตัวเป็นกลางเหตุตึงเครียดตะวันออกกลาง

    “อนุทิน” บอกไทยวางตัวเป็นกลางให้มากที่สุด ต่อเหตุการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง วอนทุกฝ่ายให้ความสำคัญเรื่องการเจรจาทางการทูต รับเรื่องเศรษฐกิจได้รับผลกระทบแน่นอน

    วันที่ 1 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 15.20 น. ที่สนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ปะทะในตะวันออกกลาง  ว่าจับตาสถานการณ์อยู่ตลอดตอนนี้ทุกหน่วยงาน ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ กลาโหม แรงงาน มหาดไทย สาธารณสุข และกระทรวงการคลัง เตรียมความพร้อมให้การช่วยเหลือประชาชนที่ติดค้างอยู่ในประเทศที่มีปัญหา โดยพรุ่งนี้ (2 มี.ค. 69) จะเรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และกำหนดมาตรการช่วยเหลืออำนวยความสะดวกต่างๆให้เร็วที่สุด ไม่ต้องกังวลในเรื่องการอพยพทุกคน กองทัพอากาศโดยผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผอ.ทอ.) ท่านรายงานตนตลอดเวลาถึงความพร้อม ตอนนี้อยู่ที่ว่าเราจะต้องเร่งประสานงานให้ได้จำนวนคนไทยให้ครบหรือมากที่สุดก่อน แล้วต้องประสานงานให้ไปรับเขาในจุดที่ปลอดภัย ซึ่งมีการร่วมงานกันกับกระทรวงต่างประเทศด้วย รัฐบาลด้วยรวมทั้งกองทัพร่วมมือกันอย่างเต็มที่ เมื่อถามว่าประเทศไทยควรวางตัวแบบไหน นายอนุทิน กล่าวว่า เราก็ต้องวางตัวให้เป็นกลางให้มากที่สุด แต่ต้องมีความห่วงใยในสถานการณ์ เพราะเรามีพี่น้องของเราอยู่ในประเทศนั้นด้วย เราก็วิงวอนให้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญเรื่องการเจรจาทางการทูต การพูดคุยการสร้างความเข้าใจให้มากที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ เราต้องการให้โลกของเราเกิดสันติภาพให้เร็วที่สุด

     เมื่อถามถึงผลกระทบในมิติเศรษฐกิจ  นายอนุทิน กล่าวว่า โดนผลกระทบแน่นอน แต่เราต้องมีมาตรการในการทำให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด ตรงไหนที่สามารถช่วยเหลือ ประคับประคอง ลดค่าใช้จ่าย ลดต้นทุน รวมทั้งราคาพลังงานต่างๆ ตนได้สั่งการให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง หามาตรการเหล่านี้มารองรับ กองทุนน้ำมันต้องนำมาตรการมาใช้เพื่อให้เกิดผลต่อประชาชนคนไทยให้ได้มากที่สุด 

    จ่อเยี่ยมพลทหารเหยียบกับระเบิด

    นายอนุทิน ยังให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า การปะทะตอนนี้ยังไม่มีอะไร ตนจะแวะไปเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บเหยียบกับระเบิดที่จังหวัดสุรินทร์ ไปให้กำลังใจ เพราะวันนี้เราก็อยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว ซึ่งจะได้เห็นสภาพบริเวณชายแดน ความเป็นไปต่างๆ แต่ในภาพรวมตอนนี้อยู่ในสภาวะที่ควบคุมได้ แต่มาตรการทั้งหลายก็ยังเหมือนเดิม เรายังไม่มีแนวคิดที่จะเปิดด่าน เรายังไม่มีแนวคิดที่จะทำการใดๆ เรื่องการเจรจา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2917251&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21wDwEo5Xq9XlDjQIcjBHF

  • ttb ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.10% ต่อปี มีผล 2 มี.ค. 69

    ttb ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.10% ต่อปี มีผล 2 มี.ค. 69

    ทีทีบี ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.10% ต่อปี ช่วยลูกค้าแบ่งเบาภาระหนี้ มีผล 2 มี.ค. 69 

    นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีทีบี กล่าวว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบาง และการฟื้นตัวไม่เต็มที่ ขณะที่เศรษฐกิจต่างประเทศมีความไม่แน่นอนสูง ทีทีบีพร้อมหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยการลดภาระทางการเงิน เสริมสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน ช่วยบรรเทาภาระหนี้ในภาวะปัจจุบัน จึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ มีผลตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 สอดรับมติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 1% ต่อปี เพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจและสนับสนุนการฟื้นตัวของประเทศอย่างยั่งยืน

    ธนาคารปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภท ได้แก่ อัตราดอกเบี้ย MOR ลดลง 0.10% ต่อปี ส่วนอัตราดอกเบี้ย MLR ลดลง 0.10% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ย MRR ลดลง 0.10% ต่อปี ซึ่งช่วยเหลือครอบคลุมทั้งกลุ่มลูกค้ารายย่อย ผู้ประกอบการ SMEs และกลุ่มเปราะบาง  

    นอกจากความช่วยเหลือด้านการปรับลดอัตราดอกเบี้ยแล้ว ทีทีบี เป็นธนาคารแรกที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการสินเชื่อบุคคลของไทย เพื่อช่วยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน มุ่งส่งเสริมคนมีวินัยในการผ่อนชำระให้มีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง ด้วยการฉีกกฎการคิดดอกเบี้ยจากเกณฑ์รายได้แบบเดิม สู่การพิจารณาจากคะแนนเครดิตและระดับความเสี่ยง เพื่อให้ผู้ที่มีรายได้ประจำสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ในอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม ผ่านสินเชื่อบุคคล “ทีทีบี แคชทูโก” โดยหากลูกค้าเครดิตดีจะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ดีขึ้น ซึ่งทีทีบีคิดดอกเบี้ยตามระดับความเสี่ยงและคะแนนเครดิตรายบุคคล เริ่มต้นเพียง 13.99% ต่อปี จากเดิมที่อัตราดอกเบี้ยมักสูงถึง 25% ต่อปี ดอกเบี้ยเรทเดียวตลอดสัญญา ซึ่งทำให้กลุ่มลูกค้าที่มีวินัยมีโอกาสประหยัดดอกเบี้ยได้สูงถึง 11% ต่อปี 

    ทีทีบี ยังคงมุ่งมั่นเป็นธนาคารที่ช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะลูกค้ารายย่อย ผู้ประกอบการ SMEs และกลุ่มเปราะบาง ผ่านโครงการปรับโครงสร้างหนี้ การขยายระยะเวลาชำระหนี้ และสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษ ภายใต้หลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ควบคู่กับแนะนำการให้ความรู้ทางการเงิน เพื่อการจัดการหนี้ที่สอดคล้องกับรายได้และความสามารถในการชำระคืน โดยมีเป้าหมายต้องการทำให้คนไทยมีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นทั้งวันนี้ และอนาคต

    669868

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/947999/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2arFkCMqmk4Vn2rBxVJlHc

  • แถลงการณ์ประธานาธิบดี กรณีการเป็นชะฮีดของผู้นำการปฏิวัติ

    แถลงการณ์ประธานาธิบดี กรณีการเป็นชะฮีดของผู้นำการปฏิวัติ

    แถลงการณ์ประธานาธิบดี กรณีการเป็นชะฮีดของผู้นำการปฏิวัติ

    🔹 ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ

    🔹“และบรรดาผู้อธรรมจะได้รู้ว่าพวกเขาจะถูกนำกลับไปสู่จุดจบเช่นใด”

    🔹 ด้วยความเสียใจและสะเทือนใจอย่างยิ่ง ขอแจ้งให้ทราบว่า จากการโจมตีอันโหดเหี้ยมของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและระบอบไซออนิสต์ แบบอย่างแห่งศรัทธา ญิฮาด และการยืนหยัด คือผู้นำสูงสุดแห่งการปฏิวัติอิสลาม อายาตุลลอฮ์ อัลอุซมา อิมามคาเมเนอี ได้บรรลุถึงเกียรติอันยิ่งใหญ่แห่งการเป็นชะฮีด ท่านคือผู้สืบทอดที่คู่ควรของท่านอิมามโคมัยนี ผู้ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 37 ปีแห่งภาวะผู้นำอันชาญฉลาด ได้ทำหน้าที่ชี้นำและถือธงของแนวร่วมอิสลามอย่างแท้จริง และด้วยความกล้าหาญเป็นแบบอย่างและศรัทธาอันมั่นคง ได้จารึกบทใหม่แห่งการปกครองในประวัติศาสตร์อิสลาม และจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตอันทรงเกียรติและสร้างประวัติศาสตร์ของท่าน ได้ทำหน้าที่นำพาประชาชาติอิสลามยืนหยัดต่อสู้กับความอธรรม ทรราช และจอมอหังการ ชะฮีดผู้ทรงเกียรติ อายาตุลลอฮ์ อัลอุซมา อิมามคาเมเนอี แบบอย่างแห่งการเสียสละและการยืนหยัดในยุคปัจจุบัน “อิมามแห่งคำสัญญาที่เป็นจริง อิมามแห่งความหวังและพลังอำนาจ” อยู่ในความทรงจำของบรรดาเสรีชน ผู้ถูกกดขี่ และนักต่อสู้ทั่วโลก และจะคงอยู่เคียงข้างนามของ “โคมัยนีผู้ยิ่งใหญ่” ในหัวใจของประชาชาติต่าง ๆ ตลอดไป ความรอบรู้และเชี่ยวชาญในศาสตร์สมัยใหม่ ปัญญาและวิสัยทัศน์ยาวไกล ศรัทธาอันบริสุทธิ์ ความจริงใจในการกระทำ เจตจำนงอันแข็งแกร่ง ความเชื่อมั่นลึกซึ้งต่อคำพูด การกระทำ และเป้าหมายของตน ความกล้าหาญที่หาผู้เสมอเหมือนได้ยาก ความรู้ศาสนาอันกว้างขวาง จิตใจอ่อนโยนบริสุทธิ์ ตลอดจนความหวังและความไว้วางใจต่อพระผู้เป็นเจ้า ล้วนเป็นคุณลักษณะเด่นของบุคคลผู้ยิ่งใหญ่นี้ ซึ่งยากจะพบในผู้นำทางการเมืองทั่วไป

    🔹 คณะรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ขอแสดงความเสียใจต่อท่านอิมามมะฮ์ดี (ขอให้วิญญาณของเราพลีเพื่อท่าน) ต่อประชาชนผู้ทรงเกียรติของอิหร่าน ประชาชาติอิสลาม และเสรีชนทั่วโลก พร้อมทั้งประกาศไว้อาลัยทั่วประเทศ 40 วัน และหยุดราชการ 7 วัน

    🔹 อาชญากรรมครั้งใหญ่นี้จะไม่ปราศจากการตอบโต้ และจะเป็นอีกหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์โลกอิสลามและชีอะห์ เลือดบริสุทธิ์ของท่านจะหลั่งไหลดุจสายน้ำเชี่ยวกราก และจะถอนรากถอนโคนความอธรรมและอาชญากรรมของอเมริกา–ไซออนิสต์ ครั้งนี้เช่นกัน ด้วยพลังและความมั่นคง พร้อมแรงสนับสนุนจากประชาชาติอิสลามและเสรีชนทั่วโลก เราจะทำให้ผู้ก่อการและผู้บงการอาชญากรรมครั้งนี้ต้องสำนึกเสียใจ

    🔹 อิหร่านอันเป็นที่รักของเรา ด้วยความช่วยเหลือจากพระผู้เป็นเจ้า ด้วยความเป็นหนึ่งเดียว จะผ่านพ้นช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ไปอย่างสง่างาม เพราะแท้จริงแล้ว พระผู้เป็นเจ้าทรงคือผู้เฝ้าระวังศัตรูผู้อธรรมของเรา และทรงเป็นผู้ช่วยเหลือบรรดาผู้ศรัทธาและผู้ถูกกดขี่